บทที่ ๔ ไปเมืองนอก

ตลอดเวลาสิบแปดเดือนเศษที่ข้าพเจ้าได้เป็นเพื่อนอันสนิทสนมกับลำจวนและประดิษฐ์ ไม่มีนาฑีใดที่ข้าพเจ้าไม่เป็นสุข เราไม่เคยมีความแหนงใจซึ่งกันและกันเลยแม้แต่น้อย และดูเหมือนว่าไม่มีอะไรในโลกที่อาจมาทำลายความมั่นคงแห่งความเป็นมิตรของเราเสียได้ ทุกอย่างที่แวดล้อมความเป็นอยู่ของข้าพเจ้าดูสดชื่นผิดกว่าที่ได้เป็นมาแล้วหลายพันเท่า เปรียบประดุจความแตกต่างกันระหว่างดอกไม้สดและดอกไม้เหี่ยว ฟ้าและดิน ความรักอันแท้จริงของสหายทั้งสองซึ่งมีต่อข้าพเจ้านั้นมีค่าสูงเยี่ยม ประดุจนายแพทย์ผู้รักษาคนไข้หนักให้หายโรค ความรักนี้ช่วยทำให้ข้าพเจ้าลืมความหลังและความชอกช้ำระกำใจต่างๆ ที่ได้เคยคิดแค้นอยู่เสมอ ความรักอันนี้ดูเหมือนว่ามีอำนาจลึกลับคอยดัดแปลงนิสสัยอันแข็งกระด้างของข้าพเจ้าให้อ่อนโยนต้องตามความประสงค์ของสภาพแห่งความเป็นลูกผู้ชายที่ดี ตลอดเวลาที่เราอยู่ร่วมกัน ข้าพเจ้าเคยรู้สึกกลัวบ่อยๆ ว่า ถ้าจะมีอะไรมาพรากเราให้ห่างไกลกันเสีย ข้าพเจ้าคงจะไม่สามารถทนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ รู้สึกว่าเด็กทั้งสองนี้เป็นสิ่งจำเป็น--เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นอยู่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับความสุขเช่นนี้ ไม่เคยได้รับการสมาคมที่เลิศพร้อมทั้งกายวาจาและใจเช่นนี้ ข้าพเจ้าต้องการเด็กทั้งสองนี้ให้อยู่ใกล้ชิดชั่วกัลปาวสาน ต้องการความรักและความช่วยเหลือทุกลมหายใจเข้าออก.

ข้าพเจ้าเรียนรู้จากความเป็นมิตรกับลำจวนและประดิษฐ์ว่าความรักอันแท้จริงไม่ได้เกิดจากอำนาจ หรือเงิน หรือเกียรติยศ ความรักเกิดเพราะน้ำใจ เรียนรู้ว่าชีวิตของเราบางคน แม้จะมีอะไรที่อยุตติธรรม ขมขื่น อยู่มากมาแล้ว อย่างน้อยก็คงจะมีอะไรบางอย่างที่จะมาเป็นสินน้ำใจให้ดำรงชีพอยู่ได้เป็นสุข ท่านเคยมีเพื่อนเช่นนี้หรือ? แม้จะทราบอยู่ดีแล้วว่าความมั่งคั่งสมบูรณ์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความรัก ข้าพเจ้าก็มิได้แสดงให้ลำจวนเห็นว่าข้าพเจ้ารักหล่อนยิ่งชีวิต ยิ่งอะไรทั้งหมดในพิภพอันกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งนี้ท่านคาดถูกหรือไม่ว่าเพราะอะไร? มิตรภาพระหว่างเราทั้งสองคนนั่นเองทำให้ข้าพเจ้าสละโอกาสนั้นเสียครั้งแล้วครั้งเล่า ข้าพเจ้าต้องการให้ผู้ที่ข้าพเจ้ารักเป็นสุข เมื่อและข้าพเจ้าไม่มีเงิน ไม่มีความหวังที่จะมองไปยังชีวิตอันราบรื่นในอนาคตได้ ข้าพเจ้าจะแสดงให้หล่อนทราบถึงความจริงภายในทรวงอกได้ละหรือ? ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้หล่อนมาตรากตรำทนทุกข์อยู่ด้วย ต้องการแต่จะให้หล่อนเป็นสุข.

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราทั้งสามจะต้องจากกัน ตราบใดเมื่อโลกยังคงหมุนอยู่รอบแล้วรอบเล่า ความสุขหรือความทุกข์ของเราก็ต้องหมุนตามไปด้วย สำหรับประดิษฐ์ เราจะต้องจากกันไปเสียไกลจนเหลือที่จะคาดได้ว่าเขาจะกลับมาอยู่ร่วมโลกร่วมชีวิตกับข้าพเจ้าได้อีก ยิ่งลำจวนยิ่งร้าย เราน่าจะต้องจากกันจนตลอดชีวิต เพราะเราได้เดิรจูงมือมาด้วยกันจนสุดหนทางเสียแล้ว.

ประดิษฐ์ไปเมืองนอก! ลำจวนแต่งงาน!

สำหรับนักเรียนในประเทศสยามเมื่อเก้าปีมานี้ ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่ามีใครเรียนเก่งไปกว่าประดิษฐ์ สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นได้ก็คือ ในปีนั้นประดิษฐ์สอบทุนเล่าเรียนหลวง “สกอลาชิบ” ได้ที่หนึ่งและทุนเล่าเรียนรถไฟก็ได้ที่หนึ่งเหมือนกัน ดังนั้นจึงเตรียมตัวพร้อมที่จะออกเดิรทางไปศึกษาวิชชาวิศวกรรมในประเทศอังกฤษ ข่าวนี้ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มปิติและภาคภูมิใจเป็นที่สุดในความสามารถอันเยี่ยมแห่งสหายร่วมชีวิตคนเดียวของข้าพเจ้า แต่_อีกใจหนึ่งข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าสลดอย่างเหลือที่จะพรรณนาได้ถูกต้องเป็นตัวอักษร เพราะเราจะต้องจากกันเป็นเวลานาน และเวลานั้นข้าพเจ้าไม่ฝันว่าจะได้ไปนอกเช่นเดียวกับประดิษฐ์ ข้าพเจ้าคิดว่าพอประดิษฐ์กลับมาก็คงจะต้องอยู่คนละโลกกับข้าพเจ้า ความคิดอ่านก็คงเป็นไปคนละเรื่อง หัวนอกหัวใน ดังนั้นเราจะได้มีโอกาสพบ ชอบพอ รักใคร่กันเช่นเดิมละหรือ-?

