บทที่ ๘ ระยะสุดท้ายของชีวิตราชการ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม

ดังได้กล่าวแล้ว ทางราชการดำริจะขยายมหาวิทยาลัยศิลปากร และสิ่งแรกที่จะทำคือ ให้มีคณะอักษรศาสตร์ขึ้นที่นครปฐม ใช้เนื้อที่ในพระราชวังสนามจันทร์เป็นที่ตั้ง บทนี้อาจจะกล่าวในทำนองที่ล้มเหลวและรำคาญใจมากอยู่สักหน่อย แต่ก็ดูเหมือนจะจำเป็น เพราะคนทั่วไปยังฟังสับสนกันอยู่มากเรื่องมหาวิทยาลัยศิลปากรที่นครปฐมจนขณะที่เขียนหนังสือนี้

ตามที่ทราบกันโดยมากแล้ว ท่านรัฐมนตรีศึกษาธิการคนก่อน คือก่อนมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรทั่วพระราชอาณาจักร กับอธิการบดีศิลปากรนั้นคือบุคคลคนเดียวกัน การที่ท่านจะขอให้ข้าพเจ้าย้ายสังกัดจากกระทรวงไปรับราชการในมหาวิทยาลัยศิลปากรนั้น จึงเป็นเรื่องไม่ยาก แต่ข้าพเจ้ามีดวงชาตาแปลก ก็อุตส่าห์เป็นเรื่องยากจนได้ คือแทนที่กรมวิสามัญศึกษาจะสั่งย้ายโดยเร็ว เพื่อให้ข้าพเจ้าได้เป็นข้าราชการของมหาวิทยาลัยโดยเร็ว ก็รออยู่หลายเดือน เพราะมีข้าราชการที่จะย้ายไปด้วยกันคนหนึ่งมีพันธะกับกรมอยู่ เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยมาเร่ง ด้วยกลัวว่าจะเกิดกรณีไม่ได้เงินเดือนขึ้น เพราะเข้ามารับราชการในมหาวิทยาลัยไม่ครบกำหนด ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร จะไปเร่งก็ดูจะเป็นอยากจะไปเสียเหลือเกิน ซึ่งที่จริงตัวเองก็ไม่แน่ใจอะไรอยู่หลายอย่าง ข้อที่หนึ่งก็คือ ไม่ทราบว่าใครจะเป็นผู้บังคับบัญชานอกจากท่านอธิการบดี ถ้ามีผู้บังคับบัญชาที่ปรึกษาหารือกันไม่ได้ ก็ขัดกับความหวังของข้าพเจ้าที่จะทำงานในสถานการศึกษาที่จะทำให้คนเป็น ศึกษิต เวลานั้น ข้าพเจ้าก็กำลังสนุกกับการแต่งหนังสือบันเทิงคดี ถ้ามีอาชีพทางนั้น คงจะสนุกกว่าแน่ แต่ญาติมิตรทั้งหลายดูยินดีกับการที่ข้าพเจ้าจะย้ายจากกระทรวงศึกษาธิการกันหลายคน มีบางคนมาแสดงความยินดี ข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่ายินดีกันเรื่องอะไร แล้วจึงได้รับทราบ ไม่ใช่จากผู้บังคับบัญชา แต่จากคนอื่น ว่าท่านบอกว่า จะให้ข้าพเจ้าทำหน้าที่คณบดี

หน้าที่เช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย เพราะเข็ดการทำราชการที่บางแสนในระยะที่ไม่มีคนไม่มีเงิน และยังจำอาการป่วยได้ดี ขอกล่าวเสียในจังหวะนี้ว่า การทำราชการนอกพระนครนั้น นอกจากจะมีผู้ช่วยอยู่ในศูนย์กลางพระนครอย่างแข็งขัน ด้วยความเข้าใจปัญหาทั้งหลายอย่างแท้จริงแล้ว คนมีแรงเท่าที่ข้าพเจ้ามีทำไม่สำเร็จแน่ ต้องทุ่มเทเวลากินเวลานอน และอดทนต่อความไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่เห็นจังหวะของงานอย่างเจ็บปวดทีเดียว ท่านที่เป็นอาจารย์ใหญ่หรือหัวหน้างานใดก็ตามในส่วนภูมิภาคจะสนับสนุนที่ข้าพเจ้าว่านี้ทุกคน แม้ท่านที่ไม่ต้องปกครองนักเรียนประจำ แต่ถ้ามีนักเรียนหนุ่มสาวกินนอนประจำอยู่ในการปกครองด้วยแล้ว ก็จะรับรองอย่างแน่นแฟ้น

