บทที่ ๙ - รัฐประสาสโนบาย

วันนี้, เปนวันที่สมองของเจ้าชายศิลปดิลกได้ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่าทุกวันมาก ซึ่งแม้จะไมเปนครั้งแรกก็ตาม แต่เหต์การณ์ที่พระองค์พึงได้รับในต่อไปนี้ นับว่าเปนความยุ่งยากครั้งแรกก็อาจจะเปนได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในบัดนี้ ได้เกี่ยวข้องกันถึงความหวัง, ความสำเร็จตลอดไปจนถึงความเปนและความตายทั้งสิ้น.

เจ้าชายหนุ่มได้สงบพระองค์อยู่ริมโคนไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง อยู่แต่ลำพังพระองค์ผู้เดียว ที่หลังเคหาสน์ของท่านบุณยเสนา มิตร์สนิทหน้าใหม่ของพระองค์นั้น เวลาที่เงียบและอากาศที่อบอุ่นชื่นใจเช่นนี้ สมควรที่จะทำความคิดและความสุขสบายทั้งหลายให้ดำเนินต่อไปได้อย่างปลอดโปร่งหาน้อยไม่ แต่ก็หาเปนดังควรเช่นนี้ไม่เลย เพราะบนพระพักตร์ของเจ้าชายในโอกาศนี้ มีความปั่นป่วน, ความผิดหวัง, ความหนักพระทัย, และทุกสิ่งทุกอย่างที่ยุ่งยากและวนเวียนปะปนกันอยู่อย่างพร้อมบริบูรณ์.

ผู้หญิงหรือผู้ชายกับโชคเท่านั้น ที่เปนเครื่องประกอบอันสำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้ความมั่นหมายอย่างยอดเยี่ยมของมนุสส์ ได้บรรลุไปยังที่มุ่งมาตรปรารถนานั้นได้หรือไม่ ฉะนั้นผู้หญิงที่อยู่ในความฝันกับความจริงของเจ้าชายมาแล้วนี้ จึงทำให้พระองค์ต้องคิดและต้องข้ามเครื่องกีดขวางอย่าง ยากลำบากเปนประการหนึ่งอยู่ด้วยเหมือนกัน ซึ่งแม้ว่าการติดต่อสื่อสาส์นระหว่างพระองค์กับเจ้าหญิงอารยวดี จะยังได้ดำเนินติดต่อกันมาอย่างราบรื่นนานวันก็ตาม แต่ความใกล้ชิดกันแท้จริง ยังมิได้ดำเนินมาให้พบพานแม้แต่อย่างหนึ่งอย่างเลย เนื่องจากถึงหากว่า การเปนผู้รู้จักครองความมีศีลธรรม จะมีอยู่กับทั้งสององค์ดังนี้ก็จริงอยู่ แต่เจ้าหญิงย่อมรู้สึกถึงผลร้ายของการที่ได้มาอยู่ใกล้กับผู้ชาย ที่ยังไม่เข้าใจความมั่นหมายกันอย่างแท้จริงนั้นได้เหมือนกัน เพราะถึงอย่างไรก็ดี เจ้าหญิงก็ยังเปนผู้หญิงและพระองค์เองก็ยังเปนผู้ชาย ความสวาทระหว่างหญิงกับชาย ก็เหมือนกับการเล่นที่ต้องใช้ปัญญากับระหว่างคนสองคนที่มีเพศต่างกัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งก็พยายามจะเอาเปรียบให้ได้มากที่สุด และอีกฝ่ายหนึ่งก็เพียรที่จะยอมเสียเปรียบให้น้อยที่สุดที่จะเปนไปได้ แล้วในที่สุดความทุกข์ยากลำบากทั้งหลาย ก็ย่อมเกิดจากทั้งสองฝ่ายนี้เองที่ทำให้เกิดมีขึ้นในกันและกันได้โดยมั่นเหมาะเจาะจงที่จะเรียกร้องคำพูดจากกันเพียงคำเดียวว่า ‘รัก’ เท่านั้น และก็คำว่ารักที่นี้ แม้จะยังไม่ได้สำแดงความเท็จจริง ของการครองชีวิตกันอย่างยืดยาวในอนาคตให้เห็นประจักษ์ได้ แต่ก็เปนเครื่องทะนุบำรุงน้ำใจ ให้ย้อมญาณสมานความสนิทสนมอันดีแก่กันในกาลปัจจุบันเปนอย่างที่เหมือนกัน มันเปนเหตุของความตั้งใจจริง อันจะยังผลให้เกิดความสุขในกาลต่อไปอย่างแจ่มแจ้งและชัดเจน ซึ่งความจริงจะได้ก้าวไปให้เห็นได้เพียงใดนั้น ย่อมแล้วแต่ความเข้าใจและความรู้แจ้งเห็นจริงของธรรมดา อันธรรมชาติและการศึกษาได้อบรมสั่งสอนมาให้เพราะมนุสส์เราย่อมต้องการเวลาอีกนานนักหนา ที่จะได้เล่าเรียนถึงความรู้สึกในความเปนอยู่ของมนุสส์เรานี้ ให้มีความเสมอภาคแก่กันได้ เนื่องจากเครื่องหมายของความสวาทนั้น ส่วนมากยังเข้าใจกันเพียงว่า เกิดมาจากผลในรสของโลกียวิสัยสำหรับปุถุชนเท่านั้น แต่หน้าที่อันจะมีเกี่ยวพันกันอย่างแน่แท้และถูกต้องเพียงใด ยังมีผู้ที่จะเข้าใจได้อยู่น้อยมากเต็มทีทีเดียว เมื่อใดการทาบทาไฟสวรรค์ไว้ตามผิวและตามความรู้สึกของมนุสส์ ทำให้เกิดความรู้สึกเปนอย่างปกติสามัญได้แล้วนั่นแหละ เมื่อนั้นทั้งโลกจึงจะรู้จักได้ว่า การมีผู้หญิงกับผู้ชายขึ้นสำหรับโลกนี้ได้มีไว้เพื่อทำอะไรกัน ก็และดังนั้นการติดต่อระหว่างเจ้าชายกับเจ้าหญิงดังนี้ จะมีไปทำไมกันด้วยเล่า และเมื่อไรจึงจะชี้แจงผลสุดท้ายให้เห็นกันอย่างแน่นอนได้สักคราวหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม, คงจะเปนความจริงอย่างไม่ต้องสงสัยแล้วว่า ผู้หญิงที่เปนส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่งที่จะทำให้ความมั่นหมายอย่างยอดเยี่ยมของมนุสส์ ได้บรรลุไปยังที่ปรารถนานั้นได้หรือไม่เพียงใด.

