๑๑

ขณะนั้นฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง จึงตรัสปรึกษาด้วยเสนาบดีทั้งปวงว่า พระเจ้าราชาธิราชยกขึ้นมาถึงพระนครเรา สถาปนาหอพระไว้หวังจะให้เปนเกียรติยศว่า ได้ยกทัพล่วงแดนขึ้นมาถึงเมืองเรา ๆ ก็ให้ทหารออกไปเอาไฟเผาเสียนั้น เห็นว่าจะขัดเคืองพระทัยอยู่ แต่ว่าศึกจวนระดูน้ำจึงมิกลับมา เห็นว่าสงครามมอญกับเราจะติดพันกันไปเปนมั่นคง ครั้นเราจะยกกองทัพลงไปตอบแทนกระทำแก่เมืองหงษาวดีบ้าง บัดนี้บ้านเมืองเราในขอบขัณฑเสมาจังหวัดทั้งปวง ก็ยังมิราบคาบเปนปกติ ผู้คนระส่ำระสายอยู่กำลังเรายังน้อยนัก ประการหนึ่งเมืองตะแคงแลเมืองไทยใหญ่เล่าก็เปนขบถต่อเราแข็งเมืองอยู่ เราคิดจะยกกองทัพไปตีเมืองตะแคงแลเมืองไทยใหญ่ ปราบปรามเสี้ยนหนามให้ราบคาบแล้ว จึงจะยกไปตีเมืองหงษาวดี แล้วให้มีหนังสือไปถึงพระเจ้าเชียงใหม่ ขอกองทัพให้ยกมาช่วยเปนทัพกระหนาบ เห็นจะได้เมืองหงษาวดีโดยง่าย เสนาบดีทั้งปวงก็เห็นด้วยโดยพระราชบริหาร จึงสั่งให้จัดเครื่องราชบรรณาการ แลให้แต่งลักษณะพระราชสาส์น ในพระราชสาส์นนั้นว่า สมเด็จพระเจ้ามณเฑียรทองกรุงรัตนบุระอังวะขอเจริญทางพระราชไมตรีมาถึงพระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ ผู้เปนใหญ่ในมะลาประเทศ ด้วยพระเจ้าฝรั่งมังศรีฉะวา ผู้เปนสมเด็จพระราชบิดาเราถึงแก่สวรรคตแล้ว แลบัดนี้เราผู้เปนพระราชบุตร ได้ผ่านสมบัติเปนใหญ่ในกรุงรัตนบุระอังวะ บ้านเมืองก็ยังมิราบคาบ ฝ่ายพระเจ้าราชาธิราชเจ้าเมืองหงษาวดี บังอาจหมิ่นเรา ยกกองทัพขึ้นมาย่ำยีถึงกรุงรัตนบุระอังวะ ทุกวันนี้เรามีความแค้นนอนตามิหลับเลย ครั้นจะยกไปกระทำแก่เมืองหงษาวดีบัดนี้เล่า ก็ยังจะต้องไปปราบปรามเมืองตะแคงเมืองไทยใหญ่ ซึ่งเปนเมืองขึ้นนั้นอยู่ ถ้าเสร็จแล้วจะยกลงไปตีเมืองหงษาวดี แต่กองทัพเมืองรัตนบุระอังวะนั้น เห็นจะได้ชัยชนะช้าไป จะขอกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ยกมาเปนทัพกระหนาบ ช่วยกันตีเมืองมอญเห็นจะได้ชัยชนะโดยเร็ว ถ้าเสร็จสงครามแล้ว ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่กับกรุงรัตนบุระอังวะนี้มิได้ขัดเลย แม้นพระเจ้าเชียงใหม่มิให้ศูนย์ทางพระราชไมตรี ยกกองทัพลงมาช่วยครั้งนี้แล้ว ข้าศึกเมืองเชียงใหม่ ก็จะเปนข้าศึกเมืองอังวะ ๆ ก็จะเปนข้าศึกเมืองเชียงใหม่ พระราชไมตรีเราทั้งสองพระนครก็จะเจริญไปตราบเท่ากัลปาวสาน ครั้นแต่งพระราชสาส์นเสร็จแล้ว ก็ใช้ให้พม่าสิบสองคนเปนทูตจำทูลพระราชสาส์น นำเครื่องราชบรรณาการขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่