ในที่สุดก็ถึงวันที่ประดิษฐ์จะต้องตั้งต้นออกเดิรทาง แต่เช้าตรู่เจ้าคุณบรรลือฯ ได้จัดเรือยนตร์เก๋งใหญ่ลำหนึ่งสำหรับบรรทุกสิ่งของและผู้คนที่จะไปส่งรวมทั้งประดิษฐ์ ข้าพเจ้า คุณแม่ และหนูสำรวย เรือแล่นไปยังห้างบอเนียวแล้วเราก็ช่วยกันขนของประดิษฐ์ขึ้นไปไว้ในเรือเดลีย์ ซึ่งเวลานั้นกำลังเทียบท่าอยู่.

“วิสูตร์ กันจะเขียนจดหมายมาให้เธออย่างน้อยเดือนละฉะบับ อย่าลืมตอบนะ” ประดิษฐ์กล่าวในระหว่างที่เราได้มีโอกาสอยู่ในห้องโดยลำพังชั่วเวลาอันเล็กน้อย.

“กันจะเขียนถึงเธอเดือนละสอง ประดิษฐ์” ข้าพเจ้าตอบด้วยสำเนียงอันหนักแน่นพลางเอามือโอบหลังเพื่อนที่รักไว้.

“ในระหว่างที่กันไม่อยู่” ประดิษฐ์กล่าวอย่างเศร้า “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแก่ลำจวน เธอจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น จำไว้นะ”

“กันตายสำหรับลำจวนได้ทุกเมื่อ”

การลาของเราได้เป็นไปอย่างหน้าชื่นตาบานที่สุด แต่ภายในดวงใจ-ถ้าสามารถจะเล็งเห็นได้ ย่อมมีน้ำตาไหลอยู่มิขาดสาย สักครู่ก็ได้ยินเสียงเรือเป่าหวูดให้อาณัติสัญญาว่าจะถอนสมอ เราเดิรลงบันไดที่ทอดจากแคมเรือชั้นบนมายังพื้นซีเมนต์ของท่าบอเนียว แล้วมายืนออกันอยู่เป็นแถวโบกผ้าเช็ดหน้าอยู่ไปมาในระหว่างเรือกำลังเคลื่อนที่ออก คุณหญิงบรรลือฯ และลำจวนยืนเกาะข้าพเจ้าอยู่คนละข้าง พอข้าพเจ้าเหลือบตาขึ้นก็เห็นคนทั้งสองกำลังร้องไห้ ครั้นเรือ “เดลีย์” ลับตาไปแล้ว เราต่างลงเรือยนตร์เก๋งกลับบ้าน.

“พี่วิสูตร์คะ” ข้าพเจ้าได้ยินเสียงลำจวนเรียกในระหว่างที่ยืนอยู่ท้ายเรือโดยลำพัง “ดิฉันรู้สึกยินดีเหลือเกินแต่อดร้องไห้ไม่ได้”

ลำจวนมายืนอยู่ข้างข้าพเจ้า น้ำอบฟอลลีส์บ๎ลูย์ที่หล่อนเคยใช้ส่งกลิ่นอยู่หอมขจร โดยปราศจากความรู้สึกใดๆ ข้าพเจ้าเอาแขนโอบหล่อนไว้โดยรอบ ส่วนลำจวนก็โน้มศีรษะมาติดกับข้าพเจ้า เรือยนตร์ยังคงแล่นอยู่---และแล่นอยู่เรื่อยๆ.

กลับจากไปส่งประดิษฐ์แล้วข้าพเจ้าไปอยู่กับลำจวนตลอดวัน พยายามปลอบและเอาอกเอาใจหล่อนให้หายจากความว้าเหว่ พอกลับมาบ้านก็ถึงเวลานอนพอดี ในห้องนอน ข้าพเจ้ารู้สึกปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย เพราะรู้สึกเหมือนว่าเมื่อประดิษฐ์ไปแล้ว แม้จะลุกนั่งยืนเดิรประการใดก็ทำไปโดยความฝ่าฝืนเหมือนไม่สมัคร หลับตาครั้งใดก็มีแต่เสียงที่เร้าถามมาว่า “ประดิษฐ์ไปแล้ว เจ้าจะทำอย่างไร? เจ้าเป็นเด็กดีพอสำหรับลำจวนละหรือ?”

ถูกแล้ว ท่านสหายที่รัก นอกจากประดิษฐ์ ข้าพเจ้ายังคงนึกเป็นห่วงลำจวนอยู่มาก หล่อนหงอย หล่อนเป็นทุกข์ หล่อนต้องการข้าพเจ้าเป็นเพื่อนเป็นพี่ ไม่ใช่เป็นอะไรอื่นที่เกินกว่านั้น เมื่อครั้งประดิษฐ์อยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งสองดำเนิรไปได้ตามความต้องการ แต่เดี๋ยวนี้ประดิษฐ์ไปเสียแล้ว ยังเหลืออยู่ก็แต่เพียงเราสองคนเท่านั้น ไม่มีใครอื่นจะมาเกี่ยวข้องช่วยเหลือให้ข้าพเจ้าสามารถสละสิ่งที่รักยิ่งชีวิตเพื่อความสุขในปรัตยุตบันและอนาคตของลำจวน ข้าพเจ้าจะสามารถต้านทานอำนาจกฎธรรมดาไหวหรือ?- น้ำตาลใกล้มด !