อีกอย่างหนึ่ง, โชคก็เปนส่วนหนึ่ง ที่จะยังความมุ่งหมายให้สำเร็จไปได้เพียงใดเหมือนกัน เพราะทางที่จะเดินไปสู่ความเยี่ยมยอดของมนุษย์นั้น มีแง่และทางแยกอยู่หลายแสนหลายล้านทาง ซึ่งได้แตกและตบแต่งทางอันแท้จริงให้ยุ่งยากกว่าที่จะไปสู่จุดที่ต้องการได้ การที่จะต้องผ่านแง่เล็กแยกน้อยจากต้นทาง และเดินไปสู่ปลายทางแห่งความสูงเยี่ยมได้นั้น ถ้าไม่ใช่โชคได้ช่วยประกอบและบรรดาลให้เปนไปแล้ว มงกุฎของความเปนพระพุทธเจ้าและความเปนมหาจักรพรรดิ์ คงจะได้สวมอยู่บนหัวของคนให้เสมอเหมือนกันได้ทุกคนหมดเปนของเที่ยงแท้แน่เทียว แต่ที่เปนไปไม่ได้ดังนั้น เพราะโชคอย่างเดียวที่อำนวยผลให้แก่คนไม่ได้เสมอเหมือนกันได้หมด ฉะนั้น, ความมุ่งหมายของเจ้าชายที่จะดำรงประเทศให้ถาวรมั่นคงต่อไปนั้น จึงจะยังพยากรณ์ให้รู้แจ้งไม่ได้ว่าโชคจะยอมรับภาระเปนผู้ช่วยเหลือให้กับความสำเร็จอันนี้ได้มากหรือน้อยเพียงใด ยิ่งในโอกาศนี้แง่ทางความสำเร็จของเจ้าชาย ก็ได้เกิดแยกแยะกันขึ้นไปอีกแล้ว อย่างแสนจะยากและลำบากใจยิ่ง.

รัฐประสาสโนบายที่จะตั้งเข็มมุ่งดำเนินไปตามทางใดนั้น ย่อมแล้วแต่ความเปนอยู่ในบ้านเมืองของตนเอง กับในบ้านเมืองที่ใกล้เคียงกันนั้นด้วย และที่จะดำเนินไปสำหรับประเทศใดเพียงใดนั้น ย่อมแล้วแต่ความเปนอยู่ของชนภายในถิ่นประเทศแห่งนั้นอีก ตามความเปนอยู่ของนครทั้งสามนี้ คือนครพาณิชยเกตุก็ดี, นครเทวะปุระก็ดี และกรุงราชภุชนี้ก็ดี เมื่อเทียบน้ำหนักรัฐประศาสน์ของกันและกันแล้ว ประเทศทั้งสามจึงจะยังทำสงคราม เพื่อแผ่ผลประโยชน์, สิทธิหรืออำนาจประการใด ให้ไพศาลไปตามกาลฐานะนั้นยังไม่ได้ เพราะนครพาณิชยเกตุซึ่งพระองค์เปนราชโอรสอยู่เองนั้น ก็ย่อมทราบอยู่แล้วว่านครนี้จะไม่มุ่งหวังที่จะแผ่อำนาจด้วยแสนยากรเปนอันขาด ส่วนสำหรับนครเทวะปุระ แม้ว่าเจ้าฐากูรชาตรีจะเปนผู้มีความสามารถเปนอย่างดีอยู่ด้วยก็จริง แต่นครนี้ยังมีเลือดเนื้อของคนสองนครรวมกันอยู่ คือคนในนครเทวะปุระเดิม กับคนในกองทัพของยศกร ซึ่งได้มาครอบครองภายหลังนั้นด้วย ซึ่งการที่จะรวมคนทั้งสองเมืองให้เปนอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแท้จริง เพื่อเปนธาตุสำหรับทำสงครามเช่นนี้ ยังจะทำให้เรียบร้อยเปนผลดีทีเดียวย่อมไม่ได้ เพราะความโง่เขลาถือดีและความเกียจคร้านยังครอบงำมาเปนสันดานของพลเหล่านั้นอยู่ นครเทวะปุระจึงมีกองทัพไว้เพียงป้องกันนครของตนเท่านั้น สำหรับกรุงราชภุช แม้ว่าการอบรมคนให้รู้จักค่าของการสงคราม จะมีดีมากเพียงใดก็ตาม แต่ด้วยกำลังแห่งแสนยากร ได้ถูกตัดให้สิ้นลงไป เมื่อครั้งการทำสงครามแต่คราวแรกนั้นมาเสียมากต่อมากแล้ว และที่ได้แยกไปเปนพลเมืองของนครเทวะปุระเสียก็มีไม่ใช่น้อย ซึ่งการที่จะทำให้คนเกิดขึ้นมาใหม่ จะมีได้มากเพียงใดก็ดี แต่ย่อมยังต้องการเวลาอีกนานมาก กว่าจะใช้การให้พลเมืองเหล่านั้นเปนกำลังสำหรับทำสงครามได้ จึงมีอยู่อย่างเดียวที่นครราชภุชจะทำได้ในโอกาศนี้ คือหาปัจจัยที่จะให้หลายประเทศได้ทำการร่วมศึกกับตน แต่ก็จะดำเนินไปไม่ได้สดวกนัก เพราะประเทศที่ทรงอำนาจอยู่ใกล้เคียงกันนี้ ก็มีเพียงสามนครนี้เท่านั้น ซึ่งถึงหากว่ายศกรจะเปนแม่ทัพเอกของนครราชภุชมาแต่เดิมก็จริง แต่เขาก็ได้ไปมีอำนาจสิทธิขาดขึ้นในเมืองใหม่เสียแล้ว และในบัดนี้ฐากูรชาตรี ผู้เปนราชโอรสของท่านท้าวยศกรก็เปนผู้ครองราชสมบัติต่อมาอีกทอดหนึ่งด้วย อันการที่ต้องตกเปนประเทศที่อยู่กลางหว่างนครทั้งสองนี้ ฐากูรชาตรีจำจะต้องรักษานครของตนไว้ให้ มาก ในอันที่จะไม่ยอมให้นครเทวะปุระ ต้องตกเปนทางเดินของนครหนึ่งนครใดไปเสีย ฉะนั้น, ถ้าไม่มีเหตุผลและความจำเปนพอแล้ว เปนสิ่งแน่นอนทีเดียว ที่ฐากูรชาตรีจะไม่ยอมรวมกำลังกับผู้ใดอย่างง่ายดายเปนอันขาด ฉะนั้นการสงครามจึงจะยังมีให้รวดเร็วไม่ได้เปนของเที่ยงแท้แน่เทียว และด้วยประการดังนี้, เจ้าชายศิลปดิลกจึงจะดำเนินรัฐประสาสโนบาย อย่างที่เรียกว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่เวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูกเวรกัน คือใช้การรุกอย่างเงียบกับนครทั้งสองนี้ โดยอาศรัยสินค้ากับเงินเปนเครื่องหว่านล้อมไว้คราวหนึ่งก่อน ต่อไปก็จะนครทั้งสองนี้ไว้ด้วยอำนาจศีลธรรมนั้นเปนใหญ่ ดังนั้น, พระองค์จึงได้ยกกองชนารณพให้มาค้าขายอยู่ในนครเทวะปุระเสียส่วนหนึ่งก่อน ต่อเมื่อมาตรวจความเปนไปภายในนครราชภุชนได้เรียบร้อยแล้ว จึงจะได้ยกอีกส่วนหนึ่งเข้ามาภายในนครของเจ้าชายศานติคุปตนี้อีก จากนั้นด้วยลักษณะความเปนอยู่ของนครทั้งหลายตามที่ได้คิดเห็นมา จำเปนที่นครเหล่านี้จะต้องบั่นทอนอำนาจของตนเอง มาตกอยู่ในอำนาจเงินของพระองค์นี้จนสิ้น ซึ่งในต่อไปพระองค์ก็จะเผยแผ่ศิลปวิทยาการและศีลธรรม แล้วจึงรวมนครทั้งสองนี้มาเปนของตนเสียอย่างเรียบและอย่างง่ายดายที่สุด.

