อยู่มาพระยาน้อยจึงปรึกษามังกันจีแลพ่อมอญว่า เราอยู่ในเมืองพะโคนี้ อุปมาดังอยู่ในกลางใจไฟ อันสมิงมราหูกับพระเจ้าป้าก็คิดการใหญ่หลวงนัก จะทำร้ายแก่เรา ครั้นจะอยู่ในเมืองพะโคนี้ จะคิดอ่านทำการไม่ถนัด เราจะหนีไปอาศัยอยู่ณเมืองเมาะตะมะดีหรือ ๆ จะไปเมืองเสียง หรือจะไปเมืองตะเกิง มังกันจีจึงทูลพระยาน้อยว่า ปัญญาคนเราทุกวันนี้เปนโลกีย์ปัญญา จะเหมือนหนึ่งปัญญทิพย์หรือ จำจะขอศุภนิมิตชิมลางถามเทพยดาดูก่อน รู้ชัดแล้วจึงจะจัดแจงกระทำซึ่งการใหญ่นั้นได้ พระยาน้อยก็เห็นด้วย จึงให้หามังสวยตะโนง พ่อมะขะนุ ทอมะอินทะเม้อฉะวังมา สั่งให้แต่งเครื่องพลีกรรมบวงสรวงเทพยดาทั้งแปดประตูเมือง แล้วให้ลงยันต์สุนัตทุกประตู แต่งกระบวนเนาวขันธ์บูชาเทพยดาร้อยแปดพระองค์ ครั้นเวลาค่ำคนทั้งสี่จัดแจงเครื่องพลีกรรมเสร็จแล้ว จึงมาทูลแก่พระยาน้อย ๆ กับมังกันจี มังสวยตะโนงก็พากันไปยังพระมุเตากระทำสักการบูชา แล้วพระยาน้อยจึงทรงตั้งอธิษฐานว่า ถ้าข้าพเจ้าจะได้เปนกษัตราธิราช จะได้ครองราชสมบัติในเมืองพะโค แลจะได้ยกยอพระบวรพุทธสาสนาให้ถาวรสืบไปมั่นคงแล้ว ถ้าจะไปคิดการเมืองใดก่อน จึงจะมีชัยชนะจะได้เมืองพะโค ขอให้เทพดาเจ้าจงบอกเหตุแก่ข้าพเจ้าให้ประจักษ์ในครั้งนี้เถิด ครั้นอธิษฐานเสร็จแล้วก็พากันมาชิมลางทั้งแปดทิศ ที่ประตูมูเกริษเทพยดาดลใจให้หญิงรามัญคนหนึ่ง ทำเพลงกล่องลูกเปนเพลงภาษารามัญว่า อุยตะลุยตังปอนทานทาตกยาตะปอนคลุยมิอาลอนเประก็นงเตาะสมิง แปลเปนคำไทยว่า ต้นมะยมใหญ่ได้อ้อมหนึ่ง ที่บรรจุพระบรมธาตุพระพุทธเจ้าไว้ทั้งสี่พระองค์ แม้นใครไปก็จะได้เปนพระยา มังสวยตะโนงจึงถามมังกันจีว่า นิมิตดังนี้จะร้ายดีเปนประการใด มังกันจีจึงว่าแก่มังสวยตะโนงว่า ซึ่งหญิงกล่อมลูกว่า ต้นมะยมใหญ่อ้อมหนึ่งนั้น คือได้แก่พระยาน้อย ว่าต้นมะยมผลิดอกออกผลมากรากใบก็ดกนั้น คือ พระยาน้อยเจ้าของเราจะได้เปนกษัตริย์ มีเดชเดชานุภาพแลรี้พลมาก แลที่พระบรมธาตุพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่นั้นคือเมืองตะเกิง ให้พระยาน้อยไปคิดการณเมืองตะเกิงเถิดจะได้ชัยชนะ ไปประตูหนึ่งแม่หญิงคนหนึ่งกล่อมลูกว่า อุยมิมิลโกลเกลิกกะนุกวานติกรานเกิกโกญเจิญ จะพลิงลาเจินธาตุเกสสะมะมอญอาเปราะเคาะนงเตาะสมิง แปลเปนคำไทยว่า หลวงชีคนจนขี้คร้านเดินซื้อลูกช้างมาขี่ ลูกช้างกินหญ้าอยู่ริมหนองที่พระธาตุ พ่อเร่งไปจะได้เปนพระยา มังกันจีจึงแก้ว่า ซึ่งแม่หญิงขับว่า หลวงชีเกียจคร้านเดินซื้อลูกช้างมาขี่นั้น เหตุว่าหลวงชีมีศีลบริสุทธิ์แท้แลประกอบด้วยราชพาหนะ ซึ่งว่าช้างกินหญ้าอยู่ริมหนองนั้นเปนประเพณีช้างจะกินหญ้า ถ้าลงกลางหนองแล้วก็ไม่พอกิน เลียบกินริมหนองจึงอิ่มนั้น คือได้แก่พระยาน้อย ถ้าพระยาน้อยจะอยู่ในเมืองพะโคนี้เห็นการจะไม่สำเร็จ ให้เร่งไปเมืองตะเกิงจะได้เปนพระยา ประตูหนึ่งนั้นผู้หญิงกล่อมลูกว่า ตุฉะตุมะละริมปุอะทุทานะปะกาวมินเทวะดาว มะเตียเลินก่ออะเวมะขะลุ แปลเปนคำไทยว่า ไส้ขาวประดุจกลีบดอกไม้ มนุษย์แลเทวดาก็ต้องมอบเวนให้อยู่ในอำนาจพ่อเอื้อย มังกันจีจึงแก้ว่า ถ้าไปถึงเมืองตะเกิงแล้ว เทวดาแลมนุษย์จะให้กำลังแก่พระยาน้อย ๆ ไปอีกประตูหนึ่ง มีหญิงกล่อมลูกว่า แตงมะแดงมะโกญสมิงมอญเก้วยะ มุปอนกะมอญอาเปราะก็นงเตาะสมิง แปลเปนคำไทยว่า บุตรพระยามอญให้เร่งไปเมืองทั้งสี่มินานก็จะได้เปนพระยา มังกันจีจึงแก้ว่า เมืองทั้งสี่นั้นคือเมืองยักคะระตี เมืองตรีมุข เมืองราวันจะนาโก เมืองวะระราโก เมืองตะเกิงที่บรรจุพระบรมธาตุทั้งสี่พระองค์ เทวดาให้พระยาน้อยเร่งไปเมืองตะเกิง จะมีชัยชนะเปนแท้ ไปประตูหนึ่งมีแม่หญิงกล่อมลูกว่า เตาะกลาปะเกดคลาน แลตะเการะเกริงตะโกปอนสะมอดนูนหง แปลเปนคำไทยว่าเกิดก่อนอย่าเชื่อถ้อยคำพี่เอื้อย ห้วยคลองทั้งสี่มุมปราสาทเมืองหงษาวดี มังกันจีจึงแก้ว่า ซึ่งว่าเกิดก่อนอย่าให้เชื่อถ้อยคำพี่เอื้อยนั้น ได้แก่พระมหาเทวีจะว่ากล่าวสิ่งใดอย่าได้เชื่อถือ ซึ่งว่าจะพบห้วยหนองทั้งสี่นี้ คือเมืองตะเกิงมีห้วยสี่แห่ง ให้เร่งไปเมืองตะเกิงจะได้เปนใหญ่ในเมืองหงษาวดี แล้วก็ไปข้างประตูเมาะกรดอยู่ฝ่ายอุดรทิศ มีหญิงคนหนึ่งผัวตายอาศัยญาติอยู่ริมประตู ทะแยเปนภาษารามัญว่า สมิงอาเติงตะเกิงต่างตะเกิงพอศกจักเกาะ แปลเปนคำไทยว่า ให้ลงไปตั้งอยู่ณเมืองที่พระเกศธาตุ มังกันจีจึงแก้ว่า ให้พระองค์ลงไปตั้ง ณ เมืองตะเกิงที่พระเกศธาตุจะสำเร็จความปรารถนา แล้วก็รีบไปฟังศัพทนิมิตที่อื่น มีหญิงคนหนึ่งลูกอ่อน เรือนอยู่ริมประตูเมือง หญิงนั้นกล่อมลูกเปนภาษารามัญว่า การเกานูมละอิริยะตุยอาเจิบเบอปีสะอันยะเกวิเตาะสะนกระ แปลเปนคำไทยว่า ถ้าผู้ใดมีความเพียรไปถึงแม่น้ำสามแถวแล้ว ผู้นั้นก็จะได้เปนใหญ่กว่าคนทั้งปวง ครั้นได้ฟังศัพท์นิมิตดังนั้น ก็ชวนกันไปข้างประตูจะสะแสงฝ่ายทิศอิสาน ได้ยินหญิงแก่คนหนึ่งพึ่งตื่นนอนลุกขึ้นบ้วนปากล้างหน้า แล้วปลุกหลานขึ้นสอนเปนภาษารามัญว่า นายเอยคานุมกเดิดเบิกปวยตะงูจัด ๆ ตะเกิงจัดมุเตา แปลเปนคำไทยว่า เจ้าเอ๋ยจะปรารถนาให้จำเริญสวัสดิ์ จงไปนมัสการบูชาพระธาตุพระมุเตาณเมืองตะเกิง ก็จะสำเร็จความปรารถนาทุกประการ มังกันจีจึงทูลว่า ซึ่งมาชิมลางฟังศุภนิมิตทั้งแปดประการนี้ ได้เนื้อความเปนศุภสวัสดิมงคลต้องกัน ถ้าพระองค์เสด็จไปอยู่เมืองตะเกิง จะได้เปนใหญ่ในรามัญประเทศทั้งปวงเปนมั่นคง

พระยาน้อยได้ฟังมังกันจีทูลดังนั้นก็ดีพระทัยนัก ครั้นแล้ว พระยาน้อย กับมังกันจีมังสวยตะโนงก็กลับมายังพระราชวัง จึงทรงพระดำริห์ปรึกษากับมังกันจีว่า ทำประการใดจึงจะได้ช้างม้าผู้คนไปเปนกำลังด้วยเล่า พระยาน้อยจึงให้หาพ่ออู่หมอเฒ่านายกองช้างมาถามว่า ช้างซึ่งอยู่นอกนั้นที่กล้าแข็งมีฝีงามากน้อยสักเท่าใด พ่ออูหมอเฒ่าจึงกราบทูลว่า พระองค์ตรัสถามหาช้างทั้งนี้ ข้าพเจ้าสงสัยอยู่ ถ้าพระองค์จะคิดประการใดให้ข้าพเจ้ารู้ด้วย แลชีวิตข้าพเจ้าจะตายด้วยพระองค์ พระยาน้อยได้ฟังพ่ออู่หมอเฒ่าว่ากล่าวโดยภักดีซื่อสัตย์ดังนั้น จึงเอาโลหิตในอุระของพระองค์ ออกกระทำสัตย์กับพ่ออู่หมอเฒ่านายกองช้าง พระยาน้อยก็บอกเนื้อความทั้งปวงแก่พ่ออู่หมอเฒ่าทุกประการ พ่ออู่หมอเฒ่าก็มีความยินดี จึงกราบทูลพระยาน้อยว่า ช้างของมังยอดฟ้ามีอยู่ณบ้านวัดตะเมาะเจ็ดช้าง ชื่อพลายประกายมาศตัวหนึ่ง พลายธนูเพ็ชร์ตัวหนึ่ง พลายสิงหนารายน์ตัวหนึ่ง พลายรักน้อยตัวหนึ่ง พลายเพรียวตัวหนึ่ง พลายผจญมารตัวหนึ่ง พลายสุริยะตัวหนึ่ง เปนเจ็ดช้างด้วยกัน แลพลายประกายมาศ พลายสิงหนารายน์ พลายธนูเพ็ชร์สามช้างนี้มีฝีมือมากกล้าแข็งนัก ถ้าข้าพเจ้าได้ขี่แล้ว ถึงช้างอื่นจะใหญ่สูงกว่าก็อาจสู้ได้ แลนายช้างเหล่านี้ก็เปนลูกหลานว่านเครือข้าพเจ้าทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจะเกลี้ยกล่อมชักชวนเอาไปด้วย แล้วพ่ออูหมอเฒ่าก็ลาพระยาน้อยไปหาคนซึ่งเลี้ยงช้างณบ้านวัดตะเหมาะนั้น จึงกำหนดกันสัญญามั่นคง แล้วก็กลับมาทูลพระยาน้อยว่า ข้าพเจ้าไปจัดแจงช้างฝีมือฝีเท้าแข็งได้พร้อมแล้ว มังกันจีจึงทูลถามพระยาน้อยว่า จัดช้างได้แล้ว พระองค์จะคิดประการใดจึงจะได้คนเล่า ครั้นจะเกลี้ยกล่อมชักชวนเสนาบดีแลผู้คนในเมืองพะโคนี้ กิตติศัพท์ทั้งนี้จะไม่มิด จะเอิกเกริกไปก็จะเสียการ พระยาน้อยจึงถามพ่อมอญว่า คนซึ่งอยู่นอกนั้น เราจะจัดเอาคนที่มีกำลังกล้าแข็งนั้น ยังจะได้หรือมิได้ประการใด พ่อมอญจึงทูลว่า ข้าพเจ้าจะออกไปเกลี้ยกล่อมคนตามบ้านนอกเห็นจะได้อยู่ พระยาน้อยก็ให้เงินทองไปกับพ่อมอญเปนอันมาก ครั้นพ่อมอญรับเงินทองแล้วก็ถวายบังคมลาพระยาน้อยออกไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมคนตามบ้านนอกอยู่สิบวัน ได้แล้วก็กลับเข้ามา พระมหาเทวีเห็นพ่อมอญจึงถามว่า ไปไหนมาเห็นประหลาดอยู่ พ่อมอญจึงทูลว่า ข้าพเจ้าออกไปเยือนป้าณบ้านวากะเมาะ แล้วก็มาทูลแก่พระยาน้อยว่า ข้าพเจ้ามาพบพระมหาเทวี ๆ ตรัสถามว่า ไปไหนมาเห็นประหลาดอยู่ ข้าพเจ้าทูลแก้ว่าไปเยือนป้ามา

