๑๓

เมื่อพระเจ้ามณเฑียรทองยกลงมาตีมอญ แล้วกลับแตกขึ้นไปครั้งนั้นไม่สบายพระทัยเลย หมายจะยกลงมาตีกรุงหงษาวดีแก้แค้นอีกให้จงได้ ทรงพระดำริห์ว่ากองทัพเรายกลงไปทำศึกกับมอญสองครั้งแล้วก็ไม่สมคะเน เสียทแกล้วทหารเครื่องสาตราวุธเปนอันมาก ซึ่งแตกพ่ายขึ้นมาครั้งนี้ เพราะเหตุว่าศึกเรารุกรีบนัก ประการหนึ่งหัวเมืองรายทางแว่นแคว้นกรุงหงษาวดีเล่า ก็ยังบริบูรณ์มั่งคั่งดีอยู่ ครั้นรู้ว่าเรายกลงไปเห็นจะรับมิได้ ก็อพยพครอบครัวกวาดเสบียงอาหารเสียสิ้น ฝ่ายกองทัพเราจึงขัดสนไม่มีที่อาศัย ต้องมาเอาเสบียงถึงเมืองอังวะก็มิทัน ครั้นจะทำสงครามขับเคี่ยวไปก็มิได้ จึงต้องล่าทัพถอยมา ใช่จะเสียทีโดยฝีมือทแกล้วทหารทีเดียวก็หามิได้ ครั้งนี้จำจะงดศึกใหญ่ไว้ก่อน จะแต่งกองทัพให้จู่ลงไปตีบ้านเมืองรายทางให้ผู้คนระส่ำระสายไว้ อย่าให้ตั้งทำมาหากินได้ให้ถอยกำลังลงแล้ว จึงเตรียมเสบียงอาหารให้พร้อม ยกทัพใหญ่ลงไปทำแก่เมืองหงษาวดีอีก เห็นจะได้โดยสดวก ครั้นทรงพระดำริห์แล้วก็ตรัสปรึกษาเสนาบดีทั้งปวง ๆ ก็เห็นด้วย

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจึงแต่งให้สังขยาเปนนายทัพ ถือพลสามหมื่นยกลงมา สังขยานายทัพรับสั่งแล้วถวายบังคมลา ยกกองทัพมาถึงปลายแดนเมืองหงษาวดี แล้ว ก็แยกกันออกเที่ยวจับครอบครัวมอญ ให้ทหารตัดฟันต้นหมากต้นมะพร้าวสิ่งของมีผลเสียเปนอันมาก กองทัพพม่าก็ตั้งมั่นอยู่ตำบลงอนโต กิตติศัพท์แจ้งเข้าไปถึงสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ จึงตรัสสั่งให้สมิงนครอินท์ถือพลหมื่นหนึ่ง ยกทัพบกทัพเรือไปตีสังขยา สมิงนครอินท์รับสั่งแล้วก็ถวายบังคมลาออกมาจัดช้างม้ารี้พลทัพบกทัพเรือ สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธพร้อมเสร็จ ครั้นถึงกำหนดจะยกกองทัพ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็เสด็จลงไป ณ เรือขนานหน้าฉนวนตำหนักน้ำ เพื่อจะส่งกองทัพ

ขณะนั้นสมิงนครอินท์ จึงแต่งตัวนุ่งผ้าใส่เสื้อหมวกให้ต้องสีตามตำราพิไชยสงคราม ทาแป้งหอมน้ำมันหอมอันประกอบวิทยาคมเสร็จแล้ว จึงเอาพานธูปเทียนเข้าตอกดอกไม้มากราบถวายบังคมลาสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ทอดพระเนตรเห็นสมิงนครอินท์มาก็มีพระทัยยินดีนัก จึงยกพระบาทวางลงในถาดทอง ให้สมิงนครอินท์วักเอาน้ำชำระพระบาทใส่ศีร์ษะ แล้วก็ตรัสอวยพรศิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล ให้มีชัยชนะแก่ข้าศึก พระองค์จึงหยิบพระศรีในพานทองเครื่องเสวยคำหนึ่ง ส่งให้นางอุตะละซึ่งเปนห้ามชอบพระทัย เอาไปพระราชทานให้ต่อมือสมิงนครอินท์ ๆ ก็ยังไม่รับ ยกมือขึ้นถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช แล้วจะเอาพานทองรับ นางอุตะละนั้นก็ขวยเขินประหม่าใจ ยังมิอาจจะวางพระศรีลงในพานได้ ด้วยมีรับสั่งให้ส่งให้กับมือสมิงนครอินท์ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชทอดพระเนตรเห็นก็แย้มพระสรวล จึงโปรดพระราชทานอภัย ตรัสว่า ให้สมิงนครอินท์รับต่อมือนางเถิด สมิงนครอินท์เกรงพระราชอาชญาขัดพระราชโองการมิได้ ก็รับพระราชทานพระศรีต่อมือนางอุตะละ แล้วจึงคิดว่าแต่ก่อนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสใช้ให้ไปทำการสงครามครั้งใด จะได้ให้นางห้ามอันเปนที่ชอบพระอัชฌาศัย เอาหมากมาพระราชทานให้ถึงมือเหมือนครั้งนี้หามิได้ บัดนี้พระองค์ตรัสใช้นางอุตะละ เอาพระศรีในพานทองเครื่องเสวยมาพระราชทานให้ถึงมือดังนี้ แกล้งจะยุให้เราตายเสียหรือ หรือพระองค์จะทรงพระดำริห์ประการใด คิดดูน่าสงสัยนัก อย่าเลยเราจะลองดูให้รู้ตระหนักแน่ว่า พระทัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะรักข้าทหารมากหรือ ๆ จะรักสตรีมาก คิดแล้วก็กราบถวายบังคมลามาลงเรือ ครั้นถึงจึงบอกแก่ทหารบ่าวไพร่ทั้งปวงว่า ถ้าถึงฤกษ์ได้ยินเสียงฆ้องกลองสัญญาอย่าให้ออกเรือขนาน สมิงนครอินท์สั่งแล้วก็เอาผ้าคลุมศีร์ษะทำนอนป่วยอยู่ในเรือ

ครั้นถึงกำหนดฤกษ์ได้ศุภนิมิตแล้ว ราชามะนูจึงให้ลั่นฆ้องโบกธงสัญญาตามอย่างธรรมเนียม ฝ่ายนายทัพนายกองบกเรือทั้งปวงก็ยกไปตามฤกษ์ แต่เรือฉลากบางสมิงนครอินท์มิได้ออกจากที่

ขณะนั้นสมิงพ่อเพชร์ไปตรวจกองทัพ เห็นเรือทั้งปวงออกหมดแล้ว แต่เรือสมิงนครอินท์ยังจอดนิ่งอยู่ จึงร้องว่าได้ศุภนิมิตดีแล้ว เหตุใดสมิงนครอินท์ยังมิยกไปเล่า ทหารที่เรือบอกว่าสมิงนครอินท์เปนปัจจุบันโรคป่วยอยู่ สมิงพ่อเพ็ชร์ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจสำคัญว่าป่วยจริง จึงถอยเรือขนานไปเทียบเรือขนานสมิงนครอินท์เข้าแล้วถามว่า หลานเราป่วยเปนโรคอันใดจึงมิได้ยกไปตามฤกษ์

สมิงนครอินทํได้ฟังสมิงพ่อเพชร์ถามลุกขึ้นคำนับบอกว่า ซึ่งข้าพเจ้าป่วยมิได้ยกไปทั้งนี้ เพราะรบศึกในใจยังไม่ชนะก่อน จะยกไปรบศึกภายนอกเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ สมิงพ่อเพ็ชร์ได้ฟังดังนั้นจึงว่า หลานเราแต่ทำสงครามมาเปนหลายครั้ง ไม่เคยเจรจาประหลาดดังนี้เลย เหตุผลเปนประการใด จงแจ้งความให้เรารู้ด้วย สมิงนครอินท์จึงบอกว่า เมื่อเวลาเช้าข้าพเจ้าไปถวายบังคมลาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๆ หยิบหมากในพานพระศรีให้นางอุตะละเอามาพระราชทานถึงมือข้าพเจ้า ๆ ก็เกรงพระราชอาญามิอาจจะรับด้วยมือ แลพระองค์ทรงโปรดให้นางห้ามส่งหมากให้ถึงมือข้าพเจ้า ๆ ได้เห็นนางอุตะละพระสนมรูปงาม ก็มีจิตปฎิพัทธ์รักใคร่ในนางอุตะละยิ่งนัก เพราะเหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจึงว่าศึกในใจยังรบไม่แตก

สมิงพ่อเพชรัได้ฟังก็ตกใจ จึงว่าเปนไฉนหลานเรามาเจรจาดังนี้ ตัวเจ้าก็เปนทหารมีฝีมืออันเลิศ ควรที่จะได้บำรุงแผ่นดินสืบไปและเปนบรรทัดแก่ข้าทหารอันจะมีภายหน้า เมื่อคิดทำการทุจริตอย่างนี้ ถึงตัวตายก็สาบสูญแต่กาย อันชื่อกับความชั่วมิได้สูญหายจะปรากฎไปชั่วกัลปาวสาน และหลานเราผู้จะเปนบรรทัดทหารสืบไป มารักผิดเสียชอบมิได้ประพฤติตามราชวัตรสิบประการ สำหรับเสวกามาตย์ที่จะให้เจริญยศศักดิ์นั้นหาชอบไม่ สมิงนครอินท์ตอบว่า ซึ่งน้าท่านว่าข้าพเจ้ามิได้ประพฤติตามราชวัตร กระทำผิดจากเสวกะธรรมเปนประการใด เชิญน้าท่านจงกล่าวแจ้งข้าพเจ้าจะขอฟังจำไว้

