บทที่ ๖ - การปกครอง

เจ้าชายศิลปดิลกกำลังพรมนิ้วไปตามสายพิณเนื้อเพลงอันเกิดจากเครื่องดนตรีนั้น จึงฟังไพเราะและวังเวงไปตามสายลม ภายในราชอุทยานหลวงแห่งนครพาณิชยเกตุ ซึ่งแสดงว่าผู้บรรเลงนี้ได้รับการศึกษาในทางคนธรรพศาสตร์มาแล้วเปนอย่างชำนาญยิ่ง แต่การบรรเลงดำเนิรต่อไปได้อีกไม่เท่าใด เสียงเพลงอันนั้นก็ต้องหยุดลงสู่ความสงบเงียบ เพราะเจ้าชายหนุ่มกำลังทอดพระเนตร์ตะลึงอยู่บนพระพักตร์ของพระนางกนกเลขา ผู้เปนพระราชมารดาของพระองค์และเมื่อเห็นว่าจะทนนิ่งต่อไปอีกมิได้แล้ว จึงได้เริ่มทูลถามขึ้น.

“เสด็จแม่ ! ทำไมจึงต้องทรงกรรแสงดังนั้นด้วย”

“เพราะถึงเวลาที่เธอควรจะรู้ความจริงได้แล้วน่ะซี ลูกรักของแม่” พระดำรัสของอรรคมเหษีแห่งพระเจ้าหิรัญเดชสะอื้น.

“ความจริงที่ทำให้เสด็จแม่ต้องเสียพระทัยนั่นน่ะหรือ พะย่ะค่ะ”

“ถูกแล้ว, เสียงพิณของเธอ ทำให้แม่ต้องนึกไปถึงความหลัง เพราะแม่ได้ทำลายพระชนมพระ ราชบิดาของเธอเสียด้วยเสียงพิณอย่างนี้เหมือนกัน ถึงแม้ว่าเวลาจะได้ล่วงเลยมาแล้วกว่า 5 ปี แต่แม่ก็ยังจำได้อย่างแม่นยำคล้ายกับเรื่องเหล่านั้นเปนเหตุที่พึ่งเกิดขึ้นภายในวินาทีนี้เท่านั้น”

“ก็เสด็จพ่อของหม่อมฉันยังอยู่เปนปกติดีไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” ทูลถามอย่างฉงนพระทัยยิ่งนัก.

“พระเจ้าหิรัญเดชนี่น่ะหรือ เปล่า, ไม่ได้เปนเสด็จพ่อของเธอดอก”

“ถ้าเช่นนั้นใครเปนเสด็จพ่อของหม่อมฉันล่ะ”

“พระเจ้าเดชานุชิต!...”

“พระเจ้าเดชานุชิต ! เอ๊อ ! อะไรกันนี่เสด็จแม่” พระพักตร์ของเจ้าชายศิลปดิลกเผือดลงอย่างน่ากลัว.

“ลูกรักของแม่เอ๋ย ! มันเปนกรรมของเราที่มีมาแล้วแต่หนหลังนั่นเอง ถ้าเธอไม่เชื่อแม่ จงดูที่นิ้วด้วนของเธอนั่นเปนพยานเถอะ นั่นแหละเปนสมบัติอันเดียว ที่เธอได้สืบเปนเชื้อสายมาจากเสด็จพ่อของเธอ”

“หม่อมฉันไม่เข้าใจเลยทีเดียว พ่ะย่ะค่ะ”

“เธอจะเข้าใจได้ในเดี๋ยวนี้แล้ว คือแม่จะได้เล่าให้ฟัง เธอเคยได้เรียนรู้ถึงการสงครามระหว่างกรุงเทวะปุระกับกรุงราชภุชมาบ้างหรือเปล่า”

“หม่อมฉันได้ทราบเกล้ามาแล้ว ตลอดจนคุณความดีของเสด็จแม่ด้วย”

“เพราะคุณความดีอันนั้นเอง แม่จึงได้ช้ำใจมาจนถึงบัดนี้”

