บทที่ ๓ ลำจวน

ตามที่ได้ตกลงกันไว้ ข้าพเจ้าได้ไปที่บ้านเจ้าคุณบรรลือฯ เย็นวันนั้นเวลาห้านาฬิกาเศษ พอเรือถึงท่าเห็นประดิษฐ์มายืนรออยู่ แต่งตัวสวมกางเกงแพรสีน้ำตาลอ่อนเสื้อชั้นในผ้าป่านขาว เราพากันเดิรข้ามสนามขึ้นบนเรือนแล้วก็เข้าไปในห้องรับแขกที่ประดับประดาไว้หรู ตามฝาผนังมีรูปบรรพบุรุษของตระกูลบุญญารัตน์สองสามรูป ติดอยู่เป็นระยะงาม มีเครื่องแต่งบ้านชะนิดสมัยเก่าและใหม่ปนคละกันไปทำให้ดูงามแปลกตา ประดิษฐ์พาข้าพเจ้าไปทางมุมห้องตอนหนึ่ง แล้วชี้ให้ดูสมบัติโบราณชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ประดับไว้ในตู้กระจก มีรูปสฟิงค์เล็กๆ คัมภีร์เปปีรัส ปีรามิดและรูปพระเศียรฟาโรห์และของจำลองโบราณหลายชะนิดของชาวไอยคุปต์ ข้าพเจ้ายืนชมสิ่งของอันงาม น่าเอ็นดูเหล่านี้อยู่สักครู่จึงรู้สึกว่ามีมือมาแตะที่หัวไหล่ เป็นมือของประดิษฐ์ผู้ที่ข้าพเจ้ารู้สึกรักและนิยมมากขึ้นทุกวินาฑี.

“อีกหน่อยเราก็จะได้อยู่บ้านติดๆ กัน คุณรู้สึกหรือเปล่า” เขาถามพลางชี้มือไปทางหน้าต่างเปิดสู่ตึกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้างใกล้จะเสร็จ “คุณแม่ของคุณได้ซื้อที่แปลงนั้นของเราแล้วปลูกบ้านขึ้น ผมได้ข่าวว่าพวกคุณจะมาอยู่ที่นี่ด้วยกันหลายคน”

“เอ๊ะ ผมไม่ทราบเรื่องนี้” ข้าพเจ้าตอบ “รู้แต่เพียงว่าจะปลูกให้คนเช่า”

“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกครับ” ประดิษฐ์ค้าน.

ทันใดนั้นมีสตรีสาวคนหนึ่งเดิรผ่านมาที่ประตู.

“ลำจวน! ลำจวน!” ประดิษฐ์เรียก.

“อะไรพี่?” เป็นเสียงรับ แล้วหล่อนก็หยุดอยู่ที่หน้าประตู.

“จะไปไหนเล่า? เข้ามาคุยกันที่นี่ก่อนซี”

หล่อนเดิรเข้ามาหาเราด้วยกิริยาอันสงบเสงี่ยมอายน้อยๆ และหยุดยืนใกล้พี่ชาย.

“นี่คุณวิสูตร์” ประดิษฐ์แนะนำแล้วหันมาทางข้าพเจ้า “และนี่ลำจวนน้องสาวผม”

หล่อนยกมือไหว้ข้าพเจ้าโดยเร็ว ข้าพเจ้ารับไหว้ เราต่างจ้องดูกันด้วยความแปลกใจ.

“วันนี้เดือนหงาย พอกินเข้าแล้วเราตั้งใจจะไปพายเรือเล่น คุณจะไปด้วยไหม วิสูตร์ ?” ประดิษฐ์กล่าวชวน.

“เห็นจะลำบากแก่คุณมากนักกะมังครับ” ข้าพเจ้าถาม.

“ลำบากอะไรคะ” แม่ลำจวนตอบ “เราเตรียมอาหารไว้สำหรับคุณด้วยเรียบร้อยแล้ว คุณพ่อซื้อเรือมาดมาใหม่เมื่อวานนี้เอง สวยและแล่นเร็ว คุณคงต้องชอบถ้าคุณไป”

ข้าพเจ้าจ้องดูแม่ลำจวนด้วยความนิยมอันอุบัติโดยปัจจุบันทันด่วน น้ำเสียงอันเย็นหูพร้อมด้วยกิริยาอันสงบเสงี่ยมของหล่อนนั้นน่าชมยิ่ง ลำจวนเป็นสตรีไทยที่สวยที่สุดคนหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าได้รู้จักมา หล่อนมีผิวพรรณวัณณขาวนวล ดวงพักตร์งามเป็นรูปไข่ นัยน์ตาใหญ่ชะม้อยคม ผมยาวเกล้าเป็นมวยไว้พองาม วันนั้นข้าพเจ้าจำได้ว่าหล่อนสวมเสื้อแพร เครบ-เดอ-ชีน สีน้ำเงิน มีลูกไม้ติดอยู่โดยรอบ นุ่งผ้าสีนวลอ่อน.