สมิงพ่อเพ็ชร์จึงว่า ราชวัตรสิบประการนั้น ท่านผู้เปนโบราณบัณฑิตกล่าวไว้เปนมงคลธรรมดียิ่ง ควรที่เสวกามาตย์จะปฏิบัติตาม นะหิราชะกุลัง คือประพฤติวิชาคุณให้ปรากฎหนึ่ง อะติสุโร คือแกล้วกล้าในสงครามอาสาเจ้าอย่าได้คิดแก่ชีวิตหนึ่ง อัปปะมัตโต คืออย่าได้ประมาทในราชกิจอันพระเจ้าอยู่หัวดำรัสใช้หนึ่ง สีลัญจะ คือให้ประกอบไปด้วยศีลสัตย์ซื่อต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหนึ่ง สุกขัตตะมัคโค คืออย่าได้แต่งกายเดินโอ่เล่นในท้องฉนวนหนึ่ง อะนุทธะโต คืออย่าให้มีจิตฟุ้งสร้าน คิดประดิษฐประดับกายให้งามเกินหน้าเพื่อนราชการ เมื่อ เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพึงสำรวมอินทรีย์ทั้งห้าหนึ่ง นาสะปิถัง คืออย่าทนงว่าเจ้ารัก และขึ้นนั่งร่วมอาสน์หนึ่ง นาติทูเร คือเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่าใกล้อย่าไกลนัก แต่พอได้ยินข้อรับสั่งหนึ่ง ณะหาปเส คือให้มีจิตต์สนิทเสน่หาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแม้นจะบิดน้ำพระภูษาชุบสรง และน้ำชำระพระบาทลงเหนือเศียรเกล้าก็มิได้มีใจรังเกียจ แม้นจักทรงพระพิโรธสักเท่าใด ๆ ก็มิโกรธตอบหนึ่ง นาสะภะริยาหิกิเล คืออย่าให้มีจิตต์ใฝ่ฝันประสงค์เจรจาเลียบเลียมเหลาะแหละ ปรารถนาเพื่อจะคุ้นเคยด้วยพระสนมอันเปนบาทบริจาริกาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหนึ่ง แลราชวัตรสำหรับเสวกามาตย์แห่งราซมุลิกากรอันจะให้มีเจริญสิบประการฉะนี้ ควรที่หลานเราพึงปฏิบัติตามจึงจะได้ความสิริสวัสดิ์ ประการหนึ่ง หลานเราผู้เปนข้าทหารทำสงคราม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอัน ประเสริฐนั้น จงเอากตัญญูทำเปนรากเค้ามูลกุศลธรรมทั้งปวงเปนที่พึ่ง จึงจะมีชัย ชะนะโดยง่าย นี่หลานเราคิดการกระลีจิตต์ให้ต้องปราชัยสี่ประการฉะนี้ ท่านไปทำการสงครามจะมีชัยชนะหรือ

สมิงนครอินท์ได้ฟังดังนั้นก็ถามว่า ซึ่งน้าท่านเปนผู้เฒ่าทหารมากล่าวว่า หลานต้องปราชัยสี่ประการ โดยลักษณะเนื้อความนั้นฉันใด สมิงพ่อเพ็ชร์จึงเลยว่า อันสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานี้เปนบุพการีมีพระคุณแก่ท่าน พระราชทานชุบเลี้ยงให้บริบูรณ์ด้วยยศศักดิ์สมบัติเปนอันมาก ดุจบุรุษอันเดินนำหน้าไปก่อน แลตัวท่านมิได้กตัญญูรู้คุณกตเวที ทดแทนพระคุณท่านฉะนี้ชื่อว่าหากตัญญูมิได้ ก็ต้องกันด้วยบทปราชัยเปนประถม อนึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราก็ทรงพระคุณ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคได้เลี้ยงซีวิต ดุจมือหยิบอาหารเข้าในปาก แลท่านมาคิดประทุษฐร้ายต่อเจ้า จะปรารถนานางอุตะละอันเปนบาทบริจาริกาของพระองค์นั้น เปรียบเหมือนท่านเผาตัวท่านเสียเอง ได้ชื่อว่าต้องปราชัยคำรบสอง ประการหนึ่งถ้าได้นางอุตะละมาไว้ร่วมภิรมย์สมคิดแล้ว ได้ชื่อว่าท่านประทุษร้ายต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้มีพระคุณ ก็ต้องปราชัยคำรบสาม ประการหนึ่งถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานนางอุตะละให้แก่หลานเราด้วยความจำพระทัยฉะนี้ ถึงจะเอาทรัพย์สมบัติในสกลชมภูทวีปมายกให้ ก็เห็นนางจะมิได้มีความยินดีแก่ท่าน คงจะคิดแค้นอยู่เปนนิจ อุปมาเหมือนหนึ่งนกกับแร้ว ถ้าประมาทพลาดพลั้งลงเมื่อใด ก็จะถึงแก่ความฉิบหายเมื่อนั้น ได้ชื่อว่าท่านต้องปราชัยครบสี่ประการ ซึ่งหลานเราจะทำสงครามสืบไปภายหน้าจะมีชัยชนะแลหรือ สมิงนครอินท์ยกมือขึ้นคำนับสมิงพ่อเพ็ชร์แล้วจึงว่า ซึ่งน้าท่านให้โอวาทสั่งสอนโดยโบราณจิตต์ดังนี้มีคุณเปนอันมาก ซึ่งชัาพเจ้าต้องบทปราชัยสี่ประการนั้นก็จริงอยู่ แต่จะได้บังเกิดขึ้นในสันดานของข้าพเจ้าก่อนนั้นหามิได้ ทั้งนี้ก็เปนมูลเหตุมาแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ต้องปราชัยสี่ประการเอง เพราะพระองค์ก็ทราบพระทัยอยู่ว่า สตรีย่อมเปนที่ปฏิพัทธ์แก่บุรุษ พระองค์แสร้งตรัสใช้ให้นางอุตะละเอาหมากมาพระราชทานให้ถึงมือข้าพเจ้าฉะนี้ ด้วยเปนวิสัยโลกียจิตต์ จะดับความปฏิพัทธ์นั้นยากนัก เปรียบประดุจดาบอันคมกล้าสามารถจะสู้ข้าคึกได้ทีละร้อยละพันอยู่แล้ว แลกระทำให้เปนสนิมครํ่าคร่าหนาขึ้นเสียคมไป มิอาจจะยุทธนาการเอาชัยชนะได้ ก็เปนปราชัยแก่ผู้ถือดาบนั้นเอง ถ้าเจ้าของอาวุธประกอบด้วยความเพียร เอาดาบนั้นมาชำระขัดสีโทรมน้ำมันให้หมดสนิมคมขึ้นแล้วเมื่อใด ก็สามารถจะต่อข้าศึกเอาชัยชนะได้เมื่อนั้น เหตุผลทั้งนี้เปนเค้ามูลมาแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้าจึงต้องปราชัยดังว่านั้น แลน้าท่านเปนผู้เฒ่าก็เข้าใจอยู่ อันตัวข้าพเจ้าเปรียบประดุจบุคคลหนามยอกก็ต้องเอาหนามอันแหลมมาบ่ง จึงจะเขี่ยได้คัดเอาหนามที่ยอกออกได้ ขอน้าท่านจงดำริห์ดูเถิด สมิงพ่อเพ็ชรจึงตอบว่า เรากล่าวเตือนสติห้ามปรามดังนี้เพราะเมตตาหลานเรา ๆ ก็มิฟังจะให้กราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือ สมิงนครอินท์จึงว่า ซึ่งข้าพเจ้าจะบังคับให้น้าท่านทูลแลมิให้ทูลนั้นก็ว่ามิได้ ตามแต่น้าท่านจะเห็นควร สมิงพ่อเพ็ชรได้ฟังสมิงนครอินท์ว่าดังนั้น ก็กลับมาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช กราบทูลตามถ้อยคำสมิงนครอินท์ว่าทุกประการ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ฟังก็ทรงพระสรวลจึงตรัสว่า แม้นสมิงนครอินท์มีความรักใคร่ในนางอุตะละผู้เปนพระสนมของเรา ๆ มีความยินดีนัก ทุกวันนี้ตัวเราก็เปนกษัตริย์ใช่จะไร้พระสนมเสมอนางอุตะละนี้ก็หามิได้ แม้นจะหาสตรีที่มีลักษณะรูปงามให้ยิ่งกว่านางอุตะละนี้ก็ได้ดังความปรารถนา แต่จะหาข้าทหารมีฝีมือเข้มแข็งดุจสมิงนครอินท์นี้หายากนัก ใจเรารักข้าทหารมากกว่าสตรี จึงตรัสสั่งสมิงพ่อเพ็ชร์ว่า สมิงนครอินท์จะไปทำสงครามเอาชัยชนะศึก ซึ่งมีความปรารถนาจะใคร่ได้นางอุตะละนั้น เราจะให้สำเร็จดังความปรารถนา สมิงพ่อเพ็ชร์จงพานางอุตะละไปให้แก่สมิงนครอินท์เถิด สมิงพ่อเพ็ชร์รับๆสั่งแล้วก็ออกมาให้จัดเรือผูกม่าน จึงเชิญนางอุตะละลงเรือม่าน สมิงพ่อเพ็ชร์ก็รีบมาบอกแก่สมิงนครอินท์ก่อนว่า ซึ่งทุกข์ของหลานเราเกิดมีในใจนั้น บัดนี้เราไปกราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวๆ ก็ทรงโปรดพระราชทานนางอุตะละมาให้แก่หลานเรา ๆ ก็พามาด้วยแล้ว

สมิงนครอินท์ได้ฟังดังนั้นไหวัสมิงพ่อเพ็ชรแล้ว ก็ยกมือขึ้นถวายบังคม สมเด็จพระเจ้าราชาธิราช จึงร้องห้ามเรือม่านไว้แต่ไกลมิให้เข้ามาใกล้ ก็เอาธูปเทียนดอกไม้ไปขอขะมานางอุตะละ แล้วแจ้งความตามที่ตนคิดลองพระทัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกประการ จึงบ่ายหน้าไปต่อพระราชวังกราบถวายบังคมลาแล้ว ก็พูดกับสมิงพ่อเพ็ชร์ว่า ครั้งนี้ศึกภายในชนะแล้ว ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรักข้าทหารยิ่งกว่าสตรี ข้าพเจ้าได้เห็นพระทัยโดยแท้ แลซึ่งน้าท่านช่วยเอาความทั้งนี้ไปกราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น คุณอยู่แก่ข้าพเจ้ายิ่งนัก แต่มาถวายตัวเปนข้าทหารช้านานแล้ว พึ่งรู้จักพระทัยเจ้าวันนี้ น้าช่วยทูลตามคำข้าพเจ้าอีกด้วยเถิด อย่าว่าแต่มิข้าศึกเท่านี้เลย ถึงจะมีมากสักเท่าใดข้าพเจ้าจะรับอาสาสู้รบสนองพระเดชพระคุณจนสิ้นชีวิตมิได้คิดท้อใจ ว่าแล้วสมิงนครอินท์คำนับลาสมิงพ่อเพ็ชร ก็ให้ลั่นฆ้องออกเรือยกไป

ฝ่ายสมิงพ่อเพ็ชร์ ก็กลับพานางอุตะละเข้าไปถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช กราบทูลตามคำสมิงนครอินท์ว่าทุกประการ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังดังนั้นก็ตรัสสรรเสริญว่า สมิงนครอินท์นี้เปนชายชาติทหารมีฝีมือแลน้ำใจสัตย์ซื่อยิ่งนัก