พระยาน้อยจึงตรัสว่า เราเปนช่างเหล็กแล้ว จะกลัวร้อนใยเล่า ถ้ากลัวร้อนแล้วจะตีเหล็กอย่างไรได้ พ่อมอญจึงทูลว่า ข้าพเจ้าออกไปจัดคนได้บ้านปะสิมสิบห้าคน บ้านวากะเมาะสิบห้าคน ชื่อมะสมิงหนึ่ง มะขังหนึ่ง มะละคอนหนึ่ง มะเทิดหนึ่ง มะจะลานหนึ่ง มะเกิดหนึ่ง มะออกหนึ่ง มะเปาหนึ่ง มะอินหนึ่ง มะตอบหนึ่ง มะรอดหนังเหล็กหนึ่ง มะจะงาหนึ่ง มะเติงหนึ่ง มะธอหนึ่ง มะเจ้าอินหนึ่ง มะเจ้าปานหนึ่ง มะอยู่หนึ่ง มะสุริยะหนึ่ง มะพ่อมอญหนึ่ง มะเกริดหนึ่ง มะรอดหนึ่ง สมิงฆะหนึ่ง มะตะละหนึ่ง มะโกปอมหนึ่ง มะสอดหนึ่ง มะตอยหนึ่ง มะรายหนึ่ง มะจูหนึ่ง มะตอดหนึ่ง มะเงิดหนึ่ง รวมกันเปนคนสามสิบคน ข้าพเจ้าให้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาแล้วให้บำเหน็จทุกคน หนึ่งในพรรคพวกพ่ออู่หมอเฒ่าร้อยสามสิบคน รวมกันเปนคนร้อยหกสิบคนด้วยกัน พระยาน้อยได้แจ้งแล้วดีพระทัยนัก จึงสั่งพ่อมอญว่า ให้พ่อมอญออกไปจัดแจงคนเหล่านี้ไว้ให้พร้อมกัน ในวัดปากกะโยงลาง ณวันศุกร์ เดือนหก แรมหกค่ำ เราจะออกไปบรรจบคิดกัน พ่อมอญก็ลาพระยาน้อยออกมา นัดคนให้พร้อมไว้ณวัดปากกะโยงลางนั้นแล้ว พ่อมอญก็กลับเข้ามา พอพระมหาเทวีเห็นอีกครั้งหนึ่ง จึงถามพ่อมอญว่าไปไหนมา พ่อมอญจึงทูลว่า ข้าพเจ้าไปเยือนป้าณบ้านวากะเมาะ แล้วก็ลามาทูลพระยาน้อยว่า พระมหาเทวีแคลงข้าพเจ้าสองครั้งแล้ว พระยาน้อยจึงถามพ่อมอญว่า เราจะไปนั้นท่าทางจะไปแห่งใด ผู้คนจะกำหนดนัดกันที่ไหน พ่อมอญจึงทูลว่า ผู้คนท่าทางจัดแจงไว้ชอบกลดีเสร็จแล้ว มังกันจีจึงทูลว่า ครั้งนี้เปนการใหญ่ยังไม่ได้พบทหารพูดว่ากันก่อน ถ้ายกไปไม่ได้การจะเสียที ทำกระไรจึงจะได้พบทหารร้อยหกสิบคนนี้หน่อยหนึ่ง พ่อมอญจึงว่าแก่มังกันจีว่า ทหารเหล่านี้ได้เอาเงินทองไป ได้ให้กินน้ำพระพิพัฒน์สัตยาถือสัตย์มั่นคงอยู่แล้ว จะพาเอาตัวเข้ามานี้ยากนัก กิตติศัพท์จะแพร่งพรายไป มังกันจีจึงว่าถ้ากระนั้น จำจะทำกลอุบายไม่ให้คนทั้งปวงล่วงรู้ จึงทูลพระยาน้อยว่า เชิญพระองค์จงเสด็จไปไล่เนื้อเถิด จึงจะได้พบทหารเหล่านั้น พระยาน้อยจึงตรัสว่า ๆ นี้ควรอยู่แล้ว ก็ให้คนไปบอกสมิงมราหูว่า จะไปไล่เนื้อ ให้พี่มาเที่ยวเล่นไล่เนื้อด้วยกัน สมิงมราหูจึงว่าวันนี้ข้ากังวลอยู่ไปด้วยไม่ได้ ให้พระยาน้อยไปเถิด พระยาน้อยก็เสด็จไปไล่เนื้อกับด้วยมังกันจีพ่อมอญแลบ่าวไพร่ที่ร่วมพระทัย พ่อมอญแลพ่ออู่หมอเฒ่า จึงนำคนซึ่งนัดกันนั้นมาเฝ้าพระยาน้อย ๆ ก็ให้กระทำสัตย์ต่อกันแล้ว จึงสั่งให้พ่อมอญคุมคนเหล่านี้ซุ่มไว้ คอยท่าอยู่ณวัดปากกะโยงลาง

ฝ่ายพ่ออู่หมอเฒ่านั้น ให้เอาช้างเจ็ดตัวไปไว้ณบ้านกลาด พระยาน้อยก็เสด็จกลับมาวัง จึงให้เอาเนื้อไปให้สมิงมราหูตัวหนึ่งแล้ว พระยาน้อยจึงคิดกันกับมังกันจีว่า บัดนี้ผู้คนแลช้างม้าเราก็ได้พร้อมเสร็จแล้ว จะยกหนีวันใดดี มังกันจีจึงทูลว่า ฤกษ์จะได้วันพฤหัสบดี เดือนเจ็ดขึ้นสี่ค่ำจะมีชัยชนะข้าศึกให้เร่งยกเถิด พระยาน้อยก็จัดแจงผู้คนจะยกไปตามฤกษ์ จึงให้เขียนฉลากชื่อประตูเมืองทั้งแปดนั้นมาปนกันเข้าแล้วก็เสด็จไปยังพระมุเตา จึงทรงอธิษฐานว่า ถ้าข้าพเจ้าจะยกไปประตูใดจะได้ชัยชนะ ขอให้ข้าพเจ้าจับถูกฉลากประตูนั้น แล้วก็หยิบถูกประตูกะโยงลาง พระยาน้อยยังมิได้กลับเข้ามา พอสมิงมราหูใช้ให้พ่อพะโคไปดูพระยาน้อยให้รู้ว่า จะไปไล่เนื้อหรือจะไปแห่งใด พ่อพะโคตามมาดูพบพระยาน้อยอยู่ณพระมุเตา พระยาน้อยจึงตรัสถามพ่อพะโคว่ามาทำไม พ่อพะโคทูลว่า สมิงมราหูใช้ให้ข้าพเจ้ามาดูว่า พระองค์จะเสด็จไปไล่เนื้อหรือจะอยู่ พระยาน้อยจึงตรัสว่า พ่อพะโคมึงไปด้วยกูเถิด พ่อพะโคจึงทูลว่าข้าพเจ้าหยากจะใคร่ไปด้วยพระองค์อยู่ แต่ทว่ากลัวสมิงมราหูจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย จำจะกลับไปบอกเนื้อความกับสมิงมราหูก่อน พระยาน้อยจึงตรัสว่าอย่ากลัวเลยไว้เปนธุระกูเอง แล้วก็พาพ่อพะโคกลับเข้ามาวัง

ขณะนั้นพระยาอู่พระยาช้างเผือกทรงพระประชวรหนักอยู่ ฝ่ายพระมหาเทวีสมิงมราหูแลเสนาบดีทั้งปวงนั้น ก็เข้าไปเฝ้าพร้อมกัน ณที่อยู่พระเจ้าช้างเผือกสิ้น ครั้น ณวันพฤหัสบดี เดือนเจ็ด ขึ้นสี่ค่ำ เวลาเที่ยงคืน พระยาน้อยทิ้งตะละแม่ท้าวแลพ่อลาวแก่นท้าวไว้ มิได้บอกให้ตะละแม่ท้าวรู้ กลัวเกลือกว่าจะมีความอาลัยเศร้าโศรกนักจะเปนอันตรายแก่การที่จะไป พาเอาแต่ข้าหลวงเดิมเจ็ดสิบคนหนีออกทางประตูกะโยงลาง พ่อพะโคนั้นก็พาเอาไปด้วย เมื่อจะออกจากประตูนั้น นายประตูขัดขวางห้ามไว้มิให้ไป พระยาน้อยก็ให้ฆ่านายประตูเสียคนหนึ่งพากันออกไปได้ ครั้นยกไปถึงตำบลบ้านกราดที่ช้างอยู่นั้น พระยาน้อยขึ้นทรงพลายประกายมาส พ่อเกิดขี่พลายสิงห์นารายน์ พ่อเม้ยพะนูขี่พลายธนูเพ็ชร์ มังกันจีขี่พลายรักน้อย พ่อเม้ยเปาขี่พลายสุริยะ พ่อเม้ยอินท์ขี่ช้างพลายตัวหนึ่ง พ่ออู่หมอเฒ่าขี่พลายผจญมาร มะพ่อมอญขี่พลายเพรียว แล้วก็ยกเร่งรีบไป

ขณะนั้นผู้คนชาวเมืองทั้งปวงได้รู้เหตุแล้ว ก็ตื่นกันวุ่นวายขึ้น โจษกันว่า พระยาน้อยฆ่านายประตูเสียคนหนึ่งยกหนีไปแล้ว เนื้อความทราบถึงสมิงมราหูกับพระมหาเทวี ๆ ก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าช้างเผือกทูลว่า พระยาน้อยเชื่อฟังถ้อยคำมังสวยตะโนงคนทุศีล ทำหยาบช้าฆ่านายประตูเสียคนหนึ่งแล้วหนีไป พระเจ้าช้างเผือกได้ทรงฟังพระมหาเทวีทูลดังนั้น ก็ทรงขัดเคืองในพระทัยจึงตรัสว่า ข้าได้บอกพี่ไว้แต่เดิมแล้วว่า อ้ายนี่ลักษณะหยาบช้านัก ใจมันฉกรรจ์ดุร้าย เมื่อเปนเหตุดังนี้พี่จะคิดประการใดเล่า พระมหาเทวีจึงทูลว่า จะให้ทหารพันหนึ่งไปตามจับเอาตัวมา พระเจ้าช้างเผือกจึงตรัสว่า มันคนชั่ว ถึงได้ตัวมาก็ไม่เปนที่ไว้ใจ เกลือกมันจะคิดทำอันตรายแก่เรา มันหนีไปก็ดีแล้ว จะตามตัวคืนมาใยเล่า เหมือนเสี้ยนหนามอยู่ในตัว ครั้นบ่งเสียแล้วก็พ้นทุกข์ พระมหาเทวีจึงให้หาตะละแม่ท้าว ภรรยาพระยาน้อยเข้ามาถามว่า พระยาน้อยหนีออกไปบอกให้รู้หรือไม่ ตะละแม่ท้าวจึงทูลว่า พระยาน้อยโกรธเคียดขึ้งมิได้รักใคร่ลูกเมียจึงหนีไปมิได้บอกให้รู้

พระมหาเทวีได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้ว่าประการใด จึงให้หาสมิงชีพรายเข้ามาตรัสว่า จะให้ไปตามจับตัวพระยาน้อยให้จงได้ สมิงชีพรายจึงทูลว่าช้างซึ่งมีฝีเท้านั้น พระยาน้อยก็พาไปเสียหมดแล้ว กว่าจะจัดแจงคนได้ก็หลายวัน เห็นจะตามไม่ทันพระยาน้อย พระมหาเทวีก็ไม่ฟัง สั่งให้สมิงชีพรายจัดแจงคนเตรียมไว้ แลเมื่อพระยาน้อยหนีไปจากเมืองพะโคนั้นได้ทหารสองร้อยสามสิบเอ็จคนซึ่งได้นัดไว้นั้น ยกรีบไปวันเดียวก็ถึงเมืองตะเกิง แลเมื่อพระยาน้อยจะเข้าไปในเมืองนั้นจึงตรัสกับทหารสองร้อยสามสิบเอ็จคนซึ่งไปด้วยนั้นว่า เมืองตะเกิงนี้เปนของพระมหาเทวี ผู้คนในเมืองนี้ก็เปนของพระมหาเทวีสิ้น ถ้าเราเข้าไปได้ในเมืองแล้ว จะให้หาตัวผู้รักษาเมืองแลข้าของพระมหาเทวีมา ถ้าเราลูบแขนซ้ายให้งดไว้ ถ้าเราลูบแขนขวาแล้ว จงพร้อมกันฟันเสียให้สิ้น พระยาน้อยกับทหารทั้งปวงกำหนดสำคัญกันแล้ว ก็เข้าไปในเมืองตะเกิง จึงให้หาผู้รักษาเมืองแลพวกซึ่งเปนข้าของพระมหาเทวีนั้นมาสิ้น จึงตรัสลวงแก่ผู้รักษาเมืองแลขุนนางซึ่งอยู่ในเมืองตะเกิงนั้นว่า กรุงรัตนะอังวะจะยกมาตีเมืองพะโค สมเด็จพระเจ้าป้าให้เราขึ้นมาจัดแจงกองทัพไว้ คอยรับทัพกรุงรัตนะอังวะ ผู้รักษาเมืองแลขุนนางทั้งนั้นก็เชื่อมิได้สงสัย

ขณะเมื่อพระยาน้อยให้หาผู้อยู่รักษาเมืองตะเกิง แลขุนนางนั้นได้มาเฝ้าแต่สิบเก้าคน คือขุนจาเอิดหนึ่ง ขุนรามกรานหนึ่ง ขุนลาเกาะหนึ่ง อะวะอ้ายหนึ่ง อะวะตรีหนึ่ง ทะเติมประนารหนึ่ง พ่อท้าวหนึ่ง มะยาวสมิงหนึ่ง มะเสรียงหนึ่ง มะรายกองหนึ่ง จวดเตาหนึ่ง พ่อพะโคหนึ่ง จักติละเขิงหนึ่ง มะรามหนึ่ง มะเติมบันเติงหนึ่ง มะขันตระหนึ่ง ทาดาพาขะนองหนึ่ง ทาดาพาเตวีหนึ่ง มะเตาะงอนหนึ่ง เปนสิบเก้าคน มาเฝ้าพระยาน้อย แต่มะแตงานซึ่งเปนบุตรพราหมณ์เทศยังมิมา พระยาน้อยก็คอยอยู่

ฝ่ายมะแตงานบุตรพราหมณ์เทศ แต่งตัวงดงามใส่เสื้อครุยทองห่มผ้าริ้วทอง ทาแป้งหอมสอาดโอ่โถงมาเฝ้าพระยาน้อย ๆ เห็นคนมาพร้อมกันแล้ว จึงยกพระหัตถ์ขวาลูบแขนซ้ายเข้า ทหารทั้งปวงก็เขม้นขยับตัวอยู่ ครั้นลูบแขนขวาเข้า ทหารทั้งปวงก็ไล่ฆ่าฟันคนสิบเก้าคนตายสิ้น แต่มะแตงานลูกพราหมณ์เทศนั้นอยู่คงด้วยมนตราอาคมฟันไม่เข้า วิ่งหนีปีนหลังคาขึ้นไป ผ้านุ่งย้อยลงมาเกี่ยวไม้อยู่ ทหารจึงยุดเอาผ้าคร่าลงมาจับตัวได้ ให้มะนันฟันเจ็ดทีจึงตาย ฝ่ายสมณชีพราหมณ์ชาวเมืองตะเกิง เห็นพระยาน้อยฆ่าฟันผู้คนก็รู้ว่าพระยาน้อยเปนขบถ

