ครั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช เสด็จดำเนินกองทัพกลับมาถึงกรุงหงษาวดีแล้ว จึงตรัสสั่งเสนาบดีให้จัดแจงทำเรือรบเปนอันมากกำหนดให้แล้วแต่ในวสันตฤดู ออกพรรษาแล้วจะยกทัพบกทัพเรือไปตีเมืองทะละ เสนาบดีรับพระราชโองการแล้วก็จัดแจงเรือรบไว้พร้อมเสร็จตามสั่ง สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ให้จัดเรือฉลากบาง เรือลายเล เรือลายคาเล่หยัก สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธ ทัพบกสรรพไปด้วยช้างม้ารี้พลเปนอันมาก ครั้นพ้นเทศกาลวสันตฤดู ถึงกำหนดมุหุติวารศุภฤกษ์แล้ว สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็เสด็จพระราชดำเนินกองทัพไปถึงเมืองทะละ ตรัสสั่งให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้

ฝ่ายยีกำกองเจ้าเมืองทะละรู้ดังนั้นก็ตกใจ จึงคิดว่าเราจะนิ่งอยู่ดังนี้เห็นมิเปนการ จำจะออกไปเฝ้าเพ็ททูลแก้ตัว คิดแล้วก็ออกมาเฝ้าพระเจ้าราชาธิราช ๆ ทรงแคลงยีกำกองอยู่ จึงตรัสสั่งให้สมิงอินทชีพเอาตัวยีกำกองออกไปณพระธาตุ ให้พิจารณายีกำกองให้สิ้นสงสัยก่อน

ฝ่ายสมิงอินทชีพได้รับสั่งแล้ว ก็เอาตัวยีกำกองออกไปพิจารณาไล่เลียงยีกำกอง ๆ เจรจาให้การถ้อยคำพิรุธ สมิงอินทชีพจึงซักไซ้ไล่เลียงไป ยีกำกองจนแก่ถ้อยคำก็รับสารภาพว่าผิด สมิงอินทชีพจึงเอาตัวยีกำกองกับถ้อยคำให้การ เข้ามากราบทูลพระเจ้าราชาธิราช ๆ ได้ทรงฟังจึงตรัสว่า อนิจจายีกำกองเปนผู้ใหญ่ เรารักใคร่เหมือนพี่ร่วมอุทรมา ได้ให้ปฏิญาณกันแต่ก่อนแล้ว ยีกำกองก็บอกเหตุผลแต่ต้นมา เราก็ได้ให้สติอีก เราคิดว่าถ้าได้เปนใหญ่ในกรุงหงษาวดีแล้ว จะให้ยีกำกองเปนไส้ศึกไป ควรแลหรือยีกำกองมาประทุษฐจิตต์คิดขบถดังนี้ เมื่อแลยีกำกองไม่รักชีวิตเราแล้ว เราจะรักชีวิตยีกำกองไปไยเล่า จึงตรัสสั่งสมิงอินทชีพเอายีกำกองใส่ถุงไปถ่วงเสียที่ท่าคล้า แลทรัพย์สมบัติของยีกำกองนั้น ทรงพระราชทานให้แก่พ่อสามเกลียว ซึ่งเปนสมิงสามแหลกสิ้น แทนค่าทองที่ได้ถวายไว้แต่ก่อน เมืองทะละนั้นก็โปรดพระราชทานแก่สมิงพัชชะ ให้สมิงพัชชะกินเมืองทะละแล้ว พระองค์ก็เสด็จเคลื่อนพยุหโยธาทัพไปตีเมืองมองมะละซึ่งสมิงเลิกพร้าอยู่นั้น ครั้นเสด็จพระราชดำเนินกองทัพไปถึงเมืองมองมะละ ทอดพระเนตรเห็นเมือง อันสมิงเลิกพร้าให้รักษาค่ายคูประตูหอรบมั่นคงสามารถอยู่ จึงทรงดำริห์ว่า ถ้าจะยกเข้าตีครั้งนี้เห็นจะเสียไพร่พลมาก พระองค์จึงสั่งให้ถอยทัพข้ามไปตีเมืองพะสิมซึ่งสมิงโลกนรินท์บุตรสมิงเลิกพร้า แลสมิงนะระธาบุตรเขยสมิงเลิกพร้าอยู่รักษานั้น ครั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชยกข้ามไปถึงเมืองพะสิม ก็ให้ตั้งค่ายรายรอบเมือง แล้วตรัสสั่งให้แต่งทหารออกลาดตระเวนคอยจับผู้คนในเมืองซึ่งจะพลัดแพลงออกมา ฝ่ายชาวเมืองพะสิมก็รักษาเมืองมั่นคงอยู่

ฝ่ายสมิงเลิกพร้ารู้ว่า พระเจ้าราชาธิราชยกมาล้อมเมืองพะสิม สมิงเลิกพร้าก็จัดแจงทัพบกทัพเรือ สรรพไปด้วยเครื่องสาตราวุธทั้งปวง เปนคนหมื่นหนึ่งยกลงมาช่วยสมิงโลกนรินทร์ สมิงนะระธาบุตรเขยสมิงเลิกพร้าซึ่งอยู่ณเมืองพะสิม ครั้นกองทัพสมิงเลิกพร้ายกมา เห็นกองทัพพระเจ้าราชาธิราชตั้งล้อมเมืองพะสิมแน่นหนาอยู่ กองทัพเมืองมองมะละก็ยกเข้าตีกระหนาบกองทัพพระเจ้าราชาธิราช ฝ่ายกองทัพเมืองพะสิมรู้ว่า กองทัพเมืองมองมะละยกมาช่วย ทหารโยธาชาวเมืองพะสิมก็แต่งกองทัพออกยั่วทั้งสองข้าง ฝ่ายทัพพระเจ้าราชาธิราชรบศึกครั้งนั้นเปนทัพกระหนาบ เสียรี้พลทแกล้วทหารเปนอันมาก สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงตรัสปรึกษาด้วยเสนาบดีทั้งปวงว่า ชาวเมืองพะสิมรักษาค่ายคูประตูหอรบมั่นคงอยู่ ฝ่ายกองทัพเมืองมองมะละก็ยกมาตีกระหนาบเรา ครั้นจะตั้งสู้รบอยู่ที่นี่ก็เห็นไม่ได้ ดูท่วงทีจะเสียรี้พลมาก ถึงจะได้เมืองพะสิมเล่าก็ยังไม่สิ้นสงคราม ถ้ายกกลับไปตีเมืองมองมะละได้ ฝ่ายเมืองพะสิมแลเมืองทั้งปวงก็จะได้โดยง่าย เสนาบดีทั้งปวงก็เห็นด้วยพระราชดำริห์ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ให้ถอยทัพกลับไปเมืองมองมะละ ครั้นถึงเมืองมองมะละแล้วพระองค์ก็เสด็จเลียบรอบเมืองมองมะละ ครั้นจะยกทหารเข้าตีก็เห็นค่ายคูประตูหอรบเชิงเทิน ซึ่งสมิงเลิกพร้าจัดแจงไว้นั้นมั่นคงอยู่ จึงตรัสสั่งให้ตั้งค่ายมั่นล้อมไว้

ฝ่ายสมิงโลกนรินทร์ สมิงนะระธาเจ้าเมืองพะสิมรู้ว่า พระเจ้าราชาธิราชเลิกกองทัพไปตั้งล้อมเมืองมองมะละ ก็จัดกองทัพเรือฉลากบาง เรือลายเล่หยัก สรรพไปด้วยเครื่องสาตราวุธ ยกมาช่วยเมืองมองมะละ ทัพเรือมายังมิถึง ฝ่ายทหารสอดแนมรู้ว่ากองทัพเรือยกมา ก็รีบเข้ามาทูลสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ได้ทรงทราบดังนั้น จึงแต่งทัพเรือยี่สิบลำให้สมิงนครอินท์เปนแม่ทัพ แล้วตรัสบอกอุบายให้สมิงนครอินท์ ซึ่งจะเอาชัยชนะข้าศึกนั้นว่า ให้ปักขวากเหล็กไว้ในน้ำ ถ้าน้ำขึ้นกองทัพมาอย่าให้แลเห็นขวาก ให้กองทัพสมิงนครอินท์ซุ่มเรือรบอยู่บ้าง ให้ข้าศึกเห็นบ้างว่าคนน้อย แล้วจึงแต่งเรือเร็วสามสิบลำ บันจุทหารมีฝีมือให้ออกไปล่อกองทัพ ถ้ากองทัพเมืองพะสิมไล่ให้ทำเปนหนีมา ถ้าไม่ไล่ให้รออยู่ เจ้าสมิงอินท์รับพระราชอุบายใส่เกล้าแล้ว ก็ถวายบังคมลายกไปตามการรับสั่ง

