บทที่ ๒ - กษัตราธิราช

บนพลับพลาไชย หน้าพระบรมมหาราชวัง พระธรรมาธิป-เจ้าผู้ครองเทวะปุระ กำลังทรงอำนวยการจัดทัพอยู่อย่างห้าวหาญ พระกรเบื้องขวากำลังกวัดแกว่งและชี้ไปรอบพระวรกาย ส่วนพระกรเบื้องซ้ายนั้นสงบนิ่งอยู่ในกลุ่มผ้าซึ่งพันไว้อย่างเรียบร้อย เพราะพระกรนั้นได้ขาดด้วนไปแล้ว ที่หมู่เบาะใกล้กับพระอาสน์มีหมู่แม่ทัพของเหล่าทหารหาญ กำลังหมอบเฝ้าอยู่อย่างพร้อมหน้า สักครู่เดียว, เจ้าหญิงกนกเลขาก็มาหมอบเฝ้าอยู่ด้วยอีกองค์หนึ่ง ซึ่งการ กระทำดังนี้ ย่อมเปนที่ทราบอยู่แล้วว่า ขัดต่อขัตติยราชประเพณีเพียงใด

พระธรรมาธิปทรงตะลึงตั้งแต่แรกทรงทอดพระเนตร์เห็น จนเมื่อพระราชธิดาหมอบลงเรียบร้อยแล้ว จึงเบิกพระจักษุถามอย่าไม่พอพระทัย

“มาที่นี่ทำไม ลูกหญิง ?”

เจ้าหญิงคงก้มพระพักตรซึ่งมีผ้าคลุมอยู่ภายนอกนั้น ด้วยอาการอันนิ่งสนิท แล้วจึงทรงตอบด้วยพระสุรเสียงอันหวานแหลม

“หม่อมฉันจะมาขอร้องต่อเสด็จพ่อ ให้เลิกทำสงครามต่อไปเพค่ะ”

“อะไรกัน” พระเจ้ากรุงเทวะปุระทรงฉงนพระทัยอย่างหนัก “นั่นเปนธุระของลูกหรือ ?”

“หม่อมฉันอยากจะให้นครสงบศึก ไม่ทำสงครามต่อไปอีกเพคะ”

“รู้แล้ว, ใครสั่งให้ลูกมาพูดกับพ่อดังนี้ ลูกของฉันจะทำความพินาศให้กับนครของเราเสียแล้ว” ทรงสั่นพระหัตถ์และเหลียวไปรอบพระองค์ ตรัสถามอีกครั้งหนึ่ง เมื่อหันกลับมาทอดพระเนตร์นิ่งอยู่ที่องค์ของเจ้าหญิง “ทำไมลูกจึงคิดเช่นนั้น”

“เพราะหม่อมฉันได้เห็นแล้วว่า ชาวนครของเราในโอกาศนี้ มีสภาพอยู่ในความแร้นแค้นเพียงใด หม่อมฉันไม่สามารถจะทนดูอยู่ได้เพคะ”

“มีใครบ้างหรือลูกหญิง, ที่ยังจะสามารถทนดูอยู่ได้ และถ้าไม่แก้ไขกันอย่างที่พ่อทำอยู่เดี๋ยวนี้ ลูกจะให้พ่อทำอย่างไร”

“มีทางที่เหมาะอยู่ทางเดียว คือเสด็จพ่อยอมยกทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเดชานุชิตทรงปรารถนา ให้กับท้าวเธอตามที่ประสงค์จนสิ้น เพื่อแลกกับอิสสระภาพของเรา”

“สิ่งที่เจ้าเดชานุชิตต้องการ มีสิ่งใดบ้างที่เราควรจะยกให้เขา รู้ไหมว่าราชศัตรูของเรานั้น ประสงค์ในสิ่งไรของเราบ้าง”

“ส่วนใหญ่ที่สุด คือปรารถนาในตัวของหม่อมฉันเพคะ”

“ถูกแล้ว แต่ทำไมพ่อจึงไม่ยกให้เขาไปเสีย และทำไมนครเทวะปุระจึงต้องรบกับกรุงราชภุช”

“เพราะถ้ายกหม่อมฉันให้ไปเปนข้าบาทบริจาริกาของเจ้าเดชานุชิตแล้ว ก็เหมือนกับเสด็จพ่อยอมยกนครนี้ให้กับเจ้าองค์นั้นไว้ด้วย”

