๑๒

ครั้นรุ่งขึ้นปีใหม่ สมเด็จพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจึงทรงพระดำริห์ว่า ครั้งก่อน เราให้ทัพหน้ายกลงไปแสนหนึ่งยังน้อยนัก จึงรับทัพมอญมิหยุด ครั้งนี้เราจะยกลงไปให้มากกว่าเก่าหลายเท่า จะเหยียบแผ่นดินเมืองหงษาวดีให้ราบคาบเปนหน้ากลอง จึงให้เกณฑ์กองทัพบันดาเมืองขึ้นแก่กรุงอังวะนั้นสิบเก้าเมือง ได้คนยี่สิบแสน ช้างสองหมื่น ม้าร้อยหมื่น จะยกลงไปตีกรุงหงษาวดี

ฝ่ายนางมังคละเทวีพระอัครมเหษี จึงเข้ามากราบทูลว่า เมื่อพระองค์ยกลงไปครั้งก่อนนั้น ข้าพเจ้าป่วยอยู่มิได้ตามเสด็จจึงต้องอยู่รักษาเมือง ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขอตามเสด็จฝ่าพระบาทด้วย แม้ฉุกเฉินประการใด ข้าพเจ้าจะขอเอาชีวิตร่างกายตายแทนพระองค์สนองพระเดชพระคุณ ซึ่งได้ทรงพระเมตตาบำรุงเลี้ยงข้าพเจ้า ให้เย็นเกล้าอยู่สุขทุกเช้าค่ำ สมเด็จพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ทรงฟังก็ชอบพระทัย จึงตรัสว่าตามใจพระน้องเถิด แล้วพระองค์ตรัสให้จัดกองทัพช้างโดยขบวนพยุห ให้เสนาบดีผู้ใหญ่สี่คนอยู่รักษาเมือง ครั้นจัดการแลไพร่พลทั้งปวงเสร็จได้มหาพิไชยฤกษ์แล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นทรงพระคชาธาร ประดับเครื่องคชาภรณ์กลางช้างอันพิจิตร์ ประกอบด้วยพลช้างโคดแล่นโจมทัพดั้งกัน สารค้ำค่ายแซกแซงล้อมวังพังคาเปนขนัด เสด็จเคลื่อนพยุหโยธาทัพ ออกจากรุงรัตนบุระอังวะครั้งนั้น ดูพิลึกมโหฬารสพรั่งพร้อมด้วยทัพท้าวพระยาโยธาหารแวดล้อมเปนกันกง ดูดาษไสวไปด้วยธงเทียวเขียวเหลืองขาวแดงทุกกองทัพ กึกก้องด้วยศัพท์สำเนียงเสียงฝีเท้า พลช้างพลม้าพลบทจรเดินเท้า อันเดินโดยขบวนเปนทิวแถวตามกัน เสียงสนั่นครั่นครื้น เปรียบประดุจแผ่นพื้นพระธรณีจะทรุดถล่มลง ผงคลีก็ฟุ้งตลบไปในท้องอากาศ เมื่อพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องยกพลพยุหจัตุรงค์ลงมาครั้งนั้น ศักราช ๗๖๕ ปี ตรัสสั่งให้เดินกองทัพทางคแมช้างสัง แล้วมาลงเมืองตองอู

ขณะนั้นเจ้าเมืองเตียงซึ่งขึ้นแก่กรุงหงษาวดี แต่งทหารออกลาดตระเวนปลายด่าน ทหารกลับเข้ามาแจ้งว่ากองทัพพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องยกมาจะตีกรุงหงษาวดีรี้พลมากนัก เจ้าเมืองเตียงได้แจ้งแล้ว ก็แต่งหนังสือให้ม้าเร็วรีบถือลงไปยังเสนาบดีณกรุงหงษาวดี ในหนังสือนั้นว่าข้าพเจ้าเจ้าเมืองเตียง ขอกราบถวายบังคมมายังฝ่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ บัดนี้พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องยกทัพหลวงลงมา จะตีพระนครหงษาวดี รี้พลมากเหลือที่จะประมาณได้ ยกลงมาถึงตำบลนั้นวันนั้นเวลานั้น เสนาบดีเจ้าพนักงาน ก็นำหนังสือบอกขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแจ้งเหตุแล้ว ก็ตรัสสั่งให้เกณฑ์กองทัพโดยเร็ว ได้คนแปดแสน ช้างพลายมีฝีงาสองร้อยช้าง ๆ ซึ่งบรรทุกเครื่องห้าร้อยเชือก กองทัพจัดพร้อมแล้ว สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็เสด็จยกออกไปรับทัพพม่า ครั้นเสด็จพระราชดำเนินกองทัพถึงเมืองเตียง เจ้าเมืองรู้ก็ออกมาเฝ้า กราบทูลเชิญเสด็จเข้าประทับพักพลในเมือง สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ตรัสว่า เราจะรีบยกไป ไม่เข้าไปแล้ว จึงตรัสว่าเจ้าเมืองเตียงเปนผู้ใหญ่ดี เอาใจใส่ราชการหมั่นระวังสอดแนมข้าศึก จึงโปรดพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคแก่พระยาเตียง แลทหารทั้งปวงโดยสมควร แล้วตรัสแก่เจ้าเมืองเตียงแลเสนาบดีทั้งปวงว่า เราก็เปนกษัตริย์อันประเสริฐเปนใหญ่ในพระนครประเทศหนึ่ง ซึ่งจะให้ข้าศึกพม่ายกล่วงเข้ามาเหยียบแดนเรานั้นมิควร อุปมาดังไกรสรราชสีห์อันรักษาถ้ำแก้ว ถ้าให้พยัคฆไกรสรหมู่อื่นเข้าเลียบเที่ยวในแถวถิ่นของตัวแล้ว ก็จะเสียอำนาจตบะเดชะไป หาเปนเกียรติยศไม่ เราจะออกไปต้านต่อไว้แต่นอกด่านก่อน อย่าให้พม่ายกข้ามด่านเข้ามาได้จึงจะควร ตรัสแล้วพระองค์ก็ยกไป ให้หยุดทัพพักผ่อนกำลังพลณประเทศแห่งหนึ่งชื่อตำบลเตรียบ พอปลงทัพลงยังมิทันจะตั้งค่าย จึงสมิงพ่อเพ็ชร์กราบทูลว่า กำลังสงครามครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ยังมิได้พินิจพิเคราะห์เหตุการณ์ตื้นลึก ซึ่งพระองค์จะยกไปโดยเร็วนั้นมิควร ข้าพเจ้าจะขอแต่งผู้คนให้เล็ดลอดไปสืบดูกำลังศึกก่อน สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ทรงเห็นด้วย