“ทำไม พ่ะย่ะค่ะ”

“ทำไมอย่างนั้นหรือลูกรัก ไม่มีอะไรดอก นอกจากแม่ได้ทำในสิ่งที่ผู้หญิงทำได้ แต่สิ่งที่แม่ได้ทำไปนั้น ผู้ชายจะทำไม่ได้เลย แม่ได้ใช้กลยุทธของผู้หญิงไปประหารชีวิตพระราชบิดาของเธอเสีย แต่เพราะผลของกลยุทธอันนั้น เธอจึงได้เปนโอรสของราชสัตรูของแม่ คือเธอเปนโอรสของพระเจ้าเดชานุชิต”

“เรื่องราวทำไมจึงเปนไปได้ถึงเพียงนี้ ถ้าพูดไปแล้ว ดูเหมือนเสด็จแม่จะมีพระทัยร้ายเหลือเกิน”

“จะว่าร้ายก็ได้เหมือนกัน แต่แม่ได้ทำทุกอย่างไปดังนั้น เพราะความรักที่มีอยู่ต่อชาติ, ต่อพระเจ้าตาของเธอ และต่อนครเทวะปุระนั้น มีมากจนไม่สามารถจะประมาณให้เธอทราบได้

“แล้วเสด็จแม่ไม่ได้รักเสด็จพ่อบ้างเลยทีเดียวหรือ พ่ะย่ะค่ะ”

พระพักตร์ของพระนางสลดลงไม่ใช่น้อย แต่ได้ดำรัสตอบราชโอรสไปอย่างพยายามจะระงับพระทัยให้เปนปกติที่สุด

“แม่จะพูดให้แน่นอนไม่ได้ดอก ลูกเอ๋ย เพราะในขณะโน้น แม่ก็รู้สึกว่า มีสติฟันเฝือเสียอย่างเหลือทนแล้ว คือในโอกาศสุดท้ายที่เสด็จพ่อของเธอหลับพระเนตร์ลงสู่ความสงบ แม่ก็แทบจะล้มลงไปทั้งยืนเหมือนกัน เพราะความที่แสนจะสงสารเปนอย่างที่สุด จำไว้เถอะนะลูก ถ้าผู้ใดยังมีความกรุณาปราณีต่อผู้หญิงอยู่บ้างแล้ว ผู้หญิงย่อมเมตตาสงสารและใจบุญตอบแทน แทบจะมากกว่าความกรุณาที่ได้รับนั้นเสียอีก เสด็จพ่อของเธอนี่ก็เหมือนกัน แม่รู้สึกว่าท้าวเธอยังมีความพึงพอพระทัยและปราณีต่อแม่มาก เช่นนั้นแหละลูก เมื่อแม่รู้สึกว่าได้ทำให้ท้าวเธอสิ้นพระชนม์ลงไปแล้ว น้ำตาของแม่จึงได้เริ่มไหลพรากออกมา และจำได้ว่าแม่ได้จับพระหัตถ์ของท้าวเธอยกขึ้นมากำไว้แน่น แล้วก็กดเข้าที่นิ้ว คือนิ้วเดียวกับนิ้วด้วนของลูกนี่แหละ กัดเสียจนขาดคาปากแม่ออกมาทีเดียว ซึ่งแม่ก็ไม่รู้เลยว่า ทำไมตัวจึงทำไปได้ถึงเพียงนั้น มาได้สติเอาต่อเมื่อได้เห็นพระธำมรงค์ของท้าวเธอ และเมื่อได้นึกถึงอันตรายอันจะพึงมีมาถึงตัวได้นั่นแหละ แม่จึงได้ถอดเอาพระธำมรงค์วงนั้น ห่อรวมมากับนิ้วของท้าวเธอ แล้วจึงปลอมเปนทหารยามหนีเข้ามาในเมือง และนำสิ่งเหล่านั้นมาถวายพระเจ้าตาของลูกได้”

เจ้าชายศิลปดิลกทรงถอนพระทัยใหญ่ ทรงพระกล่าวด้วยเสียงอันเนิบและช้าชัด.