“ความรู้ของลูก มีดีพอที่จะสอนตนเองได้แล้วถึงเพียงนี้ แต่ทำไมจึ่งดื้อผิดคนทั้งหลายไปเสียได้ ถ้ายกลูกให้กับเจ้าองค์นี้แล้ว ไม่แต่ลูกเท่านั้นที่จะต้องเสียไป แม้กรุงเทวะปุระ, แม้พ่อและคนทั้งหลายในนครนี้ ตลอดจนความอิสสระภาพที่เรามีอยู่ ก็จะต้องเสียไปด้วย”

“ถ้าเช่นนั้น, ในโอกาศนี้ จะมีอะไรเหมาะไปกว่าการยกหม่อมฉันให้ไปกับกรุงราชภุชเสียเล่าเพคะ”

“อ ฮ๎าว!” พระธรรมาธิปครางอย่างดังพร้อมกับสะดุ้ง แล้วก็ทรงดำเนิรกลับไปกลับมาเปนเวลาหลายกลับ จึงหยุดและตรัส

“นี่หรือเปนคำพูดของคนที่พ่อได้ใช้เลือดเลี้ยงเปนตัวมา จะว่าปัญญาอับหรือก็มิใช่ เช่นนั้นลูกอาจจะมีความเห็นอันใดพิศดารอยู่บ้างกระมัง บอกพ่อมาบ้าง บางทีอาจจะทำให้เราได้สงบศึกเหมือนอย่างว่าก็ได้”

“เสด็จพ่อไม่ทรงเห็นหรือเพคะ ว่างานทางการทหารของเราในบัดนี้ ได้แสดงผลแห่งความย่อยยับให้ปรากฏขึ้นแล้วเพียงใด ยุทธศาสตร์ในการป้องกันนครของเราสุดสิ้นอยู่เพียงการถูกล้อมและการรอความตายเท่านั้น และจำนวนคน, อาวุธ, เครื่องมือกับ เครื่องใช้สำหรับประกอบการรบ คือกำลังต่อสู้ของเราทั้งหลาย ก็ได้ถูกทำลายไปใกล้จะหมดสิ้นอยู่แล้ว คงมีผลเพียงการเปนรองของข้าศึกเสียสิ้น อีกอย่างหนึ่งการดำเนินรัฐประศาสน์ เพื่อหากำลังรวมของสัมพันธมิตร์ ก็จะหวังเอากองทัพช่วยจากนครพาณิชยเกตุไม่ได้แล้ว เพราะแม้แต่ข่าวก็ไม่ได้ยิน ด้วยเหตุผลดั่งนี้แหละเพคะ หม่อมฉันจึงไม่เห็นควรอะไรอีกที่จะต้องสู้รบต่อไป นอกจากจะหาความสงบเปนเครื่องช่วยเหลือเสียแต่ในขณะที่ยังไม่ถึงกับแตกดับนี้เท่านั้น”

“ความสงบในโอกาศนี้ จะให้ผลอะไรกับเราได้บ้าง และถ้ายกลูกหญิงให้กับกษัตริย์เดชานุชิตไปแล้ว จะเปนประโยชน์กับความสงบได้สักเพียงใดทีเดียว”

“มีประโยชน์อย่างมากหลายเทียวเพค่ะ เพราะการสงครามที่ได้เกิดขึ้นนี้ ก็ด้วยหม่อมฉันผู้เดียว ที่เปนตัวการในความเดือดร้อนของเสด็จพ่อและชาวนครทั้งหลาย ซึ่งแม้ว่าเสด็จพ่อจะทำการป้องกันสิทธิที่ไม่ควรเสียไปก็ควรอยู่ แต่บัดนี้, เขตต์แห่งความสามารถของเราได้สุดสิ้นลงแล้ว ยังเหลืออยู่แต่ความทุกข์เวทนาอย่างแสนสาหัส กับความพินาสแทบย่อยยับเท่านั้น หม่อมฉันไม่อดทนพอต่อการที่จะได้เห็นสิ่งอันแสนน่าหวาดเสียวเหล่านี้ได้อีกแล้ว เพค่ะ”

“เปนอันว่า ถ้าเรายอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับความสงบ เราจะไม่ได้เห็นสิ่งอันแสนน่าทุเรศกันดารเหล่านี้ได้อีกเช่นนั้นหรือ ?”