ขณะนั้นคนชาวเมืองซึ่งมาหาพระยาน้อยนั้น ตกใจตื่นวุ่นวายอยู่ จึงมะตะจานบุตรจาจิตร์กับมะเตะน้องปะตันร้องขึ้นว่า แล้วจะไม่ชะนะชาวเมืองตะเกิงสิเราจะได้ความฉิบหายเสีย พระยาน้อยได้ยินชายสองคนว่าดังนั้นก็ทรงพระโกรธ จึงให้จับตัวฆ่าเสีย ทหารก็ไล่ฟันชายสองคนนั้นตาย ครั้นพระยาน้อยให้ฆ่าชาวเมืองตะเกิงเสร็จแล้ว พ่อศุภมิตร์จึงทูลว่า เงินทองผ้าพรรณนุ่งห่มของชาวเมืองตะเกิงซึ่งตายนั้น จะโปรดให้ทหารเก็บเอามาหรือประการใด พระยาน้อยก็ว่าตามเถิด พ่อศุภมิตร์จึงให้ไปเก็บเอาเงินทองเสื้อผ้าของชาวเมืองมาถวายแก่พระยาน้อย ๆ ก็พระราชทานแก่ทหารทั้งปวงแล้วสั่งว่า เงินทองเสื้อผ้าของมันนั้นเอาเถิด แต่ลูกเมียมันนั้นใครอย่าทำอันตราย ครั้นพระราชทานข้าทหารเสร็จแล้ว จึงให้ไปนิมนต์พระอาจารย์มะเปง ซึ่งเปนพระสังฆราชาอยู่ณเมืองตะเกิงนั้นเข้ามาตรัสสนทนาด้วย ฝ่ายพระอาจารย์มะเปงก็มีความยินดีด้วยพระยาน้อย ๆ ก็รักใคร่พระอาจารย์มะเปง ๆ เปนที่ปรึกษาหารือกิจราชการทั้งปวงมิได้มีวิมุติกังขา

ขณะนั้นพ่อสามเกลียวชาวเมืองตะเกิง เอาทองมาถวายพระยาน้อยยี่สิบชั่งมาสวามิภักดิ์ขอเปนข้าพระยาน้อย กราบทูลว่า ถ้าพระองค์ได้ราชสมบัติเปนกษัตริย์แล้ว ข้าพเจ้าจะขอเปนข้าฝ่าพระบาท พึ่งพระบารมีพระองค์ไปจนตลอดกาลสิ้นชีวิต ขอเปนผู้ใหญ่บ้านสืบไป พระยาน้อยก็รับคำพ่อสามเกลียวว่า ตามใจท่านเถิด ครั้นแล้วชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวง ก็พร้อมใจกันเอาเงินทองเสื้อผ้ามาถวายพระยาน้อยเปนอันมาก

ขณะนั้นทหารทั้งปวงจึงกราบทูลพระยาน้อยว่า ท้องพระโรงซึ่งพระองค์อยู่นี้โลหิตซึ่งฆ่าฟันกันตายตกเรี่ยรายอาเกียรณอยู่ ข้าพเจ้าทั้งนี้จะขอทำถวายใหม่ พระยาน้อยจึงตรัสว่า ทำไมกับโลหิตซึ่งตกอยู่นี้จะเปนอะไร ส่วนภรรยาท่านทั้งหลายมีฤดูโลหิตตกหยดย้อยอยู่นั้น เหตุไฉนจึงไม่รื้อเรือนเสียปลูกใหม่เล่า อันโลหิตซึ่งตกอยู่นี้ เราจะเอาไว้ให้เปนสง่าแก่คน ถ้าใครได้เห็นแล้วก็จะเปนที่เกรงกลัวอำนาจต่อไป

ครั้นอยู่มาพระยาน้อยเสด็จออกเลียบเมือง ให้จัดแจงแต่งค่ายคูประตูหอรบเชิงเทินไว้มั่นคงเปนสามารถแล้ว จึงสั่งให้กำชับป่าวร้องทหารทั้งปวงว่า อย่าให้ใครทำอันตรายแก่ชาวเมือง ฉกชิงทรัพย์สิ่งของจนด้ายเส้นหนึ่งเข็มเล่มหนึ่งเปนอันขาดทีเดียว ถ้าผู้ใดมิฟังจะลงโทษให้จงหนัก สั่งแล้วก็เสด็จกลับเข้าเมือง ครั้นอยู่มามังกันเจิงหนึ่ง มังเทจะหนึ่ง มังเทเวศหนึ่ง มังรามเตนาหนึ่ง มังเพนหนึ่ง คนห้าคนนี้อยู่บ้านกะมาหมัดในแขวงเมืองตะเกิง มาสวามิภักดิ์สมัครขอเปนข้าอาสาพระยาน้อย ๆ ก็มีความยินดีนัก จึงให้ชายทั้งห้าคนกระทำสัตย์ถวายต่อหน้าที่นั่ง แล้ว ก็ตรัสใช้ให้ชายห้าคนนั้น ปลอมเข้าไปอยู่ในเมืองพะโค ตรัสสั่งว่าถ้ามีเหตุผลที่เมืองพะโคนั้นเปนประการใด ก็จงมาบอกให้รู้ ชายผู้มีชื่อห้าคนรับอาสาถวายบังคมลาพระยาน้อยแล้ว ก็ปลอมเข้าไปอยู่ในเมืองพะโคคอยฟังเหตุการณ์

ครั้นแล้วพระยาน้อยจึงตรัสแก่มังกันจีว่า ยีกำกองซึ่งมาอยู่เมืองทะละนั้นได้ให้สัญญาไว้แก่เราว่า ถ้ามีเหตุผลประการใดก็ให้บอกไปให้รู้ด้วย บัดนี้เราก็ยกมาอยู่ในเมืองตะเกิงแล้ว จำจะมีหนังสือบอกไปถึงยีกำกองให้รู้จึงจะควร มังกันจีจึงกราบทูลเห็นด้วย พระยาน้อยจึงให้มังกันจีแต่งหนังสือ ในลักษณะหนังสือนั้นว่า เราผู้เปนพระราชบุตรพระเจ้าช้างเผือก มีนามว่ามังสุระมณีจักร์คือพระยาน้อย อวยพรมาถึงพี่ยีกำกองให้แจ้ง ด้วยพระมหาเทวีกับสมิงมราหูเปนชู้รู้กัน คิดจะทำร้ายฆ่าเราแลพ่อขวัญเมืองเสีย เหตุผลทั้งนี้พี่ยีกำกองก็รู้อยู่สิ้นแล้ว แลได้เตือนสติข้าให้คิดอ่านมาอยู่ณเมืองตะเกิง แลบัดนี้ข้าก็หนีมาอยู่ณเมืองตะเกิงแล้ว คิดจะทำการตอบแทนสมิงมราหูบ้าง ให้พี่เอ็นดูช่วยการทั้งนี้ให้สำเร็จด้วย พี่กับข้าก็จะได้พึ่งกันสืบไป ครั้นแต่งหนังสือเสร็จแล้ว ส่งให้คนถือไปให้ยีกำกองณเมืองทะละนั้น ครั้นยีกำกองแจ้งในหนังสือ ก็ดีใจว่าสมดังปรารถนาแล้ว จึงแต่งหนังสือตอบพับผนึกส่งให้คนใช้กลับไปถวายพระยาน้อย ๆ รับหนังสือมาฉีกผนึกออกทรงอ่าน ในลักษณะหนังสือนั้นว่า ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่ายีกำกอง ขอกราบถวายบังคมมาถึงพระยาน้อยให้ทราบด้วย ข้าพเจ้าได้ทูลไว้แก่พระองค์ว่า จะช่วยคิดทำการสนองพระเดชพระคุณตามสติกำลังนั้น บัดนี้ข้าพเจ้าก็ได้ซ่องสุมผู้คนตระเตรียมไว้แล้ว ถ้าพระองค์จะทำการเมื่อใด ขัดขวางอย่างไร จงบอกมาถึงข้าพเจ้าให้ทราบเถิด ข้าพเจ้าจะช่วยกว่าจะสำเร็จการของพระองค์ ครั้นพระยาน้อยได้แจ้งในหนังสือแล้ว ก็มีความยินดี

ขณะนั้นพระยาน้อยออกไปเลียบเมืองตะเกิงอีกครั้งหนึ่ง จึงเสด็จไปดูที่จะปลูกตำหนัก แล้วตรัสปรึกษาด้วยอาจารย์มะเปงแลมังกันจีว่า ที่หว่างพระธาตุพระอาโศกองค์หนึ่ง พระบารมีองค์หนึ่งชอบกลดี เราจะปลูกเรือนอยู่จะเห็นประการใด พระอาจารย์มะเปงแลมังกันจีจึงกราบทูลว่า พระอาโศกนั้นนามหก พระบารมีนามห้าพระองค์ก็นามห้า หนองบัวซึ่งใกล้พระธาตุนั้นนามสอง โบกขรณีณเมืองตะเกิงนามเจ็ด แลยังที่เจดีย์สถานแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าก็มีนามปรากฎดังนี้ ก็ต้องด้วยนามเปนศุภมงคลสิ้น ถ้าตั้งตำหนักลงที่นี้จะมีชัยชนะแก่สัตรู พระยาน้อยได้ฟังอาจารย์มะเปงกับมังกันจีว่าดังนั้นก็ดีพระทัยนัก จึงตั้งให้มะกะเมวเกลาเปนสมิงพะโค เปนนายการปลูกตำหนักให้สำเร็จโดยเร็ว แล้วก็เสด็จกลับเข้ามาที่อยู่ จึงสั่งให้มะเองรอดอยู่รักษาประตูดูผู้คนแปลกปลอม ให้มะสินนุมราชไปกินเมืองเสียง ให้มะรามเกลาหนึ่ง มังเทวะหนึ่ง มะพ้องหนึ่ง สัดตะมัดหนึ่ง เมาชายหนึ่ง ชายห้าคนนี้ให้ไปรักษาอยู่ต้นทางข้างเมืองพะโค

ฝ่ายพ่ออู่หมอเฒ่าจึงเข้ามากราบทูลว่า ช้างซึ่งเลี้ยงไว้ในเมืองนี้ขัดสนด้วยน้ำหญ้า จะขอเอาไปเลี้ยงไว้นอกเมืองเวลาค่ำจึงจะเอาเข้ามาไว้ในเมือง พระยาน้อยจึงตั้งพ่ออู่หมอเฒ่าให้เปนสมิงพ่อหมอละเอิกบาง แลให้เอาช้างไปเลี้ยงไว้นอกเมืองตามกราบทูล แล้วจึงถามมังกันจีว่า ตำหนักที่ให้ปลูกนั้นแล้วหรือยัง มังกันจีกราบทูลว่าเสร็จแล้ว พระยาน้อยจึงตรัสถามว่า ฤกษ์จะได้เถลิงพระราชมณเฑียรเมื่อใด พระอาจารย์มะเปงกับมังกันจีกราบทูลว่า ฤกษ์ได้เวลาบ่าย พระยาน้อยจึงสั่งมังกันจีให้จัดแจงเครื่องศุภมงคลซึ่งจะเถลิงพระราชมณเฑียรนั้น มังกันจีก็จัดเครื่องมุรธาภิเศกพร้อมเสร็จตามสั่งแล้ว ครั้นถึงเวลาบ่ายสามนาฬิกาหกบาทได้มงคลศุภฤกษ์ พระยาน้อยก็แต่งพระองค์เสร็จเสด็จประเวศยังที่มณฑลพระราชพิธี พราหมณ์ปะโรหิตถวายอาเศียรภาศรดน้ำพระพุทธมนต์ เถลิงพระราชมณเฑียรโดยราชนิติประเพณี

ขณะนั้นพ่อศุภมิตร์เอาดอกกมุทขาวเจ็ดกำมาถวาย มังกันจีเห็นดอกกมุทก็ยิ้มอยู่ พระยาน้อยถามว่า เหตุใดท่านจึงยิ้มอยู่ดังนี้ มังกันจีจึงทูลว่า ซึ่งข้าพเจ้ายิ้มอยู่นั้นด้วยความยินดีว่า พ่อศุภมิตร์เอาดอกกมุทมาถวายพระองค์นั้น เปนมงคลศุภนิมิตอันประเสริฐด้วยนามเมืองพะโคกับนามแห่งดอกกมุทชาตินั้น ต้องกันเปนนิมิตที่พระองค์จะได้ซึ่งเมืองพะโคเปนแท้ดุจได้ดอกกมุทนี้ อนึ่งนามพ่อศุภมิตร์กับนามของพระโพธิสัตว์เมื่อเสวยพระชาติชื่อว่าศุภมิตรนั้นก็ต้องกัน แลนามว่าศุภมิตรนั้นบอกบรรยายอดีตเหตุว่า ประเพณีพระโพธิสัตว์สร้างพระบารมีมานั้น ย่อมเสวยทุกข์ลำบากก่อน จึงได้สำเร็จแก่พระสรรเพ็ชรดาญาณ อดีตเหตุดังนี้เปรียบด้วยเหตุของพระองค์ อันดำริห์การแสวงหาซึ่งความสุขในศิริราชสมบัติ แลจะตั้งจะพระองค์ให้มีอิสสระภาพแผ่ไปในรามัญประเทศทั้งปวงนั้น ก็จำจะได้ซึ่งทุกข์ลำบากก่อน จึงจะถึงซึ่งขัตยาภิเศก เปนเอกอัคราชาธิราชแต่พระองค์เดียวในแผ่นดินนี้ เมื่อพระยาน้อยได้ฟังมังกันจีทูลถวายซึ่งมงคลนิมิตดังนั้นก็มีพระทัยยินดีนัก จึงตรัสสรรเสริญว่า ท่านนี้สมควรที่เปนปราชญ์ มิเสียทีที่ได้ศึกษาซึ่งลัทธิในพระพุทธสาสนา จะว่ากล่าวสิ่งใดก็ยุติด้วยเหตุผลเปนสุนทรไพเราะนัก ควรจะเชื่อฟังได้ ครั้นแล้วมะสามเกลียวเอาทองมาถวายพระยาน้อยอีกยี่สิบชั่ง จึงทูลว่า ข้าพเจ้าถวายทองครั้งก่อนนั้น จะขอกินเมืองวาน ถวายครั้งนี้จะขอกินเมืองเมาะตะมะ จะขอกินทั้งสองเมือง พระยาน้อยได้ฟังมะสามเกลียวทูลดังนั้นก็ทรงพระสรวลอยู่ ยังมิได้ตรัสประการใด