“ตกลงนะคะ” หล่อนกล่าวชวนต่อไปในเมื่อข้าพเจ้ายืนยิ้มอยู่ “คุณอยู่รับประทานเข้ากับเรา แล้วเลยไปเที่ยวเรือด้วยกัน”

“จ้ะ” ข้าพเจ้าตอบรับ “เราคงจะสนุกกันใหญ่”

“นี่ ลำจวน” ประดิษฐ์พูด “พ่อกลับหรือยัง?”

“กลับอะไรได้ ท่านมารับคุณแม่ไปด้วยอีกเสียซ้ำ เที่ยวกันใหญ่หมู่นี้ไม่ว่าคนแก่คนเฒ่า” หล่อนกล่าวแล้วหวัวเราะด้วยความขบขัน.

คืนนั้นเราลงเรือมาดลำงามพายไปในลำแม่น้ำ ข้าพเจ้าถูกเกณฑ์ให้ถือท้าย ลำจวนนั่งกลาง ถัดไปก็พี่ชายของหล่อน ยังจำได้ว่าวันนั้นขึ้นสิบห้าค่ำและเป็นวันพระ ดวงศศิธรส่องแสงสว่างจ้า ท้องฟ้าปราศจากเมฆกำบัง แม่น้ำก็เงียบ นานๆ จะมีเรือกลไฟหรือเรือยนตร์แล่นผ่านเราไปสักครั้ง ทำให้เรือที่แล่นไปอย่างราบรื่นนั้นโคลงเคลงบ้างซึ่งเพิ่มให้สนุกขึ้นอีกไม่น้อย.

อา ท่านสหายที่รัก เมื่อท่านทราบประวัติของข้าพเจ้าตามที่ได้เล่ามาแล้ว ท่านคงเห็นด้วยกะมัง ว่าตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดมาวันนั้น - คืนนั้น - เป็นวันที่ข้าพเจ้าเป็นสุขและสบายใจที่สุด ? วันนั้นเป็นวันแรกที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักประดิษฐ์อย่างจริงจัง น้ำเสียงอันอ่อนหวานของลำจวนกับลมพระพายที่พัดมาเฉื่อยๆ เป็นประหนึ่งดนตรีอันไพเราะที่ดังอยู่ภายในความทรงจำของข้าพเจ้ามิรู้หาย.

“ผมทายว่าคุณจะต้องมาอยู่กับคุณแม่ของคุณที่ตึกข้างบ้านเรา คุณวิสูตร์” ประดิษฐ์กล่าว.

“ก็ดีซีครับถ้าคุณแม่ผมมาอยู่จริง เราจะได้ไปโรงเรียนด้วยกันและพบกันได้บ่อยๆ” ข้าพเจ้ากล่าว “แต่คุณทราบแน่หรือว่าคุณแม่ผมจะมา ?”

“อะไรนี่?” ลำจวนถามด้วยความแปลกใจ “คุณยังไม่ทราบอีกหรือคะ คุณวิสูตร์ ?”

“ฉันไม่ทราบอะไรเลย” ข้าพเจ้าตอบอย่างพาซื่อ.

“คุณไม่ทราบเรื่องราวทางบ้านคุณบ้างหรือคะ” หล่อนถามและยิ้มเชิงเยาะกลายๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นกิริยาดูถูก.

“ฉันไม่ค่อยเอาใจใส่กับเรื่องที่บ้าน”

“อาจเป็นหน้าที่ของคุณที่จะปิดพวกเรา” ลำจวนพูดเป็นเชิงตัดพ้อ “แต่เขาทราบกันทั้งเมืองแล้วนี่คะ”

“เป็นความสัตย์ฉันไม่ทราบอะไรเลย” ข้าพเจ้าตอบ.

“แปลกจัง ?” ประดิษฐ์เปล่งเสียงขึ้น.

