ตอนที่ ๓ สมัยแรกพระพุทธสาสนาเปนประธานของประเทศ

เมื่อพุทธกาลล่วงมาได้ราว ๒๐๐ ปี พระเจ้าอาเลกซานเดอ เมืองมสิโดเนียมีอานุภาพขึ้นในยุโรป ยกรี้พลพวกโยนก๑๑ เที่ยวปราบปรามต่างประเทศ ขยายราชอาณาเขตออกมาทางทิศตวันออก จนถึงแผ่นดินอินเดียเมื่อ พ.ศ. ๒๑๖ แต่ยังมิทันที่จะได้มคธราฐไว้ในอำนาจ พระเจ้าอาเลกซานเดอมหาราชถึงทิวงคต ราชอาณาเขตที่พระเจ้าอาเลกซานเดอรวบรวมไว้ได้แตกกันออกเปนหลายก๊ก ชาวโยนกที่เปนแม่ทัพของพระเจ้าอาเลกซานเดอ ต่างตั้งตัวเปนเจ้าแผ่นดินครองบ้านเมืองเปนหลายอาณาเขตด้วยกัน มีพวกโยนกตามมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ในอาณาเขตเหล่านั้นเปนอันมาก ในคราวเกิดยุคเข็ญทางปลายแดนอินเดียฝ่ายตวันตก เมื่อพระเจ้าอาเลกซานเดอมหาราชมาย่ำยีครั้งนั้น มีชาวอินเดียคนหนึ่งชื่อจันทรคุปต์ เกิดในสกุลโมลียะ เปนผู้มีสติปัญญาสามารถอาศรัยโอกาศในเวลาอาณาเขตของพระเจ้าอาเลกซานเดอแตกกันเปนหลายก๊ก ซ่องสุมผู้คนที่แตกฉานอยู่ทางชายแดนอินเดียข้างตวันตกรวบรวมเปนบริวารได้เปนอันมาก แล้วตีบ้านเมืองอันเปนอาณาเขตมคธราฐขยายอำนาจเข้ามาโดยลำดับ จนชิงราชสมบัติในมคธราฐได้เมื่อ พ.ศ. ๒๒๑ ก็ราชาภิเษกเปนพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่าพระเจ้าจันทรคุปต์ เปนปฐมกษัตริย์โมลียราชวงศ ครองเมืองปาฏลีบุตรมหานครเปนราชธานี แลครั้งนั้นทางแว่นแคว้นแดนดินต่ออินเดียไปทางตวันตก อันพวกโยนกแยกอาณาเขตของพระเจ้าอาเลกซานเดอตั้งเปนหลายก๊กนั้น พระเจ้าเซลอยโกสได้ครองก๊กหนึ่ง ซึ่งเรียกนามว่าประเทศแบคเตรีย (บัดนี้อยู่ในเขตเตอกิสถาน แลประเทศอาฟฆานิสถาน) หมายจะขยายอาณาเขตเข้ามาในแผ่นดินอินเดียอย่างเช่นพระเจ้าอาเลกซานเดอมหาราช จึงยกกองทัพบุกรุกตีบ้านเมืองชายแดนมคธราฐเข้ามา ได้สู้รบกันกับกองทัพพระเจ้าจันทรคุปต์ พวกโยนกสู้ชาวอินเดียไม่ได้ พระเจ้าเซลอยโกสต้องขออย่าทัพ โดยยอมยกราชธิดาให้เปนมเหษีของพระเจ้าจันทรคุปต์ แลยกหัวเมืองในแว่นแคว้นคันธารราฐ (คือที่เปนมณฑลพายัพในอินเดีย แลต่อไปจนที่เปนหัวเมืองข้างฝ่ายใต้ของประเทศอาฟฆานิสถานบัดนี้) ให้เปนอาณาเขตของมคธราฐด้วย แต่นั้นพระเจ้าจันทรคุปต์ก็รุ่งเรืองเกียรติยศเปนพระเจ้าราชาธิราชขึ้นในมัชฌิมประเทศ ครั้นพระเจ้าจันทรคุปต์ทิวงคต ราชโอรสได้รับรัชทายาท ทรงพระนามว่าพระเจ้าพินทุสารอมิตฆาฏ เปนพระเจ้าราชาธิราชต่อมา แผ่ราชอาณาเขตกว้างขวางออกไปกว่าแต่ก่อน ทั้งทางทิศเหนือแลทิศตวันออก แลตั้งอุปราชไปครองประเทศต่าง ๆ ที่ได้ไว้ในราชอาณาเขต ราชโอรสองค์หนึ่งทรงนามว่าอโศกราชกุมาร ได้เปนอุปราชครองมณฑลอะวันติ อยู่ณเมืองอุชเชนีทางทิศตวันตกเฉียงใต้แห่งมคธราฐอยู่จนพระราชบิดาทิวงคต แล้วได้ราชสมบัติเมื่อราว พ.ศ. ๒๗๐ ทรงพระนามว่า พระเจ้าอโศกปิยทัสสี ครองราชอาณาจักรเปนพระเจ้าราชาธิราชต่อมา เปนรัชกาลที่ ๓ ในโมลิยราชวงศ พระเจ้าอโศกแรกได้เสวยราชย์ก็ตั้งพระราชหฤทัยจะขยายราชอาณาเขตให้กว้างขวางใหญ่ยิ่งออกไปตามเยี่ยงอย่างพระเจ้าอัยกาแลพระราชบิดาได้ประพฤติมาแต่ก่อน จึงยกกองทัพลงไปตีประเทศกาลิงคราฐ หมายจะขยายราชอาณาเขตต่อลงไปทางฝ่ายใต้ แต่เมื่อพระเจ้าอโศกทำสงครามมีชัยชนะได้ประเทศกาลิงคราฐไว้ในอำนาจ ทรงทราบว่าในการที่รบพุ่งกันครั้งนั้น พวกชาวกาลิงคราฐถูกฆ่าฟันตายตั้งแสน ก็เกิดสังเวชพระราชหฤทัย ดำริห์ว่าการที่พระมหากษัตริย์แสวงหาเกียรติยศแลอาณาเขตด้วยทำให้มนุษย์ต้องเดือดร้อนล้มตายอย่างนั้นหาควรไม่ แต่นั้นพระเจ้าอโศกก็เกิดเลื่อมใสเห็นจริงในพระพุทธสาสนา เลิกทำศึกสงคราม ขวนขวายแต่ในการที่จะทำนุบำรุงพระราชอาณาเขตโดยทางธรรมต่อมา จนได้พระนามปรากฎว่า “พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช” ด้วยประการฉนี้