วันเดือนก็คงผ่านพ้นไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้ายังคงต่อสู้อย่างทรหดกับความรู้สึก ความบ้าในทรวงอกอยู่อย่างปราศจากความท้อถอย และจนเวลานี้ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายชะนะ.

วันหนึ่งพอข้าพเจ้าไปถึงบ้านเจ้าคุณบรรลือฯ ก็พบนายร้อยโทหนุ่มคนหนึ่งนั่งคุยอยู่กับเจ้าคุณฯ และคุณหญิง ข้าพเจ้าถูกแนะนำให้รู้จักและปรากฏว่าชื่อนายร้อยโทกมล จิตร์ปรีดี พึ่งกลับจากเมืองอังกฤษได้เพียงสิบสองวันโดยไม่ได้บอกกล่าวกับใครเลย เจ้าคุณและคุณหญิงรู้จักกมลตั้งแต่นายร้อยโทกมลยังเด็กๆ.

“เออนี่ กมล แกจำลำจวนได้ไหม?” เจ้าคุณถาม.

“เห็นจะได้ครับ แต่ก็เห็นจะเปลี่ยนไปมากทีเดียว” กมลตอบด้วยสำเนียงอันเป็นฝรั่งพูดไทยอยู่เล็กน้อย “เมื่อผมไปลำจวนยังเด็กอยู่มาก อยู่ที่ไหนเล่าครับ?”

“เดี๋ยวเขาจะลงมา” คุณหญิงตอบ.

นายร้อยโทกมล จิตร์ปรีดี เป็นคนมีรูปทรงระหง หน้าตาแช่มชื่น อายุราวยี่สิบห้า ในระหว่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้าเจ้าคุณและคุณหญิงดูกมลออกจะกะสับกะส่ายเหลียวไปเหลียวมาคล้ายกับจะพยายามดูเครื่องแต่งห้องให้ตลอดในเวลานั้น เดี๋ยวๆ ก็หันมาทางข้าพเจ้าเสียที.

“เมืองไทยดูไม่เห็นเปลี่ยนแปลงอะไรนี่ครับ” เขากล่าว.

“เธออยู่ไปนานๆ ก็คงเห็น” คุณหญิงพูด “นั่น! ลำจวนมาแล้ว”

ทันใดนั้นสตรีที่กล่าวนามได้เดิรยิ้มละไมเข้ามาหา กมลยืนขึ้นต้อนรับพลางก็เชื้อเชิญให้หล่อนนั่งเก้าอี้ที่คนนั่งอยู่เมื่อกี้.

“นั่งเถอะค่ะ เก้าอี้มีถมไป” ลำจวนตอบ แล้วเดิรไปลากมาจากมุมห้อง “คุณจำดิฉันได้ไหมคะ”

“ถ้าไม่รู้มาก่อนก็เห็นจะลำบาก” กมลตอบแล้วยิ้ม “คุณเปลี่ยนไปมาก”

การสนทนาคงดำเนิรไปตามเรื่องของคนที่ไม่ได้พบกันมาตั้งแปดปีเศษ มีการเอาอกเอาใจกันอย่างที่ท่านอาจนึกได้ถูก กมลเป็นคนค่อนข้างตลก พูดจาห้าวหาญตรงไปตรงมา พูดไทยไม่ค่อยคล่อง ประเดี๋ยวก็ปล่อยภาษาฝรั่งออกมาเสียยืดยาว พอรู้สึกตัวก็หวนไปพูดภาษาไทยเสียที เวลานั้นข้าพเจ้านั่งอยู่เบื้องหลังของกมลและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องสนทนานั้นเลย. อีกประการหนึ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกไม่มีใครแยแสในตน ไม่มีใครเหลียวมาทักทายหรือพูดจาด้วย คุณหญิงดูตื่นเต้นมากวิ่งเป็นกุลีกุจอหาของมาเลี้ยงดู เจ้าคุณบรรลือฯ ก็ส่งบุหรี่ฝรั่งให้กมลตัวแล้วตัวเล่า และนั่งฟังกมลคุยถึงเรื่องจิปาถะด้วยความสนใจ ลำจวนก็นั่งฟังกมลพูดด้วยดวงหน้าอันยิ้มละไม หล่อนมิได้เหลียวหน้ามาดูข้าพเจ้าเลยแม้แต่สักครั้ง

“ผมเห็นเป็นที่น่าเสียดายมากสำหรับเด็กที่มีการศึกษาในเมืองเราทุกคนไม่มีโอกาสไปเมืองนอก” กมลพูดอย่างเร็ว “พวกเราควรจะไปเห็นสิ่งต่างๆ ให้มาก เพื่อจะได้เอามาใช้เป็นตัวอย่าง เจ้าคุณครับ เมืองนอกเป็นเมืองสวรรค์ ถ้าเปรียบกับเมืองเราแล้ว เราก็เหมือนอยู่เมืองนรก”

“แต่คุณไม่นึกบ้างหรือครับ” ข้าพเจ้าสอดขึ้นเป็นครั้งแรก “ว่าสำหรับคนที่ไม่มีโอกาสได้ไปเมืองนอก เขาก็เห็นเมืองเราสบายพอใช้เหมือนกัน”

กมลหันมาดูข้าพเจ้าอย่างไม่พอใจ และก็กลับไปพูดกับเจ้าคุณต่อไป.

“เราอย่าทะเลาะกันเลยนะครับ เจ้าคุณ” กมลกล่าวพลางหัวเราะ “จะว่าไป เมืองเราก็วิเศษพอใช้ แต่ผมเกลียดยุง, เกลียดฝุ่น, เกลียดอหิวาต์, จัง เวลานี้ผมไม่ค่อยกล้ากินอะไรเสียเลย ล่อเข้าไปทีไรลงท้องทุกที”

“เอ้า !” คุณหญิงกล่าว “ก็มากินที่นี่ซี ฉันรับรองว่าไม่ว่าเธอจะกินอะไรเป็นท้องไม่เสียทั้งสิ้น”

“ดีจริงครับ วันนี้ผมอยู่กินเข้าด้วยนะครับ?”