ขณะนั้นพอมะลองซึ่งออกไปเกลี้ยกล่อมคนบ้านนอกนั้นได้ไพร่ห้าร้อยสิบคน จึงพาเข้าถวายพระยาน้อย ๆ ก็เสด็จออกไปทอดพระเนตรคนเหล่านั้น จึงสั่งให้เรียกเอาทองคำซึ่งมะสามเกลียวเอามาถวายกับเสื้อผ้า มาพระราชทานแก่ไพร่ห้าร้อยสิบคน ให้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อหน้าที่นั่งพร้อมกัน แล้วจึงตรัสสั่งเอาใจว่า ท่านทั้งปวงนี้จงตั้งใจทำราชการด้วยเราเถิด ถ้าเราได้เปนใหญ่สมความปรารถนาแล้ว จะชุบเลี้ยงปูนบำเหน็จให้ถึงขนาด แต่อย่าไปเที่ยวข่มเหงไพร่บ้านพลเมืองให้ได้ความเดือดร้อน ถ้าผู้ใดมิฟังเที่ยวตีชิงฉกลักทรัพย์สิ่งของๆ ราษฎรตั้งแต่ผักต้นหนึ่งขึ้นไปจะให้ลงโทษจงหนัก สั่งแล้วก็เสด็จกลับมา จึงสั่งให้พวกมะลวกคุมทหารไปคอยอยู่ทางเรือข้างเมืองพะโค

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า พระยาน้อยเสด็จไปนมัสการพระบรมธาตุมุนาถนอกเมืองตะเกิงทางสิบเส้น ขณะนั้นมีหญิงคนหนึ่งชื่อเม้ยมะนิกรูปร่างนั้นงาม ยังกำลังสาวชันษาประมาณสิบหกปีเศษ ประกอบด้วยลักษณะกิริยามารยาทอันแช่มช้อย รูปของนางนั้นเปนเสน่ห์แก่คนทั้งปวง ใครได้เห็นแล้วก็รักใคร่ไม่เว้นคน แต่ตกมาเปนภรรยามะจัดคิดถึง พึ่งอยู่กินด้วยกันใหม่ ๆ นางนั้นนั่งร้านขายแป้งขายน้ำมันอยู่หน้าบ้านริมทางที่พระยาน้อยจะเสด็จไป แลนางนั้นขายของดีมีกำไรมาก เพราะคนพอใจมาซื้อที่ร้านนั้นติดจะชุกชุมหวังจะได้ดูรูปนาง เพราะเหตุว่าเปนหญิงรูปงามต้องใจคน พอเวลาวันนั้นพระยาน้อยเสด็จไปทอดพระเนตร์เห็นนางเม้ยมะนิกรูปงาม ก็ชอบพระทัย แต่หยุดยืนพินิจโฉมนางอยู่มิใคร่จะเสด็จดำเนินต่อไปได้ ส่วนนางเม้ยมะนิกเหลือบเห็นพระยาน้อย ก็ชายหางตามาสบพระเนตร์พระยาน้อย ถ้อยทีถ้อยมีความปฏิพัทธ์แก่กัน เปนทั้งนี้เพราะบุญนิยม คือ บุพเพสันนิวาสของชนทั้งสองได้สร้างสมมาด้วยกัน แต่บุริมชาติปางหลัง จึงเผอิญให้เห็นกันแล้วก็มีความผูกพันรักใคร่ซึ่งกันแลกัน แต่ในปัจจุบันชาตินี้อกุศลนิยมชักให้เม้ยมะนิกตกไปเปนภรรยามะจัดคิดถึงเสียก่อน แล้วจึงจะได้เปนบาทบริจาริกาพระยาน้อยต่อภายหลัง ส่วนพระยาน้อยเสด็จไปนมัสการพระบรมธาตุมุนาถแล้ว จึงให้คนไปหาตัวเม้ยมะนิกมา แล้วก็เสด็จกลับเข้าเมือง พระยาน้อยมีความรักใคร่ในนางเม้ยมะนิกนัก ถึงทราบอยู่ว่าเม้ยมะนิกมีสามีแล้วก็ไม่อาจอดกลั้นรั้งสติไว้ได้ด้วยความเสน่หาเปนกำลัง ก็อยู่ร่วมสมัครสังวาสด้วยนางเม้ยมะนิก แล้วเลี้ยงไว้เปนนางสนมเอกเปนที่สนิทเสน่ห์นัก

ขณะนั้นพระยาน้อยหลงด้วยนางเม้ยมะนิกรูปงาม แทบประหนึ่งจะลืมคิดถึงตะละแม่ท้าวผู้เพื่อนยาก แลพ่อลาวแก่นท้าวอันเปนที่รัก แต่นางเม้ยมะนิกนั้นตั้งแต่ได้มาเปนหม่อมห้ามพระยาน้อยแล้ว มีความปลื้มจิตต์นัก ลืมมะจัดคิดถึงสามีเก่าทีเดียว อุปมาดังคนกำพร้าไร้ทรัพย์ ครั้นได้ทองแสนตำลึงแล้วก็มีความยินดีนัก

ฝ่ายมะจัดคิดถึงรู้ว่า พระยาน้อยเอาภรรยาของตัวไปเลี้ยงเปนนางสนมดังนั้นก็มีความเสียใจ แลคิดกลัวพระยาน้อยว่าจะมิยุติแต่เพียงนั้น จะทำอันตรายแก่ตนด้วย จึงหนีไปหาพระมหาเทวีณเมืองพะโคกราบทูลแจ้งเหตุว่า พระยาน้อยไปคิดการใหญ่ณเมืองตะเกิง แลกระทำข่มเหงชิงเอาภรรยาข้าพเจ้าไป เหตุนอกนั้นมะจัดคิดถึงก็ทูลพระมหาเทวีสิ้นเสร็จทุกประการ พระมหาเทวีได้แจ้งดังนั้นก็มีความแค้นเคืองนัก จึงให้เม้ยมังเลยลอบไปหาสมิงมราหูมาแล้ว จึงให้มะจัดคิดถึงเล่าเหตุผลทั้งปวงให้สมิงมราหูฟัง สมิงมราหูได้แจ้งแล้วก็มีความแค้นพระยาน้อยอยู่ แต่ยังมิได้ว่าประการใด

ฝ่ายพระมหาเทวีกับสมิงมราหู ก็พากันขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าช้างเผือก จึงพระมหาเทวีทรงพระกรรแสงทูลพระเจ้าช้างเผือกว่า บัดนี้พระยาน้อยหนีไปอยู่ณเมืองตะเกิงตั้งตัวเปนใหญ่ ทำอันตรายแก่ไพร่บ้านพลเมือง แล้วเก็บเอาพัศดุเงินทองของข้าพเจ้าเอามาไว้เปนของตัว แลไปชิงเม้ยมะนิกเมียมะจัดคิดถึงมาเปนภรรยา พระยาน้อยทำหยาบช้าถึงเพียงนี้มิได้เกรงฝ่าธุลีพระองค์เลย เห็นว่าจะคิดการใหญ่หลวงอยู่ พระเจ้าช้างเผือกได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสแก่พระมหาเทวีว่า ข้าป่วยหนักอยู่แล้วไม่รู้ที่จะคิดประการใด สุดแต่พระเจ้าพี่จะคิดเถิด พระมหาเทวีจึงให้หาสมิงชีพรายแลเสนาบดีทั้งปวงมาปรึกษาว่า พระยาน้อยคิดขบถดังนี้ ท่านทั้งปวงจะคิดประการใด เสนาบดีทั้งปวงจึงทูลว่า การทั้งนี้สมิงชีพรายเปนผู้ใหญ่ สุดแต่สมิงชีพรายจะคิดเถิด

ฝ่ายสมิงชีพรายจึงคิดว่า พระยาน้อยพึ่งไปอยู่ณเมืองตะเกิงยังมิทันตั้งตัว จึงคิดอุบายทูลเบี่ยงบ่ายว่า การแต่เพียงนี้จะยกกองทัพไปนั้นยังไม่ควรก่อน ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงประชวรหนักอยู่ จำจะให้มีหนังสือไปถึงพระยาน้อย ว่ากล่าวโดยดีดูสักครั้งหนึ่งสองครั้ง ถ้าพระยาน้อยขัดขืนมิมา จึงให้เกณฑ์กองทัพหัวเมืองทั้งปวงบรรจบกันยกไปจับพระยาน้อย อันเมืองตะเกิงสักหยิบมือเดียว ก็จะได้โดยง่ายสดวก พระมหาเทวีได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงตรัสว่าถ้ากระนั้นจะแต่งหนังสือให้ผู้ใดถือไปดีเล่าพระยาน้อยจึงจะมา สมิงชีพรายจึงทูลว่า สมิงดิศกุมารนั้น พระยาน้อยเคยนับถือมาแต่ก่อน แลเปนคนซื่อสัตย์อยู่ ถ้าใช้ไปเห็นพอจะได้ราชการ

พระมหาเทวีจึงให้สมิงดิศกุมารเข้ามาแล้ว จึงสั่งให้แต่งหนังสือในลักษณะเรื่องความนั้นว่า สมเด็จพระมหาเทวีเปนพระเจ้าป้า บอกมาถึงพระยาน้อยผู้หลานให้ทราบ ด้วยสมเด็จพระราชบิดาทรงพระประชวรหนักนั้น บัดนี้พระโรคค่อยคลายลงแล้ว ได้ทราบว่าพระหลานหนีไปก็ทรงพระโกรธ จึงสั่งให้จัดกองทัพจะยกไปจับ แต่ป้าช่วยทูลแก้ไขว่าหลานเราหาหนีไม่ ป้าใช้ให้ลงมาด้วยราชกิจณเมืองตะเกิง แลสมเด็จพระราชบิดานั้นก็ทรงขัดเคืองพระทัยหนักอยู่ แต่หากว่าป้าช่วยทูลแก้ไขเบี่ยงบ่ายก็คลายพระพิโรธลงจึงมิได้ให้ยกกองทัพลงมา แลทุกวันนี้ ป้าก็คิดถึงอยู่มิได้ขาด ได้ปรึกษาเสนาบดีทั้งปวงไว้ว่า ถ้าหาบุญพระราชบิดาของพ่อไม่แล้ว ป้าก็จะยกราชสมบัติให้แก่เจ้า อย่าให้หลานเราคิดกลัวเกรงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย แลบัดนี้ตะละแม่ท้าวพ่อลาวแก่นท้าวนั้น ก็ป่วยอยู่ได้ห้าวันหกวันแล้ว ให้หลานเราเร่งคืนลงมาเถิด ครั้นแต่งหนังสือเสร็จแล้ว ก็ส่งให้สมิงดิศกุมาร ๆ รับเอาหนังสือแล้วก็ถวายบังคมลาพระมหาเทวีออกมาขึ้นช้างพังตัวหนึ่งไปกับไพร่สิบห้าคน ครั้นถึงด่านที่พระยาน้อยให้อยู่รักษานั้น ชาวด่านก็คุมเอาตัวสมิงดิศกุมารไว้ แล้วจึงบอกเข้าไปถึงพระยาน้อย ๆ ได้ทราบว่า สมิงดิศกุมารถือหนังสือมา ก็ดีพระทัยหาแคลงไม่ จึงสั่งให้ชาวด่านกลับออกไปรับสมิงดิศกุมารเข้ามา ครั้นชาวด่านกลับออกไปแล้ว พระยาน้อยจึงปรึกษาด้วยมังกันจีว่า ผู้คนในเมืองเล้ารุมอยู่หาสงบไม่ ถ้าสมิงดิศกุมารเข้ามาเราจะรับให้อยู่แห่งใดดี มังกันจีจึงทูลว่า ให้สมิงดิศกุมารไปอยู่ที่อารามธัณณะรศนั้น พระยาน้อยเห็นชอบด้วยจึงเสด็จไปสู่อาราม สั่งให้สมิงดิศกุมารเข้าไปเฝ้าแล้ว เชิญให้นั่งที่สมควร สมิงดิศกุมารกระทำเคารพแก่พระยาน้อยแล้วทูลว่า พระองค์มาอยู่ในเมืองตะเกิงนี้ ก็เห็นชอบกลดีอยู่แล้ว ภายหน้าไปพระองค์จะได้เปนใหญ่ในเมืองพะโคเปนมั่นคง

พระยาน้อยจึงตรัสว่า ซึ่งลุงเรากล่าวคำทำนายเปนมงคลดังนี้ก็ขอบใจนัก จึงถามสมิงดิศกุมารว่า ลุงท่านมานี้ด้วยธุระกังวลประการใด สมิงดิศกุมารก็ทูลว่า พระเจ้าป้าของพระองค์ใช้ให้ข้าพเจ้าถือหนังสือมา จึงเอาหนังสือนั้นถวายพระยาน้อย ๆ ก็รับหนังสือนั้นมาฉีกผนึกออกอ่านดูความตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อทรงอ่านถึงที่ตะละแม่ท้าว แลพ่อลาวแก่นท้าวป่วยนั้น ก็ทรงพระโทรมนัสถอนพระทัยอยู่ จึงถามสมิงดิศกุมารว่า ซึ่งพระเจ้าป้ามีหนังสือมาหาข้าให้กลับคืนไปนั้น ฝ่ายท่านลุงจะชอบให้ข้าไปหรือ ๆ จะเห็นประการใด สมิงดิศกุมารจึงทูลว่า ครั้งเมื่อสมเด็จพระสิทธัตถะมหาบุรุษราชอันเปนเอกอัครบรมบุคคล เมื่อพระองค์เสด็จออกสู่พระมหาภิเนษกรมนั้น ถ้าแลอาลัยอยู่ด้วยพระพิมพายะโสธรอัครมเหษี แลพระราหุลราชโอรสแล้ว ที่ไหนจะได้ตรัสแก่พระปรมาภิเศกสัมโพธิญาณเล่า ขอพระองค์เจ้าอย่าทรงพระวิตกถึงตะละแม่ท้าว แลพ่อลาวแก่นท้าวนั้นเลย ไม่ประชวรพระโรคอะไรนัก ก็จะเปนแต่ปวดพระเศียรวิงเวียนพระเนตร์เท่านั้น อนึ่ง เมื่อข้าพเจ้าจะมาเฝ้าพระองค์นี้ สมิงชีพรายก็ลอบสั่งมาให้ทูลแก่พระองค์ว่า สมเด็จพระราชบิดาทรงประชวรหนักอยู่แล้ว พระองค์นี้อุปมาดังพระยาจรเข้ใหญ่ ได้อาศัยอยู่ในวังวนอันลึกแล้ว จะขึ้นไปหาวังอันตื้นนั้นเห็นมิบังควร เปรียบเหมือนหนึ่งบุคคลทิ้งที่กว้างเสียไปหาที่แคบ ขอให้พระองค์ทรงพระดำริห์ดูจงหนักก่อน แล้วสมิงดิศกุมารทูลเปนกลแยบคาย เปรียบเทียบอธิบายลองพระทัยพระยาน้อยว่า แต่ตัวข้าพเจ้าทุกวันนี้ก็แก่ชราอายุได้ถึงหกสิบเอ็ดปีแล้ว อยู่ในเมืองพะโคก็อนาถา แต่อาหารจะกินก็ไม่มี ถ้าพระองค์สำเร็จความปรารถนาแล้ว จะขอรับพระราชทานอาหารของพระองค์บ้าง แต่พอได้เปนกำลังราชการ

