ฝ่ายพระมหาเทวี ตั้งแต่พระเจ้าช้างเผือกทรงพระประชวรหนักมากเสด็จออกว่าราชการมิได้ ก็ปลงธุรการแผ่นดินไว้แก่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ราชการแผ่นดินในเมืองพะโค แลขุนนางน้อยใหญ่ทั้งปวง ก็สิทธิ์ขาดอยู่ในบังคับบัญชาพระมหาเทวีสิ้น พระมหาเทวีจะกระทำการสิ่งใด ก็อ้างเอารับสั่งพระเจ้าช้างเผือกเปนประมาณ ครั้นกองทัพทั้งสองเมืองมาถึงพร้อมกันแล้ว เจ้าเมืองทั้งสองก็เข้าเฝ้าพระมหาเทวีพร้อมกัน พระมหาเทวีจึงสั่งให้เลี้ยงดูเจ้าเมืองทั้งสองนายทัพนายกองไพร่พลทั้งปวงเสร็จแล้ว จึงตรัสว่าพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชโองการดำรัสสั่ง ให้รีบยกไปจับพระยาน้อยเสียให้ได้ พระนางจึงทรงตั้งให้สมิงมราหูเปนแม่ทัพใหญ่ทัพหนึ่ง แลจัดให้สมิงชีพรายซึ่งเปนเสนาบดีในเมืองพะโคนั้น เปนแม่ทัพๆหนึ่งกอร์ปด้วยทัพเมืองมองมะละ เมืองตองอู เปนสี่ทัพพร้อมด้วยเครื่องสรรพาวุธช้างม้ารี้พลเปนอันมาก แลกองทัพทั้งนั้นให้มีธงรูปพระยาช้างเผือก ซึ่งเปนศรีเมืองเมาะตะมะนั้น ปักไปเปนสำคัญทุกทัพ แต่กองทัพสมิงมราหูนั้น มีทั้งธงช้างแลธงรูปพระราหูซึ่งเปนเจ้าอสูร ครั้นถึงวันฤกษ์ สมิงมราหูผู้เปนแม่ทัพใหญ่ถืออาญาสิทธิ์เด็ดขาดนั้น ก็แต่งกายนุ่งห่มให้ต้องสีตามตำราพิชัยสงครามตามเพศรามัญสมควรแก่ศักดิ์ราชบุตรเขยพระเจ้าช้างเผือก สอดสนองพระองค์ลายทองรูปเทพพนมกนกเครือวัลย์สองชั้น ใส่เกราะทองลงเลขยันต์มนตราคม ทับถมด้วยวิชาศาสตร์ โพกพระเศียรด้วยผ้าโกสัยลายทอง ปักรูปจักร์เพชร์แลรูปพระอาทิตย์เฉลิมยันต์ยอดมงกุฎประกอบวิทยาคม เลขยันต์อักษรทั้งสี่มุมสำหรับกันสาตรามิให้ต้องกาย เหน็บพระแสงกระบี่สะพายพระแสงเกาทัณฑ์ จึงเข้าไปทูลลาพระมหาเทวี ๆ ก็อำนวยชัยให้พร ครั้นได้ศุภฤกษ์โชคยามเวลาแล้ว กองทัพเจ้าเมืองทั้งสองเปนกองหน้า ก็คุมพลทหารยกไปก่อน

ฝ่ายสมิงมราหูแม่ทัพหลวง ก็ขึ้นช้างพลายเทพหัสดีเปนคชาธารสั่งให้ลั่นฆ้องโบกธงเอาชัย เคลื่อนพลนิกายออกจากเมืองพะโค กองทัพสมิงชีพรายเปนกองหลังก็ยกตามไป เสียงสนั่นกึกก้องด้วยฆ้องกลอง ดูดาดไสวไปด้วยธงทิวเขียวเหลืองขาวแดงทุกกองทัพ ครั้นกองทัพหน้ายกมาใกล้ด่านเมืองตะเกิง ซึ่งพระยาน้อยตั้งไว้ให้รักษาอยู่นั้น ชาวด่านรู้ว่ากองทัพใหญ่ยกมา ประมาณพลเห็นมากจะต้านทานมิได้ ก็อพยพครอบครัวเข้าป่า แล้วแต่งให้ม้าเร็วรีบถือหนังสือไปทูลแจ้งแก่พระยาน้อยว่า บัดนี้กองทัพเมืองพะโคยกมาเปนสี่ทัพ พระยาน้อยได้แจ้งดังนั้นก็หวั่นพระทัย จึงสั่งนายทัพนายกองทั้งปวง ให้เร่งขับพลทหารขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินประตูหอรบไว้ให้มั่นคงเปนสามารถ ครั้นกองทัพยกมาถึงก็ให้ตั้งค่ายห่างเมืองประมาณยี่สิบเส้น พอกองทัพหลวงกองทัพหลังยกมาถึงเปนลำดับกัน ก็ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ แล้วสมิงมราหูแม่ทัพใหญ่จึงบังคับให้กองทัพทั้งปวงเข้าล้อมเมืองตะเกิงไว้เปนสี่ด้านให้มั่นคง หวังมิให้พระยาน้อยหนีไป แลขณะเมื่อสมิงมราหูยกกองทัพไปนั้น พ่อขวัญเมืองราชบุตรพระเจ้าช้างเผือกประชวรไข้ทรพิศม์ถึงแก่พิราลัย

ฝ่ายพระยาน้อยแจ้งว่า กองทัพยกมาล้อมเมืองไว้แน่นหนาดังนั้นแล้ว จึงให้หาพ่อมอญมังกันจีมาปรึกษาว่า บัดนี้กองทัพมาล้อมเมืองเราไว้ทั้งสี่ด้านคับขันมั่นคงนัก เราจะคิดรบพุ่งประการใด พ่อมอญแลมังกันจีจึงกราบทูลว่า ศึกครั้งนี้มีกำลัง ครั้นจะยกออกตีสมิงมราหูบัดนี้เล่า กำลังศึกยังหนักนัก เห็นจะไม่ได้ชัยชนะก่อน จำจะคิดผ่อนผันด้วยกลอุบายจึงจะได้ จึงมังกันจีผู้เดียวกราบทูลว่า ข้าพเจ้าคิดกลศึกไว้อย่างหนึ่งเรียกว่ากลราชปัญญา ถ้ากระทำตามกลอันนี้แล้ว ถึงข้าศึกมีกำลังรี้พลมาก ก็คงจะแพ้แก่ปัญญา เห็นจะได้ชัยชนะเปนแท้ พระยาน้อยจึงตรัสถามว่า ซึ่งกลสงครามเรียกว่าราชปัญญานั้น คือทำเปนประการใด มังกันจีจึงทูลว่า ข้าพเจ้าจะให้นิมนต์พระอาจารย์มะเปง ท่านออกไปฟังดูกองทัพสมิงมราหูแลกองทัพสมิงชีพราย แล้วจึงให้ไปเจรจาว่ากล่าวด้วยกองทัพเมืองตองอู แลกองทัพเมืองมองมะละ บอกเหตุผลให้รู้แล้ว เห็นกองทัพทั้งสองเมืองจะหาอยู่ไม่จะยกกลับไป ถ้ากองทัพเมืองตองอูเมืองมองมะละยกเลิกไปแล้ว กำลังศึกก็จะน้อยลง เราจึงยกออกหักหาญซ้ำเติมเอาต่อภายหลัง ก็จะได้ชัยชนะโดยง่ายด้วยอุบายผ่อนปรนดังนี้

พระยาน้อยเห็นชอบด้วยจึงตรัสว่า ซึ่งท่านคิดผ่อนกำลังศึกอันกล้าแข็ง ให้อ่อนน้อยลงดังนี้ก็ดีอยู่ เราจะทำตามคำท่านทุกประการ จึงตรัสใช้ให้พ่อมอญไปนิมนต์พระอาจารย์มะเปงเข้ามา จึงตรัสแก่พระอาจารย์มะเปงว่า บัดนี้ศึกมาล้อมเมืองไว้แน่นหนานัก เห็นสมณชีพราหมณ์ราษฎรชาวเมืองจะพลอยได้ความเดือดร้อน ครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่เห็นใครจะช่วยผ่อนผันกำลังศึกได้ เห็นแต่พระคุณเจ้าผู้เดียวมีสติปัญญาสามารถ ฉลาดทั้งคดีโลกคดีธรรม ทั้งจะได้ช่วยแนะนำรับธุระให้สำเร็จได้ พระคุณเจ้าอย่าว่าใช้ว่าวานเลย จงคิดว่าได้กรุณาสงเคราะห์แก่สมณชีพราหมณ์ประชาราษฎรทั้งปวงเถิด ข้าพเจ้าจะนิมนต์พระคุณเจ้าออกไปเจรจาด้วยสมิงมราหู แลกองทัพทั้งปวงจะได้หรือไม่ได้ประการใด พระอาจารย์มะเปงจึงถวายพระพรว่าการเพียงนี้ไม่ยากนัก อย่าว่าแต่มหาบพิตร์จะให้รูปไปหากองทัพเท่านี้เลย ถึงจะให้รูปเข้าไปในกองเพลิง แลป่าเสือป่าราชสีห์ที่ร้ายนั้นก็ดี แต่ว่าเปนประโยชน์แก่พระองค์แล้ว อาตมาภาพก็จะสู้อาสาไปให้สำเร็จดังพระทัยประสงค์ของพระองค์จงได้

พระยาน้อยได้ฟังพระอาจารย์มะเปงรับอาสาแข็งแรงดังนั้น มีพระทัยยินดีนัก จึงตรัสว่าข้าขอบใจพระคุณเจ้าเปนที่สุดแล้ว ถ้ากระนั้นนิมนต์พระคุณเจ้าจงออกไปหาสมิงมราหู ดูกำลังกองทัพแลกิริยาอาการสมิงมราหูจะเปนประการใด แล้วพระคุณเจ้าจงไปหาทัพสมิงชีพราย แลทัพเมืองตองอู แลทัพสมิงเลิกพร้าเมืองมองมะละบอกว่า ซึ่งมีรับสั่งสมเด็จพระราชบิดามาว่า ข้าเปนขบถต่อพระราชบิดา จึงให้ยกกองทัพลงมาจับข้านั้น จะได้เปนรับสั่งของพระราชบิดาหามิได้ พระมหาเทวีกับสมิงมราหูเปนชู้กันคิดแต่งหนังสือแอบรับสั่งพระราชบิดา ให้ยกกองทัพมาจับข้าทั้งนี้ ข้าจะได้เปนขบถต่อพระราชบิดาหามิได้ แลพระมหาเทวีคิดอ่านทั้งนี้ หวังจะเอาราชสมบัติให้แก่สมิงมราหู พระคุณเจ้าจงคิดอ่านว่ากล่าวให้นายทัพนายกองทั้งปวงโกรธแก่พระมหาเทวี แลสมิงมราหูจงได้ แต่พระคุณเจ้าจะเอาของสิ่งใดไปบ้างก็บอกมา ข้าพเจ้าจะได้ให้จัดหาถวายไป พระอาจารย์มะเปงถวายพระพรว่า อาตมาภาพไม่ต้องรับพระราชทานเข้าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป จะเอาแต่ลมปากของอาตมาภาพนี้เปนเครื่องราชบรรณาการไปให้สมิงมราหู ซึ่งกองทัพทั้งสามนั้น อาตมาภาพจะขออาสารบสู้ด้วยเพลงอาวุธคือลมปาก มิให้ยากแก่ทแกล้วทหาร จะให้กองทัพเหล่านั้นเลิกไปจงได้ อย่าทรงพระวิตกเลย พระยาน้อยได้ทรงฟังดังนั้นดีพระทัยนัก ยิ้มแล้วตรัสอำนวยชัยว่า ให้สมดังปากพระคุณว่าเถิด พระอาจารย์มะเปงก็ถวายพระพรลา มาแจ้งความแก่นายทัพนายกองทั้งปวง

ฝ่ายนายกองผู้รักษาหน้าที่ด้านตรงสมิงมราหูอยู่นั้น รู้ในกระแสรับสั่งแน่แล้ว ก็นิมนต์พระอาจารย์มะเปงลงนั่งในสาแหรก เอาเชือกหย่อนลงไปนอกกำแพงเมือง พระอาจารย์มะเปงก็ออกไปยังกองทัพสมิงมราหูแต่ผู้เดียว