“ได้ซี” คุณหญิงยิ้มตอบ “มาเมื่อไรก็ได้กมล”

“ผมอยู่ที่นี่ชักหงอย ผิดกับอยู่เมืองนอกมาก พอกลับจากกรมฯ ก็ไม่รู้จะไปที่ไหน ดีครับ ผมจะมาที่นี่บ่อยๆ ผมชอบไปเที่ยวในสวน มีอะไรบ้างครับที่สวน”

“แหม หน้านี้เป็นหน้าลูกไม้” ลำจวนตอบ “ที่สวนเรามีเงาะ กะท้อน ลิ้นจี่เยอะแยะ ลองเข้าไปเที่ยวดูสักวันซีคะ”

“เอาซี สนุกกันตาย”

สักครู่ข้าพเจ้าก็ลากลับ ดูไม่เห็นมีใครพะวงในเรื่องการลาการอยู่ของข้าพเจ้าเสียเลย คุณหญิงก็มิได้ชวนให้รับประทานเข้าเช่นเคย ข้าพเจ้าเดิรออกจากห้องตัวเบาหวิว รู้สึกงงและแปลกใจพอใช้ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะคิดอย่างไร กะนั้นก็ดี ตลอดเวลาที่เดิรกลับบ้าน ข้าพเจ้าก็ยังพยายามคิด---คิด---คิด---คิด.

เมื่อรับประทานอาหารกับคุณแม่เสร็จแล้ว ท่านชวนให้พาไปดูภาพยนตร์ที่โรงพัฒนากร ในระหว่างที่นั่งดูภาพยนตร์ ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าตนเองเข้าใจเรื่องเลย ตัวภาพยนตร์ที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ในจอดูเช่นเดียวกับภาพที่มาประสพตาข้าพเจ้าแล้วก็หายไป ไม่มีอะไรสำคัญและสนุกพอที่จะทำให้พึงสนใจเลย เรื่องที่บ้านเจ้าคุณบรรลือฯ --บ้านลำจวน--เรื่องนายร้อยโทกมล จิตร์ปรีดี ยังคงฝังแน่นอยู่ในตัว ข้าพเจ้าพยายามที่จะตีปัญหาแห่งความผิดแปลกในกิริยาท่าทางของเพื่อนบ้านที่รักซึ่งแสดงมาแล้วนั้นให้แตก แต่ก็หาเป็นผลสำเร็จไม่ ข้าพเจ้ายังไม่โตพอที่จะหยั่งถึงความหมุนเวียนของโลกได้ตลอด ยังไม่สามารถพอที่จะทราบได้ว่า ชีวิตของเรานี้อยู่กันอย่างไร.

สำหรับเจ้าคุณบรรลือฯ และคุณหญิง แม้จะเฉยเมยกับข้าพเจ้า เพราะมีกมลมาร่วมวงอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยจะรู้สึกโศกเศร้าอะไรนัก, แต่สำหรับลำจวน---ข้าพเจ้ารู้สึกว้าเหว่และสังเวชใจอย่างเหลือที่จะพรรณนาได้ถูก นี่เป็นวันแรกที่กมลไปถึงบ้าน หล่อนยังทำกับข้าพเจ้าเห็นปานนี้ นานๆ เข้าฐานะของข้าพเจ้าในบ้านนั้นจะเป็นไปสักปานไหน ลำจวน---ลำจวนผู้ซึ่งประดิษฐ์เคยแสดงให้ข้าพเจ้าทราบอยู่เสมอว่า เป็นเด็กหญิงที่ดีเลิศที่สุดคนหนึ่ง จะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ทีเดียวหรือ? อนิจจา! โลกละคร!

“ยังไง! เงียบไป วิสูตร์” คุณแม่ถามข้าพเจ้าระหว่างที่นั่งมาในเรือจ้างกลับบ้าน.

ข้าพเจ้าได้ใกล้ชิดกับคุณแม่มานานพอที่จะรักท่าน ไว้ใจท่านเช่นเดียวกับลูกแม่ที่ดีทั้งหลาย ข้าพเจ้าเล่าให้ท่านฟังถึงความเป็นไปต่างๆ ที่ได้ไปพบมาแล้วเมื่อตอนเย็น ท่านตั้งใจฟังจนจบแล้วก็ยิ้มน้อยๆ.

“มันเป็นของธรรมดานี่ลูก” ท่านกล่าว “เราจน ใครเขาจะมามองดูหน้า”

“นี่คุณแม่หมายความว่าพวกเจ้าคุณบรรลือฯ จะตัดพวกเราหรือครับ?” ข้าพเจ้าถามด้วยความสนเท่ห์.

“โอ๊ย! เขาพยายามจะตัดมานานแล้ว” ท่านตอบพลางหวัวเราะอย่างขมขื่น “ดูซี เดี๋ยวนี้เขามาหาเราที่บ้านเมื่อไร ตั้งแต่รู้ว่านายร้อยโทกมลจะมาที่บ้าน แต่ก่อนเขาเคยมาชวนเราให้ไปที่บ้านและไปไหนต่อไหนด้วย เดี๋ยวนี้เขาทำอย่างไร? ไง ทำไมจึงถาม? เสียดายลำจวนหรือ?”

“เปล่าครับ ผมกำลังนึกถึงข้อสัญญาข้อหนึ่งที่รับไว้กับประดิษฐ์” ข้าพเจ้าตอบช้าๆ “ความจริงผมไม่เคยรักลำจวนเลย หรืออย่างน้อยผมไม่เคยบอกลำจวนถึงเรื่องรักเรื่องใคร่เลย ดังนั้นผมจึงรู้สึกเสียดายมาก”

“ยังมีผู้หญิงอื่นอีกถมไป ลูกเอ๋ย” ท่านกล่าว.