พระยาน้อยได้ฟังสมิงดิศกุมารทูลดังนั้นก็ทรงพระสรวล จึงตรัสว่าเมืองเมาะตะมะนั้น ถ้าสำเร็จราชการแล้วข้าจะยกให้แก่ลุงท่าน แต่ว่ามะสามเกลียวเขาเอาทองมาให้ ได้ออกปากขอไว้จำจะหามาว่ากล่าวเสียก่อน จึงสั่งให้หามะสามเกลียวเข้ามาแล้วก็ตรัสว่า ซึ่งมะสามเกลียวเอาทองมาให้เรา จะขอกินเมืองวานเมืองเมาะตะมะนั้น บัดนี้เมืองเมาะตะมะนั้น เรายกให้แก่สมิงดิศกุมารลุงเรา ๆ จะให้ทองเจ็ดชั่งกับเมืองออกแก่ท่านแทน มะสามเกลียวก็ยอมตามคำพระยาน้อย ครั้นแล้วพระยาน้อยก็ตรัสปรึกษาด้วยมังกันจีว่า เราจะตอบหนังสือไปดีหรือ ๆ จะสั่งไปแก่ลุงเราแต่ปากเปล่าดี มังกันจีกราบทูลว่า จำจะแต่งหนังสือตอบไปจึงจะควร พระยาน้อยเห็นชอบด้วย จึงให้มะสันคนฝีปากดีแต่งหนังสือตอบตามความที่คิดไว้ ครั้นแต่งเสร็จแล้ว ก็ตีตราประทับพับผนึกส่งให้สมิงดิศกุมาร ๆ ก็ลาพระยาน้อย ขึ้นช้างมากับไพร่สิบห้าคน ครั้นมาถึงเมืองพะแล้ว จึงนำหนังสือเข้าไปถวายพระมหาเทวี ๆ ก็ให้หาสมิงมราหูมาอ่านหนังสือดู ลักษณะความในหนังสือนั้นว่า ข้าพเจ้าพระยาน้อยผู้เปนหลาน กราบถวายบังคมมายังฝ่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าป้าให้ทราบ ด้วยทุกวันนี้ข้าพเจ้าคิดถึงพระคุณของพระเจ้าป้าอยู่เปนอันมาก ด้วยแต่ก่อนพระเจ้าป้าก็ได้เลี้ยงดูอุ้มชูข้าพเจ้ามา เจริญใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว จะได้อักตัญญูลบหลู่พระคุณเสียนั้นหามิได้ แลบัดนี้ข้าพเจ้ามาอยู่ณเมืองตะเกิง ทหารข้าพเจ้ากับทหารพระเจ้าป้ายี่สิบคนนั้น วิวาทฆ่าฟันกันจนล้มตาย ครั้นข้าพเจ้าจะกลับไปบัดนี้เล่า ก็กลัวอาญาพระเจ้าป้าอยู่ ถ้าพระเจ้าป้าให้อภัยแก่ข้าพเจ้าแล้ว ถึงณเดือนเก้าขอให้มุอายลาวแม่นมข้าพเจ้ามารับเถิด ข้าพเจ้าจึงจะไป ซึ่งข้าพเจ้ามาอยู่ณเมืองตะเกิงนี้ประสงค์จะรักษาชีวิต จะได้คิดขบถต่อสมเด็จพระบิดาผู้ทรงพระคุณนั้นหามิได้ ด้วยข้าพเจ้าถืออยู่ว่า ถ้าตายลงด้วยมิได้เปนขบถต่อพระราชบิดาแล้ว ก็จะได้ไปสู่สุคติภูมิ ถ้าแลตายด้วยการเปนขบถต่อสมเด็จพระราชบิดาแล้ว ก็จะไปสู่ทุคติภูมิเปนแท้

ครั้นพระมหาเทวีได้ทราบความในหนังสือของพระยาน้อยแล้ว จึงตรัสถามสมิงดิศกุมารว่า ซึ่งพระยาน้อยให้หนังสือมานี้ยังจะจริงหรือ อนึ่งที่ตะละแม่ท้าวพ่อลาวแก่นท้าวป่วยนั้น พระยาน้อยว่ากระไรบ้าง สมิงดิศกุมารจึงทูลว่า พระยาน้อยนั้นทราบว่าบุตร์ภรรยาป่วย ก็ทรงพระกันแสงเช็ดน้ำพระเนตร์อยู่ แล้วตรัสแก่ข้าพเจ้าก็เหมือนดังว่ามาในหนังสือนี้ พระมหาเทวีจึงซักถามว่า พระยาน้อยคิดอ่านอย่างไรบ้าง สมิงดิศกุมารก็ทูลว่า ซึ่งพระยาน้อยจะคิดอ่านประการใดนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบในความคิดของพระยาน้อย พระมหาเทวีได้ฟังก็นิ่งอยู่มิได้ว่าประการใด

ฝ่ายพระยาน้อยจึงให้หามังเทวะกับชายผู้มีชื่อสี่คน พวกมะลองชาวเมืองตะเกิงซึ่งให้ไปรักษาด่านบกนั้นมาแล้ว จึงตรัสว่าเราจะให้ไปฟังราชการณเมืองพะโค ครั้นจะให้คนของเราขึ้นไป ชาวเมืองพะโคก็จะรู้เอิกเกริกไป แลคนห้าคนนั้นก็รับอาสาว่า จะไปสืบข่าวราชการเมืองพะโคนั้นมาถวายให้จงได้ พระยาน้อยก็ให้คนทั้งห้านั้น ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาแล้วจึงตรัสว่า ท่านจงออกไปที่อยู่ จัดแจงผู้คนที่สัตย์ซื่อมั่นคงไว้ให้รักษาด่านแล้วจงรีบไป ถ้าถึงเมืองพะโคแล้ว จงไปคอยฟังดูทั้งสี่ประตูเมือง คนทั้งห้านั้นก็กราบถวายบังคมออกมาจัดแจงคนไว้รักษาด่านมั่นคง แล้วก็พากันไปณเมืองพะโค ครั้นถึงแล้วมังเทวะกับผู้มีชื่อสี่คนก็ไปอาศัยอยู่ณเรือนญาติซึ่งเคยไปมาแต่ก่อน ครั้นเวลาค่ำ มังเทวะกับผู้มีชื่อสี่คนไปที่ประตูมะกรุก หาได้ยินชาวเมืองพูดกันประการใดไม่ ได้ยินแต่ทารกทำเพลงว่า โกนปับมิปวมมิปะยาระสิเกลิงกะเริงเติงงาตะคำเลิงโกนเติงตะเกิง แปลออกเปนคำไทยว่า ลูกหงษ์ร่อนมานั้นจะเปนพระยา บัดนี้จะไปอยู่ในเมืองตะเกิง ครั้นไปประตูลาดโลงได้ยินทารกทำเพลงว่า เปงนวยปัจจะตุ กรกทัวกะนิกะกอกะเหนับปวยสะมัวกรบยักสะถะรัด แปลเปนคำไทยว่าเข้าหน่อยประมาณหม้อหนูหนึ่งคดใส่ภาชนะทอง ปูลาดด้วยฟูกหมอนเวลาค่ำแล้วก็นอน ครั้นไปประตูถะสังเกิงได้ยินเสียงทารกขับว่า เวิงเกิงทุกษาตุพระเกษมัก แปลเปนคำไทยว่า นายใหญ่มาตั้งเปนราชสัตรูจะต่อมือกับด้วยพระองค์ผู้เปนเจ้า ๆ จะมีชัยชนะ ครั้นไปประตูอะววยได้ยินเสียงทารกทำเพลงว่า ขะเลียโกนเปลิกละเริกโกนกัดกวมมะสะ นักชวยอุระโกนตังอายะเสิด แปลเปนคำไทยว่า หนองจมในท้องนาที่หว่างพระโกน มีบุญใหญ่หลวงนัก คนศีร์ษะหยิกเกิดวันศุกร์จะเปนมงคลแก่พวกมอญทั้งปวง มังเทวะกับผู้มีชื่อสี่คน จึงจดหมายเอาถ้อยคำที่ทารกทำเพลงทั้งสี่ประตูเมืองได้แม่นยำแล้ว ก็กลับมายังเมืองตะเกิง กราบทูลแจ้งเหตุแก่พระยาน้อยถี่ถ้วนทุกประการ

พระยาน้อยได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสถามมังกันจีว่า นิมิตดังนี้จะร้ายดีประการใด มังกันจีก็พิเคราะห์ดูด้วยปัญญาแล้ว จึงกราบทูลแก้ในคำเพลงบทที่สองถวายว่า ซึ่งทารกทำเพลงว่า เข้าน้อยประมาณหม้อหนึ่งนั้น คือได้แก่พระองค์ ถาดทองนั้น คือจะได้แก่เมืองหงษาวดี ซึ่งว่าปูฟูกหมอนณเวลาค่ำนั้น คือได้แก่ข้าทหารทั้งปวง นานไปจะได้พึ่งพระบารมีพระองค์อยู่เปนสุขทั่วกัน ซึ่งว่าหนองจมอยู่นั้น คือได้แก่พระมหาเทวี พระเจ้าป้าของพระองค์ กล่าววาจาคนไม่ใคร่จะเชื่อถือ เหมือนสิ่งของตกจม จะเชื่อฟังเอาถ้อยคำนั้นมิได้ แลคนศีร์ษะหยิกเกิดวันศุกรเปนมงคลนั้น คือได้แก่พระองค์อันจะได้เสวยราชสมบัติ ในเมืองหงษาวดี มังกันจีทูลแก้ไขในคำเพลงขับของทารกนั้น แต่สองบท คือบทที่สองแลบทที่สี่ แต่บทที่หนึ่งและบทที่สามนั้นเปนความง่าย ก็ทูลกล่าวแก้ว่าเปนศุภนิมิตมงคลสิ้น ครั้นพระยาน้อยได้ทรงฟังมังกันจีทูลดังนั้น ก็มีความยินดีนัก จึงให้พระราชทานรางวัลแก่มังเทวะกับผู้มีชื่อสี่คน แล้วสั่งให้ไปรักษาด่านอยู่ดังเก่า

ครั้นอยู่มาถึงเดือนเก้าณวันขึ้นแรมหากำหนดมิได้ ฝ่ายพระมหาเทวีจึงตรัสใช้ให้พ่อยี่เอาดอกบัวขมห้าสิบดอก บัวหลวงห้าสิบดอก รวมเปนร้อยหนึ่งด้วยกัน ไปถวายแก่พระยาน้อยณเมืองตะเกิง พระยาน้อยก็มีความโสมนัสศรัทธา จึงให้คนเอาดอกบัวนั้นไปบูชาถวายพระบรมธาตุ ในเวลานั้นพ่อศุภมิตร์ไปฟังธรรมเทศนาอยู่ที่ใกล้พระธาตุมุเตา พอคนเอาดอกบัวไปบูชาถวายพระบรมธาตุ พ่อศุภมิตร์เห็นจึงถามว่าท่านได้ดอกบัวมาแต่ไหน คนซึ่งเอาดอกบัวมานั้นบอกแก่พ่อศุภมิตร์ว่า พระมหาเทวีให้คนนำเอามาถวายพระยาน้อย พ่อศุภมิตร์จึงทำนายว่า ดอกบัวนี้มาแต่เมืองพะโคเปนกัลยานิมิตร์ เมืองพะโคจะได้แก่พระยาน้อยเปนมั่นคง คนซึ่งนำดอกบัวไปบูชาถวายพระบรมธาตุได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็กลับมาทูลพระยาน้อยว่า พ่อศุภมิตร์ทำนายว่าพระองค์จะได้เมืองพะโคโดยง่ายเปนแท้

พระยาน้อยได้ฟังดังนั้นก็ดีพระทัย จึงตรัสสั่งพ่อยีว่า ท่านจงกลับไปเมืองพะโคเถิด แล้วจงทูลแก่สมเด็จพระเจ้าป้าว่า ให้มุอายลาวแม่นมมารับเถิดเราจึงจะไป พ่อยีก็ถวายบังคมลาพระยาน้อยกลับมาเมืองพะโคกราบทูลความตามพระยาน้อยสั่งมาแก่พระมหาเทวีสิ้นเสร็จทุกประการ ครั้นเวลาค่ำ พระยาน้อยจึงให้หาพ่อศุภมิตร์มาถามว่า ท่านทำนายเราว่า จะได้เปนใหญ่ในเมืองพะโคนั้น ท่านเห็นประการใด พ่อศุภมิตร์จึงกราบทูลว่าข้าพเจ้าไปฟังธรรมอยู่ณที่พระธาตุมุเตา พอคนเอาดอกบัวไปบูชาพระบรมธาตุ ข้าพเจ้าถามว่าได้มาแต่ไหน ผู้ซึ่งเอาดอกบัวไปนั้นบอกว่า พระมหาเทวีให้คนเอามาถวายแก่พระองค์ ข้าพเจ้าเห็นว่า ดอกบัวนั้นเปนนามจันทร์ เมืองพะโคนั้นก็เปนนามจันทร์ นิมิตต้องกันเปนมงคลดังนี้ คือพระองค์จะได้เมืองพะโคเปนมั่นคง ข้าพเจ้าจึงทำนายดังนี้

พระยาน้อยได้ทรงฟังพ่อศุภมิตร์ทำนาย ก็มีพระทัยยินดีนัก จึงพระราชทานขันทองคำใบหนึ่งหนักสิบบาทกับเสื้อผ้าอย่างดีให้พ่อศุภมิตร์เปนบำเหน็จปาก แล้วตรัสว่าถ้าเราสำเร็จราชการได้เมืองพะโคแล้ว เราจะให้พ่อศุภมิตร์ได้กินเมือง แต่ให้ค่อยเลื่อนเปนใหญ่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป พ่อศุภมิตร์ก็มีความยินดี กราบถวายบังคมรับคำพระยาน้อย