“หม่อมฉันได้เคยสงสัยมานานแล้ว ในเมื่อได้ยินจากหลายเสียงพูดกันว่า หม่อมฉันเปนลูกของชะเลยคนหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อไม่มีสิ่งใดมาทำให้หม่อมฉันต้องรู้สึกและเห็นจริงได้ดังที่ว่ากัน หม่อมฉันจึงเอาใจใส่เพียงแต่ส่วนน้อยที่สุด เพราะทุกคนที่ไม่มีใครรู้อะไรจริง และจะเอาความจริงจากปากของชาววังนักก็ไม่ค่อยจะได้ด้วย แต่เมื่อหม่อมฉันได้มาประจักษ์ความจริงแล้วดังนี้ กลับทำให้หม่อมฉันรู้สึกดีใจยิ่งขึ้นว่า หม่อมฉันไม่ใช่เปนลูกชะเลยแล้ว แต่หม่อมฉันได้เปนโอรสของพระผู้ทรงไว้ซึ่งเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ เสด็จแม่ ! ถ้าเช่นนั้นพระอนุชาของหม่อมฉันละ เปนโอรสของใครกัน”

“เศรษฐ์ธวัช น่ะหรือ ?”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เปนลูกของพระเจ้ากรุงพาณิชยเกตุกับแม่"

“อ้อ ! ถ้าเช่นนั้น เราก็ต่างพระราชบิดากันเสียแล้วซี พ่ะย่ะค่ะ”

“แต่ก็เปนลูกของแม่อีกคนหนึ่ง ซึ่งแม่ก็รักเขาเท่าเทียบกับตัวเธอนี้เหมือนกัน ลูกเอ๋ย ! เดี๋ยวนี้เธอรู้แล้วซีน่ะ ว่านครพาณิชยเกตุไม่มีที่พอสำหรับจะให้เธอปกครองได้เลย เพราะแม้ว่าเธอกับพระอนุชาจะต่างกันเพียงพระราชบิดาเท่านั้นก็จริง แต่เธอได้เคยคิดบ้างไหมว่า เราจะไม่เปนอย่างหมู่ปาณฑพ. ภราดากับเหล่ากษัตริย์โกรพแต่ครั้งกระโน้น ซึ่งเธอก็เปนพี่ใหญ่ อันเปนธรรมดาอยู่เองที่อยากจะได้ครองราชสมบัติก่อนน้องชาย เช่นนั้นใช่ไหมล่ะลูก แต่ที่เปนไปไม่ได้ เพราะด้วยทำนองคลองธรรมและขัตติยราชประเพณียังกีดกันเราอยู่ หรือแม้ว่าอาจจะเปนไปได้ แม่ก็จะไม่ยอมให้เปนไปอย่างนั้นด้วย เพราะฉะนั้น, แม่จึงเห็นสมควรที่จะบอกความจริงให้ทราบไว้แล้ว”

“ประเพณีอาจทำคนให้เปนคนก็ได้เหมือนกันนะเสด็จแม่, ประเพณี ! สิ่งนี้นับว่าแปลกปลาดอยู่ไม่ใช่น้อยเลย เมื่อทราบความจริงเช่นนี้ หม่อมฉันจะต้องเลี่ยงประเพณีเสียแล้วกระมัง พ่ะย่ะค่ะ”

“ทำตามประเพณีซิลูกรัก แต่เปลี่ยนแปลงเสียให้เหมาะและควรที่สุดเท่านั้น”

“หม่อมฉันรู้สึกว่า กระบวนประเพณีที่ยุ่งยากที่สุดแล้ว ไม่มีอย่างไหนจะเกินกว่าประเพณีของ กษัตริย์ไปได้เลยทีเดียว”