“อาจมีเหมือนกันเพคะ แต่ไม่มากจนถึงทำให้พลเมืองเสียชีวิต และไม่ถึงกับจะทำให้กรุงเทวะปุระทำลายลงจนพินาศและทรุดโทรมอย่างหนัก ซึ่งแทบจะไม่เปนตัวเมืองต่อไปอีกได้นั่นแหละเพคะ”

“คือ ถ้าเจ้าเดชานุชิตมีสิทธิที่จะได้ลูกหญิงเมื่อใด ก็อาจจะยอมสงบทัพเช่นนั้นหรือ ?

“เพค่ะ”

“บา!” พระธรรมาธิปทรงกุมพระเศียร “ตกลงก็เท่ากับเรายอมเปนข้าของกษัตริย์เดชานุชิตเท่านั้น นี่หรือเราจะให้ทุกสิ่งแก่เขาเพื่อแลกกับความมีอิสสระภาพ มันไม่เปนอย่างว่านะลูกรักของพ่อ มันกลายเปนว่า เราต้องยอมยกทุกสิ่งให้แก่เขา เพื่อแลกกับความเปนขี้ข้าเสียแล้ว ทุกสิ่งพ่อจะไม่ให้ใครเลย ในเมื่อพ่อยังเห็นว่า ไม่มีใครสมควรจะได้ ไม่แต่จะเปนลูกของพ่อเท่านั้น แม้เพียงกรุงเทวะปุระส่วนเดียว ที่มีน้ำหนักยิ่งไปกว่าลูกหญิงของพ่ออย่างมากมายเสียอีก และการที่เจ้าเดชานุชิตยอมน้อมตนเข้ามาแสดงความสัมพันธไมตรีกับเราในครั้งโน้น เพื่อสู่ขอลูกรักของพ่อไป ก็ไม่มีความมุ่งหมายอย่างอื่นนอกจากจะใช้ลูกเปนเครื่องมือ สำหรับที่จะทำเอานครของเราเข้าไว้ในอำนาจของเขาได้โดยง่ายเท่านั้น ถ้าพ่อเห็นควรที่จะให้ลูกหญิงไปกับเขาแล้ว เราจะไม่ได้พบการเลือดนองเพื่อกู้อิสสระภาพของเราเช่นนั้นเลย นอกจากเราจะต้องเลือดนองเพื่อเชิดชูอำนาจของเขาเปนเครื่องตอบแทนเพียงอย่างเดียว”

“จะทำอย่างไรได้เล่าเพคะ ในเมื่อเราหมดความสามารถเสียสิ้นแล้ว เพราะการทำสงครามของทุกชาติ ย่อมมีเขตต์ของความสามารถอันธรรมชาติได้กำหนดไว้ให้ บัดนี้เขตต์อันนั้นก็กั้นมาทั่วทั้งพระนครของเราแล้ว จึงมีความสำคัญในการแก้ไขอยู่อย่างเดียว คือเราต้องถนอมชีวิตคนของเราไว้ เพื่อดำเนินการแก้ไขอันเหมาะกว่านี้ในวันข้างหน้า ซึ่งจะเปนดั่งที่หม่อมฉันว่าได้ ก็โดยที่เสด็จพ่อได้ยอมเสียสิ่งหนึ่งไป และเหลืออีกสิ่งหนึ่งไว้ ดีกว่าจะยอมเสียทุกสิ่งไปทั้งหมด ซึ่งเราไม่มีหวังจะเรียกร้องเอากลับคืนมาได้อีกเลย การที่เสด็จพ่อจะทำทุกสิ่งเพื่อความเด็ดขาดในโอกาศอันขับขันเช่นนี้ ผลที่จะได้รับก็คือ กรุงเทวะปุระจะต้องเปนป่าช้า และทุกสิ่งที่กรุงราชภุชควรจะได้ เขาก็ต้องได้”