อยู่มาวันหนึ่งพระยาน้อยเสด็จออกไปเลียบเมือง ได้ทรงฟังเด็กน้อย ๆ เล่นอยู่ขับเปนเพลงภาษารามัญว่า มะนายนีข้าพิดเลหะเกลิงเมาะปะกางขะเมิงปูเจ้าธาตุตะโคงโตง มันกะมะนิเทหะเติน นุกะแวมถะเมินญะปามังลวมอกเติม ๆ พระยาน้อยได้ทรงฟังจำได้แล้วก็เสด็จกลับ จึงให้หามังกันจีมาให้แก้ซึ่งนิมิตในเพลงขับนี้ แล้วพระองค์ก็ตรัสว่าให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ มังกันจีก็ทูลแก้ซึ่งนิมิตถวาย ในคำเพลงของเด็กนั้นแปลออกเปนคำไทยว่า พระมหาเทวีผู้เปนพระเจ้าป้าของพระองค์อยู่ในเมืองพะโค ให้เก็บดอกโยทกามาบูชาพระบรมธาตุณเมืองตะเกิง ต้นทองสองต้นมีอยู่ที่ดอนสิงคุด มังกันจีแก้ความโดยพิศดารถวายว่าพระมุเตาเมืองพะโคก็มี พระมหาเทวีไม่นับถือ กลับให้เอาดอกไม้มาบูชาพระธาตุณเมืองตะเกิง ๆ นี้เปนที่เจดียสถานใหญ่ ฝ่ายพระองค์อยู่ในที่นี้ก็ได้นามพระศุกร์ เห็นจะได้เมืองพะโคเปนแท้ พระยาน้อยได้ฟังมังกันจีแก้ศุภนิมิตมงคลดังนี้ ก็ดีพระทัยนัก จึงจัดแจงคิดอ่านการที่จะเอาเมืองพะโคให้จงได้

ครั้นอยู่มาพระมหาเทวีจึงให้หามะเตากุญ ผู้เปนข้าเก่าของพระยาน้อยซึ่งอยู่ด้วยตะละแม่ท้าวนั้นมาถามว่า เมื่อพระยาน้อยจะหนีไปนั้น คิดอ่านการสิ่งใดบ้าง มะเตากุญไม่ใคร่จะบอกเนื้อความ พระมหาเทวีทรงพระโกรธ จึงให้ลงโทษตีมะเตากุญ ๆ ได้ความเจ็บปวดทนมิได้ จึงทูลแจ้งความว่า เมื่อพระยาน้อยหนีไปนั้น ให้มังกันจีแลพ่อมอญ ไปชิมลางเอานิมิตทุกประตูเมือง ได้ศุภนิมิตดีแล้วพระยาน้อยจึงหนีไป ข้าพเจ้าได้แจ้งความอยู่แต่เท่านี้

ครั้นแล้วพระมหาเทวีจึงให้หาตะละแม่ท้าวมาซักถามว่า เมื่อพระยาน้อยจะหนีไปนั้น ผัวเมียกันไม่รู้เหตุสิ่งใดบ้างหรือ ตะละแม่ท้าวจึงทูลว่า พระยาน้อยรบกวนเขี้ยวเข็ญหาเอ็นดูลูกเมียไม่จึงหนีไปแต่ผู้เดียว มิได้บอกเหตุสิ่งใดแก่ข้าพเจ้าให้ทราบ ตะละแม่ท้าวทูลแจ้งเนื้อความเท่านั้นแล้ว ก็ถวายบังคมลาพระมหาเทวีกลับคืนไปตำหนัก

ครั้นเวลาค่ำพระมหาเทวีจึงทรงพระดำริห์ว่า เราจะให้คนไปชิมลางเอาศุภนิมิตบ้าง จึงให้หาข้าหลวงคนสนิทสามคนเข้ามา ชื่อเม้ยฉุยหนึ่ง เม้ยสะละหนึ่ง เม้ยจุหนึ่ง ข้าหลวงสามคนนี้เปนคนสนิทชิดชอบของพระมหาเทวี เปนที่วางพระทัยได้ มีเสาวนีตรัสว่า เจ้าทั้งสามจงจัดเครื่องพลีกรรมบวงสรวงเทพยดาตามอย่างธรรมเนียม แล้วพากันไปบูชาเทพยดาเที่ยวชิมลางทุกประตูเมือง อธิษฐานว่าตามคำเราสั่งดังนี้ว่า ถ้าพระมหาเทวีจะให้จัดแจงกองทัพยกไปจับพระยาน้อยจะได้หรือมิได้ประการใด ขอให้เทพยดารักษากำภูฉัตร์ แลเทพยดาอันรักษาทวารพระนคร จงบอกนิมิตร้ายดีให้ปรากฎในครั้งนี้ ข้าหลวงสามคนรับเสาวนีพระมหาเทวีแล้ว ก็ออกมาจัดเครื่องพลีกรรมบวงสรวง เสร็จแล้วชวนบ่าวไพร่ที่ร่วมใจไว้ความลับได้ประมาณสี่คนห้าคนให้ถือเครื่องพลีกรรม จึงพากันกระทำสักการบูชาบวงสรวงเทพยดาทุกประตูเมืองแล้ว จึงอธิษฐานว่าตามคำพระมหาเทวีสั่ง แล้วพากันเที่ยวตรับฟังดูทุกประตู จะได้มีผู้คนเจรจาที่ประหลาดนั้นหามิได้ เงียบสงบอยู่ เม้ยฉุย เม้ยสะละ เม้ยจุสามคนกับบ่าวไพร่เหล่านั้น จึงพากันเดินไปใกล้อารามแห่งหนึ่งชื่อวัดมุสรวย ได้ยินตาปขาวโยมวัดว่า ปลูกต้นไม้งอกงามดีแล้ว ยอดแลใบก็ร่วงโรยไป ได้ยินคำคนว่าดังนี้แห่งหนึ่ง ครั้นเดินต่อมาได้ยินสามเณรองค์หนึ่ง ภาวนาเปนภาษารามัญว่า ปะตุปุตองก็มีสีตกวงกามันสองเตาะ ถินเตาะเปราะกะมารตร้าวญะเตวะกะนาย คนซึ่งไปชิมลางเที่ยวตรับฟังได้ศัพท์นิมิตสองแห่งเท่านั้น ก็นำเอาเหตุมากราบทูลแก่พระมหาเทวี ๆ ได้ทรงฟังแล้วจึงตรัสว่า ซึ่งถ้อยคำตาปขาวโยมวัดว่ากล่าวนั้น ก็ไม่เห็นเปนนิมิตร้ายดีอะไร แลถ้อยคำสามเณรภาวนาว่านั้นเปนพิกลจริตอยู่ จะเชื่อฟังเอาว่าเปนศัพท์นิมิตร้ายดีนั้นก็มิได้ ครั้นแล้วพระมหาเทวีจึงให้หาสมิงมราหูมาแล้วตรัสว่า เราจะจัดแจงกองทัพให้เจ้ายกไปจับพระยาน้อยจะเห็นประการใด สมิงมราหูจึงทูลทัดทานว่าพระยาน้อยก็ได้ให้หนังสือมาว่า ถึงเดือนเก้าจึงจะมาแต่ให้มุอายลาวไปรับ ก็จำจะให้มุอายลาวถือหนังสือไปฟังดูก่อน ถ้าพระยาน้อยมิมาดังสัญญาแล้ว จึงจะยกกองทัพไป บัดนี้ก็เปนเดือนเก้าตกลงมาข้างแรมแล้ว ขอพระแม่อยู่หัวเจ้าจงแต่งให้มุอายลาวไปรับเถิด พระมหาเทวีได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้สมิงมราหูแต่งหนังสือตามความที่พระนางทรงดำริห์ไว้ แล้วสั่งให้หาตัวนางมุอายลาวเข้ามา ครั้นสมิงมราหูแต่งหนังสือเสร็จแล้ว ก็ตีตราประทับผนึกตั้งลงในพานทองลายจำหลักถวายพระมหาเทวี ๆ จึงตรัสแก่มุอายลาวว่า พระยาน้อยมีหนังสือแลสั่งมากับพ่อยีว่า ถึงเดือนเก้าให้เจ้าไปรับ บัดนี้ก็ถึงเดือนเก้าล่วงมาเปนกึ่งเดือนแล้ว เราจะให้เจ้าถือหนังสือไปรับพระยาน้อย จะได้หรือมิได้ประการใด

นางมุอายลาวได้ฟังดังนั้นดีใจนัก เพราะอยากจะใคร่ได้เฝ้าพระยาน้อย จะได้ทูลแจ้งประพฤติเหตุร้ายดีทั้งปวง จึงทูลว่าพระองค์มีเสาวนีตรัสใช้แล้ว ข้าพเจ้ามิได้ขัด ถึงเหนื่อยยากลำบากเปนประการใดก็ดี จะสู้สนองพระเดชพระคุณไปตามสติกำลังไม่คิดแก่ความเหนื่อยยาก แต่ข้าพเจ้าจะต้องกลับไปหาตะละแม่ท้าวก่อน เพื่อจะฝากสิ่งของอันใดไปถวายพระยาน้อยบ้าง พระมหาเทวีจึงตรัสว่าตามใจท่านเถิด นางมุอายลาวก็ทูลลาพระมหาเทวี กลับไปหาตะละแม่ท้าวแล้วทูลความว่า บัดนี้พระมหาเทวีจะใช้ข้าพเจ้าถือหนังสือไปเชิญเสด็จพระยาน้อย พระแม่เจ้าจะฝากของสิ่งใดไปบ้าง

ฝ่ายตะละแม่ท้าวได้ทราบข่าวอยู่แต่ก่อนนั้นว่า พระยาน้อยได้เม้ยมะนิกรูปงามมาไว้ ก็มีความหึงษ์หวงอยู่ ครั้นได้ฟังมุอายลาวทูลมาดังนั้น จึงตอบว่าแม่จะไปก็ดีแล้ว ข้าจะฝากของสองสิ่ง คือหม้อน้ำมันกับลูกชั่งตราชูให้ไปด้วย ตะละแม่ท้าวก็จัดแจงหม้อน้ำมันกับลูกชั่งตราชูให้มุอายลาว ซึ่งตะละแม่ท้าวฝากสิ่งของทั้งสองนี้ คือแกล้งกระทำกระทบให้สมกับความแค้น ใช่ว่าสิ่งของที่ดีจะไม่มีนั้นหามิได้ แล้วจึงสั่งนางมุอายลาวว่า แม่ได้โปรดช่วยทูลฝ่าพระบาทให้ทราบด้วยว่า ข้าพเจ้าทาสีเก่าเปนคนจน มีความกตัญญูระลึกถึงพระเดชพระคุณอยู่ทุกเช้าค่ำ จึงจัดเครื่องบรรณาการทั้งสองนี้ ฝากมาถวายตามประสายาก ครั้นจะจัดหาเครื่องราชบรรณาการที่ดีเล่า ก็เปนคนขัดสนไม่มั่งมีเหมือนหม่อมแม่ชาวเมืองตะเกิงเขา จึงมิได้เครื่องราชบรรณาการที่ดีมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย อันสิ่งของสองสิ่งนี้เปนของต่ำ ถึงจะไม่ทรงโปรดใยดีแล้วก็ตามพระทัยเถิด แต่ขอได้ทรงเห็นซึ่งความสวามิภักดิ์ของข้าพเจ้าว่า ทาสีเก่านี้มีความซื่อสัตย์กตัญญูมากมาแต่เดิม ถึงยากจนก็ยังอุส่าห์ฝากของถวายมาได้ทรงโปรดแต่เพียงนี้ มุอายลาวได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มอยู่ มิได้ตอบประการใด ด้วยเข้าใจว่าตะละแม่ท้าวมีความหึงษ์หวงชั้นเชิงเปนคนงอน ครั้นมุอายลาวรับของสองสิ่งแล้ว ก็ลาตะละแม่ท้าวมาทูลแก่พระมหาเทวีว่า ตะละแม่ท้าวฝากสิ่งของทั้งสองนี้ไปให้แก่พระยาน้อย

พระมหาเทวีได้ฟังดังนั้น ก็ทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า ตะละแม่ท้าวทำทั้งนี้เปนการประชดหึงษ์หวงกัน เปนธรรมดาสามีกับภรรยา พระมหาเทวีจึงถามมุอายลาวว่า ซึ่งตะละแม่ท้าวฝากสิ่งของสองสิ่งไปให้แก่พระยาน้อยนั้น เจ้ารู้ในเล่ห์กลความคิดของตะละแม่ท้าวหรือไม่ มุอายลาวก็ล่วงรู้อยู่ แต่ทูลว่ามิได้ทราบ พระมหาเทวีจึงว่า ซึ่งตะละแม่ท้าวฝากน้ำมันไปให้นั้น คือจะให้พระยาน้อยคิดเห็นว่า อันธรรมดาน้ำมันสำหรับจุดตามประทีปให้สว่างรุ่งเรือง พระยาน้อยแลตะละแม่ท้าวนั้น เกิดในขัตติยะตระกูลมียศศักดิ์อันรุ่งเรือง ตะละแม่ท้าวนั้นเปรียบด้วยแสงประทีปอันสว่างสุกใส เม้ยมะนิกนั้นชาติไพร่ตระกูลต่ำ เปรียบเสมือนหนึ่งที่มืด ซึ่งพระยาน้อยเอาเม้ยมะนิกมาชุบเลี้ยงนั้นเปรียบเหมือนอยู่ด้วยกันในที่มืดหามีแสงสว่างไม่ ให้พระยาน้อยคิดถึงที่อันสว่างรุ่งเรืองคือตัวตะละแม่ท้าวผู้เพื่อนยากอย่าได้หลงลืมได้ เห็นแสงประทีปเมื่อใดก็ให้คิดถึงเมื่อนั้น แลซึ่งฝากลูกชั่งตราชูไปนั้น คือจะให้เห็นว่าตะละแม่ท้าวทุกวันนี้ มีความรักใคร่ซื่อสัตย์สุจริตอยู่ต่อพระยาน้อย เปรียบประดุจดังตราชูเปนของเที่ยง ให้พระยาน้อยมีความรักใคร่ซื่อสัตย์ต่อตะละแม่ท้าว ให้เที่ยงตรงเหมือนหนึ่งตราชูบ้าง อย่ามีสองสามให้มากไป เขาทำเปนปริศนาให้กันดังนี้ แต่ปริศนาที่ฝากน้ำมันนั้นมีความเปนไปหลายประการ เราหาล่วงรู้ในความคิดของเขาตลอดไม่ เราตรองเห็นแต่เพียงนี้ แล้วพระมหาเทวีจึงฝากผ้าห่มไปให้พระยาน้อยผืนหนึ่ง จึงมอบหนังสือส่งให้มุอายลาว แล้วสั่งความไปนอกหนังสือนั้นอีกล้วนแต่ความดีทุกประการ หวังมิให้พระยาน้อยเคลือบแคลง