ตรงนี้จะแสดงความวินิจฉัยแทรกลงสักหน่อย ด้วยเรื่องราชประวัติแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ก่อนกล่าวกันมาตามความที่ปรากฎในหนังสือเรื่องมหาวงศ ซึ่งพระมหานามเถรแต่งในลังกาทวีปเปนสำคัญ ครั้นภายหลังนักปราชญ์ตรวจค้นของโบราณในอินเดีย พบศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก อ่านได้ความแตกต่างกันกับที่กล่าวในหนังสือมหาวงศหลายข้อ อีกประการหนึ่ง ในเรื่องมหาวงศ เมื่อกล่าวถึงเหตุที่ทำให้พระเจ้าอโศกทรงเลื่อมใสพระพุทธสาสนา มักอ้างไปในทางข้างปาฏิหาร มิได้พิจารณาพฤติการทางฝ่ายอาณาจักร จึงลองวินิจฉัยเหตุที่พระเจ้าอโศกทรงเลื่อมใสทำนุบำรุงพระพุทธสาสนาดูในที่นี้ เห็นว่าแม้พระเจ้าอโศกจะทรงเบื่อหน่ายการทำศึกสงครามก็ดี ก็ยังคงเปนพระเจ้าราชาธิราชปกครองพระราชอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล หน้าที่ของพระราชามหากษัตริย์ยังมีประจำพระองค์อยู่ คือที่จะต้องระวังรักษาพระราชอาณาเขต มิให้อริราชศัตรูภายนอกบังอาจเข้ามาย่ำยี แลอย่าให้มีศัตรูภายในก่อการกำเริบขึ้น ครั้งนั้นพระเจ้าอโศกได้แผ่พระราชอาณาเขตกว้างขวางออกไปกว่าเดิมอีก ๒ มณฑล เรียกชื่อในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกว่ามณฑล “โตสาลี” (ซึ่งผู้ศึกษาโบราณคดีสันนิษฐานว่าจะเปนแว่นแคว้นเธาลีในอาณาเขต โอริสสะ) มณฑล ๑ มณฑล “สุวรรณคิรี” (ซึ่งผู้ศึกษาโบราณคดียังหาหลักฐานไม่พบว่าจะเปนที่ไหน เข้าใจว่าจะอยู่มาทางข้างตวันออก๑๒) มณฑล ๑ กำลังทแกล้วทหารที่จะป้องกันรักษาราชอาณาเขตก็ดี แลราชานุภาพสำหรับปราบปรามผู้ประพฤติล่วงลเมิดภายในราชอาณาเขตก็ดี เชื่อว่าคงมีอยู่ตามเดิมหมด มิได้ลดหย่อนเพราะเหตุที่เลิกทำศึกสงคราม เปนแต่พระเจ้าอโศกสิ้นพระราชประสงค์ที่จะเที่ยวรบพุ่งตีบ้านเมืองขยายราชอาณาเขตต่อออกไปอีก ข้อนี้ก็ควรยกย่องพระเกียรติยศแต่ว่าไม่เปนอัศจรรย์ เพราะพระเจ้าแผ่นดินซึ่งมีอานุภาพมากถึงปานนั้น แม้ไม่ไปเบียดเบียนใคร ใครก็ไม่กล้ามาเบียดเบียน ข้ออัศจรรย์อยู่ที่เมื่อเลิกทำสงครามแล้ว พระเจ้าอโศกทรงพยายามปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินโดยธรรมานุภาพ ก็ลักษณที่ปกครองโดยธรรมานุภาพนั้น จะผิดกับวิธีการปกครองอย่างแต่ก่อนเปนประการใด ข้อนี้สันนิษฐานว่าโดยย่อ คือแต่ก่อนนั้นวิธีรัฐบาลปกครองราษฎร เปนอย่างนายปกครองบ่าว Autocratic พระเจ้าอโศกทรงเปลี่ยนแปลงเปนอย่างบิดาปกครองบุตร Paternal คือนอกจากการปกครองให้บ้านเมืองเปนสันติสุข แลทำนุบำรุงให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ในทางโลก พระเจ้าอโศกมีพระราชประสงค์จะชักจูงอาณาประชาราษฎรให้ประพฤติธรรมปฏิบัติเปนพลเมืองดีด้วย ข้อนี้เปนมูลเหตุให้พระเจ้าอโศกทรงปรารภถึงสาสนา ซึ่งสอนธรรมปฏิบัติ ปรากฎในศิลาจารึกว่า ในสมัยนั้นคติธรรมที่มีผู้คนนับถือมากในมคธราฐมีอยู่ ๔ คติด้วยกัน คือคติธรรมตามพระพุทธสาสนา ๑ คติธรรมตามสาสนาพราหมณ์ ๑ คติธรรมตามสาสนาไชนะของพวกเดียรถีย์นิครนถ์ ๑ แลคติธรรมของพวกอาชีวก ๑ พระเจ้าอโศกทรงพระราชดำริห์เห็นว่าคติธรรมในพระพุทธสาสนาล้ำเลิศประเสริฐกว่าสาสนาอื่นๆ จึงทรงอุปถัมภกยกพระพุทธสาสนาขึ้นประกาศสั่งสอนเปนศีลธรรมแก่ประชาชน พระพุทธสาสนาจึงได้ขึ้นสู่ฐานะสาสนาอันเปนประธานแห่งประเทศแต่นั้นมา แต่ลัทธิสาสนาอื่น ๆ พระเจ้าอโศกก็มิได้ทรงเบียดเบียน เปนแต่ไม่ทรงทำนุบำรุงเท่าพระพุทธสาสนา

