บทที่ ๘ - ความสวาท

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าชายศิลปดิลก กำลังยืนทอดพระอารมณ์อยู่บนเคหาสน์ขององคมนตรีผู้หนึ่ง ภายในนครราชภุช สักครู่ใหญ่มชายร่างกายเดินมาโอบรอบไหล่ของพระองค์ และเริ่มปราสัยขึ้น

“ท่านคันธวณิช การพักของท่านสุขสบายดีตลอดคืนดอกหรือ ?”

เจ้าชายหนุ่นเหลียวไปยังองคมนตรีผู้นั้น ยกหัดถ์ขึ้นจับไหล่ของเขาบบอย่างฉันท์ไมตรี ยิ้มอย่างชื่นบานแล้วว่า

“สำหรับข้าพเจ้า, ไม่จำเปนจะต้องเปนห่วงถึงเลย เพราะความจริงข้าพเจ้าควรจะไปพักที่กระของนายมาลิเหมือนอย่างเคยจึงจะถูก ครั้นเมื่อมาได้พบเห็นความสมบูรณ์ทุกประการดังนี้ แน่เทียว ! ข้าพเจ้าบอกความรู้สึกอันสดชื่นอย่างแท้จริงแก่ท่านไม่ได้ ว่าแต่ท่านเถอะ เปนปกติเรียบร้อยแล้วหรือ”

“ไม่มีอะไรบกพร่องแล้ว ท่านที่รัก เออ ! ลองเล่าถึงความสามารถของท่านซึ่งให้ไว้กับข้าพเจ้าให้ฟังสักหน่อยเถอะ”

เจ้าชายเปลี่ยนพระหัดถ์ไปจับไว้ที่ซุ้มพาดเถามะลิวัลลิ์ เอนพระองค์พิงลงไปอีกทีหนึ่งแล้วตรัสตอบ

“ไม่มีอะไรมากดอก ท่านบุณยเสนา, ข้าพเจ้าได้เคยบอกท่านมาเมื่อคืนนี้ครั้งหนึ่งแล้ว ว่าข้าพเจ้าเปนนายคันธวณิช ได้นำสินค้าหลายอย่างมาจากต่างเมือง แต่สินค้าของข้าพเจ้ายังมาไม่ถึง เพราะข้าพเจ้าและยอดมิตร์อีกสองคนได้ล่วงหน้าเข้ามาในเมืองนี้ก่อน ซึ่งข้าพเจ้าได้มาถึงที่เมืองนี้หลายเพลาแล้ว และเวลาค่ำได้ใช้เวลาพักอยู่กับนายมาลิผู้เฒ่าใจดีที่กระท่อมของเขา เมื่อคืนนี้ หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ตรวจดูการค้าขายอย่างอื่น เพื่อเตรียมซื้อไว้ไปขายในต่างเมืองแล้ว ข้าพเจ้ากับมิตร์ทั้งสองจึงเดิรทางจะกลับ เพื่อไปยังที่พักอีกตามเคย ครั้นมาระหว่างทางข้าพเจ้าก็ได้พบท่านกำลังต่อสู้อยู่กับคน ๖-๗ คนเหล่านั้น ข้าพเจ้าเห็นท่านมีอาการอ่อนกำลังลงเต็มที่ และเห็นไม่เปนธรรมอย่างยิ่ง ที่คนหลายคนได้พากันมารุมทำร้ายท่านผู้เดียว ข้าพเจ้ากับพวกจึงได้ตรงเข้าช่วยเหลือและนำมายังบ้านหลังนี้ ตามที่ท่านได้บอกเมื่อก่อนจะสิ้นสติลงไป ข้าพเจ้าเสียเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่จะสืบหาบ้านของท่าน เพราะท่านเปนคนสำคัญคนหนึ่งในนครนี้ ต่อไปก็ไม่มีอะไรอีก นอกจากที่ท่านจะได้ถูกแก้ไขให้ฟื้นขึ้น และพักผ่อนเปนอันดีต่อมาจนตลอดคืน ท่านมีเหตุผิดใจกับคนเหล่านั้นมาประการใดหรือ ?”