ฝ่ายทหารในกองทัพหลวงเที่ยวตระเวนอยู่รอบค่าย ครั้นเห็นพระอาจารย์มะเปงมาผู้เดียว ดูปลาดอยู่ก็ชวนกันตรูเข้าไปซักถาม ครั้นแจ้งความแล้วก็พาพระอาจารย์มะเปงเข้าไปให้ยับยั้งอยู่นอกค่าย จึงเข้าไปแจ้งความแก่สมิงมราหู ๆ ได้แจ้งดังนั้นก็ยินดี เพราะอยากจะใคร่ฟังข่าวพระยาน้อย จึงสั่งทหารให้กลับออกไปนิมนต์พระอาจารย์มะเปงเข้ามา ครั้นพระอาจารย์มะเปงมาถึงแล้ว สมิงมราหูจึงสั่งให้เอาจำลองแดงแคร่ถักด้วยด้ายมาให้พระอาจารย์มะเปงนั่ง แต่พอพระเถระมะเปงขึ้นนั่งด้ายนั้นขาด จำลองก็พลอยทำลายลงด้วย เปนทั้งนี้เพราะบอกเหตุลางร้ายว่า กองทัพสมิงมราหูจะแตกไป สมิงมราหูเห็นดังนั้นจึงให้เอาจำลองทองมาให้พระเถรมะเปงนั่ง ครั้นพระอาจารย์มะเปงนั่งเปนปรกติแล้ว สมิงมะราหูจึงประนมหัตถ์เคารพถามว่า พระคุณเจ้าออกมาด้วยกิจอันใด พระอาจารย์มะเปงจึงถวายพระพรว่า อาตมาภาพออกมาเฝ้ามหาบพิตร์ด้วยธุระพระยาน้อย สมิงมราหูจึงแสร้งถามว่า ตั้งแต่พระยาน้อยมาอยู่เมืองตะเกิงนี้ ยังค่อยเปนสุขอยู่ฤๅประการใด พระอาจารย์มะเปงถวายพระพรว่า พระยาน้อยมาอยู่ในเมืองตะเกิงนี้หามีความสุขไม่ แต่ภาชนะทองจะรองของเสวยนั้น ก็ขัดสนคิดเรรวนอยู่ ครั้นจะกลับไปเมืองพะโคเล่า ตัวได้ทำความผิดแล้วก็กลัวอยู่ จึงมิอาจกลับไปได้ สมิงมราหูจึงว่า ข้าทุกวันนี้รักใคร่พระยาน้อยเหมือนหนึ่งร่วมชีวิตเดียวกัน แต่พระเจ้าช้างเผือกอันเปนพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงพระโกรธนัก ตรัสใช้ให้ยกกองทัพมา ครั้นจะมิมาขัดพระราชโองการมิได้ จนใจอยู่ก็จำมา แลพระมหาเทวีพระเจ้าป้านั้น ยังคิดถึงพระยาน้อยอยู่ มีพระเสาวนีสั่งมาว่า ถ้าพระยาน้อยรู้ตัวว่าทำผิด แม้นออกมาหาโดยดีแล้วก็ให้พามาเถิด พระเจ้าป้าจะช่วยทูลขอโทษให้ แลพระคุณเจ้าจงโปรดไปบอกพระยาน้อยตามคำซึ่งข้าบอกไปนี้ ให้พระยาน้อยออกมาหาข้าพเจ้าเถิด อย่าได้มีความรังเกียจสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย ข้าจะพาไปเฝ้าพระเจ้าช้างเผือกช่วยทูลขอโทษเสีย อย่าให้ยากแก่ทแกล้วทหารไพร่บ้านพลเมืองเดือดร้อนเลย

พระอาจารย์มะเปงได้ฟังดังนั้นก็รู้เท่าว่า สมิงมราหูแต่งลิ้นลมเอาใจดีต่อ หวังจะล่อลวงให้พระยาน้อยหลง จึงแสร้งทำเปนยินดีถวายพระพรว่า ซึ่งพระยาน้อยให้อาตมาภาพออกมาสืบดูทั้งนี้ ก็ประสงค์จะใคร่ทราบซึ่งข่าวดีแลร้าย บัดนี้ ได้ทราบซึ่งข่าวดีแล้วว่า มหาบพิตรแลพระเจ้าป้ายังมีไมตรีจิตรรักใคร่พระยาน้อยอยู่เปนอันมาก อาตมาภาพก็พลอยยินดีด้วย อาตมาภาพจะกลับเข้าไปแจ้งความแก่พระยาน้อย ให้พระยาน้อยออกมาสารภาพรับผิดมหาบพิตรจงได้ พระอาจารย์มะเปงจึงถวายพระพรลาสมิงมราหูไปยังกองทัพสมิงชีพราย ๆ เห็นจึงถามว่าพระชีต้นมาด้วยกิจสิ่งใด พระอาจารย์มะเปงก็บอกแก่สมิงชีพรายตามรับสั่งพระยาน้อย ซึ่งสั่งมาให้ว่านั้นทุกประการ

สมิงชีพรายได้ฟังแล้วจึงว่า พระชีต้นกลับเข้าไปถวายพระพรแก่พระราชบุตร์เถิด ว่าข้าพเจ้าสมิงชีพรายกราบถวายบังคมมาแทบฝ่าพระบาทพระราชบุตร์พระเจ้าช้างเผือก ด้วยการทั้งปวงนี้แจ้งอยู่ในพระทัยของพระลูกเจ้ามาแต่ก่อนแล้ว อย่าให้ทรงพระวิตกเลย ข้าพเจ้าจะช่วยไปกว่าจะสำเร็จการของพระลูกเจ้าจงได้ ครั้นแล้วพระอาจารย์มะเปงก็ลามากองทัพสมิงเลิกพร้า เจ้ามืองมองมะละว่ากล่าวให้สมิงเลิกพร้าฟัง ดุจว่าแก่สมิงชีพรายทุกประการ แล้วบอกว่าพระตะบะ เมืองเมาะตะมะ ได้ทราบเหตุดังนี้แล้วก็หายกทัพมาไม่ ครั้นสมิงเลิกพร้าได้ฟังพระอาจารย์มะเปงว่าดังนั้นแล้ว ดูกองทัพเมืองเมาะตะมะ ก็ไม่ยกมาสมคำพระอาจารย์มะเปงว่า สมิงเลิกพร้าก็โกรธ จึงว่าหยาบช้าไปถึงพระมหาเทวีว่า สัตรีชั่วนี้น้ำใจกระนั้นเจียวหนอ เมื่อเปนชู้กันกับเด็กหามีความอายไม่ คิดจะฆ่าลูกหลานเสีย ไม่คิดว่าเปนญาติวงศ์เชื้อสายของตน อนึ่งกับเราก็ได้สัญญาไว้ว่า ถ้าพระเจ้าช้างเผือกสวรรคตแล้ว จะเอาราชสมบัติให้แก่เรา บัดนี้ได้ผัวหนุ่มชุ่มชื่นน้ำใจแล้ว แต่งกลอุบายมาลวงใช้เรา จะเอาราชสมบัติให้แก่สมิงมราหูอีกเล่า พระมหาเทวีนี้เปนหญิงใจโลเลหาดีไม่ แล้วจึงสั่งพระมหาเถรมะเปงว่า นิมนต์พระชีต้นกลับไปแจ้งแก่พระราชบุตร์พระเจ้าช้างเผือกเถิดว่า แต่เดิมนั้นโยมสำคัญว่า เปนกำหนดของพระเจ้าช้างเผือกจริงจึงยกมา บัดนี้รู้แล้วจะอยู่ทำการไปไย โยมจะเลิกทัพกลับไป อย่าให้พระราชบุตรพระเจ้าช้างเผือกทรงพระวิตกในกองทัพโยมนี้เลย พระอาจารย์มะเปงก็ลาสมิงเลิกพร้ามาหากองทัพเมืองตองอู เล่าคดีให้ฟังดุจบอกเล่าแก่สมิงเลิกพร้าแต่หลังนั้น แล้วว่ากองทัพเมืองเมาะตะหมาะเขารู้การฉนี้แล้ว ก็มิได้ยกมา บัดนี้กองทัพเมืองมองมะละก็เลิกไปแล้ว พระยาตองอูได้ฟังพระอาจารย์มะเปงบอกดังนั้นก็โกรธพระมหาเทวีว่าลวงใช้ จึงตอบว่าถ้ากองทัพเมืองมองมะละเขายกเลิกไปแล้วโยกก็จะเลิกไปด้วยกัน อย่าให้พระราชบุตรพระเจ้าช้างเผือกทรงพระวิตกเลย

ฝ่ายพระอาจารย์มะเปง เที่ยวบอกแก่นายทัพนายกองทั้งปวงเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาเมืองตะเกิง ครั้นมาเห็นพระยาน้อยเสด็จออกพร้อมด้วยขุนนางที่ปรึกษาทแกล้วทหารทั้งปวง พระอาจารย์มะเปงก็เดินยิ้มเข้ามาแต่ไกล พระยาน้อยเห็นพระมะเปงเดินยิ้มเข้ามาดังนั้นก็พลอยดีพระทัย อาราธนาให้นั่งในที่สมควรแล้ว จึงตรัสถามว่าพระคุณเจ้าออกไปหากองทัพนั้นได้เนื้อความสมคะเนที่คิดไว้หรือประการใด เห็นจะเหมือนปากว่าแลกระมังจึงเดินยิ้มเข้ามา ข้าพเจ้าเห็นเปนอัศจรรย์งามนักหนา พระอาจารย์มะเปงจึงถวายพระพรว่า อาตมาภาพไปวันนี้ได้ท่วงทีชอบกลนัก แล้วก็ได้ชัยนิมิตรมงคลใหญ่หลวงด้วย เมื่ออาตมาภาพไปถึงนั้น สมิงมราหูให้เอาจำลองแดงพื้นแคร่ถักด้วยด้ายมาให้นั่ง ครั้นขึ้นนั่งพื้นนั้นขาดลง ทั้งจำลองนั้นก็พลอยหักทะลายลงด้วย สมิงมราหูจึงเอาจำลองทองมาให้นั่ง แลตัวอาตมาภาพซึ่งรับอาสาออกไปในครั้งนี้ ก็เปรียบเหมือนหนึ่งพระองค์เจ้า แลจำลองแดงซึ่งหักนั้นได้แก่สมิงมราหู อันด้ายพื้นแคร่ขาดลงนั้นคือบอกลางสำแดงเหตุว่า กองทัพสมิงมราหูจะแตกไป แลซึ่งจำลองก็พลอยหักลงด้วยนั้น คือบอกเหตุว่า สมิงมราหูจะตายด้วยอาญาแห่งพระองค์ แลจำลองทองนั้น คือได้แก่เมืองพะโค ซึ่งอาตมาภาพขึ้นนั่งบนจำลองทองดีอยู่นั้น คือพระองค์จะได้นั่งเมืองพะโคเปนใหญ่ มีพระเดชเดชานุภาพเปนอันมาก แลสมิงเลิกพร้านั้นครั้นได้ฟังอาตมาภาพบอกความให้รู้แล้ว ก็โกรธว่าหยาบช้าแก่พระมหาเทวี บัดนี้ว่าจะเลิกทัพกลับไป แลกองทัพเมืองตองอูนั้นก็จะเลิกไปด้วยกัน ฝ่ายสมิงชีพรายกราบถวายบังคมเข้ามาว่า เนื้อความทั้งนี้ก็ทราบอยู่ในพระทัยของพระองค์แล้ว อย่าให้ทรงพระวิตกเลย อาตมาภาพเห็นสมความคิดดังนี้จึงเดินยิ้มเข้ามา

พระยาน้อยได้ทรงฟังดังนั้นก็ดีพระทัย จึงตรัสยกยอพระมะเปง พระคุณเจ้าช่วยรับธุระข้าพเจ้าทั้งนี้ มีคุณอันใหญ่ยิ่ง จะปูนบำเหน็จถวายให้ถึงขนาด ถ้าพระคุณเจ้าสึกเปนฆราวาสออกมาแล้ว ข้าพเจ้าจะให้จัดอิสตรีสาวรูปงามสักยี่สิบจะได้เปนคนสำหรับปฏิบัติพระคุณเจ้า ๆ จะได้มีความสบายเมื่อภายแก่ พระอาจารย์มะเปงได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ จึงถวายพระพรว่า อาตมาภาพทำดังนี้ จะได้หมายเอาบำเหน็จทรัพย์เงินทองแลยศถาศักดิ์หามิได้ คิดว่าพระองค์เปนราชบุตรของพระเจ้าแผ่นดิน ได้พึ่งพระบารมีของท่านคุ้มครองรักษาอยู่ ครั้นพระราชบุตรท่านมีทุกข์แล้วจะละให้เปนอันตรายก็มิชอบ จำจะช่วยให้สำเร็จ มิได้คิดแก่ความเหนื่อยยาก พระยาน้อยจึงตรัสว่า ข้าขอบใจพระคุณเจ้ายิ่งนัก ด้วยมีคุณหาที่สุดมิได้