แต่มหาวิทยาลัยศิลปากรนั้น มีโครงการจะจัดระบบงานอย่างใหม่ คือจะแยกการปกครองนักเรียน และความผิดชอบเกี่ยวกับสถานที่ และกิจการเกี่ยวกับการกินอยู่ของนักศึกษา ออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากงานด้านวิทยาการ คือส่วนราชการที่จะรับผิดชอบกับสิ่งต่าง ๆ ที่ว่ามาในบรรทัดก่อนนั้น จะเรียกว่า วิทยาลัย มีหัวหน้าเรียกว่า อธิการทางคณะวิชาการต่าง ๆ ซึ่งจะตั้งขึ้น มีคณะอักษรศาสตร์เป็นอาทินั้น จะบริหารงานด้านการสอน การสอบ และการวิจัยเท่านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นวิธีการที่ดีมาก และใคร่จะได้ร่วมทดลองระบบนี้ แต่ที่มีความปรารถนามากที่สุดที่จะทำ ก็คือ การจัดหลักสูตรและดำเนินการสอนวิชาภาษาไทยในระดับมัธยม ไม่สามารถทำให้เกิดผลตามปรารถนาได้กี่มากน้อย เพราะต้องย้ายไปบางแสนดังได้กล่าวแล้ว แต่ระดับอุดมก็อาจทำตัวอย่างให้เกิดขึ้นมาได้ เพื่อนฝูงก็สนับสนุน ศิษย์เก่า ๆ ที่สอนในมหาวิทยาลัย ก็ขอร้องว่าให้ข้าพเจ้าพยายามทำวัสดุการสอนขึ้น เขาจะได้ใช้ร่วมกัน

ในการจัดหลักสูตรคณะอักษรศาสตร์ที่นครปฐมนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้เสนอให้ตั้งกรรมการอย่างที่ได้จัดหลักสูตรที่แห่งอื่น เพราะได้เห็นตัวอย่างมาแล้วว่า ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ มักมีตำแหน่งสูง และไม่มีเวลาศึกษาเรื่องหลักสูตรอย่างจริงจัง ข้าพเจ้าไปที่สถาบันศึกษาระหว่างชาติ เวลานั้นสำนักงานอยู่ที่ถนนสาธร คัดเอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยอเมริกันขนาดเล็ก และไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่มีทรัพย์สมบัติมาก ๆ มาศึกษาเป็นจำนวนกว่า ๒๐ แห่ง และมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษและประเทศอื่น ๆ อีกหลายแห่ง และเมื่อทราบตัวบุคคลที่จะไปรับงานด้านวิชาใด ก็ให้อาจารย์ที่จะต้องเป็นกำลังในทางนั้นไปหาที่ปรึกษาของตนมาให้เป็นที่เชื่อถือได้ เช่นวิชาภาษาเยอรมัน ก็ให้อาจารย์ที่จะสอนภาษาเยอรมันที่พระราชวังสนามจันทร์ไปติดต่อกับอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันวัฒนธรรมเยอรมัน วิชาภาษาฝรั่งเศสก็ไปติดต่อกับอาจารย์ฝรั่งเศส เป็นต้น ขอให้มหาวิทยาลัยเชิญมาเป็นที่ปรึกษาจัดหลักสูตร ภาษาอังกฤษไม่ได้เชิญที่ปรึกษาเพราะผู้แทนบริติชเคาน์ซิลเวลานั้น เคยเป็นที่ปรึกษาทางภาษาอังกฤษโดยความช่วยเหลือของยูเนสโก และทำงานร่วมกับข้าพเจ้าและศึกษานิเทศก์ และอาจารย์ภาษาอังกฤษในประเทศไทยอยู่เป็นวลา ๗ ปี รู้ปัญหาการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยอย่างเจนจบ พอข้าพเจ้าไปบอกว่ามหาวิทยาลัยต้องการอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่ชำนาญสอนนักเรียนต่างประเทศ ก็รีบติดต่อไปทางลอนดอน ขอความช่วยเหลือให้หาตัวบุคคลมาให้ และจัดหาเงินสำหรับหาซื้อหนังสือให้ห้องสมุดอีกด้วย ในเรื่องภาษาไทย ศึกษานิเทศก์ของกรมการฝึกหัดครู อาจารย์ในคณะครุศาสตร์ ศึกษานิเทศก์กรมวิสามัญศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิในชุมนุมภาษาไทยก็เกือบจะเรียกว่า เจนจบเกี่ยวกับปัญหาของวิชาภาษาไทย และได้ร่วมงานกันมานาน จึงไม่จำเป็นต้องเชิญมาให้เสียเวลา ซึ่งเป็นการผิดพลาดมากกระมัง ซึ่งจะได้เล่าต่อไป