บุณยเสนาองคมนตรีผู้นั้นยกมือขึ้นกอดอกแล้วส่ายหน้า

“เต็มทีมากท่านเอ๋ย ! ในเมืองนี้คนของเขาอาจไม่พอใจใครขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ มันเปนธรรมดาของผู้มีฝีมือ มักจะพยายามลองความสามารถกันอยู่เนือง ๆ ข้าพเจ้าเคยใช้เวลากลางคืนเที่ยวเตร่มาก็นานวันมาก พึ่งจะได้ถูกลองความสามารถก็เมื่อคืนนี้เท่านั้น แต่พวกเพื่อนของข้าพเจ้าถูกลองดีจนสิ้นฝีมือไปจนหมด ท่านจึงเห็นข้าพเจ้าเหลืออยู่แต่ผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งข้าพเจ้าก็เกือบจะสิ้นชื่ออยู่แล้วเหมือนกัน แต่ท่านและคณะได้ให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าคงมีอยู่ต่อไปได้ ด้วยฝีมียอันดีเยี่ยมดังที่ท่านได้แสดงมาแล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่มีอะไรที่จะเหลือไว้สำหรับการไม่ตอบแทนคุณอันนี้แก่ท่านได้อีกเลย แต่นี่มิตร์ทั้งสองของท่านได้ไปที่ไหนเสียแล้วล่ะ”

“คงอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งในบ้านนี้เปนแน่นอน”

“ดีแล้วท่านที่รักยิ่ง! เราจงมาเปนยอดมิตร์กันอีกสักคนเถอะ ขอให้เราทุกคนได้ใช้บ้านนี้โดยเต็มตามความปรารถนาทุกอย่างเถอะนะ สำหรับข้าพเจ้าไม่มีอะไรเหลือไว้เปนความลับของท่านอีกแล้ว ข้าพเจ้าจะทำทุกอย่างเพื่อความไว้วางใจ, ความนับถือและความรักซึ่งมีอยู่ต่อกันอย่างพร้อมบริบูรณ์ เราจงไปกัน เราจะได้ร่วมโต๊ะอาหารอันเดียวกันทุกคน วันนี้ข้าพเจ้าจะต้องเข้าเฝ้าพระราชา จึงหมายใจจะให้ความสำราญแก่กันในตอนเช้านี้สักครั้งหนึ่งก่อน”

ทั้งสองพากันเดินออกไปจากที่นั้น เพื่อเข้าไปในเคหาสน์ แต่เมื่อบุณยเสนาได้เหลือบไปพบนิ้ว ด้วนของเจ้าชาย ซึ่งพันไว้ด้วยผ้าและรัดไว้ด้วยหนังสัตว์อย่างเรียบร้อยจึงถามขึ้น

“เมื่อคืนนี้ ท่านไม่ได้บาดเจ็บประการใดบ้างดอกหรือ ?”

เจ้าชายดำรัสตอบอย่างปกติ

/*160*“เปล่าเลยทีเดียวท่าน”

“ถ้าเช่นนั้น ทำไมจึงต้องพันนิ้วอันนั้นไว้ด้วยล่ะ”

เจ้าชายศิลปดิลกยกพระหัตถ์ขึ้นทอดพระเนตร์ แล้วก็ทรงพระสรวล

“อ๋อ ! นิ้วนี่นะหรือ ข้าพเจ้าได้สู้รบกับโจรกองหนึ่งที่กลางทาง เปนเลือดเนื้อส่วนหนึ่งที่เราเสียไปอย่างจะต้องจดจำไว้จนตาย”

บุณยเสนาหัวเราะอย่างห้าวหาญกังวาลและมีสง่า พลางชมเชยว่า

“ท่านกล้าหาญและมีฝีมือกว่าบรรดาพ่อค้าทั้งปวง ท่านจึงควรเปนแม่ทัพเอกมากกว่าที่จะมาเปนพ่อค้าดั่งนี้เปนอันมาก”