ฝ่ายสมิงนครอินท์ก็ยกกองทัพมา ถึงตำบลใกล้งอนโตที่พม่าตั้งอยู่นั้น จึงให้ประชุมพลพร้อมกันทั้งทัพบกทัพเรือ แล้วปรึกษาแก่นายทัพนายกองทั้งปวงว่า เรายกมาครั้งนี้รี้พลช้างม้าน้อยกว่าข้าศึกสองเท่าสามเท่า ครั้นจะยกเข้าหักประจัญเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ จำจะทำกลอุบายให้ข้าศึกเห็นพลน้อยเปนมาก ใครจะเห็นประการใด นายทัพนายกองทั้งปวงก็เห็นด้วยว่าสุดแต่ท่านจะคิดการ สมิงนครอินท์จึงให้เอากระดึงผูกคอช้างม้าทั้งปวง บรรดาไพร่พลเดินนั้นให้มีหลอดเป่าทุกคน ครั้นเวลากลางคืนประมาณสองยามได้ฤกษ์แล้ว จึงให้โห่ร้องตีฆ้องเป่าหลอดทั้งทัพบกทัพเรือ เข้าโจมตีทัพสังขยาแทงฟันพม่าตายลงประมาณสองพัน

ฝ่ายสังขยานายทัพนายกองทั้งปวง ได้ยินเสียงกระดึงแลหลอดฆ้องกลองเปนอันมาก ก็สำคัญว่าสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชยกทัพหลวงมาตี สังขยาแลนายทัพนายกองทั้งปวงก็แตกกระจายพลัดพรายไป สมิงนครอินท์ให้เก็บได้ช้างม้าเครื่องสาตราวุธเปนอันมาก ทั้งครัวมอญซึ่งพม่าจับไว้นั้นก็ได้คืนสิ้น จึงยกติดตามตีพม่าต่อไป ไม่ทันแล้วก็ยกกลับมายังกรุงหงษาวดี จึงนำช้างม้าเครื่องสาตราวุธเข้าถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช แล้วกราบทูลกิจจานุกิจ ซึ่งมีชัยชนะแก่สังขยาพม่านั้นทุกประการ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้แจ้งก็ดีพระทัย จึงพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่สมิงนครอินท์ แลนายทัพนายกองทแกล้วทหารทั้งปวงเปนอันมาก ฝ่ายสังขยาแลนายทัพนายกองพม่านั้นแตกกลับไปถึงกรุงอังวะแล้ว จึงพากันเข้าเฝ้ากราบทูลพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องทุกประการ พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ทรงฟังดังนั้น สำคัญว่าศึกเหลือกำลังก็มิได้เอาโทษแก่สังขยาแลนายทัพนายกอง จึงตรัสปรึกษาด้วยเสนาบดีทั้งปวงว่า เรายกไปตีเมืองหงษาวดีก็เสียทีมาเปนหลายครั้งแล้วยังมิได้ชัยชนะมอญบ้างเลย จำจะตั้งความเพียรเอาชัยชนะมอญให้ได้ แลบัดนี้เราคิดจะยกลงไปกระทำแก่เมืองหงษาวดีอีกสักครั้งหนึ่ง แต่เมืองพะสิมซึ่งอำมาตย์ทินมณีกรอดอยู่นั้น ก็บริบูรณ์มั่งคั่งด้วยเสบียงอาหารช้างม้ารี้พลก็มาก ตัวอำมาตย์ทินมณีกรอด เล่า ก็มีปัญญาอันลึกซึ้งองอาจในการสงคราม คอยยกมาช่วยกรุงหงษาวดี ครั้งนี้จำจะยกไปตีเมืองพะสิมเสียก่อน ถ้าได้เมืองพะสิมแล้วก็จะกวาดเสบียงอาหารไว้เปนกำลังเรา จะได้ยกลงไปตีเมืองหงษาวดีเห็นจะได้โดยง่าย เสนาบดีทั้งปวงก็เห็นด้วย พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็ให้เกณฑ์กองทัพเมืองขึ้นทั้งสิบเก้าหัวเมืองได้พลยี่สิบห้าแสน ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง พร้อมไปด้วยเครื่องสาตราวุธ ให้เสนาบดีต่างพระทัยอยู่รักษาพระนคร ครั้นได้ฤกษ์ศุภนิมิตดีแล้ว พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็ยกทัพลงมาจะตีเอาเมืองพะสิม ฝ่ายอำมาตย์ทินมณีกรอดซึ่งกินเมืองพะสิมนั้น แต่งคนแปลงปลอมผลัดเปลี่ยนไปฟังกิจราชการณแดนเมืองอังวะอยู่เปนนิจ ครั้นพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องยกกองทัพลงมา คนซึ่งอำมาตย์ทินมณีกรอดแต่งไปฟังกิจราชการนั้นรู้แล้ว ก็เร่งเอาเนื้อความลงมาแจ้งแก่อำมาตย์ทินมณีกรอด ๆ แจ้งดังนั้น ก็ให้ตกแต่งบ้านเมืองไว้เปนสามารถ จึงแต่งหนังสือให้ม้าใช้ถือลงมายังเสนาบดีณกรุงหงษาวดีให้กราบทูลสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ม้าใช้ก็ถือหนังสือเร่งรีบลงมายังกรุงหงษาวดี จึงเอาหนังสือเข้าไปส่งให้เสนาบดี เจ้าพนักงาน ๆ ก็นำหนังสือของอำมาตย์ทินมณีกรอดขึ้นกราบบังคมทูล สมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ จึงตรัสสั่งให้อาลักษณ์อ่าน ในหนังสือนั้นว่า ข้าพเจ้าอำมาตย์ทินมณีกรอดขอกราบถวายบังคมมายังฝ่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทราบ ด้วยข้าพเจ้าแต่งคนแปลกปลอมให้ขึ้นไปฟังกิจราชการณกรุงรัตนบุระอังวะ คนกลับลงมาบอกว่า บัดนี้พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ให้ตระเตรียมช้างม้ารี้พลทแกล้วทหาร ยกกองทัพใหญ่ลงมาจะตีเมืองพะสิม ได้เมืองพะสิมแล้ว จะยกล่วงลงมาตีกรุงหงษาวดีอีก ข้าพเจ้าก็มิได้ประมาท ตกแต่งบ้านเมืองไว้เปนสามารถมั่นคง แต่กองทัพพม่ายกมาครั้งนี้เปนศึกกษัตริย์มีกำลังใหญ่หลวงนัก ข้าพเจ้าหนักใจอยู่ ขอกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทราบ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแจ้งในหนังสือแล้ว จึงให้หาสมิงพ่อเพ็ชร์มาตรัสปรึกษาว่า เราจะให้ผู้อื่นยกขึ้นไปช่วยอำมาตย์ทินมณีกรอด หรือเราจะยกขึ้นไปเองจึงจะชอบ สมิงพ่อเพ็ชรกจึงกราบทูลว่า เมืองพะสิมเปนเมืองเอก ผู้คนครอบครัวก็มาก ศึกพม่ายกมาครั้งนี้เปนศึกกษัตริย์ เห็นเหลือกำลังอำมาตย์ทินมณีกรอด ขอเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยกทัพหลวงขึ้นไป ช่วยอำมาตย์ทินมณีกรอดจึงจะได้ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็เห็นด้วย จึงให้ตระเตรียมช้างม้ารี้พลนายทัพนายกองทแกล้วทหารทั้งปวงพร้อมไว้ ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องยกทัพมาถึงเมืองพะสิม ก็สั่งให้ตั้งมั่นอยูริมแม่นํ้า ไกลเมืองทางประมาณร้อยเส้น จึงส่งให้นายทัพนายกองทแกล้วทหารทั้งปวงเข้าล้อมเมืองพะสิมไว้

ฝ่ายอำมาตย์ทินมณีกรอดซึ่งรักษาอยู่ณเมืองพะสิม ก็แต่งทแกล้วทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคงเปนสามารถ ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงว่า เมืองพะสิมอำมาตย์ทินมณีกรอดรักษามั่นคงอยู่ ครั้นจะหักเอาด้วยกำลังบัดนี้ ถึงได้ก็จะเสียไพร่พลเปนอันมาก จำจะทำอุบายมีหนังสือเข้าไปล่อล่วงให้อำมาตย์ทินมณีกรอดเชื่อในหนังสือ แล้วก็จะออกมาหาเรา เห็นจะได้เมืองพะสิมโดยง่าย เสนาบดีทั้งปวงก็เห็นด้วย

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจึงตรัสสั่งให้แต่งหนังสือ ใช้คนผู้ฉลาดถือเข้าไป ผู้รับสั่งถวายบังคมลาแล้ว ก็ถือหนังสือเข้าไปณเมืองพะสิม จึงแจ้งความแก่ทหารผู้รักษาประตูเมือง ให้ไปแจ้งความแก่อำมาตย์ทินมณีกรอด ๆ ได้แจ้งดังนั้น จึงให้ทหารไปรับผู้ถือหนังสือเข้ามา ผู้ถือหนังสือเข้ามาถึง จึงคำนับส่งหนังสือให้อำมาตย์ทินมณีกรอด ๆ ก็รับมาฉีกผนึกออกอ่านใน หนังสือนั้นว่า สมเด็จพระเจ้ามณเฑียรทองบอกมาถึงอำมาตย์ทินมณีกรอดให้แจ้ง ด้วยเรายกมาล้อมเมืองพะสิมไว้ครั้งนี้ก็อยู่ในเงื้อมมือเราฝ่ายเดียว อนึ่งทหารที่จะขึ้นมาแต่เมืองหงษาวดีนั้นเล่า เราก็แต่งกองทัพลงไปคอยสกัดอยู่ ถึงพระเจ้าราชาธิราชจะยกมาช่วยก็มามิได้ ครั้งนี้อย่าว่าแต่กองทัพมนุษย์เลย ถึงกองทัพเทพยดาจะมาช่วยก็มิพ้นมือเรา แลเมืองพะสิมมีรี้พลทแกล้วทหารสักหยิบมือหนึ่ง หรือจะต่อด้วยพลหมื่นแสนได้ อันพลทหารเรายกมาครั้งนี้มากกว่ามากนัก ถ้าจะถือดินคนละก้อนจะทิ้งเข้าไปถมเมืองพะสิมก็จะเต็ม ถ้าจะหักเอาเมื่อใดก็จะได้เมื่อนั้น แต่เรามีความเมตตาอำมาตย์ทินมณีกรอดยิ่งนัก เห็นว่าเปนคนแก่สูงอายุอยู่ แลจะหลงตายอยู่ในเมืองพะสิมนั้นหา ต้องการไม่ ตัวท่านก็เปนผู้ใหญ่มีปัญญาจงคิดการดู เห็นว่าจะรับกองทัพของเราได้ก็ตามอัชฌาสัย ถ้าเห็นจะสู้มิได้ก็ให้เร่งออกมาหาเราโดยดี ถึงมาตรว่ากรุงรัตนบุระอังวะกับเมืองหงษาวดีเปนคู่เคี่ยวสงครามกันก็จริง แต่เราหาความพยาบาทแก่อำมาตย์ทินมณีกรอดมิได้ จะเลี้ยงไว้ดุจสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชปลูกเลี้ยงท่าน