ฝ่ายสมิงเลิกพร้าเจ้าเมืองมองมะละ แลเจ้าเมืองตองอูทั้งสองนั้น ครั้นพระอาจารย์มะเปงกลับไปแล้ว สมิงเลิกพร้าแลเจ้าเมืองตองอูก็เลิกทัพแยกทางกันไป ฝ่ายทหารกองสอดแนมของสมิงมราหูรู้ดังนั้น ก็รีบเอาความไปแจ้งแก่สมิงมราหู ๆ ได้แจ้งว่ากองทัพเมืองมองมะละเมืองตองอูเลิกไปดังนั้นก็ตกใจ จึงใช้ให้คนไปถามว่า มีรับสั่งพระเจ้าช้างเผือกตรัสใช้ให้ยกลงมาจับพระยาน้อย ยังมิได้กระทำการให้สำเร็จ เหตุไฉนจึงมาเลิกทัพไปเสียดังนี้เล่า ครั้นผู้ไปตามทันทัพสมิงเลิกพร้าก็ว่าตามสมิงมราหูสั่งมานั้นทุกประการ สมิงเลิกพร้าได้ฟังก็โกรธ จึงว่าหญิงแก่กับเด็กหนุ่มสมาคมเปนชู้ด้วยกันแล้ว ทำใจใหญ่มาลวงใช้กูด้วยเล่า มึงเร่งกลับไปบอกแก่เจ้ามึงเถิด ว่าถ้าจะใช้กูแล้ว ก็ให้จับเอาเงากูไปใช้ ซึ่งจะลวงใช้ตัวกูนั้นไม่ได้แล้ว ฝ่ายกองทัพเมืองตองอูก็ว่ากล่าวดุจเดียวกันแล้วรีบยกไป

ฝ่ายคนใช้ก็กลับมาแจ้งความแก่สมิงมราหูตามถ้อยคำสมิงเลิกพร้าแลทัพเมืองตองอูว่านั้นเสร็จสิ้นทุกประการ สมิงมราหูได้ฟังดังนั้นก็โกรธเจ้าเมืองทั้งสอง แต่จนใจอยู่ไม่รู้ที่จะทำประการใด ครั้นจะแต่งทหารไปให้ว่ากล่าวหักหาญ ก็กลัวจะเกิดรบพุ่งกันขึ้นเปนศึกสองหน้า จำจะนิ่งอดทนไว้ก่อน ถ้าเสร็จศึกพระยาน้อยแล้ว จึงจะคิดแก้แค้นตอบแทนเจ้าเมืองทั้งสองเมื่อภายหลัง

ขณะนั้นทหารในเมือง ซึ่งรักษาหน้าที่ด้านทัพเมืองมองมะละเมืองตองอู ครั้นเห็นกองทัพทั้งสองเลิกไป ก็ร้องบอกกันอื้ออึงขึ้นว่ากองทัพเจ้าเมืองทั้งสองเลิกไปแล้ว พอพระยาน้อยเสด็จมาเลียบเมืองตรวจตราดูนายด่านนายกองผู้รักษาหน้าที่ ทอดพระเนตร์เห็นคนผู้หนึ่ง เขาจำตรวนไว้จนผมยาวนั่งทับได้ จึงสั่งให้ไปถามว่าเปนโทษอันใด แลคนโทษนั้นจึงบอกว่า ข้าพเจ้าชื่อมะกะนาย กู้เงินท่านไปค้าสำเภา ๆ เสีย ทรัพย์สิ่งของสูญสิ้นตัวมิตายรอดมาได้ เจ้าหนี้ท่านให้จำตรวนเร่งเงิน ยังค้างอยู่เปนเงินตรายี่สิบชั่ง หาเงินจะให้ท่านมิได้ ข้าพเจ้าจึงได้ต้องจำอยู่ดังนี้ ครั้นผู้ไปถามได้เนื้อความแล้ว ก็กลับมากราบทูลพระยาน้อยตามคำมะกะนายบอกทุกประการ

พระยาน้อยได้แจ้งแล้ว ก็ทรงพระดำริห์ว่า กำลังศึกครั้งนี้มากนักเหลือกำลังทแกล้วทหารเราจะต่อรบ เราก็คิดผ่อนผันให้กองทัพทั้งสองเมืองเลิกไปแล้ว ยังอยู่แต่กองสมิงชีพรายแลกองทัพสมิงมราหู แต่สมิงชีพรายนั้นเข้าอยู่ข้างเรา ถึงกระนั้นเล่าก็ดีกำลังศึกยังไม่อ่อนแท้ ด้วยรี้พลทแกล้วทหารของสมิงมราหูยังอยู่มากกว่าเราสักสองสามเท่า แม้นเราจะยกออกโจมตีค่ายสมิงมราหูบัดนี้ ก็คงจะเสียรี้พลด้วยกันทั้งสองฝ่ายเหมือนสาดน้ำรดกัน ถ้าเราเอามะกะนายผู้นี้มาว่ากล่าวสั่งสอน ให้แต่งกลอุบายไปล่อลวงสมิงมราหู ให้สมิงมราหูแบ่งกองทัพไปตั้งเสียที่อื่นกองหนึ่งแล้ว ถึงสมิงมราหูเพลี่ยงพล้ำลงจะมาช่วยก็ไม่ทันที เราจึงยกออกโจมตีปล้นค่ายสมิงมราหูอย่าให้ทันรู้ตัว เห็นจะได้ชัยชนะเปนมั่นคง ทรงพระดำริห์เห็นชอบแล้ว จึงให้ทหารไปเอาตัวมะกะนายเข้ามา ครั้นมะกะนายเข้ามาถึงกราบถวายบังคมแล้ว ก็หมอบเฝ้าอยู่คอยฟังรับสั่ง พระยาน้อยจึงตรัสถามว่า เองสิจะหาเงินให้เจ้าหนี้มิได้แล้ว เองก็จะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่จนตาย ถ้าเอ็งตั้งจิตต์สวามิภักดิ์รับอาสากูได้แล้ว กูจะใช้เงินตรายี่สิบชั่งให้แทน ถ้าสำเร็จราชการแล้ว กูจะชุบเลี้ยงปูนบำเหน็จให้ถึงขนาด อนึ่งความชอบของเองก็จะปรากฎอยู่ในโลก มีชื่อเสียงไปในราชพงษาวดารสิ้นหมื่นแสนปีเปนอันมาก มะกะนายก็กราบทูลว่า ข้าพเจ้าจะขอรับอาสาให้สำเร็จการของพระองค์จงได้ ถึงตัวจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ขอฝากแต่บุตรภรรยาไว้เปนข้าฝ่าพระบาทพระองค์สืบไป

พระยาน้อยได้ฟังจึงตรัสว่า ข้อนั้นเองอย่าวิตกเลย แม้นเองรับอาสาสำเร็จการแล้ว บุตรภรรยานั้นกูจะปลูกเลี้ยงให้มีความสุขสืบไปให้สมกับความชอบ แล้วสั่งให้หาตัวเจ้าหนี้เข้ามา จึงตรัสว่ามะกะนายผู้นี้จะสวามิภักดิ์รับอาสาเรา ๆ จะใช้เงินตรายี่สิบชั่งซึ่งท่านติดค้างอยู่นั้นให้แทนมะกะนาย ท่านจะเห็นประการใด คนผู้เจ้าหนี้จึงกราบทูลว่า ถ้ามะกะนายรับอาสาพระองค์ได้แล้ว เงินซึ่งจะพระราชทานให้แทนนั้นข้าพเจ้าไม่เอาแล้ว ขอถวายไว้ใต้ฝ่าพระบาท จะได้แจกทแกล้วทหารซึ่งมีความชอบ ข้าพเจ้าจะขอพึ่งบุญบารมีพระองค์สืบไป

พระยาน้อยได้ฟังเจ้าหนี้ว่าดังนั้นก็ดีพระทัยจึงตรัสว่า ซึ่งท่านมีจิตต์ภักดีต่อเรา หวังจะให้กำลังแก่พลทหารของเรา ๆ ขอบใจขอบคุณท่านนัก ถ้าสำเร็จราชการแล้ว เราจะสนองคุณท่านให้ถึงขนาด คนผู้เจ้าหนี้มีความยินดีรับคำแล้วก็ถวายบังคมลากลับไป พระยาน้อยจึงตรัสเรียกมะกะนายเข้ามาเฝ้าในที่ใกล้ อยู่แต่ทหารแลคนสนิทใช้สอยซึ่งวางพระทัยได้ หามีผู้อื่นแปลกปลอมไม่ จึงให้มะกะนายถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาแล้ว จึงตรัสว่าธุระของเองก็สำเร็จแล้ว บัดนี้กูจะคิดกลอุบายตีหลังเองให้แตก แล้วใส่ตรวนปล่อยออกไปให้เข้าหากองทัพ ถ้าสมิงมราหูไต่ถามเองจงบอกว่า กูรู้ว่ากองทัพยกมาก็ตกใจ จึงปรึกษาแก่พ่อมอญมังกันจีว่า กำลังศึกมากนัก เห็นทแกล้วทหารชาวเมืองจะสู้รบมิได้ คิดกันจะหนีไปเมืองอื่น แลที่ผู้ใดมีทรัพย์สิ่งของมาก ก็ให้เก็บริบเอามาเปนกำลัง ที่ผู้ใดขัดขืนมิให้ก็ให้โบยตีเร่งรัดจำจองไว้เปนอันมาก ชาวเมืองทั้งปวงรู้ว่ากองทัพยกมาก็ดีใจยิ่งนัก แต่จะหนีออกมานั้นยังมิได้ แต่เองผู้เดียวหนีออกมาหา เพื่อจะบอกเนื้อความให้แจ้งหวังจะได้แก้แค้น แล้วเองจงบอกกำหนดว่า กูจัดเรือเตรียมไว้จะหนีออกจากเมืองเวลาค่ำพรุ่งนี้ มะกะนายก็รับตามคำพระยาน้อย ๆ จึงให้ตัดผมมะกะนายเปนรอยเก่าแล้ว ก็ให้เอาหวายผ่าซีกมาตีหลังมะกะนายพอแตกเปนแผล แล้วใส่ตรวนปล่อยออกไป

ฝ่ายทหารในกองทัพสมิงมราหูจับได้จึงซักถามว่า เหตุไรจึงต้องตีจำมาฉะนี้ มะกะนายจึงบอกว่า พระยาน้อยทำข่มเหงริบราชบาตรข้าพเจ้าแลชาวบ้านชาวเมือง แล้วให้ตีโบยจำจองไว้เปนอันมาก แต่ข้าพเจ้าได้แจ้งว่า พระราชบุตรเขยพระเจ้าช้างเผือกยกลงมาก็มีความยินดีนัก ข้าพเจ้าจึงลอบหนีออกมาหาท่าน หวังจะบอกเนื้อความให้แจ้งทุกประการ

ฝ่ายกองทัพได้ฟังดังนั้น ก็พามะกะนายเข้าไปหาสมิงมราหู ๆ จึงถามมะกะนาย ๆ ก็บอกความตามคำพระยาน้อยสั่งทุกประการ สมิงมราหูได้ฟังดังนั้นก็คิดว่าจริง เห็นสมคำพระอาจารย์มะเปงว่า หาสงสัยมิได้ ก็มีความยินดีนัก จึงตบเพลาเข้าหัวเราะแล้วว่าแก่ทหารคนสนิททั้งปวงว่า พระยาน้อยถือดีว่าเปนคนกล้าแข็งมีฤทธิ์เดชมากนัก เปนไฉนจึงจะหนีเรา แล้วสั่งให้ถอดมะกะนายออกจากจำ ให้เสื้อผ้าสำรับหนึ่งเปนรางวัล แล้วให้คนไปบอกสมิงชีพรายแลนายทัพนายกองทั้งปวงว่า บัดนี้มะกะนายชาวเมืองตะเกิงหนีออกมาบอกว่า พระยาน้อยจะหนีเวลาค่ำพรุ่งนี้แล้ว ให้สมิงชีพรายแลนายทัพนายกองทั้งปวง ยกลงไปตั้งข้างด้านใต้คอยสกัดจับพระยาน้อยให้จงได้ ถ้าพระยาน้อยหนีออกไปได้ด้านใคร จะจับเอาตัวผู้นั้นเปนโทษถึงสิ้นชีวิต คนใช้ก็ไปบอกสมิงชีพรายแลนายทัพนายกองตามคำสมิงมราหูสั่งทุกประการ

สมิงชีพรายได้ฟังดังนั้น ก็รู้แจ้งในกลอุบายของพระยาน้อย จึงว่าแก่ทหารของตัวว่า ครั้งนี้เห็นจะจับพระยาน้อยได้โดยง่าย จะได้กลับไปบ้านเร็วแล้ว จะไม่ได้ความเหนื่อยยากลำบากนัก จึงแกล้งทำเปนดีใจแล้วหัวเราะ สมิงชีพรายนายทัพนายกองทั้งปวงก็เลิกกองทัพลงไปตั้งอยู่ด้านใต้ตามคำสมิงมราหูสั่งสิ้น ยังเหลืออยู่แต่ค่ายสมิงมราหูค่ายเดียว