สมิงพ่อเพ็ชร์จึงแต่งสมิงนครอินท์คุมทหารมีฝีมือหกร้อยคน ให้มักตรีมาร นายทหารผู้หนึ่ง คุมคนร้อยเศษไปด้วยสมิงนครอินท์ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงตรัสสั่งสมิงนครอินท์ว่า ถ้าพบกองทัพพระเจ้ามณเฑียรทองแล้วให้เร่งกลับมา สมิงนครอินท์ก็กราบถวายบังคมลาออกมาแต่งตัว ใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธแล้วยกกองทัพไปคืนหนึ่ง ถึงตำบลแม่น้ำเงียดพอพบไทยใหญ่กองทัพหน้าพระเจ้ามณเฑียรทองยกมา เสียงช้างม้าผู้คนในกองทัพอื้ออึงเอิกเกริกประดุจดังเสียงคลื่นแลระลอกในมหาสมุทร

ฝ่ายมักตรีมารแลเห็นแต่ไกล จึงว่าแก่สมิงนครอินท์ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสสั่งมาว่า ถ้าพบกองทัพแล้วให้เร่งกลับไป บัดนี้ก็พบกองทัพยกมาแล้ว เราจะพากันกลับไปตามสั่ง สมิงนครอินท์จึงว่า เรายกมาบัดนี้เห็นแต่กองทัพยกมา ยังไม่รู้กำลังศึกว่ามามากน้อยประการใด จะรีบด่วนกลับไปกราบทูลนั้นมิชอบ จำจะแอบดูให้รู้ตระหนักก่อน สมิงนครอินท์จึงขึ้นต้นไม้แฝงกายดู เห็นช้างม้ารี้พลพม่ายกมาเปนอันมาก เสียงอื้ออึงเอิกเกริกดุจเสียงพายุใหญ่ จึงกลับลงมาพาทหารทั้งปวงเข้าซุ่มอยู่ริมทางมิให้ข้าศึกเห็น ครั้นพม่ายกออกเดินเห็นรี้พลช้างม้าเนื่องกันไปมิได้ขาดดุจสายน้ำไหล ผงคลีตลบไปทั้งป่า เสียงฝีเท้าดังหนึ่งแผ่นดินจะถล่ม สมิงนครอินท์แฝงดูอยู่แต่เช้าจนเวลาบ่ายก็มิสิ้นพล จึงคิดว่าพม่ายกมาครั้งนี้รี้พลช้างม้ามากกว่ามากนัก ตัวเราก็เปนทหารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสใช้มาสอดแนมดูกำลังศึก บัดนี้พบข้าศึกแล้วจะกลับไปเปล่าก็มิชอบ จำจะยกเข้าโจมตีดูกำลังศึกจะเปนประการใด สมิงนครอินท์ก็พาพลออกโจมตีตัดกลางทัพพระเจ้ามณเฑียรทองขาดออก ฝ่ายพลพม่าตายลงประมาณร้อยหนึ่ง ก็แตกย่นลงไปจนถึงหน้าช้างพระที่นั่งพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง สมิงนครอินท์ก็พาพลทหารเข้าป่าไป

ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องเห็นดังนั้นสงสัยพระทัยนัก ทรงพระดำริห์ว่า กองทัพพระเจ้าราชาธิราชมาตั้งซุ่มอยู่ แล้วให้ทหารยกออกมาโจมตี ครั้นจะตั้งลงที่นั้นก็เปนป่าเปล่า รี้พลช้างม้าไม่มีที่จะอาศัย จึงให้ถอยทัพมาตั้งมั่นอยู่แนวแม่น้ำเงียดเปนที่เหล่าน้ำหญ้า แล้วให้แต่งกองร้อยคอยเหตุไปสอดแนมดูทัพมอญว่า จะตั้งอยู่ตำบลใดให้ได้เนื้อความจงแน่

ฝ่ายสมิงนครอินท์ ก็พาพลรีบมาถึงตำบลเตรียบที่กองทัพตั้งอยู่นั้น เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชกราบทูลว่า ข้าพเจ้ายกไปถึงตำบลแม่น้ำเงียด พบกองทัพพม่ายกมา ข้าพเจ้าแอบแฝงดูอยู่แต่เวลาเช้าจนบ่ายก็มิได้สิ้นสุดพล อันพม่ายกมาครั้งนี้รี้พลจะกำหนดด้วยพันหมื่นก็มิได้ จะนับด้วยแสนก็สุดประมาณดูมากกว่ามาก ข้าพเจ้าจึงยกทหารเข้าโจมตี เห็นเหลือกำลังนักจึงถอยมา