ครั้นอำมาตย์ทินมณีกรอดแจ้งในหนังสือนั้นแล้ว ก็รู้เท่าถึงว่าเปนความล่อลวง จึงแต่งหนังสือตอบให้คนผู้ถือหนังสือกลับออกไปถวายพระเจ้ามณเฑียรทอง ๆ จึงสั่งให้อ่านออกทรงฟัง ในหนังสือนั้นว่า ข้าพเจ้าอำมาตย์ทินมณีกรอด ขอกราบถวายบังคมมายังฝ่าพระบาท สมเด็จพระเจ้ากรุงรัตนบุระอังวะได้ทราบ ซึ่งพระองค์ทรงพระเมตตาข้าพเจ้าตรัสเข้ามาทั้งนี้ พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ อันข้าพเจ้าเปนข้าทหารทำสงครามมาจนอายุชราถึงเพียงนี้ แม้นกลัวตายอยู่แล้วที่ไหนจะทำสงครามยืดยาวมาได้ อันเกิดมาเปนมนุษย์ในโลกนี้ ใครจะปราศจากความตายนั้นหามิได้ มาทว่าข้าพเจ้าจะถึงแก่ความมรณะในครั้งนี้ ก็จะสู้ตายอยู่ในเมืองพะสิมให้จงได้ ซึ่งพระองค์ตรัสว่าจะปลูกเลี้ยงข้าพเจ้าผู้เปนข้าศึก อันหาความชอบมิได้ ให้เสมอเจ้าของข้าพเจ้าปลูกเลี้ยงนั้น อย่าพักมาลวงขู่ข้าพเจ้าเลย ป่วยการเสียเปล่า ซึ่งว่าเมืองพะสิมอยู่ในเอื้อมพระหัตถ์แล้ว ก็ขอเชิญพระองค์เร่งตีเสียให้ได้ก่อนเถิด จึงค่อยยกลงไปตีกรุงหงษาวดี

ครั้นพระเจ้ามณเฑียรทองได้แจ้งดังนั้น ก็ทรงเห็นว่าอำมาตย์ทินมณีกรอดรู้ในกลอุบายหาเชื่อไม่ จึงตรัสสั่งนายทัพนายกองทั้งปวง ให้เร่งรีบทำการซึ่งจะเอาเมืองพะสิมเปนกวดขัน อำมาตย์ทินมณีกรอดก็ให้รักษามั่นคงอยู่จะหักเอามิได้

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแจ้งว่า กองทัพพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องยกมาถึงเมืองพะสิมเข้าล้อมเมืองไว้ พระองค์ก็เร่งรีบยกกองทัพมา ครั้นถึงเมืองพะสิมจึงสั่งให้สมิงอังวะมังศรี สมิงอุบากอง สมิงพระรามสามทัพนี้ให้เข้าตีกองทัพพม่า ซึ่งล้อมเมืองพะสิมอยู่นั้น ฝ่ายอำมาตย์ทินมณีกรอดรู้ว่ากองทัพสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชเข้าตีทัพพม่า ก็ยกกองทัพตีขนาบแหกหักค่ายพม่าออกมา กองทัพพม่าต้านทานมิได้ก็แตกเลิกไปยังทัพหลวง พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็ให้ยกช้างม้ารี้พลหนุนมาตีทัพสมิงอังวะมังศรี สมิงอุบากอง สมิงพระราม แลทัพอำมาตย์ทินมณีกรอด ได้รบพุ่งต้านทานเปนสามารถ

ฝ่ายกองทัพหลวงสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ยกหนุนเข้ามาใกล้กองทัพ สมิงอังวะมังศรี สมิงอุบากอง สมิงพระราม แลกองทัพอำมาตย์ทินมณีกรอด แลพม่านายทัพคนหนึ่ง ขี่ม้าไล่แหลมเข้ามา สมิงอังวะมังศรีก็ออกรับพม่า ฝ่ายนายทัพพม่าซึ่งขี่ม้านั้นได้ทีแทงด้วยทวนถูกไหล่สมิงอังวะมังศรี ๆ ล้มลงนอนนิ่งอยู่ ทำอาการดุจหนึ่งตาย พม่าคิดว่าตายก็ขับม้าเข้ามา จะตัดเอาศีรษะสมิงอังวะมังศรี ๆ ถือดาบสองมือคอยทีอยู่ ครั้นพม่าเข้ามาใกล้ได้ที สมิงอังวะมังศรีก็ลุกขึ้นเอาดาบฟันเท้าหน้าม้าพม่าขาดออกทั้งสองเท้าม้าก็ซุดลง สมิงอังวะมังศรีเข้าตัดเอาศีร์ษะพม่านายทัพซึ่งขี่ม้านั้นได้ พอสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชทรงช้างพระที่นั่งยืนอยู่ทอดพระเนตรเห็นสมิงอังวะมังศรีเอาศีร์ษะพม่าเข้ามาถวาย

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชดีพระทัยนัก ก็เสด็จออกไปรับทอดพระเนตร เห็นรอยทวนที่ไหล่สมิงอังวะมังศรี โลหิตไหลยังไม่หยุด สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็เสด็จมาคัดโลหิตสมิงอังวะมังศรีด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วตรัสสรรเสริญว่า ขณะเมื่อท่านตัดเอาศีร์ษะข้าศึกนั้นเราเห็นงามดุจดังเทพยดา อันถือซึ่งเทพอาวุธลงมาบั่นเอาศีร์ษะพม่า แล้วพระองค์จึงถอดพระธำมรงค์เพ็ชร์เก้ายอดออกจากนิ้วพระหัตถ์ พระราชทานทำขวัญให้แก่สมิงอังวะมังศรีในทันใดนั้น

ฝ่ายกองทัพพม่าทั้งปวง เห็นมอญตัดเอาศีรษะพม่านายทัพไปได้ก็ย่อท้อใจกลับถอยเข้าค่าย ส่วนกองทัพพระเจ้าราชาธิราชก็ถอยมาตั้งมั่นกันเมืองพะสิมอยู่ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงพระราชทานบำเหน็จรางวัลแม่ทัพนายกองทั้งปวงเปนอันมาก แลทัพพม่ากับมอญได้รบพุ่งกันเปนสามารถหลายครั้ง ไพร่พลทั้งสองฝ่ายล้มตายเปนอันมาก ยังมิได้แพ้ชนะกัน

ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง จึงตรัสปรึกษาด้วยเสนาบดี นายทัพนายกองทั้งปวงว่า แต่เราทำสงครามมากับพระเจ้าราชาธิราชเปนหลายครั้งแล้วยังหาได้ท่วงทีไม่ รี้พลช้างม้าก็ล้มตายเปนอันมาก ครั้งนิ้จะเอาแต่เมืองพะสิมเล่าก็ยังไม่ได้ ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชยกทัพใหญ่มาช่วยทันที บัดนี้ก็จวนวสันตฤดูอยู่แล้ว ถึงมาทว่าจะขืนขับเคี่ยวทําสงครามไป ก็เอาชัยชนะแก่กันมิได้ มีแต่เสียรี้พลทั้งสองฝ่าย ประการหนึ่งสมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนจะเปนเวรติดไป เราคิดจะให้มีหนังสือไปถึงพระเจ้าราชาธิราช ให้บำรุงเปนทางพระราชไมตรีโดยโบราณราชประเพณี ถ้าพระเจ้าราชาธิราชเห็นด้วยจึงกำหนดทำสัตยานุสัตย์ต่อกัน เสนาบดีทั้งปวงจะเห็นประการใด เสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงก็เห็นด้วย

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจึงได้จัดเครื่องราชบรรณาการสี่สิ่ง คือผ้าแดงโมรีสิบพับ ผ้าขาวกาษาสิบพับ สุจนี่ห้าผืน เมี่ยงสิบกระหมวด จึงแต่งพระราชสาส์น จัดขุนนางผู้หนึ่งชื่อมังอะปายะสุกรี ให้เชิญพระราชสาส์นคุมเครื่องราชบรรณาการไป มังอะปายะสุกรีกราบถวายบังคมลา เชิญพระราชสาส์นนำเครื่องราชบรรณาการมากับไพร่สี่คน ครั้นถึงค่ายหลวงสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช จึงบอกแก่ทหารผู้รักษาประตูค่ายๆ ก็บอกส่งเข้าไป ให้กราบถวายบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ได้แจ้งแล้วจึงโปรดให้รับขุนนางพม่าเข้ามา

มังอะปายะสุกรีก็เข้ามาถวายบังคมหน้าพระที่นั่ง ทูลถวายพระราชสาส์นกับเครื่องราชบรรณาการสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ จึงตรัสสั่งให้อาลักษณ์มาอ่าน ในพระราชสาส์นนั้นว่า พระเจ้ามณเฑียรทองขอเจริญทางพระราชไมตรี มาถึงสมเด็จพระเชษฐาธิราช ผู้ผ่านพิภพกรุงหงษาวดี มีราชอาณาจักร์แผ่ไปใน รามัญประเทศทั้งปวง ด้วยเราพี่น้องทั้งสอง กระทำยุทธนาการสงครามกันมาหลายครั้ง ช้างม้ารี้พลก็พลอยพินาศฉิบหายล้มตายเปนอันมาก ทั้งนี้ก็เพราะความปรารถนา ต่างคนต่างจะแผ่พระราชอาณาจักร์ให้กว้างขวาง เมื่อพิเคราะห์ดูอย่าว่าแต่มอญจะแผ่อาณาจักร์ไปจนสุดแดนพม่า ๆ จะแผ่ราชอาณาจักร์ไปจนสุดแดนมอญเลย ถึงสมเด็จบรมจักรพรรตราธิราช อันประกอบด้วยสัตตพิธรัตนเจ็ดประการ บริบูรณ์ไปด้วยไอสุริยสมบัติ อันมีราชอาณาจักร์แผ่ไปในทวีปทั้งสี่ มีทวีปน้อยสองพันเปนบริวาร ทรงพระราชกฤษดานุภาพถึงเพียงนั้นก็หาพ้นอำนาจแห่งพระยามัจจุราชไม่ เมื่อเราพี่น้องกระทำสงครามแก่กันรี้พลล้มตายเปนอันมาก เวรานุเวรก็จะติดตามไปในอนาคตเพราะเราทั้งสองบัญชาการ อนึ่งสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรลูกค้าวาณิชทั้งสองพระนคร ก็ได้รับความเดือดร้อนเปนอันมาก ไม่เปนที่บำเพ็ญศีลบำเพ็ญทานเมตตาภาวนา เสียการกุศลธรรม เพราะมิได้ประพฤติตามโบราณราชประเพณี แต่ก่อนกรุงรัตนบุระอังวะกับกรุงหงษาวดีขาดทางพระราชไมตรีกันมา ครั้งนี้น้องคิดจะใคร่ทำสัตยานุสัตย์ต่อสมเด็จพระเชษฐาธิราช บำรุงทางพระราชไมตรีให้วัฒนาการมั่นคงสืบไปดุจกาลก่อน พระเชษฐาอย่าได้มีพระพิโรธรังเกียจในพระทัยเลย ถ้าเราเปนราชสัมพันธมิตรกันแล้วเมื่อใด ไพร่ฟ้าทั้งสองพระนครก็จะถาวรเปนสุขบำเพ็ญศีลทานสืบไป กุศลนั้นก็จะเจือมาในเราทั้งสอง บัดนี้จึงแต่งมังอะปายะสุกรี  นำเครื่องราชบรรณาการเชิญพระราชสาส์นมาเจริญทางพระราชไมตรี ถ้าสมเด็จพระเจ้าพี่จะรับเปนทางพระราชไมตรีหรือมิเปนประการใด ขอให้แจ้งมาในผู้จำทูลพระราชสาส์นด้วย