ฝ่ายพระยาน้อยคอยฟังกิตติศัพท์อยู่ พอนายกองผู้รักษาหน้าที่ให้ทหารคนใช้มากราบทูลว่า กองทัพทั้งนั้นยกเลิกไปตั้งที่อื่นสิ้นแล้ว ยังแต่ทัพสมิงมราหูกองเดียว พระยาน้อยได้ทรงฟังดังนั้นก็ดีพระทัย จึงให้จัดกองทัพตั้งเปนขบวนคชพยุหเสร็จแล้วพอได้ศุภฤกษ์ พระองค์ก็เสด็จขึ้นทรงพลายประกายมาศเปนคชาธาร พ่อเม้ยพะนูขี่พลายเพรียว พ่อเม้ยเป้าขี่พลายเพ็ชร์ พ่อเม้ยอินทร์ขี่พลายสิงหนารายน์ พ่ออู่หมอเฒ่าขี่พลายผจญมาร มังกันจีขี่พลายรักน้อย พ่อมอญขี่พลายสุริย คนผู้มีชื่อซึ่งขึ้นช้างพลายทั้งหกนี้ ล้วนเปนคนสนิทชิดชอบรักษาพระองค์ พร้อมไปด้วยช้างดั้งช้างกันสารแซกแซงคับค้ำค่ายโสดแล่นทั้งปวงเปนอันมาก พรั่งพร้อมด้วยหมู่พลทหารหน้าหลัง พลดาบดั้งโล่ห์เขนทวนทองเครื่องสรรพาวุธน้อยใหญ่ครบถ้วน

ขณะเมื่อพระยาน้อยขึ้นทรงช้างพระที่นั่ง จะออกจากเมืองตะเกิงนั้น ได้สดับเสียงบนอากาศร้องว่า ไชยะๆ สามครั้ง นายทัพนายกองแลไพร่พลทั้งปวงก็ได้ยินด้วยกันสิ้น มังกันจีได้ฟังศัพท์สำเนียงเปนชัยมงคลดังนั้น จึงกราบทูลว่า เทพยดาเจ้าให้ฤกษ์เปนมงคลสวัสดิ์ดังนี้ พระองค์จะได้ชัยชนะเปนแท้แล้ว เชิญพระองค์ยกไปเถิด พระยาน้อยก็ให้เปิดประตูเมืองลั่นฆ้องโบกธงเอาชัย ยกทหารออกไปตรงค่ายสมิงมราหู แล้วไสช้างพระที่นั่งเข้าหักค่ายสมิงมราหู หมู่พลทหารทั้งปวงก็โห่ร้องอื้ออึง บ้างก็ยิงเกาทัณฑ์แทงฟันรุลระดมเข้าไปพร้อมกัน ตีหักเข้าได้ในค่ายสมิงมราหู ทหารพระยาน้อยก็ไล่ฆ่าฟันทหารสมิงมราหูล้มตายเปนอันมาก สมิงมราหูก็ตกใจไม่ทันรู้ตัวมิได้คิดสู้รบ วิ่งขึ้นช้างพังตัวหนึ่งออกทางหลังค่ายหนีไป มีทหารคนสนิทติดตามไปยี่สิบสามสิบคน ฝ่ายพลทหารสมิงมราหูนั้น ต่างคนต่างแตกกระจัดกระจายไปสิ้น ขณะเมื่อพระยาน้อยตีค่ายสมิงมราหูได้นั้นยังเสด็จประทับอยู่ในค่าย

ฝ่ายสมิงชีพรายรู้ว่า สมิงมราหูแตกไปแล้วก็ดีใจนัก จึงพานายทัพนายกองทั้งปวงมาเฝ้าพระยาน้อย กระทำสัตย์ถวายพระยาน้อย ๆ จึงตรัสว่า สมิงชีพรายพานายทัพนายกองทั้งปวงมาสามิภักดิ์กระทำสัตย์ต่อเรา ๆ ขอบใจท่านทั้งปวงอยู่แล้ว แต่ว่าครั้นจะอยู่ช้าไปเกลือกพระมหาเทวีรู้ ตัวท่านก็จะเปนโทษให้เร่งยกตามสมิงมราหูไปในเวลากลางคืนวันนี้ อย่าให้เขาสงสัยได้ สมิงชีพรายก็เห็นด้วย จึงทูลพระยาน้อยว่า บัดนี้สมเด็จพระราชบิดาทรงพระประชวรหนักอยู่แล้ว อย่าให้พระองค์ช้าอยู่ให้เร่งยกขึ้นไปเถิด ข้าพเจ้าทั้งปวงจะรับทำการในเมืองแล้ว สมิงชีพรายก็ถวายบังคมลาพระยาน้อย พานายทัพนายกองทั้งปวงยกขึ้นไปเมืองพะโค ครั้นสมิงชีพรายยกไปแล้ว พระยาน้อยจึงสั่งให้ทหารเก็บเอาเครื่องอุปโภคเครื่องบริโภค เครื่องสาตราอาวุธ แล้วเสด็จกลับเข้าเมือง

ฝ่ายสมิงมราหูแตกหนีขึ้นไปถึงเมืองพะโคก่อนนายทัพนายกองทั้งปวง จึงไปเฝ้าพระมหาเทวีทูลแจ้งเหตุให้ฟังทุกประการ ฝ่ายพระมหาเทวีได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงคิดแกล้งจะเอาโทษสมิงชีพราย ครั้นสมิงชีพรายนายทัพนายกองไปถึงพร้อมกันแล้ว พระมหาเทวีจึงตรัสว่ามีรับสั่งพระเจ้าช้างเผือก ให้สมิงมราหูสมิงชีพรายนายทัพนายกองทั้งปวง ยกลงไปกระทำการจับพระนาน้อยนิดหนึ่งเท่านี้ สมิงชีพรายเปนผู้ใหญ่มิได้คิดการให้รอบคอบ ทำให้แตกพ่ายแพ้แก่พระยาน้อย เสียเครื่องสาตราอาวุธช้างม้าไพร่พลเปนอันมาก สมิงชีพรายมีโทษผิดถึงตายหรือไม่ สมิงชีพรายจึงทูลว่า ซึ่งแตกพ่ายมาครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะได้แตกด้วยหามิได้ ด้วยสมิงมราหูเปนแม่ทัพบังคับให้ข้าพเจ้าทั้งปวงยกลงไปตั้งคอยสกัดจับพระยาน้อยอยู่ท้ายเมือง ครั้นเวลาเที่ยงคืนพระยาน้อยยกทหารออกโจมตี พระราชบุตรเขยพระเจ้าช้างเผือกก็มิได้รบสู้แตกหนีมาเอง พระองค์จะเอาโทษข้าพเจ้าอย่างไรขอได้ทรงพระดำริห์ดูจงควร พระมหาเทวีได้ทรงฟังดังนั้น ก็จนพระทัยอยู่ไม่รู้ที่จะเอาโทษสมิงชีพรายประการใด

ฝ่ายพระยาน้อยครั้นมีชัยชนะสมิงมราหูแล้ว จึงให้หาพ่อมอญมังกันจีนายทัพนายกองทแกล้วทหารทั้งปวงเข้ามาพร้อม จึงพระราชทานเงินทองเสื้อผ้า ปูนบำเหน็จรางวัลแก่ผู้มีความชอบในสงครามเสร็จแล้ว จึงตรัสปรึกษาด้วยพ่อมอญ แลมังกันจี แลนายทัพนายกองทั้งปวงว่า ซึ่งสมิงมราหูเสียทีแตกพ่ายไปครั้งนี้เพราะกลอุบายความคิดของเรา ใช่จะแตกด้วยแพ้ฝีมือทีเดียวนั้นหามิได้ ถ้าสมิงมราหูไปถึงเมืองพะโคแล้ว ก็จะคิดกันกับพระมหาเทวีทำการใหญ่หลวงขึ้น การสงครามก็จะยืดยาวช้าไป ฝ่ายเรากำลังน้อย ถ้าช้าอยู่จะได้ความขัดสน จำจะรีบยกขึ้นไปติดเมืองพะโคเสียก่อนอย่าให้ทันสมิงมราหูตั้งตัวได้ จะได้คิดทำการเอาชัยชนะโดยเร็ว พ่อมอญมังกันจีแลนายทัพนายกองก็เห็นด้วย พระยาน้อยจึงให้นายทัพนายกองถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาณตำหนักเสร็จแล้ว จึงทรงจัดกองทัพทั้งปวงให้มังกันจีคุมคนสามพัน พ่อเลิกคุมคนพันหนึ่ง มะสอดคุมคนพันหนึ่ง มะเกาะคุมคนพันหนึ่ง มะละคุมคนพันหนึ่ง มะเสิดโคคุมคนพันหนึ่ง มะพะโคคุมคนพันหนึ่ง มะละตะเกิงเปนสร่ายอินคุมคนร้อยห้าสิบ มะตะสุเปนสร่ายนาตคุมคนร้อยห้าสิบ มะเตาเปนสร่ายกะโลดคุมคนร้อยห้าสิบ มะเกิดเปนสร่ายกลายคุมคนร้อยห้าสิบ มะสนเปนสร่ายยักคุมคนร้อยห้าสิบ มะปุยเปนสร่ายละเปืองคุมคนร้อยห้าสิบ มะนอนเปนสร่ายคลานคุมคนร้อยห้าสิบ มะเด็ดสังข์เปนสร่ายโลกกุมารคุมคนร้อยห้าสิบ มะเตะเปนสร่ายชัยคุมคนร้อยห้าสิบ มะสิงห์เปนสร่ายตะมอกคุมคนร้อยห้าสิบ มะชูเปนสร่ายพรหมมาคุมคนร้อยห้าสิบ มะอู่เปนสร่ายสุกะเมาะคุมคนร้อยห้าสิบ มะสุเปนสร่ายจอมประสรอยคุมคนร้อยห้าสิบ มะพักเปนสร่ายลนณเจ้าคุมคนร้อยห้าสิบ สิริทัพบกเปนนายทัพแปดสร่ายนายกองสิบสี่ไพร่หมื่นสองพันร้อย แลทัพเรือนั้นตั้งให้พ่อมอญเปนนายทัพคุมไพร่ห้าพัน บันจุเรือรบห้าร้อยลำ สรรพไปด้วยเครื่องสรรพาวุธใหญ่น้อย แลปักธงเทียวเขียวขาวเหลืองแดงดูไสวพร้อมเสร็จ ครั้นแล้วพระยาน้อยจึงให้นิมนต์พระอาจารย์มะเปงเข้ามาจึงตรัสถามว่า บัดนี้ข้าพเจ้าจะยกไปตีเมืองพะโค กระทำการตอบแทนแก้แค้นสมิงมราหู แต่มีความวิตกนัก ด้วยเมืองตะเกิงนี้เปนที่สำคัญมั่นคงอยู่ ทั้งเข้าปลาอาหารก็บริบูรณ์ ได้อาศัยตั้งมั่นเปนที่ชัยภูมิดีอยู่แล้ว ถ้าไปทำศึกขัดสนลงประการใดจะได้กลับมาอาศัยซ่องสุมผู้คน ซึ่งจะวางใจให้ผู้อื่นรักษานั้นก็ไม่เห็นผู้ใดสมควร เห็นแต่พระคุณเจ้าผู้เดียวมีสติปัญญามาก อาจที่จะอยู่รักษาเมืองปราบปรามเสี้ยนสัตรูให้ราบคาบ เปนที่วางใจของข้าพเจ้าได้ นิมนต์พระคุณเจ้าสึกออกมาช่วยรักษาเมืองด้วยเถิด ถ้าสำเร็จราชการแล้ว ข้าพเจ้าจะชุบเลี้ยงปูนบำเหน็จให้ถึงขนาด อนึ่งพระคุณเจ้าถือเพศบรรพชิตบวชอยู่ดังนี้ ถ้าได้บันลุธรรมวิเศษเปนพระอรหัตต์ ตัดมูลราคตัณหาขาดเด็ดจากสันดาน ก็จะประกอบด้วยสุขในญาณสมาบัติเปนบรมสุขอย่างยิ่ง ความสุขในมนุษย์แลสวรรค์เทวโลกนั้นจะเปรียบเทียบมิได้ แม้นไม่สำเร็จมรรคผลยังเปนสมณปุถุชนอยู่แล้ว ข้าพเจ้าเห็นหามีความสุขไม่ มีแต่ทุกข์อยู่เปนนิจ เพราะปฏิบัติกิริยาบำเพ็ญศีลขันธ์จะให้บริบูรณ์บริสุทธิ์นั้นเปนอันยาก ล้วนแต่มีข้อบัญญัติห้ามหวง จะบริโภคอาหารก็ได้แต่เวลาหนึ่งสองเวลา ครั้นล่วงเวลาแล้วก็บริโภคมิได้ อนึ่งมีความร้อนรนรำคาญใจบังเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีความสบาย เพราะไม่มีผู้จะช่วยระงับดับความร้อน ถ้าพระคุณสึกออกมาเปนคฤหัสถ์นั้น ข้าพเจ้าเห็นมีความสุขสองประการ คือจะดูฟ้อนรำฟังเครื่องดีดสีตีเป่าขับร้อง แลดูฟังสรรพการเล่นทั้งปวง หรือจะบริโภคอาหารณเวลาใด ๆ ก็ได้ ไม่มีผู้ใดจะห้ามปราม จัดเปนความสุขของปุถุชนประการหนึ่ง แลความสุขอีกอย่างหนึ่งนั้น เปนความสุขอย่างยิ่งของมนุษย์ ถึงเทพยดาอินทร์พรหมก็นับถือว่าเปนสุข ถ้าจะเรียกว่าเปนของมีรส ก็เปนรสอันอร่อยวิเศษอย่างดี ถ้าผู้ใดบริโภคแล้ว รสอร่อยก็ซาบซ่านทุกเส้นขนราวกับได้บริโภครสทิพสุธาโภชน์ของสมเด็จอัมรินทร์ในเทวโลก เหมือนอย่างพระคุณเจ้าบวชมานาน ๆ ดังนี้ ยังไม่เคยพบเห็น ถ้าได้ลองชิมรสอันอร่อยสักครั้งหนึ่งสองครั้งแล้ว ก็จะติดใจมิรู้อิ่ม สักหน่อยจะเพลิดเพลินลืมความสุขในสมณเปนแท้ รสอร่อยวิเศษดังนี้ เปนความสุขอย่างยิ่งของมนุษย์ประการหนึ่ง พระยาน้อยตรัสแนะนัยเปนสำนวน ให้พระอาจารย์มะเปงฟังดังนี้แล้วก็ทรงพระสรวล พ่อมอญมังกันจีแลขุนนางทั้งปวงที่เฝ้าอยู่นั้น ก็พลอยหัวเราะสิ้นทุกคน แล้วพระยาน้อยจึงตรัสถามว่า ข้าพเจ้าว่าดังนี้ พระคุณเจ้าเห็นเปนสุขหรือประการใด