ฝ่ายมุอายลาวรับหนังสือแลผ้าแล้ว ก็ถวายบังคมลาพระมหาเทวีมาขึ้นช้างพังกรินีไปกับบ่าวไพร่ชายหญิงเปนอันมาก ครั้นไปถึงด่านเมืองตะเกิง ชาวด่านก็คุมเอาตัวมุอายลาวกับไพร่เหล่านั้นไว้แล้ว จึงบอกเข้าไปถึงพระยาน้อยว่า บัดนี้ พระแม่นมมุอายลาวถือหนังสือมา ครั้นพระยาน้อยได้แจ้งดังนั้นดีพระทัยนัก จึงตรัสสั่งพ่อมอญให้ไปรับมุอายลาวเข้ามา ครั้นมุอายลาวมาถึงแล้ว พระยาน้อยก็มีความปราโมทย์ เสด็จออกไปต้อนรับแม่นมอัญเชิญให้นั่งที่สมควร แล้วกระทำคำรพถามถึงสุขแลทุกข์กันตามความคุ้นเคยว่า ทุกวันนี้แม่เปนสุขในกายแลจิตต์อยู่หรือประการใด มุอายลาวจึงตอบว่า ตั้งแต่พระองค์เสด็จมาอยู่ณเมืองตะเกิงนี้ ข้าพเจ้าหามีความสุขไม่ ทุกวันนี้พระองค์ยังค่อยทรงพระจเริญสุขอยู่หรือ พระยาน้อยจึงตรัสว่า ข้าพเจ้าทุกวันนี้มีความสุขแต่เมื่อหลับ ถ้าตื่นอยู่แล้วหาความสุขมิได้ เพราะมีทุกข์สักสิบส่วนมีสุขสักส่วนหนึ่ง

มุอายลาวได้ฟังดังนั้นก็สงสาร จึงส่งหนังสือกับผ้าซึ่งพระมหาเทวีฝากมานั้นถวายแก่พระยาน้อย แล้วจึงเอาหม้อน้ำมันกับลูกชั่งตราชู ซึ่งตะละแม่ท้าวฝากมานั้นถวายต่อทีหลัง ซึ่งคำตะละแม่ท้าวสั่งนั้น มุอายลาวมีปัญญาหาทูลไม่ กลัวจะบาดหมางสะเทือนไปถึงเม้ยมะนิก พระยาน้อยทอดพระเนตรเห็นของสองสิ่งแล้ว ก็ทรงพระสรวลอยู่ด้วยเข้าพระทัยว่า ตะละแม่ท้าวฝากของทำปริศนามาดังนี้ เปนการประเพณีหึงษ์หวงด้วยวิสัยเปนคนงอน ก็ทรงพระคำนึงตะละแม่ท้าวด้วยเปนคู่ยาก แต่ไม่อาจออกพระโอษฐ์ได้ เกรงคนทั้งปวงจะหัวเราะดูหมิ่น จึงสั่งให้เอาหม้อน้ำมันกับลูกชั่งตราชูไปให้เม้ยมะนิกดู เม้ยมะนิกเห็นแล้วมิได้ล่วงรู้ในความคิดของตะละแม่ท้าว ก็มิได้ว่าประการใด ครั้นแล้วพระยาน้อยก็ฉีกผนึกหนังสือออกทรงอ่าน ลักษณะความในหนังสือนั้นว่า สมเด็จพระเจ้าป้าพระมหาเทวี แจ้งความมายังพระยาน้อยผู้หลานให้ทราบ ด้วยพระราชบิดาทรงพระโกรธแก่หลานแต่ก่อนนั้น ป้าช่วยพิททูลว่ากล่าวก็เห็นจริงด้วย บัดนี้พระองค์ก็หายพระโกรธดีเปนปรกติไปแล้ว ทุกวันนี้กลับมีพระกรุณาตั้งพระทัยคอยหาหลานว่าเมื่อไรจะมา ทรงตรัสประพาสถามป้าอยู่เนือง ๆ มิได้ขาด ได้ทอดพระเนตรเห็นตะละแม่ท้าวแลพ่อลาวแก่นท้าวขึ้นมาเฝ้าแล้ว ก็ทอดพระเนตรจนน้ำพระเนตรตก อย่าให้หลานเราคิดกลัวเกรงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย อนึ่งข้าของป้ากับข้าของหลานซึ่งได้วิวาทฆ่าฟันกันนั้น ก็เปนเวรานุเวรของเขากระทำมาแต่ก่อน เคยฆ่าฟันล้างผลาญกันจึงเปนดังนี้ ป้าหาโกรธไม่อย่าสงสัยเลย ให้หลานเราเร่งกลับมาเถิด

ครั้นพระยาน้อยแจ้งความในหนังสือนั้นแล้ว ก็เข้าพระทัยว่าเปนความล่อลวงหาจริงมิได้ จึงตรัสแก่มุอายลาวว่า แม่ได้อุปถัมภ์เลี้ยงดูข้ามาจนใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว คุณของแม่อยู่กับข้านั้นมากนักหาที่จะอุปมามิได้ ข้าก็คิดอยู่ว่าชีวิตข้าอยู่กับแม่ บัดนี้แม่จะเอาชีวิตข้าหรือ ๆ จะให้ชีวิตข้ารอดอยู่ต่อไป มุอายลาวได้ฟังพระยาน้อยตรัสดังนั้นก็สงสารน้ำตาไหล ครั้นจะทูลเหตุผลทั้งปวงให้แจ้งก็เห็นผู้เร้ารุมอยู่มาก จึงทำอุบายแลดูซ้ายขวาหวังจะให้พระยาน้อยพาเข้าไปข้างในสองต่อสอง จึงจะแจ้งเนื้อความที่ลึกลับ พระยาน้อยก็ทราบในอัชฌาสัยมุอายลาว จึงแกล้งตรัสว่า ซึ่งข้ามาอยู่ในเมืองตะเกิงนี้จนนัก ทั้งเงินทองผ้าพรรณนุ่งห่มเครื่องกินอยู่ใช้สรอยก็ไม่มี ถ้าแม่มิเชื่อข้า จงเข้าไปดูในเรือนเถิด พระยาน้อยก็พามุอายลาวเข้าไปในตำหนัก ครั้นมุอายลาวเข้าไปในตำหนักสงัดคนแล้ว จึงทูลแก่พระยาน้อยว่า เมื่อพระองค์หนีมานั้น พระมหาเทวีให้หามะเตากุญเข้าไป ซักถามว่าแรกพระองค์จะคิดหนีนั้น มะเตากุญรู้หรือไม่ มะเตากุญอิดเอื้อนอยู่ไม่บอกความตามจริง พระมหาเทวีโกรธจึงให้ตีมะเตากุญ ๆ ได้ความเจ็บปวดทนอาญามิได้ จึงแจ้งความให้การว่า เมื่อพระองค์จะหนีนั้น ให้คนไปชิมลางเอาศุภนิมิตทุกประตูเมือง ได้กิตติศัพท์ดีแล้วพระองค์จึงหนีมา พระมหาเทวีได้แจ้งแล้ว จึงให้เม้ยฉุยเม้ยสะละเม้ยจุสามคนไปชิมลางบ้าง ครั้นไปชิมลางที่ประตูใดก็หาได้นิมิตไม่ ไปได้นิมิตที่ตาปะขาวโยมวัดกับพระสามเณรภาวนา ผู้ไปชิมลางก็กลับเข้ามาทูลแก่พระมหาเทวี ๆ จึงตรัสว่า โยมวัดกับเจ้าสามเณรเหมือนคนพิกลจริต ภาวนาว่าไม่ได้เนื้อความ จะเชื่อฟังเอาว่าเปนนิมิตร้ายดีนั้นมิได้ ซึ่งมีหนังสือมาทั้งนี้แลสั่งความนอกนั้นเปนความลวงหาจริงไม่ ขอพระองค์อย่าได้เชื่อฟัง คือเขาแต่งกลอุบายเปรียบเหมือนขุดบ่อล่อน้ำให้ปลาหลง แลทุกวันนี้เขาคิดอ่านกันให้หาเสนาบดีทั้งปวงมาแล้ว มีหนังสือแอบรับสั่งไปถึงหัวเมืองขึ้นทั้งปวงให้ยกทัพมาบรรจบกัน จะคิดทำการกับพระองค์อยู่

พระยาน้อยได้ฟังมุอายลาวทูลดังนั้นก็แค้นพระทัย จึงบ่ายพระพักตร์มาข้างพระมุเตา อันบรรจุพระบรมธาตุ ถวายนมัสการแล้วก็ประนมหัตถ์เคารพแก่มุอายลาวแม่นมผู้มีพระคุณ แล้วจึงตรัสว่า ซึ่งพระมหาเทวีสมิงมราหูเปนคนพาลหาสัตย์มิได้ทำไม่ดี จะคิดทำร้ายแก่ข้าพเจ้า ขอให้พ่ายแพ้แก่ข้าพเจ้าเถิด ครั้นแล้วมุอายลาวจึงทูลพระยาน้อยอีกว่า พระมหาเทวีกับสมิงมราหูให้มีหนังสือไปถึงสมิงพระตะบะเจ้าเมืองเมาะตะมะ สมิงเลิกพร้าเจ้าเมืองมองมละ ให้ยกมาเมืองพะโคบรรจบกันกับทัพสมิงชีพราย ถ้ากองทัพทั้งสองฝ่ายพร้อมกันแล้ว จะให้สมิงมราหูเปนแม่ทัพใหญ่ยกมาตีพระองค์ ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า กองทัพทั้งสามนี้มาพร้อมกันแล้วจะมีกำลังมากนัก ฝ่ายข้างกำลังพระองค์น้อยก็เห็นจะเสียท่วงที แต่ข้าพเจ้าคิดการผ่อนปรนได้อย่างหนึ่ง เห็นพอจะเอาชัยชนะได้ ขอให้พระองค์แต่งเครื่องบรรณาการมีหนังสือไปอ่อนน้อมต่อพระตะบะแลสมิงเลิกพร้าให้งดกองทัพไว้ แต่กองทัพเมืองพะโคซึ่งจะยกมานั้น สมิงชีพรายก็เข้าด้วยพระองค์อยู่ ถ้าไม่มีกองทัพกระหนาบแล้วเห็นมิพอเปนไรนัก จะได้คิดอ่านทำการแต่สมิงมราหูฝ่ายเดียวคงจะได้ชัยชนะ

พระยาน้อยได้ฟังมุอายลาวแม่นมทูลดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงตรัสสรรเสริญสติปัญญามุอายลาวว่า แม่นี้เปนสตรีก็แต่ตัว แต่ปัญญาความคิดของแม่นั้นเปรียบดังบุรุษ รู้คิดคาดการที่ได้ที่เสีย ซึ่งแม่ช่วยสั่งสอนให้สติข้าทั้งนี้ก็ดีแล้ว ข้าขอบคุณแม่นัก จะกระทำตามคำแม่ว่าทุกประการ แล้วตรัสถามมุอายลาวว่า ซึ่งพระมหาเทวีให้มีหนังสือมาดังนี้ จะควรตอบหนังสือไปดีหรือจะสั่งไปแต่ปากเปล่าเถิด มุอายลาวจึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้มาแล้ว ถึงจะไม่มีหนังสือตอบไปก็ได้ แต่ตรัสสั่งให้ได้ถ้อยคำแล้วก็เหมือนกัน

พระยาน้อยได้ฟังมุอายลาวทูลดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งให้จัดทองคำห้าชั่งไปถวายแก่พระมหาเทวี แล้วจึงสั่งมุอายลาวว่า แม่จงทูลพระมหาเทวีเถิด ว่าข้าพเจ้าจะไปในเดือนเก้านี้ แต่ยังจัดเข้าของซึ่งจะได้ถวายสมเด็จพระราชบิดาและพระเจ้าป้าอยู่ แล้วแม่จงบอกแก่ตะละแม่ท้าวด้วยว่า ข้ามาอยู่ณเมืองตะเกิงนี้เปนผู้ชายขัดสนหามีที่กินไม่ ได้อาศัยแต่แม่ค้าจึงค่อยคลายรำคาญ อนึ่งซึ่งพระยาน้องฝากของสองสิ่งมาให้นั้น ก็ขอบคุณเปนที่สุดแล้ว มุอายรับคำยิ้มแล้วจึงทูลว่า ข้าพเจ้าจะลาพระองค์ไปก่อนแล้ว พระองค์อยู่ภายหลังเร่งคิดการให้จงหนัก พระยาน้อยรับคำแล้วก็เสด็จตามลงมาส่งแม่นมจนลงจากพระตำหนักด้วยความเคารพ มุอายลาวก็ลาพระยาน้อยขึ้นช้างพังกรินีมากับด้วยบ่าวไพร่ชายหญิงเปนอันมาก ครั้นไปถึงเมืองพะโคแล้วก็เข้าไปเฝ้าพระมหาเทวี เอาทองห้าชั่งนั้นถวายแล้วทูลว่า พระยาน้อยถวายมายังฝ่าพระบาทพระแม่อยู่หัวเจ้า พระมหาเทวีจึงตรัสถามว่า พระยาน้อยจะมาหรือไม่มาเล่า มุอายลาวก็ทูลพรางตามคำพระยาน้อยว่า พระยาน้อยกราบถวายบังคมมายังฝ่าพระบาทพระแม่เจ้าให้ทราบว่า ยังขอผลัดจัดเข้าของอยู่ก่อน แต่ในเดือนเก้านี้ณวันใดหากำหนดไม่จะมาเปนมั่นคง พระมหาเทวีจึงถามว่า เมื่อพระยาน้อยได้เมืองตะเกิงฆ่าขุนนางยี่สิบคนเสียนั้น เก็บเอาเงินทองผ้าพรรณนุ่งห่มในคลังของเรา มาแจกให้ทหารด้วยหรือๆ ยังดีอยู่พร้อม มุอายลาวจึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้แจ้งอยู่ว่า วิวาทฆ่ากันตายแต่ยี่สิบคน จะได้เก็บริบเอาเงินทองสิ่งของในคลังนั้นหามิได้

พระมหาเทวีได้ฟังดังนั้นไม่เชื่อคิดแคลงอยู่ ส่วนนางมุอายลาวก็ถวายบังคมลาพระมหาเทวีมาหาตะละแม่ท้าว ทูลแจ้งเนื้อความแต่ที่ดีว่า พระสามีสั่งมาว่า ให้ตะละแม่ท้าวค่อยอยู่จงดี อย่าด่าตีพ่อลาวแก่นท้าว ไม่ช้าก็จะได้กลับมาเห็นหน้ากัน ซึ่งมาอยู่ณเมืองตะเกิงนี้ก็เปนสุขอยู่ หาประชวรพระโรคสิ่งใดไม่ อย่าให้ตะละแม่ท้าวเปนทุกข์ถึงเลย แต่ถ้อยคำซึ่งพระยาน้อยสั่งมาเปนคำเปรียบปรายเชิงสังวาสนั้น มุอายลาวมิได้ทูลให้ทราบ กลัวตะละแม่ท้าวจะมีความหึงษ์หวงกำเริบหนักขึ้น