การที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงอุปถัมภกยกพระพุทธสาสนาขึ้นเปนประธานสำหรับประเทศ แม้เนื่องในรัฏฐาภิปาลโนบายก็ดี แต่ปรากฎหลักฐานในที่ทั้งปวง มีคำจารึกของพระเจ้าอโศกทรงประกาศเองเปนต้น ว่าทรงเลื่อมใสในพระพุทธสาสนาโดยแท้จริงอย่างมั่นคง ถึงได้อุทิศถวายพระองค์เปนอุบาสก แล้วได้เสด็จออกทรงผนวชเปนพระภิกษุภาวะอยู่คราวหนึ่ง (เปนต้นแบบอย่างที่พระเจ้าแผ่นดินผู้เปนพุทธสาสนูปถัมภกในสมัยชั้นหลังต่อมา มีบางพระองค์ออกทรงผนวชชั่วคราวปรากฎจนในสยามประเทศนี้ เช่นพระมหาธรรมราชาลิทัย ซึ่งครองกรุงสุโขทัย แลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งครองกรุงศรีอยุธยาเปนต้น) แล้วทรงพระราชอุสาหะเสด็จไปนมัสการถึงที่สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง แลทรงสร้างพุทธเจดียสถานขึ้นณที่ต่าง ๆ เปนอันมาก บันดาโบราณเจดีย์ไม่ว่าสาสนาใด ๆ ที่ปรากฎอยู่ในอินเดียจนทุกวันนี้ ของเก่าที่สุดล้วนเปนพุทธเจดีย์ที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างทั้งนั้น ด้วยแต่ก่อนนั้นชาวอินเดียมักชอบสร้างแต่ด้วยเครื่องไม้ มาเริ่มสร้างเปนเครื่องศิลาในครั้งพระเจ้าอโศก จึงอยู่มาได้ถาวร