พระอาจารย์มะเปงได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มอยู่ จึงถวายพระพรว่า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า ความสุขในฆราวสมีดังนั้น อาตมาภาพก็เห็นตามพระกระแสร์ แต่เจือประกอบด้วยความทุกข์เปนอันมาก ซึ่งจะเทียบเทียมกับความสุขในสมณนั้นมิได้ อันกุลบุตรทั้งปวงที่มีศรัทธาละคฤหสถาน ตัดความกังวลห่วงใยออกบรรพชาเปนสมณะประพฤติพรหมจรรย์นั้น ก็ได้ซึ่งความสุขสองประการเหมือนกัน คือ ความสุขปัจจุบันแลอนาคต กระทำตามพระพุทธภาษิตสั่งสอนเปนเยี่ยงอย่างสืบมา อาตมาภาพจะขอถวายวิสัชนาให้กว้างขวาง ตามกระแสร์พระพุทธบัณฑูรที่โปรดประทานเทศนาไว้ มีในสุตันตะปิฎกนั้นว่า อันกุลบุตร์ได้บรรพชาในพระพุทธสาสนานั้น ประกอบด้วยพระอานิสงส์พ้นที่จะประมาณ เพราะได้รักษากายสุจริต รักษาวจีสุจริต รักษามโนสุจริตเปนอันดี อันดวงจิตต์ของฆราวาสนั้น จะขัดเกลาให้ผ่องใสได้ยาก ดวงจิตต์ของบรรพชิตขัดเกลาให้บริสุทธิ์ผ่องใสโดยง่าย ถึงสมเด็จพระพุทธเจ้าอันเปนยอดมงกุฎแก้วของสัตว์ในไตรภพ เมื่อพระองค์ยังเพียรบำเพ็ญบุญญาภิสมภารเสวยพระชาติเปนมนุษย์อยู่ก่อนนั้น ก็ย่อมละฆราวาสออกบรรพชาจะนับพระชาติมิได้ จนถึงพระชาติใกล้ ๆ จะได้ตรัสเปนพระพุทธเจ้าแล้วนี้ คือเปนพระเตมีย์ราชกุมาร พระมหาชนก พระสุวรรณสาม ก็ได้ออกบรรพชาจนตลอดถึงพระชาติเปนพระเวสสันดรบรมขัติยาธิบดินทร์ ก็เสด็จออกทรงผนวชบำเพ็ญเนกขัมมะบารมีเปนบุญญาภิสมภารอย่างยิ่ง การบรรพชานี้เปนแบบแผนพระพุทธพงษ์สืบมา ประกอบด้วยความสุขมาก เปนสุขทั้งภพนี้แลภพเบื้องหน้า เพราะฉนั้นกุลบุตรทั้งปวง ที่เปนสัมมาทิฏฐินับถือพระพุทธสาสนาแล้ว ก็ย่อมละนิวาสสถานออกบวชรักษาศีลสุจริตธรรมหวังซึ่งความสุขสองประการ สืบกันมาจนถึงกาลทุกวันนี้

พระยาน้อยได้ทรงฟังจึงตรัสว่า ซึ่งพระคุณเจ้านำเอากระแสร์พุทธภาสิตมาแสดง ก็ไพเราะถูกจริงควรจะเชื่อฟัง แต่เปรียบเสมือนพระคุณเจ้าชี้ให้ข้าพเจ้าดูดวงพระจันทร์ ที่มีรัศมีอันผ่องใสณวันเพ็ญเดือนสี่ขึ้นสิบห้าค่ำ ซึ่งดวงพระจันทร์อันเศร้าหมองด้วยเมฆหมอกเข้าปิดบังณวันแรมห้าค่ำหกค่ำนั้น พระคุณเจ้าไม่ชี้ให้ข้าพเจ้าดูบ้าง ครั้นข้าพเจ้าจะว่ามากไป ดูเหมือนหนึ่งจะประมาทหมิ่นในพระพุทธสาสนา แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าบวชเปนสมณนี้ ถ้าศรัทธาแท้หมายซึ่งในความสุขในสวรรค์แลนิพพานภายเดียว ก็ควรจะอุส่าห์สู้ทนบวชไป คงจะได้ความสุขสมดังปรารถนาเปนแท้ ถ้าศรัทธาท้อถอยย่อหย่อนลง เห็นจะบวชไปไม่ได้ตลอดแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าสึกเสียดีกว่า หาความสุขในมนุษย์เถิด เพราะว่าบวชอยู่นั้นถ้าผิดพลั้งลง ก็ประกอบด้วยโทษเปนอันมาก มีทั้งคุณแลโทษจะเปนคุณไปภายเดียวนั้นหามิได้ ถึงฆราวาสเล่าก็ประกอบด้วยคุณแลโทษมีด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่โทษฝ่ายบรรพชิตที่ล่วงพระพุทธอาญานั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ามีมากกว่าโทษในฆราวาส ซึ่งข้าพเจ้าว่ากล่าวชักชวนพระคุณเจ้าทั้งนี้ ด้วยความยินดีรักใคร่นับถือโดยสุจริต ใช่จะชักชวนให้ละที่ชอบไปหาที่ผิดนั้นหามิได้ ขอพระคุณตรึกตรองดูให้จงควร

พระอาจารย์มะเปงได้ฟังดังนั้นก็อ่อนใจ จึงคิดว่าทุกวันนี้เราก็มีศรัทธาท้อถอยลง แลก็ได้อุปสมบทบวชมาหลายพรรษาแล้ว อนึ่งจะขัดขืนอัชฌาสัยพระราชบุตรพระเจ้าแผ่นดินก็ดูมิสมควร ประการหนึ่งญาติโยมพวกพ้องของเราซึ่งอยู่ณเมืองตะเกิงนี้ก็มีเปนอันมาก แม้นเรารับรักษาเมืองเปนผู้รั้งเมืองแล้ว คนทั้งปวงนี้จะได้พึ่งบุญพลอยเปนสุข ก็จะได้กุศลเพราะเปนการสงเคราะห์ญาติ คิดแล้วจึงถวายพระพรว่า อาตมาภาพเห็นควรแล้ว จะถวายพระพรลาพระองค์สึกในกาลนี้ พระยาน้อยจึงตรัสว่าสาธุสะดีแล้ว ข้าพเจ้ามีความโสมนัสนัก จึงตรัสสั่งให้จัดเสื้อผ้าอย่างดีแลแหวนเพ็ชร์พลอยต่าง ๆ ซึ่งจะพระราชทานแก่พระมะเปง พอหญิงสาวใช้รูปงามสองคนเปนนางพนักงาน เชิญถาดพระสุธารสออกมาถวายพระยาน้อย ๆ จึงสั่งให้จัดพระสุธารสของเสวยแบ่งไปถวายพระอาจารย์มะเปง แลให้หญิงรูปงามทั้งสองนั้นหมอบอยู่ในที่ใกล้พระมะเปงแล้ว ตรัสว่าพระคุณเจ้าบวชมานาน มิได้รู้จักความสุขของฆราวาส จงพิจารณาดูซึ่งความสุขที่หมอบอยู่ทั้งสองนั้น จะเห็นว่าเปนสุขหรือไม่ แล้วพระยาน้อยก็ทรงพระสรวล พระมะเปงก็สะเทิ้นใจยิ้มอยู่ จึงเลยฉันน้ำชาแก้ขวยใจ นางพนักงานสองคนนั้นชำเลืองตาดูพระมะเปงแล้วก็อายก้มหน้ายิ้มอยู่ ครั้นแล้วพระมะเปงจึงถวายพระพรลาพระยาน้อยไปยังอาราม

พระยาน้อยก็ให้คนคุมเสื้อผ้าแลแหวนไปพระราชทานพระมะเปงณอาราม พระมะเปงรับเสื้อผ้าของพระราชทานแล้ว ก็ไปถวายนมัสการลาพระพุทธปฏิมากรณ์ในอุโบสถ แลอำลาบอกกล่าวพระสงฆ์แลเถรานุเถระกับทั้งญาติโยมใกล้เคียงทั้งปวงเสร็จแล้ว พอได้ฤกษ์ยามเวลาดี ก็สึกออกมาเฝ้าถวายตัวเปนข้าพระยาน้อย ๆ เห็นพระมะเปงสึกแล้ว มีพระทัยยินดีนัก จึงตั้งให้เปนพระยาอินทโยธา แลมอบตราเครื่องสำหรับยศทั้งปวง ให้อยู่รักษาเมืองตะเกิง แล้วประทานหญิงรูปงามให้เปนภรรยาข้าใช้สอย พระราชทานเงินทองเสื้อผ้าเครื่องอุปโภคบริโภคเปนอันมาก จึงตรัสสั่งกำชับว่าท่านอย่าได้ประมาทในกิจราชการ ซึ่งเมืองตะเกิงนี้เราวางใจไว้แก่ท่านแล้ว

พระยาอินทโยธาจึงทูลว่า อันเมืองตะเกิงนี้ข้าพเจ้าจะรับรักษาไว้มิให้เปนอันตราย ถึงมาทว่ามีข้าศึกมาล้อมประชิด ข้าพเจ้าจะขอสู้รบฉลองพระเดชพระคุณกว่าจะหาชีวิตไม่ อย่าได้ทรงพระวิตกเลย เชิญพระองค์ยกไปปราบข้าศึกให้มีชัยชนะเทอญ

พระยาน้อยได้ทรงฟังก็ดีพระทัย ครั้นจัดการเมืองเสร็จแล้ว ก็ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนไตร แลเทพยดาทั้งปวง จึงทรงตั้งพระสัตยาธิษฐานว่า ข้าพเจ้าจะยกไปทำการเมืองพะโคครั้งนี้ ถ้าจะมีชัยชนะได้ครองราชสมบัติเปนใหญ่ในเมืองพะโค แลได้บำรุงพระพุทธสาสนาให้ถาวรสืบไปแล้ว ขอให้เทพยดาบันดาลศุภนิมิตให้เห็นประจักษ์แก่ตาคนทั้งปวงเถิด พอเสร็จคำอธิฐานลง

ขณะนั้นฤกษ์บนก็บันดาลอัศจรรย์ ปรากฎฝ่ายทิศอิสานซึ่งจะยกทัพไปนั้นบังเกิดเปนรุ้งสองตัวซ้อนกันอยู่ แล้วสายอสุนีบาตผ่าลง ถูกกลางตัวรุ้งขาดออกเปนสองท่อนทั้งสองตัว บรรดานายทัพนายกองไพร่พลทั้งปวงก็เห็นด้วยกันสิ้น พระยาน้อยทอดพระเนตรเห็นเหตุอัศจรรย์ดังนั้น จึงตรัสถามมังกันจี ๆ ก็ทูลทำนายว่า ซึ่งรุ้งสองตัวซ้อนกันอยู่นั้น คือจะได้แก่สมิงมราหูกับพระมหาเทวี แลซึ่งสายอสุนีบาตผ่าลงมาถูกกลางตัวรุ้งขาดทั้งสองตัวนั้น จะได้แก่พระองค์ ๆ มีบุญญาภิสมภารมาก ทรงพระเดชานุภาพแรงกล้า เปรียบดุจดังสายอสุนีบาต พระองค์ยกขึ้นไปครั้งนี้ เห็นจะมีชัยชนะแก่สมิงมราหูแลพระมหาเทวี จะได้เมืองพะโคเปนมั่นคง