หลักสูตรของคณะอักษรศาสตร์นั้น ข้าพเจ้าจัดเอาวิชาภาษาไทยเป็นแกนกลาง ด้วยได้ยินได้ฟังจากอาจารย์ภาษาต่างประเทศมามากว่า เพราะอาจารย์ภาษาไทยไม่ได้สอนทักษะและสมรรถภาพบางอย่างในภาษาไทย อาจารย์ภาษาต่างประเทศจึงต้องเสียเวลามากเกินไปที่จะต้องสอนสิ่งเหล่านั้นในแผนกภาษาต่างประเทศ ทำให้เสียผลการเรียนการสอนอย่างยิ่ง เหล่านี้ได้แก่ การคิดจัดลำดับความ การรู้วิธีอ่านหนังสือชนิดต่าง ๆ เช่นนวนิยายมีวิธีอ่านอย่างไร นวนิยายมีกี่ชนิด เป็นอาทิ ข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าได้อาจารย์ภาษาไทยที่สามารถสอนนักเรียนได้ตามที่ต้องการดังว่านี้ การสอนภาษาต่างประเทศจะเบาแรงมาก โดยเฉพาะในปีหลัง ๆ เมื่อใกล้จะรับปริญญา

ส่วนนักเรียนปีที่หนึ่งในระดับอุดมนั้น ข้าพเจ้ารู้จักโรงเรียนมัธยมดีพอที่จะรู้ว่า ไม่ได้มีการเตรียมนักเรียนไว้ให้เป็นนักเรียนในมหาวิทยาลัยเลย ในปีแรกการสอนจะต้องเป็นการปลูกฝังนิสัยการเรียน ให้เปลี่ยนจากการเป็นนักเรียนมัธยมแบบไทย ขึ้นเป็นนักเรียนระดับอุดมตามที่ควรเป็น

การร่างหลักสูตรนั้น ไม่ประสบอุปสรรคอย่างใดที่สำคัญ และเมื่อเสนอไปยังสภาการศึกษา สภาทักท้วงเพียงให้เปลี่ยนรหัสประจำรายวิชาเท่านั้น แล้วก็ได้รับอนุมัติให้ใช้ได้ และเมื่อได้เสนอโครงการตั้งคณะไป ก็ได้รับอนุมัติให้ตั้งได้โดยง่ายเช่นกัน

มหาวิทยาลัยประสบอุปสรรคสำคัญที่สุดที่พระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม เกี่ยวกับการก่อสร้าง ซึ่งล่วงเลยเกินแผนงานที่วางไว้เป็นเวลานาน เมื่อแรกเปิดการสอนมีที่เรียนและที่อยู่อาศัยในอาคารเดียวกัน อาจารย์และนักศึกษาทั้งหมดอาศัยในตึกเดียวกัน รวมทั้งอาจารย์หญิงชาวอังกฤษ ที่บริติชเคาน์ซิลส่งมาช่วย ห้องนอนของข้าพเจ้าต้องใช้เป็นห้องเก็บพัสดุสำหรับใช้ในสำนักงานของคณะอักษรศาสตร์ รวมถึงเครื่องอัดสำเนา เพราะต้องการใช้มาก และใช้ในเวลารวดเร็ว เพราะหลักสูตรจัดไว้ให้นักศึกษาได้อ่านมาก ๆ ให้ฟังน้อยกว่าที่เคยทำกันมาแล้ว ปีการศึกษาต่อไป จึงมีตึกเรียนโดยเฉพาะ และสำนักงานคณะอักษรศาสตร์ย้ายไปตั้งที่ตึกใหม่ ตึกนี้ไม่มีใครยอมรับกันว่าเป็นคนออกแบบ เป็นอาคารเรียนที่แปลกมาก ห้องเรียนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนกว้างวัดได้ยาวกว่าความลึกของห้อง มีห้องหนึ่ง ความกว้างมีอัตราเป็นสามต่อหนึ่งกับความลึก และดูเหมือนจะตั้งใจจะปิดทางเดินลมเสียให้หมด คือไม่มีช่องสำหรับให้ลมเดินตรงกัน มีกระจกกั้นเป็นช่องทางสลับกัน ถ้ามีช่องให้ลมเข้าทางด้านหลัง ก็จะมีกระจกที่ตรงกันทางด้านหน้า ผลก็คือไม่มีลมพัดเข้ามา นอกจากทางปิดตรงหน้าห้องน้ำ ซึ่งมีลมพัดเฉื่อยฉิวตลอดเวลา ในฤดูร้อนตรงที่ต้องใช้เป็นสำนักงานคณะนั้น สมควรใช้เป็นที่บ่มผลไม้ คงจะได้ผลสุกเร็วและหอมหวานเป็นแน่