ในระหว่างที่ข้าพเจ้านั่งเรือจ้างกลับบ้าน ข้าพเจ้าเฝ้านึกถึงแต่เรื่องที่ประดิษฐ์และลำจวนพูด คุณแม่ของข้าพเจ้าจะไปอยู่บ้านบางจาก แล้วท่านจะละทิ้งคุณพ่อไว้ที่ไหน ประดิษฐ์กับลำจวนพูดราวกับว่าได้ทราบเรื่องราวมาแล้วโดยละเอียด คงจะมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นที่บ้านเป็นแน่ แต่ - ทำไมหนอข้าพเจ้าจึงไม่ได้วี่แววเสียเลย.

พอไปถึงบ้านก็เริ่มทำการสืบสวนทันที ตามธรรมดาข้าพเจ้าไม่เคยใฝ่ใจอยากรู้อยากทราบอะไรที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของท่านบิดามารดาหรือพี่น้องในบ้านเสียเลย นิสสัยนี้ติดมาตั้งแต่เยาว์ ข้าพเจ้าได้พยายามเรียนและพยายามจนอยู่ได้โดยลำพังไม่ข้องแวะกับผู้อื่นนอกจากจำเป็น.

เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี ข้าพเจ้าได้ไปอยู่เสียกับคุณยายที่เรือนเล็กมาตั้งสามปีเศษแล้ว ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในตึกหลังใหญ่ที่ท่านบิดามารดาอยู่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สำคัญพอหรือสำคัญเกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะควรทราบ เพราะฉะนั้นสำหรับข้าพเจ้า แม้ว่าจะอยู่บ้านติดกันก็เหมือนอยู่คนละมุมโลกกับพวกวงศ์ญาติพี่น้องอื่นๆ.

ข้าพเจ้าเป็นสุขอยู่กับคุณยายก็เพราะคุณยายสงสารคนอาภัพ รับข้าพเจ้าไปอยู่ด้วยและเลี้ยงดูตามใจเป็นที่สุด อีกประการหนึ่งคุณยายเป็นคนเข้าวัดเข้าวามาหลายสิบปีแล้ว เป็นคนปราศจากกิเลสอยู่ในศีลในธรรมบรรลุพระอรหันต์ ไม่เคยนึกที่จะบอกข้าพเจ้าถึงโลกิยะทุกข์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าท่านไม่ทราบและไม่ปรารถนาจะทราบ.

เรื่องคุณแม่จะต้องจากบ้านที่ท่านเคยอยู่มาแล้วตั้ง ๒๐ ปีไปอยู่บ้านฝั่งธนฯ ก็เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนเรื่องทั้งหลายในครอบครัวขุนนางใหญ่ๆ โตๆ ในเมืองไทย เมื่อภรรยาเป็นฝ่ายที่ชราหมดกำลังที่จะสนองคุณได้เช่นเคยก็เป็นอันว่าต้องถูกปลดชรา ส่วนสามีนั้นเล่าแม้ว่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับภรรยา แต่ยังมีกำลังวังชาและโภคทรัพย์ ก็คงแสวงสิ่งที่ตนไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ แต่ก็คงหาได้สมหวัง โดยความชอกช้ำระกำใจของภรรยาเก่าผู้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยหลายสิบปี ถ้าภรรยาใดทนได้เพราะความจำเป็น ก็เลยนั่งทนดูความเป็นอยู่ของสามี ส่วนภายในทรวงของหล่อนเล่าก็คงมีเลือดหยดอยู่มิขาดสาย อนิจจา! นี่คือภรรยาของคนไทย แม่ยอดหญิง ! ถ้าภรรยาใดทนไม่ไหวและมองเห็นทางพอที่จะหลีกเลี่ยงไปได้ ก็ตัดช่องไปแต่พอตน ทิ้งทรัพย์สมบัติที่ตนได้ช่วยสร้างสมมาแล้วเป็นเวลาตั้งหลายสิบปีให้อยู่ในความอารักขาของบุรุษผู้มีใจโลเล เบื่อเก่าหาใหม่ ส่วนทรัพย์สมบัตินั้นๆ ในที่สุดก็ตกไปอยู่กับเด็กหญิงอะไรที่หน้าตาสวยๆ ทิ้งให้ภรรยาเก่าและบุตรธิดาของตนก้มหน้ากินเกลือไปตามยถากรรม ชีวิต! ชีวิต!!

ท่านจะรู้สึกสงสัยกะมัง เพราะข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่าความรักระหว่างท่านบิดาเป็นความรักที่ประเสริฐบริสุทธิ์ แต่มาบัดนี้ได้ถึงซึ่งความแตกร้าวอันเต็มไปด้วยรสขมขื่น ความรักบริสุทธิ์ประเสริฐหรือจะยืดเยื้อได้ตั้ง ๒๐ ปีซึ่งผิดกับความรักอื่นๆ ในเมืองไทย และความแตกร้าวเมื่อแก่นี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยนึกเคยฝัน ท่านจะหาความรักอะไรในบ้านเราวิเศษยิ่งขึ้นกว่านี้หรือ?