ฝ่ายกองทัพเมืองพะสิม เห็นกองทัพพระเจ้าราชาธิราชคนน้อยกว่า ก็ประมาทหมายจะได้ชัยชนะฝ่ายเดียว กองทัพเมืองพะสิมก็ไล่ตีกระโจนขึ้นมา พอเวลาน้ำขึ้นหาเห็นขวากไม่ กองทัพเมืองพะสิมก็ติดขวากอยู่จะถอยก็มิออก

ฝ่ายทัพสมิงนครอินท์ซึ่งซุ่มอยู่นั้น เห็นกองทัพเมืองพะสิมติดขวากอยู่ได้ท่วงทีแล้ว ก็ตรูทัพเข้าตีกองทัพเรือเมืองพะสิมแตก เก็บได้เรือรบผู้คนสาตราวุธเปนอันมาก แต่ตัวสมิงโลกนรินท์แลสมิงนะระธานั้นลงเรือน้อยหนีไปได้ ทหารตามไปจับมิทัน

ฝ่ายสมิงนครอินท์ก็ยกทัพกลับมา จึงให้คุมเรือรบแลผู้คนเครื่องสาตราวุธที่ตีได้นั้นเข้ามาถวายพระเจ้าราชาธิราช แล้วกราบทูลซึ่งมีชัยชนะ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ดีพระทัยนัก จึงพระราชทานฉลองพระองค์ครุยทองผืนหนึ่ง พระธำมรงค์เพ็ชร์ห้ายอดถอดออกจากพระหัตถ์วงหนึ่ง กับกลองชนะแตรสังข์ให้แก่สมิงนครอินท์เปนบำเหน็จความชอบซึ่งมีชัยแก่ข้าศึก แลนายทัพนายกองทั้งปวงซึ่งไปด้วยสมิงนครอินท์นั้น ก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลให้ตามสมควร ครั้งนั้น เกียรติยศเจ้าสมิงนครอินท์ก็ลือข่าวทั่วไปทุกเมืองขึ้นเมืองออก

ฝ่ายพระเจ้าราชาธิราช จึงตรัสปรึกษาด้วยเสนาบดีทั้งปวงว่า เมืองมองมะละนี้สมิงเลิกพร้าก็ให้รักษามั่นคงอยู่ จะหักโหมเอาโดยเร็วนั้นมิได้ ถ้าถอยทัพยกไปตีเมืองเตวมูแล่งแลเมืองเตวประสร้วยได้เมืองทั้งสองแล้ว กลับมาล้อมเมืองมองมะละไว้ ให้ชาวเมืองอดเข้าปลาอาหารลง ถ้าคิดเพียรเอาดังนี้จึงจะได้ ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด เสนาบดีทั้งปวงยังมิทันกราบทูล

ฝ่ายอำมาตย์ทินมณีกรอดจึงกราบทูลขึ้นว่า ถ้าพระองค์ถอยทัพเสด็จไปตั้งอยู่ณเมืองทะละ พักพลทหารให้มีกำลังก่อนแล้ว อันเมืองเตวมุแล่งเมืองเตวประสร้วยสองเมืองนี้ ข้าพเจ้าจะขอรับอาสาคิดอ่านตีถวายให้จงได้ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย แม้นได้เมืองเตวมุแล่งเมืองเตประสร้วยแล้ว ซึ่งจะยกกลับมาทำการเมืองมองมะละอีกก็สดวก เพราะได้พลเสบียงอาหารมาเพิ่มเติมมากขึ้น เห็นจะตีได้เปนมั่นคง ซึ่งพระองค์ยกมาล้อมเมืองมองมะละสองครั้งแล้วยังมิได้เมืองนั้น อุปมาดังล้อมป่าไล่เสือ เมื่อจับเสือยังมิได้ เวลาจวนค่ำแล้ว ก็ต้องเลิกไปเสียทีหนึ่ง แต่เปนที่ได้ยั่วเสือให้ตื่นไว้พลาง ถ้าเสือโง่ปัญญาน้อยก็จะประมาท ถ้าเปนเสือขลาดก็จะตกใจ แม้นยกมาล้อมครั้งหลังให้แน่นหนา ข้าพเจ้าเห็นจะมีชัยชนะจับเสือได้เปนมั่นคง สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังอำมาตย์ทินมณีกรอดกราบทูลดังนั้นก็ดีพระทัยนัก จึงตรัสว่าซึ่งท่านคิดผ่อนผัน เราก็เห็นชอบด้วย แต่ท่านผู้เดียวจะรับอาสาไปตีทั้งสองเมืองนั้นยังกระไรอยู่หรือ ท่านก็ชราแล้วเห็นจะลำบากใจนัก ถ้าขัดขวางอยู่ก็แบ่งให้ผู้อื่นเสียบ้าง เราจะได้แต่งนายทัพให้ไปช่วยเอาแรงท่าน

อำมาตย์ทินมณีกรอดจึงทูลว่า ซึ่งข้าพเจ้ารับอาสาครั้งนี้ใช่จะโลภชิงลาภของผู้อื่นหามิได้ เพราะตั้งใจจะสนองพระคุณสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ถึงขนาด อันตัวข้าพเจ้าเปนชายชาติทหาร ถึงกายแก่แต่ใจหนุ่ม ได้รับอาสาพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ไม่เสียดายร่างกายแลชีวิต ได้ออกวาจาเปนสองแล้ว ครั้นจะกลับคืนเสียเอาแต่หนึ่ง คนทั้งปวงก็จะหัวเราะเยาะได้ ว่าแก่โกง มิใช่แก่เก่ง บ้างจะว่าแก่แดดมิใช่แก่กับต้น ข้าพเจ้าจะขอสำแดงฝีมือแก่ให้ปรากฎไว้ มิให้หนุ่มๆ ดูหมิ่นได้ แม้นพลาดพลั้งประการใดก็ขอฝากแต่ชื่อแก่ไว้ในแผ่นดิน หนุ่มๆ เกิดมาภายหลังจะได้เห็นว่า แก่เก่งแก่กับต้นนี้ เขาซื่อสัตย์อาสาเจ้าถึงขนาด ถ้ามีชัยชนะสมคิดแล้ว คนทั้งปวงจะสรรเสริญพระเกียรติยศสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฟุ้งเฟื่องไปว่า เพราะได้แก่มาไว้จึงมีชัยชนะหนุ่ม ขอพระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังก็ทรงพระสรวล คลายวิตกในพระทัยลง จึงโปรดให้อำมาตย์ทินมณีกรอดเลือกจัดทแกล้วทหารเอาไปตามชอบใจ อำมาตย์ทินมณีกรอดได้พระราชโอกาสดังนั้นแล้วก็เลือกคัดทหารที่ชอบใจ มีฝีมือเข้มแข็งได้สามสิบคน กับพลหมื่นห้าพัน พร้อมไปด้วยช้างม้าเครื่องสาตราวุธ เสร็จแล้วก็ถวายบังคมลายกไปเมืองเตวมุแล่ง ยังทางประมาณสองร้อยเส้นจะถึง จึงให้ตั้งมั่นอยู่