อุปสรรคเกี่ยวกับการก่อสร้าง และสิ่งที่คาดไม่ถึง เช่นสะพานปฐมโพธิ์แก้ว สร้างใหม่ไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ทำให้การคมนาคมระหว่างพระนครกับนครปฐมขาดความสะดวกไปหลายอย่าง เหล่านี้ทำให้อาจารย์ชาวอังกฤษยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างแก่บริติชเคาน์ซิล ว่าสำนักงานทางกรุงเทพฯ ได้แจ้งสภาพทางประเทศไทยไปผิดพลาด จึงขอย้ายไป ซึ่งเป็นเรื่องร้อนใจมาก เพราะกระทบกระเทือนกับสัมพันธภาพระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริติชเคาน์ซิล ซึ่งเป็นองค์การที่มหาวิทยาลัยจะต้องพึ่งต่อไปในอนาคต ไม่เฉพาะแต่คณะอักษรศาสตร์ แต่มหาวิทยาลัยมอบให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ติดต่อ ข้าพเจ้าไม่สามารถจะไปชี้แจงรายละเอียดที่ก่อความลำบากใจ ผู้แทนบริติชเคาน์ซิลคนเก่าก็ได้ย้ายไปและคนใหม่มาแทน เป็นคนตั้งใจช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มีความพอใจกับสถานการณ์ทั่วไปที่นครปฐม โดยเฉพาะในเรื่องต้องติดต่อกับบุคคลหลายขั้นหลายชั้น ซึ่งฝรั่งเบื่อหน่าย เพราะระบบของฝรั่งมักจะมอบความไว้วางใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดให้งานเสร็จสิ้นไปรวดเร็ว บริติชเคาน์ซิลจึงถอนความช่วยเหลือในการจัดหาอาจารย์ให้คณะอักษรศาสตร์ จะช่วยเหลือด้วยการให้อาสาสมัคร ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีประสบการณ์ในการสอน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของคณะอักษรศาสตร์มาจนปัจจุบันนี้