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีทั้งปวงว่า ทัพพม่ายกมาครั้งนี้เปนทัพกษัตริย์ใหญ่หลวงนัก แต่ทัพพม่านั้นรบถนัดแต่ที่แจ้ง ซึ่งเราจะรับทัพพม่าครั้งนี้ ถ้ารับในป่าเห็นจะได้ชัยชนะ พม่าจะเสียทีแก่เราเปนมั่นคง สมิงพ่อเพ็ชร์จึงทูลว่า กองทัพพม่ายกมาครั้งนี้ สมิงนครอินท์ทูลว่าเหลือประมาณมากนัก อันทัพพม่าอุปมาดังผึ้งหลวง ซึ่งพระองค์จะให้ไปรับในป่านั้น ก็เห็นจะได้ชัยชนะอยู่ แต่รี้พลจะลำบากล้มตายเปนอันมาก เปรียบประดุจช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็จะแหลกละเอียดไป ข้าพเจ้าคิดจะให้ทัพพม่าอยู่ป่า ฝ่ายเราอยู่บ้านให้ทัพพม่าลำบากข้างเดียว เราตั้งมั่นอยู่แต่ในแดนเมืองแล้ว ถ้าได้ท่วงทีก็จะออกรบ ถ้าไม่ได้ทีก็จะตั้งมั่นสงบอยู่ ข้าพเจ้าคิดจะให้ถอยกองทัพไปตั้งมั่นณตำบลแม่น้ำปันเกลาะ เพราะที่แม่น้ำปันเกลาะนั้นเปนที่สำคัญอยู่ จะคิดอุบายถ่ายเทประการใดพม่าหารู้ไม่ ถ้าเปนทีแล้วมิต้องรบฆ่าด้วยสาตราวุธ พม่าก็จะตายไปเอง ทำไมกับรี้พลมากถึงจะมากก็เหมือนน้อย เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังก็เห็นชอบด้วย จึงให้อำมาตย์มะสะมันคุมพระสนมกำนัล แลเสบียงอาหารยกล่วงไปก่อน อำมาตย์มะสะมันจึงทูลว่า ถ้าหาการสงครามไม่ พระองค์ก็โปรดให้ข้าพเจ้าชักพาสตรีไป ข้าพเจ้ามิได้ขัดรับสั่ง ครั้งนี้มีการสงครามจวนจะได้รบพุ่งอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะขออยู่ด้วยพระองค์ ถ้าข้าศึกยกมาข้าพเจ้าจะขออาสาออกชนช้างด้วยข้าศึกตัวต่อตัว เอาชีวิตเปนฉลองพระบาททองสนองพระเดชพระคุณซึ่งได้ทรงพระเมตตาปลูกเลี้ยงข้าพเจ้ามา สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังอำมาตย์มะสะมันทูล ก็ชอบพระอัชฌาสัยยิ่งนัก จึงตรัสว่าท่านไม่ชอบใจไปหยากจะอยู่ด้วยเราก็ตามเถิด จึงสั่งสมิงอินทชีพคุมพระสนมนางกำนัลแลเสบียงอาหารต่างๆ ไปก่อน แล้วจึงมีพระราชกำหนดให้สมิงพ่อเพ็ชร์ สมิงอังวะมังศรี สมิงนครอินท์ สมิงอุบากอง สมิงพระรามห้าทัพนี้รั้งหลังลงมา แต่บรรดาช้างซึ่งตกมันอยู่นั้น ให้เดินเปนระยะไกลกันสุดเสียงแตร สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชตรัสบัญชาเสร็จแล้ว ก็ยกกองทัพล่วงลงมาถึงเมืองเสี่ยงเมืองเตียง จึงตรัสสั่งสมิงชีพราย เจ้าเมืองเสี่ยงแลพระยาเตียง ให้รื้อค่ายคูประตูหอรบเสียทั้งสองเมือง อย่าให้พม่าอาศัย แลกวาดเอาช้างม้าผู้คนเสบียงอาหารทั้งสองเมืองมาในกองทัพด้วย จึงแต่งให้กองสมิงพระตะเบิด ไปเที่ยวกวาดครอบครัว ช้างม้าเสบียงอาหาร บันดาหัวเมืองขึ้นแลบ้านใหญ่บ้านน้อยทั้งปวง ซึ่งอยู่ณต้นทางที่พม่าจะมานั้นให้สิ้นเชิง แล้วพระองค์ก็ยกลงมาถึงแม่น้ำปันเกลาะ จึงสั่งให้เสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงไปตั้งค่ายณฟากตวันตก แต่แม่น้ำปันเกลาะไปถึงแม่น้ำเตระ แต่วัดปฏิมังกรรายไปถึงแม่น้ำประทะลาด สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชให้ตั้งค่ายณแม่น้ำปันเกลาะแล้วให้ชักค่ายปีกกาถึงกัน

ฝ่ายพระเจ้ามณเฑียรทองให้ตั้งค่ายมั่นณแม่น้ำเงียดได้ห้าวัน ทหารกองสอดแนมเข้ามากราบทูลว่า บัดนี้กองทัพพระเจ้าราชาธิราชซึ่งตั้งอยู่ณตำบลเตรียบนั้น เลิกถอยไปตั้งอยู่ตำบลแม่น้ำปันเกลาะแล้ว สมเด็จพระเจ้ามณเฑียรทองได้แจ้งดังนั้น จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงว่า เราจะรีบยกตามไปตั้งประชิด สงครามครั้งนี้จะได้ทำยุทธนาการกันโดยเร็ว เสนาบดีนายทัพนายกองก็เห็นด้วย พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจึงให้ยกกองทัพลงมาตั้งตำบลวัดปฏิมังกรแนวแม่น้ำปันเกลาะทิศตวันออก ตรงกันคนละฟากแม่น้ำ แล้วให้นายทัพนายกองทั้งปวงตั้งค่ายรายไป แต่กองทัพมังนีรายตั้งตรงค่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช สั่งให้ไทยตาเหลไทยเมหยังไทยใหญ่ซึ่งเปนกองหน้านั้น ตั้งอยู่ณแนวฝั่งแม่น้ำปันเกลาะ ๆ นั้นแห้งอยู่ กำหนดได้หกวันเจ็ดวันน้ำทะเลขึ้นวันหนึ่ง พายุแลคลื่นพัดมาน้ำก็ขึ้นเต็มฝั่ง แต่คลื่นลมร้ายนักด้วยเปนลำแม่น้ำใหญ่ ถ้าลูกคลื่นซัดมาถูกเรือแพช้างม้าผู้คนก็ล่มจมน้ำตาย ขณะเมื่อกองทัพไทยใหญ่มาตั้งอยู่นั้น พวกไทยใหญ่หารู้ว่าน้ำทะเลขึ้นถึงไม่