ฝ่ายพระเจ้าราชาธิราชก็ถอยไปตั้งมั่นพักพลทหารอยู่ณเมืองทะละ ฝ่ายอำมาตย์ทินมณีกรอดซึ่งตั้งมั่นอยู่นั้น ก็คิดเปนกลอุบายแต่งหนังสือฉบับหนึ่ง เปนทางคำนับล่อลวง กับให้จัดสิ่งของเครื่องราชบรรณาการโดยสมควร ครั้นแต่งหนังสือสำเร็จพับผนึกสนิทดีแล้ว จึงให้อำมาตย์สองคนเปนผู้ใหญ่มีปัญญาฉลาดในการเจรจา ถือหนังสือคุมเครื่องราชบรรณาการเข้าไปถึงเจ้าอายพระยา เจ้าเมืองเตวมุแล่ง อำมาตย์ทั้งสองนั้นคำนับลาแล้ว ก็ออกมาจัดผู้คนถือเครื่องบรรณาการครบตัวทั่วสิ่งของ พากันเข้าไปยังเมืองเตวมุแล่ง จึงเข้าไปแจ้งความแก่นายประตู ๆ รู้เหตุแล้ว จึงเข้าไปแจ้งความต่อเจ้าอายพระยาว่า บัดนี้อำมาตย์ทินมณีกรอดใช้คนถือหนังสือคุมเครื่องบรรณาการเข้ามาคำนับท่าน เจ้าอายพระยาได้แจ้งดังนั้นก็ตรึกตรองอยู่ จึงถามที่ปรึกษาทั้งปวงว่า อำมาตย์ทินมณีกรอดเปนข้าอยู่ในพระเจ้าราชาธิราชอันเปนข้าศึกแก่เรานั้น ซึ่งจะเข้ามาหาเรานี้ เหตุผลร้ายหรือดีใครคิดเห็นประการใดบ้าง ที่ปรึกษาทั้งปวงจึงว่า อำมาตย์ทินมณีกรอดมาทั้งนี้เห็นจะหลีกหนีราชการเพราะตัวชรา ซึ่งจะทำกลมารยาล่อลวงนั้นเห็นไม่เปน ชะรอยจะหนีร้อนมาพึ่งเย็นโดยแท้ ขอท่านได้รับคนผู้ถือหนังสือเข้ามาเถิด เจ้าอายพระยาก็เห็นด้วย จึงให้คนไปรับอำมาตย์ทั้งสองนั้นเข้ามา

ฝ่ายอำมาตย์สองคน เข้ามาถึงคำนับพระเจ้าอายพระยาแล้ว จึงส่งหนังสือแลกล่าวแจ้งสิ่งของเครื่องบรรณาการ ให้เจ้าอายพระยาฟังตามจำนวนบัญชีถี่ถ้วนทุกสิ่ง เจ้าอายพระยาจึงฉีกผนึกหนังสือออกอ่านความในหนังสือนั้นว่า ข้าพเจ้า อำมาตย์ทินมณีกรอดคนเฒ่า ขออวยพรมาถึงเจ้าอายพระยาเมืองเตวมุแล่ง ด้วยทุกวันนี้ข้าพเจ้าอยู่กับพระเจ้าราชาธิราช ทำราชการหนักเบาก็สู้ทน จนตัวชราถึงเพียงนี้แล้ว เมื่อคิดดูก็เปนอนิจจัง เปรียบประดุจผลมะนาวอันกลิ้งอยู่บนหลังม้า ซึ่งจะหนีความตายในท่ามกลางสงครามนั้นหนีไม่พ้น ข้าพเจ้าตั้งใจอธิษฐานมาหาท่าน เพื่อจะให้ท่านอนุเคราะห์ช่วยว่ากล่าวแก่สมิงเลิกพร้าให้สมิงเลิกพร้ากรุณาข้าพเจ้า ๆ จะขอถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาอยู่เปนข้าสมิงเลิกพร้าจนถึงกาลสิ้นชีวิต บัดนี้ข้าพเจ้าก็ยกมาตั้งอยู่ณตำบลนี้แล้ว ก็จนใจอยู่มิรู้ที่จะทำประการใด ดุจดังกระต่ายชมพระจันทร์ ได้เห็นแต่รัศมีสอดส่องจะจับต้องก็มิถึง อนึ่งเปรียบคนค่อมชงฆาสั้น จะข้ามแม่น้ำที่ลึกกว้างนั้นมิได้ เห็นแต่ท่านผู้เดียวซึ่งจะเปนสำเภายนต์ช่วยส่งข้าพเจ้าให้ข้ามพ้นไปได้ ขอท่านได้กรุณาส่งกิจคดีนี้ ให้ไปถึงสมิงเลิกพร้าได้แจ้งด้วย ทำประการใดข้าพเจ้าจึงจะได้มาอยู่ด้วยสมิงเลิกพร้านั้น ขอคำนับฝากไว้ในสติปัญญาท่าน อันความทุกข์ข้าพเจ้าครั้งนี้ ถ้าท่านจะช่วยสงเคราะห์ได้หรือมิได้ประการใด ขอให้มีหนังสือแต่งคนสนิทออกมาถึงข้าพเจ้าแต่พอได้ทราบ

ครั้นเจ้าอายพระยาแจ้งความในหนังสือดังนั้นแล้ว ก็ยินดีหาความสงสัยมิได้ ด้วยเหตุว่าอำมาตย์ทินมณีกรอดเปนผู้ใหญ่ อายุก็ชรา จะว่ากล่าวสิ่งใดเห็นจะไม่มีเท็จ จึงส่งหนังสือกับเครื่องบรรณาการไปให้สมิงเลิกพร้าณเมืองมองมะละ ครั้นสมิงเลิกพร้าเห็นแจ้งในหนังสือแล้วก็หาสงสัยมิได้ จึงคิดว่าอำมาตย์ทินมณีกรอดเปนเสนาบดีผู้ใหญ่อยู่ในพระเจ้าราชาธิราช คิดการสงครามดีมีสติปัญญาหลักแหลม ฝ่ายพระเจ้าราชาธิราชก็ทำสงครามขับเคี่ยวมา อำมาตย์ทินมณีกรอดแก่ชราข้าศึกอยู่แล้ว จึงจะมาอยู่ด้วยเราก็เห็นจริงดุจมีหนังสือมา ถ้าอำมาตย์ทินมณีกรอดมาอยู่ด้วยเราแล้ว พระเจ้าราชาธิราชก็จะไม่มีคนปัญญาดีเปนที่ปรึกษา ซึ่งจะทำศึกกันไปนั้นเห็นเราจะได้ชัยชนะโดยง่าย ครั้นสมิงเลิกพร้าคิดดังนั้นแล้ว ก็มีความยินดีมิได้ปรึกษาด้วยผู้ใด จึงใช้คนสนิทถือหนังสือไปถึงเจ้าอายพระยา ในหนังสือว่าให้เจ้าอายพระยารับความสัตย์ของอำมาตย์ทินมณีกรอดเถิด

ครั้นเจ้าอายพระยาได้แจ้งในหนังสือสมิงเลิกพร้านั้นแล้ว ก็แต่งอำมาตย์สามคนออกไปหาอำมาตย์ทินมณีกรอด ให้อำมาตย์ทินมณีกรอดกระทำสัตย์เสียก่อนจึงจะรับเข้าไป ฝ่ายอำมาตย์ทินมณีกรอดคิดกระทำความสัตย์เปนกลอุบาย มิได้เอาพระศรีรัตนไตรมาตั้งเปนประธาน เอาใบลานเปล่าพับเปนคำภีร์ขึ้นตั้งไว้บนที่อันควร แล้วอำมาตย์ทินมณีกรอดก็ว่าตามความสัตยาธิฐานเปนกลไปต่อหน้าอำมาตย์ทั้งสามคนซึ่งออกมานั้น ครั้นอำมาตย์ทินมณีกรอดกระทำความสัตย์แล้ว จึงว่าแก่อำมาตย์ทั้งสามคนว่า อันตัวตาได้ความทุกข์ยากมาแต่หลัง คิดจะหาความสุขไม่ได้ช่องเลย วันนี้แลพึ่งสมคิดตาจะได้พ้นจากความยาก เพราะเจ้าอายพระยาช่วยอนุเคราะห์ คุณของเจ้าอายพระยาอยู่กับตานี้มากนัก ตาคิดจะฉลองคุณท่านให้ถึงขนาด จะใคร่พบเจ้าอายพระยาสนทนาความลับ ซึ่งจะให้ได้ชัยชนะแก่พระเจ้าราชาธิราชนั้น ครั้นจะเข้าไปหาเจ้าอายพระยาโดยตรงเล่า การก็ยังมิพรักพร้อม เกรงจะรู้ไปถึงพระเจ้าราชาธิราชก็จะเสียทีไป จำจะทำเปนอุบายเข้าไปหาเจ้าอายพระยามิให้ใครรู้แยบคาย จะทำเปนยกเข้าตีคนทั้งปวงจึงจะไม่สงสัย ยกไปแล้วจะรอทัพไว้ ตัวเรากับคนสนิทจะลอบเอาช้างพลายราชเป็ดนั้นเข้าไปถวายฉลองพระคุณเจ้าอายพระยา แล้วจะได้เจรจาความลับด้วย ให้เจ้าอายพระยาออกมาคอยท่าอยู่ที่ประตูเมือง พบกันแล้วจะได้กำหนดการไปหาสมิงเลิกพร้า ท่านทั้งสามจงไปแจ้งความแก่เจ้าอายพระยา ตามคำตาสั่งดังนี้