นอกจากอุปสรรคเกี่ยวกับการก่อสร้าง มหาวิทยาลัยพยายามจัดระบบให้อาจารย์ทุกคนสังกัดวิทยาลัย และให้คณะขออาจารย์จากมหาวิทยาลัยไปสอน และเพื่อจะทำให้คณะวิชาพ้นภาระที่ไม่ใช่วิชาทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยมอบให้วิทยาลัยมีหน้าที่จัดหาเครื่องอุปกรณ์การใช้สอยทั้งหลาย และอำนาจการเงินทั้งสิ้นก็ตกอยู่ในอาณัติของวิทยาลัย สภาการศึกษายังมีข้อข้องใจกับหลักการนี้ จึงยังรอไว้ ยังมิได้อนุมัติให้ตั้งวิทยาลัย ซึ่งให้ชื่อว่า วิทยาลัยทับแก้ว จนถึงขณะที่เขียนหนังสือนี้ ข้าพเจ้าเห็นด้วยอย่างยิ่งกับหลักการแยกการปกครองนักศึกษาออกจากการสอน โดยเฉพาะหลักการที่ว่า อาจารย์บางคนชำนาญในทางวิทยาการ แต่ไม่ถนัดหรือไม่ชอบทางปกครอง และกลับกัน แต่เมื่อถึงคราวปฏิบัติเข้าจริง ในระบบราชการไทย ข้าราชการต้องมีผู้บังคับบัญชา การมีผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว สำหรับข้าราชการแต่ละคนตามปรกติข้าราชการก็รู้สึกอึดอัดพอใช้ แต่ถ้ามีสองคนในระดับเดียวกัน ผู้บังคับบัญชามีสิทธิ์ที่จะใช้ข้าราชการภายในเวลาเดียวกัน ข้าราชการย่อมจะอึดอัดมาก จะเป็นเพราะเหตุนี้หรือเพราะเหตุที่เกี่ยวกับที่อยู่ไม่สะดวกสบายหรือจะเป็นเพราะเหตุอื่นก็ตาม อาจารย์ที่นครปฐมนั้นแสดงความไม่เป็นสุข จนข้าพเจ้ารู้สึกว่าสุขภาพจิตของข้าพเจ้าเริ่มทรุดโทรม ปรากฏเป็นอาการออกทางกาย คือความดันโลหิตสูงขึ้นและลงต่ำอย่างผิดปรกติ และมีอาการโรคอย่างอื่น เช่นการหายใจขัด เหมือนกับจะตั้งต้นเป็นหืด นอกจากปัญหาอาจารย์ ก็มีปัญหาเสมียนพนักงานซึ่งสังกัดวิทยาลัยทุกอัตรา คณะวิชาเป็นฝ่ายขอร้องให้วิทยาลัยเป็นผู้จัดมาให้ เมื่อทราบว่า นอกจากอาจารย์สำนักงานของคณะก็ไม่มีอัตราของตนเอง ต้องขอจากวิทยาลัย ข้าพเจ้าก็คำนึงว่า อันการใช้สิ่งของร่วมกันเป็นเรื่องยากนักหนาที่จะราบรื่น ในครอบครัวที่มีรถยนตร์คันหนึ่ง สามีภรรยาใช้ร่วมกัน และสามีภรรยาเป็นคนมีธุระทั้งคู่ ก็เกือบจะต้องทะเลาะกันทุกวัน ด้วยการนัดหมายกันไม่แจ่มแจ้งบ้าง ด้วยการเห็นความจำเป็นมากน้อยไม่ตรงกันบ้าง การที่ส่วนราชการต่างส่วน จะต้องใช้สิ่งของและคนร่วมกันนั้น คงจะดำรงความราบรื่นไปไม่ได้นานเป็นแน่ และข้าพเจ้าก็เสี่ยงแก่การเจ็บป่วยอีกครั้งหนึ่งไม่ได้ จึงคิดว่าควรให้มหาวิทยาลัยหาผู้ที่เหมาะสมแทนข้าพเจ้าให้เร็วที่สุดเท่าใดได้ก็ยิ่งจะดีสำหรับมหาวิทยาลัย เมื่อปิดภาคการสอนปีการศึกษาที่สอง นับจากที่ได้เปิดสอนใน พ.ศ. ๒๕๑๓ ข้าพเจ้าก็ลาป่วย เพราะอาการป่วยต่าง ๆ ก็ระดมกันมา เช่นเขียนหนังสือไม่ได้เลย และมีเชื้อโรคต่าง ๆ เกิดขึ้นในกระเพาะปัสสาวะเป็นต้น ได้รักษาตัวอยู่ที่บ้านจนอีกเดือนหนึ่งก็จะหมดวันลา แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นสมควรจะยืดเยื้อวันลาออกไป จึงยื่นใบลาขึ้นไปยังมหาวิทยาลัย เรื่องการลานี้ต้องเสนอสภามหาวิทยาลัย มีกรรมการบางคนเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง เรียกข้าพเจ้าไปไต่ถามว่ามีความจำเป็นเพียงไหนจึงต้องลาออก เมื่อข้าพเจ้าได้ยินมตินี้ก็ตกใจมาก เพราะว่าท่านนายกมีราชการมากมาย ท่านจะมาจำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ได้อย่างไร เป็นครั้งแรกในชีวิต ข้าพเจ้าต้องอาศัยญาติในเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ราชการ ข้าพเจ้าต้องขอร้องญาติที่ทำงานตำแหน่งสำคัญในสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เตือนท่านนายกรัฐมนตรีอย่าให้ลืมเสีย ท่านก็กรุณานัดให้ข้าพเจ้าไปพบท่าน ถามว่าเหตุใดจึงต้องลาออก ข้าพเจ้าก็บอกว่า ระหว่างก่อตั้งงานใหม่คนชั้นหัวหน้าควรเข้มแข็ง ข้าพเจ้าหมดแรงจะเข้มแข็งแล้ว อยากบอกต่อไปอีกว่า เคยทำงานโดยไม่มีคนไม่มีเงินมาหลายหน้าที่แล้ว บัดนี้แก่แล้วไม่มีแรงแล้ว แต่ไม่เห็นสมควรจะไปทำให้ท่านต้องฟังเสียเวลา จึงชี้แจงอย่างสั้นที่สุด พูดกันอยู่ไม่นาน ท่านก็ตกลงว่า เมื่ออยากจะออกจริง ๆ ท่านก็จะไม่ขัดข้อง

