บทที่ ๒๓ ลาก่อนแม่ยอดรัก

“บอบบี้ เซอร์เปอร์ซีเวิลจะอยู่ที่นี่อีกเดือนหนึ่งจึงจะไปเซี่ยงไฮ้” มาเรียพูดกับข้าพเจ้าในโฮเต็ลอิมพีเรียลในกรุงโตเกียว” เธอจะอยู่ที่นี่กับเขาด้วยหรือ?”

“ฉันเป็นแขกของเซอร์เปอร์ซีเวิล มาเรีย” ข้าพเจ้าตอบ เอามือไปจับไว้บนไหล่หล่อน “ฉันก็เห็นจะต้องอยู่ที่นี่จนกว่าเขาจะไปเซี่ยงไฮ้ ทำไมเธอถาม ยอดรัก?”

“ฉันได้รับคำสั่งให้ไปเซี่ยงไฮ้วันศุกร์หน้า” หล่อนกล่าวอย่างเศร้าพลางจับมือข้าพเจ้ามากำไว้. “ฉันอยากให้เธอไปด้วยเหลือเกิน เราจะได้ไปปักกิ่งด้วยกัน เธอจะพบอาร์โนลด์และแจ๊กปาเกอร์ที่นั่นด้วย”

“มาเรีย เราจะต้องจากกันวันหนึ่งในเร็วๆ นี้แหละ” ข้าพเจ้าเตือนหล่อนให้เข้าใจมั่นไว้ “เราอาจไม่พบกันอีกก็ได้”

เวลานั้นเรานั่งกันอยู่ในระเบียงห้องเขียนหนังสือของโฮเต็ลอิมพีเรียลซึ่งสร้างขึ้นเป็นแบบแม๊กสิกัน ทนทาน สามารถจะตั้งอยู่ได้ในขณะที่เกิดแผ่นดินไหวขึ้น มาเรียนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมริมหน้าต่างกะจกซึ่งเปิดออกไปเห็นสนามและสวนดอกไม้ด้านหลังของภัตตาคาร ข้าพเจ้านั่งบนแขนเก้าอี้ แขนโอบหล่อนไว้ หล่อนเงยพักตร์อันขาวงามขึ้นจ้องดูข้าพเจ้าด้วยแววเนตรอันเต็มไปด้วยความเศร้าสลด จ้องอยู่สักครู่น้ำตาหล่อนไหลลงอาบปรางทั้งสอง นี่แหละ คือเรื่องส่วนตัวที่ข้าพเจ้าได้ประสพมาแล้วระหว่างที่เที่ยวไป ข้าพเจ้าเชื่อว่าสำหรับนักเรียนไทยที่ไปอยู่เมืองนอกโดยมากก็คงคล้ายๆ กัน จะผิดอยู่บ้างก็แต่เมืองนอกจะหาผู้หญิงที่มีใจอย่างมาเรียสำหรับคนไทยนั้นเห็นจะน้อย.

แววเนตรของหล่อนยังคงจับอยู่ที่ดวงหน้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าโน้มศีรษะลงจุมพิตโอษฐ์ ปรางและโขนงอังงามของหล่อนเสียทั่ว.

“ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ยังมีหวัง บอบบี้ ยอดรัก……ยอดชีวิตของฉัน” หล่อนกล่าวด้วยเสียงอันแผ่วเบา “เราจะต้องจากกัน…แต่เราจะไม่จากกันไปเลย บอบบี้ พระผู้เป็นเจ้า……โลก……ชีวิตคงจะไม่ดุร้ายสำหรับเราเป็นแน่ เราจะได้พบกันอีกเป็นแน่ พบกัน…รักกัน…และอยู่ด้วยกันเช่นนี้”