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้แจ้งในหนังสือนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริห์ว่า พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องแต่ทำสงครามกันมาก็หลายครั้ง จะเอาชัยชนะแก่เรามิได้ บัดนี้ยกมาตีเมืองพะสิมเล่าก็เสียทีอยู่แล้ว ครั้นจะถอยทัพก็เกรงเราจะตามตี จึงจะมาทำสัตย์ด้วยเราทั้งนี้เพราะความจนใจ ครั้นทรงพระดำริห์แล้วก็ดีพระทัยว่า ครั้งนี้สมคะเนแล้วเราจะลวงฆ่าพม่าเสียให้สิ้นเห็นจะได้เมืองอังวะโดยง่าย สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงตรัสด้วยมังอะปายะสุกรีว่า ซึ่งพระเจ้ามณเฑียรทองน้องเราเห็นคุณแลโทษฉะนี้ จะเปนทางพระราชไมตรีต่อกันตามประเพณีนั้น เรามีความยินดีนัก แล้วจึงสั่งให้แต่งพระราชสาส์นจัดเครื่องราชบรรณาการตอบแทนไป มากกว่าของที่มังอะปายะสุกรีนำมาถวายนั้นสองเท่า ครั้นแต่งพระราชสาส์นเสร็จแล้ว ก็ส่งให้มังอะปายะสุกรีนำไปถวายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง มังอะปายะสุกรีก็กราบถวายบังคมลาสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช เชิญพระราชสารกับเครื่องราชบรรณาการ กลับไปกับไพร่สี่คน จึงเชิญพระราชสาส์นกับเครื่องราชบรรณาการตอบแทนเข้าถวายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ๆ จึงตรัสสั่งให้อาลักษณ์พนักงานอ่านถวาย ในพระราชสาส์นนั้นว่าพระเจ้าราชาธิราชขอเจริญพระราชไมตรีมาถึงพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ด้วยเราพี่น้องทำยุทธนาการสงครามต่อกันมาทั้งนี้ เพราะน้องเรายกกองทัพลงมากระทำแก่แว่นแคว้นขอบขัณฑเสมาเมืองหงษาวดี เราจึงยกขึ้นมาตอบแทน หวังจะป้องกันขอบขันฑเสมาไว้มิให้เปนอันตรายได้ แลน้องเราเห็นสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรทั้งสองฝ่าย ได้ความเดือดร้อนจึงจะขอทำสัตย์ต่อกันนั้น เรา ก็มีความยินดีนัก แต่ประเพณีกองทัพทำสงครามเปนต้น ด้วยทแกล้วทหารมีมากจึงจะทำได้ บัดนี้เสนาบดีนายทัพนายกองทแกล้วทหารทั้งปวงได้รบพุ่งฆ่าฟันกันเปนหลายครั้ง เปนที่ผูกพยาบาทกันอยู่ เราคิดจะให้เสนาบดีนายทัพนายกองทแกล้วทหารทำสัตย์สุจริตต่อกัน เราทั้งสองพี่น้องจึงจะกระทำสัตยานุสัตย์ร่วมเศวตฉัตรด้วยกันต่อภายหลัง ถ้าน้องเห็นด้วยแล้ว ถึงวันพฤหัสบดีได้ศุภฤกษ์แล้ว ขอเชิญพระน้องเสด็จมาพร้อมกันณหาดทรายริมแม่นํ้า จึงจะได้ทำสัตย์ต่อกันทั้งสองฝ่ายให้สมัครสโมสรสืบไป พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ทราบในพระราชสาส์นนั้นแล้วก็ดีพระทัย

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ครั้นส่งพระราชสาส์นให้มังอะปายะสุกรี นำไปแล้ว จึงตรัสสั่งเสนาบดีให้ปลูกโรงราชพิธีที่จะกระทำสัตย์ณหาดทราย ริมแม่นํ้า แล้วให้เอาเครื่องสาตราวุธไปฝังซ่อนไว้ในใต้พื้น จึงตรัสสั่งกำชับทแกล้วทหารทั้งปวงว่า ถ้าแลพม่ามาถึงพร้อมกันแล้ว จงเอาอาวุธซึ่งไปฝังซ่อนไว้นั้นขึ้นมาไล่ฟันแทงพม่าเสียให้สิ้น เสนาบดีรับรับสั่งแล้วก็ออกมาจัดการเกณฑ์ทแกล้วทหารทุกหมวดทุกกอง ให้ปลูกโรงราชพิธีแลเครื่องสาตราวุธไว้พร้อมเสร็จทุกประการ ครั้นถึงกำหนดวันนัดแล้วเสนาบดีผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายพม่าแลรามัญ ก็ขี่ช้างม้ากระทำสัตยานุสัตย์เปนคู่ๆกัน สมิงพ่อเพ็ชรกับมังจอแคลงนรธาคู่กัน อำมาตย์ทินมณีกรอดกับมังอะปายะสุกรีคู่กัน สมิงพระตะเบิดกับมังพยุลุนี สมิงพระรามกับปลัดทวนนะระคู่กัน สมิงรอดสงครามกับมังนันทมิตคู่กัน สมิงนครอินท์กับมังมหาราชาคู่กัน สมิงอังวะมังศรีกับมังแครงพลคู่กัน สมิงอุบากองกับตุเรงจอฆองคู่กัน สมิงสามกรายกับมังธนูลักยาคู่กัน สมิงสามปราบกับมังธนูเดชคู่กัน สมิงสามแหลกกับมังตุเรละจาคู่กัน สมิงนันสุริยกับมังลัคอยาเรติงคู่กัน สมิงงอฝางกับมังอุเดือยนันธสูคู่กัน แลนายทัพนายกองฝ่ายพม่าแลมอญเปรียบเปนคู่ๆ กัน จะมากระทำสัตย์กันณโรงซึ่งปลูกไว้นั้นยังมิทันมาถึง มังมหาราชาซึ่งเปนคู่กันกับสมิงนครอินท์นั้น คิดกริ่งใจว่าจะทำสัตย์ด้วยกันครั้งนี้ยังจะจริงหรือมิจริง คิดแล้วก็ขี่ช้างมาใกล้สมิงนครอินท์ จึงร้องถามว่า สหายเอ๋ยซึ่งจะทำสัตย์กันครั้งนี้จะจริงหรือไม่จริง สมิงนครอินท์กจึงร้องตอบว่า อ้ายพม่าหน้าโง่หาความคิดมิได้ อันประเพณีการศึกใครบอกว่ามีสัตย์ต่อกันที่ไหนบ้าง มังมหาราชาได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าเปนกลอุบายหาจริงไม่ จึงร้องบอกนายทัพนายกองพม่าบรรดาที่มาให้รู้ทั่วกัน

ฝ่ายพม่าทั้งปวงได้ยินดังนั้น ก็ร้องบอกกันต่อๆ ไปตามภาษาพม่าเสียงอื้ออึงคนึง แล้วกลับหนีเข้าค่ายสิ้น สมิงพ่อเพ็ชร์แลเสนาบดีผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง ก็กลับมาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช กราบทูลดังถ้อยคำสมิงนครอินท์บอกแก่พม่า ๆ กลับไปสิ้นนั้นทุกประการ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้แจ้งดังนั้นก็ทรงพระโกรธยิ่งนัก จึงให้หาตัวสมิงนครอินท์เข้ามาตรัสว่า ซึ่งกูคิดทำการตัดศึกพม่าครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ถ้าสมคะเนแล้วพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็จะอยู่ในเงื้อมมือกู เปนไฉนอ้ายสมิงนครอินท์มึงไปไขกลอุบายของกูให้พม่ารู้จนเสียการ พม่าหนีกลับไปเสียสิ้นฉนี้ด้วยเหตุใด สมิงนครอินท์จึงกราบทูลว่า ซึ่งจะทำการแก่พม่านั้น ฝ่ายทแกล้วทหารมอญก็มีฝีมือกว่าทหารพม่าเปนอันมาก แลจะเอาชัยชนะก็จะได้อยู่ แต่จะมาลวงล้างฆ่าพม่าเสียดังนี้ เปรียบประดุจจะฆ่าสตรีก็เหมือนกัน จะเสียพระเกียรติยศของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปชั่วกัลปาวสาน ข้าพเจ้ากระทำดังนี้ หวังจะรักษาพระเกียรติยศให้ปรากฎไว้

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงตรัสว่า ซึ่งมึงเห็นว่ามีฝีมือจะเอาชัยชนะแก่พม่าได้ แลจะลวงฆ่าพม่ากลัวจะเสียพระเกียรติยศไปนั้น เหตุไฉนจึงมิได้ว่ากล่าวแต่เดิมที ทำไมมาว่าเมื่อภายหลังทำให้พม่าหนีรอดไปได้ฉนี้ ก็เสียพระเกียรติยศกูไปเหมือนกัน อ้ายข้านอกเจ้า อ้ายบ่าวขายนาย สานุศิษย์สู้ครู จะเลี้ยงได้หรือ จึงสั่งให้เอาสมิงนครอินท์ไปฆ่าเสีย สมิงพ่อเพ็ชร์จึงกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์จะให้ประหารชีวิตสมิงนครอินท์เสียนั้นก็ควรอยู่ แต่ข้าพเจ้าขออุปมาถวาย ธรรมดาบุคคลมีรูปมิได้งามมาแต่เดิมแล้ว ถึงจะแต่งบำรุงด้วยเครื่องลูบไล้ทาบทาสักเท่าใดๆ ก็ไม่สามารถจะแต่งให้งามขึ้นได้ ธรรมดาบุคคลมีเสียงมิได้เพราะ ถึงจะกินยาเสียงเท่าใดเสียงนั้นก็มิอาจเพราะขึ้นได้ ดังบุคคลที่มีเสียงเพราะเสนาะมาแต่เดิมนั้น อันบุคคลจะเปนทหารเอกมีฝีมือเข้มแข็งเล่า ถ้าวาสนาบุญญาธิการมิได้อบรมมาแต่ก่อนแล้วก็หาเปนทหารได้ไม่ ซึ่งสมิงนครอินท์ไปบอกกลอุบายแก่ ข้าศึกโทษถึงตายนั้น แต่ผิดครั้งเดียวข้าพเจ้าขอพระราชทานชีวิตไว้ให้ทำราชการแก้ตัวสนองพระเดชพระคุณครั้งหนึ่งก่อน