เดือนเศษต่อมา เป็นอันเข้าใจกันว่าลำจวนกับนายร้อยโทกมลรักใคร่ชอบพอกันมาก ไปเที่ยวด้วยกันเสมอแทบทุกวัน กมลเป็นบุตรคนใหญ่ของหลวงเสถียรภมลพันธ์ พ่อค้าซุงเมืองเชียงใหม่ มีบ้านอยู่ถนนประแจจีน จังหวัดพระนคร ในบ้านกมลมีแต่คนใช้อยู่ด้วยไม่มีคนอื่น ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่คุณหญิงบรรลือฯ และบุตรีจะไปช่วยดูแลจัดบ้านให้เนืองๆ ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลบุญญารัตน์และจิตร์ปรีดีก็แน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน โดยมากกมลมักจะมารับคุณหญิงและลำจวนไปที่บ้านมีการเลี้ยงดูกันจนดึกแล้วก็พามาส่ง ลำจวนก็ดูแช่มชื่นเป็นสุขดี.

สำหรับพวกบุญญารัตน์กับข้าพเจ้านั้น เกือบจะไม่ได้พบกันเสียแล้ว แม้ว่าบ้านจะอยู่ติดกันเพียงนั้น การคมนาคมของเราก็น้อยลงจนเกือบจะไม่มีเหลืออยู่เลย เป็นอันเห็นได้ชัดว่าเจ้าคุณบรรลือฯ และคุณหญิงตัดคุณแม่และข้าพเจ้าเพราะเหตุที่เราเป็นคนจน และอาจเป็นที่รังเกียจแก่นายร้อยโทกมลด้วย ส่วนลำจวนนั้น หล่อนลืมข้าพเจ้าเสียแล้วอย่างสนิท ไม่มีอะไรมาทำให้หล่อนหวนนึกถึงข้าพเจ้าได้อีก หล่อนลืมคำพูดทุกคำที่เคยได้สัญญาไว้ว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของข้าพเจ้าจนวันตาย ลืมว่าหล่อนได้มอบหน้าที่ที่ประดิษฐ์เคยทำต่อหล่อนไว้ให้ข้าพเจ้า. ลืม--ลืมอะไรทุกอย่างที่เราเคยพูดจากันมาแล้ว----สิ่งต่างๆ ที่เคยทำให้ข้าพเจ้าเป็นสุขยิ่ง.

วันหนึ่งเรา-คุณแม่และข้าพเจ้า-รู้สึกแปลกใจที่เห็นลำจวนมาหาเราถึงบ้าน เพราะกิจเช่นนี้หล่อนได้ละทิ้งมาตั้งเดือนเศษแล้ว ข้าพเจ้าจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันจันทร์ ลำจวนแต่งตัวชุดสีเหลืองอ่อน หล่อนยังคงงาม ผิวพรรณยังคงผุดผ่อง ดวงพักตร์ยังคงยิ้มละไมอยู่เช่นเคย.

“แหม วันนี้เห็นจะฝนตกใหญ่ แม่ทูนหัว” คุณแม่ทักทายด้วยกิริยาอันค่อนข้างตื่นเต้น “ไม่นึกว่าจะมาหาเราอีกเสียแล้ว”

“ก็ทำไมคุณป้าไม่ไปหาเราบ้างเล่าคะ” หล่อนตอบพลางก็ลดกายลงนั่งบนพรมติดกับมารดาข้าพเจ้า “รู้สึกคิดถึงเหลือเกิน เลยต้องมา”

“ก็เราจะไปอย่างไรได้ เดี๋ยวนี้ดูไม่ค่อยเห็นมีใครอยู่” คุณแม่กล่าวพลางก็หวัวเราะด้วยกิริยาอันสุภาพ.

“พี่วิสูตร์ก็เลยพลอยหายสาปศูนย์ไปเสียด้วยตั้งเดือน” หล่อนแสร้งกล่าวเป็นเชิงตัดพ้อ “เห็นจะลืมดิฉันเสียแล้วกะมัง”

ถึงตอนนี้ แม้ว่าข้าพเจ้าจะพยายามทำตนให้สุภาพเพียงไรก็ยังอดหวัวเราะไม่ได้ ข้าพเจ้าปล่อยออกมาเสียก๊ากใหญ่จนลำจวนชักจะอาย ในขณะนั้นหล่อนหันมาทางข้าพเจ้าและจ้องดูด้วยกิริยาโกรธน้อยๆ.

“นี่คุณพี่วิสูตร์” หล่อนพูดด้วยสำเนียงอันไพเราะ “ดิฉันมีข่าวอะไรดี๊ดีจะเล่าให้ฟัง”

“ฉันก็มีเหมือนกัน ลำจวน มา --- มาผลัดกันเล่า” ข้าพเจ้ากล่าวรับรอง.

“คุณพี่เล่าก่อนซีคะ” หล่อนเกี่ยง

“ให้คุณแม่เล่าให้ฟังเห็นจะดีกว่า” ข้าพเจ้าพูด.

“เราจะขายบ้านพรุ่งนี้ ลำจวน” คุณแม่กล่าวโดยปราศจากข้อสะทกสะท้านใดๆ “เราจะไปอยู่กันที่ในกรุงเทพฯ”

“ตายจริง! จะขายบ้านนี้? อะไรพึ่งมาอยู่ได้ไม่ถึงปี?” ลำจวนกล่าวอย่างแปลกใจเป็นที่สุด “ทำไมคุณป้าไม่อยากอยู่ใกล้เราหรือคะ? หรือฝั่งข้างนี้ออกจะอัตคัด?”

“เปล่า” มารดาข้าพเจ้าตอบเรื่อยๆ “เขาให้ราคาดี หากำไรได้งามก็รีบขายเสียดีกว่า อีกประการหนึ่งฉันอยากอยู่กรุงเทพฯ”

“จะอยู่ที่ไหนคะในกรุงเทพฯ?” หล่อนถาม.

“ถนนราชดำริ อำเภอพญาไท”

“มีบ้านแล้วหรือคะ?”