“เธอไปอยู่เมืองไทยนานเข้า เธออาจเบื่อและต้องการกลับไปหาพวกเราอีก ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์อย่างที่เธอเคยชอบมาแล้ว บอบบี้” หล่อนเรียกพลางโน้มศีรษะให้เข้าไปใกล้หล่อน “ถ้าวันใดเธอต้องการจะกลับไปอยู่กับเรา ทำงานกับพวกเรา และถ้าเธอไม่มีเงินก็เขียนจดหมายไปให้ฉันหรืออาร์โนลด์ที่สโมสรฯ เราจะพยายามเก็บเงินไว้แล้วส่งให้ไปเป็นค่าโดยสารของเธอ เราต้องการเธอ……ต้องการเธอเสมอ”

“ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่” ข้าพเจ้ากล่าวขึ้นลอยๆ “เราจะต้องมีหวังเสมอ ฉันจะพยายามจำคำพูดนี้ของเธอไว้ และจะพยายามหวัง……หวังว่าจะได้พบเธออีก……”

“บอบบี้” หล่อนกล่าววิงวอน “เธอไปเซี่ยงไฮ้กับฉันซี เราไปเที่ยวปักกิ่งด้วยกัน แล้วเธอนัดพบกับเซอร์เปอร์ซีเวิลที่เซี่ยงไฮ้เมื่อเธอกลับจากปักกิ่งแล้ว ฉันไม่อยากเดิรทางคนเดียว”

“มีเรือ ‘เอ๊กสเปรส’ จากโยโกฮามา ถึงเซี่ยงไฮ้เพียง ๒๘ ชั่วโมงเท่านั้น มาเรีย……”

“ถูกแล้ว” หล่อนสอดขึ้น “เราไปด้วยกันคงสนุก ก่อนที่เธอจะต้องกลับเมืองไทยฉันอยากจะเห็นเธอ…อยู่กับเธอให้มากที่สุด เราจะลากัน…จากกันที่เซี่ยงไฮ้ บอบบี้ เซี่ยงไฮ้เห็นจะเหมาะกว่าโตเกียวที่เราจะต้องจากกัน ฉันต้องการให้เธอมากับฉัน”

รุ่งขึ้น ข้าพเจ้าไปพูดกับเซอร์เปอร์ซีเวิลฮัมเฟรย์เรื่องจะไปเซี่ยงไฮ้กับมาเรีย ชั้นแรกออกจะขัดข้องแต่เมื่อข้าพเจ้าชี้แจงความจำเป็นให้ทราบแล้วก็เป็นอันว่าเรียบร้อย ตลอดเวลาที่เดิรทางอยู่กับเซอร์เปอร์ซีเวิลและพอลลี ข้าพเจ้าพึ่งมารู้สึกเดี๋ยวนี้เองว่าคนรักทั้งสองนี้ต้องการข้าพเจ้าเพียงไหน เราไม่เคยห่างกันเกินกว่าสัปดาห์หนึ่งเลยตั้งแต่ข้าพเจ้าไปผ่านัยน์ตามาแล้ว มาอยู่ญี่ปุ่นเราก็อยู่ด้วยกัน เที่ยวด้วยกันสนุกสนานยิ่งนัก.

“อีกสามอาทิตย์เราจะถึงจะไปเมืองเซี่ยงไฮ้ได้ บอบบี้” ท่านเซอร์สหายที่รักของข้าพเจ้าชี้แจง “เรามั่นใจว่าพอไปถึงเราจะพบเธอได้ที่นั้น ระหว่างที่เรายังไม่ไป เธอก็ไปเที่ยวปักกิ่งและเมืองอื่นๆ กับพวกหนังสือพิมพ์ แล้วจะได้มาเล่าสู่กันฟัง”

“พอลลี” ข้าพเจ้าถาม “เธอไม่อยากไปเที่ยวเมืองจีนกับเราบ้างหรือ?”