ฝ่ายสมิงพ่อเพ็ชร์จึงกราบทูลสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชว่า ทัพพม่ายกมาครั้งนี้สมคเนแล้ว ข้าพเจ้าจะคิดกลอุบายลวงพม่าให้น้ำท่วมตาย ให้กองทัพยับเยินจงได้ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงตรัสถามว่าท่านจะคิดประการใด สมิงพ่อเพ็ชร์ก็ทูลตามความคิดทุกประการ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชทรงเห็นชอบด้วย จึงให้สมิงชีพรายกับเจ้าเมืองเตียงสองนายเปนแม่กองกำกับการเกณฑ์ทหารขุดตลิ่งทำทางหนีน้ำทะเลที่จะรบด้วยข้าศึกไว้เปนที่แอบที่บังมั่นคง ให้รายทหารลงไปใต้ค่ายตามลำแม่น้ำที่น้ำจะขึ้นมานั้น กำหนดชั่วเสียงกลองเปนระยะมาจนถึงค่ายเสร็จแล้ว ตรัสสั่งว่าถ้าเห็นน้ำทะเลขึ้น ให้ทหารตีกลองเปนสำคัญต่อกันขึ้นมา แล้วมีพระราชกำหนดแก่นายทัพนายกองทแกล้วทหารทั้งปวงว่า เราจะให้ยกลงไปรบเยาะพม่าในคลองน้ำ ถ้าได้ยินเสียงฆ้องกลองตีขึ้นอื้ออึงพร้อมกันเมื่อใด ก็ให้ถอยขึ้นมาบนตลิ่งโดยเร็ว ครั้นถึงวันกำหนดน้ำทะเลขึ้นมา นายทัพนายกองผู้รับสั่งก็จัดทหารออกไปวางที่ทำไว้ทุกช่องทุกทาง แล้วกำชับทหารทั้งปวงว่า ถ้าพม่าตามขึ้นมาจงรบต้านทานไว้อย่าให้ขึ้นได้ นายทัพนายกองทหารทั้งปวงก็ยกไปคอยกระทำการตามรับสั่ง พวกกองล่อก็ยกไปรบล่ออยู่ในแม่น้ำ นายทัพมอญกองล่อก็ให้ทหารร้องด่าท้าทายพวกกองทัพไทยใหญ่หวังจะยั่วให้โกรธ ทหารมอญร้องด่าว่าอ้ายไทยใหญ่อ้ายขี้ข้าพม่า มึงยกมาตีมอญแล้วทำไมจึงมุดหัวอยู่ในค่ายเล่า ให้พวกมึงเร่งออกมารบกับกู ๆ จะตัดศีร์ษะเสียให้สิ้นบัดเดี๋ยวนี้ กองทัพไทยใหญ่ได้ยินทหารมอญร้องด่าดังนั้นก็โกรธเปนกำลัง ไทยกาเหล ไทยเมหยัง แม่ทัพไทยใหญ่ทั้งสองนั้น ก็เร่งจัดทแกล้วทหารรี้พลช้างม้าจะยกลงมาตีกองทัพมอญ แต่กำลังแค้นให้ทหารหน้าค่ายร้องด่าตอบไปพลาง ทหารไทยใหญ่ร้องด่าว่าอ้ายมอญ แต่ก่อนพวกมึงก็เปนขี้ข้าพม่า แล้วไปเปนขี้ข้าไทยน้อย อ้ายหน้าซื่อใจคดทรยศต่อเจ้า ๆ กูรู้อยู่ว่า ในท้องพวกมึงมีเคียวเจ็ดเล่มมีเข็มเจ็ดอัน กูจะรบฟาดฟันผ่าอกเอาเคียวในท้องออกตัดคอพวกมึงเสียให้สิ้น กองทัพมอญได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงให้ทหารด่าตอบรุกเร้าไปว่า อ้ายไทยใหญ่อ้ายเดนตายพม่า ๆ ให้พวกมึงเปนกองหน้าเปนทัพผี พวกมึงจะตายก่อน ไม่ทันได้ฆ่ามอญ ๆ จะแหวกท้องออกเอาเคียวเกี่ยวตัดศีร์ษะพวกมึง ข้ามน้ำมาให้สิ้นประเดี๋ยวนี้ กองทัพไทยใหญ่ได้ฟังก็โกรธยิ่งนัก พอจัดรี้พลเสร็จก็ยกลงมาจะรบกับทัพมอญที่แม่น้ำนั้น ให้ทหารร้องท้าทายตอบมาว่า อ้ายมอญอ้ายเสือผอมปากกล้า พวกกูไม่สู้ฝีปากพวกมึงแล้ว ถึงมึงจะประดิษฐ์ด่าก็ไม่เจ็บเหมือนไม้ขว้าง กูจะเอาอาวุธออกขว้างพวกมึงให้เห็นฝีมือบัดนี้ กองทัพไทยก็เร่งพลทหารรุกเข้ามา ฝ่ายมอญทำเปนแตกล่อให้ไล่ ไทยใหญ่เห็นได้ทีก็เร่งพลทหารยกช้างม้าลงไล่มอญ มอญก็กลับรับรบยั่วเย้าไว้ พอได้ยินเสียงกลองสัญญา สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงให้ทหารที่รักษาค่ายอยู่นั้น ตีฆ้องกลองโห่ร้องอื้ออึงขึ้นทุกค่าย มิให้กองทัพไทยใหญ่ได้ยินเสียงน้ำเสียงคลื่น ครั้นน้ำขึ้นมอญก็ถอยขึ้นมาบนตลิ่ง ไทยใหญ่มิได้รู้เล่ห์กลสำคัญว่าทัพมอญแตก ก็ไล่ติดตามทางขึ้นมา ทหารซึ่งวางอยู่นั้นก็รับรบประจัญไว้ ไทยใหญ่จะขึ้นตลิ่งก็มิได้ จะหนีไปก็มิพ้น ครั้นจะกลับข้ามไปก็ไม่ทัน ช้างม้ารี้พลจมน้ำตายเปนอันมาก กองทัพไทยใหญ่โกรธยิ่งนัก เอาดาบหอกฟันแทงน้ำแลฟันแทงกันเองอื้ออึงอยู่ แลที่ไทยใหญ่รบกันนั้น น้ำทะเลถอยลงจะใกล้แห้ง

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงตรัสสั่งสมิงจักกาย ให้คุมทหารไปฟันแทงผีไทยใหญ่ที่ตายให้เปนแผลอาวุธ แล้วลากขึ้นไว้บนตลิ่งให้พม่าสงสัยว่ามอญมีความรู้ แล้วตรัสกระซิบสมิงจักกายว่า ถ้าผู้ใดพูดว่ามอญมิได้ฆ่าพม่าแลไทยใหญ่ ๆ จมน้ำตายเอง ก็ให้ฆ่าผู้นั้นเสียอย่าให้ผู้อื่นดูเยี่ยงพูดต่อไปอีกได้ สมิงจักกายก็คุมทหารไปเที่ยวฟันศพพม่าไทยใหญ่ แล้วให้ลากขึ้นไว้ริมตลิ่งตามรับสั่ง ขณะนั้น ชาวเมืองเตียงเมืองเสี่ยงทั้งปวงซึ่งกวาดมานั้น รู้ว่าพม่าเสียทีแก่มอญ ๆ ฆ่าพม่าไทยใหญ่เปนอันมาก

ฝ่ายมอญทั้งปวงชวนกันไปดูผีไทยใหญ่ ซึ่งทหารกองทัพลากขึ้นทิ้งไว้นั้น มอญคนหนึ่งจึงว่า มอญมิได้ฆ่าไทยใหญ่ ๆ น้ำท่วมตายเอง ทำไมจึงมาฟันแทงผีดังนี้หาต้องการไม่ สมิงจักกายได้ฟังมอญว่าดังนั้นก็โกรธ จึงให้ทหารฟันมอญผู้นั้นเสียตัดเอาศีร์ษะเสียบไว้ แล้วให้ลากเอาตัวผีมอญที่ตายไปทิ้งไว้กับผีไทยใหญ่ จึงประกาศแก่มอญชาวเมืองแลทหารทั้งปวงว่า ถ้าผู้ใดพูดกันดังนี้เราจะให้ตัดศีร์ษะเสียบประจานไว้