วันหนึ่งพอข้าพเจ้ากลับจากโรงเรียนอาบน้ำเสร็จแล้ว มีคนใช้มาบอกว่าคุณแม่ต้องการให้ไปพบในห้องนอนของท่าน ข้าพเจ้าเดิรขึ้นไปหาด้วยกิริยาอันสะทกสะท้านเพราะเคยได้ทราบเรื่องมาแล้วโดยตลอด พบท่านนั่งอยู่บนมุมเตียงด้านหนึ่ง พอท่านเห็นข้าพเจ้าก็ยิ้มน้อยๆ และยิ้มอย่างเศร้าที่สุด.

“วิสูตร์” ท่านปราศรัย “แม่ไม่ค่อยเห็นหน้าเห็นตาแกเลยหมู่นี้ ไปทำอะไรที่ไหนมา ?”

“ผมเที่ยวไปทุกหนทุกแห่งครับ คุณแม่ - - ตามเคย” ข้าพเจ้าตอบพลางก็เดิรเข้าไปหา.

“เที่ยวอย่างนั้นสนุกหรือ ?”

“ก็เรื่อยๆ ครับ ผมเคย”

“นี่วิสูตร์” ท่านกล่าวพลางจ้องดูข้าพเจ้าอย่างพินิจพิเคราะห์ “แม่จะไปอยู่ ‘บ้านสวน’”

“ผมก็ได้ยินอยู่แว่วๆ เหมือนกัน”

“อยู่ที่นี่ดูไม่เห็นมีใครต้องการแกเท่าไร ไปอยู่กับแม่ไหมเล่า ?” ท่านถาม.

“ไปครับ เราไปด้วยกันหลายคนไม่ใช่หรือ ?”

“เปล่า ! มีแกกับหนูสำรวยเท่านั้น คนอื่นเขาจะไปกับแม่ทำไม”

แม้ว่าคุณแม่จะยิ้มละไม ข้าพเจ้าก็ยังเห็นได้ชัดว่าท่านพูดด้วยความขมขื่น แค้น.

ต่อมาอีกเดือนเศษ บ้านที่สวนบางจากก็เสร็จเรียบร้อย เรา­­ - คุณแม่ หนูสำรวย น้องสาวคนเล็กที่สุดของเราและข้าพเจ้า - ก็อพยพกันไปอยู่ ช่วยกันจัดแต่งบ้านเสียจนหรูตามที่คนพอมีอันจะกินจะทำได้ เราไม่แน่ใจนักว่าจะเป็นคนพอมีพอกิน แท้จริงข้าพเจ้าเสียอีกคาดว่าคุณแม่เป็นคนค่อนข้างจนอยู่มาก เวลานั้นท่านมีรายได้แต่เพียงเล็กน้อย ถ้าขาดแคลนลงเมื่อใดก็ต้องขายเครื่องเพ็ชรเครื่องทองบางอย่างเพื่อประทังชีวิต และคุณแม่ขาดแคลนบ่อย ๆ ส่วนเครื่องเพ็ชรเครื่องทองก็หมดลงทุกวัน.

คราวเมื่อเราอยู่ ‘บ้านสวน’ ฝั่งธนบุรี แม้จะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แท้ๆ ก็หาสงบราบคาบเหมือนกรุงเทพฯ ไม่ มีโจรผู้ร้ายชุกชุม ขะโมยเข้าสวน ! ขะโมยขึ้นบ้าน ! ทำร้ายร่างกายและอื่นๆ ไม่ว่าจะย่างไปที่ไหนก็มีแต่เสียงเช่นนี้ ทีแรกข้าพเจ้ายังรู้สึกกลัว แต่เมื่อมาอยู่นานเข้า ก็เลยชินกับการเผชิญภัยเหล่านี้ แม้ว่าที่ ‘บ้านสวน’ จะมีภัยอยู่รอบข้างเสมอก็จริง ข้าพเจ้ายังรู้สึกว่าเป็นสุขกว่าอยู่บ้านสามเสนหลายหมื่นหลายพันเท่า มองดูทางโน้นซีท่าน บ้านประดิษฐ์ ! บ้านลำจวน ! เด็กผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้ขอมอบความรักความสุขความสบายไว้ภายในความไมตรีจิตต์ของเขาแล้วโดยปราศจากข้อกังขา.