“หยุด! หยุด! พอแล้ว !” พระธรรมาธิปกำพระหัดถ์แน่น และชูขึ้นเหนือพระเศียร ทรงตรัสด้วยพระสำเนียงอันร้าวฉาน “ดี-ดี! ถ้าเช่นนั้น เราจะรบกับเขามาทำไมกัน ! สงครามของพ่อไม่มีเขตต์จำกัด ไม่ใช่สงครามจำกัดเขตต์อันใดทั้งสิ้น สงครามของพอมีอย่างเดียว คือสมประสงค์หรือพินาศ - สมประสงค์หรือพินาศ!” ตรัสได้เท่านั้น ก็อึ้งไปเพราะต้องดับพระพิโรธ จนพอบรรเทาเบาลงบ้างแล้วจึงทรงตรัสต่อ “รู้ไหมลูกหญิง ว่าทำไมชาวนครของเราจึงต้องการมีกษัตราธิราช และคนอย่างไรจึงจะเหมาะกับการที่จะเปนหัวหน้าของเขาได้ การที่หมู่คนเหล่านี้ต้องการหัวหน้า พ่อเคยสอนให้ ลูกรู้มาแล้ว ว่าคนส่วนมากอันรวมกันอยู่นั้น ย่อมต่างคนต่างใจ ต่างคนก็ต่างกันในความโง่เขลา, ต่างคนก็ต่างกันในความฉลาดไหวพริบ และมากคนก็ยิ่งมากหัวคิด ฉะนั้น, จึงต้องมีผู้ที่มีความสามารถสำหรับที่จะให้ความเฉียบแหลมและเด็ดขาดแก่เขาได้ การที่พ่อมาสร้างเมืองนี้ และที่คนทั้งหลายยอมยกให้พอเปนหัวหน้าของคนเหล่านี้ แสดงว่าพ่อได้ตั้งความสามารถและมีความสามารถอยู่แล้วเพียงใด พ่อให้ความยุตติธรรมทุกอย่าง ตามแต่พลเมืองจะเรียกร้อง และที่คนเหล่านี้จะมีสิทธิอันควรได้ พ่อได้ทำแล้วในการเพาะความเชื่อหรือความเห็นเหล่านั้น ให้ไปในทางที่เหมาะและทางที่ควร ในที่สุด, พ่อก็ได้วางตัวให้สมกับฐานะ ที่พอควรจะเปนกษัตราธิราชของเขาได้ พอได้ยึดถือจาตุกรณีย์ที่กษัตราธิราชควรมีอยู่อย่างพร้อมบริบูรณ์ คือพ่อยอมสละทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะตัดสินความเมืองด้วยความยุติธรรม บำรุงราษฎรด้วยให้มีความสุข, บำรุงผลประโยชน์ของบ้านเมืองที่ควรจะมีและควรจะได้ กับทั้งได้ป้องกันพระนครให้ดำรงคงไว้ซึ่งความมีอิสสระภาพ ฉะนั้นในบัดนี้, เมื่อคนของเรายังตายไม่หมด และแขนของพ่อขาดไปเพียงข้างเดียว พ่อและคนทั้งหลายจะยอมเสียผลประโยชน์กับความมีอิสสระภาพของเราให้ไปกับใครไม่ได้เลย”

ระหว่างการโต้เถียงของพระธรรมาธิปกับพระราชธิดานั้น แม่ทัพทั้งหลายก็ได้พยายามที่จะทัดทานกันแล้วเปนหลายคราว แต่ทุกครั้งเมื่อได้เห็นเจ้าหญิงเหลียวมาทอดพระเนตร์ด้วยสายพระจักษุอันขุ่นแค้น เสียงทั้งหลายที่ควรจะถูกนำให้ออกมาได้นั้น จึงจำต้องถูกกลืนให้หายไปหมดสิ้น ดังนั้น เมื่อสิ้นเสียงของพระราชบิดาแล้ว เจ้าหญิงจึงทรงตอบต่อไปอีกได้ อย่างทันทีและทันใด.

“แต่ในบัดนี้ ทุกอย่างไม่ได้เปนไปอย่างเสด็จพ่อตรัสสักนิดเดียว เพราะพลเมืองจะหาความสุขไม่ได้ ในเมื่อทุกคนกำลังรอความตายอยู่ และผลประโยชน์ของบ้านเมืองจะมั่นคงไม่ได้ เมื่อกำลังถูกทำลายให้พินาศไป กับทั้งพระนครจะมีความอิสระภาพไม่ได้ ในเมื่อไม่มีกำลังจะไปรบ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างได้เสียไปแล้วดังนี้ ความเห็นกับความเชื่อที่เหมาะและที่จะมีอยู่ที่ไหนละเพคะ และอะไรจะเปนความยุติธรรม ในเมื่อพลเมืองเรียกร้องขอให้เลิกสิทธิอันนี้ไม่ได้ เช่นนั้น, ลักษณะหัวหน้าที่ของเสด็จพ่อ จะเปนไปสมความมุ่งหมายแล้วหรือ เพคะ”