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงสั่งให้นายทัพนายกองปลูกศาลบวงสรวงเทพารักษ์ตามตลิ่งทุกหน้าค่าย ให้ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์เต้นรำทำเพลงถวายเทพยดา แลให้มีธงใหญ่ปักไว้หน้าค่ายทุกค่าย ถ้าน้ำขึ้นให้โบกธงขึ้นมา ถ้าน้ำลง ให้โบกธงลงไป ให้พม่าทั้งปวงเห็นว่า มอญมีวิชาอาคมทำให้น้ำขึ้นน้ำลงได้ นายทัพนายกองทั้งปวงก็ให้ปลูกศาลเทพารักษ์ แล้วทำพลีกรรมบวงสรวงตามรับสั่งทุกค่าย ครั้นถึงเวลาน้ำขึ้นน้ำลง ก็ให้ทหารโบกธงไปตามน้ำ ฝ่ายกองทัพพม่าแลไทยใหญ่ไม่รู้อุบาย สำคัญว่ามอญรู้มนต์คาถาเรียกน้ำขึ้นได้ลงได้ ทัพพม่าไทยใหญ่ก็สดุ้งตกใจกลัว มิอาจจะยกมารบมอญตั้งมั่นอยู่ในค่าย

ครั้นอยู่มาอำมาตย์ทินมณีกรอดซึ่งกินเมืองพะสิมนั้น ยกกองทัพขึ้นมาตาม ครั้นถึงจึงเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ทอดพระเนตรเห็นอำมาตย์ทินมณีกรอดมา ก็ดีพระทัยนัก จึงตรัสถามถึงราชการบ้านเมือง อำมาตย์ทินมณีกรอดก็ทูลแจ้งทุกประการ อำมาตย์ทินมณีกรอดออกจากเฝ้าแล้ว ก็เที่ยวพิจารณาดูค่ายทุกกองทัพ เห็นค่ายหลวงที่สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชให้ตั้งรับพม่านั้นใกล้ตลิ่งนัก จึงกราบทูลว่า ซึ่งสมิงพ่อเพ็ชร์ดำริห์การสงครามให้ตั้งประชิดข้าศึกดังนี้ก็ดีอยู่แต่เปนประมาณ ถ้าขยับขยายค่ายเสียใหม่ตั้งให้ไกลตลิ่งขึ้นไปอีกเส้นหนึ่งหรือสามสิบวาแล้ว จึงต้องตำราดียิ่งนัก เพราะทหารทั้งปวงจะได้หัดช้างม้า เต้นรำทำเพลงอาวุธเล่นตามสบายให้เอิกเกริกรื่นเริงหน้าทัพ ฝ่ายพม่าเห็นจะได้เปนที่กลัวเกรงเพราะทหารของพระองค์มีกำลังรื่นเริงพร้อมกันอยู่ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังก็เห็นชอบด้วย จึงตรัสสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงให้ขยับขยายถอยค่ายตั้งใหม่ ตามคำอำมาตย์ทินมณีกรอดกราบทูลนั้น แล้วให้ปราบที่หน้าค่ายเรียบราบเสมอจงทุกค่าย สำหรับฝึกหัดซ้อมทหารแลช้างม้า

ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งปวง ก็เร่งให้จัดทำค่ายคูประตูหอรบใหม่แล้ว สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงทรงพระดำริห์ว่า อำมาตย์ทินมณีกรอดมีปัญญาหลักแหลมนัก ครั้งนี้เราจะให้ประมาณพลในกองทัพดู จะประมาณผิดหรือถูก จึงตรัสสั่งอำมาตย์ทินมณีกรอดให้ไปเลียบค่ายดูพลทหารทั้งสิ้นว่าจะมากน้อยเท่าใด อำมาตย์ทินมณีกรอดก็กราบถวายบังคมลา ออกไปเลียบค่ายประมาณพลตามรับสั่ง ครั้นพิจารณาดูทั่วแล้ว ก็กลับเข้ามากราบทูลว่า พลของพระองค์ยกมาครั้งนี้ ทั้งนายทัพนายกองทแกล้วทหารหมดด้วยกันข้าพเจ้าประมาณดูสิบแสนเศษ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังยังแคลงพระทัยอยู่ พระองค์จะใคร่ชัณสูตรดูให้รู้แน่ จึงสั่งให้จะเร่งไปเอาบาญชีพลทุกกองทัพให้สิ้นทุกค่าย จะเร่งรับสั่งแล้ว ก็ไปทำบาญชีตรวจพลมาได้เปนพลสิบแสนกับสองพัน จึงเอาบาญชีเข้ามากราบทูลสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ได้แจ้งแล้วก็ดีพระทัย จึงตรัสสรรเสริญว่า อำมาตย์ทินมณีกรอดนี้เลิศมนุษย์ มีปัญญาหลักแหลมลึกซึ้ง เปรียบประดุจเทพยดามีจักษุเปนทิพย์ ประมาณพลโยธาถูกมิได้ผิด ครั้งนี้เรามีความยินดียิ่งนัก อุปมาดังได้พระนครประเทศหนึ่ง ซึ่งการสงครามขุ่นหมองขัดข้องอยู่นั้น บัดนี้ใจเราใสสว่างเปรียบประดุจได้ชัยชนะแล้ว จึงโปรดพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคแก่อำมาตย์ทินมณีกรอดเปนอันมาก