“ถูกแล้ว, ลูกรักของแม่, เพราะประเพณมักเกิดจากกษัตริย์หรือผู้เปนหัวหน้าของคน เปนผู้ดำเนิรมาก่อนเปนปฐม เช่นการสยุมพรเพื่อการเมืองของกษัตริย์ ก็เปนประเพณีของพลเมือง ที่จะเเต่งงานกันเพื่อสมานชีวิตในระหว่างครอบครัวของเขา หรือการพระราชทานทรัพย์สินให้แก่ผู้นำธิดามาถวายพระราชา ก็เปนเครื่องมือในการเรียกค่าทรัพย์ของผู้ที่ค้าลูกสาวให้กับประเพณี หรือการที่กษัตราธิราชมีพระมเหษีหรือเหล่าสนมนางกำนัลมาก ๆ ก็เปนธรรมนิยมในการมีภรรยามากของเหล่าคหบดีอีกเหมือนกัน นอกจากนั้นพระราชพิธีของกษัตริย์แทบทุกอย่าง ย่อมต้องเปนพิธีของเหล่าราษฎรไปด้วยทั้งสิ้น ดังนี้แหละลูก, ประเพณีและธรรมเนียมของผู้ทำทั้งหลาย จึงสัมพันธ์เปนอันหนึ่งอันเดียวกับคนทั้งประเทศได้ และด้วยประเพณีและธรรมเนียมนี่เอง ที่เปนรากของการตราพระราชกำหนดกฎหมาย ที่จะยังความสงบสุขให้เกิดขึ้นกับผลการปกครองของบ้านเมืองได้”

เจ้าชายศิลปดิลกทรงพระสรวลอย่างฝืนพระทัยแล้วจึงทูล.

“แต่ด้วยประเพณีมีอีกเหมือนกัน ที่ทำความเดือดร้อนให้กับมนุสส์อย่างเหลือที่จะนับได้ ประเพณีทำให้มีขนบธรรมเนียม ประเพณีทำให้แบ่งขีดคั่นของคน, ประเพณีทำให้ศีลธรรมของมนุสส์เสื่อมทรามลง, เพราะประเพณีทำให้มียศ, ศักดิ์, และอำนาจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ประเพณีทำให้มีค่ายิ่งกว่าค่าของคน, นอกจากนั้นเพราะประเพณีนี้ทำให้คำว่าผัวกับเมีย มีค่ามากกว่าคำว่าผู้ชายกับผู้หญิง ศีลธรรมของคู่มนุสส์จึงตกไปอยู่กับกิเลสของผัวและเมียเสียหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ประเพณีนั่นอีก ที่ทำให้ผู้หญิงเปนควายแต่ผู้ชายเปนคน และประเพณีนั่นอีก ที่ทำให้คนต้องเปนสินค้า, ทำให้คนต้องเปนสัตว์ที่ถูกตอนไว้ด้วย เพียงค่าของคำ ๆ เดียวว่าขนบธรรมเนียม และในที่สุดด้วยประเพณีนี้เอง ที่ตัดทอนความดีทุกอย่างของมนุสส์ คือตัดทอนความเจริญของศีลธรรม, ความสุขของสัตว์โลกและความมีอิสสระภาพ และเสรีภาพของมนุสส์ โอ๊ย! เสด็จแม่! นี่หรือ พะย่ะค่ะ ที่ประเพณีทำให้เกิดความสงบสุขได้”