ข้อสำคัญอันเปนคุณแก่พระพุทธสาสนา ซึ่งพระเจ้าอโศกได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงนั้น ถ้าว่าโดยลักษณการก็เปน ๓ อย่าง คือการสังคายนาพระธรรมวินัยอย่าง ๑ การสอนพระพุทธสาสนาให้แพร่หลายไปยังนานาประเทศอย่าง ๑ กับการสร้างพุทธเจดีย์ด้วยอีกอย่าง ๑ เรื่องการสังคายนานั้นเดิมเมื่อพระเจ้าอโศกเริ่มทรงอุปถัมภกพระพุทธสาสนา พระภิกษุสงฆ์ในอินเดียยังต่างกันเปน ๒ นิกาย คือ เปนพวกที่ถือลัทธิเถรวาทนิกาย ๑ ถือลัทธิอาจริยวาทนิกาย ๑ เนื่องมาจากเหตุซึ่งเกิดขึ้นครั้งทำทุติยสังคายนาดังกล่าวมาแล้ว แต่เมื่อถึงสมัยชั้นนี้ยังเกิดถือลัทธิต่าง ๆ ในนิกายอันเดียวกัน นิกายหนึ่งมีลัทธิเรียกชื่อต่างๆ กันกว่าสิบลัทธิ พระเจ้าอโศกทรงเลื่อมใสในพระโมคลีบุตรดิศเถร ผู้เปนสังฆนายกนิกายเถรวาทที่ถือลัทธิเรียกว่าวิภัชชวาที จึงทรงอุปการะยกย่องพระสงฆ์ซึ่งเปนสหธรรมิกแห่งพระโมคลีบุตรดิสเถร ในหนังสือมหาวงศกล่าวว่า เมื่อพวกเดียรถีย์เห็นว่าพระภิกษุสงฆ์ได้ลาภสักการต่าง ๆ แต่ราชสำนัก ก็พากันเข้าปลอมบวชเปนพระภิกษุเปนอันมาก จนเปนเหตุให้เกิดรังเกียจกันขึ้นในสงฆมณฑล ความทราบถึงพระเจ้าอโศกมหาราช จึงให้พิจารณาด้วยการไล่เลียงคติ ถ้าภิกษุรูปใดแสดงคติวิปลาศเห็นพิรุธก็ให้สึกเสียจนสิ้นมลทินในสงฆมณฑลแล้ว จึงทรงอาราธนาพระสงฆ์ มีพระโมคลีบุตรดิสเถรเปนประธาน ให้ประชุมกันทำสังคายนาพระธรรมวินัยที่กรุงปาตลีบุตรมหานครราชธานีอีกครั้งหนึ่ง นับเปนครั้งที่ ๓ เรียกว่า “ตติยสังคายนา” เรื่องตรงนี้สันนิษฐานว่าเหตุที่แท้เห็นจะเกิดแต่ข้อที่พระสงฆ์แตกกันเปนนิกายเถรวาทแลอาจริยวาท มาแต่ครั้งทำทุติยสังคายนานั้นเอง ในระยะเวลา ๑๐๐ ปีตั้งแต่แตกกันมานั้น พวกภิกษุสงฆ์นิกายอาจริยวาทเห็นจะแก้ไขพระธรรมวินัยให้ฟั่นเฟือนหนักขึ้นอีกจนสงฆ์ ๒ นิกายกลายเปนนานาสังวาสร่วมสังฆกรรมกันไม่ได้ เห็นจะเปนด้วยเหตุนี้ พระเจ้าอโศกจึงให้กำจัดภิกษุพวกอาจริยวาทเสียจากสงฆมณฑล๑๓ ให้คงมีแต่พระสงฆ์นิกายเถรวาท แล้วให้ทำสังคายนาเพื่อจะให้พระสงฆ์ถือพระธรรมวินัยเปนลัทธิอันเดียวกันทั้งหมด เหตุที่ทำตติยสังคายนาสันนิษฐานเห็นว่าจะเปนเช่นกล่าวมานี้ อันการสังคายนาพระธรรมวินัยพวกถือพระพุทธสาสนาทุกประเทศยอมรับร่วมกันเพียง ๓ ครั้งเท่านี้ แต่นี้ไปเมื่อพระพุทธสาสนาแพร่หลายไปถึงนานาประเทศ ต่างประเทศก็ทำสังคายนาตามเหตุการณ์ที่มีในประเทศนั้น ๆ หานับร่วมกันไม่