ฝ่ายอำมาตย์สามคนซึ่งออกมานั้นก็หาสงสัยมิได้ จึงกลับเข้าไปแจ้งแก่เจ้าอายพระยา ตามคำอำมาตย์ทินมณีกรอดว่านั้นทุกประการ เจ้าอายพระยาก็เชื่อคำอำมาตย์ทินมณีกรอดมิได้เคลือบแคลง มีความยินดีนัก จึงใช้อำมาตย์คนหนึ่งให้กลับออกไปบอกแก่อำมาตย์ทินมณีกรอดให้เข้ามา ฝ่ายอำมาตย์ทินมณีกรอดได้แจ้งดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้จัดผู้คนกำหนดกองทัพเสร็จแล้ว ส่วนตัวก็ขึ้นช้างพังตัวหนึ่ง ยกเข้ามาตั้งอยู่ริมประตูเมืองเตวมุแล่ง จึงสั่งให้กองทัพรออยู่ข้างหลัง พอได้ยินเสียงฆ้องกลองแล้ว คนซึ่งออกมานั้นก็กลับไปแจ้งแก่เจ้าอายพระยา ๆ ครั้นรู้ว่าอำมาตย์ทินมณีกรอดยกมาคอยอยู่ริมประตูเมือง เจ้าอายพระยาก็ขึ้นช้างพังออกมายืนอยู่ริมประตูเมือง

ฝ่ายอำมาตย์ทินมณีกรอดเห็นดังนั้น จึงใช้คนให้เข้าไปบอกแก่เจ้าอายพระยาว่า ข้าพเจ้ามาหาถึงถิ่นโดยดีแล้ว อย่าได้สงสัยสิ่งใดเลย ให้เชิญออกมาดูช้างที่ข้าพเจ้าจะเอามาถวายนั้นเถิด ฝ่ายเจ้าอายพระยาก็เปิดประตูเมือง ขึ้นช้างออกมาหาอำมาตย์ทินมณีกรอด ๆ เห็นได้ทีแล้ว จึงเรียกเอาช้างพลายราชเป็ดนั้น มาเทียบเข้าแล้วก็โดดขึ้นช้างพลาย ให้ตีกลองสัญญาไสช้างตรงเข้าไป

ฝ่ายเจ้าอายพระยาเห็นดังนั้น ก็ตกใจบ่ายช้างหนีอำมาตย์ทินมณีกรอด ๆ ได้ท่วงทีแล้ว ก็ให้กองทัพรุกขยิกตีเข้าไปได้ในเมือง อำมาตย์ทินมณีกรอดไสช้างตามทันเจ้าอายพระยา เอาทวนแทนเจ้าอายพระยาตกช้างตาย แล้วโดดลงตัดศีร์ษะห่อผ้าไว้ ทหารซึ่งติดตามเจ้าอายพระยาออกมานั้น ก็แตกหนีกระจัดพลัดพรายไป ผู้คนในเมืองก็แตกตื่นเปนอลหม่าน อำมาตย์ทินมณีกรอดได้เมืองเตวมุแล่ง ตั้งพักกองทัพอยู่ในเมืองแล้ว จึงประกาศแก่ทหารทั้งปวง มิให้เที่ยวกระทำข่มเหงราษฎรเปนอันขาด ถ้าผู้ใดมิฟังจะเอาโทษถึงสิ้นชีวิต

ฝ่ายเจ้าเมืองเตวประสร้วย ครั้นแจ้งว่าอำมาตย์ทินมณีกรอดทำกลอุบายตีได้เมืองเตวมุแล่ง แลฆ่าเจ้าอายพระยาตายดังนั้น ก็ตกใจกลัวจึงคิดว่า อำมาตย์ทินมณีกรอดได้เมืองเตวมุแล่งแล้ว คงจะยกมาตีเมืองเรา อันรี้พลทหารในเมืองเรามีมากก็จริง แต่หามีนายทัพประกอบด้วยสติปัญญาไม่ ถ้ากองทัพอำมาตย์ทินมณีกรอดยกมา เห็นเหลือกำลังเราจะต้านทาน จำจะต้องทิ้งเมืองเสีย เจ้าเมืองเตวประสร้วยก็อพยพครอบครัวหนีเข้าป่าไป กองทัพอำมาตย์ทินมณีกรอดยกไปก็ได้เมืองเตวประสร้วยโดยง่าย ครั้นอำมาตย์ทินมณีกรอดได้เมืองทั้งสองแล้ว จึงแต่งหนังสือแลให้ต่อหีบใส่ศีร์ษะเจ้าเมืองเตวมุแล่ง ให้ม้าใช้รีบคุมไปถวายพระเจ้าราชาธิราชเมืองทะละ ในหนังสือนั้นมีเนื้อความตามที่อำมาตย์ทินมณีกรอด คิดทำกลอุบายมาแต่หลัง

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ได้แจ้งในหนังสือแล้วจึงตรัสสรรเสริญว่า อำมาตย์ทินมณีกรอดเปนเสนาบดีผู้ใหญ่ อายุก็แก่ชราแล้ว คิดว่าจะดีมีแต่ความคิดเล่า มิรู้ว่าเข้มแข็งมีฝีมือกล้าหาญด้วย อันสงครามครั้งนี้ ฝ่ายอำมาตย์ทินมณีกรอดก็ตีได้เมืองเตวมุแล่งเมืองเตวประสร้วยแล้ว ฝ่ายเจ้าสมิงนครอินท์เล่า ก็ชนะทัพเรือเมืองพะสิมมีชัยชนะทั้งสองแห่ง อันฝีมือทแกล้วทหารนี้ หามีผู้จะเสมอเราไม่ ครั้งนี้ถ้ายกกลับไปตีเมืองมองมะละ เห็นจะได้เมืองมองมะละเปนมั่นคง ตรัสแล้วเสด็จยกกรีธาพลจึงยกกองทัพไปใกล้เมืองมองมะละยังทางกึ่งวันจะถึงเมือง

ฝ่ายอำมาตย์ทินมณีกรอดรู้ว่าพระเจ้าราชาธิราช เสด็จพระราชดำเนินกองทัพมาแล้ว ก็ยกกองทัพมาบันจบกับกองทัพพระเจ้าราชาธิราช ฝ่ายชาวเมืองมองมะละได้แจ้งว่า กองทัพพระเจ้าราชาธิราชยกมา ก็ตื่นวุ่นวายกันอยู่ในเมือง ฝ่ายสมิงเลิกพร้ารู้ว่า เมืองเตวมุแล่งเมืองเตวประสร้วยเสียแล้ว เจ้าอายพระยาก็ตาย ฝ่ายกองทัพเมืองพะสิมเล่าก็เสียรี้พลเครื่องสาตราวุธใหญ่น้อยเปนอันมาก แลบัดนี้กองทัพพระเจ้าราชาธิราชกลับยกมา ไพร่บ้านพลเมืองเราสดุ้งสะเทือนกำเริบหนักอยู่เห็นจะต่อสู้ต้านทานมิได้ สมิงเลิกพร้าจึงจัดเรือบรรทุกไพร่พลเสบียงอาหาร คิดกันว่าจะหนีไปเมืองตแคง

ขณะนั้นเป็ดน้อยบุตรสมิงเลิกพร้าผู้หนึ่ง มีฝีมือน้ำใจกล้าจึงเข้ามาคำนับว่า บิดาอย่าเพ่อหนีไปก่อน ข้าพเจ้าจะอาสาขอชนช้างด้วยพระเจ้าราชาธิราช ถ้าข้าพเจ้าแพ้แล้วบิดาจะหนีไปก็ตามเถิด สมิงเลิกพร้าฟังเป็ดน้อยผู้บุตรว่า ได้สติขึ้นมาก็งดอยู่ แล้วจึงให้จัดแจงรักษาเมืองไว้เปนสามารถ พอพระเจ้าราชาธิราชเสด็จเคลื่อนพยุหโยธาทัพมาถึง ก็ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ห่างเมืองประมาณสามสิบเส้น