“ลูกรักของแม่! ดูเจ้าช่างเกลียดชังและไม่เข้าใจประเพณีเปนอย่างมากเอาทีเดียว ลูกคิดหรือเปล่าว่า คนสมัยนี้ไม่มีศีลธรรมเสมอภาคกันทั้งหมดเลย และเพราะคนที่ยังมีศีลธรรมไม่เสมอกันหมดนี้น่ะซี ประเพณีจึงต้องเปนหัวใจของการปกครอง คือมนุสส์ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ในอันที่จะดำรงชีวิตและรวบรวมกันอยู่ได้เปนหมู่และคณะ สิทธิและหน้าที่เหล่านี้ย่อมมีขึ้นจากสภาพตามธรรมดาของการเปนมนุสสนั่นเอง ซึ่งสภาพเหล่านั้นได้แก่ความมีอิสสระหรือเสรีภาพ-หมายถึงความอิสสระที่บุทคลอาจกระทำได้ โดยไม่เปนที่รบกวนและละเมิดต่อบุคคลผู้อื่น, คือความเปนอิสสระในตัวบุทคล, ในเคหะสถาน, ในการทำมาหากิน, ในการแสดงความเห็น, ในการศึกษา และในการร้องทุกข์ กับสภาพอีกอย่างหนึ่ง คือความเสมอภาค หรือสมภาพ-หมายถึงว่าบุทคลมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายอันเดียวกัน, มีสิทธิในความยุตติธรรมในศาลาขุนศาลต่างประเภทเดียวกัน และมีสิทธิในหน้าที่ราชการของบ้านเมืองได้เช่นเดียวกัน กับความเสมอภาคอีกประการหนึ่ง คือเสมอภาคในการเสียภาษีอากร, เสมอภาคในการที่ต้องเปนลูกหมู่เพื่อรับราชการเปนนักรบด้วยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับว่าเปนการสมภาพของทุกคนในบ้านเมืองทั้งสิ้น นอกจากสภาพในสิทธิและหน้าที่ของมนุสส์ดังที่แม่ได้บอกมาแล้วนี้ ยังมีอีกอย่างหนึ่งคือ ภาดรภาพ-หมายถึงว่า ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันฉันท์ญาติอันสนิท คือเอกชนต้องปฏิบัติตนต่อรัฐประการใด และหน้าที่ของรัฐจะต้องปฏิบัติต่อเอกชนประการใดบ้าง รวมความว่าสิทธิและหน้าที่ของมนุสส์อันต้องปฏิบัติต่อกันทั้งหลายดังที่แม่ได้ว่ามานี้ เปนความจำเปนที่มนุสส์ทุกคนจะต้องมีและจะต้องทำต่อกัน แต่ที่จะสำเร็จไปได้เปนผลเรียบร้อยเพียงใดนั้น ย่อมแล้วแต่ความเรียบร้อยในการดำเนินการตามหลักของสมาคมวิทยา, เศรษฐวิทยา, ประเพณี, รัฐประสาสน์, กฎหมาย, ศีลธรรม, และสาสนา ดังนี้แหละลูกรักของแม่, ประเพณีจึงเปนสิ่งหนึ่ง ที่จะยังความสุขของสัตว์โลกให้บังเกิดขึ้นได้ แต่การที่จะปฏิบัติตามประเพณีได้ดีเพียงใดนั้น ย่อมแล้วแต่สิทธิและหน้าที่ของเรา และข้อสำคัญ ๆ ที่สุด ประเพณีจะไม่เปนความทุกข์ต่อเราได้ ก็ด้วยเขารู้จักที่จะเลือกใช้และเลือกทำให้เหมาะต่างหาก เช่นนั้นไม่ใช่หรือลูกรักของแม่”

“การเลือกใช้และเลือกทำพิธี เสด็จแม่, ที่เปนความเดือดร้อนกันอย่างหนักหนา เพราะประเพณีถูกนิยมชมชื่นกันมาด้วยอำนาจ มากกว่าที่จะถูกแต่งตั้งกันขึ้นเพื่อศีลธรรม ถ้าเช่นนั้นการคุ้มครองประเพณีในทุกวันนี้ จะไม่ใช้อำนาจกันมากกว่าใช้ศีลธรรมหรือ พ่ะย่ะค่ะ”

พระนางกนกเลขาทรงยิ้มละมัย แล้วก็เอื้อมพระหัตถ์มาลูบปฤษฎางค์ของพระราชโอรส.

“นี่แหละลูกรักของแม่เอ๋ย ! พาณิชยเกตุจึงไม่กว้างพอที่จะให้ลูกปกครองเสียแล้ว”

“เสด็จแม่จะให้หม่อมฉันทำอะไรบ้าง ?”