“อะไรได้ บอบบี้” พอลลีพูดหวัวเราะเป็นเชิงสัพยอก “ฉันไม่ต้องการจะไปขัดคอเธอนี่ อีกประการหนึ่งพ่อฉันก็หงอยตายซี…อยู่ญี่ปุ่นคนเดียว เราไปพบกันที่เซี่ยงไฮ้ก็แล้วกัน…อีกราวสามอาทิตย์”

“บอบบี้” เซอร์เปอร์ซีเวิลกล่าวเตือนอย่างล้อกลายๆ “อย่าเอามาเรียเข้าไปกรุงเทพฯ ด้วยนะ จะลำบาก”

“เอาเข้าไปไม่ได้ดอก ไม่มีทาง” ข้าพเจ้าตอบ “แต่ผมเชื่อว่าผมจะมาพบมาเรียได้อีกที่เมืองนอก…อิตาลีหรืออังกฤษ ผมจะพยายามหาเงินและเก็บสะสมไว้บ้าง ตราบใดที่เรายังคงมีชีวิตอยู่ เราก็ยังคงมีหวัง”

“พรุ่งนี้เราจะมีดินเนอร์เลี้ยงส่งเธอและมาเรีย” เซอร์เปอร์ซีเวิลกล่าวขึ้น “เรามีของสำหรับจะให้เธอไว้เป็นที่ระลึก เธอจำได้ไหมที่เราเคยพูดกันว่า มีช้างเผือกที่ขาวเหมือนสำลี แต่เธอสาบาลว่าไม่จริง พรุ่งนี้พอลลีกับฉันจะจูงมาให้เธอตัวหนึ่ง และจะบังคับให้เอาใส่เรือไปเซี่ยงไฮ้และเมืองไทยด้วย เธอจะโปรดว่าประการใด?”

“ผมก็ยินดีจะเอาไปเมืองไทยด้วยเท่านั้น”

คืนรุ่งขึ้น เซอร์เปอร์ซีเวิลมีการเลี้ยงส่งข้าพเจ้าและมาเรียเป็นพิเศษที่ในโฮเต็ลอิมพีเรียล มีพวกพ่อค้าคหบดีชาวยุโรปและญี่ปุ่นมาร่วมวงกับเราด้วยหลายคน มีการดื่มส่ง ชักเปี๊ยะ กล่าวสุนทรพจน์กันอย่างสนุกสนาน ก่อนการเลี้ยงจะถึงที่สุด ข้าพเจ้าเห็นเซอร์เปอร์ซีเวิลหยิบหีบไม้ขัดมันขึ้นวางไว้บนโต๊ะ เปิดขึ้น รื้อเอาสำลีซึ่งปิดอยู่ออกมากองไว้ แล้วร้องให้พอลลีดึงเอาช้างเผือกขาวเป็นสำลีขึ้นมายื่นให้ข้าพเจ้า ช้างตัวนั้นทำโดยฝีมือชาวญี่ปุ่น มีลักษณะคล้ายของจริงที่สุด เป็นของที่ระลึกได้ดียิ่ง ช้างตัวนั้นขาวงาม มีแท่นทำด้วยไม้ดำ จารึกว่า “ให้บอบบี้ เพื่อนที่รักยิ่งของเราในกรุงโตเกียว” และมีพวกที่นั่งอยู่รอบโต๊ะเซ็นนามไว้เต็มไปหมด…เพื่อเป็นพะยานแห่งความไมตรีจิตต์ซึ่งเขาทั้งหลายมีต่อข้าพเจ้า คิดดูก็น่าปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้ายังคงเก็บกุญชรเผือกตัวนั้นไว้บนโต๊ะหนังสือที่บ้านและจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกอันมีค่าสูงสุดเสมอชั่วกัลปาวสาน.

ข้าพเจ้าลุกขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ขอบใจผู้ที่มาประชุมให้เกียรติยศแก่ข้าพเจ้า และเราก็พากันเข้าไปเต้นรำในห้องพิเศษของเซอร์เปอร์ซีเวิลจน ๒ ก.ท. แห่งวันรุ่งขึ้นจึงเป็นอันเสร็จงาน.