บัดนี้, เหตุการอันนั้น หาเปนไปดังที่คาดไว้แล้วนั้นมิได้ เพราะเกิดผลเปนความชักช้าเกินไปสิ้นเสียแล้ว เนื่องจากนครราชภุชกำลังรวบรวมกำลังโยธาหาร และดำเนินการมีสัมพันธมิตร์ร่วมศึกของตนต่อมา จวนจะเปนผลสำเร็จต่อไปอีกแล้วด้วย เหตุทั้งนี้นั่นเอง ที่เปนการชั่งรัฐประสาสโนบายที่เจ้าชายศิลปดิลก ซึ่งพระองค์จำจะต้องแก้ไข ทั้ง ๆ ที่พระองค์ได้ปลอมแปลงจากฐานะราชสัตรูเปนพ่อค้ามากับยอดมิตร์อีกเพียงสองคนเท่านั้นด้วย.

ความคิดของเจ้าชายสุดสิ้นลงเพียงเท่านี้ เพราะบุณยเสนาได้เดินลงมาจากบนเคหาสน์ และตรงมาหาพระองค์อย่างที่เต็มไปด้วยความร้อนรนกระวนกระวายเปนอย่างยิ่ง ครั้นถึงพระองค์แล้ว ก็หยุดมองพระพักตร์นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงทอดตัวลงนั่งในที่ใกล้ ๆ กัน ถามขึ้นอย่างยิ้มแย้มว่า.

“ทำไมจึงมานั่งหงอยอยู่แต่ผู้เดียวท่านที่รัก!”

เจ้าชายศิลปดิลกมองหน้าขององคมนตรีผู้สหายแล้วตอบอย่างปกติ

“เพราะที่นี่ฉันรู้สึกว่าสุขสบายดีมาก”

“สุขสบายดี” เขาทวนคำ “ฉันไม่เชื่อถือว่าท่านจะเปนอย่างที่พูดดอก เพราะสีหน้าของท่าน เศร้าสลดผิดกว่าที่เคยมานั้นมากมายนัก ฉันไม่มีโอกาศจะช่วยเหลืออะไรแก่ท่านบ้างเลยหรือ ?”

“ไม่มีเลยทีเดียวท่าน เพราะฉันไม่มีอะไรที่ท่านจะควรช่วยเหลือได้เลย”

บุณยเสนาเขยิบกายใกล้เข้ามาอีก แล้วกล่าวอย่างใจ.

“ทำไมท่านจึงใจดำถึงเพียงนี้ แม้ว่าเราจะไม่ได้พบกันบ่อยครั้ง เพราะฉันต้องไปรับราชการอย่างหนักของพระราชาก็จริง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะลบล้างความเปนมิตร์ที่ดีของเราไปเสียได้ ความดีของท่านฉันจะลืมไม่ได้เลยเปนอันขาด ตระกูลของฉันเปนกษัตริย์ ตระกูลของท่านเปนแทตย์ แต่ฉันไม่ถือชีวิตของการถือชั้นเช่นนั้นมิได้ มันไม่ทำให้คนเราได้ด้วยการถืออย่างนั้นดอก คนเราต้องมีเวลาเปลี่ยนแปลงและอับจน ซึ่งไม่ใช่การอับจนเกียรติยศหรืออับในเรื่องเงินทองประการใดมิได้ แต่อับจนในเรื่องที่ชีวิตของเราจะหาที่พึ่งพำนัก และจะรักษาไว้ให้ไปไม่ได้ ฉันเคยอับจนอย่างว่ามาแล้ว คือท่านเคยคุ้มครองชีวิตของฉันมาครั้งหนึ่ง ท่านที่รัก! ถ้าท่านเปนมิตรที่รักฉัน จงบอกความทุกข์ของท่านให้ฉันทราบสักหน่อยเถิด”

“อยากทราบจริง ๆ ทีเดียวหรือ ?” เจ้าชายพยายามค้นความจริงจากดวงตาของเขา ซึ่งบอกความมั่นคงอยู่นั้นเปนขณะใหญ่แล้วจึงพูดต่อ “ถ้าอยากทราบเช่นนั้นแล้วฉันจะบอกให้ คือฉันกำลังเปนทุกข์ ในการที่จะหาความสุขให้กับคนทั้งปวงไม่ได้”

“ฮือ! ทุกข์ของท่านแปลก” บุณยเสนาส่ายหน้าไปมา “ความจริงก็เปนของถูกแล้ว ที่ท่านควรเปนทุกข์ในการที่จะบำรุงโลกให้เปนสุข แต่สีหน้าของท่านเช่นนี้ ไม่ใช่หมายถึงความทุกข์เช่นนี้เลยนี่นะ ฉันเข้าใจว่าท่านเปนทุกข์ถึงเรื่องอื่นมากกว่า”

“เรื่องอะไรกัน ?”

“สินค้าของท่านยังดำเนินเรียบร้อยเปนอันดีมาไม่ใช่หรือ ?”

“อ้อ, แน่นอนทีเดียวท่าน ในเรื่องนั้น”

“ถ้าเช่นนั้นจะมีเรื่องอะไรอีก”

“นั่นน่ะซี ฉันก็ยังสงสัยอยู่”

“อ้อ, เห็นจะไม่มีอะไรอีกแล้ว นอกจากเรื่องผู้หญิง”

“ผู้หญิง ? เออ ! ผู้หญิง !”

“จะมีอะไรเสียอีกเล่า ท่านคันธวณิชเอ๋ย คนที่มีความร่ำรวย, มีความสามารถ และ หนุ่มแน่นอย่างท่าน จะมีอะไรให้มากไปกว่านี้ได้ ถึงท่านจะเปนพ่อค้ามาจากหลายเมือง แต่เมืองนี้จะเปนเมืองแรกที่ทำให้ท่านต้องใช้ทุก ๆ สิ่งเหล่านั้นให้หมดเปลืองไปมากกว่าบ้านไหนเมืองใด เพราะท่านอาจจะต้องมีห่วงเสียเสียแล้ว ท่านทุกข์จะไม่ได้นาง หรือทุกข์ที่นางจะไม่รักท่านประการใดหรือ ?”

เจ้าชายทรงพระสรวล พลางตรัสตอบ “เก่งมาก ! ฉันอยากให้ท่านเปนยอดโหราจาริย์จริง ๆ ทีเดียว เพราะท่านทายความคิดและความรู้สึกของฉันได้ใกล้เคียงกับความคิดฝันของฉันมาก เปนความจริง, ฉันรู้สึกว่า ที่เมืองนี้ทำให้ฉันได้เปลืองไปทุกอย่างมาก แม้แต่ความคิดและความเข้าใจจริงทั้งหลาย แต่สิ่งเหล่านี้จะหาอะไรเปนความจริงแน่นอนไม่ได้ออก เพราะความฝันอันนั้นอยู่หลังฉาก ความจริงหน้าฉากดังที่ท่านเห็นอยู่นี้ เปนบทบาทอีกชุดหนึ่งต่างหาก จะปะปนกับสิ่งที่อยู่หลัง ฉากนั้นมิได้”

“เออ ! แปลกจริงนะ ท่านคันธวณิช” บุณยเสนาคราง “แต่ฉันรู้สึกว่า ผู้หญิงทุกคนจะเปนใครก็ตามที แต่ก็อดที่จะเปนภรรยาของผู้ชายไม่ได้”

“ยิ่งกว่านั้น ฉันว่าผู้หญิงจะเปนได้มากกว่านั้นนัก คือผู้หญิงอาจเปนทาส, เปนเพื่อน, เปนนาย, เปนยักษ์, เปนสินค้า, เปนไส้ศึกหรือชนวนของสงคราม, เปนแม่พระหัวใจ ในที่สุดอาจเปนได้จนกระทั่งเครื่องมือของเมือง หรือเครื่องมือของความรักทั้งสิ้น แต่ผู้หญิงที่ฉันได้รักอยู่นี้ จะเปนภรรยาของฉันไม่ได้เลยเปนอันขาด”

“ทำไมหรือ ?”