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังสมิงพ่อเพ็ชร์ทูลดังนั้น จึงตรัสว่าซึ่งสมิงนครอินท์มันจะทำการแก้ตัวให้รอดชีวิต ว่าจะเอาชัยชนะโดยฝีมือนั้นจะทำเปนประการใด สมิงนครอินท์จึงกราบทูลว่า บัดนี้ช้างพลายประกายมาศมีน้ำมันคลั่งอยู่ ข้าพเจ้าจะขออาสาขี่ไปชนด้วยพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง เมื่อเสด็จออกมาเลียบค่ายนั้น เห็นจะเอาชัยชนะถวายได้ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังก็เห็นชอบ จึงสั่งให้ผูกพลายประกายมาศให้สมิงนครอินท์ขึ้นขี่ทอดพระเนตร สมิงนครอินท์รับสั่งถวายบังคมแล้ว ก็ออกไปขึ้นขี่พลายประกายมาศ จึงสั่งให้คนเข้าพานเย้าดู ช้างพลายประกายมาศก็ไล่คนซึ่งพานนั้นเปนสามารถ สมิงนครอินท์ก็ทรมานเอาไว้อยู่ แล้วสมิงนครอินท์ก็ลงจากช้าง เข้ามากราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ จึงทรงพระดำริห์ว่าพลายประกายมาศมีนํ้ามันไล่คนอยู่ดังนี้ แลสมิงนครอินท์รักษาไว้หยุดได้นั้นเห็นจะทำการได้สมคเน จึงสั่งให้จารึกพระนาม พระองค์ลงในแผ่นทองแล้วพระราชทานให้สมิงนครอินท์คาดเปนประเจียด แล้วพระราชทานเครื่องสูงปี่กลองชนะ แลเครื่องทรงกษัตริย์สำหรับศึก ซึ่งจะไปชนช้างกับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องนั้นถ้วนทุกสิ่ง สมิงนครอินท์จึงทูลว่า พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องนั้นข้าพเจ้ายังไม่รู้จักพระองค์ถนัด กลัวจะผิดตัวเสียท่วงทีไป ขอได้ทรงโปรดให้ผู้ที่รู้จักชี้บอกข้าพเจ้าก่อน สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงให้หามังศรีธาตุเข้ามาแล้วตรัสว่า สมิงนครอินท์จะออกไปชนช้างกับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ยังไม่รู้จักสำคัญถนัด ให้มังศรีธาตุไปชี้พระองค์ให้ ถ้าสำเร็จการศึกแล้ว เมืองอังวะเราจะยกให้มังศรีธาตุ ๆ รับสั่งแล้ว ก็ถวายบังคมลามากับสมิงนครอินท์ ตรวจเตรียมทแกล้วทหารทั้งปวงไว้พร้อมแล้วให้ม้าใช้ไปคอยอยู่ สั่งว่าถ้าเห็นพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องยกมาให้เร่งมาบอก ครั้นเวลาเช้าพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็ทรงพระคชาธารเสด็จมาตรวจค่าย

ฝ่ายม้าใช้เห็นแล้ว จึงรีบเอาเนื้อความมาบอกแก่สมิงนครอินท์ ๆ ก็ให้ ตกแต่งเครื่องคชาธารสำหรับกษัตริย์ ตัวนั้นก็แต่งเครื่องทรงอย่างกษัตริย์เสร็จแล้ว มือถือของ้าวขึ้นขี่พลายประกายมาศ มังศรีธาตุเปนควาน พร้อมด้วยโยธาทวยหาญเครื่องสูงทั้งปวงแล้วก็ยกตรงออกไป มังศรีธาตุจึงชี้พระหัตถ์บอกช้างพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ซึ่งมีเศวตฉัตร์ขาวให้แก่สมิงนครอินท์ ๆ หมายสำคัญเศวตฉัตรได้มั่นคงแล้ว ก็ขับช้างตรงเข้าไปจะต่อด้วยพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง

ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องทอดพระเนตรเห็นสมิงนครอินท์ใส่เครื่องสำหรับกษัตริย์ขับช้างเข้ามาดังนั้น สำคัญว่าสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชยกมา ก็ไสช้างพระที่นั่งออกมารับ จะชนช้างด้วยสมิงนครอินท์

ฝ่ายมังศรีธาตุทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงดำริห์ในพระทัยว่าพระเจ้ามณเฑียรทองผู้เปนพระเชษฐาของเรา พระองค์เปนกษัตราธิราชอันสูงใหญ่ แม้นตายด้วยฝีพระหัตถ์พระเจ้าราชาธิราชก็ดูประเสริฐ บัดนี้จะมาปราชัยด้วยฝีมือสมิงนครอินท์อันเปนแต่นายทหารหาควรไม่ ถึงเราจะได้สมบัติในกรุงอังวะ ก็จะดูหน้าเสนาบดีฉันใด จำเราจะบอกให้พระเชษฐารู้พระองค์ ถึงพระเจ้าราชาธิราชจะทรงพระพิโรธให้ฆ่าเราเสียก็ตามเถิด อันเกิดมาในวงศ์กษัตริย์แล้วสู้เสียชีวิตอย่าให้เสียศักดิ์จึงจะชอบ มังศรีธาตุทรงดำริห์แล้ว จึงร้องบอกเปนนัยไปแก่พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องว่า เหตุใดพระองค์จะเอาพิมเสนมาแลกกับเกลือ เอาเนื้อมาแลกหนังดังนี้เห็นควรแลหรือ พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ทรงฟังมังศรีธาตุร้องมาดังนั้น ก็ทราบว่าผู้อื่นแต่งปลอมเปนกษัตริย์มิใช่พระเจ้าราชาธิราช ก็เกี่ยวช้างพระที่นั่งบากหนีเข้าไปปนกับช้างดั้งช้างกันทั้งปวง สมิงนครอินท์ก็ขับพลายประกายมาศไล่ติดตามไป มังศรีธาตุเห็นพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจะหนีมิพ้น เพราะเศวตฉัตร์เปนสำคัญอยู่ จึงร้องไปว่าผ้าขาวในเมืองอังวะไม่มีอีกแลหรือ พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ยินดังนั้นก็ให้หักเศวตรฉัตร์ทิ้งเสีย ขับช้างพระที่นั่งปนกันไปด้วยพลช้างทั้งปวง สมิงนครอินท์หมายสำคัญมิได้ ก็กลับเข้ามากราบทูลสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชตามซึ่งได้ทำการ แลมังศรีธาตุร้องบอกพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องนั้นทุกประการ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟัง ก็ทรงพระโกรธตรัสว่าเดิมมังศรีธาตุมาบอกกับเราว่าพี่ชายเปนสัตรูกัน เราก็ทำนุบำรุงไว้หวังจะช่วยคิดเอาสมบัติในเมืองอังวะให้ บัดนี้มังศรีธาตุกลับใจไปเข้ากับพี่อันเปนสัตรูเราแลสัตรูตัวอีก หาซื่อสัตย์ต่อเราผู้มีคุณไม่ คนสองใจเช่นนี้จะเลี้ยงไว้มิได้ นานไปจะเปนสัตรูคิดร้ายต่อเรา จึงสั่งให้เอามังศรีธาตุไปฆ่าเสีย ทหารทั้งปวงก็คุมเอามังศรีธาตุไปฆ่าเสียตามรับสั่ง ครั้นแล้วสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชกลับทรงพระอาลัยดำริห์ว่า มังศรีธาตุสู้ตายทั้งนี้เพราะรักชาติตระกูล กลัวพี่จะตายด้วยฝีมือทหารเสียเกียรติยศไม่ควร มิเสียทีมังศรีธาตุเปนลูกกษัตริย์ มีขัติยมานะรักศักดิ์ยิ่งกว่าชีวิตหายากนัก แล้วมีพระราชดำรัสว่า สมิงนครอินท์ไปทำการไม่สำเร็จ ก็มิพ้นโทษยังหาแก้ตัวได้ไม่ ทีนี้จะ คิดประการใดเล่า สมิงนครอินท์จึงทูลว่าข้าพเจ้าจะขอทำการแก้ตัว ปลอมเข้าไปให้ถึงพระเจ้ามณเฑียรทอง จะฆ่าเสียให้จงได้ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ให้ไปทำตามสมิงนครอินท์ทูลนั้น สมิงนครอินท์ถวายบังคมลาออกมาที่อยู่ จัดทหารมีฝีมือที่ร่วมใจกันได้หกคน จึงให้เอาหญ้ามัดเปนฟ่อน เอาดาบซ่อนเข้าในฟ่อนหญ้าแล้ว จึงแต่งตัวนุ่งห่มดุจหนึ่งไพร่พม่าตพุ่นหญ้าช้าง