“ข้าพเจ้าพอใจที่จะเปนทั้งพ่อค้าและนักรบทั้งสองอย่างมากกว่า”

“ความจริงท่านควรจะคิดเช่นนั้น เพราะท่านเปนพ่อค้าขายเครื่องหอม ก็เหมือนกับเสน่ห์ของท่านหอมอยู่กับคนทั่วไป และทั้งที่ท่านมีฝีมือดี ก็เหมือนกับท่านเปนชายชาตรีที่อยู่ในความต้องการของคนทั้งหลายแล้ว แต่สำหรับข้าพเจ้าพอใจให้ท่านเปนแม่ทัพเอกมากที่สุด”

เสียงหัวเราะอย่างพอใจของทั้งสองคน กลืนหายไปพร้อมกับร่างทั้งคู่พากันลับกายเข้าไปภายในเคหาสน์แห่งนั้น

๏ ๏ ๏ ๏

กลางวันในวันเดียวกันนั้น หลังจากที่ได้ไปเยี่ยมสนทนากับนายมาคนเฝ้าอุทยานหลวงแล้ว เจ้าชายศิลปดิลกกทรงไปนั่งพักอยู่ริมขอบสระภายในราชอุทยานหลวง ได้แลเห็นห่านขาวคอระหงกำลังลงเล่นอยู่ในน้ำอย่างเบิกบาน และที่บริเวณแห่งนั้นทั่วไป ก็มีพื้นดินอันเตียนเรียบร้อย มีซุ้มไม้ดอกหอมยังคงส่งกลิ่นดอกที่ค้างอยู่แต่เช้าขจรทั่วไป และมีต้นไม้ใหญ่ทั้งหลายกำลังแผ่สาขาร่มรื่นอยู่ทั่วไป ทำให้เจ้าชายรู้สึกทรงสำราญเปนอย่างยิ่งนัก จึงได้เริ่มจับพิณที่ถือมาด้วยนั้น วางกระชับให้เข้ารูป แล้วก็เริ่มบรรเลงเพลงด้วยเสียงอันแว่วหวานผ่านขจายไปไกล

มีเสียงคนพูดและหัวเราะดังเคล้ามาจากทางที่ไม่สู้ห่างจากที่นั้นนัก และเสียงนั้นก็ใกล้เข้ามา แต่กลับเบาลงกว่าเดิมแล้วก็กลายเปนความเงียบ สัญญาอันมีประจำอยู่ในพระกายของเจ้าชาย จึงทำให้พระองค์ต้องหยุดดีดพิณ และหันไปทางเบื้องหลังโดยเร็ว ดังนั้นภาพที่ประทับตรึงติดกับพระเนตร์อยู่ในบัดเดี๋ยวนี้ ก็ได้ทำให้เจ้าชายรู้สึกว่า โลหิตในกายฉีดอย่างแรงและแผ่สร้านไปทั่วทุกขุมขนอย่างอบอุ่น ภาพนั้นคือภาพหญิงสาวอันสะคราญตา มีรูประหงทรงอรชรอันจะหาที่ตำหนิให้มีมามิได้ อีกทั้งทรงทรามวัยอยู่ทั่วสรรพางค์ สวมพัสตราภรณ์ล้วนแล้วไปด้วยแพรสีอันนวลละออ พรายแพรวพร่างพร้อยพริ้งเพริศเลิศล้ำไปด้วยเครื่องประดับ แลดูแวววับจนจับสายตา นางมีกิริยาท่าทางสง่างามอันจะทัดเทียมได้ก็แต่นางพญาผู้ทรงสำอางอยู่ด้วยมหาเสน่ห์เท่านั้น และทางเบื้องหลังแห่งสาวงามผู้นี้ มีสาวน้อย ๆ ล้อมอยู่จนเกือบรอบ แต่ที่สำคัญที่สุดในโอกาศนี้ก็คือ หญิงสาวผู้เปนประมุขของหญิงทั้งหลายเหล่านั้นกำลังมองดูเจ้าชายอยู่ และพระองค์ก็ตะลึงตอบเสียจนแน่นิ่งเหมือนกัน ตาต่อตาจึงกำลังตรึงกันอยู่อย่างเต็มไปด้วยความสงสัย, ความแปลกปลาดในหัวใจ, และทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งดวงใจจะชี้แจงความรู้สึกให้ทราบอย่างชัดเจนในโอกาศเช่นนี้มิได้ จากนั้นหญิงสาวผู้เดินนำหน้าก็สะบัดสายตาให้ผละไปเสีย และโดยที่ไม่ได้พูดแม้แต่สิ่งใดเลย นางก็เดินนำหญิงทั้งหลายจนห่างไกลหายลับไปจากสถานที่แห่งนั้น