“เธอเปนกษัตริย์ มีเลือดมาจากยอดนักรบผู้กล้าหาญกับเลือดเนื้อของแม่ผะสมกันจึงได้เปนตัวเธอมา และแม่ก็ให้การศึกษาแก่ลูกจนสมกับภูมิฐานแล้ว คือเธอได้ศึกษาจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิมาแล้วเปนอันมาก แม้แต่สำนักตักกะสิลาเธอก็ได้ผ่านมาแล้วด้วย ความสำเร็จในปรีชาอันยอดเยี่ยมของเธอ การที่แม่ได้อบรมเธอมาจนถึงเพียงนี้ ก็เพื่ออย่างเดียว คือจะให้เธอได้ว่าเปนการตามความปรารถนาแห่งบรรพบุรุษของเรา และเพื่อทำตามความต้องการอย่างหนึ่งของแม่ด้วย”

เจ้าชายศิลปดิลกถวายบังคมแล้วทูลตอบว่า

“หม่อมฉันที่พอใจศึกษาศิลปวิทยาการมาได้ถึงเพียงนี้ ก็เพราะมีความมั่นหมายที่จะใช้สิ่งเหล่านี้ไปประกอบกรรมเพื่อเปนคุณสารแก่พิภพ และเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณทั้งหลายที่หม่อมฉันได้รับมาเท่านั้น หม่อมฉันเกลียดอำนาจ, เกลียดยศ, ศักดิ์, และเกลียดเงิน เพราะสิ่งเหล่านี้ได้แต่งตั้งกันขึ้น เพื่อสำหรับจะให้มนุสส์ได้พากันสร้างความดี เพื่อพากันว่าเปนไปสู่อารยะธรรมอันถูกได้เปนส่วนใหญ่ แต่ผู้ใช้ทั้งหลายหาเข้าใจกันดังนั้นไม่ กลับยอมให้สิ่งเหล่านี้เปนนายเหนือตน ซึ่งยอมให้เปนสิ่งที่เด็ดขาด และจะบังคับทางชีวิตของตนให้แปรผันไปประการใด ๆ ก็ได้ มนุสส์เหล่านี้จึงไม่มีความมั่นคง, ไม่มีความจริง, และไม่มีความดีอย่างใดเลย มีแต่ความเบื่อหน่าย, เกียจคร้าน, มักง่าย หรือบางจำพวกก็มัวเมาและฟุ้งเฟ้อ มิหนำซ้ำยังพากันติเตียนศีลธรรมอันดีอย่างแทบจะย่อยยับไปอีกด้วย มนุสส์เหล่านี้ คือมนุสส์ในยุคกลี มนุสส์ที่จะทำความพินาศให้กับมนุสส์ทั้งหลายด้วยกันฉะนั้นแหละพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันจึงตื่นเต้นและแปลกปลาดในศิลปวิทยาของโลกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะสิ่งนี้ประกอบพร้อมไปด้วยศีลธรรม และสิ่งที่จะอำนวยความรุ่งเรืองให้กับพิภพได้ และด้วยศิลปวิทยาการอันนี้แหละ ที่จะพามนุสส์ให้เดินไปสู่อารยะธรรมที่แท้จริง บัดนี้หม่อมฉันจึงพร้อมแล้วที่จะกระทำตามพระประสงค์ของเสด็จแม่”

“ความประสงค์ของพระเจ้าตาของเธอและของแม่ คือต้องการให้เธอเปนผู้ดำรงประเทศของเรา”

ดำรงประเทศ! ประเทศไหน พ่ะย่ะค่ะ”

“กรุงเทวะปุระน่าซิ ลูกรักของแม่ นครนี้แหละที่เปนนครของเราอย่างเเท้จริง เพราะผู้ที่เรารักทั้งหลายได้กองเลือดและเนื้อถมทับแผ่นดินอันนี้มามากมายเต็มทีแล้ว และที่นั้นก็เปนที่เสด็จสู่สวรรค์แห่งเสด็จพ่อของเธอมาด้วย แต่บัดนี้กรุงเทวะปุระกำลังมีผู้ปกครองใหม่ ซึ่งผู้นั้นก็คือ ท้าวยศกร เจ้าผู้ทรงอำนาจ”