ข้าพเจ้าเป็นคนไทยคนหนึ่ง แต่แปลกที่พอไปถึงญี่ปุ่น สถานทูตไม่ต้องการที่จะพบหรือช่วยเหลือเสียเลย เจ้าคุณจำนงค์ฯ เวลานั้นเป็นอัครราชทูต ‘ปิดประตู’ ไม่ต้องการให้ข้าพเจ้าไปเกี่ยวข้องกับสถานทูตเป็นอันขาด ไม่ต้องการที่จะพบ ดูประหนึ่งว่าข้าพเจ้าเป็นคนไทยที่ถูกเนรเทศมาฉะนั้น ความจริงข้าพเจ้าไม่ต้องการให้เจ้าคุณจำนงค์ฯ ช่วยในกิจส่วนตัวอะไรทั้งสิ้น การที่รู้สึกว่าต้องไปเยี่ยมสถานทูตก็เพราะจะไปรายงานตัวและไป ‘วีซ่า’ หนังสือเดิรทาง ข้าพเจ้าทราบจากผู้ที่อยู่ในญี่ปุ่นว่าเจ้าคุณจำนงค์ฯ เป็นเช่นนั้นสำหรับนักเรียนไทยธรรมดาทุกคนที่ผ่านมาทางญี่ปุ่น เมื่อมาโดนเข้าเช่นนั้นข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกแปลกอะไรนัก ในโลกนี้มีคนอยู่หลายจำพวก ข้าพเจ้าเป็นพวกหนังสือพิมพ์ เจ้าคุณจำนงค์ฯ เป็นอัครราชทูต.

ตามที่เราเข้าใจกัน หน้าที่ของราชทูตมีอยู่ว่าจะต้องเป็นผู้แทนรัฐบาลและช่วยดูแลทุกข์สุขของคนไทยที่พลัดพรากไปต่างประเทศบ้างตามสมควร ข้าพเจ้าหวังว่าเจ้าคุณจำนงค์ฯ คงจะทำหน้าที่เป็นผู้แทนรัฐบาลสยามมาแล้วเป็นอันดี แต่สำหรับหน้าที่ช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่หลงเข้าไปอยู่ญี่ปุ่น เจ้าคุณฯ มองไม่เห็นทางว่าจะต้องช่วยเหลือทำไม ท่านเป็นคนใจแคบเกินที่จะคิดถึงอกผู้อื่น แม้ว่าผู้นั้นยังเป็นเด็ก…เป็นนักเรียน และเป็นคนแปลกถิ่น เป็นคนไทย เดี๋ยวนี้เจ้าคุณจำนงค์ฯ ได้เลื่อนตำแหน่งย้ายไปเป็นทูตอยู่ประเทศอิตาลี ข้าพเจ้าหวังว่าท่านคงจะมีอายุเจริญพอที่จะรู้จักหน้าที่ๆ ท่านจะต้องทำให้ครบบริบูรณ์ ข้าพเจ้าได้เที่ยวมาในประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลกและเคยรักใคร่นับถือราชทูตไทยมาแล้วหลายคน แต่สำหรับเจ้าคุณจำนงค์ฯ ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นที่น่าเสียดายนัก.