เจ้าหญิงอารยวดีราชกนิษฐาของพระเจ้ากรุงราชภุชอยู่ในพระตำหนัก ข้าหลวงสนิทผู้เปนบุตรีของนายมาลิก็เข้ามาถวายบังคมและถวายบรรดาดอกไม้หอมที่ได้ไปเก็บมาในยามเย็นกับเหมือนเช่นเคย ซึ่งเจ้าหญิงก็รับมาด้วยพระกิริยาอันเรียบอ่อนโยนแต่เฉื่อยชาผิดพระอัชฌาสัยไปบ้างเล็กน้อย และโดยมิได้ตรัสตอบประการใดเลย นอกจากทรงเลือกดอกไม้ทั้งหลายเหล่านั้นไปจนทั่ว แล้วจึงได้หยิบลำเจียกดอกหนึ่งมาทรงพิจารณาเปนครู่ใหญ่ ในที่สุดได้ถามข้าหลวงของพระองค์ผู้นั้น

“ดอกไม้นี้ ได้เก็บมากับมือเองหรือ”

ข้าหลวงตอบอย่างสะทกสะท้านเล็กน้อย

“มิได้ เพคะ บิดาของหม่อมฉันได้ส่งมาถวาย”

เจ้าหญิงยิ้มเล็กน้อย ตรัสตอบด้วยเสียงแจ่มใส

“ดอกใหญ่ดีจริงนะ”

เมื่อลับตาคนทั้งหลายแล้ว เจ้าหญิงจึงได้คลี่กลีบดอกลำเจียกนั้นออกแล้วก็ทอดพระเนตร์ดูแถวอักษรซึ่งเรียงซ่อนอยู่ตามกลีบ อันมีความดั่งนี้

“ลำเจียกนี้ ส่งมาถวายโดยนายคันธวณิชผู้มาจากต่างเมือง เพราะได้เปนบุญตาที่ได้เห็นเจ้าหญิงในอุทยานทิพย์แห่งนั้น และด้วยแต่เกิดมายังไม่เคยพบดอกฟ้าดอกใดจะเทียบความสดสวยให้เสมอเหมือนได้ หม่อมฉันจึงได้ปลื้มไปเสียหมดทั้งตัว จนไม่สามารถจะบรรยายให้ทรงทราบได้ด้วยภาษาอันใดของมนุษย์ ดังนั้นจึงบูชาดอกฟ้าที่หม่อมฉันได้พบ ด้วยดอกไม้ดินดอกนี้ ซึ่งนับว่าเปนเครื่องหมายบูชาอันเต็มใจอย่างสูงของหม่อมฉันแล้ว”

วันที่สองรองลงมาจากวันแรก เจ้าหญิงคงได้ทอดพระเนตร์อักษรในกลีบลำเจียกอีกดอกหนึ่ง มีความดั่งนี้