ในปลายปีนั้นท่านบิดาถึงอนิจจกรรม ในพินัยกรรมของท่านปรากฏว่าเรา - คุณแม่, หนูสำรวยและข้าพเจ้า ไม่มีส่วนได้ในกองมรดกของท่านเลย ท่านปล่อยให้เราทั้งสามต่อสู้กับชีวิตอันทารุณโดยปราศจากความช่วยเหลือ สำหรับตนเองข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกเสียใจอะไรนัก เพราะเรื่องมันควรจะเป็นเช่นนั้น อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าก็เป็นลูกผู้ชาย อย่างไรก็ยังพอกะเสือกกะสนไปได้ สำหรับหนูสำรวยก็พอประมาณ เพราะเธอเป็นหญิงสวย ต่อไปภายหน้าเมื่อเป็นสาวก็พอจะมีทางไป แต่สำหรับคุณแม่เป็นที่น่าสงสารที่สุด ท่านเป็นคนชราและตรากตรำมาแล้วตั้ง ๒๐ ปีเศษ นี่คือรางวัลที่ท่านได้รับ ! เมื่อมานึกถึงความเป็นอยู่ของคุณแม่ทุกวันนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าความทุกข์ของข้าพเจ้าไม่เท่าเศษหนึ่งส่วนพันของท่าน อนิจจา ! ละคร - ละครแห่งโลก ! ละครแห่งชีวิต !

แม้ว่าข้าพเจ้าได้มีโอกาสอยู่ร่วมสมาคมกับลำจวนบ่อยๆ ก็ดี ก็ยังหาได้เป็นผู้กล้าพอที่จะไปทะนงตนรักหล่อนได้ไม่ ทั้งนี้เพราะความจำเป็นไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าเป็นคนใจแข็งหรือเหล็กท่อนหนึ่ง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับหล่อนสองต่อสอง เคยไปเที่ยวด้วยกันนานๆ ครั้งหนึ่ง เคยรู้จักนิสสัยใจคออันแท้จริงของหล่อนด้วย มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้เราต้องเป็นแต่เพื่อนกันเท่านั้น ข้าพเจ้าเป็นคนจนไม่มีอะไรที่จะเห็นว่าพอจะเป็นฝั่งเป็นฝาได้ในภายหน้า ส่วนลำจวน - แม้จะดีเลิศด้วยประการทั้งปวง - ก็ยังหาอาจเล็งเห็นความจริงในข้อนี้ไม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าหล่อนมีใจจดจ่ออยู่ในข้าพเจ้าสักเพียงไหน แต่อย่างน้อยหล่อนก็คงชอบข้าพเจ้า ดีพอที่จะรับความรักของข้าพเจ้าได้ในเมื่อข้าพเจ้าจะออกปากวิงวอน ตั้งแต่รู้จักกันวันแรกจนทุกวันนี้ ข้าพเจ้าพยายามที่จะเป็นคนดีสำหรับหล่อนและสำหรับโลก พยายามลืมความหลังเพื่อหล่อนและเพื่อความเป็นอยู่ในอนาคตของตนเอง การที่ข้าพเจ้าต้องหักใจไม่ยอมรักหล่อนเป็นส่วนหนึ่งของการพยายามเป็นคนดี ข้าพเจ้ารู้สึกตนว่าไม่มีสิทธิ์ โอ-ข้าพเจ้าเชื่อมั่นทีเดียวว่าหล่อนคงถือเสียเช่นเดียวกับเพื่อนบ้านอื่นๆ ของเราว่าข้าพเจ้าคงจะเป็นคนมั่งมีพอใช้ ถ้าหล่อนแต่งงานกับข้าพเจ้าแล้วและได้ทราบความจริง อย่างน้อยหล่อนก็คงรู้สึกเสียใจ นี่ข้าพเจ้าไม่หมายความว่าลำจวนรักข้าพเจ้าเพราะนึกว่าข้าพเจ้ารวย แต่เป็นเพราะหล่อนเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งจะต้องคิดเช่นนั้น และหล่อนเป็นหญิงที่มีหัวใจอันบริสุทธิ์ที่สุดคนหนึ่งที่ข้าพเจ้ารู้จักมา.