เรา-มาเรียและข้าพเจ้า-ออกเดิรทางจากโกบีโดยเรือ ฮาโกนิมารู ซึ่งเป็นเรือโดยสารเร็วพิเศษ (Express) วิ่งจากโกบีถึงเซี่ยงไฮ้เพียง ๒๘ ชั่วโมงเท่านั้น ที่ท่าเรือเมืองเซี่ยงไฮ้เราพบพวกหนังสือพิมพ์มาคอยรับหลายคน มีอาร์โนลด์และแจ๊คปาร์เกอร์อยู่ด้วย เรื่องการเผชิญภัยในเมืองจีนของข้าพเจ้าเป็นเรื่องยืดยาว และเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีหน้ากระดาษและเวลาพอที่จะเล่าอย่างถี่ถ้วนได้ แต่ข้าพเจ้าต้องการให้เข้าใจไว้ว่าข้าพเจ้าได้ดำเนิรชีวิตอย่างผู้แทนหนังสือพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง เที่ยวไปในเมืองจีน......ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง​ ฯลฯ แม้ว่าต้องเผชิญภัยอย่างน่าอันตรายที่สุดหลายครั้งหลายหน ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกสนุกสบายอย่างไม่มีสิ่งใดเทียม เพราะทำให้หวนนึกถึงวันและเวลาซึ่งได้ผ่านพ้นไปแล้ว......วันที่ได้เคยทำงานอยู่ในเมืองอังกฤษ เที่ยวไปตามประเทศต่างๆ อยู่ในสมาคมของชนแปลกชาติแปลกภาษา และอยู่ในหมู่เพื่อนพวกหนังสือพิมพ์ด้วยกัน ไหนๆ จะต้องกลับบ้านแล้วข้าพเจ้าก็จะขอเที่ยวและทำงานให้สนุกเสียเป็นครั้งสุดท้าย ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าเมื่อกลับไปเมืองไทยแล้วจะกลับมาสนุกเช่นนี้ได้อีกจนวันตาย เวลานั้นข้าพเจ้าบ้าพอที่จะซื้อความสนุกในเมืองจีนด้วยชีวิต ด้วยความสมบูรณ์แห่งร่างกายและด้วยเงินทุกๆ เหรียญที่มีอยู่ในกะเป๋า การที่สามารถกลับจากเมืองจีนมาเมืองไทยได้ ยังเป็นคนมีอวัยวะสมบูรณ์ไม่ทุพพลภาพนั้นเป็นวาสนาส่วนหนึ่ง.

ปักกิ่งเป็นเมืองที่แปลก แม้จะเดือดร้อนกันอยู่ทุกเส้นหญ้า กรุงปักกิ่งก็ยังมีสถานที่และเวลาที่นักเผชิญภัยอย่างพวกเราจะสนุกเพลิดเพลินได้ ไม่ว่าจะเดิรไปที่ไหนก็มีแต่คนทุพพลภาพ อดอยากเดิรโซเซและนอนเกลื่อนกลาดอยู่ทุกหนทุกแห่ง ประเดี๋ยวๆ ก็มีเสียงยิงกันสนั่นหวั่นไหวเสียคราวหนึ่ง ชาวต่างประเทศก็เป็นที่เกลียดชังของชาวพื้นเมืองโดยมาก ถ้าเราผลัดเข้าไปอยู่ในหมู่ชาวเมืองแล้ว ก็เป็นอันว่ามีความหวังที่จะรอดชีวิตกลับมาได้น้อยเต็มที เขากะวงให้พวกเราอยู่เพื่อป้องกันมิให้เราเป็นอันตราย แต่เรา...นักหนังสือพิมพ์...มีเลือดเป็นนักเผชิญภัย พยายามหนีออกไปปะปนอยู่กับพวกพลเมืองแทบทุกคืน บางราวก็หายไปตั้งสามสี่วันจึงกลับมาได้ ข้าพเจ้าทิ้งมาเรียไว้ที่บ้านมิสเตอร์โรนาลด์สไมลติดกับกงสุลอังกฤษหลายหน แล้วหนีออกไปเที่ยวกับอาร์โนลด์และแจ๊คปาร์เกอร์ หนีไปเที่ยวจนหล่อนรู้สึกหวั่นไปว่าจะเป็นอันตราย.