ฝ่ายกองทัพพม่าซึ่งตั้งมั่นอยู่กับกองทัพมอญนั้น เสบียงก็ขัดสนเบาบางด้วยรี้พลมากนัก ทหารทั้งปวงอดเข้าปลาอาหารอิดโรยถอยกำลังลง ครั้นแต่งกองทัพไปหาเสบียงอาหารที่บ้านไกลก็มิได้ ฝ่ายพม่าต้องไปเอาเสบียงถึงตำบลกองยีแดนพม่า ก็ไม่ทันกองทัพกิน ทหารรามัญกองสอดแนมรู้ดังนั้น ก็มากราบทูลสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ได้แจ้งแล้ว จึงทรงพระดำริห์ว่า ครั้งนี้กองทัพพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องขาดเสบียงอาหารเพราะยกลงมาเหลือประมาณมากนักจนไม่มีเข้าให้กิน หมายแต่จะได้ไม่คิดเสียกระทำการเกินตัว อุปมาดังเรือใหญ่กว่าทเล จรเข้ใหญ่กว่าหนอง จะกลับกายว่ายเวียนไปก็ขัดขวาง เมื่อไพร่พลอิดโรยระส่ำระสายลงดังนี้แล้ว เห็นจะย่อท้อใจอยู่ เราจะคิดตัดกำลังศึกเสีย แล้วจะยกออกโจมตีให้ยับเยิบจงได้ จึงตรัสสั่งสมิงอังวะมังศรีให้จัดกองทัพ เลือกทหารที่เข้มแข็งมีฝีมือให้ได้สามพัน ไปคอยก้าวสกัดตีทัพพม่าซึ่งไปหาเสบียงอาหารนั้น ตรัสสั่งว่า ถ้าเห็นกองทัพพม่าไม่ได้เสบียงอาหารมาอย่าเพ่อตี ถ้าพม่าได้เสบียงอาหารมาเห็นเสียขบวนแล้ว จึงยกเข้าโจมตีให้แตกจงได้ สมิงอังวะมังศรีรับๆสั่งแล้วก็ถวายบังคมลาออกมาจัดทัพสามทัพยกไปคอยตีพม่า กองทัพพม่าซึ่งไปหาเสบียงอาหารนั้นได้แล้วก็หาบคอนกลับมา

ฝ่ายกองทัพสมิงอังวะมังศรี เห็นทัพพม่าเสียขบวนได้ทีแล้ว ก็ยกทหารเข้าโจมตีทัพพม่า ๆ สู้รบไม่เต็มกำลังก็แตกไป กองทัพมอญฆ่าฟันพม่าตายประมาณห้าร้อย จับเปนได้สี่ร้อยคน ช้างพังพลายแปดช้าง ม้าสามสิบม้า กับเสบียงอาหาร นำเข้ามาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ ก็ดีพระทัย จึงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคเปนบำเหน็จรางวัลแก่สมิงอังวะมังศรี แลโปรดสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่ทแกล้วทหารเปนอันมาก

ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ครั้นแต่งกองทัพออกไปหาเสบียงอาหาร กองทัพมอญก็คอยตีชิงเอาเสบียงอาหารไปทุกครั้ง ไพร่พลพม่าอดเข้าปลาอาหารอิดโรยลง พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจึงทรงพระดำริห์ว่า ถ้าจะขืนอยู่รบพุ่งต้านทานกับกองทัพมอญช้าไป กำลังฝ่ายเราถอยลงแล้วเห็นจะเสียท่วงที จึงให้หามังอะปายะสุกรี มังมหานรธานายทัพนายกองทั้งปวงเข้ามาปรึกษาว่า กองทัพเราขัดสนแล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดผ่อนปรนประการใด

มังอะปายะสุกรี มังมหานรธาจึงกราบทูลว่า กองทัพยกมาครั้งนี้รี้พลมากนักถึงยี่สิบแสน เสบียงอาหารน้อยไม่พอจะแจกจ่าย ได้แต่ไพร่พลหาบคอนบันทุกช้างม้ามากิน จะให้กองลำเลียงคอยส่งก็ไม่ทันทีด้วยเปนทางกไกล ครั้นขัดสนลงแล้วแต่งกองทัพให้ไปหาเสบีนงอาหาร กองทัพมอญก็คอยก้าวสกัดตีเสียทีมาเปนหลายครั้ง ถ้าจะตั้งอยู่นานเห็นจะคับแค้นขัดสนนัก ด้วยการสงครามย่อมมีเสบียงอาหารเปนที่ตั้ง อนึ่งก็จวนวสันตฤดู ถ้าฝนตกหนักลงมาเห็นไพร่พลจะลำบาก จะถอยไปก็ยากจะสู้ก็ไม่ได้ ข้าพเจ้าจะขอให้ถอยทัพกลับไป อย่าให้ทันไพร่พลอิดโรยนักจึงจะควร พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ทรงฟังก็เห็นด้วย จึงจัดทัพให้มังมหานรธาคุมพลสามหมื่นอยู่รั้งหลัง มีพระราชกำหนดตรัสกำชับว่า ซึ่งเราจะล่าทัพไปครั้งนี้ ถ้ากองทัพมอญรู้ก็จะติดตามตี ท่านอย่าได้ประมาทจงต้านทานไว้ให้ได้ แม้นเรายกไปได้สามวันแล้ว จึงค่อยยกไปตาม พระเจ้ามณเฑียรทองก็ยกทัพหลวงถอยไป

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแจ้งว่า พระเจ้ามณเฑียรทองล่าทัพไปดังนั้น เห็นสมพระดำริห์แล้วก็ดีพระทัย จึงให้สมิงพ่อเพ็ชร์ทัพหนึ่ง สมิงนครอินท์ทัพหนึ่ง สองทัพนี้ไปคอยก้าวสกัดตีทัพพระเจ้ามณเฑียรทอง แล้วพระองค์ก็ยกกองทัพเข้าล้อมค่ายมังมหานรธา ฝ่ายมังมหานรธาเห็นกองทัพมอญโอบอ้อมเข้ามา อยู่มิได้ ถอยทัพล่าไป สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ยกไล่ติดตาม ตีกองทัพมังมหานรธาไปจนปะทะทัพพระเจ้ามณเฑียรทอง

ฝ่ายกองทัพสมิงพ่อเพ็ชร์ สมิงนครอินท์ทั้งสองทัพ ซึ่งไปซุ่มคอยก้าวสกัดตีนั้นก็พร้อมกันทันเข้า จึงยกอ้อมตีกระหนาบทัพพระเจ้ามณเฑียรทอง ก็พร้อมกันกับกองทัพสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช กองทัพพระเจ้ามณเฑียรทองก็แตกยับเยินไป กองทัพมอญฆ่าพม่าล้มตายเปนอันมาก จับเปนได้พันห้าร้อยคน อีกช้างม้าเครื่องสาตราวุธก็มาก สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงทรงจัดทัพอีกสองทัพ อำมาตย์มาสมรทัพหนึ่ง สมิงอุบากองทัพหนึ่ง บรรจบกับสมิงพ่อเพ็ชร์ สมิงนครอินท์ สี่ทัพ เปนคนสี่หมื่นให้ยกไปติดตามตีกองทัพพระเจ้ามณเฑียรทองต่อไป แล้วพระองค์ก็ยกพยุหโยธาทัพ เสด็จกลับยังกรุงหงษาวดี