“เพราะฉันไม่ได้รักผู้หญิงที่ไหนเลยนะซี ท่านทายผิดในข้อนี้อย่างจังทีเดียว”

“อ้าว! ทำไมจึงเปนเช่นนั้น ฉันยังไม่หวังว่า ท่านควรจะเปนทุกข์ถึงเรื่องอะไรอีก”

“ฉันได้บอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าเปนทุกข์เพราะกำลังจะหาความสุขให้กับคนทั้งปวง ก็เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องรบกันดอกหรือ ?”

“ต้องรบกัน ?” บุณยเสนาพูดซ้ำ “ท่านเข้าใจว่าเราจะรบกับใครที่ไหน ?”

“ฉันเข้าใจว่า พระเจ้าศานติคุปต์ จะยกกองทัพไปตีเทวะปุระแทนพระราชบิดาของพระองค์อีก เพราะเวลานี้พระองค์กำลังเร่งระดมพลอยู่อย่างเต็มที่แล้ว”

" โอ! ท่านเข้าใจผิดถนัด” บุณยเสนาหัวเราะก้อง “เมืองเราจะไม่ยกไปที่นครเทวะปุระเลย เพราะนครนั้นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่แต่ก่อนเสียแล้ว ท่านเดือดร้อนอะไรหนักหนาด้วยเล่า ท่านที่รัก !”

เจ้าชายศิลปดิลกเท็จตอบอย่างเศร้าว่า “เพราะฉันเปนชาวนครเทวะปุระน่ะซีท่าน ฉันเกลียดที่จะได้เห็นนครของฉันพินาศย่อยยับไปเหมือนดังแต่ก่อนอีก และฉันเกลียดที่จะฆ่ามนุสส์ด้วยกันเอง อย่างที่เรายังไม่เคยเห็นความชั่วช้าหรือความผิดร้ายของคนที่เราจะต้องฆ่านั้นเลย แต่เราจะต้องมาฆ่ากันเพราะความโลภในความหลอกลวงของโลกแท้ ๆ เทียวนะท่าน”

“เฮอ! ยิ่งแปลกใหญ่" องคมนตรียิ่งขันหนักขึ้น “ท่านก็จัดว่าเปนคนมีฝีมือแข็งขันอยู่ แต่ทำไม จึงคิดผิดความจริงไปเสียทั้งนั้น แต่ไม่เปนไรท่านจะหายวิตกได้แล้ว เพราะเรากำลังจะเปนยอดมิตร์กับ ท่านอยู่ เนื่องจากพระเจ้ากรุงนี้ กำลังจะสร้างพิธีเลือกคู่และการสยุมพรพระราชกนิฏฐาของพระองค์อยู่ทีเดียว”

“พิธีสยุมพร!” เจ้าชายแสร้งปลาดพระทัย “ใครกับใครที่ไหนเล่าท่าน”

“เจ้าหญิงอารยวดีกับเจ้าชายต่างเมืองคนใดคนหนึ่ง”

“อ๋อ ! ฉันเคยทราบมาบ้างแล้ว พิธีนี้จะเริ่มทำอย่างไรและเมื่อใดกัน ท่านทราบไหม ?”

“พิธีคงจะได้เริ่มกันในไม่ช้านี้ เพราะโรงพิธีกำลังสร้างกันอย่างใหญ่โต ดังที่ท่านก็คงเห็นอยู่ และเจ้านครทั้งหลายต่างก็พากันเสด็จมาใกล้จะถึงอยู่แล้วเหมือนกัน เราคงจะได้เห็นเจ้าผู้ครองนครเหล่านั้นแสดงฝีมือทุกอย่างของตนเปนการกีฬาแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน ผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดนั่นแหละจะได้เจ้าหญิงไปเปนคู่ครอง”

“ฉันคงจะได้พบความสนุกสำราญ และความสวยงามทั้งหลายเปนขวัญตาอย่างยิ่งทีเดียวนะ ทั้งสินค้าของฉันคงจะขายได้มากด้วย”

“ท่านเคยคิดบ้างไหมว่า เจ้าหญิงจะเลือกคู่ได้กับผู้ใด”

“ถ้าเปนใจของฉัน” เจ้าชายพยายามเน้นเสียงให้ชัด “ฉันคิดเอาข้างพระเจ้ากรุงของฉันเอง คือพระเจ้าฐากูรชาตรี”

“ฐากูรชาตรี ! นั่นซี ! เหมือนใจของฉันเหมือนกัน” บุณยเสนาตบไหล่เจ้าชายเปนฐานสัพยอก “ท่านผู้นี้มีความสามารถยากที่จะมีผู้เสมอได้ ก็เพียงเจ้าศิลปลกแห่งพาณิชยเกตุเท่านั้น แต่เจ้าศิลปดิลกไม่ได้อยู่ในวงการเลือกคู่ครั้งนี้ด้วย”

“ทำไมหรือ?”

“จะทำไมเสียอีกเล่าท่าน ราชภุชจะกองเปนราชปัจจามิตรกับพาณิชยเกตุน่ะซี และความมั่นหมายอย่างสำคัญ ๆ ของพระเจ้ากรุงนี้ ย่อมหวังที่จะให้พวกกนิฎฐาได้กับฐากูรชาตรี เพราะท่านผู้นี้จะเปนคู่ปราบคนสำคัญของเจ้าชายศิลปดิลกผู้นั้น ท่านเห็นไหมล่ะว่าฝีมือแห่งพระเจ้ากรุงของท่าน หอมหวานและสดชื่นปานไหน”

“เฮอ !” เจ้าชายแสร้งถอนพระทัย “ถึงอย่างไรก็ดี แม้เราจะรักเจ้า, รักชาติเปนอย่างยิ่งก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ก็เปนเครื่องหมายของการเลือดนองเสียแล้วไม่ใช่หรือ ท่านที่รักเอ๋ย ดังนี้เเหละฉันจึงแสนจะเศร้าใจ”

“ไม่ควรจะเศร้าใจเลย” บุณยเสนามีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นคง “เปนธรรมดาของการปก ครอง, ของการที่จะหาความสมบูรณ์ให้กับประเทศบ้านเมือง เหมือนกับเช่นท่านที่เปนพ่อค้าอยู่นี้ มีความสามัญที่ย่อมพยายามหาลูกค้าและเอาใจลูกค้าให้มากที่สุดที่จะมากได้ รัฐประสาสโนบายก็ไม่เพี้ยนพาณิชโยบายดังนั้นดอก เจ้าแผ่นดินจึงทำหน้าที่คล้ายกับพ่อค้าผู้สามารถนั่นเอง เมื่อท่านเคยใช้ความวิจารณาอย่างสุขุมมาแล้วเพียงใด ขอท่านจงให้ความยุตติธรรมแก่บ้านเราเมืองท่านดังนั้นเถอะ หน้าที่ของฉันต้องรบ หน้าที่ของท่านต้องค้า เราจงทำทั้งสองอย่างนี้เพื่อช่วยเหลือกันจะดีกว่า ถ้าท่านไม่พยายามมาวิตกด้วยกิจของฉันเสียบ้างแล้ว ท่านก็จะเปนสุขขึ้นได้บ้าง หายเศร้าใจบ้างหรือยัง ท่านที่รัก"