ครั้นเวลาใกล้คํ่า สมิงนครอินท์กกับทหารร่วมใจหกคน ก็หาบฟ่อนหญ้า เจรจาภาษาพม่า ปลอมกันกับตพุ่นซึ่งส่งหญ้าช้างเข้าไปในค่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ครั้นเวลาคํ่าก็ลอบตัดค่ายพม่าออกเปนช่อง จึงวางทหารสองคนไว้แล้วสั่งว่า เราจะเข้าไปทำการข้างใน ถ้าได้ยินเสียงอื้ออึงขึ้นบนพลับพลาในค่ายเปนอลหม่าน ก็ให้ร้องขานขึ้นไปเปนสำคัญ เราจึงจะได้ออกมาทันท่วงที แล้วก็พาคนสี่คนมาถึงโรงช้างวางไว้สองคนสั่งว่า ถ้าได้ยินเสียงคนวุ่นว่ายขึ้น ให้ตัดแหล่งช้างแล้วให้เอาดาบแทงฟันช้าง ให้ช้างตื่นอลหม่านขึ้นจงได้ แล้วพาคนสองคนมาวางไว้หน้าโรงใหญ่แห่งหนึ่งจึงสั่งว่า ถ้าได้ยินเสียงอื้ออึงขึ้น พม่าตัวนายก็จะวิ่งออกมาท่านจงตัดเอาศีร์ษะให้จงได้ ครั้นวางคนสั่งไว้เสร็จแล้ว สมิงนครอินท์ก็ลอบไปบนพลับพลา ภาวนาอาคมแฝงตัวแอบอยู่จนเวลาสามยาม พอได้ท่วงทีจึงย่องเข้าไปในที่ ซึ่งพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องบรรทมนั้น เห็นพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องบรรทมหลับสนิท นางพนักงานข้างในรักษาพระองค์อยู่ สมิงนครอินท์จึงคิดว่า ครั้งนี้ชีวิตพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องอยู่ในเงื้อมมือเราๆ จะฆ่าเสียบัดนี้ก็จะได้ แต่ตัวเราต่ำศักดิ์เปนเพียงทหาร จะ มาล้างชีวิตพระมหากษัตริย์เสียฉะนี้หาควรไม่ เราจะเอาแต่พระแสงซึ่งวางข้างที่พระบรรทมกับพานพระศรีไปเปนสำคัญ คิดดังนั้นแล้วสมิงนครอินท์ก็ย่องจู่เข้าฉวยเอาพระแสงและพานพระศรีข้างที่พระบรรทมได้ นางข้างในเห็นก็ร้องขึ้นว่ามอญเข้ามา สมิงนครอินท์ก็ตัดเอาศีร์ษะนางอยู่งานได้ พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็ตื่นตกพระทัย แลพม่าทั้งปวงอี้ออึงขึ้นในทันใด ทหารสมิงนครอินท์ซึ่งอยู่ ณ โรงช้างนั้น ก็ตัดแหล่งช้างไล่ฟันช้างตื่นออกมา จักกายวังได้ยินก็ตกใจร้องถามวิ่งออกมา ทหารสมิงนครอินท์ก็ตัดเอาศีร์ษะจักกายวังนั้นได้ พม่าทั้งปวงตื่นอื้ออึงเปนอลหม่าน แลทหารสองคนซึ่งอยู่ที่ช่องค่ายนั้นก็ร้องขานขึ้น สมิงนครอินท์แลทหารสี่คนได้ยินสำคัญแล้ว ก็วิ่งออกมาหาช่องค่ายตามสังเกตกัน ครั่นออกมาได้นอกค่ายพร้อมกันแล้ว ก็พากันมาถึงค่าย พอเวลารุ่งเข้า สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชเสด็จออก สมิงนครอินท์ก็เอาพระแสงพานพระศรี แลศีร์ษะทั้งสองซึ่งได้มานั้นถวายแล้วกราบทูลว่า ข้าพเจ้าไปทำการครั้งนี้ก็สมคะเน แลข้าพเจ้าคิดว่าเราเปนแต่ทหาร ยังจะทำการสงครามยืดยาวไปอยู่ ซึ่งจะล้างชีวิตพระมหากษัตริย์เสียนั้นเห็นไม่ควร ข้าพเจ้าจึงเอาแต่พานพระศรีกับพระแสงข้างที่ กับศีร์ษะนางนักสนมมาถวายเปนสำคัญ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังดังนั้น ยังแคลงพระทัยอยู่ จึงให้หาตะละเจ้าเปฟ้า ผู้เปนพระราชธิดาพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องออกมาจะให้ดู ตะละเจ้าเปฟ้ามาเฝ้าแลเห็นพานพระศรีกับพระแสงข้างที่ก็จำได้ถนัด แลไปเห็นศีร์ษะจักกายวังยังมิทันพิจารณา สำคัญว่าพระเศียรสมเด็จพระราชบิดาก็ทรงพระกรรแสงรัก ต่อพิจารณาดูจึงรู้ว่าศีร์ษะจักกายวังแลศีร์ษะนางนักสนม ตะละเจ้าเปฟ้าจึงทูลว่า พานพระศรีแลพระแสงองค์นี้ พระราชบิดาเคยวางไว้ข้างที่พระบรรทมมิได้ขาด ศีร์ษะนางนักสนมคนนี้เป็นพนักงานนวดพระบาทอยู่ข้างที่ ศีร์ษะหนึ่งนั้นคือศีร์ษะจักกายวังเปนเสนาบดีผู้ใหญ่

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังดังนั้นก็ดีพระทัย จึงตรัสว่าครั้งนี้สมิงนครอินท์ไปทำการสมคะเนแก้ตัวได้ แล้วสั่งให้แต่งพระราชสาส์นส่งพระแสงแลพานพระศรีคืนไปถวายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ในพระราชสาส์นนั้นว่า พระเจ้าราชาธิราชแจ้งความมาถึงพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องให้ทราบ ด้วยสมิงนครอินท์ทำการอหังการองอาจเข้าไปในค่าย แลขึ้นไปบนพระตำหนักหลวงล่วงขึ้นไปถึงที่ข้างในซึ่งน้องเราบรรทมอยู่นั้น ลักเอาพระแสงแลพานพระศรีซึ่งวางอยู่ข้างที่ แล้วตัดเอาศีร์ษะนางนักสนมกับจักกายวังมานั้น ทำให้น้องเราเสียพระเกียรติยศ ให้สดุ้งตกพระทัยนั้นหาควรไม่ เราจึงเอาพระแสงแลพานพระศรีส่งคืนมาให้น้องเรา ซึ่งสมิงนครอินท์ทำผิดครั้งนี้ อย่าให้น้องเราน้อยพระทัยแก่สมิงนครอินท์เลย ครั้นแต่งพระราชสาส์นแล้ว ก็ให้ขุนนางถือพระราชสาส์นนำพระแสงแลพานพระศรีไปถวายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้แจ้งในพระราชสาส์นแล้ว ทอดพระเนตรเห็นพระแสงแลพานพระศรีก็ทรงพระโทมนัส จึงดำริห์ในพระทัยว่า สมิงนครอินท์ทำการถึงเพียงนี้แล้ว ให้ชีวิตเราคงอยู่นั้น มีคุณแก่เราเปนอันมาก ทำไฉนจะได้เห็นตัวสมิงนครอินท์สักครั้งหนึ่ง จึงสั่งให้แต่งพระราชสาส์นตอบมาถึงพระเจ้าราชาธิราช ในพระราชสาส์นนั้นว่า พระเจ้ามณเฑียรทองเจริญทางพระราชไมตรีมาถึงพระเชษฐาธิราชเจ้าผู้ประเสริฐ ด้วยพระเชษฐาธิราชให้มีพระราชสาส์นมาถึงเราว่า สมิงนครอินท์ทำการองอาจล่วงเกินทั้งนี้ เราหาน้อยใจไม่ อันลักษณะทหารแล้ว สุดแต่จะเอาชัยชนะถวายแก่เจ้าของตนให้จงได้ ซึ่งนางนักสนมแลจักกายวัง สมิงนครอินท์ตัดศีร์ษะไปได้นั้น ก็เปนเวรานุเวรของเขาทั้งสองได้ทำมาแต่ก่อน แต่วาสนาสมิงนครอินท์กับเรานั้นต่างกัน จึงหามีเวรจริตติดพันกันมาแต่ก่อนไม่ ซึ่งสมิงนครอินท์ล่วงเข้าไปในที่นั้นเราหาถือโทษไม่ อย่าให้พระเชษฐาธิราชสำคัญพระทัยว่า เราจะขัดเคืองสมิงนครอินท์นั้นเลย แลบัดนี้เราให้พานทองคำประดับพลอย สำหรับรองขันนํ้าใบหนึ่งมาแก่พระเชษฐา ให้พระราชทานแก่สมิงนครอินท์ แล้วเราจะขอดูตัวสมิงนครอินท์ด้วย

ครั้นแต่งเสร็จแล้ว ก็ให้เสนาบดีถือพระราชสาส์น แลนำของซึ่งประทานให้สมิงนครอินท์นั้น เสนาบดีก็นำพระราชสาส์นแลสิ่งของมาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ได้แจ้งในพระราชสาส์นแล้ว จึงให้หาสมิงนครอินท์มาเฝ้า ก็ทรงพระราชทานสิ่งของ ซึ่งพระเจ้ามณเฑียรทองให้มานั้น แล้วตรัสสั่งสมิงนครอินท์ว่า พระเจ้ามณเฑียรทองจะใคร่รู้จักเห็นตัวท่าน ๆ จงไปให้พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องทอดพระเนตรเถิด แต่คิดรักษาตัวจงดีอย่าให้มีอันตรายได้ สมิงนครอินท์รับสิ่งถวายบังคมลาแล้วจึงทูลว่า ซึ่งพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจะใคร่ทอดพระเนตรตัวข้าพเจ้า ๆ ก็คิดจะใคร่ไปดูหน้าทหารพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องอยู่ ขอพระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย

สมิงนครอินท์จึงสั่งเสนาบดีผู้ถือพระราชสาส์นนั้นว่า ท่านจงกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวของท่านเถิด ว่าเวลาพรุ่งนี้เช้า เราจะไปเฝ้าที่ฉนวนตรงค่ายหน้าเรือขนานพระที่นั่ง แต่ใจเราอยากจะไปเฝ้า ณ ค่ายบนบกให้ทอดพระเนตรเห็นตัวชัดทีเดียว แต่เกรงจะไม่มีรับสั่งโปรด ครั้นจะจู่ลู่ล่วงเข้าไป ก็จะเปนที่ขัดเคืองพระอัชฌาสัยแลผิดอย่างธรรมเนียมทแกล้วทหารที่ดีแต่ก่อน ถ้ามีรับสั่งโปรดแล้วเราจะเข้าไปเฝ้าณพลับพลาในค่าย

เสนาบดีผู้ถือราชสาส์นได้ฟังดังนั้น ก็ถวายบังคมลาสมเด็จพระเจ้า ราชาธิราช กลับไปกราบทูลพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ตามที่พระเจ้าราชาธิราชทรงตรัส แลคำสมิงนครอินท์สั่งให้มาทูลนั้นทุกประการ พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ทรงฟังก็ดีพระทัย จึงตรัสว่าซึ่งสมิงนครอินท์จะมาเฝ้าเราถึงค่ายที่อยู่นั้นเราขอบใจนัก แล้วทรงพระดำริห์ว่า จะคอยดูสมิงนครอินท์สักหน่อย จะองอาจกล้าหาญมาเฝ้าเราถึงที่อยู่จริงหรือ ๆ จะคิดกลอุบายบิดพลิ้วไปประการใดพรุ่งนี้ก็คงรู้

ฝ่ายสมิงนครอินท์ ถวายบังคมลาสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชออกมา ณ ค่ายที่อยู่ของตัว แล้วจึงคิดว่าพรุ่งนี้เราจะไปให้พระเจ้ามณเฑียรทองทอดพระเนตรนั้น ครั้นจะนั่งไปในเรือลอยอยู่กลางนํ้า พระเจ้ามณเฑียรทองแลเสนาบดีทั้งปวง ก็จะคิดเห็นว่าเกรงกลัวอยู่ ซึ่งเราจะย่อท้อกลัวสติปัญญาฝีมือทหารพม่านั้นหามิได้ เกรงแต่พระเจ้ามณเฑียรทองจะไม่โปรดให้ไปเฝ้าถึงพลับพลา แม้นเปนดังนั้นเราจะคิดอ่านว่ากล่าวไปเฝ้าให้ถึงที่เสด็จออก ในท่ามกลางเสนาข้าทหารทั้งปวงจงได้ ถึงพระเจ้ามณเฑียรทองแลทแกล้วทหารทั้งปวงจะคิดทำร้ายประการใด เราคงจะสู้รบจนสิ้นชีวิต จะสำแดงความกล้าให้ปรากฎเปนเกียรติยศไว้ในแผ่นดิน ให้เปนเยี่ยงอย่างแก่ทแกล้วทหารสืบไปภายหน้า แต่ตัวเราเปรียบดังอสรพิษ จำจะซ่อนรักษาเขี้ยวของตัวไปด้วย คิดแล้วจึงให้ช่างเอาเสื้ออย่างดีสองตัว มาแหวะริมไหล่ข้างหน้าทั้งซ้ายขวาแต่พอสอดดาบลงได้ แล้วก็ใส่เสื้อซ้อนเข้าทั้งสองตัวเปนสี่ชั้น เอาดาบสอดลงตามแผลเสื้อที่แหวะไว้นั้น จึงเอาผ้าชมภูขลิบทองโพกศีร์ษะ ไว้ชายผ้าให้ยาวปกไหล่ทั้งสองข้างมิดแผล แล้วลองก้มกราบดูเห็นแนบเนียนดีมิได้ขัดขวาง จึงถอดเสื้อออกให้ช่างเย็บตรึงฝักดาบกับเสื้อเข้าไว้ให้มั่นคง