ขณะนั้นสมิงงอฝาง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชให้ไปกินเมืองเตียงนั้น แต่งให้ชาวด่านออกไปลาดตระเวนปลายด่าน พบพม่าสิบสองคนถือหนังสือพระราชสารกับเครื่องราชบรรณาการมา ชาวด่านจับตัวได้สิ้นคุมมายังสมิงงอฝาง ๆ เห็นพระราชสาส์นแล้ว ก็คุมเอาตัวพม่าแลพระราชสาส์นเข้าไปถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ แจ้งในพระราชสาส์นนั้นแล้วก็ทรงดำริห์ว่า ถ้าจะปล่อยพม่าสิบสองคนนี้เสีย มันก็จะกลับไปเมืองอังวะ พระเจ้าอังวะรู้แล้ว ก็จะแต่งคนอื่นให้ขึ้นไปขอกองทัพเมืองเชียงใหม่อีก ถ้ากองทัพพม่าทัพลาวยกมาพร้อมกันเปนสองทัพ เห็นกำลังศึกหนักนัก ฝ่ายเราจะรบพุ่งต้านทานยาก จำจะคิดตัดศึกแบ่งกำลังเสียให้น้อย ฆ่าพม่าผู้ถือหนังสือเสีย อย่าให้กิตติศัพท์รู้ไปว่าเราจับได้ ฝ่ายพระเจ้าอังวะมิได้เห็นผู้ถือหนังสือแลกองทัพยกมา ก็จะมีความสงสัยแคลงแก่กัน จึงสั่งให้เอาพม่าสิบสองคนฆ่าเสีย กำชับมิให้กิตติศัพท์รู้ไปถึงพม่า แล้วก็ให้พระราชทานเงินทองเสื้อผ้าแก่ผู้จับพม่าได้ ตามความชอบนั้นโดยสมควร แล้วจึงตรัสปรึกษาด้วยเสนาบดีทั้งปวง บัดนี้ก็ได้เนื้อความว่า ทัพพม่าจะยกลงมากระทำแก่บ้านเมืองเรามั่นคงอยู่แล้ว จำเราจะยกกองทัพไปสกัดตัดทางไว้ อย่าให้ล่วงลงมาได้ เสนาบดีทั้งปวงก็เห็นพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงให้แต่งกองทัพเปนคนเก้าหมื่นสรรพด้วยเครื่องสาตราวุธ ก็เสด็จยกขึ้นไปตั้งณเมืองพะสิมคอยสกัดทางพม่าจะยกลงมา

ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ครั้นให้พม่าสิบสองนำเครื่องราชบรรณาการไปเมืองเชียงใหม่แล้ว ก็ให้จัดกองทัพเปนคนสิบหมื่น สรรพด้วยเครื่องสรรพาวุธใหญ่น้อยเสร็จแล้ว ก็เสด็จยกทัพไปตีเมืองตะแคงได้เมืองตะแคงแล้ว ฝ่ายพระยาตะแคงหนีไปอยู่เมือพงา แต่นรามิละเปนอุปราชบุตรพระตะแคงนั้น พาบุตรภรรยาช้างม้าครอบครัวพันหนึ่งหนีมาอยู่เมืองทรางทวย

ขณะนั้นเมื่อพระเจ้ามณเฑียรทองได้เมืองตะแคงแล้ว จึงตั้งให้มังกำมุนี พระราชบุตรเขยอยู่รักษาเมืองตะแคง แลตะละเจ้าเปฟ้าซึ่งเปนพระราชธิดาเปนบริจาริกามังกำมุนีนั้น อยู่ด้วยณเมืองตะแคง แล้วพระเจ้ามณเฑียรทองก็ยกกองทัพไปตีเมืองไทยใหญ่ ครั้นตีเมืองไทยใหญ่ได้แล้วก็เสด็จยั้งทัพอยู่ณเมืองไทยใหญ่ แลกองทัพสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชยกอยู่เมืองพะสิม

ฝ่ายนรามิละพม่าเมืองตะแคงแจ้งว่า พระเจ้าราชาธิราชเสด็จมาอยู่ณเมืองพะสิม ก็พาครอบครัวอพยพหนีมาหาสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชกราบทูลเนื้อความตามพระเจ้ามณเฑียรทองยกมาตีเมืองตะแคงนั้น ครั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้แจ้งแล้ว จึงตรัสแก่นรามิละว่าอย่าวิตกไปเลย เราจะตีเอาเมืองตะแคงคืนให้ แล้วก็โปรดพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่นรามิละตามสมควร สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงจัดกองทัพแต่งให้สมิงยายะกับสมิงงอฝางเปนแม่ทัพ แลสมิงสามแหลกสมิงโลกนารายน์เปนเกียกกายพลหมื่นหนึ่ง ช้างห้าร้อยยกไปตีเมืองตะแคง แล้วโปรดพระราชทานเสวตรฉัตร์ให้ไปสำหรับทัพด้วย ตรัสว่าถ้าได้เมืองตะแคงแล้ว เสวตรฉัตร์นี้พระราชทานให้แก่นรามิละ แล้วตรัสสั่งสมิงงอฝางว่าถ้าถึงเมืองทรางทวยแล้ว อย่าให้รี้พลกระทำอันตรายแก่ไพร่บ้านพลเมืองได้ ให้แต่งคนที่ดีเข้าไปเจรจาแก่ชาวเมืองว่า ทัพเรายกขึ้นมาตั้งอยู่ณเมืองพะสิม จึงแต่งกองทัพให้เสนาบดีขึ้นมาตี เอาเมืองคืนให้แก่นรามิละบุตรพระยาตะแคง ถ้าผู้ใดจะเข้าด้วยให้เร่งออกมา ถ้าไม่ออกมาจะฆ่าเสียให้สิ้น