พระยาน้อยได้ทรงฟังมีพระทัยยินดีนัก ครั้นได้ศุภฤกษ์พิชัยมงคล พระยาน้อยก็เสด็จขึ้นทรงพระคชาธารพลายประกายมาศ เปนราชพาหนะพร้อมด้วยเสนางคนิกรพลทหารทั้งปวง ให้ลั่นฆ้องโบกธง รี้พลโห่สามลายาตรากองทัพบกทัพเรือพร้อมกัน ครั้นมาถึงตำบลวัดสิงหคุตทางใกล้เมืองพะโคร้อยห้าสิบเส้นพร้อมกันทั้งทัพบกทัพเรือ พระยาน้อยจึงตรัสสั่งให้ตั้งมั่นลงไว้

ฝ่ายพ่อมอญแม่ทัพเรือ ก็จัดกองทัพเรือตั้งเปนค่ายคูประตูเข้าออกตามขบวนพิไชยสงคราม จึงแต่งให้ทหารลงเรือลาดตระเวนคอยจับผู้คนไปมาแปลกปลอม แล้วจึงสั่งนายทัพนายกองเปนคนต่างใจ ให้อยู่ตรวจตรารักษากองทัพ ดูแลว่ากล่าวทหารทั้งปวงเสร็จแล้ว ส่วนตัวก็พาทหารบ่าวไพร่คนสนิทขึ้นไปเฝ้าพระยาน้อยณทัพบก หวังจะฟังกิจราชการ พระยาน้อยจึงตรัสปรึกษาด้วยพ่อมอญแลมังกันจีว่า บัดนี้สมเด็จพระราชบิดาเราทรงพระประชวรหนักยังมิได้สวรรคต ครั้นจะให้ยกทัพเข้าตีเมืองพะโคเล่า เหมือนกับเราเปนกบฎชิงสมบัติพระราชบิดา เปนคนหามีสัตย์กตัญญูไม่ คนทั้งปวงก็จะล่วงครหานินทาได้ จำจะตั้งมั่นไว้ที่นี่ ดูท่วงทีพระมหาเทวีกับสมิงมราหูจะคิดอ่านทำประการใดบ้าง พ่อมอญมังกันจีก็เห็นชอบด้วย พระยาน้อยจึงสั่งให้จัดแจงค่ายคูประตูหอรบไว้เปนสามารถ แล้วก็แต่งคนออกนั่งทาง ให้ตรวจตระเวนคอยฟังเหตุการณ์

ขณะเมื่อพระยาน้อยยกทัพมาตั้งอยู่นั้น กิตติศัพท์รู้เข้าไปถึงเมืองพะโค ขุนนางน้อยใหญ่ทั้งปวงก็คิดกลัวเกรงเดชานุภาพพระยาน้อยต่างคนต่างปรึกษากันว่า บัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราก็ทรงพระประชวรเพียบหนัก เห็นพระอาการไม่ฟื้น จะสวรรคตในสองวันสามวันเปนแท้ เราทั้งปวงเห็นว่าราชสมบัตินี้จะได้แก่มังสุระมณีจักรพระราชบุตรเปนมั่นคง อนึ่งราชสมบัตินี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ปลงพระทัยไว้แก่พ่อขวัญเมือง อันเปนพระราชปิโยรส บัดนี้พ่อขวัญเมืองก็บุญน้อยดับสูญสิ้นพระชนม์เสียก่อน หาทันราชสมบัติไม่ ก็เปนบุญญาภิสมภารของมังสุระมณีจักร ซึ่งจะได้ดำรงราชสมบัติสืบไป อันสมิงมราหูกับพระมหาเทวีคิดการจะแย่งชิงนั้นเห็นจะไม่สำเร็จ ด้วยสมิงมราหูเปนแต่พระราชบุตรเขย เปรียบเหมือนหนึ่งแขกเมืองมาอาศัย ซึ่งจะพลอยได้ทรัพย์มรดกของเจ้าเมืองนั้น อย่างธรรมเนียมไม่มี เห็นมังสุระมณีจักรจะได้ราชสมบัติเปนแท้ ราษฎรทั้งปวงก็นิยมยินดีมาก เราทั้งปวงควรจะเข้านบนอบฝากตัวเสียแต่แรก มังสุระมณีจักรจะได้เห็นว่า เราทั้งปวงนี้มิใช่พวกสมิงมราหู ถ้ามังสุระมณีจักรได้ราชสมบัติแล้ว ก็จะชุบเลี้ยงตั้งแต่งให้เราทั้งปวงมียศถาศักดิ์คงอยู่ตามตำแหน่ง

ขุนนางทั้งปวงปรึกษาเห็นชอบพร้อมด้วยกัน ต่างคนก็ตกแต่งเครื่องราชบรรณาการแลหนังสือ ให้คนสนิทลอบถือออกไปถวายพระยาน้อยสิ้น ในหนังสือนั้นว่า ข้าพเจ้าขุนนางผู้มีชื่อทั้งปวง ขอกราบถวายบังคมมายังฝ่าพระบาทพระราชบุตรให้ทรงทราบ ด้วยข้าพเจ้าผู้มีชื่อทั้งหมดนี้ ตั้งจิตต์สวามิภักดิ์ต่อพระองค์ จะขอพึ่งบุญบารมีสืบไป จะได้สมรู้ร่วมคิดกับสมิงมราหูอันเปนสัตรูข้าศึกของพระองค์นั้นหามิได้ ขอพระองค์อย่าทรงแคลงพระทัยเลย ข้าพเจ้าขุนนางทั้งปวงผู้มีชื่อนี้ ได้จัดสิ่งของเครื่องราชบรรณาการต่างๆ มีประมาณมากน้อยแจ้งอยู่ในหนังสือแล้ว ให้คนสนิทมีชื่อนั้นๆ นำออกมาทูลเกล้าถวาย หวังจะได้เปนกำลังแก่ทแกล้วทหารของพระองค์อันจะทำการสืบไป

พระยาน้อยได้แจ้งความในหนังสือแล้วก็ทรงพระโสมนัส จึงตรัสสั่งให้เอาของเครื่องบรรณาการทั้งนั้น ไปพระราชทานแจกจ่ายแก่นายทัพนายกองทแกล้วทหารทั้งปวง ตามมากแลน้อยโดยสมควร แต่อำมาตย์ทินผู้หนึ่งนั้น เปนคนมีสติปัญญา ประกอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รักษาเสนานุวัตรเปนอันดี มิได้สมรู้ร่วมคิดด้วยผู้ใด กับสมิงมราหูก็มิได้เข้านอบน้อม หรือจะมีเครื่องราชบรรณาการให้คนคุมออกมาถวายพระยาน้อย ขอนบนอบดุจขุนนางทั้งปวงนั้นก็หามิได้ ตั้งจิตต์เปนกลางมัธยัสถ์อยู่ ด้วยคิดว่า การจะเปนไปอย่างไรในเบื้องหน้านั้น ก็จะคิดแก้ไขด้วยปัญญา เอาแต่ความสัตย์สุจริตเปนที่ตั้ง

ขณะเมื่อพระยาน้อยตั้งมั่นอยู่นั้น พระมหาเทวีได้ทราบแล้วก็ตกพระทัย แต่ขุนนางทั้งปวงเอาใจออกหาก ลอบแต่งเครื่องบรรณาการแลมีหนังสือออกไปถวายพระยาน้อยนั้น พระมหาเทวีมิได้ทราบ จึงหาสมิงมราหูมาปรึกษาว่า บัดนี้ พระยาน้อยมีใจกำเริบยกทัพมาตั้งมั่นอยู่ตำบลวัดสิงหคุตแล้ว เราจะจัดกองทัพยกออกไปรบต้านทานไว้ อย่าให้ยกเข้ามาตั้งประชิดเชิงกำแพงเมืองได้ดีหรือ ๆ จะคิดป้องกันรักษาเมืองไว้ดีประการใด สมิงมราหูนั้นเข็ดขยาดฝีพระหัตถ์พระยาน้อยอยู่แต่ก่อนนั้นแล้ว จึงทูลทัดทานว่า ซึ่งจะจัดกองทัพยกออกไปรบพระยาน้อยในบัดนี้นั้นยังมิได้ก่อน ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระประชวรหนักเพียบอยู่แล้ว ขุนนางทั้งปวงก็กระด้างกระเดื่องอยู่มาก เห็นผู้คนจะระส่ำระสาย ถ้าพลาดพลั้งลงประการใด เกิดศึกขึ้นในเมืองแล้วก็จะแก้ไขยาก เหมือนรบศึกสองหน้าก็จะได้ความขัดสน เราป้องกันรักษาเมืองไว้ดีแล้ว จะกลัวอะไรกับทัพพระยาน้อยเท่านี้ ด้วยเสบียงอาหารในเมืองเราก็บริบูรณ์ ทแกล้วทหารก็พรักพร้อมมือกัน ซึ่งพระยาน้อยไปตั้งมั่นอยู่ณเมืองตะเกิงเปนเมืองน้อยนั้น จะซ่องสุมเสบียงอาหารไว้ได้สักเท่าใด ถึงยกทัพขึ้นมาครั้งนี้ก็เพราะมีจิตต์กำเริบว่า ได้ชัยชนะแก่ข้าพเจ้าครั้งเดียวนั้น อันเสบียงอาหารแลพวกพลก็มีน้อย เราตั้งมั่นอยู่ในเมืองอย่าเพ่อยกออกสู้รบ แล้วแต่งทหารให้คอยสอดแนม เห็นว่ากองทัพพระยาน้อยขัดสนเสบียงอาหารลง ทหารทั้งปวงอิดโรยถอยกำลังแล้ว เราจึงยกทัพใหญ่ออกโจมตี ก็เห็นจะได้ชัยชนะในพริบตาเดียว อุปมาดังคนผอมแรงน้อยหรือจะมาขันสู้กับคนแรงมาก แม้นจะปล้ำชกกันคนผอมก็ย่อมแพ้แก่คนอ้วน เปรียบเหมือนหนึ่งไก่แจ้กับไก่อูหนูสู้กับแมว ครั้งนี้เห็นจะจับพระยาน้อยได้เปนมั่นคง

พระมหาเทวีได้ทรงฟังดังนั้น ก็ค่อยคลายพระวิตกลง แต่ยังไม่วางพระทัย จึงตรัสสั่งสมิงมราหูให้จัดการป้องกันรักษาเมือง สมิงมราหูจึงออกมาสั่งขุนนางนายทัพนายกองทั้งปวง ให้เร่งพลทหารเตรียมเครื่องสาตราวุธให้พร้อม ขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินประตูหอรบไว้เปนสามารถมั่นคง แล้วแต่งทหารให้ออกเที่ยวลาดตระเวรสอดแนม

ฝ่ายพระยาน้อยครั้นเวลาค่ำเสด็จเข้าที่พระประทมบนพลับพลาไชยณค่ายประทับ พอล่วงเข้าปัจฉิมยามเวลาใกล้สว่างก็ทรงพระสุบินนิมิตว่า ดวงพระจันทร์ที่ส่องโลกอยู่นั้นตกลงมาแล้วสูญหายไป มีพระจันทร์ดวงหนึ่งผุดขึ้นมาส่องโลกแทน แสงสว่างอยู่ดั่งเก่า แล้วทอดพระเนตรเห็นดาวสองดวง หนีพระจันทร์ไปข้างทิศอุดร แลรัศมีดาวนั้นน้อยลง ๆ จนสูญหายไป