ครั้นเวลาเช้าสมิงนครอินท์ก็อาบน้ำชำระกาย เสพโภชนาหารแล้วก็แต่งตัวนุ่งผ้าใส่เสื้อโพกผ้าซึ่งจัดไว้นั้น แลทาแป้งหอมนํ้ามันหอมอันประกอบวิทยาคม ใส่แหวนประดับพลอยเนาวรัตน์เก้ายอดทั้งสองก้อย แต่งเครื่องครบตามยศศักดิ์นายทหารเอก แล้วนมัสการคุณพระรัตนไตร ระลึกถึงคุณบิดามารดา พระมหากษัตริย์แลเทพยดาทั้งปวงเสร็จแล้ว ก็เข้ามากราบถวายบังคมลาสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ก็ตรัสอำนวยชัยให้ว่า ไปจงดีเถิดอย่าได้มีอันตราย สมิงนครอินท์รับพระพรใส่เกล้าแล้วก็กราบถวายบังคมลามาลงเรือฉลากบาง บรรจุทหารร่วมใจที่กล้าแข็งเจ็ดสิบคนมีเครื่องสาตราวุธครบมือพร้อม จึงให้พลทหารตีกระเชียงขึ้นไปถึงหน้าค่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง แล้วก็ลอยลำอยู่กลางนํ้า ขุนนางพม่าซึ่งรับสั่งให้คอยดูอยู่นั้น ครั้นเห็นสมิงนครอินท์มาแล้ว ก็เอาเนื้อความเข้ากราบทูลพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้แจ้งก็ดีพระทัยนัก จึงเสด็จออกพร้อมด้วยเสนาบดี นายทัพนายกองทั้งปวงเปนอันมาก จึงตรัสสั่งขุนนางฝ่ายทหารผู้หนึ่ง ให้ลงมาเชิญสมิงนครอินท์ขึ้นไปเฝ้า สมิงนครอินท์ได้ฟังก็ดีใจมิได้ครั่นคร้าม ดูท่าทางที่จะหนีจะไล่เสร็จแล้วจึงสั่งทหารทั้งปวงว่า ถ้าเราขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องไม่มีอันตรายก็แล้วไป แม้เกิดเหตุการณ์ได้ยินเสียงเราร้องเรียกแล้วจงขึ้นไปช่วยให้ทันที ท่านทั้งปวงอย่าประมาทจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อม สั่งแล้วสมิงนครอินท์ก็ขึ้นไปเฝ้า กราบถวายบังคมพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็โปรดให้สมิงนครอินท์นั่งที่เสมอมังนันทะมิตร แล้วทอดพระเนตรดูสมิงนครอินท์ ตรัสว่าสมิงนครอินท์นี้รูปงามสมควรเปนทหาร มีลักษณะสัตย์ซื่อหาผู้เสมอเปนอันยาก จึงทรงพระดำริห์ว่า เราจะลองสมิงนครอินท์ดูให้เห็นว่า น้ำใจจะองอาจกล้าหาญจริงหรือ ๆ จะสทกสะท้านประการใด จึงตรัสว่าตัวท่านเปนทหารเอกอยู่ในสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ก็ทำสงครามมากับเราเปนมหายุทธการใหญ่หลวง ท่านเปนพระราชพาหนะเปรียบดังพระยาช้างสารมีฝีงา เรานี้อุปมาดังพระยาราชสีห์อันเปนเจ้าฝูงสัตว์ทั้งสิ้น บัดนี้ท่านตกเข้ามาในเงื้อมมือเรา ก็เปรียบประดุจช้างสารอันหาฝีงามิได้ เราจะให้จับฆ่าเสียท่านจะคิดประการใด

สมิงนครอินท์กได้ฟังพระเจ้ามณเฑียรทองตรัสดังนั้น จะได้สดุ้งตกใจหามิได้ จึงทูลว่าซึ่งพระองค์ตรัสมานี้ก็ควรอยู่ แต่ข้าพเจ้าเมื่อทำสงครามเปนเสนายุทธโยธายุทธ ก็ทำอาการดังพระยาช้างสารมีฝีงาเปนอาวุธ ถ้าอาสาพระมหากษัตริย์จะเอาชัยชนะแต่ตัวแล้ว ก็ละทำนองพระยาช้างนั้นเสีย ทำการอาสาดุจดังเสืออันจับสัตว์กินเปนภักษา ย่อมซ่อนเล็บซ่อนเขี้ยวของตัวไว้ มิให้สัตว์ทั้งปวงสงสัย ซึ่งพระองค์ตรัสว่าจะให้ฆ่าข้าพเจ้าเสียนั้นเปนความองอาจ เพราะยังไม่ทรงเห็นกำลังเสือตัวประเสริฐ ถ้าข้าพเจ้าทำใจใหญ่ถือตัวว่าอาจหาญแล้ว จะปลงพระชนม์พระองค์เสียบัดนี้ก็จะได้

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ทรงฟังดังนั้น ก็แย้มพระสรวลจะได้ทรงพระโกรธหามิได้ จึงตรัสว่าซึ่งท่านอวดอ้างว่าจะฆ่าเราได้นั้นคือจะทำประการใด สมิงนครอินท์จึงกราบถวายบังคมแล้วก็นั่งตั้งตัวตรงขึ้น สองมือไขว้ชักดาบออกจากเสื้อทั้งสองเล่ม พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องแลเสนาบดีทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกตลึงไป สมิงนครอินท์เห็นพระเจ้าฝรั่งม้งฆ้องตกพระทัย พระพักตร์เผือดไป จึงวางดาบลงกราบถวายบังคมแล้วทูลว่า พระองค์อย่าสดุ้งตกพระทัยเลย ข้าพเจ้าเปนทหารจะคิดล้างชีวิตพระองค์ผู้เปนพระมหากษัตริย์ทรงแผ่นดินนั้นหามิได้ ถ้าข้าพเจ้าคิดร้ายต่อพระองค์แล้ว เมื่อข้าพเจ้าลอบเข้ามาถึงที่พระบรรทมนั้น ก็จะทำอันตรายแก่พระองค์เสีย นี่ข้าพเจ้ามิได้คิด

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ทรงฟังก็ดีพระทัย จึงตรัสสรรเสริญสมิงนครอินท์ว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดได้สมิงนครอินท์ไว้ดุจดังได้ดวงแก้วอันหาค่ามิได้ แล้วถอดพระธำมรงค์ปทัมราชอันมีราคากับเครื่องม้าทองคำสำรับหนึ่ง พระราชทานแก่สมิงนครอินท์ ๆ ได้รับพระราชทานแล้วก็กราบถวายบังคมลา ลงเรือพร้อมด้วยทหารกลับมาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช กราบทูลความซึ่งเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง แลได้รับพระราชทานสิ่งของทุกประการ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังก็มีพระทัยชื่นชมยินดีด้วยเจ้าสมิงนครอินท์ยิ่งนัก

ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ครั้นสมิงนครอินท์กลับไปแล้ว จึงตรัสสั่งแก่เสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงว่า ครั้งนี้ศึกเราก็เสียทีแก่มอญ ด้วยนายทัพนายกองทั้งปวงมิได้ระวังตรวจตราละให้ข้าศึกปลอมเข้ามาถึงตัวเราได้ฉะนี้ ครั้นจะมิเอาโทษนายทัพนายกองทั้งปวงบัดนี้เล่า แม้นจะล่าทัพไปที่ไหนจะเปนขบวนป้องกันทัพมอญได้ แต่ตั้งเปนปรกติอยู่ฉะนี้ ยังให้ข้าศึกลอบเข้ามาทำร้ายได้ บัดนี้โทษคนทั้งปวงก็ถึงตายอยู่แล้ว เสนาบดีนายทัพนายกองจะคิดประการใด เสนาบดีนายทัพนายกองจึงกราบทูลว่า ซึ่งข้าพเจ้าทั้งปวงนี้ ประมาทให้ข้าศึกแปลกปลอมเข้ามาได้นั้น โทษข้าพเจ้าทั้งปวงถึงตายอยู่แล้ว แต่จะขอทำการแก้ตัวครั้งหนึ่งก่อน ถ้าพระองค์จะล่าทัพไปข้าพเจ้าทั้งปวงจะขอรับอาสาป้องกันพระองค์ไป มิให้เปนอันตรายประการใดได้

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็พระราชทานโทษให้ จึงตรัสสั่งนายทัพนายกองทั้งปวง ให้จัดแจงพลทหารตระเตรียมไว้พร้อม แล้วทำให้กิตติศัพท์รู้ไปถึงกองทัพมอญ ดุจหนึ่งจะเข้าหักค่ายปล้นค่าย แล้วให้ผูกรูปหุ่นถือเครื่องสาตราวุธประจำด้านไว้ทุกค่าย ครั้นเวลาพลบคํ่าให้ก่อกองเพลิงรายเปนสำคัญ ถึงเวลาประมาณยามเศษเราจะยกล่าทัพไป เสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวง ก็มาจัดแจงพลทหารกระทำตามรับสั่งทุกประการ ครั้นถึงเวลายามเศษ พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็ล่าทัพไป

ฝ่ายกองทัพสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชมิได้รู้กล คิดว่าพม่าจะเข้าหักค่าย จึงให้ทหารทั้งปวงตระเตรียมตรวจรักษามั่นคงอยู่ หาสังเกตว่าพม่าจะล่าทัพไปไม่ ครั้นเวลาเช้าสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแจ้งว่า พระเจ้ามณเฑียรทองยกพลทหารล่าทัพไปแล้ว จึงสั่งสมิงอังวะมังศรี สมิงพระตะเบิด สมิงสามแหลก สมิงสามพราย สมิงอุบากอง ห้านายยกทหารติดตามพระเจ้ามณเฑียรทองไป แล้วพระองค์ก็ยกพลทหารกลับมายังกรุงหงษาวดี

ฝ่ายสมิงพระตะเบิดแลนายทัพนายกองมอญทั้งปวง ก็ติดตามพระเจ้า มณเฑียรทองไปจนสุดแดนก็มิได้ทัน จับได้แต่ผู้คนช้างม้าซึ่งเลื่อยล้าอยู่นั้น แล้วยกกลับมาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ณ กรุงหงษาวดี

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