“กลีบไม้มีเวลาร่วงลงจากดอกมีอุประมาฉันใด ความสวยก็มีเวลาร่วงโรยจากร่างกายของมนุษย์มีอุประมัยฉันนั้น และความหวังที่จะเชื่อไม่ได้ว่าจะไม่มีวันล้มละลายไป ความเชื่อมั่นจึงจะทำให้ทุกคนเชื่อถือนักไม่ค่อยจะได้ แต่สำหรับความสวย หม่อมฉันไม่รู้สึกพิศวงในพระโฉมของฝ่าบาทแม้แต่อย่างใดเลย นอกจากหม่อมฉันพิศวงในทุกสิ่งที่ประกอบเปนองค์ของฝ่าบาทขึ้นมาเท่านั้น ความพิศวงของหม่อมฉันนี้จึงทำให้เชื่อมั่นว่า ฝ่าบาทย่อมทรงไว้ซึ่งความงามอย่างที่จะหาผู้เทียบเทียมได้ยาก ความหวังที่ไม่มีวันล้มละลายของหม่อมฉันดังนี้ จึงมีว่าฝ่าบาทต้องทรงความงามสมกับขัตติยานีอย่างไม่มีวันจะเสื่อมทรามเลย การบูชาของหม่อมฉันในครั้งนี้จึงสูงกว่าที่ได้บูชาฝ่าบาทมาแล้วแต่ครั้งก่อน

ลำเจียกดอกที่สามมีความว่า

“ความรักเปนแต่เพียงความดิ้นรนของเลือด ซึ่งอาจสละไปได้ เพื่อผลแห่งความปรารถนาและความดีงามที่มุ่งหวังนั้น ได้ลุล่วงโดยเร็วอย่างเดียว แต่ถ้ามุ่งหมายทั้งหลายพยายามรักษาให้เย็นไว้ พิษร้ายคงมีเสมอด้วยพิษไข้อื่น ๆ เท่านั้น และจะทำให้ผู้รับได้สำนึกเห็นถึงความอดอยากและความทะเยอทะยานได้ง่ายขึ้นด้วย อันจะทำให้รู้สึกได้อีกว่าทางของความรักนี้จะตัดทอนความงอกงามทั้งวิญญาณและร่างกายของผู้เดินเสียได้เพียงใด หม่อมฉันไม่ยอมตนให้เปนเหมือนชายทั้งหลาย ที่อุททิศหัวใจให้ไฟแห่งความสวาทเผาผลาญเอาเสียจนจะหม่นไหม้ เมื่ออานุภาพอย่างนั้นได้ย่างเข้ามาถึงแล้วดังนั้น แต่บัดนี้ควรทำอย่างไรจึงจะทำให้ฝ่าบาทได้ทรงทราบว่า การบูชาของหม่อมฉันที่มีต่อฝ่าบาทมาแล้ว ในครั้งแรกเปนเครื่องหมายของการบูชาด้วยกาย ในครั้งต่อมาเปนหมายของการบูชาด้วยวาจา แต่ในครั้งนี้เปนเครื่องหมายของการบูชาด้วยดวงจิตต์ ซึ่งนับว่าเปนการบูชาอย่างสูงสุดของหม่อมฉันแล้ว ฝ่าบาทจะไม่พยายามทรงทราบหลักถานในความไมตรีของหม่อมฉันบ้างเลยแล้วหรือ ?”

หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้น เจ้าชายศิลปดิลกก็ได้รับ บัวขาวอันมีกลิ่นหอมเย็นดอกหนึ่งจากนายมาลิคนเฝ้าราชอุทยาน และในกลีบบัวเหล่านั้นมีอักษรวาดไว้อย่างงดงาม มีความดังต่อไปนี้