ข้าพเจ้าจึงได้กราบถวายบังคมลาออกพ้นจากราชการ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๓

อาจมีผู้กล่าวว่าข้าพเจ้าเป็นคนขี้ขลาด ตามธรรมดาของงานเมื่อเริ่มแรกก่อตั้ง ย่อมจะต้องมีอุปสรรคทุกงานไป ข้าพเจ้าก็เห็นด้วย และถ้าใครเห็นว่าข้าพเจ้าขี้ขลาด ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยอีก ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า การที่เราจะอาจหาญรับทำงานที่เรารู้ว่าเราไม่สามารถทำได้ดีนั้น เป็นความขี้ขลาดหรือความกล้าหาญ จะเรียกว่าอะไรย่อมแล้วแต่ทรรศนะของคน แต่ข้าพเจ้าว่าเป็นการรับสภาพความจริง ความล้มเหลวของตัวเราเองไม่เสียหายใหญ่หลวง ดีกว่าไปทำให้ราชการล้มเหลวเพราะตัวเราขาดสมรรถภาพแล้วยังจะรับทำงาน ทุกครั้งที่ป่วย นอกจากร่างกายทั่วไปจะทรุดโทรมลงไปกว่าสมควรสำหรับวัยแล้ว สมองก็ทรุดโทรม เช่นความจำเสื่อมลงไปมาก ข้าพเจ้าคิดว่า นอกจากจะไม่ทำให้ราชการล้มเหลวแล้ว ยังอาจชะลอความไร้สมรรถภาพของตนให้ช้าลง ยังสงวนพลังงานไว้ทำอย่างอื่นได้ที่เหมาะสมแก่กำลังกายและกำลังใจของตัว ข้าพเจ้าคิดว่า เท่าที่ได้รับความเมตตากรุณาจากท่านผู้ใหญ่ในราชการมานั้น ก็มากและนาน ควรหลีกทางให้คนที่มีสมรรถภาพมากกว่าเข้ามารับทำงาน ซึ่งข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะหาไม่ได้ มีเพื่อนร่วมงานและศิษย์เก่า ๆ รวมทั้งเพื่อนฝรั่งด้วยมาถามว่า ใครจะแทนเมื่อข้าพเจ้าลาออกแล้ว ข้าพเจ้าว่านั้นเป็นงานของมหาวิทยาลัย จะต้องหาตัวบุคคลมาแทน จะหมายมั่นเอาคนนั้นคนนี้โดยเฉพาะ ย่อมไม่ถูกหลักการเป็นแน่

ข้าพเจ้าจะถือโอกาสออกความเห็นในการตั้งมหาวิทยาลัย หรือเปิดกิจการเกี่ยวกับอุดมศึกษาในส่วนภูมิภาคเสียในตอนนี้เลย แต่ก่อนที่จะกล่าวต่อไป ก็ใคร่จะบอกกล่าวเพื่อนฝูงที่คาดหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือในเรื่องวัสดุการสอนภาษาไทยว่า ข้าพเจ้าได้พยายามอย่างที่สุดได้เขียนอนุสารออกมาพิมพ์แล้วเรียบร้อย ๓ เล่ม แต่ยังค้างอยู่ก็มี ซึ่งอาจมีโอกาสทำให้เสร็จในเวลาต่อไป โดยไม่เกี่ยวกับราชการก็ได้ แต่หลักสูตรภาษาไทยนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ข้าพเจ้าออกจากราชการเสียก่อนที่จะได้ทำความเข้าใจกับคณะอาจารย์ แท้ที่จริงหลักสูตรไม่สำคัญเท่าอาจารย์และวิธีการสอน น้อยนักที่หลักสูตรจะมัดอาจารย์ให้สอนด้วยวิธีที่ผู้เขียนหลักสูตรปรารถนา แต่มีสิ่งสำคัญที่ควรรับรู้กันเสียที คืออาจารย์มหาวิทยาลัยควรฝึกหัดวิธีสอน ซึ่งมิได้หมายความว่าไปเข้าโรงเรียน แต่ควรมีหนังสือแนะนำวิธีบรรยาย วิธีตั้งคำถาม ตั้งหัวข้ออภิปรายและมีการสัมมนาและประชุมกันเกี่ยวกับการสอนและการสอบ