การทารุณโหดร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งนอกและในบริเวณกรุงปักกิ่งตามที่เราได้เห็น เป็นภาพที่ทารุณโหดร้ายและป่าเถื่อนที่สุด ไม่มีหนังสือพิมพ์ใดสามารถจะนำข่าวอันแท้จริงมาลงให้มหาชนอ่านได้เป็นอันขาด ข่าวโทรเลขเรื่องเมืองจีนซึ่งปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ในยุโรปและอเมริกาล้วนเป็นข่าวที่เล็กน้อยเกือบจะเรียกว่าคิดเอาเองทั้งสิ้น จีนทำแก่ชาวต่างประเทศอย่างไร และชาวต่างประเทศบางพวกทำแก่จีนอย่างไรนั้นเหลือวิสัยที่หนังสือพิมพ์จะนำมาลงได้ เป็นอันว่าไม่มีใครทราบความจริงนอกจากผู้ที่ไปเห็นมาแล้วด้วยตาตนเอง.

ข้าพเจ้าเที่ยวอยู่ในปักกิ่งได้เพียงสัปดาห์เศษ เนื่องจากต้องฝ่าอันตรายไม่เว้นวัน ทนความลำบาก ไม่เป็นอันกินอันนอนได้สะดวก ก็ล้มเจ็บลง อาการไข้ของข้าพเจ้ามีแต่จะกำเริบขึ้นทุกวัน นายแพทย์ประจำในอาณาเขตต์ของอเมริกันบอกว่าข้าพเจ้าเป็นโรคหัวใจรั่ว ไม่มีกำลังพอที่จะต่อสู้กับโรคได้เต็มที่ กว่าจะหายคืนตัวมาได้ก็อีกนาน กรุงปักกิ่งกำลังอยู่ในระหว่างศึก สิ่งของอัตคัด ควรจะหาหนทางส่งข้าพเจ้าไปอยู่ที่เนอร์สซิงโฮมที่เซี่ยงไฮ้จะสะดวกกว่า ทั้งๆ ที่กำลังป่วยอยู่ ข้าพเจ้าเดิรทางจากปักกิ่งมากับอาร์โนลด์และมาเรียถึงเซี่ยงไฮ้ ข้ามน้ำเดิรพงบุกบั่นมาจนถึง.

เนอร์สซิงโฮมหรือโรงพยาบาล ‘ไปรเวต’ เซนต์ปีเตอร์สในถนนบับบลิงเวลส์โรด เป็นตึกน้อยหลังหนึ่งทาสีเทา ที่นั้นมีนายแพทย์และนางพยาบาลดี อาร์โนลด์และมาเรียผลัดกันมาเยี่ยมข้าพเจ้าทุกวัน.

“อาร์โนลด์เขาจะแต่งงานเร็วๆ นี้ เธอรู้หรือยัง บอบบี้” มาเรียบอกข้าพเจ้าวันหนึ่ง “เขาพบผู้หญิงที่ปักกิ่ง ชื่อ ยูนเฟรเซอร์ หล่อนจะมาแต่งงานกับเขาที่นี่……ที่เซี่ยงไฮ้”

“อาร์โนลด์บอกฉันแล้ว มาเรีย” ข้าพเจ้าตอบ “ก็เธอเล่า แม่ยอดรัก เมื่อไรเธอจะแต่งงานเสียบ้าง?”

หล่อนนิ่งอยู่สักครู่จึงตอบอย่างขมขื่นว่า “จ้ะ บอบบี้ ฉันคงจะต้องแต่งงานวันหนึ่ง เมื่อฉันรู้สึกต้องการ เวลานี้ดูคล้ายกับว่าความรักของฉันตายเสียแล้ว”

ข้าพเจ้ายังคงนอนอยู่บนเตียง ยังคงป่วย พอเหลือบตาขึ้นดูหล่อนก็เห็นได้ว่ามาเรียกำลังร้องไห้ ข้าพเจ้าพยายามหลับตาเมินหน้าไปเสียทางอื่น วันและเวลาที่เราจะต้องจากกันใกล้จะมาถึงอยู่แล้ว…..