“จะว่าหายก็พอได้ดอกท่าน เพราะเมื่อท่านได้มาปลุกปลอบด้วยน้ำใจอันดีดังนี้ ฉันก็จะเชื่อถือและเห็นจริงด้วย จึงพยายามให้หายเศร้าที่สุดที่จะเปนไปได้”

“ยอดมิตรของเราผู้นี้ จะหาผู้ใจบุญที่ยิ่งกว่าเปนไม่มีแล้ว เราดีใจเหลือเกิน ที่ท่านหายเศร้า เราพอใจที่สุดที่ท่านได้คิตถูกต้องดังนั้น”

เจ้าชายทรงพระสรวลเบา ๆ และบุณยเสนาก็หัวเราะตอบ ทั้งสองจึงได้ยึดเรื่องสนทนากันต่อไปอีก อย่างเต็มไปด้วยความเพลิดเพลินยิ่ง.

ในวันเดียวกันนั้น เจ้าชายทรงถวายดอกลำเจียกกับเจ้าหญิงอารยวดีอีกตามเคย เปนครั้งที่ได้ขอร้องถึงการนัดพบกันขึ้น ซึ่งเปนครั้งที่มีความสำคัญผิดกว่าครั้งทั้งหลาย ที่ทั้งสองพระองค์ได้ติดต่อกันมาแล้ว ในครั้งนี้จึงเปนครั้งพิเศษ ที่ทั้งสองพระองค์ทรงตระหนักแล้วว่า มีค่าเสมอด้วยพระชนม์ทีเดียว.

คืนนั้น นอกจากแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันหอมภายในราชวังหลวงแล้ว ทุกแห่งที่ปกคลุมไว้ด้วยความมืดของเพลากลางคืน เจ้าชายศิลปดิลกแต่งพระองค์อย่างประณีต เข้าไปภายในราชอุทยานพร้อมด้วยพระสหายกับมหาดเล็กผู้สนิททั้งสอง ซึ่งเมื่อถึงกะท่อมที่พักของนายมาลิคนเฒ่าผู้เฝ้าสวนแล้ว ทั้งคู่คงอยู่ณที่นั้น พระองค์ผู้เดียวดำเนินลึกเข้าไปในราชอุทยาน และตรงไปยังสระน้ำอันร่มรื่นแห่งเดิมนั่นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ได้เปลี่ยนลักษณะให้ผิดไปกว่าเมื่อครั้งแล้ว คือมืดจนแทบจะเห็นตัวกันไม่ได้

ที่แท่นหินอ่อน ริมโคนไม้ใกล้สระศรีแห่งนี้ เจ้าชายแฝงพระกายรออยู่เปนเวลานานไม่น้อย แสงสลัวเท่านั้น ที่เปนเพื่อนของดวงตา และความรักเท่านั้น ที่เปนเพื่อนของดวงใจ จึงให้ความอบอุ่นแก่เจ้าชายอยู่ได้จนตลอดเวลาที่ต้องคอยนั้น อานุภาพเช่นนี้คืออำนาจของความรัก ซึ่งเราจะบอกเล่ากันได้ว่า ความรักคือศิลปของหัวใจและเปนหัวใจของศิลปทั้งหลายเท่านั้นเอง เจ้าชายไม่ได้ทรงหวั่นหวาดต่อความมืด เพราะความมืด, ความสว่าง, หรือดินฟ้าอากาศทั้งหลาย ไม่ใช่เปนกำแพงกั้นทางเดิรของความรัก และเจ้าชายก็ไม่ได้ทรงเกรงอันตรายทั้งหลายเลย เพราะอันตรายย่อมมีมาเสมอสำหรับผู้ที่จะเดิรทางไปหาผลของความรักเช่นนี้ และเจ้าชายก็ไม่ได้ทรงพอพระทัยต่อกลิ่นหอมของดอกไม้, ต่อเสียงร้องของสัตวน้อยใหญ่อันบรรดามีอยู่ภายในราชอุทยานนั้นอีก เพราะการที่ต้องคอยเจ้าหญิงผู้ยอดเสน่หานั้น เปนหัวใจของพระองค์ไปเสียแล้ว.

มีร่างคนในเครื่องปกคลุมสีดำผู้หนึ่ง ค่อย ๆ เคลื่อนมาตามถนนโรยกรวดเม็ดเล็กอย่างระมัดระวังมาก เจ้าชายยังระแวงนักว่า อาจเปนสัตรูคนใดคนหนึ่งปลอมแปลงมาก็ได้ จึงกุมด้ามดาบไว้มั่นพยายามยืนนิ่ง เพื่อระงับพระทัยที่เต้นแรงอยู่นั้นเปนครู่หนึ่ง แล้วจึงเดิรตรงไปหาร่างของคนที่ยังสงสัยผู้นั้น ได้ด้วยความอาจหาญและมั่นคง พอดีทั้งสองก็ได้ยืนผจญหน้ากันโดยทันที ซึ่งแม้ว่ามีความสลัวอยู่สักเท่าไรก็ตาม จากผ้าดำที่คลุมพระเศียรของเจ้าหญิงอยู่นั้น ทำให้เจ้าชายยังคงจำพระพักตร์ของเจ้าหญิงได้เปนอย่างแน่ตา ดังนั้นจึงได้มเสียงเริ่มอุทานออกมา.

“เจ้าหญิง ! นี่หม่อมฉัน !”

เหมือนดังยกเอาความหนักใจทั้งสิ้นออกไปเสียจากอก พระกายของเจ้าหญิงจึงเบาและสั่นเพราะความประหม่า รีบดำเนินไปทอดพระองค์ลงนั่งยังแท่นหินอ่อนอันนั้น แล้วจึงตรัสออกมาอย่างเบามาก.

“คันธวณิช นั่นเธอหรือ ?”

เจ้าชายมาหย่อนพระกายลงนั่งที่ข้างองค์ของเจ้าหญิง แต่ห่างกันองค์ละมุมของแท่นเท่านั้น และโดยที่ยังมิได้พูดกันเลย ที่นั้นจึงถูกความเงียบสงัดครอบงำเข้าไว้จนทั่ว นับว่าเปนโอกาศของเจ้าชาย ที่ได้ประทับนั่งพิศดูเจ้าหญิงอยู่จนไม่วางตา แม้จะมืดหรือสว่างประการไหนก็ตาม เจ้าชายยังรู้สึกเสมอว่า ผู้ที่นั่งอยู่ในที่ซึ่งไม่ห่างจากพระองค์นี้ ไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากหัวใจอีกดวงหนึ่งของพระองค์เท่านั้น ช้าและนาน, เจ้าหญิงจึงเหลือบพระเนตร์ชะม้ายตอบแทนมาสักครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็พากันสงบอยู่ดังเดิมอีก จนเสียเวลาไปเปนนานหลายนาน เจ้าชายจึงตรัสขึ้น คล้ายคนที่กำลังมีความสะทกสะท้านอย่างหนัก.