พระธรรมาธิปพระกายสั่น คว้าพระจรรมนาสิกากำไว้ ทรงดำเนินไปมาด้วยพระเศียรเสียเปนที่สุด แล้วจึงตกลงพระทัยมายืนสั่นพระพักตร์อยู่ตรงหน้าพระราชธิดาอีก

“ลูก! คน! กษัตราธิราช! ทุกอย่างถึงที่สุดแล้วหรือ ลูกหญิงจึงพูดอย่างเขลาออกมาถึงเพียงนั้น ยังเลย, ทุกอย่างยังไม่ถึงที่สิ้นสุด แล้วทำไมพ่อจึงจะเปนหัวหน้าที่ดีไม่ได้ ฮะ! กษัตราธิราช! แม้จะเปลี่ยนชื่อให้ผิดไปจากคำนี้ หัวหน้าทุกคนในโลกก็มีลักษณะคล้ายกันหมด ทุกคนต้องทำความดี ทุกคนต้องทำความสำเร็จ ถ้าคนใดไม่สามารถจะทำได้คือเห็นแก่ตัวมากที่สุด เห็นแก่คณะญาติโดยขาดความยุตติธรรมแก่คนทั่วไป หรือเห็นแก่อำนาจราชศักดิ์เกินไป หัวหน้าเช่นนั้นต้องเปนไม่ได้ หรือต้องตาย ไม่มีใครจะเชิดชูเอาไว้เลย แต่สำหรับพ่อ อำนาจทุกอย่าง-อำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจบริหารบัญญัติและอำนาจตุลาการก็ดี พอยังได้รับให้มีอยู่อย่างสูงสุด คนทั้งสิ้นยังยกย่อง, เคารพและรักการกระทำของพ่ออยู่ นับว่าพอยังมีความดีและความสามารถอยู่อย่างพร้อมสรรพ ที่ลูกพูดเช่นนั้น หมายว่าพ่อเปนหัวหน้าคนไม่ได้เสียแล้วดังนั้นหรือ จะเปลี่ยนหัวหน้าใหม่อย่างนั้นหรือ นี่หรือเปนความคิดของลูกพ่อ ฮือ ! ไม่ควรเลย-ไม่ควรเลย!” หยุดระบายพระอัสสาสะ แล้วตรัสด้วยเสียงสั่นแต่ดัง “เหมือนคนอกตัญญู ลูกทรยศ, เกิดมาทำไมในตระกูลขัตติยาณี กลับไป ! ไม่ฟัง ! จะยกโทษให้ได้เมื่อไม่มาเปนธุระในกิจของพ่ออีก ไปเดี๋ยวนี้ ! กลับไป !”

“เสด็จพ่อเพคะ” ด้วยเสียงสะอื้น เจ้าหญิงคลานไปกอดพระบาทพระราชบิดา “หม่อมฉันไม่ตั้งใจที่จะทำให้เสด็จพ่อทรงพระพิโรธเลยทีเดียวเพคะ เปนความตั้งใจจริงในความกตัญญูและกตเวทีของหม่อมฉันเท่านั้น”

“กตัญญูกตเวทีอย่างทรามที่สุด” พระสุรเสียงของเจ้าธรรมาธิปกังวาลและสะท้าน “งานใหญ่ ทั้งหลายสำเร็จได้ภายในวินาทีเดียว แต่วิธีดำเนินการต้องก้าวมาด้วยชีวิต คำพูดของคนที่ไม่รู้อะไรจริงหรือการตกลงใจของคนที่เต็มไปด้วยโมหะ ยอมทำความพินาศให้กับการงารเหล่านี้ทั้งสิ้น คำพูดของลูกที่ดับขวัญตของคนเช่นนี้น่ะหรือ เปนการแสดงความกตัญญูกตเวที อย่างนั้นหรือลูกหญิง หา !”