เซอร์เปอร์ซีเวิลและพอลลีมาถึงเซี่ยงไฮ้ในระหว่างที่ข้าพเจ้ายังคงอยู่ในเนอร์สซิงโฮม คนทั้งสองไปหาข้าพเจ้าพร้อมกับมาเรียและอาร์โนลด์ พอลลีพอเข้ามาถึงก็ตรงเข้าป้อนไอสกริมข้าพเจ้าทีเดียว ความสนิทสนมอย่างพี่น้องของเรายังคงดำรงอยู่เช่นเดิม.

“บอบบี้ ถ้ารู้ว่าเธอจะมาเจ็บเช่นนี้” หล่อนพูด “เราไม่ยักยอมให้เธอมาก่อนเราดอก” หันไปทางมาเรีย “มาเรีย เป็นโทษผิดอย่างร้ายแรงของเธอที่พาเอาบอบบี้มาเสียจากเรา”

มาเรียหวัวเราะแล้วตอบว่า “เป็นความผิดของเธอ พอลลี เพราะเธออยากอนุญาตให้เขามา”

“เราจะต้องตั้งต้นเดิรทางไปอินเดียมะรืนนี้” เซอร์เปอร์ซีเวิลพูดขึ้น “บอบบี้ เธอเห็นจะหายไม่ทันกะมัง?”

“บอบบี้จะต้องอยู่ในเนอร์สซิงโฮมอย่างน้อยอีกสัปดาห์หนึ่ง” มาเรียตอบ “เธอต้องไปก่อน เซอร์เปอร์ซีเวิล อยู่ทางนี้เรา…อาร์โนลด์และดิฉัน…จะช่วยกันดูแลจนสุดความสามารถ”

“แน่นะ มาเรีย?” ท่านเซอร์เปอร์ซีเวิลถามเป็นเชิงสัพยอก.

“แน่ เซอร์เปอร์ซีเวิล” หล่อนตอบ.

“เราจะพบกันอีก บอบบี้” ท่านเซอร์กล่าวกับข้าพเจ้า “ฉันจะไปเมืองไทยวันหนึ่ง เธอก็จะไปถึงเมืองนอกวันหนึ่ง เราจะพบกันแน่”

“แน่นอน เปอร์ซี”

สองวันต่อมา คนทั้งสองที่รักของข้าพเจ้าก็ออกเดิรทางโดยเรือญี่ปุ่นลำหนึ่ง อาร์โนลด์และมาเรียทิ้งข้าพเจ้าไว้คนเดียว เพราะเขาต่างก็ไปส่งกันหมด ข้าพเจ้านอนอยู่ในห้องแต่ผู้เดียว หงอย กังวลและเศร้า ระลึกถึงแต่ที่เซอร์เปอร์ซีเวิลได้พูดไว้ว่า “เราจะพบกันอีก ฉันจะไปเมืองไทยวันหนึ่ง เธอก็จะไปเมืองนอกวันหนึ่ง เราต้องพบกันแน่”

หายเจ็บ ออกจากเนอร์สซิงโฮมได้สามวัน ข้าพเจ้าก็ถูกเกณฑ์ให้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว มาเรียเป็นเพื่อนเจ้าสาว ในการวิวาหมงคลระหว่างนางสาวยูนเฟรเซอร์ กับ นายอาร์โนลด์แบริงตัน เสียงระฆังในโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ดังก้องทั่วอาณาเขตต์เมืองเซี่ยงไฮ้ ข้าพเจ้าจ้องดูหนุ่มสาวทั้งคู่ในขณะที่ยืนอยู่ตรงหน้าท่านบาดหลวงรูปร่างสูงใหญ่ผู้มีสง่า..ด้วยความเสียดาย ทำไมหนอมาเรียจึงไม่แต่งงานเสียกับอาร์โนลด์ อาร์โนลด์เป็นผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันที่ดีที่สุดที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักมาในชีวิต ถ้ามาเรียได้แต่งงานกับคนเช่นอาร์โนลด์หล่อนจะเป็นสุขอย่างยิ่งทีเดียว และข้าพเจ้ามั่นใจว่าวันหนึ่งหล่อนคงจะได้ต้องพบความสุขเช่นนั้น.