พระธรรมวินัยที่สาธยายในครั้งทำตติยสังคายนาครั้งที่ ๓ ใช้ภาษามคธ วิธีสังคายนาที่ทำก็เห็นจะเปนทำนองเดียวกับที่ได้ทำมา ๒ ครั้งแต่ก่อน จะผิดกันเปนข้อสำคัญก็แต่ที่ต้องเลือกคัดวาทะอื่นซึ่งมีแซกแซงในพระธรรมวินัยออกเสียเปนอันมาก คงไว้แต่ที่เชื่อว่าตรงตามวาทะซึ่งพระอริยสาวกได้เรียบเรียงไว้เมื่อครั้งทำปฐมสังคายนาแล้วท่องจำสั่งสอนกันสืบมา ด้วยในสมัยครั้งพระเจ้าอโศกนั้น ก็ยังมิได้เขียนพระไตรปิฎกลงไว้เปนตัวอักษร ถึงกระนั้นก็เปนประโยชน์ยั่งยืนมาจนกาลบัดนี้ เพราะพระธรรมวินัยไตรปิฎกอันเปนภาษามคธตามระเบียบซึ่งทำตติยสังคายนาแพร่หลายไปถึงนานาประเทศ พร้อมกับพระพุทธสาสนาไปประดิษฐานแต่เมื่อครั้งพระเจ้าอโศกยังเปนหลักของพระพุทธสาสนาอยู่จนทุกวันนี้

เรื่องพระเจ้าอโศกมหาราชให้สอนพระพุทธสาสนาแพร่หลายไปยังนานาประเทศนั้น มีหลักฐานปรากฎทั้งในหนังสือมหาวงศแลในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก แต่รายการที่กล่าวผิดกันชอบกล ในหนังสือมหาวงศกล่าวว่า พระเจ้าอโศกทรงอาราธนาให้พระสงฆ์ไปเที่ยวสอนพระสาสนา แสดงนามพระสงฆ์แลนามประเทศที่ไปสอนไว้ดังนี้ คือ

๑ ให้พระมหาเทวเถรไปยังมหิสมณฑล (คือแว่นแคว้นข้างใต้ลำน้ำโคทาวารี อันเปนประเทศไมสอบัดนี้)๑๔ แห่ง ๑

๒ ให้พระรักขิตเถรไปยังวันวาสีประเทศ (คือแว่นแคว้นกะนาราเหนือ อันเปนเขตเมืองบอมเบบัดนี้) แห่ง ๑

๓ ให้พระธรรมรักขิตเถรไปยังปรันตปะประเทศ (คือแว่นแคว้นตอนชายทะเลข้างเหนือเมืองบอมเบบัดนี้) แห่ง ๑

๔ ให้พระมหาธรรมรักขิตเถรไปยังมหารัฐประเทศ (คือแว่นแคว้นข้างยอดลำน้ำโคทาวารี) แห่ง ๑

๕ ให้พระมัชฌันติกะเถรไปยังกัสมิระแลคันธาระประเทศ (คือที่เรียกว่าประเทศแคชเมียแลอาฟฆานิสถานบัดนี้) แห่ง ๑

๖ ให้พระมัชฌิมเถรไปยังหิมวันตประเทศ (คือมณฑลที่ตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัย มีเนปาลราฐเปนต้น) แห่ง ๑

๗ ให้พระมหารักขิตเถรไปยังโยนโลกประเทศ (คือเมืองที่พวกโยนกได้มาเปนใหญ่ อยู่ในแดนประเทศเปอเซียบัดนี้) แห่ง ๑

๘ ให้พระมหินทรเถร อันเปนราชบุตรของพระเจ้าอโศก ไปยังลังกาทวีป แห่ง ๑

๙ ให้พระโสณะเถร กับพระอุตรเถร ไปยังสุวรรณภูมิ๑๕ประเทศ แห่ง ๑

ความซึ่งกล่าวในหนังสือมหาวงศมีหลักฐานที่พบอัฐิธาตุณเจดียคิรี (ในหมู่พระสาญจิเจดีย์) ในอินเดีย มีหนังสือจารึกบอกไว้ที่ผะอบว่าเปนอัฐิธาตุของพระมัชฌิมเถร ผู้เปนสังฆนายกในหิมวันตประเทศดังนี้ จึงฟังได้ว่าเปนความจริงส่วนหนึ่ง