“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันก็จะต้องเปนผู้ที่ล้างอำนาจของผู้อื่นนะซีพ่ะย่ะค่ะ แต่หม่อมฉันเกลียดอำนาจเหลือเกินทีเดียว เสด็จแม่”

“เธอต้องไม่ล้างอำนาจผู้ใดด้วยอำนาจ แต่แม่ต้องการให้เธอล้างอำนาจทุกอย่างด้วยความชอบธรรมเท่านั้น คือเธอจะต้องเปนผู้กู้อิสสระภาพของนครเทวะปุระให้คงคืนมาอีกครั้งหนึ่ง แต่การที่จะทำดังนี้ ต้องทำตามคำสุดท้ายของพระเจ้าตาของเธอ ซึ่งมีต่อแม่เปนครั้งสุดท้ายว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร - แต่สมบัติซึ่งเราไม่ควรจะเสียไป เราก็ไม่ควรจะยอมให้เสียไป ฉะนั้น, เธอจึงต้องเปนผู้นำสมบัติอันนี้ของเรากลับคืนมา เมื่อเธอได้ทำตามความประสงค์ของบรรพบุรุษได้ นั่นแหละก็เปนความต้องการของแม่ด้วย”

รับราชเสาวณีแล้ว เจ้าศิลปดิลกก็ถวายบังคมลงที่เบื้องบทมาลย์ของพระราชมารดาแล้ว พลางตรงตอบว่า.

“พระมหากรุณาธิคุณทั้งหลาย ที่ได้ปกเกล้าปกกระหม่อมมาแล้ว ทำให้หม่อมฉันมีความมั่นใจที่จะทำการทดแทนแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”

พระนางกนกเลขาลูบพระเศียรพระราชโอรสอยู่ไปมา แล้วก็ประธานโยวาทต่อไปอีก

“แม่ได้เก็บความอันนี้มาคนเดียว ตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเกิด จนบัดนี้ก็มีเธออีกคนเดียวเท่านั้น ที่ได้รู้ความปรารถนาของแม่ จึงอยากจะขอให้ความสำเร็จของเธอ มีสมกับที่ใจของแม่ได้มั่นหมายมานานแล้วนั้น เถอะนะลูกรัก จงไปเถิด! จงคุ้มครองตนด้วยศิลปวิทยาการทั้งหลายที่เธอได้รับมาจากการศึกษาแล้ว ซึ่งใช้ปัญญาเพื่อเปนอาวุธสำหรับต่อสู้กับราชสัตรูทั้งสิ้นเหล่านั้น จงใช้สติเพื่อรักษาปัญญาทั้งหมดของเธอให้มั่นคงไว้ได้ต่อไปจนถึงที่สุด และจะอย่างไรก็ตาม ความสุจริตอย่างเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เธอยังคงเปนคนอยู่หรือได้ตายไปแล้วได้ จะรักสิ่งใดแม่ไม่ว่า ทุกคนตลอดจนแม่ได้นับถือความรักเปนอย่างยิ่งมาแล้ว แต่ยังคงนับถืออยู่ แต่อย่าหลง จงไปเถิด ! ไปข้างหน้า ! ไปภายใต้แผ่นฟ้าที่เปิดอยู่อย่างโอ่โถงนี้ แล้วยอมยกการสั่งสอนทั้งหลายไว้ให้กับธรรมชาติ และยอมยกความสำเร็จทั้งสิ้นให้ไว้กับชีวิตของตนเอง ไปเถิดนะ! ลูกรักของแม่ แม่จะตั้งตาตั้งใจคอย”

เช็ดน้ำพระเนตต์ที่หยดลงมา ด้วยการหักพระทัยอย่างหนักหนา แล้วก็ทรงมอบพระธำมรงค์สองวงให้ไว้กับพระราชโอรส คือพระธำมรงค์ของพระเจ้าเดชานุชิตกับพระธำมรงค์ของพระนางเอง จากนั้นก็ปรากฏเสียงพิณบรรเลงเพลงอย่างเพราะจับใจจากหัตถ์ของเจ้าชายศิลปดิลกหนุ่มน้อยต่อไปอีก.

----------------------------

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