“เราเช่าเขาไว้แล้ว”

“ต้องให้ดิฉันไปหาได้บ่อยๆ นะคะ”

“จะไปเมื่อไรก็ได้ลำจวน เรายินดีจะเห็นหนูเสมอ”

“แล้วก็ข่าวของเธอล่ะ ลำจวน” ข้าพเจ้าสอดขึ้น “เมื่อไรจะเล่า?”

“ไม่อยากเล่าแล้วค่ะ ดิฉันอาย” หล่อนตอบด้วยกิริยาอันกะตุ้งกะติ้งน่ารัก.

“อ้าว! ทำไม? อะไรกันล่ะ?” คุณแม่ถามในที.

“คุณแม่สั่งให้ดิฉันมาบอกดอกค่ะ” หล่อนตอบ.

“มิน่าล่ะ ไม่ยังงั้นหนูก็คงไม่มาหาป้าเป็นแน่เทียว อยู่ที่อื่นดีกว่า”

“เปล่า ดิฉันอายค่ะ คุณป้า”

“ก็ไม่เห็นจะน่าอายอะไรนี่ เรากันเองไม่ใช่หรือ?” คุณแม่กล่าวเอาใจ

“เรา---คุณพี่กมลกับดิฉัน---“ หล่อนกล่าวอย่างติดตะกุกตะกัก “ได้มั่นกันแล้ว คุณแม่ให้มาขอให้คุณป้าและคุณพี่วิสูตร์ไปช่วยจัดการทำการฉลองการมั่นของเราที่บ้านวันจันทร์หน้า และให้มาเชิญไปเป็นแขกด้วยค่ะ”

“ป้าขอแสดงความยินดีด้วยเป็นอันมาก---มากที่สุด ลำจวน และขอให้นายร้อยโทกมลและหนูเป็นสุข อยู่ด้วยกันยั่งยืนตลอดชีวิตทีเดียว” คุณแม่กอดลำจวนไว้แน่น.

“แต่คุณป้าจะไปจากบ้านนี้เสียแล้ว---?”

“แม้ว่าอยู่ที่ไหน-ไกลเท่าไร เราก็ต้องมาช่วยหนูที่บ้านได้ ถ้าจะสำหรับความสุข ความเจริญในภายหน้าของหนูแล้ว ป้าจะทำอะไรให้ได้ทั้งสิ้น”

ครั้นแล้วท่านก็ค่อยๆ โน้มศีรษะลงจูบลำจวนทั้งสองแก้ม และเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเห็นท่านทำเช่นนั้น ส่วนลำจวนในระหว่างที่หล่อนซบศีรษะอยู่กับทรวงคุณแม่ ข้าพเจ้าเห็นน้ำตาหล่อนไหลอาบหน้า แม้ว่าหล่อนจะยิ้มอย่างละไมด้วยความปีติก็ตาม.

“เอ๊! ดิฉันต้องไปแล้วค่ะ” ลำจวนพูดขึ้นโดยฉับพลัน “เดี๋ยวคุณพี่กมลจะต้องคอย”

“ให้วิสูตร์ไปส่งซี” คุณแม่ออกความเห็น.

“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ จะลำบากเปล่าๆ” หล่อนปฏิเสธ.

ข้าพเจ้ายังคงนั่งเฉยอยู่ และรู้สึกตะลึงที่ลำจวนกลับมาเป็นผู้ที่---ผู้ที่ ‘ตัด’ ข้าพเจ้าเช่นเดียวกัน เดี๋ยวนี้หล่อนจะมั่น---จะแต่งงานและหล่อนไม่ต้องการข้าพเจ้าเป็นเพื่อนหรือ เป็นคนพึงรู้จักอีกสืบไปแล้ว ความรัก---ไม่ว่าความรักชะนิดไรที่บริสุทธิ์แล้ว---คือความเสียสละ คือความสุข ความทุกข์ ความรักคือชีวิตตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นมิตรกับประดิษฐ์และลำจวน ข้าพเจ้าได้รับความสุขอันเกิดจากความรักแต่เพียงระยะสิบแปดเดือนเท่านั้น ความสุขที่มองเห็นสวรรค์ ต่อจากนั้นคือความทุกข์ ความสละ ทำไมจะสละไม่ได้ถ้าเป็นความดีความงามความสุขของเด็กทั้งสองที่ข้าพเจ้ารักยิ่งชีวิต?

วันเดือนก็คงผ่านพ้นไปเรื่อยๆ ลำจวนทำการหมั้น! ลำจวนทำการวิวาห์กับนายร้อยโทกมล จิตร์ปรีดี! ประดิษฐ์และข้าพเจ้าก็ยังคงเขียนจดหมายถึงกันเสมอทุกเดือน.

ในเรื่องที่พยายามตะเกียกตะกายหาโอกาสไปเมืองจนสำเร็จนั้น ข้าพเจ้ามีเหตุผลหลายประการ จดหมายของประดิษฐ์ทุกฉะบับนอกจากถามข่าวคราวเรื่องลำจวนแล้วก็เล่าแต่เรื่องความเป็นไปและชีวิตที่เมืองนอก มีเมืองอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นอาทิ ประดิษฐ์มักจะเปรียบเทียบขนบธรรมเนียมต่างๆ ตลอดจนเหตุการณ์สำคัญแทบทุกชะนิดระหว่างของที่โน่นและที่นี่ “ข้อสำคัญเธอต้องเข้าใจว่าเมืองนอกไม่ใช่เมืองสวรรค์อย่างที่เธอนึกหรือที่นายร้อยโทกมลว่า” นี่คือตอนหนึ่งในจดหมาย “เราต้องทนทุกข์ทรมานร้อยแปด ความจน ความอยู่คนเดียวระหว่างคนที่แปลกชาติแปลกภาษา กันทำงานอย่างเป็นบ้าทีเดียว ถ้ากันไม่ทำเช่นนั้นก็ให้คิดถึงบ้านเหลือเกิน ทนไม่ไหว แต่แม้ว่าเมืองนอกจะเป็นที่ลำบากสำหรับเรามากเพียงไรก็ดี อย่างน้อยก็ยังเป็นที่ๆ ช่วยให้เราเป็นลูกผู้ชายได้ ความเปล่าเปลี่ยวเนื่องจากต้องอยู่โดยลำพังสอนให้เราช่วยและพึ่งตนเองเพราะไม่มีคนอื่นจะพึ่ง เงินเดือน ๗ ปอนด์ (ราว ๗๕ บาท) ทำให้เราต้องเป็นคนกระเหม็ดกระแหม่เก็บเล็กถนอมน้อย เราต้องทำงานมิฉะนั้นเราหงอย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราเป็นคนดีทั้งนั้นถ้าจะคิดไป----เธอควรจะหาโอกาสมาเมืองอังกฤษให้ได้ วิสูตร์ จงมาเห็นให้ได้แล้วเราจะได้พบกันอีก”