ครั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช มีพระราชโองการตรัสสั่งสมิงงอฝางเสร็จแล้ว กองทัพสมิงงอฝางก็ยกไป ครั้นถึงเมืองทรางทวยจึงให้มีหนังสือเข้าไป ตามสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชตรัสสั่งมานั้น ครั้นชาวเมืองทรางทวยได้แจ้งว่า พระเจ้ากรุงหงษาวดีให้เสนาบดียกกองทัพมาตีเมืองให้แก่นรามิละคืนก็ดีใจ พาครอบครัวออกมาหานรามิละเปนอันมาก นรามิละก็ให้เงินทองเสื้อผ้าแก่ครอบครัวซึ่งออกมาหานั้น

ฝ่ายเสนาบดีซึ่งพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง แต่งให้อยู่รักษาเมืองทรางทวย รู้ว่าไพร่พลเมืองไปหานรามิละสิ้น เจ้าเมืองทรางทวยก็หนีไป ครั้นสมิงงอฝางกับนรามิละรู้ว่า เจ้าเมืองทรางทวยหนีไปแล้ว ก็จัดแจงผู้คนชาวเมืองทรางทวยซึ่งเข้าหากองทัพสำเร็จแล้วก็ยกไปตีเมืองตะแคง ชาวเมืองตะแคงรู้ว่านรามิละพากองทัพมอญมาตีเมืองตะแคง ชาวเมืองทั้งปวงก็ออกมาหานรามิละเปนอันมาก แลพวกพม่าซึ่งอยู่รักษาเมืองตะแคงสดุ้งสะเทือนอยู่

ฝ่ายสมิงสามแหลก สมิงโลกนารายน์ซึ่งเปนทัพหน้านั้น รู้ว่าผู้คนในเมืองออกมาหานรามิละเปนอันมาก ก็ยกเข้าตีเมืองตะแคง มังกำมุนีก็แต่งกองทัพออกมารับทัพมอญ ได้รบพุ่งกันเปนสามารถ ฝ่ายกองทัพมอญก็ยังมิได้เมือง แลสมิงงอฝางแม่ทัพหลวงแจ้งว่าทัพหน้าเข้าตีอยู่ยังไม่ได้ชัยชนะ ก็เร่งยกกองทัพหลวงเข้าตีกระหนาบ ฝ่ายพม่าน้อยถอยกำลังต้านทานมิได้ก็แตกหนีไป กองทัพมอญได้เมืองตะแคง จึงให้ติดตามมังกำมุนี กองทัพตามทันจับมังกำมุนีตะละเจ้าเปฟ้าได้ กับช้างม้าแลไพร่พลสามพัน เข้ามาแจ้งแก่สมิงงอฝาง ๆ แต่งให้เสนาบดีคุมตัวมังกำมุนีแลตะละเจ้าเปฟ้ากับช้างม้าผู้คน มาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชณเมืองพะสิม

ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ยกไปนมัสการพระธาตุกะเมาะเตา ให้อำมาตย์ทินมณีกรอดอยู่รักษาเมือง ครั้นเสนาบดีคุมเอามังกำมุนีมาถึงเมืองพะสิม อำมาตย์ทินมณีกรอดแจ้งแล้วจึงให้แต่งเรือเร็ว รีบถือหนังสือไปกราบทูลสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ แจ้งแล้วก็ดีพระทัย ตรัสสรรเสริญสมิงงอฝางแลนายทัพนายกองทั้งปวง แล้วจึงตรัสสั่งให้อำมาตย์มะสะมอญไปรับเอามังกำมุนีกับตะละเจ้าเปฟ้ามา

ครั้นอำมาตย์มะสะมอญไปถึงเมืองพะสิม พอมังกำมุนีป่วยปัจจุบันโรคถึงแก่พิลาลัย อำมาตย์มะสะมอญก็คุมเอาตะละเจ้าเปฟ้ากับช้างม้ามาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ก็เอาตะละเจ้าเปฟ้าไว้เปนบริจาริกา แล้วก็เสด็จยกกองทัพกลับไปยังกรุงหงษาวดี ครั้นถึงพระนครแล้ว สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงแต่งเสนาบดีให้คุมเอาแหวน กำไล ตั่งทองคำกับผ้าพรรณนุ่งห่ม บรรทุกเรือขึ้นไปพระราชทานให้แก่สมิงงอฝาง แลนายทัพนายกองทั้งปวงณเมืองตะแคง แล้วให้สมิงงอฝางจัดแจงให้นรามิละขึ้นนั่งเมืองตะแคง พระราชทานเสวตรฉัตร์ให้ด้วย ถ้าแลไพร่พลชาวเมืองทั้งปวงยังกระด้างอยู่ ให้กองทัพปราบปรามเสียให้ราบคาบ แลเมื่อจะกลับมานั้น ให้จัดเอาคนที่เปนช่างมีฝีมือรู้แกะปั้นเขียนแลสลักกลึงมาด้วย ครั้นผู้ถือหนังสือคุมเอาสิ่งของนั้นขึ้นไปพระราชทานณเมืองตะแคงถึงแล้ว ฝ่ายสมิงงอฝางได้แจ้งว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งโปรดมา ก็จัดแจงบ้านเมืองให้แก่นรามิละราบคาบเสร็จแล้ว จัดได้ช่างดีมีฝีมือหกร้อยคน ก็ยกกองทัพกลับมากรุงหงษาวดี จึงเอาช่างหกร้อยคนมาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช

ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องครั้นตีเมืองไทยใหญ่ ก็ให้สืบสาวเจ้าเมืองแลขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย ซึ่งร่วมคิดกันนั้นจำไว้มั่นคง แล้วให้กวาดเอาครอบครัวผู้คิดมิชอบ ลงมาณเมืองอังวะก่อน ภายหลังจึงจัดแจงให้ขุนนางอยู่รักษาแล้ว พระองค์ก็เลิกทัพกลับมายังเมืองอังวะ ครั้นมาถึงเมืองแล้ว จึงให้มีพระธรรมเทศนาเรื่องพระยาสุตตะโสม กับพระยาโบริสาท เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว มหาดเล็กคนหนึ่งเชิญพระแสงอยู่จึงกราบทูลว่า เมืองตะแคงที่พระองค์ตีได้ แต่งให้มังกำมุนีพระราชบุตรเขย กับตะละเจ้าเปฟ้าพระราชธิดาอยู่นั้นหาควรไม่ ด้วยเมืองตะแคงนั้นอุปมาดังช้างเถื่อนผูกจำลองไว้ให้คนขี่เมื่อช้างยังมิเชื่อง ถ้าอาละวาดตื่นไปจะมิทิ้งคนเสียหรือ แลเมืองตะแคงยังมิราบคาบ พระองค์โปรดให้พระราชบุตรทั้งสองอยู่นั้นมิควร ขอได้แต่งให้ผู้อื่นอยู่จึงจะชอบ

สมเด็จพระเจ้ามณเฑียรทองได้ทรงฟังมหาดเล็กกราบทูลดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงตรัสแก่เสนาบดีว่า เราเลี้ยงเปนผู้ใหญ่ให้ยศศักดิ์ศฤงคารบริวารเปนอันมาก หวังจะให้เปนตาเปนใจช่วยดูแลผิดชอบ นี่เห็นเราทำผิดแล้วนิ่งเสียมิได้ทัดทาน แต่มหาดเล็กเปนผู้น้อยยังเห็นผิดว่ามาดังนี้ พระเจ้ามณเฑียรทองเห็นมหาดเล็กมีปัญญาหลักแหลมควรจะเปนเสนาบดีได้ จึงตั้งให้เปนมังมหาราชา แล้วโปรดพระราชทานประเจียดแผ่ทองคำเปนเครื่องยศด้วย

ขณะนั้นพอมีหนังสือบอกหัวเมืองรายทางส่งมาซึ่งแตกมาแต่เมืองตะแคงนั้นเข้ามา เสนาบดีจึงกราบทูลพระเจ้ามณเฑียรทองว่า กองทัพมอญยกขึ้นมาตีเมืองตะแคงได้ จับเอามังกำมุนีตะละเจ้าเปฟ้าพระราชบุตรทั้งสองพระองค์ไป สมเด็จพระเจ้ามณเฑียรทองแจ้งเหตุแล้วทรงพระพิโรธยิ่งนัก ประดุจดังเอาเพนินเหล็กมาตีขนดหางแห่งพระยานาคราช จึงตรัสว่าเราเสียเมืองตะแคงนั้น เหตุด้วยไปเมืองไทยใหญ่ช้าอยู่จึงเสียทีแก่มอญ ตรัสสั่งให้เอาเจ้าเมืองไทยใหญ่ แลขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยซึ่งเปนพวกขบถที่เอามาจำไว้ณกรุงอังวะนั้นไปฆ่าเสียสิ้น แล้วพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจึงให้จัดกองทัพหลวงจะยกไปตีเมืองหงษาวดี แต่เตรียมท่ากองทัพเมืองเชียงใหม่ แลผู้ถือหนังสืออยู่เปนช้านาน กองทัพก็ไม่เห็นยกมา ผู้ถือหนังสือก็หายไปด้วยยังมิได้เหตุผลเลย จึงแต่งให้มังมหานรธาเปนทัพหน้าคุมคนสิบทัพ ๆ ละหมื่น ฟะยะมุนี่ทัพหนึ่ง แคลงพลทัพหนึ่ง ตุเรงจ่อทัพหนึ่ง ธนูลักขยาทัพหนึ่ง ธนูเดชะทัพหนึ่ง ตุเรงละจาวทัพหนึ่ง ลักกะยาทัพหนึ่ง เรติงทัพหนึ่ง อเตียวนันทะสูทัพหนึ่ง รวมกันสิบทัพเปนคนแสนหนึ่ง สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธทั้งปวงเปนทัพหน้าให้ยกลงมาณกรุงหงษาวดีก่อน แต่พระเจ้ามณเฑียรทองยังคอยกองทัพเมืองเชียงใหม่อยู่

ขณะเมื่อกองทัพพม่ายกลงมายังกรุงหงษาวดีนั้น สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้แจ้งว่ากองทัพพม่ายกลงมา จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีทั้งปวงว่า กองทัพยกมาครั้งนี้จะเปิดให้เข้ามาถึงเมืองเราดีหรือ ๆ จะรับต้านทานไว้แต่ไกลดี