“ความไมตรีของท่าน มีเสมอด้วยคนที่ไม่ตระหนี่ วาจาอันอ่อนหวาน วาจาและอัชฌาสัยเช่นท่านนี้ ข้าพเจ้าจึงทราบแล้วว่าท่านมาจากต่างเมือง แต่ข้าพเจ้ารู้จักท่านได้เมื่อเห็นท่านครั้งเดียวเท่านั้น ทำไมท่านจึงห้าวหาญ ในเมื่อรู้จักข้าพเจ้าเพียงฝ่ายเดียวเหมือนดังนี้ ความรักเปนสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากสีและกลิ่น แต่คนที่จะเดินทางไปสู่ผลแห่งความรักนั้น ต้องเดินไปตามทางที่อาบไว้แล้วด้วยสิ่งพิษทุกอย่างทั้งปวง ผู้บรรลุผลแห่งความรักอันแท้จริง ต้องสามารถต้านทานพิษของชีวิต และต้องเต็มใจยอมลิ้มรสที่ขมขื่นที่สุด เพื่อเสียสละให้กับผู้ที่เรารักได้คงชีพอยู่ และประกอบทุกสิ่งของความสุขอยู่ได้ด้วยการพลีความบริสุทธิ์ชั่วครั้งคราวและชั่วสมัยของสตรี มิใช่พลีเพื่อเปนผลของความรักเลย แต่พลีเพื่อเปนความปรารถนาอย่างง่ายของโลกียวิสัยเท่านั้น และบทเรียนของการเสียตัวของสตรีนี้ ก็นับเปนบทเรียนของความสวาทสัมพันธ์ได้อย่างเดียว แต่ผลของบทเรียนอันทำให้เกิดสัตว์โลกขึ้นใหม่ในสตรีนั้น ย่อมเปนผลแห่งความไม่พึงหวังของบุคคลที่อยู่ในศีลธรรมอันดีงามไปชั่วกาลปาวสาน ด้วยดั่งนี้ ข้าพเจ้าจึงจะรู้จักแต่ปลายลิ้นของท่านแต่อย่างเดียวมิได้ เพราะลิ้นคนย่อมตัดคอคนมาเสียมากต่อมากแล้ว เมื่อท่านมาบูชาข้าพเจ้าเหมือนดังนี้ ข้าพเจ้าก็รู้สึกเสียใจในความดีของข้าพเจ้าที่ทำให้ท่านต้องบูชา แต่ท่านรู้จักทางเดินของท่านดีแล้วหรือ เพราะทางแห่งชีวิตที่ใฝ่สูงนั้น ไม่ได้เดินมาตามทางที่ลาดไว้ด้วยดอกไม้เลย และทั้งนครนี้ก็เปนเมืองเกียรติยศและฝีมืออีกด้วย ความหวังจะมีได้ จึงไม่มีฉะเพาะเท่าที่ท่านได้หวังไว้เพียงผู้เดียว แต่จะมีได้เมื่อท่านได้ทำตามทางความหวังของคนทั้งหลายด้วย ทั้งความดีของผู้ชายที่ข้าพเจ้าควรจะทราบได้ ซึ่งท่านจะได้แสดงมาแล้วเพียงใดนั้นข้าพเจ้าหาทราบไม่ ข้าพเจ้าจึงขอตอบแทนไมตรีของท่านด้วยบัวขาวดอกนี้”