ขณะนั้นเป็ดน้อยจึงแต่งหนังสือออกไปถึงพระเจ้าราชาธิราช ในหนังสือนั้นว่า สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชเปนกษัตริย์อันใหญ่ในกรุงหงษาวดี มีพระเดชเดชานุภาพแผ่ไปทั่วประเทศราช บัดนี้พระองค์ยกพลนิกรจตุรงค์มาตีบ้านเมืองทั้งปวง ก็ได้หลายตำบลแล้ว อาณาประชาราษฎรไพร่พลเมืองทั้งปวงก็ได้ความเดือดร้อน ถึงแก่ความฉิบหายล้มตายเปนอันมากหาประโยชน์มิได้ ครั้นข้าพเจ้าจะแต่งกองทัพไปต่อด้วยพระองค์ ตามขบวนพยุหสงครามบัดนี้เล่าก็ได้อยู่ แต่จะเสียรี้พลด้วยกันทั้งสองฝ่ายหาต้องการไม่ ฝ่ายพระองค์ก็เปนกษัตราธิราชเจ้าอันประเสริฐ ปรากฎพระเกียรติยศฟุ้งเฟื่องไปในรามัญประเทศทั้งปวง ฝ่ายข้าพเจ้าก็เปนเชื้อสายปรากฎมา แลพระองค์กับข้าพเจ้าทั้งสองฝ่าย อย่าให้ไพร่พลทั้งปวงถึงแก่ความฉิบหายล้มตายเสียเลย จะขอชนช้างกันแต่พระองค์กับข้าพเจ้าเปนธรรมยุทธให้ปรากฎ เปนเกียรติยศกฎหมายไว้ในแผ่นดินจนสิ้นกัลปาวสาน ถ้าข้าพเจ้าชนช้างปราชัยแก่พระองค์แล้ว เมืองมองมะละแลเมืองขึ้นของข้าพเจ้าทั้งปวง จะขอถวายพระองค์ ถ้าพระองค์แพ้แก่ข้าพเจ้าแล้ว ก็ให้พระองค์ยกทัพกลับไปกรุงหงษาวดีเถิด แลซึ่งข้าพเจ้าว่ากล่าวมาทั้งนี้ ขอให้มีสัตยานุสัตย์ไว้ต่อกันโดยธรรมประเพณี อย่าให้พ้นความสัตย์ไป ดุจอำมาตย์ทินมณีกรอดกระทำสัตย์แก่เจ้าอายพระยานั้น จึงจะเปนพระยศพระเกียรติไปภายหน้า ครั้นแต่งหนังสือเสร็จแล้ว เป็ดน้อยก็ให้คนถือหนังสือออกไป

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแจ้งในหนังสือแล้ว จึงให้มีหนังสือตอบเข้าไปว่า ซึ่งเป็ดน้อยให้มีหนังสือออกมาถึงเรานั้น ก็ได้แจ้งในข้อเนื้อความทุกประการแล้ว แลซึ่งว่าจะขอชนช้างด้วยเราโดยธรรมยุทธนั้น เรามีความยินดียิ่งนัก เปรียบประหนึ่งท่านเอาดวงแก้วมณีอันวิเศษมายื่นให้แก่เรา ๆ ทำสงคราม ก็มีความปรารถนาเพื่อจะชนช้างกับข้าศึก ในท่ามกลางสงครามให้เปนขวัญตาแก่ทแกล้วทหารทั้งปวง ก็ยังมิได้ชนช้างกับผู้ใด บัดนี้ท่านว่าจะออกมาชนช้างด้วยเรา ก็ต้องด้วยความปรารถนาเรา ๆ มีความยินดีนัก แลตัวท่านอย่าได้กริ่งใจในสัตยานุสัตย์นั้นเลย ฝ่ายเราก็เปนกษัตราธิราชอันประเสริฐ ใช่จะเกรงเป็ดน้อยอยู่ จะเปนอุบายล่อลวงนั้นหามิได้ แลให้ท่านเร่งยกออกมากระทำสงครามด้วยเราโดยธรรมยุทธ กำหนดในวันพรุ่งนี้เถิด สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชให้แต่งหนังสือตอบเสร็จแล้ว จึงพระราชทานเงินทองเสื้อผ้าแก่ผู้ถือหนังสือด้วย

ฝ่ายผู้ถือหนังสือเข้าไปแจ้งแก่เป็ดน้อยแล้ว เป็ดน้อยก็มีความยินดีนัก ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า เป็ดน้อยจึงให้จัดแจงทแกล้วทหารทั้งปวงตามขบวนพิชัยสงครามแล้ว ให้ผูกพลายอายน้อยเปนคชาธารเสร็จ ก็ให้ยกออกมาตั้งอยู่ณประตูเมือง จึงใช้คนให้ไปทูลพระเจ้าราชาธิราช ๆ แจ้งว่า เป็ดน้อยยกออกมาตั้งอยู่ณประตูเมืองแล้ว ก็ให้จัดแจงพลทหารซ้ายขวาทั้งปวงพร้อมแล้ว จึงให้ผูกพลายสิงหนารายน์เปนพระคชาธาร ซึ่งจะเสด็จออกไปชนช้างด้วยเป็ดน้อย

ขณะนั้นอำมาตย์ทินมณีกรอดแลสมิงพ่อเพ็ชร์ จึงกราบทูลว่า การสงครามครั้งนี้ทแกล้วทหารฝ่ายเราเข้มแข็งมีฝีมือกล้าหาญนักทั้งปัญญาความคิดเล่าก็หลักแหลม เห็นจะชนะข้าศึกฝ่ายเดียว ประการหนึ่งพระองค์ก็เปนกษัตราธิราชอันประเสริฐ ซึ่งจะไปชนช้างด้วยเป็ดน้อย อันเปนแต่บุตรสมิงเลิกพร้านั้นหาควรไม่ เปรียบประดุจเอาดวงแก้วมณีไปแลกกับลูกปัด แลเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ เอาเนื้อไปแลกกับกระดูก ข้าพเจ้าเห็นไม่สม อันการซึ่งจะเอาเมืองมองมะละนั้นอย่าได้ทรงพระวิตกเลย ข้าพเจ้าทั้งสองกับทแกล้วทหารทั้งปวง จะขออาสาตีเมืองมองมะละถวายให้ได้ในสามวัน ขอพระองค์จงอย่าได้เสด็จไปชนช้างด้วยเป็ดน้อยเลย

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังสมิงพ่อเพ็ชร์ อำมาตย์ทินมณีกรอดทูลห้ามดังนั้นก็ทรงพระสรวลแล้วจึงตรัสว่า ท่านทั้งสองว่ามาทั้งนี้ก็จริงอยู่ อันการสงครามครั้งนี้ถึงจะทำประการใดก็จะได้ชัยชนะแก่ข้าศึกเปนมั่นคงหาแคลงไม่ ซึ่งท่านจะห้ามเรามิให้ไปชนช้างด้วยเป็ดน้อยนั้น เนื้อความข้อนี้เราจะขอถามก่อน ถ้าราชสัตรูขี่ช้างพัง ตัวเราขี่ช้างพลายอันมีฝีงา ก็จะให้เกี่ยวช้างหนีมิให้สู้รบแลหรือประการใด ถ้าข้าศึกเปนสตรี ท่านเปนบุรุษอันสามารถก็จะไม่ต่อมือหรือประการใด อันตัวเราทุกวันนี้ก็หมายใจว่าเปนกษัตริย์อันประเสริฐ อันลักษณะชนช้างกันนี้เปนที่สนุกสำหรับพระมหากษัตราธิราชอันองอาจมาแต่ก่อน เราคิดจะชนช้างด้วยข้าศึกอยู่ทุกวันมิได้ขาด แลบัดนี้เป็ดน้อยบอกมาว่า จะชนช้างด้วยเรา ๆ ดีใจ ดุจหนึ่งได้สมบัติในทิพย์วิมาน มีความยินดีหาที่จะอุปมามิได้ อันตัวเป็ดน้อยนี้เล่าก็เปนบุตร์สมิงเลิกพร้า ๆ เปนบุตร์เจ้าอายประสาท ๆ เปนบุตร์อายกำกองผู้เปนพระราชโอรสพระเจ้าแสนเมืองมิงอันเปนพระเชษฐาธิราชสมเด็จพระราชบิดาเรา เป็ดน้อยก็อยู่ในเชื้อราชวงศ์ติดเนื่องกันมา ใช่จะเปนผู้อื่นหามิได้ ท่านเปนผู้เฒ่าไม่รู้หรือ ซึ่งท่านทั้งสองจะห้ามเราทั้งนี้ก็ผิดไป ควรเราจะชนช้างด้วยเป็ดน้อยให้เปนเกียรติยศไว้ครั้งหนึ่ง จะได้เปนขวัญตาแก่เทพามนุษย์ทั้งปวง อนึ่ง จะไว้นามให้ปรากฎในราชพงศาวดารสืบไปนานจนสิ้นกาลมหากัลป บุตรแลนัดดาซึ่งจะดำรงราชสมบัติเปนเจ้าแผ่นดินต่อไปภายหน้า จะได้เห็นเปนเยี่ยงอย่างมีมานะองอาจในการสงคราม ท่านทั้งสองอย่าห้ามเราหาฟังไม่