ฝ่ายสมิงพ่อเพ็ชร์จึงทูลว่า ซึ่งจะให้กองทัพพม่ายกล่วงตีเข้ามาถึงชานพระนครนั้นมิควร ข้าพเจ้าจะขออาสายกออกไปรับทัพพม่าไว้แต่ไกลมิให้ยกล่วงเข้ามาได้ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังสมิงพ่อเพ็ชร์ทูลดังนั้น ก็เห็นชอบด้วยดีพระทัยนัก จึงแต่งสมิงนครอินท์ทัพหนึ่ง สมิงอังวะมังศรีทัพหนึ่ง สมิงอุบากองทัพหนึ่ง สามทัพนี้เปนทัพหน้า สมิงชีพรายทัพหนึ่ง สมิงพ่อแก้วทัพหนึ่ง สมิงพระตะเบิดทัพหนึ่ง สามทัพนี้เปนทัพหลัง ให้สมิงพ่อเพ็ชร์เปนแม่ทัพหลวง รวมกันเปนเจ็ดทัพเปนคนสองหมื่น ช้างห้าร้อย ม้าพันหนึ่ง ให้ยกออกไปรับพม่า พระองค์ก็เสด็จยกเปนทัพหนุนไป ครั้นสมิงพ่อเพ็ชร์ยกมาถึงป่าพวาชายทุ่งทางที่จะมา จึงให้ตั้งทัพอยู่พร้อมกัน พอพม่ายกมาในป่าชายทุ่งข้างหนึ่ง ยังมิออกตกทุ่ง แลเห็นทวนหลังม้า แลพู่จามรีดุจดังดอกเลาดอกแขม ผงคลีมืดตลบไป ได้ยินเสียงเท้ากระทืบเตือนผนังช้างม้า ดุจเสียงคลื่นในท้องมหาสมุทร์

ขณะนั้นสมิงพ่อเพ็ชร์ จึงปรึกษากับนายทัพนายกองทั้งปวงว่า ศึกพม่ายกมาครั้งนี้มากนัก กองทัพเราเจ็ดทัพเปนคนแต่สองหมื่น จะยกเข้าตีพม่าหรือจะตั้งมั่นไว้ให้พม่าตี นายทัพนายกองทั้งปวงจะเห็นประการใด

ฝ่ายสมิงนครอินท์จึงว่า เราเปนข้าทหารพระเจ้าอยู่หัว ๆ ตรัสใช้ให้ขึ้นมารับข้าศึก ถ้าพบเข้าที่ใดก็จะรบที่นั้น แลบัดนี้พม่ายกมาแล้วจำเราจะยกเข้าตี สมิงพ่อเพ็ชร์จึงตอบสมิงนครอินท์ว่า ซึ่งท่านจะยกเข้าตีนั้นเราเห็นยังไม่ได้ ด้วยว่าศึกแรกยกมามีกำลังดังพระยาไกรสรราชสีห์กล้าหาญยิ่งนัก จะเข้ารบที่กลางทางได้ทีก็จะสมคะเน ถ้าเสียฝ่ายทัพพม่าก็จะซ้ำเติมทับยีเอา ที่ไหนจะตั้งตัวทัน เราคิดว่า จะรายกองทัพซุ่มคนไว้ในป่าไม้ อย่าให้เห็นทัพเราว่ามากแลน้อย ต่อเมื่อใดพม่ายกตกลงมาถึงท้องทุ่งสิ้นพล พอรู้จักกำลังว่ามากแลน้อยแล้ว จึงจะกำหนดธงเสียงฆ้องกลองเข้าตีกระหนาบให้พร้อมกัน ฝ่ายพม่าก็จะเสียทีถลำเข้ามาในหว่างเราไม่รู้ว่าพลมากแลน้อย ก็จะแตกยับไป เห็นจะได้ชัยชนะเปนมั่นคง สมิงนครอินท์จึงว่า ซึ่งน้าท่านว่าดังนี้ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย อันจะละให้กองทัพตกลงมาถึงท้องทุ่งจึงจะตีนั้น ชอบแต่กำลังศึกน้อยจึงจะได้ ซึ่งกำลังศึกมากจะละให้ตกถึงท้องทุ่งจนสิ้นพลนั้น ฝ่ายทแกล้วทหารข้างเราน้อย ถ้าเห็นกำลังศึกมากก็จะย่อท้อเสียใจ ไหนจะเปนอันรบพุ่งเอาชัยชนะได้ ซึ่งน้าท่านจะคิดกลศึกผ่อนผันประการใดก็ตามเถิด แต่ข้าพเจ้าจะยกเข้าตี มิให้ทหารได้เห็นว่าข้าศึกมากเปรียบเหมือนหักไฟหัวลม น้ำเชี่ยวลองขวางเรือดูสักครั้งหนึ่ง จะไม่ให้อ้ายพม่าตกลงมาถึงท้องทุ่งได้