ฝ่ายกองทัพมอญทั้งสี่นายตามไปทันทัพมังมหานรธาณแม่น้ำคะปวงแดนเมืองตองดู นายทัพทั้งสี่ก็ยกทหารเข้าล้อมกองทัพพม่าไว้แน่นหนาเปนสี่ด้าน มังมหานรธาก็ขับพลทหารออกสู้รบเปนสามารถ ทหารมอญฆ่าพม่าล้มตายลงเปนอันมาก มิอาจจะตีหักออกมาได้ มังมหานธราขัดใจยิ่งนัก พาทหารถอยมาจึงคิดว่า ครั้งนี้เราอับจนตกอยู่ในที่ล้อม อุปมาดังติดกรงเหล็ก จะอยู่ก็ไม่ได้จะหนีไปก็ไม่มีประตูออก จะต้องลองหักกรงเหล็กดูทีหนึ่ง จึงกำชับทหารทั้งปวงว่า พวกเราเข้าที่คับแค้นเปรียบประดุจหมากรุกจนแต้ม เขากินเบี้ยเรือเม็ดม้าไปเกือบหมดแล้ว ตัวเราเปรียบเหมือนขุน ท่านทั้งปวงเหมือนเม็ดม้าโคนเบี้ยเรือ ยังเหลืออยู่น้อยนัก เราคิดว่าจะนิ่งกินแรงเม็ดม้าโคนเบี้ย ก็จะเสียลงไปทุกที เพราะข้าศึกเดินแต้มดีมีกำลังนัก เราเปนขุนจะออกรบกับขุนตัวต่อตัวให้สิ้นฝีมือ ถ้าพลาดพลั้งประการใดท่านทั้งปวงจงคิดหนีแต้มตาเอาตัวรอดเถิด ว่าแล้วมังมหานรธาก็แต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าโพกผ้าประเจียดแดงโมรีสพายดาบซ้ายขวา มือถือทวนคุมพลทหารออกหน้า จะตีหักออกด้านสมิงนครอินท์ล้อมอยู่นั้น

สมิงนครอินท์ก็ยกทหารหนุนเนื่องล้อมเข้ามา จึงประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่าอย่าให้ข้าศึกหนีไปได้ ถ้าออกด้านใครเราจะตัดศีร์ษะเสีย สมิงนครอินท์ก็ขับม้าตรงเข้ามา มังมหานรธราก็ถามว่า นายทัพมอญคนนี้หรือชื่อสมิงนครอินท์ เขาลือว่าฝีมือเข้มแข็งนัก เมื่อปีก่อนนั้นก็ได้รบกับกองทัพเราที่ท้องทุ่งชายป่าแล้วแตกไป ซึ่งท่านล้อมเราไว้ถึงสี่ทัพ สำคัญว่าเราจะรบรับหักออกไปไม่ได้หรือ ท่านอย่าเพ่อประมาท ครั้งนี้ตัวเราเปรียบประดุจเสือผอมๆ แต่กาย เขี้ยวเล็บนั้นอ้วนอยู่ พอจะเคี้ยวขบตบสัตว์ให้ตายได้ ตัวท่านเหมือนหนึ่งกวาง ถึงพวกมากก็สู้เสือไม่ได้ ถ้าท่านรักชีวิตอยู่แล้วจงเปิดทางให้เราไปโดยดี

สมิงนครอินท์ได้ฟังก็โกรธ จึงตวาดด้วยเสียงอันดังว่า ท่านรู้จักชื่อเราแล้วว่าเปนคนดี เหตุไฉนไม่ลงจากม้าปูผ้าลงกราบขอชีวิตเราเล่า ยังจะพูดอวดอ้างเปรียบเทียบให้เหลือตัวเหมือนหนึ่งเขียนรูปเสือให้วัวกลัวหาต้องการไม่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้ให้เรามาคอยเอาศีร์ษะท่าน ๆ จงลงจากม้าก้มคอมารับคมดาบเราโดยดี จะได้ตายไปเมืองผีหาความสุขเสียโดยเร็ว มังมหานรธาได้ฟังก็โกรธจึงตอบว่า เราก็เปนทหารพระเจ้ากรุงรัตนบุระอังวะ นับว่าชายผู้หนึ่ง ถ้าอับจนแล้ว ไม่เสียดายชีวิต ซึ่งจะยอมตายโดยง่ายนั้นหามิได้ ถ้าท่านจะต้องการศีร์ษะเราแล้ว จงเอาศีร์ษะเข้ามารับเอาเราจึงจะให้ สมิงนครอินท์ได้ฟังก็โกรธ จึงขับม้าเข้ารบกับมังมหานรธาเปนสามารถ

นายทัพทั้งสามก็ล้อมไว้สามด้านมั่นคง ดูมังมหานรธากับสมิงนครอินท์รบกันแคล่วคล่องว่องไวนัก สมิงนครอินท์มังมหานรธารบกันด้วยเพลงทวนเปนหลายสิบเพลง ยังหาแพ้ชนะไม่ สมิงนครอินท์ไม่สู้ชำนาญเพลงทวนนัก ถนัดแต่เพลงดาบพอรบกันได้สิ้นเพลงลง ถอยม้าห่างออกไป สมิงนครอินท์จึงแกล้งว่าท่านนี้ชำนาญแต่อาวุธยาว อาวุธสั้นเห็นจะไม่ชำนาญ อาวุธสั้นนี้คนขลาดแล้วก็รบไม่ได้ ท่านก็มีฝีมือเข้มแข็ง รบกันด้วยอาวุธสั้นเถิด มังมหานรธาได้ฟังก็ทิ้งทวนเสีย ชักดาบออกสู้กันเปนช้านาน มังมหานรธาเสียที สมิงนครอินท์ฟันด้วยดาบถูกที่สำคัญตกม้าตาย ให้ทหารตัดเอาศีร์ษะไว้ พลพม่าทั้งปวงเห็นนายตายก็แตกหนี ทหารมอญไล่ฆ่าฟันล้มตายเปนอันมาก จับเปนได้บ้างหนีรอดไปได้สักส่วนหนึ่ง ตายสองส่วน กองทัพมอญก็ยกติดตามพม่าไปจนสุดแดน

ฝ่ายสมิงนครอินท์เอาศีร์ษะมังมหานรธา แช่น้ำผึ้งไว้มิให้เน่าเปื่อย แล้วก็ยกกองทัพกลับมาถึงกรุงหงษาวดีพร้อมกันทั้งสี่ทัพ นายทัพนายกองทั้งสี่จึงชวนกันเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช กราบทูลแจ้งกิจซึ่งไปตามตีพม่าทุกประการ สมิงนครอินท์จึงเอาศีร์ษะมังมหานรธาซึ่งใส่ถังแช่น้ำผึ้งไว้นั้นถวาย สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ดีพระทัยนัก