ในที่นี้ ไม่มีเวลาและหน้ากระดาษจะกล่าวถึงวิธีสอนวิธีต่าง ๆ จะกล่าวถึงแต่เฉพาะการวางแผนงานในการตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ในภูมิภาค หรือนอกพระนคร แผนงานนั้นควรวางจากตัวบุคคลที่จะได้ไปทำงานจริง ๆ โดยทำอย่างทหาร คือมีแผนสำรองด้วย ทหารนั้นสำรองไว้เผื่อนายพล นายพัน หรือพลทหารบาดเจ็บและตายหรือการคาดคะเนกำลังศัตรูหรือแผนของศัตรูผิดพลาด แต่การตั้งมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดในประเทศไทย ควรเผื่ออาจารย์ป่วย อาจารย์หญิงแต่งงาน อาจารย์ไม่ถูกกัน ร่วมงานกันไม่ได้ ต้องขอย้ายไปที่อื่น และต้องเผื่อในเรื่องการหาอาจารย์พิเศษ เพราะขณะนี้ในประเทศไทยและจะเป็นอย่างนี้ไปอีกหลายปีด้วย ไม่มีตัวบุคคลสอนให้บริบูรณ์ทุกวิชาในคณะใด จะต้องพึ่งอาจารย์พิเศษสำหรับบางวิชาอยู่อีกนาน

ในการวางแผนงาน ควรคำนึงถึงวิชาที่เป็นมูลฐานว่ามีตัวบุคคลพอเพียงหรือไม่ ถ้าจะจัดตั้งวิชาอักษรศาสตร์หรือสมัยใหม่นี้ เรียกมนุษยศาสตร์ ก็ต้องคำนึงถึงวิชาพื้นฐาน เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ (ถ้าจะยังสอนกันอยู่ต่อไป ไม่คิดเลิก) วิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ (หรือเรียกอย่างสมัยใหม่ว่า สังคมศึกษา หรือ สิ่งแวดล้อมของมนุษย์) ถ้าจะจัดตั้งคณะที่หนักไปทางสังคมศาสตร์ ก็ต้องคำนึงถึงวิชาสังคมวิทยา มานุสวิทยาภาควัฒนธรรม เป็นต้น ถ้าในทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องคำนึงถึง คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มูลฐาน เช่น เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา หรือวิชาใดก็ตามที่ถือว่าเป็นวิชามูลฐาน ขาดเสียไม่ได้ของคณะวิชานั้น ๆ เมื่อมีบุคคลแล้วจึงมอบหมายให้ผู้ที่เป็นหัวหน้าได้วางแผนงานขั้นต่อไป เช่น การก่อสร้าง เพราะคนที่จะไปทำงานเขาจะเป็นคนอยู่คนใช้ ทั้งนี้โดยร่วมมือกันใกล้ชิดกับสถาปนิก ไม่ใช่สถาปนิกสมัครเล่น และไม่ใช่โดยสถาปนิกคิดถึงความสวยงามแต่ฝ่ายเดียว สถาปนิกที่สามารถควรจะประนอมความสะดวกเข้ากับความสวยงามได้

คำว่า หัวหน้า ข้าพเจ้าใคร่จะแจกแจงคุณสมบัติสัก ๑๐ หน้า แต่ไม่สามารถทำได้ในที่นี้ แต่จำได้ว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ท่านตรัสไว้ที่ใดที่หนึ่งว่า คนที่จะทำการงานนั้น ขันติธรรมเป็นคุณสมบัติอันแรกที่ต้องมี คนที่เป็นหัวหน้าต้องเป็นผู้ใหญ่ หรือเรียกตามศัพท์สมัยใหม่ว่าต้องบรรลุวุฒิภาวะเป็นสำคัญ ถ้าแปลเป็นภาษาสามัญก็หมายถึงว่า เหตุผลต้องมาหน้าอารมณ์ ถ้าหาคนเป็นหัวหน้าไม่ได้ ก็ควรล้มเลิกแผนงานเสียชั่วคราว ไม่ควรคิดทำอะไรก่อนหาตัวบุคคลได้