เจ้าชายศิลปดิลกทรงส่งคำตอบไปอีก

“ความไมตรีของฝ่าบาท มีค่าเสมอด้วยยาอายุวัฒนะที่บำรุงทั้งจิตต์, ใจ วิญญาณของหม่อมฉัน เมื่อได้ยาวิเศษดังนี้แล้ว หม่อมฉันจึงไม่มีขณะที่จะเกรงสิ่งพิษทุกอย่างทั้งปวงอันจะมากีดขวางนั้นได้เลย เพราะหม่อมฉันขอยอมผ่านทางพิษอันนั้น ด้วยอาศัยยาอายุวัฒนะที่ฝ่าบาทได้ทรงพระกรุณาประทานมานี้เปนที่มั่นหมาย หม่อมฉันไม่ปรารถนาจะพูดและทำในอย่างใด ถ้าสิ่งเหล่านั้นจะให้ความสุขและความจริงแก่ฝ่าบาทมิได้ ความหวังของหม่อมฉันจึงเดินมาตามทางของคนทั้งสิ้นแล้ว แต่ความสำเร็จจะมีมากน้อยเพียงใด ยอมแล้วแต่ฝ่าบาทและหม่อมฉันจะช่วยกันมุ่งไปหาต่างหาก ซึ่งหม่อมฉันได้ทูลฝ่าบาทมาแล้วว่า มีความปรารถนาในความสำเร็จอันนี้เพียงใด นอกจากฝ่าบาทเท่านั้น ที่จะยังไม่เห็นดีหรือเห็นงามด้วย เกียรติยศและฝีมือย่อมหาได้เมื่อถึงโอกาศที่จะได้ หม่อมฉันอาจแสดงให้เห็น แม้เพียงจะต้องสร้างเมืองทั้งเมืองนั่นเสียอีก เพราะความสามารถและคุณธรรมอันดีงามย่อมทำให้ได้สิ่งเหล่านี้เสมอ แต่เมื่อยังไม่ถึงคราวดั่งนี้ ฝ่าบาทจะว่าลิ้นคนเปนโทษถึงตัดคอคนนั้นประการใดได้ บัดนี้จึงเปนเพียงการหาความสำเร็จด้วยลิ้นเท่านั้น เพราะเมื่อยังมีลิ้นอยู่ ทำไมจึงจะต้องไปหาเสน่ห์ที่ไหนอีก ข้อสำคัญที่สุด ฝ่าบาทจะต้องทรงทราบอย่างเดียว ว่าหม่อมฉันมีความสามารถและคุณธรรมดีเพียงใดหรือไม่เท่านั้น แต่ฝ่าบาทจะทรงทราบได้ยากเสียแล้วก็เปนได้ เมื่อหม่อมฉันเปนเพียงนายคันธวณิชเท่านี้ ฝ่าบาทจะไม่ให้ความยุตติธรรมต่อความหวัง, ความสำเร็จของหม่อมฉันบ้างเลยแล้วหรือ ?”

อักษรของเจ้าหญิงอารยวดีได้ตอบมา

“ข้าพเจ้าได้ให้ความยุตติธรรมต่อท่านมาแล้วไม่ใช่หรือจ๊ะ เพราะค่าตัวของมนุษย์ย่อมหาอยู่ที่เกียรติยศศักดิ์หรือนายคันธวณิชแม้แต่อย่างใดมิได้ แต่ย่อมอยู่ที่การมีคุณธรรมเท่านั้น แม้ท่านจะไม่ทรงเกียรติยศทรงโฉม แต่ท่านทรงความดีหรือเปล่าเล่า รูปโฉมและความพึงใจกัน เปนสิ่งต้องการอย่างธรรมดาของผู้ชายและผู้หญิง และโฉมกับมรรยาทอันสำแดงให้ปรากฎมาแล้วนั่นเอง ที่จะชี้แจงให้ทราบถึงการมีคุณธรรมของตนได้มากเพียงใด แต่ไม่แน่เสมอไปนัก เพราะโฉม, วาจาและมรรยาทย่อมหลอกลวงความจริงมาแล้วหาน้อยไม่ แต่โฉมอันได้รับการอบรมและศึกษาอย่างต้องด้วยอารยะธรรมแล้วนั้นเอง ที่จะแสดงคุณธรรมในตนได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ซึ่งการครองชีวิตให้ยืดยาวไว้ด้วยความรักนั้น ย่อมต้องอาศรัยคุณธรรมอันนี้เปนส่วนใหญ่ ประเพณีไม่ได้ทำให้ธรณีดลของความสวาทมั่นคงอยู่ได้ เพราะคนทั้งเมืองของข้าพเจ้าเห็นหญิงเปนสินค้าของการเมืองหรือของการเงินไปก็ได้อยู่แล้ว กษัตราธิราชตลอดจนผู้มีอำนาจทั้งปวง จึงเห็นหญิงเปนเพียงทาษหรือสัตว์ที่ควรจะสะสมมาไว้ เพื่อความสำราญของตนได้เท่านั้น และคนเฒ่าคนแก่ทั้งหลายมักแสดงถึงความสุขของตน ในการค้าขายตนแก่กันมาดั่งนี้เปนหนักหนา ซึ่งหาแสดงให้ทราบไม่ว่า ความสุขดั่งนี้หลอกลวง, ขบขัน, จำเปน, และคับใจมามากแล้วเพียงใด เมื่อลักษณของสมัยมีความเปนอยู่มาดังนี้ จำเปนที่ข้าพเจ้าจะต้องขอแย้งสมัย เพื่อหาความจริง, ความชอบธรรมและความอิสสระภาพของตนเองอย่างแน่แท้ให้จงได้ แต่ก็พยายามจะทำตามประเพณีอันเหมาะและงามนั้นด้วย เมื่อท่านถือว่าตนมีความชอบธรรม, มีความเปนผู้ทรงคุณธรรมและเปนคนมีความหวังอยู่พร้อมแล้ว ซึ่งยังก็แต่จะต้องการความสำเร็จเพียงอย่างเดียวดั่งนี้ เช่นนั้น, ทำไมจึงไม่พยายามและแสดงให้เห็นประจักษ์ในความตั้งใจจริงของท่านอันนั้นเล่าจ๊ะ”