คุณพ่อเหลือเงินไว้ให้พวกพี่น้องผู้ชายที่บ้านสามเสนสำหรับไปศึกษาวิชชาเมืองนอกทุกคน สำหรับข้าพเจ้านั้นเป็นคนโง่ จะส่งไปก็คงไร้ผล เสียเงินไม่มีประโยชน์ ดังนั้นพวกพี่น้องของข้าพเจ้าจึงต่างก็ไปและต่างก็กลับกันอยู่เรื่อยๆ ส่วนข้าพเจ้าก็มีหน้าที่แต่จะคอยชมบุญวาสนาเขาอยู่เท่านั้น.

ประดิษฐ์ก็ไปเสียแล้ว ลำจวนก็แต่งงานไปอยู่เสียกับคนอื่นแล้ว หล่อนคงไม่ปรารถนาให้ข้าพเจ้าไปข้องแวะกับความสุขของหล่อนเป็นแน่ นั่นเป็นของธรรมดา บ้านเจ้าคุณบรรลือฯ แม้ว่าข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสไปเที่ยวเล่นได้บ้างบางคราว แต่เพราะลำจวนได้แต่งงานไปแล้วจึงดูหงอยเหงา ไม่รู้สึกว่ามีความสนุกอยู่ด้วยเลย พูดกันตามจริง ข้าพเจ้าไม่อยากพบเจ้าคุณบรรลือฯ และคุณหญิงเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเป็นคนปราศจากเพื่อน แม้จะมีคนที่รู้จักอยู่บ้าง ก็ยังรู้สึกว้าเหว่อย่างสุดที่จะทนได้.

เมื่อมาอยู่บ้านที่ถนนราชดำริแล้ว เราเคยได้รับเชิญให้ไปพบพวกนักเรียนนอกบ่อยๆ พออยู่ร่วมกับเขาเข้า ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไปอยู่ในที่ที่ข้าพเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ อยู่ในโลกพระอังคาร เขาเห็นข้าพเจ้าเป็นคนป่าเถื่อน ไม่รู้ขนบธรรมเนียมที่เจริญและสมัยใหม่ ที่เราควรตาม เขาเห็นข้าพเจ้าเขิน จะพูดจาอะไรด้วยที่เป็นภาษาฝรั่ง แม้จะเข้าใจได้ดีก็ไม่สามารถจะตอบได้ให้เร็วตามความประสงค์.

ข้าพเจ้าจบการเล่าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์แล้ว จะไปหางานทำที่ไหนก็ไม่มีใครเชื่อหน้าว่าทำอะไรได้เพราะตนไม่ใช่เป็นคนหัวนอก เงินเดือนที่จะได้รับก็ไม่พอที่จะยาไส้ไปวันหนึ่งๆ อนิจจา! ฐานะของโรงเรียนไทย, โรงเรียนของเราช่างน่าอนาถเสียนี่กะไรหนอ!

ข้าพเจ้าต้องการจะไปเมืองนอก! ข้าพเจ้าเฝ้าถามคุณแม่อยู่ทุกวันว่าจะมีทางอะไรบ้างไหม? เมื่อครั้งท่านยังมีบุญวาสนา คุณแม่เคยมีเพื่อนฝูงวงศาคณาญาติที่ใหญ่โตมากมาย พอตกอับดูเหมือนเขาจะเห็นว่าท่านได้ตายไปเสียแล้ว ไม่มีใครเหลียวแล กะนั้นก็ดี เพื่อเห็นแก่ข้าพเจ้าคุณแม่ยังพยายามบากหน้าไปเที่ยวหาท่านพวกเหล่านั้น ร้องขอวิงวอนให้ช่วยเหลือส่งข้าพเจ้าไปเรียนวิชชาเมืองนอก แต่เขาคงจำเป็นต้องต้อนรับท่านอย่างเสียไม่ได้ เรื่องที่จะช่วยนั้นเมินเสียเถอะ มีบางท่านสัญญาว่าจะช่วยแต่ต้องรอไปก่อน ข้าพเจ้ารอ---รอเดือนแล้วก็เดือนเล่า ในที่สุดท่านก็บอกปัดไปว่าท่านช่วยไม่ได้, เป็นอันว่าหมดหวัง.

ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าต้องรอ---ต้องฝัน---ต้องสร้างวิมานบนอากาศอยู่เรื่อยๆ นั้น ในที่สุดก็ได้พบแต่ความไม่สมหวัง ได้พบแต่ความปดโป้ต่างๆ การที่บางคนรับว่าจะช่วยก็เพราะต้องการจะปัดเราให้พ้นไปคราวหนึ่ง, แล้วปล่อยให้เราคอย ให้เราหวัง และในที่สุดก็ชอกช้ำใจไปตลอดชาติ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าชีวิต--และโลกที่จำเป็นต้องอยู่เป็นสถานที่ขมขื่น ทารุณ สำหรับข้าพเจ้าเสียนี่กะไร ข้าพเจ้ารู้สึกโกรธโชคของตนจนน้ำตาตก---ไม่ใช่น้ำตาแห่งความทุกข์นะท่าน น้ำตาแห่งความแค้น !