ส่วนศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมิได้กล่าวถึงการที่ให้พระสงฆ์ไปเที่ยวสอนพระสาสนา แต่กล่าวว่าได้ให้ราชทูตเชิญพระธรรมไปแสดงถึงนานาประเทศ บอกนามไว้ตรงกับประเทศตริโปลี อียิปต์ สิเรีย ตลอดจนถึงประเทศครีสแลมสิโดเนียในยุโรป เหตุที่กล่าวแตกต่างกันดังนี้ สันนิษฐานว่าเห็นจะเปนเพราะท่านผู้แต่งหนังสือมหาวงศได้ฟังแต่เรื่องส่วนที่เกี่ยวด้วยพระภิกษุสงฆ์ ฝ่ายการที่จารึกศิลา (แผ่นนั้น) ประสงค์จะแสดงพระเกียรติแก่มหาชนในพระราชอาณาจักร จึงตัดเอาแต่เรื่องซึ่งแต่งราชทูตไปแสดงคุณพระพุทธสาสนายังนานาประเทศมาประกาศ เมื่อพิจารณาดูหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฎอยู่ สอบกับภูมิแผนที่แลคิดสันนิษฐานประกอบ เห็นว่าลักษณการที่พระเจ้าอโศกมหาราชให้สอนพระพุทธสาสนาไปยังนานาประเทศ น่าจะเปนเช่นกล่าวต่อไปนี้

คือพระเจ้าอโศกทรงบำรุงพระพุทธสาสนาเนื่องในรัฏฐาภิปาลโนบาย หรือว่าอีกอย่างหนึ่ง ทรงพระราชดำริห์จัดวิธีปกครองขึ้นอย่างใหม่ให้พุทธจักรกับอาณาจักรเปนเครื่องอุปการแก่กัน คงลงมือจัดการปกครองอย่างนั้นในราชธานีแลมณฑลที่ใกล้ชิดติดต่อกับราชธานีก่อน แล้วขยายต่อออกไปเปนลำดับ ก็ในเวลานั้นชาวอินเดียถือพระพุทธสาสนาอยู่แพร่หลายในมัชฌิมประเทศมาแต่ก่อน พระสงฆ์ก็คงมีอยู่มากบ้างน้อยบ้างทั่วไปทุกบ้านทุกเมืองในมัชฌิมประเทศ แต่ส่วนปัจจันตประเทศที่อยู่ภายนอกออกไป พระภิกษุสงฆ์ซึ่งทรงศีลบริสุทธิ์ยังหามีไม่ พระเจ้าอโศกจึงทรงอาราธนาพระโมคลีบุตรดิศเถรให้จัดคณะสงฆ์ส่งออกไปยังเหล่าปัจจันตประเทศอันอยู่ในพระราชอาณาจักร ให้ไปอยู่สั่งสอนพระพุทธสาสนาแลให้อุปสมบทกุลบุตรตั้งสงฆมณฑลขึ้นในแว่นแคว้นนั้นๆ ข้อนี้พึงเห็นได้ด้วยประเทศทั้งหลายที่กล่าวนามไว้ในหนังสือมหาวงศอยู่ต่อแดนมัชฌิมประเทศเปนพื้น สงสัยแต่ประเทศที่เรียกว่า “โยนะโลก” กับ “หิมวันต์” บางทีจะเปนแต่ประเทศที่มีทางพระราชไมตรี มีรู้เรื่องได้แน่แต่ลังกาทวีป เวลานั้นเปนประเทศมีอิศระแก่ตน แต่พระเจ้าเทวานัมปิยดิศซึ่งเปนพระเจ้าแผ่นดินเปนมิตรกับพระเจ้าอโศกมหาราช เหตุที่พระพุทธสาสนาจะไปประดิษฐานในลังกาทวีป กล่าวในหนังสือมหาวงศเจือไปข้างทางปาฏิหารมากนัก พิจารณาดูโดยภูมิแผนที่ประกอบกับเรื่องพงศาวดารเมืองลังกา สันนิษฐานว่าเพราะเมืองลังกามีพวกทมิฬเปนศัตรูตั้งอยู่ณประเทศปาณฑยแลประเทศโจละข้างปลายแหลมอินเดีย พระเจ้าเทวานัมปิยดิศเห็นจะมุ่งหมายเอาอานุภาพพระเจ้าอโศกช่วยกีดกันศัตรู จึงขอแบบแผนวิธีปกครองซึ่งพระเจ้าอโศกทรงดำริห์ขึ้นไปจัดในลังกาบ้าง ข้อนี้น่าจะเปนต้นเหตุที่พระเจ้าอโศกส่งคณะสงฆ์ไปยังลังกาทวีป แลทรงเลือกพระมหินทรเถรอันเปนราชโอรสให้ไปเปนสังฆนายก เพราะเมืองลังกาเปนประเทศที่มีอิศระภาพ ชาวลังกาจะได้ยินดีแลเชื่อฟัง ครั้นการที่พระเจ้าอโศกทรงจัดวิธีปกครองอย่างใหม่ได้ผลดีดังพระราชประสงค์ มีกิติศัพท์เลื่องลือไปถึงนานาประเทศอันเปนมิตรไมตรีที่อยู่ไกล ผู้ปกครองประเทศนั้นจะชมหรือทูลถามมายังพระเจ้าอโศก ๆ จึงได้ทรงแต่งราชทูตให้ไปชี้แจงจนถึงยุโรป แต่ประเทศเหล่านั้นถือขนบธรรมเนียมแลสาสนาเปนอย่างอื่นมาช้านานไม่เลื่อมใส พระพุทธสาสนาจึงมิได้แพร่หลายไปจนยุโรปแต่สมัยครั้งนั้น