“เวลานี้มีใครทราบบ้างไหมกระหม่อม ว่าฝ่าบาทได้เสด็จมาที่นี่”

เจ้าหญิงเบือนพระพักตร์มาตอบเจ้าชาย.

“เปล่าจ้ะ!”

“ถ้าเช่นนั้น ขอให้ฝ่าบาทได้ทรงเชื่อถือไว้ ว่าเวลานี้กระหม่อมเปนมหาดเล็กผู้ใกล้ชิดที่สุดของฝ่าบาทแล้ว”

“จ้ะ, ขอบใจ ฉันเชื่อเธอ”

เมื่อได้ฟังเสียงอันไพเราะถึงปานนี้ เจ้าชายก็ทรงถอนพระหฤทัยอย่างแผ่วครั้งหนึ่ง พลางรับสั่งว่า.

“หม่อมฉันสงสัยตนเองอยู่เปนหนักหนา ว่าทำไมฝ่าบาท จึงได้ทรงเชื่อถือคนอย่างหม่อมฉันได้ถึงเพียงนี้”

เจ้าหญิงเริ่มมองเจ้าชายอย่างเต็มพระเนตร์

“เธอสงสัยว่า ทำไมฉันจึงได้ไว้วางใจคนอย่างเธอเช่นนั้นหรือจ๊ะ”

“กระหม่อม” เจ้าชายทรงตอบอย่างรู้สึกพอพระทัยอย่างยิ่ง

“ไม่เห็นแปลกอะไรเลย” เจ้าหญิงเบือนพระพักตร์กลับมา “เพราะคุณสมบัติของเธอที่ไม่ผิดเพียงนายพาณิชย์ผู้อื่นเท่านั้น แต่ผิดกว่าบรรดาสามัญชนทั้งหลายที่ฉันได้เคยพบมาแล้วด้วย ฉันได้ยึดถือภูมิธรรมของเธอข้อนี้ เปนเครื่องสนับสนุนความไว้วางใจของฉันที่มีต่อเธอเปนคั่นแรก”

“คือฝ่าบาทผิดกว่าผู้หญิงทั้งหลายที่หม่อมฉันได้เคยพบมาแล้วเหมือนกัน”

“ทำไมหรือจ๊ะ”

“เพราะฝ่าบาทไม่ทรงถือพระองค์ว่าเปนเจ้า ว่าเปนผู้มีเกียรติยศ, เกียรติคุณ และเปนผู้มีความสวยงามเปนอย่างเยี่ยมยอดนั้นเสียเลย จนกระหม่อมไม่มีอะไรเลย ที่จะนับถือคุณงามอันเยี่ยมยอดของฝ่าบาทเช่นนี้ให้พอเพียงได้”

“คันธวณิชจ๋า! ถึงฉันจะเปนเจ้าหญิงแต่ฉันก็ยังเปนคน ความเปนเจ้าหญิงของฉัน ไม่ทำให้ฉันเปนคนดีที่ครบถ้วนได้ดอก เพราะยังหาความดีที่เที่ยงแท้เหมือนคนทั้งหลายมิได้ ฉันยังถูกขังอยู่ในที่ล้อมของเกียรติยศและประเพณี ซึ่งสิ่งนี้ได้มีกับตัวฉันมาตั้งแต่เกิดเสียแล้ว มันจึงไม่เปนคุณสาระอะไรแก่ฉันเท่าใดนัก เพราะฉันยังสร้างเกียรติยศและความดีที่สมควรทั้งหลายด้วยตนเองยังไม่ได้ แต่เมื่อมันไม่มีมาเองเช่นนี้ ฉันจึงต้องรับใช้มันไป ทั้งที่ยังไม่มีความสามารถอะไรเลยนี่ทีเดียว ภูมิธรรมที่เหลวไหลก็ยังมีอยู่ในโลกเช่นนี้ได้ ฉันจึงจะทำทุกอย่างที่ฉันชอบใจที่จะทำ เพราะผู้ชายที่สร้างเมืองได้ ครองเมืองเปนแล้ว นับประสาอะไรกับที่จะเปนเจ้าไม่ได้ ก็การที่ฉันได้เลือกคบคนที่เปนทั้งผู้ดีและผู้มีตระกูลเช่นนี้ จะถือว่าฉันไม่ควรจะทำได้เช่นนั้นหรือจ๊ะ ความไม่มีอะไรเลยของเธอนั่นแหละ ที่ถ่อมตัวมาเพื่อยกยอฉันในสิ่งที่ไม่ควรจะเปนเลย”

“ฝ่าบาท!” เสียงของเจ้าชายเต็มไปด้วยความตื้นตัน “ความจริงที่ฝ่าบาทได้ตรัสมาดังนี้ ดูเหมือนจะทำให้ฝ่าบาทเศร้าพระทัยอยู่เปนอันมากไม่ใช่หรือ เพราะความร้อนใจทั้งหลายนั้นเองได้มารบกวนฝ่าบาท และโดยที่ได้ฝืนความนิยมทั้งสิ้นนั่นแหละ ที่ทำให้ฝ่าบาทต้องร้อนพระทัย ถ้ากระหม่อมทาให้ฝ่าบาทต้องเศร้าลงไปถึงเพียงนี้ กระหม่อมจะสนองพระกรุณาของฝ่าบาทด้วยวิธีไรอีกไม่ได้ นอกจากยอมทำทุกอย่างที่ฝ่าบาทจะได้เปนสุขเท่านั้น เท่าที่ฝ่าบาทได้เสด็จมาหากระหม่อมเช่นนี้ ไม่ทรงรู้สึกเศร้าพระทัยอะไรบ้างเลยหรือ ?”

“เศร้าใจ! การที่เธออยากจะพบฉันก็เพราะต้องการจะถามฉันอย่างนี้ดอกหรือจ๊ะ”

“เท่านี้แหละฝ่าบาทของกระหม่อม”

“ความเศร้าใจ! ฉันของเธอ!” พระเสียงของเจ้าหญิงเปลี่ยนเปนแว่วและสั่น.

“เธอคิดบ้างไหม ว่าฉันควรจะเศร้าใจในเรื่องอะไรได้บ้าง”

“ถ้าเรื่องที่ใหญ่โตและร้ายแรงที่สุดแล้ว คงไม่มีเรื่องอะไรที่สำคัญไปกว่าการเลือกคู่ของฝ่าบาทได้ ฝ่าบาททรงพอพระทัยที่จะสยุมพรในพิธีนี้บ้างหรือเปล่ากระหม่อม”

เจ้าหญิงนิ่งอึ้งลงไปทันที เงยพระพักตร์อันนวลเปนสีมณฑาทองขึ้นมองดูชายผู้ที่อยู่ในหัวใจของพระองค์นั้น ด้วยความพินิจเปนอย่างหนักหนา แม้จะไม่เห็นเขาถนัดนัก แต่เขาก็นั่งอยู่ในที่อันใกล้นั่นเอง มีเขาอยู่เช่นนี้ดูช่างมีความอบอุ่นในพระทัยของพระองค์เปนที่ยิ่ง จากวงความคิดบางอย่างที่จะต้องถูกคิดค้นมาจารนัยเช่นนี้ เจ้าหญงิมองมีน้ำมาหล่อดวงพระเนตร์จนเต็ม ความมืดไม่ได้ลบล้างแสงน้ำอันสดใสอย่างนั้นให้เหือดหายไปได้ง่าย ๆ ดอก พระเสียงที่ดำรัสจึงสั่นเครือเปนที่สุด.