วันที่เรา-มาเรียและข้าพเจ้า-จะต้องจากกันก็มาถึง มาเรียได้รับคำสั่งให้ไปประจำการที่สำนักงานในนิวยอร์ค ส่วนข้าพเจ้าจะกลับเมืองไทย การลาของเราได้เป็นไปอย่างเศร้าที่สุด.

คืนก่อนวันที่เรือ ‘เปรสิเด็นต์แทฟต์’ ซึ่งเป็นเรือที่มาเรียจะโดยสารผ่านญี่ปุ่นไปอเมริกาจะออกจากเซี่ยงไฮ้ เรา-มาเรียและข้าพเจ้า-พักอยู่ที่ภัตตาคารแอสเตอร์ ก่อนเข้านอนเรานั่งอยู่ด้วยกันบนเก้าอี้นวมยาวในห้องนั่งเล่นชั้นบน อากาศคืนนั้นชื้นแฉะ หน้าต่างตรงหน้าเราเปิดไปเห็นความมืดภายนอกและไม่เห็นอะไรอื่นเลย เราปรับทุกข์กันถึงโชคของเราทั้งสอง พูดถึงความรักและความมั่นคงของเราในความรักอันซื่อสัตย์สุจริต ความรักของเราแม้จะมีอุปสรรคมาขัดขวางอยู่บ้างบางครั้งบางคราว ก็ยังเป็นความรักที่ราบรื่น เต็มไปด้วยความหวาน ความเจริญ และความบริสุทธิ์ เราจะต้องจากกัน ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกหรือไม่ในชาตินี้ แต่ความรักของเรายังจะคงฝังอยู่ภายในความทรงจำของเราอย่างไม่มีวันที่จะศูนย์หายไปได้เลย.

รุ่งขึ้นเช้า เป็นวันและเวลาที่เรือ ‘เปรสิเด็นต์แทฟต์’ ออกจากท่าพาสตรียอดรักคู่ชีวิตของข้าพเจ้าไปเสียด้วย ข้าพเจ้าขึ้นไปส่งหล่อนบนเรืออำลาและจุมพิตกันด้วยความอาลัยรักอย่างหวานและเศร้าที่สุด เสียงระฆังดังเตือนให้ผู้ที่ไปส่งญาติและเพื่อนลงจากเรือรัวอยู่ ใจเราทั้งสองก็ยิ่งเต้น…เต้นหนักเข้าทุกที.

“ลาก่อน แม่ยอดรัก” ข้าพเจ้ากล่าวเสียงสั่น “ลาก่อน มาเรีย”

“ลาก่อน บอบบี้” หล่อนกล่าวตอบ “ลาก่อน พ่อยอดรัก คู่ชีวิต ฉันรักเธอ บอบบี้ และจะรักเธอเสมอจนวันตาย”

“ลาก่อน มาเรีย” ข้าพเจ้ากล่าวพลางถอยหลังไปจะลงบันไดเรือ “ลาก่อน แม่ยอดรัก ฉันรักเธอ และจะรักเธอจนวันตาย”

ข้าพเจ้ารีบลงจากเรือเพราะพวกกะลาสีเร่ง ยืนเพ่งดูเรือซึ่งกำลังเคลื่อนอยู่ มาเรียยืนอยู่บนดาดฟ้า โบกผ้าอยู่ไปมา ข้าพเจ้าโบกตอบ นั่นคือการอำลาครั้งสุดท้ายของเรา.

สองวันต่อมา ข้าพเจ้าก็โดยสารเรือ ‘ฮาโกซากีมารู’ กลับกรุงสยาม ผ่านฮ่องกง ลงเรือที่สิงคโปร์ จากสิงคโปร์จับเรือ ‘เดย์ลี’ ตัดตรงมายังกรุงเทพมหานคร.

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