เรื่องพระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างพุทธเจดีย์นั้น ข้อสำคัญซึ่งมีผลยั่งยืนมาจนทุกวันนี้ ๒ อย่าง คือการแจกพระบรมธาตุอย่าง ๑ กับคิดแบบอย่างเจดียสถานอย่าง ๑ เรื่องแจกพระบรมธาตุนั้นความปรากฎว่าพระเจ้าอโศกได้พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูรักษาไว้ณเมืองราชคฤหมหานคร แล้วแบ่งแจกไปบัญจุในพระสถูปทั้งหลาย ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยเมื่อทรงอุปถัมภกพระพุทธสาสนาอีกมากมายหลายแห่ง (กล่าวโดยนัยว่าแปดหมื่นสี่พันแห่ง) เปนเหตุให้พระธาตุเจดีย์มีแพร่หลายแต่นั้นมา ถ้าว่าตามความสันนิษฐาน เห็นว่าเมื่อพระเจ้าอโศกทรงอุปถัมภกพระพุทธสาสนา มีพุทธบริษัทขึ้นมากกว่าแต่ก่อนอีกเปนอันมาก จะไปบูชาพระบริโภคเจดีย์ ๔ แห่งซึ่งมีมาแต่เดิมไม่ได้ทั่วถึงกัน ในเวลานั้นพระสถูปธาตุเจดีย์เดิมทั้ง ๘ แห่งก็ชำรุดซุดโซมสูญหายไปเสียหลายแห่ง พระเจ้าอโศกมหาราชมีพระราชประสงค์จะให้พระบรมธาตุอยู่ถาวร แลให้พุทธบริษัทได้บูชาเจดียวัดถุที่เนื่องกับพระพุทธองค์ได้สดวกทั่วกัน จึงทรงรวบรวมพระบรมธาตุแบ่งใหม่ให้เปนส่วนละน้อย บัญจุไว้ที่ในพระสถูปเจดีย์ที่พระองค์ทรงสร้างณที่ต่างๆ บ้าง นอกนั้นเมื่อบ้านใดเมืองใดสร้างพุทธเจดีย์ขึ้นเห็นมั่นคงจะอยู่ได้ถาวร ก็ประทานพระบรมธาตุให้ไปบัญจุไว้ส่วนหนึ่ง สำหรับพุทธบริษัทในบ้านนั้นเมืองนั้นจะได้สักการะบูชา การสร้างพระธาตุเจดีย์ก็แพร่หลายมาแต่ครั้งนั้น ตลอดไปจนถึงความนิยมที่สร้างพระสถูปเจดีย์ด้วย

แบบอย่างพระสถูปเจดีย์ที่สร้างครั้งพระเจ้าอโศก มักสร้างด้วยอิฐแลศิลาเปนของถาวร ยังปรากฎเค้าเงื่อนอยู่จนปัจจุบันนี้หลายแห่ง มักทำตัวสถูปกลมรูปทรงเหมือนโอหรือขันน้ำคว่ำ ข้างบนทำเปนพุทธอาสน์สี่เหลี่ยม๑๖ ตั้งไว้มีฉัตร (อย่างร่ม) ปักบนนั้นเปนยอด ฐานพระสถูปทำเปนสี่เหลี่ยม รอบฐานทำเปนที่เดิรประทักษิณ มีรั้วล้อมรอบข้างภายนอก รั้วที่ทำนั้นแม้ทำด้วยศิลา ยังทำตามแบบรูปรั้วเขื่อนไม้เพราะพึ่งแรกใช้เครื่องศิลาในสมัยนั้น