“เธอถามดังนี้ ฉันตอบเธอได้ยากเหลือเกิน การเลือกคู่ของฉันหรือจ๊ะ มิได้, มันไม่เปนความจริงเลยทีเดียว ที่จะทำให้ฉันถึงกับเศร้าโศก มันเปนเพียงบางทีที่อาจจะทำให้ฉันรู้สึกช้ำใจไปได้บ้างเท่านั้นดอก”

เจ้าหญิงกวาดพระเนตร์ไปทั่วทุกแห่ง แล้วตรัสต่อไป.

“ดูเถิดนะ คันธวณิชจ๋า ความมืดนี้ก็เหมือนกัน ความไม่มีอิสสระภาพในหัวใจของฉันไม่ผิดกัน ทุกวันนี้หญิงชายทั้งหลายต่างก็พากันก้าวเดินไปตามวิถีของความมืด เพราะขนบธรรมเนียมและความดีทั้งสิ้นเปนสิ่งที่จะชักนำให้เปนดังนี้ เพื่อจะให้ความรักเปนแสงสว่างช่วยนำทางให้เปนไปในทางที่ถูกเสียใหม่ ความหลงคล้ายกับความมืดของกลางคืน ความรักดังเช่นความสว่างของกลางวัน และด้วยทรัพย์สินเงินทอง,เกียรติคุณความงาม,กับประเพณีทั้งหลายนั่นเอง ได้ก่อให้เกิดความหลงขึ้นได้อย่างง่ายและแสนง่าย ด้วยอานุภาพของความหลงเช่นนี้ จึงทำให้มนุษย์เต็มไปด้วยความชอกช้ำเสียเปนอย่างยิ่งนัก ขอให้เธอคิดดูเถิดว่า ในสมัยกลียุคอย่างสมัยนี้ จะมีอะไรมาลบล้างความย่อยยับที่จะมาถึงให้เสื่อมศูนย์ไปเสียได้ นอกจากจะพบสมัยของอารยะธรรมและสมัยของการบำรุงความจริงด้วยความรักเท่านั้น แต่ใครเล่าจะเปนผู้นำให้เราเดินไปสู่ทางที่มุ่งหวังเช่นนี้ได้ เมื่อทุกคนยอมปล่อยตัวให้เปนไปตามความย่อยยับนี้จนสิ้นแล้ว แเละเมื่อความเชื่อถืออย่างเหลวเลอะได้ฝังเข้าไปอยู่ในแก่นกระดูกของทุกคนเสียแล้ว เช่นนี้แหละเธอจ๋า มันจึงทำให้ฉันต้องช้ำใจ”

เจ้าชายเยือนพระกายให้ใกล้เข้ามาอีก ดูเหมือนความรู้สึกของพระองค์ในขณะนั้น จะทำให้ต้องควักพระทัยออกมาปลอบประโลมน้ำเสียงที่ทรงได้ยินนี้เสียก็แทบจะว่าได้ ทรงพระดำรัสตอบ.

“จะมีอะไรบ้างเล่าฝ่าบาท ที่หม่อมฉันจะทำให้ฝ่าบาทได้หายเศร้าลงได้ เพราะชีวิตของหม่อมฉันที่จะยั่งยืนอยู่นี้ ก็ด้วยกระหม่อมมีฝ่าบาทที่อยู่คงไว้ด้วยความสุข เปรียบได้ดังฝ่าบาทเปนวิญญาณชีวิตอีกดวงหนึ่งของกระหม่อมทีเดียว ถ้าฝ่าบาทเปนทุกข์เช่นนี้ กระหม่อมก็มีความสุขต่อไปไม่ได้เลย บอกซี, ฝ่าบาท เราจะช่วยอะไรกันได้บ้าง.”

“เปล่าจ้ะ ฉันได้บอกแล้ว ว่าฉันไม่ได้เศร้าใจอะไรเลย เพราะฉันได้รู้สึกเปนอันดีว่า สิ่งเหล่านี้เปนทั้งหน้าที่และความรักที่ฉันจะต้องทำ คือฉันจะต้องรักชาติ, รักตระกูลวงศ์และรักทั้งความที่เหมาะกับทางที่ควรทั้งหลาย ฉันจึงต้องทำทุกอย่าง เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปด้วยดีอย่างที่สุดที่จะก้าวไปได้ ผู้หญิงนะเธอนะ สามารถทำงานทุกอย่างได้ทั้งที่ตื้นและที่ลึก ทั้งทำได้ตลอดจนงานที่เกี่ยวด้วยหัวใจเปนอย่างสูง ผู้ชายเปนผู้ก่อและเปนผู้ตั้ง แต่ผู้หญิงเปนผู้ทำตามและเปนผู้ทำความสำเร็จให้ เมื่อฉันมีหวังที่จะทำความสำเร็จได้เช่นนี้ จึงอย่าหวังเลยที่ฉันจะรู้สึกเศร้าใจแต่นั้นมารู้สึกเสียว่า ฉันต้องทำตามและต้องทำความสำเร็จอย่างที่หัวใจไม่ปรารถนาดังนี้ มันจึงไม่มีความยุติธรรมอย่างแท้จริงของโลกเสียเลย อย่างนี้จึงทำให้ฉันรู้สึกมีความช้ำใจอย่างที่สุด และช้ำหนักช้ำหนา.”

เจ้าชายถอนพระทัยอีกครั้งหนึ่ง ที่ยืดยาวกว่าครั้งแล้วเปนอันมาก

“คือหมายความว่า ฝ่าบาทไม่มีความปราณีต่อกระหม่อมเสียเลย”

“ทำไมหรือจ๊ะ”

“เพราะการที่ฝ่าบาทต้องช้ำพระทัยไปในครั้งนี้ กระหม่อมคิดว่า ถ้าไม่มีกระหม่อมเสียเลยแล้ว ฝ่าบาทก็จะหาความช้ำใจอะไรไม่ได้ แต่เมื่อได้เกลียดความยุตติธรรมอันเกิดเปนมาแล้ว ก็เหมือนกับฝ่าบาทได้เกลียดกระหม่อม ซึ่งเปนผู้ก่อนั้นด้วย จึงนับว่ากระหม่อมไม่ได้รับความกรุณาจากฝ่าบาทประการใดเลย.”

“เธอจะเอาความกรุณาอะไรจากฉันให้มากไปกว่าที่เปนมาแล้วนั้นได้ เพราะเท่าที่ฉันได้ติดต่อกับเธอมาจนถึงเพียงนี้ ประเพณอันเปนศีลธรรมก็ได้ให้ความผิดแก่เราอยู่มากแล้ว แต่ศีลธรรมอันจะเปนประเพณีนั่นแหละ ทำให้ฉันได้กรุณาเธอเปนอย่างที่สุด”

“ก็แต่ทำไมฝ่าบาทจึงไม่ได้ยอมให้ความเห็น ความเชื่อถือ, กับความเข้าใจในกันและกันเปนฐานพิเศษแก่กระหม่อม ซึ่งสมกับความกรุณาอันนั้นด้วย.”

“ออกถึงเพียงนี้แล้ว เธอจะเอาอะไรกับฉันอีกเล่าจ๊ะ.”