เมื่อหมดหวังที่จะได้รับการช่วยเหลือจากคนอื่นข้าพเจ้าก็จำเป็นต้องหันเข้าพึ่งตนเอง ข้าพเจ้าไปหาพี่คนใหญ่ที่บ้านสามเสน ถามถึงว่าข้าพเจ้ามีเงินอะไรเหลืออยู่บ้างไหม เขาบอกว่าเวลานี้ข้าพเจ้ามีเงินเหลืออยู่อีกสองหมื่นบาทซึ่งเป็นเงินคุณปู่ให้ไว้ในพินัยกรรม แต่เงินจำนวนนี้จะแตะต้องไม่ได้จนกว่าข้าพเจ้าจะมีอายุได้ยี่สิบเอ็ดปี และท่านต้องการให้เก็บไว้ทำทุน คำสั่งนี้เขาบอกว่าคุณพ่อได้สั่งไว้สองสามวันก่อนท่านถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าท้วงว่าถ้าจำนวนนั้นเป็นเงินที่คุณปู่ให้จริงแล้วก็ไม่เห็นว่าคุณพ่อจะมีอำนาจในเรื่องนี้เลย ข้าพเจ้าต้องการจะไปเมืองนอกและเงินนี้จะเป็นโสหุ้ยสำหรับการใช้จ่าย เราพูดจากันราวสองสามชั่วโมง พี่ข้าพเจ้าจึงยินยอมและตักเตือนว่า ข้าพเจ้ามีเงินอยู่เพียงสองหมื่นเท่านั้น จะใช้สำหรับไปนอกก็จะไปไม่ได้กี่ปี และเมื่อกลับมาก็จะจนไม่มีเงินเหลืออยู่เลย.

ข้าพเจ้าต้องการจะไปเมืองนอกให้จงได้แม้ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอะไรก็ตาม ข้าพเจ้าต้องการจะทราบความลับแห่งความเจริญรุ่งเรืองของเมืองนอก ต้องการจะทราบว่าทำไมคนที่ไปเมืองนอกมาจึงหรูหรา ฉลาดเฉลียว แคล่วคล่อง ได้เงินเดือนและเกียรติยศมากและเร็วผิดกว่าคนอื่น ต้องการจะไปค้นให้พบว่าสระอโนดาตหรือบ่อเงิน บ่อทองที่นักเรียนไทยไปชุบตัวกลับมานั้นอยู่ที่ไหน แม้ว่าจะไม่มีเงินพอที่จะไปชุบตัวได้สำเร็จ ข้าพเจ้าก็ขอแต่เพียงไปได้เห็นก็จะเป็นที่พอใจแล้ว ถึงจะตายก็คงตายอย่างไม่เสียชาติเกิด.

วันนั้นพอพูดกับพี่ชายเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ออกจากบ้านเดิรมาขึ้นรถรางจะไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่บางรัก ในขณะที่ลงรถรางจะต่อรถที่สามแยก ข้าพเจ้าพบลำจวนนั่งรถบิวอิ๊กคันใหญ่มากับนายร้อยโทกมลสามีหล่อน หล่อนเห็นข้าพเจ้าก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสเปิดหมวกทำการเคารพ แต่หล่อนก็เมินหน้าไปเสียทางอื่นแสร้งทำเป็นไม่เห็น อา! หล่อนตัดข้าพเจ้าเสียขาดสะบั้นแล้ว ตัดอย่างไม่มีเยื่อใยใดๆ มาเชื่อมเราให้สนิธสนมกันได้อีกในชาตินี้ ลาก่อนลำจวนแม่ยอดรัก---เพื่อนรัก ลาจนวันตาย! สำหรับกมล ข้าพเจ้าเชื่อว่าเมืองนอกสอนให้เขาดูถูกผู้ที่มีโชคไม่ดีเหมือนตน จองหอง ไว้ตัว ถ้าข้าพเจ้าจะต้องไปเรียนวิชชาเช่นนี้บ้างละขอเพียงแต่ไปเห็นก็จะพอกะมัง?

ไม่ช้าข่าวที่ข้าพเจ้าจะไปนอกก็ระเบ็งเซ็งแซ่ไปในระหว่างวงศ์ญาติเพื่อนฝูง ดังนั้นพอถึงวันเรือออกจึงมีผู้คนไปส่งมากจนข้าพเจ้าเองก็ตกใจ คุณแม่กับข้าพเจ้านั่งรถยนตร์จากบ้านราชดำริไปลงเรือกัวล่าที่ห้างบอเนียว พอลงจากรถก็พบลำจวนและกมลยืนยิ้มละไมคอยพบเราอยู่ ถัดไปก็มีเจ้าคุณบรรลือเดชอำนวยและคุณหญิง ทุกคนต่างพูดจากับข้าพเจ้าเป็นอันดี อวยชัยให้พรกันไปตามเรื่อง ส่วนลำจวนก็พูดจาล้อเลียนฉอเลาะข้าพเจ้าอยู่เรื่อยๆ ข้าพเจ้าช่างเบื่อหน่ายการสวมหน้ากากเล่นละครกันอยู่เช่นนี้เป็นที่สุด แม้ว่าข้าพเจ้าจะยิ้มรับความดีความงามต่างๆ ที่กล่าวขวัญชมเชย ข้าพเจ้าก็ทำไปโดยฝืนธรรมดา ยิ่งมาเห็นคุณหญิงบรรลือฯ และลำจวนพูดจาเอออวยกับข้าพเจ้าไม่รู้จักสร่างเข้าแล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกชิงชังมากขึ้น ในโลกนี้ นอกจากมารดาข้าพเจ้าแล้ว ไม่แลเห็นมีอะไรจริงจังเสียเลย ถ้าประดิษฐ์ยังอยู่เมืองไทยจะเป็นเช่นเดียวกับคนเหล่านี้หรือไม่หนอ? ข้าพเจ้าสงสัยประดิษฐ์ สงสัยคนทุกคนในโลกนอกจากคุณแม่.

พอได้เวลาเรือกัวล่าออกจากท่า แล่นช้าไปตามลำแม่น้ำ ลาก่อนท่านสหายที่รัก ลาก่อน ลำจวน----

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