แบบอย่างการสร้างพุทธเจดีย์ที่เกิดขึ้นครั้งพระเจ้าอโศกอีกอย่างหนึ่งนั้น คือมักจำหลักลวดลายที่รั้วเขื่อนแลฐานพระสถูปเปนรูปภาพ เรื่องชาดกบ้าง เรื่องพระพุทธประวัติบ้าง ให้มหาชนทราบด้วยยังไม่มีหนังสือจะอ่านทราบเรื่องกันได้แพร่หลาย แต่ในสมัยนั้นที่ในอินเดียยังถือประเพณีอันมีมาแต่ก่อนพุทธกาลอย่าง ๑ คือถือว่าไม่ควรทำรูปเคารพ เพราะฉนั้นในลวดลายที่ทำเรื่องพระพุทธประวัติ แห่งใดจะต้องทำพระพุทธรูป ที่ตรงนั้นจึงคิดทำรูปสิ่งอื่นแทน พอเปนเครื่องหมายแทนพระพุทธรูป เปนต้นว่าในเรื่องตอนก่อนตรัสรู้ มักทำรูปภาพเปนรอยพระพุทธบาทหรืออาสนเปล่า เช่นเรื่องตรงเสด็จออกพระมหาภิเนษกรมณ์ก็ทำเปนแต่ม้าผูกเครื่องอานเปล่า ตรงที่ตรัสรู้ก็ทำเปนรูปพระพุทธอาสนเปล่าตั้งอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ ตรงที่ประทานปฐมเทศนาทำเปนรูปกงจักร (หมายความว่าพระธรรมจักร) แลมีรูปกวางอยู่ด้วย แลตรงที่เสด็จดับขันธปรินิพาน ทำเปนรูปพระสถูปที่บัญจุพระบรมธาตุแทนพระพุทธรูปฉนี้ เปนต้นตำราที่ทำรอยพระพุทธบาท กงจักร (เช่นมีณพระปฐมเจดีย์) พระแท่น แลฐานชุกชีที่มักทำในโบสถ์วิหารแลพระสถูปขนาดน้อย เปนพุทธเจดีย์ณที่อื่นๆ นับในอุเทสิกะเจดีย์ต่อมา แต่ในสมัยพระเจ้าอโศกแลต่อมาอีกช้านานประมาณกว่าร้อยปี พระพุทธรูปยังหาเกิดมีขึ้นไม่

  1. ๑๑. คือฝรั่งชาติคริ๊ก ที่ชาวอินเดียเรียกว่า ยะวนะ หรือ โยนก มาแต่คำ Iavon หรือ Iôn ภาษาคริ๊ก

  2. ๑๒. บางทีจะเปนแห่งเดียวกับที่เรียกในหนังสือมหาวงศว่า “สุวรรณภูมิ”

  3. ๑๓. มีความปรากฎในจารึกของพระเจ้าอโศกว่าให้สึกพระภิกษุทุศีล แต่ปรากฎในเรื่องประวัติพระพุทธสาสนาต่อมา ว่าพระเจ้าอโศกหากำจัดได้สิ้นเชิงไม่

  4. ๑๔. นามประเทศที่สันนิษฐานว่าจะเปนที่ไหนในปัจจุบันกล่าวตามวินิจฉัยของศาสตราจารย์วินเซนต์ เอ สมิท

  5. ๑๕. ที่เรียกว่าสุวรรณภูมิประเทศนี้ พวกพม่ามอญอ้างเอาว่าเมืองสะเทิม อันเปนเมืองมอญข้างฝ่ายใต้ แต่ไม่ปรากฎว่ามีสิ่งสำคัญอันใดสมกับคำอ้าง ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าอ้างเอาเมืองที่พระปฐมเจดีย์ยิ่งกว่า เพราะมีโบราณวัดถุ เช่นศิลาธรรมจักรเปนต้น ทันชั้นสมัยพระเจ้าอโศก แลมีชื่อเมืองสุพรรณภูมิอยู่เปนสำคัญ

  6. ๑๖. มีสันนิษฐานกันอิกนัยหนึ่ง ว่าเปนรูปเรือน แทนศาลซึ่งปลูกด้วยไม้ในสมัยก่อนนั้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