“ฝ่าบาท! กระหม่อมต้องการเพียงเท่านี้เอง ไม่ต้องการอะไรให้มากไปกว่านี้อีกเลย” เจ้าชายยกพระหัตถ์ของเจ้าหญิงขึ้นจูบอย่างปราณี, ถนอม, ประคองจนแทบจะมิยอมให้ชอกช้ำได้ ซึ่งเจ้าหญิงก็ระทดระทวยไปมาด้วยใจอันแสนจะเร่าร้อน ทั้งโดยความรักและความสงสารไหลบ่าเข้ามาจนล้นอยู่ในหัวใจ จึงมิสามารถจะขัดขืดประการใดได้ เจ้าชายได้กอดเจ้าหญิงเข้าไว้ในวงแขนทั้งสองข้าง ร่ำพรรณนาต่อไป

“เจ้าหญิงของกระหม่อม เมื่ออยู่ใกล้ชิดกันเช่นนี้ กระหม่อมสะกดใจไว้ไม่ได้ ฝ่าบาทจะเห็นว่า กระหม่อมทะนงองอาจปานไหนก็ตามเถิดนะ แต่บัดนี้ชีวิตต์ของกระหม่อมได้เปนของฝ่าบาทสิ้นทั้งดวงวิญญาณด้วยแล้ว.”

เจ้าหญิงทรงซบพระเศียรลงที่อุระของเจ้าชาย ทอดถอนพระหฤทัยด้วยความหวาดหวิว ขณะนั้นมืดหรือก็แสนมืด อากาศหรือก็เย็นฉ่ำชื้น แต่ที่ทั้งสองได้มองเห็นกันได้ ก็โดยความซื่อตรงอันได้มีต่อกันเท่านั้น ที่ได้เปนแสงสว่างอยู่ และเจ้าชายก็ได้ร่ำพรรณาต่อไปอีก

“ฝ่าบาทผู้เปนยอดหัวใจของคันธวณิชนี้ ถ้าใครตายเพื่อความรักได้ กระหม่อมก็ขอยอมตายเพื่อฝ่าบาทของกระหม่อมได้ และถ้าใครทั้งโลกยอมตายเพื่อความสุขของฝ่าบาท กระหม่อมก็ขอยอมตายเพื่อคนทั้งหลายเหล่านั้น และถ้าวันใดโลกขาดฝ่าบาทไปเสีย กระหม่อมก็ขอยอมให้โลกขาดกระหม่อมไปในเมื่อนั้นด้วย และถ้าวันใดเปนวันเลือกคู่ของฝ่าบาท วันนั้นกระหม่อมก็จะต้องนำตนมาเปนคู่ของฝ่าบาทให้จงได้ กระหม่อมขอให้ความสัตย์ดังนี้ น้ำคำของกระหม่อมก็ยังไม่หนักพอเหมือนที่ ดวงใจของกระหม่อมได้รู้สึกเลย กระหม่อมจะไม่ยอมพาฝ่าบาทให้หนีไปอย่างคนขลาด โดยละทิ้งคำครหาและคำเยาะเย้ยให้มีอยู่ กระหม่อมจะไม่ยอมให้ความเสื่อมศรีเสียศักดิ์อันใดมาแผ้วพานฝ่าบาทได้เลยเปนอันขาด กระหม่อมจะทำทุกอย่างที่เปนศีลธรรม และทุกอย่างที่ชายชาญชาตรีจงพึงทำได้ตามหน้าที่ของตน กระหม่อมจะยอมทำได้ดังนี้ เพื่อให้ฝ่าบาทได้เห็นความจริงใจของกระหม่อมเท่านั้น และที่กระหม่อมต้องการพบกับฝ่าบาท ก็เพื่อต้องการความเห็นด้วยในอย่างนี้เพียงอย่างเดียว เห็นด้วยกับกระหม่อมไหม ยอดของหัวใจของคันธวณิชกระหม่อม.”

“จ้ะ! ฉันเห็นด้วย”

เจ้าชายจูบพระนลาตของเจ้าหญิง จูบไปจนทั่วพระปรางอันนวลละออ แล้วก็โอบกอดไว้ไม่ห่างคลายลงได้ ความอบอุ่นเคลือบคลุมความสุขเปนไปนาน-และนาน-แล้วก็นานแสนนาน ในที่สุดเมื่อได้มีเสียงสัญญาณบอกอันตรายดังขึ้นมาจากคนสนิทและมหาดเล็กของเจ้าชายแล้ว จึงทำให้พระองค์ต้องคลายวงแขนและจูงเจ้าหญิงให้ลุกขึ้น

“มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเราแล้ว รีบเสด็จกลับเถอะฝ่าบาท กระหม่อมจะพยายามมาพบทุกโอกาศในคืนข้างหน้า กลับเถอะนะ, คนดีของคันธวณิช”

เจ้าหญิงผวาเข้ากอดเจ้าชายไว้ น้ำเสียงร้าวเพียงจะแตกออกมาจากหัวใจ

“ทำไมเราจึงจะมีความสุขกันเหมือนเช่นนี้อีก เราจะต้องจากกันเสียแล้วหรือจ๊ะ.”

“จากกันเพียงกาย ด้วยความจำเปนเท่านั้นดอก ฝ่าบาท เรายังมีเวลาอีกนาน พอที่จะแก้ไขความที่ควรทั้งหลายได้อยู่ กลับเสียก่อนเถอะ, ฝ่าบาทของกระหม่อม.”

มีน้ำที่อุ่นหยดลงต้องแขนของเจ้าชาย แล้วก็มีแขนอันอ่อนนุ่มโอบมาที่ไหล่ของพระองค์จนแน่น มีเสียงที่สุดจะหวานผ่านมาให้ความเงียบอย่างเบานั้นอีก

“ฉันก็รั้งหัวใจไว้อีกไม่ได้แล้ว มันได้บินไปหาเธอเสียจนหมดสิ้น เธอจงมั่นคงนะจ๊ะ เธอจงทำทุกอย่างที่เราจะเตร่ไปหาความสุขชั้นยอดของเราได้ ฉันจะยอมพลีชีวิตเพื่อช่วยความสำเร็จของเธอทุก ๆ ทาง นะจ๊ะ, สุดสายใจของอารยวดี.”

มีลมหายใจที่อบอุ่นทาบทาอยู่ที่พระอุระของเจ้าชาย เพียรผละเพียรกอดกันอยู่ไม่ยอมที่จะพรากจากกันให้แน่นอนลงไปได้ ในที่สุดจึงต่างก็ตัดใจ เจ้าชายจูงกรเจ้าหญิงพาดำเนินไปส่งจนถึงใกล้พระตำหนักจึงได้จากมา และได้พบกับคนสนิททั้งสองของพระองค์ ได้รับคำบอกเล่าอย่างรีบร้อน

“ฝ่าบาท! ทหารหลวงของนครราชภุชกำลังตามจับฝ่าบาทอยู่ เพราะทราบกันแล้วว่า ฝ่าบาทคือรัชทายาทของนครพาณิชยเกตุ เวลานี้ทหารทั้งหลายกำลังแยกหมู่กันอยู่ทั่วไปภายในนครนี้ เสด็จหนีเสียเถอะ พ่ะย่ะค่ะ”

ทั้งสามคนได้ต่อตัวกันปีนข้ามกำแพงราชอุทยานแห่งนั้น ออกไปภายนอกได้โดยสวัสดิภาพ

----------------------------

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