การที่ข้าพเจ้าสามารถชะนะกฎธรรมดาที่ว่า - หญิงสาวชายหนุ่มอยู่ด้วยกันก็ต้องรักกัน ความรักทำให้เราตาบอดลืมคิดถึงฐานะและความเป็นอยู่เสียสิ้น - ก็เพราะประดิษฐ์พี่ชายของลำจวนนี้เอง ประดิษฐ์เป็นคนที่มีสุภาษิตสอนใจอันดีเลิศในชีวิตประจำวันของตนโดยลำพัง และสามารถที่จะเผยแผ่สุภาษิตนั้นให้ข้าพเจ้าผู้เป็นเพื่อนที่ประดิษฐ์รักและเอาใจใส่ทราบได้โดยละเอียดถ่องแท้ อะไรที่ดีงามในนิสสัยข้าพเจ้าเวลานี้ประดิษฐ์เป็นผู้ปลุกและก่อรากขึ้น ข้าพเจ้าไม่เคยมีเพื่อนคนใดที่วิเศษยิ่งไปกว่า.

พูดถึงลำจวน แม้ว่าเรื่องราวต่างๆ ระหว่างเราทั้งสองจะผ่านพ้นมาแล้วกว่าสิบปี ข้าพเจ้ายังลืมหล่อนไม่ได้ ชีวิตของหล่อนเป็นชีวิตที่แปลก หล่อนอยู่ในโลกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบรมสุข แต่หล่อนก็ยังคงเป็นคนที่เศร้า แม้ว่าจะต้องการอะไรที่พอจะเป็นไปได้ในโลกนี้หล่อนก็คงได้โดยปราศจากข้ออุปสรรคใดๆ แต่ลำจวนก็ไม่ต้องการอะไรมากนัก หล่อนเป็นผู้มีคนตามใจ เป็นเด็กดี เป็นสุขแต่ก็ยังต้องเห็นความอยุตติธรรม ความทุกข์ของคนอื่นและของโลกซึ่งแวดล้อมเราอยู่ หล่อนมีอายุได้สิบหกปีเศษ แต่ดูประหนึ่งว่าธรรมดาบังคับให้หล่อนเป็นผู้ใหญ่ก่อนถึงขัยของอายุ หล่อนได้เห็นและรู้สึกมามาก คุณพ่อของหล่อนมีภรรยาหลายคนและอยู่รวมกันในบ้านทั้งนั้น แม้ว่ามารดาของหล่อนจะเป็นภรรยาหลวง หล่อนก็ยังสามารถเห็นได้ว่าคุณแม่มีความรู้สึกอย่างไร ลำจวนรู้และเข้าใจชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในบ้านนั้นทุกคน ความอิจฉาริษยาความปั่นป่วน ความอยุตติธรรมและยิ่งกว่านั้นความหึงหวง ความชิงดี ทำให้หล่อนรู้สึกขยะแขยงเกลียดชังชีวิตเป็นที่สุด แม้ว่าสิ่งลามกเหล่านี้จะไม่มาก้าวก่ายถึงหล่อนมากนักก็จริง เพราะหล่อนเป็นธิดาหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าคุณฯ - หล่อนก็ยังรู้สึกเบื่อและรำคาญ.

“คุณวิสูตร์คะ คุณทราบแล้วหรือยังว่าคุณแม่คุณต้องมาอยู่บ้านนี้เพราะอะไร ?” ลำจวนถามข้าพเจ้าวันหนึ่งในขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่สองต่อสองที่ท่าน้ำหน้าบ้านของหล่อน.

“ทราบซี คุณลำจวน” ข้าพเจ้าตอบ “คุณแม่ฉันไม่มีความอดทนเหมือนคุณแม่เธอจึงต้องปลีกตัวหนีมา”

“โอ อย่าพูดเลยค่ะ” หล่อนพูดอย่างพื้น “ถ้าคุณแม่ของดิฉันมีช่องที่จะหนีปลีกตัวไปได้ คุณนึกหรือว่าท่านจะอยู่ดูความอัปรีย์เช่นนี้ ทนดูอยู่ทุกวันทุกคืน คุณแม่เคยพูดกับดิฉันเสมอว่าจะไป - - จะไปด้วยกัน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จเพราะเราไม่มีทุนพอและคุณแม่คิดถึงลูก - - พี่ประดิษฐ์และดิฉัน - - คุณแม่ร้องไห้บ่อยไปค่ะ ถึงเดี๋ยวนี้ก็เถอะ โอ ดิฉันเกลียดผู้ชายจัง การศึกษาของเราในเวลานี้ไม่ได้ทำให้เขาดีขึ้นเลย”

“เธอมีเหตุผลมากพอที่จะเกลียดผู้ชายได้” ข้าพเจ้ากล่าวอย่างเห็นใจ.