ฝ่ายสมิงพ่อเพ็ชร์ก็ว่ากล่าวทัดทานถึงสองครั้งสามครั้ง สมิงนครอินท์ก็มิฟัง จะขืนยกไปให้ได้ สมิงพ่อเพ็ชร์ก็โกรธจึงว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรด ให้เรามาบัญชาการต่างพระเนตรพระกรรณ เราเปนผู้ใหญ่ว่ากล่าวท่านมิฟัง จะขืนเข้าตีให้ได้นั้นก็ตาม แต่อย่าให้เสียทีแก่พม่า ถ้าผู้ใดแตกทัพพม่าลงมาหน้าทัพเรา ๆ จะตัดศีร์ษะเสียให้สิ้น เอาโลหิตเส้นอาวุธเสียทุกเล่ม สมิงนครอินท์ก็มิฟังขืนยกไป

ฝ่ายสมิงพ่อเพ็ชร์เห็นสมิงนครอินท์ยกไป จึงว่าแก่สมิงอุบากองแลสมิงอังวะมังศรีว่า อ้ายสมิงนครอินท์ใจมันมุทลุหัวดื้อสอนยากเราว่ากล่าวมิฟังคำ ขืนยกไปก็จะแตกมาบัดนี้เปนแท้ พวกเราเปนผู้ใหญ่ครั้นจะละเสียก็มิได้ จะเสียเกียรติยศของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไป ท่านทั้งสองยกหนุนไป ถ้าสมิงนครอินท์แตกลงมาอย่าให้เข้ารับ ถ้าเห็นธงเราโบกขวา ก็ให้สมิงอุบากองหลีกทัพเข้าชายป่าข้างขวา ถ้าเห็นธงเราโบกซ้าย ก็ให้สมิงอังวะมังศรีหลีกทัพเข้าชายป่าข้างซ้าย ให้สงบทแกล้วทหารไว้จงดีอย่าเพ่อรบพุ่ง ต่อเมื่อใดได้ยินเสียงฆ้องกลองสัญญาแล้ว จึงให้ระดมรบกระหนาบพร้อมกัน สมิงอังวะมังศรีแลสมิงอุบากองก็ยกไป ครั้นแล้วสมิงพ่อเพ็ชร์จึงสั่งให้สมิงชีพราย สมิงพ่อแก้ว สมิงพระตะเบิด เข้ารายซุ่มพลตามขอบชายป่า สมิงพ่อเพ็ชร์ทัพหลวงก็ตั้งรับอยู่ที่ทางพม่าจะมา

ฝ่ายสมิงนครอินท์ยกขึ้นไปถึงก็มิได้รั้งรอยกเข้าโจมตีพม่าไม่ทันรู้ตัว ก็แตกย่นไปจนถึงหน้าทัพมังมหานรธา ๆ เห็นรี้พลแตกถอยมา ก็ยกเข้าต่อทัพสมิงนครอินท์ ๆ ต้านทานมิได้ เห็นเหลือกำลังก็แตกเข้าในป่า ฝ่ายพม่าได้ทีต่างคนต่างตีลงมา ปนละวนกันหาเปนขบวนไม่ สมิงพ่อเพ็ชร์เห็นดังนั้นก็ให้โบกธงหลังช้าง สมิงอังวะมังศรี สมิงอุบากองก็หลักทัพเข้าชายป่าตามสำคัญ ครั้นพม่ามาจะใกล้ถึงหน้าทัพ ก็ให้ตีฆ้องกลองตามสัญญา แล้วก็ยกทหารช้างม้าเข้าประดังตีทัพพม่าพร้อมกัน

ฝ่ายทัพสมิงอุบากอง สมิงอังวะมังศรี สมิงชีพราย สมิงพ่อแก้ว สมิงพระตะเบิด ได้ยินเสียงฆ้องกลองสัญญาแล้ว แลเห็นสมิงพ่อเพ็ชร์ยกออกตี ก็ยกเข้าระดมตีกระหนาบพร้อมกันจนถึงตลุมบอนเปนสามารถ กองทัพพม่าเสียขบวนทานมิได้ก็แตก ฝ่ายสมิงนครอินท์ซึ่งแตกทัพ แล้วคุมพลทหารเข้าได้ไปคอยอยู่ในป่าต้นทางนั้น ครั้นเห็นกองทัพพม่าแตกหนีขึ้นไปดังนั้นก็ชวนกันออกก้าวตีสกัดจับพม่า ได้ผู้คนช้างม้าแลเครื่องสาตราวุธเปนอันมากแล้ว ก็เร่งรีบหนีลงไปหวังจะนำของเข้าถวายก่อน จะได้ทูลแก้ตัวให้พ้นผิด

ฝ่ายสมิงพ่อเพ็ชร์กับนายทัพนายกองทั้งปวง ก็บุกรุกไล่ติดตามพม่าขึ้นไป จับได้ผู้คนช้างม้าเปนอันมาก ครั้นเวลาค่ำเห็นพม่าหนีไปไกลแล้วก็ยกกลับมา ฝ่ายสมิงนครอินท์เอาผู้คนช้างม้าเครื่องสาตราวุธซึ่งตีได้นั้น นำเข้ามาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก่อนนายทัพนายกองทั้งปวง กราบทูลซึ่งมีชัยชนะ แต่ที่ปราชัยแตกทัพนั้นมิได้ทูล สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังแลทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ดีพระทัยนัก จึงพระราชทานรางวัลแก่สมิงนครอินท์เปนอันมาก