ฝ่ายสมิงพ่อเพ็ชร์แลอำมาตย์ทินมณีกรอด ได้ฟังพระราชโองการตรัสดังนั้นก็จนอยู่ มิอาจจะทูลทัดทานสืบไปได้ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็เสด็จขึ้นทรงพลายสิงหนารายน์เปนพระคชาธาร ให้ยกพลทหารทั้งปวงเข้าไปถึงริมคูเมืองมองมะละ อันเปนที่สนามกลางแปลง ก็ให้หยุดพลทหารอยู่

ฝ่ายเป็ดน้อยยืนช้างอยู่ณประตูเมือง ครั้นเห็นพระเจ้าราชาธิราชยกมาถึงแล้ว จึงยกเลื่อนออกไป ฝ่ายสมิงนุระสินยืนอยู่ข้างหน้าพระคชาธารพระเจ้าราชาธิราช เห็นเป็ดน้อยยกออกมาดังนั้น ก็ไสช้างออกไปจะชนช้างด้วยเป็ดน้อย ๆ จึงร้องว่า เรายกมาบัดนี้ ตั้งใจจะชนช้างด้วยพระเจ้าราชาธิราชตัวต่อตัวตามสัญญากัน แลท่านขับช้างเข้ามาจะต่อด้วยเรานี้ จะชนเปนสองตัวให้เสียสัตยานุสัตย์หรือประการใด สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังเป็ดน้อยร้องว่ามาดังนั้น ก็ตรัสห้ามสมิงนุระสินไว้ สมิงนุระสินก็หลีกช้างออกไป

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ทรงพระเต้าทอง เหนือคอพระคชาธาร หลั่งน้ำทักษิโณทกให้ตกลงเหนือพื้นพระธรณี ทรงอธิษฐานว่า ขอเดชะพระศรีรัตนไตรยาธิคุณอันเปนที่พำนักแก่ไตรโลกทั้งปวง แลเทพยดาเจ้าอันรักษาพระบวรพุทธสาสนา แลรักษากัมภูฉัตรปรากฎอยู่ในภูมิพรึกษาอากาศทั้งปวง แม้นข้าพเจ้าจะได้บำรุงพระพุทธสาสนา เปนใหญ่ในรามัญประเทศทั้งปวงแล้ว ขอให้ช่วยอภิบาลรักษา ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะชนช้างด้วยเป็ดน้อย อันเป็ดน้อยคนนี้เปนบุตรสมิงเลิกพร้า ซึ่งเปนข้าสมเด็จพระราชบิดาข้าพเจ้า ๆ ได้ปลูกเลี้ยงมาแต่ก่อน มิได้ตั้งอยู่ในสัตยานุสัตย์ หากตัญญูต่อพระราชบิดาข้าพเจ้าผู้มีพระคุณแก่มันมิได้ บัดนี้ยังไม่สิ้นทรยศ มันคิดขบถจะทำร้ายแก่ข้าพเจ้า ขออย่าให้มันสู้ข้าพเจ้าได้ ให้มันแพ้แก่ข้าพเจ้า ในท่ามกลางสงครามให้ประจักษ์แก่ตาโลกบัดนี้เถิด

ฝ่ายข้างเป็ดน้อยก็จับตะคองทอง หลั่งน้ำเหนือคอช้าง อธิษฐานว่า เดชะ บารมีข้าพเจ้าได้สร้างสมมาแต่บุรชาติ สมควรที่จะได้เปนกษัตราธิราชบำรุงพระพุทธสาสนา แลอาณาประชาราษฎรทั้งปวงไซร้ ขอให้ข้าพเจ้าชนช้างมีชัยชนะแก่พระเจ้าราชาธิราชเถิด

ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ก็ไสพระคชาธารเข้าประสานงาด้วยช้างเป็ดน้อย ช้างเป็ดน้อยยืนได้ที่สำคัญยืนถนัด แทงถูกไพรงาพลายสิงหนารายน์ ช้างพระที่นั่งสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชเสียทีขวางตัวไป เป็ดน้อยได้ทีจึงชักดาบโพรงแก้วออกจะฟัน เปนบุญญาภิสมภารของสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช เทพยดาช่วยคุ้มครองรักษา บันดาลให้เป็ดน้อยชักดาบมิออกจากฝัก เป็ดน้อยขัดใจฟาดไปทั้งฝัก ถูกพระพักตร์สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแตกไปหน่อยหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชทรงพระแสงของ้าวเกี่ยวถูกสำคัญ ช้างพระที่นั่งกลับหันเข้ามารับช้างเป็ดน้อยสอึกเข้าชนแบกล่างได้ที ช้างเป็ดน้อยก็ถอยไปจนริมคูเมือง เหลือกำลังก็ร้องขึ้น สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทีเงื้อพระแสงของ้าวขึ้นจะฟันเป็ดน้อย ๆ จึงวางขอแลดาบโพรงแก้วเสีย ยกมือถวายบังคมเหนือคอช้าง สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชเห็นเป็ดน้อยยอมถวายบังคมดังนั้น จึงตรัสว่า ตัวท่านเปนชายชาติทหาร ออกมาชนช้างด้วยเราแล้ว เหตุใดจึงไหว้เราฉนี้เล่า เป็ดน้อยจึงทูลว่า เมื่อแรกข้าพเจ้าไม่แจ้งว่า พระองค์ประกอบด้วยโพธิสมภารบารมีใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ จึงออกมาชนช้างด้วยพระองค์ แลบัดนี้ข้าพเจ้าเห็นพระเดชานุภาพของพระองค์เปนอัศจรรย์ยิ่งนัก ขณะเมื่อพระองค์เสียที ข้าพเจ้าจะฟันพระองค์ชักดาบมิได้ออกจากฝัก อันดาบข้าพเจ้าชื่อว่าโพรงแก้วเล่มนี้ ถ้าข้าพเจ้าชักออกได้จากฝักแล้ว อย่าว่าแต่พระองค์เลย ถึงคอช้างพระที่นั่งของพระองค์ก็จะฟันให้ขาดสิ้นออกไปด้วยกัน เพราะกำลังดาบโพรงแก้วของข้าพเจ้าเปนมั่นคง นี่พระองค์ทรงพระกฤษฎาธิการบุญบารมีมากนัก มิได้เปนอันตราย ข้าพเจ้าบุญน้อยมิอาจจะต่อสู้ด้วยพระองค์ได้ ข้าพเจ้าจึงยอมถวายบังคมพระองค์ฉนี้

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังเป็ดน้อยทูลดังนั้น ก็เกี่ยวช้างพระที่นั่งถอยออกมา จะได้กระทำอันใดแก่เป็ดน้อยหามิได้ ก็สั่งให้พลทหารคุมเอาตัวเป็ดน้อยเข้ามาณค่าย บรรดาพลทหารเป็ดน้อยซึ่งออกมานั้นก็แตกหนีเข้าเมืองสิ้น