“จะทำอะไรกันลับๆ อย่าให้ออกหน้าออกตาก็พอจะทนได้” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงอันแข็งกระด้างผิดกว่าธรรมดา “ดิฉันไม่เคยได้ยินว่าประเทศใดที่ศิวิไลซ์เขาทำกันเช่นนี้ คุณพ่อมีเพื่อนฝรั่งหลายคน และเขามักจะพาลูกสาวลูกชายมาที่นี่บ่อยๆ พอเขาเห็น เพี้ยน บรรเจิด สัมฤทธิ์ เขาก็ถามเด็กเหล่านั้นว่าเป็นใคร แท้จริงดิฉันทราบดีว่าเขาออกจะทราบความจริงอยู่แล้วแต่ก็คงต้องบอกว่าเป็นคนใช้ แต่พอเขาเห็นเด็กเหล่านั้นมาพูดกับดิฉันเขาก็ทราบได้ทันที เพราะกิริยามันแปลกพิลึก”

“เศร้านะ ?” ข้าพเจ้าพูดอย่างคล้ายจะถามตนเอง.

“คุณวิสูตร์คะ” หล่อนกล่าวด้วยเสียงอันเบา “ดิฉันเชื่อว่าคุณจะต้องแต่งงานมีบุตรภรรยาในวันหนึ่ง คุณจะทำอย่างนี้เหมือนกันหรือคะ”

“เปล่า ลำจวน ฉันไม่มีความคิดเช่นนั้นเลย” ข้าพเจ้าออกตัวอย่างแรง “ฉันไม่เชื่อว่าผู้ชายที่มีเมียมากจะได้ความสุขที่ไหน”

“คุณคงจะได้มีโอกาสไปเมืองนอกวันหนึ่ง เมื่อไปอยู่ที่นั่นคุณคงจะได้เห็นเขาทำกันอย่างไร”

“นี่เธอเห็นจะไม่เชื่อฉันกะมัง ?”ข้าพเจ้ากล่าวเป็นเชิงถามตัดพ้อ “จริงนะ ฉันเป็นคนที่เกลียดการมีเมียมากมากที่สุดคนหนึ่ง ฉันเห็นเป็นของ ‘บาเบเรียน’ สิ่งเหล่านี้อาจดีเมื่อสมัยยี่สิบสามสิบปีมาแล้ว แต่มาเดี๋ยวนี้เราควรจะดูอย่างญี่ปุ่น เขาเจริญได้เพราะอะไร เมืองอินเดียเป็นเมืองนรก ผู้ชายฮินดูทำประเทศของเขาให้เป็นนรก มีการข่มขืนให้หญิงมีเรือนตั้งแต่อายุ ๑๑-๑๒ เขาเก็บฮาเรมเป็นของประดับบ้าน - เป็นของเก๋ แล้วปล่อยให้บ้านเมืองเป็นขี้ข้าอังกฤษเพราะความระยำของตน”

“อังกฤษดูถูกชาวฮินดูมากนะคะ” หล่อนเสริม

“จริงนะ ลำดวน” ข้าพเจ้าพูด “เธอควรจะนับฉันเข้าในพวกเธอด้วยคนหนึ่งในเรื่องมีเมียมากในเมืองไทย เธอรู้ไหมว่าทำไมคนไทยจึงเป็นหุ้นส่วนกันไม่ค่อยติด ปราศจากความเชื่อถือซึ่งกันและกัน ก็เพราะแต่เล็กไม่ได้เห็นของอื่นนอกจากสิ่งเหลวไหลเลอะเทอะเหล่านี้ พอโตขึ้นคนก็ทำเสียเอง ของเหล่านี้มักฝังอยู่ในนิสสัยตั้งแต่เกิด”

“คุณเชื่อหรือคะว่าถ้าเมืองเรามีกฎหมายห้ามการมีเมียมากกว่าคนหนึ่งจะเป็นผลดีแก่ความเป็นอยู่สำหรับลูกหลานเรา?” หล่อนถาม.