ฝ่ายสมิงพ่อเพ็ชร์ยกทัพกลับมาถึงแจ้งว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดพระราชทานรางวัลให้แก่สมิงนครอินท์เปนอันมากดังนั้น ก็มิได้ขึ้นไปเฝ้ากราบทูลกิจราชการ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแจ้งว่าสมิงพ่อเพ็ชร์กลับมาถึงแล้วมิได้ขึ้นมาเฝ้า จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้หาสมิงพ่อเพ็ชร์ขึ้นมา ขณะเมื่อสมิงพ่อเพ็ชร์ขึ้นมาเฝ้านั้น เห็นสมิงนครอินท์เฝ้าอยู่ ก็นึกเคืองมิได้แลดูหน้าสมิงนครอินท์ กราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแล้วก็นิ่งอยู่มิได้ทูลประการใด สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงตรัสถามว่า ท่านไปตีทัพพม่าได้ชัยชนะกลับมาถึงแล้ว เหตุไฉนจึงมิได้ขึ้นมาหาเรา ให้เราคอยอยู่ดังนี้ ท่านน้อยใจเราด้วยเหตุสิ่งใดหรือ

สมิงพ่อเพ็ชร์จึงกราบทูลว่า เดิมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสใช้ให้ข้าพเจ้าเปนผู้ใหญ่คุมนายทัพนายกองทั้งปวง ไปตีทัพพม่าก็ได้ชัยชนะแล้ว ครั้นกลับมาถึงแจ้งว่าอ้ายเดนตายพม่ามันมาเฝ้าแต่ผู้เดียว แล้วกราบทูลความชอบยกตัวมันก่อน พระองค์ได้ทรงพระกรุณาตรัสใช้ให้ข้าพเจ้าเปนผู้ใหญ่ ไปบัญชาการต่างพระเนตรพระกรรณ พระองค์มาทรงเชื่อฟังแต่ถ้อยคำอ้ายคนเดนตาย มิได้ตรัสถามข้าพเจ้าก่อน ทรงพระราชทานบำเหน็จรางวัลเสียแล้ว ข้าพเจ้าจึงมิได้ขึ้นมาเฝ้า

สมิงนครอินท์ได้ฟังสมิงพ่อเพ็ชร์กราบทูลดังนั้น ก็เถียงตอบขึ้นว่า ถึงข้าพเจ้าแตกก่อนก็จริงแต่พม่าเสียขบวน เพราะข้าพเจ้าท่านจึงได้ชัยชนะโดยง่าย ข้าพเจ้าแพ้แล้วก็คืนเอาชัยชนะได้ แลข้าพเจ้าก็ได้ช้างม้าเครื่องสาตราวุธมาทูลเกล้าถวายก่อนนายทัพนายกองทั้งปวงอีก สมิงพ่อเพ็ชร์ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ เอามือชี้หน้าว่าอ้ายหน้าด้านไม่มีอายช่างเจรจาได้ นี้หากว่าไม่แตกแหวกทัพกูลงมา ถ้าแหวกทัพกูลงแล้วกูจะตัดศีร์ษะเสีย ที่ไหนจะขะโมยเอาของมาทูลเกล้าถวายได้ก่อน สมิงนครอินท์ได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้ตอบเถียงต่อไปอีก สมิงพ่อเพ็ชร์จึงทูลว่าพลพม่ายกมาครั้งนี้มากกว่ามากนัก แต่แลเห็นทวนบนหลังม้าดังว่าดอกพงดอกเลา เสียงฝีเท้ากระทืบเตือนผนังช้างม้า ประดุจดังเสียงคลื่นในท้องมหาสมุทร ผงคลีตลบมืดเปนควันไป ข้าพเจ้าคิดปรึกษากันว่า จะแยกทัพรายคนให้พม่าตกทุ่งเสียที เข้าในวงก่อนจึงจะระดมกันตี สมิงนครอินท์จะยกเข้าตี คิดหมายได้ชัยชนะถ่ายเดียว ซึ่งจะแพ้หาเห็นไม่ ข้าพเจ้าห้ามปรามเปนหลายครั้ง สมิงนครอินท์ก็มิฟังขืนยกเข้าตีก็แตกแก่ข้าศึก นี้หากข้าพเจ้ารับพม่าไว้หยุดจึงได้ชัยชนะ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังดังนั้นก็เห็นว่า สมิงนครอินท์ผิดอยู่ ฝ่ายพระองค์ก็ได้พระราชทานบำเหน็จ แก่สมิงนครอินท์ก่อนก็เกินไปแล้ว มิรู้ที่จะทำประการใด อนึ่งพระองค์ก็ทรงพระเมตตาสมิงนครอินท์อยู่เปนอันมาก จึงตรัสขอโทษสมิงนครอินท์แก่สมิงพ่อเพ็ชร์ว่ามันผิดแล้ว แต่ความชอบของมันก็มี เราขอโทษมันครั้งหนึ่งเถิด แล้วก็ทรงคาดโทษสมิงนครอินท์ไว้ หวังจะให้กลัวเกรงว่า แต่นี้ไปเมื่อหน้าถ้ามิฟังผู้ใหญ่ทัดทานทำให้ผิดมาดังนี้ กูจะตัดศีร์ษะเสีย แล้วพระราชทานบำเหน็จแก่สมิงพ่อเพ็ชร์ แลนายทัพนายกองเปนอันมาก โปรดให้สมิงพ่อเพ็ชร์นั่งเหนือสุจนี่ยี่ภู่เฝ้าที่เสด็จออก ครั้นแล้วพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินกองทัพกลับมายังกรุงหงษาวดี

ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องคอยท่าคนผู้ถือหนังสือ ซึ่งไปเมืองเชียงใหม่นั้นหายไป กองทัพก็มิได้เห็นยกมา ทรงแคลงพระทัยนัก เห็นพ้นกำหนดแล้ว พระองค์ก็ยกกองทัพหลวงตามทัพหน้าลงมา พอล่วงเข้าแดนกรุงหงษาวดี ก็พบกองทัพมังมหานรธาซึ่งแตกมานั้นก็ทรงพระโกรธนัก ฝ่ายมังมหานรธาแลนายทัพนายกองทั้งปวงก็พากันเข้ามาเฝ้า สมเด็จพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องทรงพระพิโรธเปนกำลัง จึงตรัสว่ากูให้ยกลงมาราวกับห่าฝนคนแสนหนึ่งถึงสิบทัพ จะช่วยกันรับต้านทานทัพมอญไว้ท่ากูก่อนก็มิได้ พากันแตกมาสิ้นทำให้ข้าศึกกำเริบ ก็จะให้มันอยู่เปนเดนตายอ้ายมอญหนักแผ่นดินพม่าทำไมเล่า กูจะช่วยอ้ายมอญมันฆ่าเอง จึงตรัสสั่งให้เอามังมหานรธาแม่ทัพหน้า แลนายทัพนายกองทั้งปวงซึ่งแตกมานั้นไปฆ่าเสีย

ฝ่ายมังนันทมิตร์เสนาบดีผู้ใหญ่จึงกราบทูลว่า อันธรรมดาสงครามย่อมมีแพ้แลชนะ พระองค์ทรงพระพิโรธแก่ลูกธนู ซึ่งยิงสัตว์มิถูก แลจะฟาดฟันหักคันธนูเสียนั้นมิชอบ ควรจะเก็บเอาไว้ยิงสัตว์สืบไปอีก กว่าจะถูกตัวเนื้อเชือดเถือเอามังษะจงได้ ด้วยการสงครามมอญกับพม่ายังติดพันกันอยู่ ข้าพเจ้าจะรับพระราชทานโทษนายทัพนายกองทั้งปวงไว้ ให้ทำราชการสงครามแก้ตัวฉลองพระเดชพระคุณอีกครั้งหนึ่ง ถ้าแตกมาทีนี้จึงค่อยโปรดให้ประหารชีวิตตามบทพระอัยยการศึก สมเด็จพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ทรงฟังมังนันทมิตร์ทูลดังนั้น ก็คลายพระโกรธจึงพระราชทานโทษให้ แล้วตรัสปรึกษาด้วยมังนันทมิตร์เสนาบดีว่า เมื่อทัพหน้าทำให้เสียฤกษ์แตกหนีมาสิ้นดังนี้แล้ว ถึงเราจะยกลงไปก็เห็นจะเอาชัยชนะมิได้ เพราะมอญรู้ตัวเสียแล้ว เห็นจะรักษาเมืองไว้เปนสามารถ เราจะคิดถอยทัพกลับไปเสียก่อน ปีหน้าจึงยกลงมาใหม่ ท่านจะเห็นประการใด มังนันทมิตรก็เห็นด้วย

สมเด็จพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ก็ให้เลิกกองทัพเสด็จกลับไปกรุงรัตนบุระอังวะ จึงตรัสสั่งนายทัพนายกองทั้งปวง ให้แบ่งปันพลฝึกหัดทหารใหม่ ซ้อมเพลงอาวุธให้ชำนาญในขบวนรบทุกตัวคน นายทัพนายกองทั้งปวงรับพระราชโองการใส่เกล้าแล้ว ก็ฝึกหัดทหารรบทั้งสิ้น ให้ชำนาญในศิลปศาสตร์ต่างๆ ทหารม้าก็ฝึกหัดให้ชำนาญในเพลงดาบเพลงทวนเพลงง้าว อันขี่รบกันบนหลังม้า แลให้แคล่วคล่องในการควบขับ เชิงจะหนีทีจะไล่ให้ว่องไว ทหารช้างก็ฝึกหัดให้ชำนาญในขบวนชนช้างรบด้วยช้าง ทหารเดินเท้าก็ซ้อมหัดให้ชำนาญในอาวุธต่างๆ คือดาบดั้งโล่ห์เขนหอกซัด แหลนหลาวเกาทัณฑ์หน้าไม้ สรรพเครื่องอาวุธสำหรับรบครบทุกสิ่ง ทหารเก่าทหารใหม่ฝึกปรือให้แคล่วคล่อง ณท้องสนามหลวงทุกวัน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