ฝ่ายสมิงเลิกพร้ารู้ว่า เป็ดน้อยชนช้างแพ้พระเจ้าราชาธิราช ก็ตกใจลงเรือหนีไป สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงให้แต่งกองทัพเรือไปตามจับสมิงเลิกพร้า กองทัพตามจับสมิงเลิกพร้าได้ พาตัวเข้ามาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ จึงตรัสสั่งให้จำสมิงเลิกพร้าไว้ แล้วให้จำภรรยาสมิงเลิกพร้าแลภรรยาเป็ดน้อยไว้ด้วย ขณะเมื่อเมืองมองมะละแตกได้เชลยถึงเก้าหมื่น พระองค์ก็เสด็จมาประทับอยู่ณค่ายเก่า ครั้นเวลาเช้าสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชเสด็จออก พร้อมด้วยเสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงเฝ้าอยู่เปนลำดับ จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้คุมเอาตัวเป็ดน้อยเข้ามาหน้าพระที่นั่ง แล้วตรัสถามว่า ท่านสรรเสริญว่าดาบโพรงแก้วดียิ่งนัก ทำไฉนเราจะเห็นประจักษ์ เป็ดน้อยจึงกราบทูลว่า ถ้าพระองค์จะใคร่ทอดพระเนตร์ดูกำลังดาบโพรงแก้วนั้นก็ได้ ขอให้เอาเผนียงมาตั้งไว้แล้ว เอาสายโซ่ใส่ลงในเผนียงให้เต็ม เอาเกราะเหล็กหุ้มข้างนอกให้ได้แปดชั้น อันดาบโพรงแก้วนี้สามารถจะฟันให้ขาดออกได้สิ้นทั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังดังนั้น จึงให้เอาสายโซ่บันจุลงในเผนียงให้เต็ม แลหุ้มด้วยเกราะเหล็กแปดชั้นตามคำเป็ดน้อยกราบทูลแล้ว จึงตรัสบังคับว่า ให้เป็ดน้อยฟันเผนียงหน้าพระที่นั่ง

ขณะนั้นอำมาตย์ทินมณีกรอดกับสมิงพ่อเพ็ชร์จึงกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์จะโปรดให้เป็ดน้อยผู้ขบถถือดาบหน้าพระที่นั่งนั้น ผิดด้วยอย่างธรรมเนียม ขอได้ทรงพระกรุณาโปรด ตรัสบังคับข้าทหารซึ่งกินน้ำพระพิพัฒน์สัตยาอยู่ใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทฟันจึงจะควร สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงตรัสสั่งให้เจ้าสมิงนครอินท์เข้ามาฟัน เจ้าสมิงนครอินท์กราบถวายบังคมแล้วจึงเอาดาบโพรงแก้วมาฟันเผนียง ๆ ก็ขาดออกเปนสองท่อน สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชทอดพระเนตร์เห็นดังนั้นก็ชอบพระทัย จึงสั่งให้เอาดาบโพรงแก้วไว้เปนพระแสงต้นตั้งแต่นั้นมา แล้วจึงตรัสแก่เป็ดน้อยว่าตัวกับเราเปนข้าศึกทำสงครามจนถึงได้ชนช้างกัน เพราะเหตุว่าตัวดูหมิ่นเรา มิได้คิดว่าเราเปนลูกเจ้า ตัวเปนลูกข้า แลบัดนี้ตัวก็เห็นบุญญาภิสมภารแห่งเรา วางอาวุธเสียในท่ามกลางสงคราม ไหว้เราเหนือคอช้างนั้น เราก็เห็นว่าตัวรู้ตัวว่าผิดกลับคิดหาความชอบ เราก็มีความเมตตากรุณาหาความพยาบาทมิได้ ประการหนึ่งเล่าก็ใช่ผู้อื่น เปนในเชื้อสายของเรามา เราไม่ฆ่าเสียจะเลี้ยงไว้ให้มีความสุขสืบไป ท่านอย่าได้คิดรังเกียจเลย จงอยู่ตั้งใจทำราชการด้วยเราเถิด เป็ดน้อยจึงกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์ตรัสมาทั้งนี้พระคุณหาที่สุดมิได้ อันตัวข้าพเจ้านี้ได้ทำเกินไปแล้ว ก็มีโทษผิดเปนอันมาก แลเมื่อข้าพเจ้าจะชนช้างกับพระองค์นั้น ข้าพเจ้าก็สำคัญตัวว่าเปนชายผู้หนึ่ง จึงมานะออกชนช้างด้วยพระองค์ แล้วก็หมายว่าจะชนะพระองค์ ด้วยกำลังดาบโพรงแก้วก็สมคะเนอยู่ บัดนี้บุญข้าพเจ้าน้อยกว่าพระองค์จึงสู้พระองค์มิได้ แต่ดาบก็ชักมิออกจากฝัก ซึ่งข้าพเจ้าจะอยู่เปนข้าพระองค์สืบไปนั้นหามิได้ ถ้าพระองค์ทรงส่องพระฉายเห็นแผลในพระพักตร์ครั้งใด ความตายก็ถึงข้าพเจ้าทุกครั้ง ไม่กำหนดวันเวลาใดเลย ข้าพเจ้าไม่อยู่ให้ลำบากแล้ว จะขอถวายบังคมลาตายเสียแต่ครั้งเดียวนี้

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังเป็ดน้อยทูลดังนั้น ก็สงสารด้วยทรงเห็นว่า น้ำใจเป็ดน้อยเปนชายชาติทหารไม่กลัวตายเสียดายชีวิต พระองค์อยากใคร่ได้ไว้เปนทหาร จึงตรัสอ้อนวอนเปนสองครั้งสามครั้ง เป็ดน้อยก็มิยอมอยู่จะขอสู้ตาย จึงตรัสว่าเราอ้อนวอนท่านก็มิยอม ถ้ากระนั้นท่านจงหาความสุขในเบื้องหน้าเถิด ก็สั่งให้เอาตัวเป็ดน้อยไปฆ่าเสีย

ฝ่ายภรรยาเป็ดน้อยรู้ว่า มีรับสั่งให้เอาเป็ดน้อยผัวไปฆ่าเสีย ก็ร้องไห้อื้ออึงไป สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ยินภรรยาเป็ดน้อยร้องไห้ร่ำไรอยู่ ก็ทรงพระโกรธแก่สมิงอินทชีพผู้คุมตัวไว้ ว่ามิได้ห้ามปรามภรรยาเป็ดน้อย ให้ร้องไห้เปนปากเสียงขึ้นดังนั้น จึงสั่งให้ลงพระอาญาสมิงอินทชีพสามสิบที แล้วทรงพระกรุณาโปรดให้สมิงอินทชีพกินเมืองมองมะละ ตรัสสั่งให้สมิงอินทชีพแลเสนาบดีสืบสาวเอาเงินทองเครื่องอุปโภคบริโภค ของสมิงเลิกพร้าเป็ดน้อยได้สิ้นแล้ว จึงสั่งให้สมิงดิศกุมาร คุมเอาตัวสมิงเลิกพร้ากับบุตรภรรยาสมิงเลิกพร้าแลภรรยาเป็ดน้อย ซึ่งจำไว้นั้น ลงไปคุมไว้ณเมืองเมาะตะมะ แล้วจึงตรัสปรึกษาด้วยเสนาบดีทั้งปวงว่า เรายกกองทัพมาตีเมืองเมาะตะมะเมืองมองมะละเมืองขึ้นทั้งปวงสามสิบสองเมือง ซึ่งเปนขบถต่อสมเด็จพระราชบิดา แลแข็งเมืองต่อเรานั้นก็ได้สิ้นอยู่แล้ว ยังแต่เมืองพะสิมเมืองเดียว จำจะยกไปตีเสียให้จงได้ เสนาบดีทั้งปวงก็เห็นด้วย สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ยกพยุหโยธาทัพกลับไปเมืองพะสิม ครั้นถึงเมืองพะสิม ก็ให้ตั้งมั่นลงไว้ ฝ่ายชาวเมืองพะสิมกลัวพระเดชานุภาพพระเจ้าราชาธิราช ก็หนีออกมาเข้าหากองทัพสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชเปนอันมาก

ฝ่ายสมิงโลกนรินทร์ สมิงนะระธา สมิงพระคลัง เห็นผู้คนหนีไปเข้าหากองทัพพระเจ้าราชาธิราชเปนอันมากดังนั้น ก็ตกใจกลัวเห็นจะอยู่สู้รบต้านทานมิได้ จึงจัดแจงช้างม้าเครื่องสาตราวุธแลทรัพย์สิ่งของครอบครัวยกหนีออกจากเมืองพะสิมไปอยู่ป่า แต่สมิงนะระธา สมิงพระคลังนั้น ยกแยกไปทางเมืองปรวน