ฝ่ายพระยาน้อยครั้นมุอายลาวกลับไปเมืองพะโคแล้ว จึงให้หาพ่อมอญแลมังกันจีมา สั่งให้มังกันจีแต่งหนังสืออ่อนน้อมแลให้พ่อมอญจัดเครื่องบรรณาการซึ่งจะส่งไปให้พระตะบะแลสมิงเลิกพร้า ครั้นมังกันจีทำหนังสือเสร็จแล้ว พระยาน้อยก็มอบให้คนสนิทถือหนังสือไปกับเครื่องบรรณาการ เมื่อผู้ถือหนังสือไปนั้น มิได้พบสมิงเลิกพร้า ๆ ยกกองทัพขึ้นไปเมืองพะโคก่อนนั้นหลายวันแล้ว คนผู้ถือหนังสือจึงเอาหนังสือกับเครื่องบรรณาการนั้นเข้าไปคำนับส่งให้สมิงพระตะบะ ๆ ก็รับหนังสือแลเครื่องบรรณาการไว้ จึงสั่งให้เลี้ยงดูแลให้เงินทองเสื้อผ้าเปนรางวัลแก่ผู้ถือหนังสือโดยสมควร แล้วสมิงพระตะบะก็ฉีกผนึกหนังสือออกอ่าน ลักษณะความในหนังสือนั้นว่า มังสุระมณีจักร์คือพระยาน้อยราชบุตรพระเจ้าช้างเผือก ขออวยพรมาถึงสมิงพระตะบะแลสมิงเลิกพร้าน้าเราทั้งสองให้แจ้ง ด้วยสมเด็จพระราชบิดาทรงพระประชวรหนักอยู่แล้ว บัดนี้สมเด็จพระเจ้าป้ากับสมิงมราหูเปนชู้กัน หมายจะเอาราชสมบัติให้แก่สมิงมราหู คิดกันกระทำการหวังจะฆ่าข้าเสียเปนหลายครั้งมาแล้ว แลข้ารู้ตัวกลัวพระเจ้าป้า จะอยู่ในเมืองพะโคนั้นมิได้ จึงหนีมาอยู่ณเมืองตะเกิงหวังจะรักษาชีวิต แลบัดนี้พระเจ้าป้าคิดกันแต่งหนังสือแอบรับสั่งสมเด็จพระราชบิดามาถึงน้าท่านทั้งสองว่า ข้าเปนขบถต่อพระราชบิดา จะให้ยกกองทัพมาจับตัวข้านั้น แลความข้อนี้เปนความสัตย์จริง ข้าจะได้เปนขบถต่อสมเด็จพระราชบิดาหามิได้ เปนเหตุด้วยพระเจ้าป้ากับสมิงมราหูคิดจะทำร้ายข้า ๆ จึงหนีมา ขอน้าท่านทั้งสองอย่าได้เชื่อฟังคำในหนังสือเลยเปนอันขาด อันสมิงมราหูกับพระมหาเทวีนั้นเปนคนหามีสัตย์ไม่ บัดนี้ข้าคิดจะทำการตอบแทนสมิงมราหูอยู่ ซึ่งน้าท่านทั้งสองจะยกกองทัพมานั้น ขอจงได้กรุณาให้งดไว้ก่อน ไมตรีน้าท่านทั้งสองก็จะมีแก่ข้าสืบไป

ครั้นสมิงพระตะบะได้แจ้งความในหนังสือนั้นแล้ว ยังมีความสงสัยอยู่ จึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า มีหนังสือรับสั่งพระเจ้าช้างเผือกมาว่า พระยาน้อยหนีไปให้เรายกทัพไปช่วยจับ บัดนี้พระยาน้อยมีหนังสือมาว่าดังนี้ ข้อความทั้งสองนี้จะจริงข้างไหน ผู้ใดยังรู้เห็นบ้างว่า พระมหาเทวีเปนชู้กันกับสมิงมราหูจริงฉนี้หรือ ขุนนางแลทหารทั้งปวงจึงแจ้งว่า เนื้อความข้อนี้เขาลืออยู่ทั้งเมืองพะโคว่า สมิงมราหูเปนชู้กันกับพระมหาเทวี จนชาวบ้านเมืองสอนให้เด็กขับทะแย เยาะเล่นเปนเพลงภาษารามัญว่า มินเทิงฉุตระกองเทิง เตินกะมายพรายพยุสมิงอิจิมะตะรุณะพราย เตาะพะบายตะลาเทิงเชิง แปลเปนคำไทยว่าสตรีแก่ได้สามีหนุ่ม ถันยุคลยานลงมาถึงรั้งผ้าแล้วยังไม่คิดเจียมกาย

สมิงพระตะบะได้ฟังดังนั้นจึงว่า แต่แรกเราไม่รู้เนื้อความฉนี้ คิดว่าเปนรับสั่งพระเจ้าช้างเผือกจริง เราจึงจะยกกองทัพไป บัดนี้พระมหาเทวีเปนชู้กันกับเด็ก กระทำการทุจริตคิดเปนกลอุบายแล้ว เราจะยกไปใยให้ป่วยการไพร่พลแลเสบียงอาหาร สมิงพระตะบะจึงสั่งแก่ผู้ถือหนังสือว่า ให้เร่งกลับไปทูลแก่พระราชบุตรพระเจ้าช้างเผือกเถิด ว่าแต่ก่อนเราไม่รู้ บัดนี้ได้รู้แล้วก็ไม่ยกไป อย่าให้พระองค์ทรงพระวิตกถึงกองทัพเราเลย ซึ่งเราจะเห็นกาดีกว่าหงษ์นั้นหามิได้ ให้พระองค์เร่งคิดทำการเอาชัยชนะเถิด ผู้ถือหนังสือก็คำนับลาสมิงพระตะบะกลับมาทูลแก่พระยาน้อย ๆ ได้แจ้งแล้วก็ดีพระทัยนัก

ขณะนั้นพระมหาเทวี จึงให้หาสมิงชีพรายแลเสนาบดีทั้งปวงเข้ามาพร้อมแล้ว จึงตรัสว่ามุอายลาวลงไปหาพระยาน้อยกลับขึ้นมาบอกว่า ในเดือนเก้าณวันหากำหนดมิได้พระยาน้อยจะมา เดือนเก้าก็ล่วงไปเห็นไม่มาพ้นกำหนดสัญญาแล้ว บัดนี้มีรับสั่งพระเจ้าช้างเผือกตรัสว่าจะละไว้มิได้ จึงสั่งให้สมิงมราหูเปนแม่ทัพยกไปจับพระยาน้อยให้เร่งจัดแจงกองทัพไว้ให้พร้อม ถ้ากองทัพเมืองเมาะตะมะ เมืองมองมะละ เมืองตองอู มาถึงแล้วให้ยกลงไป สมิงชีพรายแลเสนาบดีทั้งปวงก็เกณฑ์กองทัพเตรียมไว้ตามพระมหาเทวีสั่ง พระมหาเทวีแลสมิงมราหูจึงให้ไปตั้งพิธีดัษกร ตั้งน้ำวงด้ายฟันไม้ข่มนามณวัดสามบุญ ข้างทิศตวันออกเมืองพะโค

ฝ่ายอาจารย์ของสมิงมราหู จึงมาว่าแก่สมิงมราหูว่า ที่วัดสามบุญนี้ก็เปนที่ชัยภูมิดีอยู่จริง แต่ว่าจะข่มนามได้ก็แต่พระยาน้อย หาข่มนามมังกันจีด้วยไม่ ขอให้รื้อไปทำที่สวนกล้วยเปนที่ชัยภูมิดีกว่านี้ ข่มได้ทั้งนามมังกันจีแลนามพระยาน้อยด้วย สมิงมราหูก็สั่งให้รื้อโรงพิธี ไปตั้งณสวนกล้วยตามคำอาจารย์

ครั้นอยู่มาพระยาน้อยจึงตรัสใช้มังเทวะกับผู้มีชื่อสี่คน ให้ขึ้นไปสอดแนมดูให้รู้ว่า กองทัพเมืองพะโคจะยกลงมาเมื่อใด มังเทวะกับผู้มีชื่อสี่คนกราบถวายบังคมลาพระยาน้อยแล้วก็พากันขึ้นไปณเมืองพะโค พอเวลาเย็นถึงวัดสามบุญ จึงเข้าไปอาศัยนอนในอารามเห็นรอยคนตัดไม้เกลื่อนอยู่ มังเทวะจึงเข้าไปถามสมภารเจ้าอธิการว่า ที่นี่ใครมาทำอะไรจึงเห็นเศษไม้เกลื่อนอยู่ สมภารจึงบอกว่า ประสกไม่รู้หรือ บัดนี้พระราชบุตรเขยพระเจ้าช้างเผือกมาทำพิธีดัษกรฟันไม้ข่มนาม จะยกกองทัพไปจับพระยาน้อยณเมืองตะเกิง ปลูกโรงยังมิทันแล้วเขาว่ากันว่า ที่นี่ไม่เปนที่ชัยภูมิ ข่มได้แต่นามพระยาน้อย ไม่ข่มนามมังกันจีได้ด้วย เขาจึงเลิกไปทำการในสวนกล้วย หวังจะให้ข่มนามมังกันจีด้วย มังเทวะจึงถามสมภารว่า ซึ่งสมิงมราหูไปตั้งพิธีดัษกรในสวนกล้วยนั้น เห็นจะมีชัยชนะแก่พระยาน้อยหรือ สมภารจึงว่าอันธรรมดาต้นกล้วยนั้นอายุมันก็ยืนอยู่แต่ปีเดียว ครั้นออกเครือแล้วเขาก็ฟันต้นเสีย แลซึ่งสมิงมราหูจะให้ข่มนามมังกันจีนั้นก็จริง แต่ว่าข่มนามสมิงมราหูด้วย อุปมาเหมือนสมิงมราหูหยิบไฟก็ร้อนมือของตัวเอง ที่ไหนจะมีชัย เห็นจะแพ้แก่พระยาน้อยเปนมั่นคง ประสกอย่าสงสัยเลยคอยดูไปเถิด มังเทวะได้ฟังสมภารว่าดังนั้นมีความยินดีนัก ก็อำลาพระสมภาร มังเทวะกับผู้มีชื่อสี่คนมาจากวัดสามบุญแล้ว จึงมาพบหญิงคนหนึ่งชื่อเม้ยตุละ ขับทำเพลงภาษารามัญว่า นิมะยามะจอกกอกกะเนาะกระเจิง ครุยวิดวะเริศเสมิดปะเตาะเกวะสมิงเทิง สินรศเสิงอาดษรระสะเภาปราบตรวงตุญตอดเตาะ สะเภาะบาวกรวงตะญะปาตะ แปลเปนภาษาไทยว่า แมลงกลิ้งคูธจะใคร่เปนแมลงภู่ทองนั้น ดังหนึ่งบุคคลยกภูเขาอันหนักก็มิอาจที่จะยกได้ ธรรมเนียมกล้วยออกเครือแก่แล้วเขาตัดคอ ธรรมเนียมอ้อยเปนหน่อแก่แล้วเขาฟันต้นเสีย แลคนห้าคนได้ยินเพลงขับดังนั้นแล้ว ก็จำจดหมายเอาถ้อยคำนั้นมา แล้วเที่ยวสืบข่าวราชการได้ที่อื่นอีกบ้าง ครั้นมาถึงเมืองตะเกิงจึงกราบทูลพระยาน้อยตามเนื้อความ ซึ่งเจ้าอธิการวัดสามบุญบอกเหตุการณ์แลกล่าวคำทำนาย กับคำซึ่งแม่หญิงขับนั้นเสร็จสิ้นทุกประการ

พระยาน้อยได้ทรงฟังดังนั้นแล้ว จึงตรัสถามมังกันจีว่า ซึ่งสมภารทำนายเรานั้น ยังจะจริงเหมือนดังว่าหรือ แลซึ่งสตรีร้องเพลงขับดังนั้น จะเปนนิมิตร้ายดีประการใด มังกันจีจึงกราบทูลว่า ซึ่งถ้อยคำสมภารวัดสามบุญบอกเหตุการณ์ แลทำนายนั้นถูกจริงทุกประการ แลคำซึ่งสตรีขับเปนเพลงว่า อันแมลงกลิ้งคูธจะใคร่จะเปนแมลงภู่ทองนั้น อุปมาดุจหนึ่งสมิงมราหูอันปราถนาจะใคร่เปนกษัตริย์มีชาติอันสูงสุดนั้น ก็จะไม่สมดังปรารถนา เปรียบประดุจแมลงกลิ้งคูธมีชาติอันลามกนั้น หรือจะมากลายเปนแมลงภู่ทองได้ อันแมลงภู่ทองนั้นอุปมาดังพระองค์ซึ่งจะได้ดำรงราชสมบัติ โดยภูมิประยูรสุริวงศ์สืบกันมาเปนแท้ ซึ่งว่าเปรียบด้วยบุคคลยกภูเขาอันหนักนั้น คือพระองค์เปรียบเหมือนหนึ่งภูเขาอันหนักสูงใหญ่ เพราะจะได้เปนใหญ่ในรามัญประเทศ สมิงมราหูนั้นมิอาจจะยกแย่งยื้อทำลายพระองค์ได้ ซึ่งว่ากล้วยออกเครือแก่แล้วเขาตัดคอ อ้อยเปนหน่อแก่แล้วเขาฟันต้น อันธรรมดานั้นต้นกล้วยหาแก่นสารมิได้ ประดุจหนึ่งสมิงมราหู ต้นอ้อยนั้นดุจหนึ่งพระมหาเทวี พระองค์เปรียบประดุจดังเจ้าของ ครั้นแก่แล้วก็ฟันเครือแลลำกินเสีย ถ้าว่าโดยศัพทนิมิต ก็ล้วนแต่เปนนิมิตดีทั้งนั้น เห็นว่าพระองค์จะได้เมืองพะโคเปนแท้ ดุจหนึ่งข้าพเจ้าทำนายดังนี้ พระยาน้อยได้ทรงฟังดังนี้ดีพระทัยนัก จึงพระราชทานขันทองคำใบหนึ่งผ้าลายขบวนผืนหนึ่ง ให้แก่มังกันจีเปนบำเหน็จปาก แลคนห้าคนนั้น ให้พระราชทานเสื้อครุยพุดทองคำคนละสำรับ แล้วพระยาน้อยจึงตรัสปรึกษาด้วยมังกันจี แลพ่อมอญ นายทัพนายกองทั้งปวงว่า ครั้งนี้ได้เนื้อความมั่นคงว่า สมิงมราหูเปนแม่ทัพเกือบจะยกมาอยู่แล้ว เราจะประชุมพลให้พร้อมไว้

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