การหาตัวบุคคลควรหาตามหลักวิชาด้วย มิใช่หาไปโดยเชื่อเอาว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นคนที่ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษมาหลายปี รู้ภาษาอังกฤษดี พูดได้เขียนได้ ก็ทึกทักว่าจะสอนภาษาอังกฤษได้ ความเข้าใจเช่นนี้เป็นความเข้าใจผิดจากสภาพความจริงอย่างเป็นที่น่าสงสาร อีกข้อหนึ่งก็คือ คนที่ได้ปริญญาเอกไม่ใช่คนที่จะสอนได้ทุกคน โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นต้น ควรหาคนที่มีปริญญาเอกไว้เป็นที่พึ่งทางความรู้แก่อาจารย์ที่ไม่ได้ปริญญาเอก แต่ไม่ควรคาดหวังให้คนที่ได้ปริญญาเอกสอนมากนัก และควรรับข้อความจริงว่า นักเรียนมัธยมของเรามิได้รับการเตรียมสำหรับเรียนในมหาวิทยาลัยเลย ไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะสอนแบบเก่าหรือแบบใหม่

มหาวิทยาลัยในภูมิภาคจะต้องมีการสังสรรค์กับชาวเมืองชาวจังหวัด ร่วมชีวิตจิตใจกับเขาเป็นบางส่วน คนที่จะไปอยู่จังหวัดใด ควรทำใจไปให้ดีในเรื่องนี้ จะต้องเสียเวลาไปในเรื่องนี้มาก จะขาดเวลาสำหรับวิชาการแท้ ๆ ไปมาก ควรมีการชี้แจงให้ข้าราชการมหาวิทยาลัยให้เข้าใจและควรให้ข้าราชการในจังหวัดเห็นใจชาวมหาวิทยาลัยบ้าง มิฉะนั้นมหาวิทยาลัยก็จะไม่เป็นมหาวิทยาลัย

ระยะนี้มีการขยายมหาวิทยาลัยทั้งในพระนครและต่างจังหวัด มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดจะต้องรอเวลาไปอีกหลายปีกว่าในพระนครจะอิ่มตัว เรียกว่าตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคขึ้นมาแล้ว ก็ทอดทิ้งให้เป็นไปตามชาตากรรมของอาจารย์และนักศึกษา ผู้บริหารที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ควรคำนึงถึงเรื่องนี้และรีบแก้ไข การที่มหาวิทยาลัยไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ทำให้มหาวิทยาลัยเปรียบเหมือนสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ เพราะท่านนายกฯ เป็นเจ้ากระทรวงของมหาวิทยาลัย แต่ท่านมีภาระที่ต้องเอาใจใส่ที่เป็นเรื่องเป็นเรื่องตายมากมายเหลือเกิน ถ้ามหาวิทยาลัยในพระนครสามารถสอนนักศึกษาให้ดีได้ ก็จะไม่ค่อยน่าห่วงนัก แต่นักศึกษาในพระนครก็ถูกทอดทิ้งไปโดยปริยาย เพราะมีจำนวนมากเกินไป จนอาจารย์เท่าที่มีให้ความสนใจแก่นักศึกษาไม่ค่อยได้

ในเรื่องการปกครองนักศึกษามหาวิทยาลัยนั้น ควรมีบุคคลที่รู้วิธีการปกครองคนหนุ่มสาว ผู้ที่ได้เล่าเรียนศึกษาวิชาจิตวิทยา วิชาที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารกับคนในวัยนี้ และที่มีความอดทนและว่องไว การปกครองคนในวัยนี้ยากกว่าคนในวัยอื่น เพราะเป็นวัยครึ่งเด็กครึ่งผู้ใหญ่ คนที่ปกครองจะถือตามความเชื่อของตนเมื่อตนยังหนุ่มสาวนั้นไม่ได้ เพราะพอล่วงวัยไปแล้วมักลืมความรู้สึกในวัยนั้นหมด ที่จำได้เหลืออยู่เป็นเรื่องที่ดี ที่ให้ความสำเร็จ ที่ไม่ดีก็ลืมไป นอกจากนั้นคนหนุ่มสาวสมัยนี้ยังได้รับฟังตัวอย่างจากต่างประเทศ และเอาอย่างเขาโดยไม่เข้าใจถ่องแท้ ครูอาจารย์ในประเทศไทยเรานี้เรียกร้องเอาความเคารพจากศิษย์ ครูอาจารย์จึงควรรู้ว่าการประพฤติตนให้สมเป็นปูชนียบุคคลคืออย่างไรด้วย

ขอเพิ่มอีกข้อหนึ่งคือ ถ้าไม่มีนักเรียนอยู่กินนอนปัญหาของมหาวิทยาลัยสมมุติว่าเป็น ๑ ถ้ามีนักเรียนกินนอนก็คูณด้วย ๕ หรือ ๑๐ เพราะจิตวิทยาของนักเรียนกินนอนนั้นไม่เหมือนกับนักเรียนที่เช้าไปเรียนเย็นกลับบ้านเลย

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