“ฉันเห็นว่าแน่ ใครที่เขามาจากประเทศอื่น มาเห็นเมืองไทยเราเป็นเช่นนี้ก็ต้องรู้สึกขยะแขยง ฉันทราบดี ทำไม ถ้าเด็กของเราเห็นแต่ของดีก็อาจช่วยให้เป็นคนดีได้มากเหมือนกัน อย่างน้อยก็ต้องทำให้เกิดมีความเชื่อถือในผู้อื่นบ้าง เธอก็ทราบดีว่าบ้านไหนมีเมียน้อยมากบ้านนั้นต้องปั่นป่วนเพียงไร”

“โอ คุณวิสูตร์คะ” หล่อนเรียกข้าพเจ้าด้วยความปลื้มปิติ “ดิฉันอยากให้คุณไปนอก ไปศึกษาและไปเห็นสิ่งต่างๆ แล้วเอามาเป็นตัวอย่างสำหรับเมืองไทย คุณจะสัญญาได้ไหมคะว่าคุณจะเชื่อในความคิดอันนี้ของคุณเสมอไป”

“สัญญาได้” ข้าพเจ้าตอบอย่างมั่นใจที่สุด.

“และคุณจะสละความสนุกสนานส่วนตัวต่างๆ เพื่อความคิดอันนี้”

“แน่ !”

“คุณหมายความว่าคุณจะมีภรรยาคนเดียวเพื่อเป็นเยี่ยงสำหรับคนไทย -?” หล่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอันก้องกังวานไพเราะ “และพยายามช่วยเด็กที่จะมาภายหลังเราให้ได้รับความสุข ให้มีความเชื่อมั่นในความเป็นอยู่ของตนเอง เพราะมีนิสสัยที่มั่นคงเชื่อมั่นในคนอื่น”

“เธอเชื่อไหมว่า การที่พวกเราเป็นคนจน ไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีจิตต์ใจที่จะทำอะไรให้เป็นแก่นสารเพื่อเป็นกะดูกสันหลังของประเทศก็เพราะถูกเพาะนิสสัยให้เป็นเช่นนี้ ?”

“เป็นอะไรคะ ?”

“ให้เห็นแต่ความหละหลวมในเรื่องจรรยาของการมีลูกมีเมีย สิ่งเหล่านี้เป็นศัตรูอันร้ายแรงคอยแต่ทำลายความเชื่อมั่นในนิสสัยของเรา”

“จริงค่ะ ดิฉันเห็นด้วย” หล่อนพูดเบาๆ “ดิฉันเชื่อแน่ว่าใครที่มาเป็นภรรยาคุณจะเป็นคนเคราะห์ดีและจะเป็นสุขที่สุด”

“ฉันไม่เชื่อว่าฉันจะได้แต่งงาน”

“ทำไมเล่าคะ ?”

“ฉันจน - - จนอย่างเธอไม่นึกไม่ฝัน ฉันไม่รู้ว่าการภายหน้าสำหรับตนเองจะเป็นอย่างไร ฉันไม่เคยเรียนหนังสือเก่ง”

“เอาเถอะค่ะ” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงอันแน่นแฟ้น “คุณจะแต่งงานหรือไม่ก็ตาม ดิฉันขอให้คุณคิดอยู่เสมอนะคะ อย่างน้อยคุณยังมีเพื่อนที่ดีที่สุดอยู่ในโลกคนหนึ่ง - - เพื่อนที่จะคอยดูความสำเร็จในเรื่องที่คุณจะเปิดเผยความคิดของคุณให้คนไทยทราบและนิยม”

หล่อนจ้องดูข้าพเจ้าด้วยแววเนตรอันงามซึ่งเป็นเครื่องแสดงอยู่ชัดแล้วว่าหล่อนมีความเชื่อมั่นในข้าพเจ้าทุกประการ.

เวลานั้นเราทั้งสองก็ยังเป็นเด็กอยู่ และเรื่องที่เราพูดกันก็เรื่องของผู้ใหญ่ที่จะคิดจะพูด เราไม่สามารถจะพูดให้ต่างทราบความคิดซึ่งกันและกันเป็นข้อๆ ได้แจ่มแจ้งชัดเจน แต่ก็คงเข้าใจกันได้ดี เพราะความคิดความรู้สึกของเรามาตรงกันเข้า ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เรา - ลำจวนและข้าพเจ้า - ก็เป็นเพื่อนที่สนิทสนมมากขึ้นทุกวัน เพื่อนเท่านั้น ท่านสหายที่รัก การที่เราสามารถตีวงให้แคบได้แต่เพียงเป็นเพื่อนก็เพราะเราอาจรู้จักกันได้ดีเกินกว่าที่จะรักกันก็เป็นได้ หล่อนเรียกข้าพเจ้าว่าคุณพี่เช่นเดียวกับหล่อนเรียกประดิษฐ์ ลำจวนเพื่อนร่วมชีวิตของข้าพเจ้า เพื่อน - เพื่อนเท่านั้น !

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