ฝ่ายดวงจันทร์นั้น มีแสงสว่างรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า พอสิ้นลักษณะพระสุบินเท่านั้น พระยาน้อยก็ฟื้นตื่นจากที่พระบรรทม เสด็จออกยังที่ประชุมพร้อมด้วยขุนนางที่ปรึกษา แลนายทัพนายกองทั้งปวงเข้าเฝ้าพร้อมกัน มังกันจีเปนคนโปรดสนิทเฝ้าอยู่ใกล้ชิดพระองค์ พระยาน้อยจึงตรัสเล่าพระสุบินให้มังกันจีฟังถี่ถ้วนแล้ว ตรัสถามว่าลักษณะสุบินนิมิตนี้จะร้ายดีเปนประการใด มังกันจีพิจารณาด้วยปัญญาแล้วก็ทูลทำนายถวายว่า พระสุบินนิมิตของพระองค์นี้เปนสวัสดิมงคลใหญ่หลวงนัก ซึ่งว่าดวงพระจันทร์อันส่องโลกอยู่เปนนิจ ตกลงมาแล้วสูญหายไปนั้น คือได้แก่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชบิดาของพระองค์ อันจะเสด็จสวรรคตในคืนวันนี้ ซึ่งว่ามีพระจันทร์ดวงหนึ่งผุดขึ้นมาส่องโลกแทนแสงสว่างดังเก่านั้น คือได้แก่พระองค์ผู้มีกฤษฎาธิการ จะได้ผ่านมไหสุริยะสมบัติเปนอิสรภาพในเมืองพะโค มีพระเดชานุภาพแผ่ทั่วไปในรามัญประเทศทั้งปวง อันดาวสองดวงซึ่งหนีพระจันทร์ไปฝ่ายข้างทิศอุดร แลมีรัสมีน้อยลง ๆ สูญหายไปนั้น คือได้แก่พระมหาเทวีกับสมิงมราหูจะสู้รบพระองค์มิได้ จะกลัวอำนาจพระเดชแล้วแลพ่ายแพ้หนีไปโดยทางทิศอุดร ก็เปนคนซบเซาสิ้นตะบะเดชะเปรียบประดุจดวงดาวอันสิ้นรัสมี แลซึ่งพระจันทร์มีแสงสว่างรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปกว่าเก่านั้น คือพระองค์ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติแล้วจะทรงพระเดชานุภาพมากยิ่งขึ้นไปกว่าสมเด็จพระราชบิดา จะปราบปรามข้าศึกสัตรูให้พ่ายแพ้พระฤทธิเดชของพระองค์ได้ทั้งสิ้น อันลักษณะพระสุบินนิมิตของพระองค์ทั้งสามประการนี้ ข้าพเจ้าถวายพยากรณ์ทำนายเปนความสัตย์จริง จะเห็นผลประจักษ์เปนศุภมงคลมั่นคง ขอพระองค์อย่าได้แคลงพระทัยเลย

พระยาน้อยได้ทรงฟังมังกันจีทูลทำนายดังนั้น ก็ระลึกถึงพระเดชพระคุณสมเด็จพระราชบิดา แล้วทรงพระกรรแสง มังกันจีเห็นพระยาน้อยทรงพระโศกดังนั้น จึงกราบทูลประโลมปลอบหวังจะให้คลายพระอาดูรว่า พระองค์จะทรงพระโศกไปใย อันความมรณภัยนี้ ถึงกาลแล้วก็ย่อมจำเปน ธรรมดาสัตว์อันเกิดมาเปนรูปกายในโลกนี้ ย่อมประกอบด้วยทุกข์ทั้งสี่ คือชาติ ชรา พยาธิ มรณ ความตายย่อมมีเที่ยงแท้ทุกตัวสัตว์ บางทีบิดามารดาถึงอนิจกรรมล่วงไปก่อนบุตร บางทีบุตรถึงอาสัญญกรรมก่อนบิดามารดา อันจะกำหนดกาลมรณนั้นมิได้ ย่อมวิปริตแปรปรวนไปตามวิสัยสภาวะธรรม เพราะสังขารเปนของมิเที่ยง ทุกข์ทั้งสี่ประการนี้มิได้เว้นสัตว์ผู้ใด อย่าว่าแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชบิดาของพระองค์ผู้ทรงพระคุณนั้นเลย ถึงสมเด็จพระพุทธเจ้าอันเปนเอกอรรคบรมครูของสัตว์ในไตรภพ เปนที่นอบนบนมัสการแก่ฝูงอมรนิกรเทพยดาอินทร์พรหมแล้ว ก็ยังมิได้พ้นอำนาจมัจจุราช ย่อมเสด็จประเวศสู่พระปรินิพพานไปทุก ๆ พระองค์ซึ่งมีมาเบื้องหลังนั้นจะประมาณมิได้มากกว่าเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทร

พระยาน้อยได้ฟังดังนั้น จึงตรัสตอบว่า ซึ่งท่านแสดงความให้เราฟังโดยกระแสพระพุทธภาสิต บรรยายหวังจะให้คลายความโศกก็ควรอยู่ แต่เราจะได้ร้องไห้เพราะย่อท้อแก่ความตายนั้นหามิได้ อันน้ำใจเราเปนชายชาติทหาร มิได้คิดครั่นคร้ามแก่ความตาย ถ้าสดุ้งกลัวตายอยู่แล้ว ที่ไหนจะคิดการใหญ่ทำศึกได้ ซึ่งเราร้องไห้ทั้งนี้เพราะระลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระบิดา ที่ทรงพระกรุณาปลูกเลี้ยงเรามาหาที่จะอุปมามิได้ ถึงพระคุณของพระราชมารดา ซึ่งได้อุปถัมภ์บำรุงมีมากกว่าพระราชบิดาก็จริง แต่เรานี้สมเด็จพระชนนีสวรรคตเสียแต่เรายังเยาว์อยู่ พระราชบิดาก็โปรดให้พระมหาเทวีเอาไปเลี้ยงดูไว้ ครั้นเราเจริญใหญ่ สมเด็จพระราชบิดาก็มิได้โปรดปรานรักใคร่ ตรัสประภาษติเตียนอยู่เนือง ๆ ครั้นอยู่มาเรากระทำความผิด ลอบร่วมรักกับตะละแม่ท้าว อันเปนกนิษฐาต่างพระมารดาร่วมพระบิดาเดียวกัน แล้วพากันหนีไป สมเด็จพระราชบิดาได้ทราบแล้วก็ทรงพระพิโรธ จึงตรัสสั่งขุนนางผู้หนึ่ง ให้คุมพลทหารตามไปจับเราทั้งสองมาได้ ตรัสสั่งให้จำไว้ ครั้นภายหลังโปรดให้พ้นโทษมอบให้อยู่กินเลี้ยงดูกัน พระราชทานวังตำหนัก ผู้คนชายหญิงส่วยแลอากรแต่พอสมควร หวังจะมิให้มีกำลังคิดการใหญ่ได้ เราคิดถึงพระคุณของสมเด็จพระบิดาว่า อันธรรมดาบิดามารดาถึงจะมีความชิงชังบุตรเปนประการใด เมื่อทุกข์ภัยมีมาถึงบุตรแล้ว ก็ย่อมการุญตัดรอนมิขาด อนึ่งเรามีความน้อยใจด้วยสมเด็จพระราชบิดาทรงประชวรหนัก มิได้อยู่งานพยาบาลสนองพระเดชพระคุณ มิได้เห็นพระทัยเมื่อจะสวรรคต เพราะสมิงมราหูกับพระมหาเทวีเปนข้าศึกสัตรูคิดร้ายจึงได้หนีมา ทำให้ขาดประโยชน์หลายประการ เราจึงร้องไห้เพราะดังนี้ มังกันจีจึงกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์ทรงพระดำริห์จะสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระราชบิดานั้น ก็เพราะความกตัญญูกตเวที เปนมงคลศิริสวัสดิ์ปรากฎแก่พระองค์อยู่แล้ว ถึงมิได้อยู่ปฏิบัติพยาบาลเมื่อทรงพระประชวรหนักดังนี้ การที่จะสนองพระเดชพระคุณอย่างอื่นก็ยังมีอยู่ ขอพระองค์อย่าเพ่อโทมนัสน้อยพระทัยก่อน อันความปฏิบัติบิดามารดานี้ ถ้าจะว่าโดยคำสอนของมนุษย์ผู้อื่นแลเทพยดาอินทร์พรหมแล้ว ก็หาสิ้นสำนวนคนถามไม่ ข้าพเจ้าจะนำความในพระพุทธฎีกามาถวายวิสัชนาให้สิ้นเชิง สมเด็จพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้แจ้งในธรรมทั้งปวงมีพระปัญญาหาที่สุดมิได้นั้น ทรงบัณฑูรเทศนาไว้ว่า ให้บุตรผู้มีความกตัญญูทดแทนสนองคุณบิดามารดาด้วยเหตุห้าประการ คือให้ปฏิบัติบำรุงเลี้ยงโดยชอบธรรมสุจริตหนึ่ง ช่วยรับธุระการงานให้สำเร็จหนึ่ง รักษาตั้งไว้ซึ่งวงศ์ตระกูลมิให้เสื่อมสูญหนึ่ง ปฏิบัติให้สมควรที่จะได้ทรัพย์มรดกหนึ่ง เมื่อบิดามารดาถึงความมรณแล้ว ให้บำเพ็ญกุศลอุทิศแผ่ผลส่งไปให้ เรียกว่า กระทำเปตะพลีหนึ่ง รวมเปนเหตุห้าประการ บุตรผู้ใดได้ปฏิบัติบิดามารดาพร้อมด้วยเหตุทั้งห้า หรือสามประการ สี่ประการแล้ว ก็จะประกอบด้วยมงคลศิริสถาพร ทั้งโลกนี้แลโลกอื่น ครั้งนี้พระองค์ขาดความปฏิบัติแต่สองอย่าง คือมิได้อยู่บำรุงรักษา กับมิได้ช่วยรับธุระการงานให้สำเร็จเท่านั้น แต่ความปฏิบัติทั้งสามคงจะได้กระทำสนองพระเดชพระคุณเปนแท้ ซึ่งพระมหาเทวีกับสมิงมราหูเปนข้าศึกสัตรูนั้น ทุกวันนี้ก็ชื่อว่าแพ้พระองค์อยู่สี่ส่วน พระองค์มีชัยแก่สมิงมราหูแลพระมหาเทวีอยู่สี่ส่วนแล้ว ถ้ายกเข้าประชิดถึงเชิงกำแพงเมือง หรือเข้าในเมืองได้แล้วเมื่อใด พระองค์ก็จะได้ชัยชนะครบห้าส่วนได้เมืองเมื่อนั้น พระยาน้อยได้ทรงฟังมังกันจีทูลชักนำดังนั้นก็เห็นชอบด้วย คลายวิตกในพระทัยลง จึงตรัสยกย่องสรรเสริญว่า ท่านนี้ประกอบด้วยสติปัญญามาก รู้ทั้งพุทธสาตร ไสยศาตร เรามีทุกข์เดือดร้อนขึ้นในจิตต์ครั้งใด ท่านว่ากล่าวให้ฟังแล้ว ก็หายทุกข์เดือดร้อนทุกครั้ง แต่เราเสียดายหน่อยหนึ่งเพราะเลี่ยมปากท่านมิได้ ถ้าเลี่ยมปากได้แล้ว เราจะเอาทองนพคุณเลี่ยมปากท่าน เปนบำเหน็จความชอบ พระยาน้อยจึงถอดฉลองพระองค์ซึ่งทรงอยู่นั้น พระราชทานให้มังกันจีเปนรางวัล ในยามราตรีคืนวันนั้น พระเจ้าช้างเผือกทรงพระประชวรหนัก แพทย์หลวงประกอบโอสถถวายพระโรคก็มิคลายกลับซุดหนักลงไป จวนจะสวรรคต

ฝ่ายพระมหาเทวีกับสมิงมราหู ก็ให้จัดเตรียมการเปนกวดขัน ให้ขุนนางทั้งปวงคุมทหารเครื่องสาตราวุธครบมือพร้อม ตั้งกองล้อมวงนั่งยามตามไฟพิทักษ์รักษาอยู่ทุกประตูพระราชวังนอกพระราชวังในแน่นหนานัก แล้วพระมหาเทวีกับตะละแม่ศรีก็เข้าไปเฝ้าอยู่ที่พระเจ้าช้างเผือก เวลานั้นมีแต่นักสนมคนโปรดแลขุนนางอันเปนพระญาติพระวงศ์ที่สนิท ผู้อื่นนอกนั้นมิอาจจะแปลกปลอมเข้าไปได้ ด้วยพระมหาเทวีห้ามปรามกวดขันนัก สมิงมราหูนั้นก็ออกมากำชับตรวจตรานายด่านนายกองอยู่ภายนอก สมเด็จพระเจ้าช้างเผือกครั้นพระโรคกำเริบหนักขึ้นมา รู้พระองค์ว่าจะไม่รอดแล้ว จึงตรัสเรียกพระมหาเทวีพระเจ้าพี่นางเธอเข้ามาสั่งว่า ครั้งนี้ข้าถึงกาลเปนแท้ ด้วยความเจ็บทั่วสรรพางค์กาย ข้าจะลาพี่ไปก่อนแล้ว แต่วิตกอยู่ด้วยราชสมบัตินี้ ข้าได้ปลงใจไว้แก่พ่อขวัญเมือง ๆ ก็มาดับสูญไปเสียก่อน ถ้าข้าหาบุญไม่แล้ว พี่เห็นผู้ใดสมควร ก็จงยกตั้งแต่งขึ้นตามชอบใจ ถ้าไม่เห็นผู้ใดสมควรแล้ว พี่จงครอบครองเทอญ จะได้บำรุงญาติวงศ์ไพร่ฟ้าประชาราษฎร สมณชีพราหมณ์ให้อยู่เปนสุขทั่วกัน แต่อ้ายพระยาน้อยนั้น ใจมันห้าวหาญหยาบช้านัก จะให้มันครองราชสมบัติมิได้ คนทั้งปวงจะเดือดร้อน ถ้าพี่จะเลี้ยงมันก็เอามาเลี้ยงไว้ใกล้ ๆ อย่าให้มันอยู่ไกล ถ้าไม่เลี้ยงก็ตัดรอนกำลังมันเสีย อย่าให้มันคิดการใหญ่ได้ แต่อย่าฆ่ามันเสียเลย ด้วยมันเกิดมาเปนลูกหลานแล้ว คนทั้งปวงจะนินทาได้ สมเด็จพระเจ้าช้างเผือกตรัสสั่งความพระเจ้าพี่นางเธอได้เท่านั้น พอพระโรคกำเริบหนักขึ้นมาก็เสด็จสวรรคตณเวลาใกล้รุ่ง พระเจ้าอู่ซึ่งเรียกว่า สมเด็จพระเจ้าช้างเผือกสืบขัติวงศ์มาแต่สมเด็จพระเจ้าฟ้ารั่ว เปนพระองค์คำรบแปดนี้ เสวยราชสมบัติได้สี่สิบเจ็ดปี พระชนมายุได้เจ็ดสิบเจ็ดปี เสด็จทิวงคตในศักราช ๗๔๙ ปี