เจ้าชายศิลปดิลกคงส่งคำตอบต่อไปอีก

“ฝ่าบาทเปนผู้เดียวที่มีความคิดผิดกับคนทั้งเมือง แต่บังเอิญความคิดอันนั้นกลับมาตรงกับความคิดของหม่อมฉันเสียด้วย จริงนะฝ่าบาท, คู่หญิงชายในอนาคตของเรานี้ หญิงไม่จำเปนจะต้องอยู่บ้าน หรือชายไม่จำเปนจะต้องอยู่เมืองอีกแล้ว เพราะหญิงกับชายนั่นแหละจะต้องสร้างหน้าที่ของตนให้เปนอันเดียวกันทั้งบ้านทั้งเมือง เพื่อช่วยเหลือในกันและกันเปนการก่อผลของศิลปวิทยาขึ้น และจะเปนการอำนวยอารยะธรรมให้ดำเนินไปอย่างถ่องแท้ถี่ถ้วนทั้งเรียบร้อยอีกด้วย ฝ่าบาทของหม่อมฉัน, ความรักเปนของทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เมื่อจะจำกัดความให้ฉะเพาะลงไป ความสวาทเท่านั้นที่เปนของคู่หญิงกับชายของเรา ดังนั้น การเข้าใจในกันและกัน ด้วยลักษณะอันดีงามนั้นไม่ใช่หรือ ที่จะทำให้คู่หญิงชายครองความสวาทกันไปได้จนถึงที่สุด ตราบใดเมื่อความเข้าใจได้แปรผันเปนอื่นไปเสียแล้ว ความครองธรรมก็ไม่มี ความสวาทก็ไม่ใช่ความสวาท เมื่อเปนความเปลี่ยนแปลงไปเสีย และตราบนั้นการครองคู่ของมนุษย์ก็แปรแปลงไปเปนลักษณะการครองคู่อย่างสัตว์ไพรไปด้วย ความเข้าใจอย่างไหนเล่าฝ่าบาท จึงจะทำให้เห็นความพยายามอย่างประจักษ์แจ้งของหม่อมฉันได้ และบัดนี้ยังจะถือว่าที่หม่อมฉันได้ทำไปแล้วทุกอย่าง -- ยังไม่เปนความพยายามของหม่อมฉันเช่นนั้นหรือ หม่อมฉันเห็นว่ายังก็แต่ความหวังและความสำเร็จนั่นต่างหากที่ยังไม่ได้แสดงผลในความพยายามของหม่อมฉันให้เห็นได้ชัด เพราะสิ่งนี้ย่อมแล้วแต่ฝ่าบาทจะพึงอำนวยผลให้เท่านั้น ฝ่าบาทของหม่อมฉัน ขวัญของหม่อมฉันยังจะดีต่อไปหรือไม่ก็ตาม แต่โปรดอย่าพึ่งทำลายให้เสียต่อไปอีกเลย เพราะหม่อมฉันกำลังจะแสดงความสามารถและความมีคุณธรรมต่อไปแล้ว”

----------------------------

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