“หม่อมฉันเห็นว่า ถึงคราวแล้วที่จะต้องให้ชีวิตเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของเสด็จพ่อ และบุญคุณของพลเมืองทั้งหลาย จึงได้แสดงความคิดและความเห็น เพื่อเปนปากเสียงของคนที่พูดอะไรไม่ได้ บัดนี้ เมื่อราษฎรได้เต็มไปด้วยความทุกข์ เมื่อเสด็จพ่อก็ใกล้จะสิ้นอำนาจอยู่แล้ว และจะหวังความช่วยเหลือจากที่ใดไม่ได้อีกแล้ว จะให้หม่อมฉันใช้ความคิดหรือความเห็นอะไรที่เหมาะกว่านี้อีกเล่า เพคะ”

“ความคิดที่เหมาะ! พลเมืองพูดอะไรไม่ได้! พ่อหมดอำนาจ โอย! กลี! เอาไว้ไม่ได้!” ทรงเงื้อพระจรรมนาสิกาจนสุดความกริ้ว แม้สมุหมนตรีและแม่ทัพใหญ่ต่างได้พยายามขอพระมหากรุณากันไว้เท่าใดแล้วก็ตาม แต่ก็ถูกตวาดและถูกเจ็บ จนต้องกลับลงไปยังที่เดิมทุกคนหมด จากนั้นก็มีเสียงลงแซ่อย่างสนั่น ทุกครั้งทำให้ทุกคนสะดุ้ง และทุกระยะแซ่เจ้าหญิงก็หวาดผวาและบิดพระกาย แต่ก็ทรงนิ่งอยู่ได้ด้วยขัตติยมานะ ทุกคนไม่ได้กลัวเสียงแซ่ แต่ทุกคนเกรงความเจ็บร้าวอย่างหนัก ที่ได้ บังเกิดขึ้นกับเจ้าหญิงแล้วดังนั้น และทุกขณะที่เจ้าธรรมาธิปฟาดแซ่ลงไป น้ำพระเนตร์ของพระองค์เองก็ซึมออกมาคลอคลองดวงจักษุจนเต็ม แล้วก็หยดลงต้องพระอุระ และตกลงไปสลายอยู่แทบพระบาทของพระองค์อีก ถึงเพียงนั้น, พอหยุดเสียงแซ่ ก็มีเสียงตวาดอย่างกึกก้องเข้ามาแทนที่

“แม่ทัพ ! พาเอาไป! พาออกไปให้เจ้าเดชานุชิต มันเห็นราชสัตรูดีกว่าพ่อของมัน เจ้าเดชานุชิตหนุ่มพอที่จะทำให้พ่อของมันไม่ต้องเลี้ยงมันอีกแล้ว พาเอาไป! ลากเอาไปทิ้งไว้นอกกำแพงเมือง ไปเดี๋ยวนี้! ช่างมัน ! ให้มันตาย! ไม่เลี้ยงลูกคนเดียว ดีกว่าไม่เลี้ยงคนทั้งเมือง.”

“เสด็จพ่อ – เสด็จพ่อเพคะ !”

“คำสั่งของฉันคือกฎหมาย พาเอาไป!”

เสียงกรรแสงอย่างสุดเศร้าของเจ้าหญิง และเสียงร่ำร้องของคนทั่วไป ทาให้เจ้าธรรมาธิปต้องเบียนพระพักตร์เข้าหาวิสูตรของพลับพลา เพราะทรงรู้สึกช้ำในพระราชหฤทัยอย่างหนัก จากนั้น, เจ้าหญิงก็ถูกนำไกลออกไป จนทำให้พระองค์ไม่ได้ยินเสียงอันใดอีกแล้ว แม้แต่เสียงว่าทุกข์เวทนาการของ พระราชมารดาแห่งพระนาง ซึ่งพึ่งทรงทราบประพฤติเหตุในภายหลังนั้นด้วย

ภายนอกกำแพงพระนคร ความชอกช้ำจากการที่ต้องดำเนิรมาจากในนครด้วยหนทางอันไกล กับความเจ็บปวดของพิษแซ่ ซึ่งทำให้โลหิตเปื้อนเดงทั่วพระองค์ของเจ้าหญิง ได้บังเกิดผลกับเจ้าหญิงกนกเลขาในขณะนั้น คือทรงอ่อนความรู้สึกและทรงอ่อนพระกำลังอย่างมาก ในที่สุดก็ได้ล้มลง และสิ้นสติสัมปฤดีอยู่ณที่นั้น.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