ครั้นพระเจ้าช้างเผือกสวรรคตลงแล้ว พระมหาเทวีแลตะละแม่ศรีอันเปนพระราชธิดาก็ทรงพระกรรแสงร่ำรัก นักสนมคนโปรดแลขุนนาง พระญาติวงศ์ที่สนิทนั้นก็ร้องไห้อื้ออึงขึ้น พระมหาเทวีกลั้นพระโศกได้แล้ว จึงตรัสห้ามคนเหล่านั้นมิให้ร้องไห้อื้ออึงไป หวังจะปิดความไว้มิให้คนข้างนอกล่วงรู้ว่า พระเจ้าแผ่นดินสวรรคต กลัวจะรู้ไปถึงพระยาน้อย จึงสั่งให้หาสมิงมราหูเข้ามาแล้วตรัสบอกว่า บัดนี้พระเจ้าช้างเผือกสวรรคตแล้ว ราชสมบัตินี้ก็อยู่ในเงื้อมมือท่าน ๆ เร่งจัดกองทัพออกไปรบกับพระยาน้อยเถิด พระยาน้อยยกมาตั้งอยู่หลายวันแล้ว เห็นเสบียงอาหารจะขัดสนเบาบาง ทหารทั้งปวงจะย่อท้อถอยกำลังลงแล้ว เร่งรีบไปกระทำการอย่าให้ทันพระยาน้อยรู้ตัวจะได้ชัยชนะเปนแท้

สมิงมราหูได้ฟังดังนั้น ก็ย่อท้อใจอยู่จึงทูลเบี่ยงบ่ายว่า พระองค์จะทรงพระวิตกไปใย ด้วยทัพพระยาน้อยเท่านี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพึ่งสวรรคตลงใหม่ๆ ขุนนางทั้งปวงยังไม่ทันรู้ทั่วกัน เราคิดอ่านหาขุนนางน้อยใหญ่เข้ามาว่ากล่าวให้ยอมพร้อมใจกันแล้ว จะได้โสรจสรงสักการพระศพเสียให้สิ้นธุระ ถึงพระยาน้อยรู้จะยกเข้ามาประชิดเมือง เราแต่งทแกล้วทหารออกสู้รบไปพลาง พระยาน้อยก็จะย่อท้อถอยทัพไปเอง พระมหาเทวีได้ทรงฟังดังนั้นก็โกรธแก่สมิงมราหู จึงตรัสตัดพ้อหวังจะให้สมิงมราหูมีน้ำใจ ว่าตัวท่านเปนชายใจเหมือนอิสตรี ซึ่งท่านพูดบิดพลิ้วดังนี้เราก็รู้เท่าว่า ท่านครั่นคร้ามฝีมือพระยาน้อยอยู่ อันจะให้พระยาน้อยยกเข้ามาประชิดเชิงกำแพงเมือง แล้วจึงจะแต่งทัพออกสู้รบนั้นเราไม่เห็นด้วย ชอบแต่ศึกมากศึกใหญ่เหลือกำลังจะต้านทาน จึงตั้งมั่นรักษาเมือง อันศึกพอประมาณจะสู้รบก็ชอบจะตัดกำลังศึกเสียแต่กลางทาง อย่าให้ล่วงเลยเข้ามาได้ ถ้าปล่อยให้เข้ามาประชิดใกล้เมืองแล้ว ราษฎรทั้งปวงรู้ก็จะสดุ้งสะเทือนแตกตื่นวุ่นวาย ซึ่งจะทำการในเมืองก็ขัดสน เปรียบเหมือนนั่งบริโภคอาหารอยู่ในเรือน มีคนเอาเพลิงมาจุดเผาบ้านขึ้นแล้ว จะนั่งกินอาหารลงคอเปนสุขหรือ แลท่านอย่าเพ่อประมาทพระยาน้อยว่า ทแกล้วทหารแลเสบียงอาหารก็เบาบางขัดสน อันมังกันจีเด็กน้อยเปนที่ปรึกษานั้น มีสติปัญญาหลักแหลม เมื่อจะคิดกลอุบายต่าง ๆ ท่านอย่าดูหมิ่น เราจึงคิดให้ตัดกำลังศึกเสียก่อน ซึ่งการงานในเมืองสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น เปนธุระเราสิ้นท่านอย่าวิตกเลย รีบจัดกองทัพยกไปเถิด ถ้าท่านมิไปย่อท้อความตายอยู่แล้ว จงจัดเครื่องบูชาคำนับ เปิดประตูรับพระยาน้อยให้เข้ามาครองราชสมบัติเถิด เราจะได้ยอมเปนข้าเขา

สมิงมราหูได้ฟังพระมหาเทวีตรัสพ้อดังนั้น ก็มีใจมานะอาจหาญขึ้น จึงรีบออกมาสั่งให้จัดกองทัพ พร้อมด้วยช้างม้ารี้พลทแกล้วทหาร สรรพไปด้วยเครื่องสรรพาวุธเสร็จเตรียมไว้พอได้ฤกษ์จะยกออกไป ส่วนพระมหาเทวีนั้นก็เข้าไปสั่งชาวพนักงานให้จัดการรักษาพระศพอยู่

ฝ่ายสมิงชีพรายตั้งกองล้อมวงอยู่ณพระราชวังภายนอก ครั้นรู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคาไลยแล้ว จึงให้สมิงดิศกุมารลอบเอาข่าวออกไปทูลพระยาน้อย สมิงดิศกุมารก็รีบออกไปกราบทูลพระยาน้อยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชบิดาของพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว บัดนี้พระเจ้าป้าพระมหาเทวีให้สมิงมราหูจัดกองทัพจะยกออกมารบด้วยพระองค์ ขอให้เร่งทรงพระดำริห์เตรียมการ

พระยาน้อยได้ทราบว่า สมเด็จพระบิดาทิวงคตแล้ว ก็สลดพระทัยลง แต่เอาความโกรธพระมหาเทวีกับสมิงมราหูมาข่มความโศกไว้ จึงตรัสว่า ซึ่งลุงท่านช่วยเอาความมาบอกข้านี้ก็ขอบใจ ลุงท่านอยู่กับข้าก่อนคอยไปด้วยกันเถิด แล้วตรัสปรึกษาด้วยมังกันจีแลที่ปรึกษาทั้งปวงว่า บัดนี้สมเด็จพระราชบิดาเราสวรรคตแล้ว ถึงจะยกเข้าตีเอาเมืองก็หามีความครหานินทาไม่ แลซึ่งสมิงมราหูจะยกออกมาตีเรานั้น เราจะรีบยกเข้าตีเอาเมืองเสียก่อน ถ้าละไว้ให้สมิงมราหูมาถึงค่าย ได้เห็นค่ายเราแล้วก็ดูไม่ดีหาเปนเกียรติยศไม่ เราจะรีบยกเข้าตีหักเอาเมืองให้ได้บัดนี้ ใครจะเห็นประการใด ที่ปรึกษาทั้งปวงก็เห็นชอบด้วย พระยาน้อยจึงตรัสสั่งให้เร่งจัดกองทัพตั้งเปนขบวนพยุห ตามตำราพิไชยสงครามเสร็จแล้ว ก็เสด็จขึ้นประทับยังเกยคอยฤกษ์

ในขณะนั้นให้บังเกิดอัศจรรย์ ได้ยินเสียงประโคมดุริยางค์ดนตรีอื้ออึงขึ้นบนอากาศ ทั้งดวงภานุมาศก็ทรงกลดหมดเมฆควรจะพิศวง บรรดานายทัพนายกองแลไพร่พลในกองทัพ ก็ได้ยินได้เห็นปรากฎพร้อมกันสิ้น ต่างคนก็ดีใจสรรเสริญชมบุญญาภิสมภารเดชานุภาพพระยาน้อยเปนอันมาก มังกันจีกราบทูลว่า ครั้งนี้ เทพยดาเจ้าให้ฤกษ์ มีมหัศจรรย์เปนมงคลใหญ่หลวงแล้ว ขอเชิญพระองค์เสด็จยาตราทัพเถิด จะมีชัยชนะในเวลานี้เปนมั่นคง พระยาน้อยได้ทรงฟังมังกันจีทูลดังนั้น ก็ดีพระทัยเสด็จขึ้นทรงพลายประกายมาศเปนพระคชาธาร พร้อมด้วยทหารนายทัพนายกอง ตั้งเปนขบวนซ้ายขวาหน้าหลังเปนขนัด จึงให้ทหารโห่ร้องเอาชัย ลั่นฆ้องโบกธงเร่งยกพลทหารออกจากค่ายประทับ ดำเนินกองทัพเข้ามาจะหักเอาเมืองพะโค

ฝ่ายสมิงมราหูก็ยกกองทัพออกมาจากเมือง พอกองทัพพระยาน้อยรีบยกเข้ามาถึงใกล้ชายป่าริมเมือง พอเห็นกองทัพสมิงมราหูยกออกมา กองทัพพระยาน้อยกับกองทัพสมิงมราหูปะทะกันเข้า ฝ่ายนายทัพนายกองรี้พลทหารข้างสมิงมราหูนั้น ครั้นเห็นพระยาน้อยเสด็จทรงช้างพระที่นั่งอยู่ท่ามกลางพล ดูงามราวกับสมเด็จอมรินทร์ต่างคนก็กลัวพระเดชานุภาพ มิได้คิดรบพุ่ง ชวนกันทิ้งเครื่องสาตราวุธเสีย หนีไปเข้าด้วยกองทัพพระยาน้อยสิ้น สมิงมราหูเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงเกี่ยวช้างพลายเทพหัสดีกลับวิ่งหนีเข้าเมืองพะโคสั่งให้ปิดประตูเมืองไว้ แล้วไปทูลแก่พระมหาเทวีว่า ข้าพเจ้ายกกองทัพออกไป พอกองทัพพระยาน้อยยกออกมาปะทะกัน ยังมิทันได้รบพุ่งนายทัพนายกองรี้พลทั้งปวงไม่สู้รบ หนีไปหาพระยาน้อยสิ้น บัดนี้พระยาน้อยก็ยกกองทัพติดตามเข้ามา เห็นจะเสียเมืองบัดนี้แล้ว เชิญพระองค์กับข้าแลตะละแม่ศรีรีบหนีเสียเถิด จึงจะรอดจากความตาย พระมหาเทวีได้ทรงฟังดังนั้นก็สดุ้งขึ้นทั้งพระองค์ ตกพระทัยกลัวยิ่งนัก ด้วยวิสัยสตรีก็ย่อมขลาด กล้าอยู่แต่เมื่อรี้พลพรักพร้อม ครั้นอับจนแล้วก็หายกล้า จึงตรัสว่าเปนบุญของเขาเปนกรรมของเราแล้ว เราจะรอดตายแลหรือ ว่าแล้วก็ทรงพระกรรแสง จึงตรัสว่าพ่อเปนที่พึ่งด้วยเถิด ครั้งนี้แม่สิ้นฤทธิ์สิ้นบุญแล้วเปรียบเหมือนหงษ์ปีกหัก เห็นแต่พ่อผู้เดียวจะช่วยพาแม่บินไปได้ สมิงมราหูจึงทูลเตือนว่า อย่าทรงพระกรรแสงเลย ให้เร่งจัดเตรียมพระองค์เร็วเถิด จะได้พากันรีบหนีไป พระมหาเทวีก็ละล้าละลังรีบจัดแก้วแหวนเงินทองสิ่งของมีค่าได้แล้ว ก็เสด็จขึ้นช้างพลายตัวเดียวกันกับสมิงมราหู แต่ตะละแม่ศรีนั้น รีบจัดเพ็ชร์นิลเงินทองของมีค่าได้แล้วก็ขึ้นช้างพังตัวหนึ่ง มีบ่าวไพร่คนสนิทติดตามไปหมดด้วยกันประมาณสิบเก้าคนยี่สิบคน ก็พากันรีบหนีออกจากประตูเมืองข้างเหนือไปฝ่ายทิศอุดร สมดังสุบินนิมิตของพระยาน้อย แลคำทำนายของมังกันจี

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