ฝ่ายชาวเมืองพะสิมทั้งปวง ก็มาอันเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช เข้าไปตั้งประทับอยู่ในเมือง ครั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชเสด็จเข้าประทับในเมืองแล้ว สมิงลเบิดสังซึ่งเปนข้าพระเจ้าช้างเผือกนั้น มาอยู่ในเมืองพะสิมเข้ามาเฝ้า สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ทรงโปรดมิได้เอาโทษ ให้กินน้ำพระพิพัฒน์สัตยาแล้ว เลี้ยงสมิงลเบิดสังไว้ ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงแต่งให้สมิงพัชชะยกกองทัพไปตามสมิงโลกนรินทร์เปนคนหมื่นเศษ ช้างสี่ร้อย ม้าหกร้อย ครั้นกองทัพติดตามไป สมิงโลกนรินทร์รู้จึงหนีเข้าไปอาศัยอยู่ณเมืองทรางทวย สมิงพัชชะจึงยกติดตามไปถึงเมืองทรางทวย

ฝ่ายเจ้าเมืองทรางทวยรู้จึงยกกองทัพออกมารับไว้ กองทัพสมิงพัชชะก็ได้รบพุ่งต้านต่อกันกับพม่าหลายครั้ง ยังไม่แพ้ชนะกันต่างคนต่างตั้งมั่นไว้ ฝ่ายเจ้าเมืองทรางทวยเห็นว่า กองทัพมอญยกรีบตีมาดังนั้น ไพร่บ้านพลเมืองไม่ทันรู้ตัว มิได้กวาดเอาเข้าปลาอาหารไว้ในเมือง เกรงทัพมอญอยู่ จึงให้มีหนังสือออกมาถึงสมิงพัชชะว่า ซึ่งท่านยกกองทัพรีบตีมาดังนี้ จะปรารถนาเอาบ้านเมืองหรือ ๆ จะเอาผู้คนซึ่งหนีมาแต่เมืองพะสิมนั้น จงบอกมาให้แจ้ง ครั้นแต่งหนังสือเสร็จแล้ว จึงใช้คนให้ถือออกมาถึงสมิงพัชชะ ๆ ได้แจ้งในหนังสือแล้ว จึงให้แต่งตอบเข้าไปมีความว่า เรายกทัพมาทั้งนี้ จะได้ปรารถนาชิงเอาเมืองพม่าหามิได้ ด้วยว่าสมิงโลกนรินทร์เปนขบถต่อสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชพระเจ้าอยู่หัวของเรา หนีมาอยู่ในเมืองนี้ มีพระราชโองการตรัสสั่งให้เรามาตามจับ เราจึงปรารถนาจะเอาแต่ตัวสมิงโลกนรินทร์เท่านั้น ให้ท่านส่งตัวผู้ขบถออกมา ถ้าไม่ส่งแล้วกองทัพเราก็จะไม่ไป ครั้นแต่งหนังสือเสร็จแล้ว ก็ส่งให้แก่พม่าซึ่งออกมานั้นกลับเข้าไป

ครั้นเจ้าเมืองทรางทวยแจ้งในหนังสือนั้นแล้ว ก็ให้ทหารจับตัวสมิงโลกนรินทร์ กับครอบครัวช้างม้าซึ่งหนีมาอยู่ด้วยนั้น ส่งออกมาให้แก่สมิงพัชชะ ครั้นสมิงพัชชะได้ตัวสมิงโลกนรินทร์ก็สั่งให้ทหารจำคุมไว้มั่นคงแล้ว จึงยกทัพกลับมาเมืองพะสิม เอาตัวสมิงโลกนรินทร์เข้าไปถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ก็ทรงพระพิโรธจึงตรัสว่า เพราะอ้ายชาติชั่วคนนี้ มันทำให้กูกับทแกล้วทหารได้ความเหนื่อยยากลำบาก จึงตรัสสั่งให้เอาตัวสมิงโลกนรินทร์ไปประหารชีวิตเสีย ทหารก็เอาสมิงโลกนรินทร์ไปฆ่าเสีย แล้วตัดศีร์ษะเสียบไว้

ขณะนั้นนายทัพนายกองซึ่งไปด้วยสมิงพัชชะ มากราบทูลกล่าวโทษสมิงพัชชะว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สมิงพัชชะเปนแม่ทัพยกไปตามจับสมิงโลกนรินทร์ ไปถึงเมืองทรางทวย ก็มิได้กวาดเอาเข้าปลาอาหารไว้ ในเมืองทรางทวยขัดสนเสบียงอาหารยิ่งนัก ฝ่ายกองทัพเจ้าเมืองทรางทวยถอยกำลังลงจะหนีอยู่แล้ว สมิงพัชชะมิได้คิดทำการให้เปนกำลังทแกล้วทหารช่วยแรงพระราชทรัพย์หลวง ให้แต่งหนังสือไปขอสมิงโลกนรินทร์มาเท่านั้น ข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นผิดนัก

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราช จึงตรัสถามสมิงพัชชะว่า เขามากล่าวโทษท่านทั้งนี้สมหรือ ฝ่ายสมิงพัชชะจึงกราบทูลว่า เมื่อข้าพเจ้ายกทัพไปถึงเมืองทรางทวยนั้น เห็นว่าเมืองทรางทวยรักษาค่ายคูประตูหอรบนั้นสามารถมั่นคงอยู่ ไม่ทันรู้ว่า เมืองทรางทวยขัดสนด้วยข้าวปลาอาหาร จึงมิได้คิดทำการเอาเมืองทรางทวย ต่อเมื่อเจ้าเมืองทรางทวยส่งตัวสมิงโลกนรินทร์ออกมายังกองทัพแล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าเมืองทรางทวยขัดสนด้วยข้าวปลาอาหารนั้นต่อภายหลัง แลข้าพเจ้าได้ให้ความสัตย์แก่พม่าไว้ว่าหายินดีด้วยบ้านเมืองไม่ ครั้นจะกลับตีเอาเมืองทรางทวยนั้นก็จะเสียสัตย์ไป ฝ่ายพม่าจะลือชาว่ามอญหามีความสัตย์ไม่ ความนินทาก็จะพลอยแปดเปื้อนถึงฝ่าธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้าได้ตัวผู้ขบถแล้วจึงรีบยกทัพกลับมา หวังจะให้ทันกำหนดพระราชโองการ ซึ่งนายทัพนายกองมากราบทูลกล่าวโทษข้าพเจ้าทั้งนี้ ข้าพเจ้าจะเปนผิดหรือชอบ ขอพระองค์ทรงพระดำริห์ดูจงควร

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ได้ทรงฟังสมิงพัชชะกราบทูลดังนั้นก็ชอบพระทัยนัก จึงตรัสสรรเสริญว่า สมิงพัชชะนี้น้ำใจซื่อสัตย์ควรจะเปนเสนาบดีผู้ใหญ่ได้คนหนึ่ง จึงโปรดพระราชทานพระธำมรงค์พลอยเพ็ชร์วงหนึ่ง ขันทองคำประดับพลอยใบหนึ่ง แลทรงพระกรุณาโปรดให้ขี่เรือปิดทองหลังคาทอง สมควรแก่ยศศักดิ์ แล้วโปรดพระราชเงินทองแก่ทแกล้วทหารซึ่งมีความชอบนั้นตวงด้วยขันส่งให้มิได้นับเปนตำลึงเปนชั่งเลย แล้วโปรดให้อำมาตย์ทินมณีกรอดซึ่งกินเมืองเสรี่ยงนั้น เลื่อนมากินเมืองพะสิม เมืองเสรี่ยงนั้นโปรดให้สมิงอังวะมังศรีกิน ครั้นทรงจัดการบ้านเมืองเรียบราบเสร็จแล้ว สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็เสด็จเลื่อนพยุหโยธาทัพกลับมายังกรุงหงษาวดี จึงตรัสสั่งให้เอาตัวสมิงเลิกพร้าแลครอบครัวซึ่งจำไว้ณเมืองเมาะตะมะนั้นขึ้นมา ทรงพระกรุณาระลึกถึงความหลังครั้งเมื่อเลิกทัพมาจากเมืองตะเกิง ได้มีคุณแก่พระองค์ครั้งหนึ่งจึงพระราชทานชีวิตไว้ แต่มีโทษมากกว่าคุณ ตรัสสั่งให้ถอดเสียจากยศ ทรงโปรดให้ส่งไปเปนข้าพระ ปฏิบัติพระมุเตาสิ้นทั้งครอบครัว แต่สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ครองราชสมบัติแล้ว มิได้อยู่ในพระนครเลย เสด็จเที่ยวปราบเมืองขึ้นเมืองออก ในแว่นแคว้นรามัญประเทศทั้งปวงถึงสามปีจึงราบคาบ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