ขณะเมื่อสมิงนครอินท์ ได้ศีร์ษะมังมหานรธามาถวายนั้น เปนฤดูกำปั่นเข้ามาค้าณเมืองเสี่ยงสิบลำ แลค่าธรรมเนียมจังกอบกำปั่นนั้น สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชโปรดพระราชทานให้เจ้าสมิงนครอินท์สิ้น แต่ส่วยสาอาการซึ่งขึ้นแก่เจ้าเมืองนั้น ทรงพระราชทานให้แก่สมิงพ่อเพ็ชร์ อำมาตย์มาสมรนั้นโปรดให้กินเมืองมุวาร โปรดให้สมิงอุบากองกินเมืองกันพะออ

ขณะเมื่อพระเจ้ามณเฑียรทองแตกไปนั้น ช้างจำลองนางมังคละเทวีพระอัครมเหษีซึ่งทรงไปนั้น ตื่นเข้าป่าเอาไว้มิอยู่จำลองพลัดลง นางมังคละเทวีก็ตกช้างลงยืนอยู่ พอฉางกายนายกองผู้หนึ่ง ซึ่งขึ้นช้างจำลองหนีกองทัพมอญมาต่อภายหลัง นางมังคละเทวีทอดพระเนตร์เห็นก็ร้องว่าฉางกายเอ๋ยช่วยด้วย ครั้นฉางกายเห็นดังนั้นจึงพูดกับนายช้างว่า บัดนี้มัจจุราชมาถึงเราแล้ว ครั้นจะมิรับเอานางไปด้วย ถ้าผู้อื่นมาพบเข้ารับไป ก็จะเอาเนื้อความเข้าทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเราพบแล้วมิรับไป สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็จะทรงพระพิโรธ ให้ลงโทษถึงสิ้นชีวิตหมดทั้งโคตร ถ้าเรารับไปบัดนี้ก็จะตายแต่ตัวผู้เดียว

นายช้างถึงตอบฉางกายว่า ซึ่งท่านมิรับนางพระยาเจ้าไปจะเปนโทษถึงตายหมดทั้งโคตรหรือสามชั่วโคตรนั้นข้าพเจ้าเห็นด้วย แต่ซึ่งท่านว่ารับไปจะตายแต่ผู้เดียวนั้น ข้าพเจ้าสงสัยนัก ธรรมดาบุคคลทำคุณกับผู้อื่นร้อยพันคน ก็ไม่เท่ากับเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง ถ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงพระดำริห์ถึงคุณแล้ว ก็จะทรงพระเมตตาปลูกเลี้ยงให้ยศถาศักดิ์ทรัพย์เปนอันมาก เหตุไฉนท่านจึงว่าดังนี้ ฉางกายจึงตอบว่า ซึ่งท่านพูดนั้นก็พอเชื่อฟัง แต่เห็นข้างได้ไม่เห็นข้างเสีย ธรรมดาบุคคลทำคุณแก่พระมหากษัตริย์ ๆ ตั้งอยู่ในกตัญญูรู้จักคุณแล้ว ก็จะโปรดให้มีความสุขสมบูรณ์ด้วยยศถาศักดิ์ทรัพย์หาที่สุดมิได้ ถ้าพระมหากษัตริย์อักกตัญญูไม่รู้คุณคนแล้ว ผู้ใดทำคุณก็เหมือนทำแก่อสรพิษม์ โกรธขึ้นมาแล้วย่อมเผาผลาญชีวิตให้สิ้นสูญทั้งบุตรภรรยา ญาติบิดามารดา หาคิดถึงคุณไม่ ซึ่งเราว่าจะตายแต่ตัวนั้น เพราะรู้จักพระทัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ประกอบด้วยความหึงส์หวงมาก ถ้าเราพาอัครมเหษีไปถวาย คงจะทรงพระสงสัยเคลือบแคลง ด้วยทางไกลหลายคืนวันจึงถึงเมือง แม้มีพระทัยรังเกียจเมื่อใดก็จะฆ่าเราเมื่อนั้น ซึ่งคำเราว่ามิได้ผิด ท่านคอยดูไปเถิด

นายช้างได้ฟังก็เศร้าใจจึงว่า สุดแต่บุญกรรมจะให้ผลเปนไป ซึ่งความชอบเราทำไว้มนุษย์ไม่เล็งเห็น เทพยดาอารักษ์ก็คงเห็นบ้างท่านจงไปรับเถิด ครั้นนายช้างกับฉางกายพูดกันแล้วก็ไสช้างเข้าไป จึงพากันลงจากช้างถวายบังคมแล้ว เชิญเสด็จนางมังคละเทวีขึ้นทรงช้างจำลองพาไป ครั้นเวลาค่ำลงก็ทำห้างบนต้นไม้ เชิญให้นางมังคละเทวีขึ้นบรรทมบนห้าง ฉางกายกับนายช้างผูกช้างเสียมั่นคง แล้ว ก็ก่อไฟไว้ที่ต้นไม้นั้นเอาผ้าผูกเอวกันเข้าแล้ว ก็นอนพิทักษ์รักษานางอยู่ ครั้นรุ่งเช้าฉางกายก็ผูกช้างรับนางพาไป ค่ำลงก็รักษานางโดยสุจริตดังนี้ทุกวัน

ฝ่ายพระเจ้ามณเฑียรทอง ยกรีบไปถึงกรุงรัตนบุระอังวะแล้ว ก็ทรงพระวิตกถึงนางมังคละเทวีอัครมเหษีซึ่งพลัดไป อนึ่งก็ได้ทราบว่า มังมหานรธาตายในที่รบ สมเด็จพระเจ้ามณเฑียรทองก็ทรงพระโทมนัสนัก ตรัสว่าครั้งหนึ่งเสียตะละเจ้าเปฟ้าราชธิดาไปแก่ข้าศึกแล้ว ครั้งนี้มาเสียพระอัครมเหษีไปอีกเล่า ทั้งมังมหานรธาก็ตายในที่รบ ทรงพระวิตกไม่สบายพระทัย

ฝ่ายฉางกายพานางมังคละเทวีมาได้ยี่สิบวันก็ถึงกรุงอังวะ มีคนเอาเนื้อความเข้าไปกราบทูล สมเด็จพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องแจ้งว่า ฉางกายได้พระอัครมเหษีมาก็ดีพระทัยนัก จึงให้เฒ่าแก่ชาวแม่พระสนมนางกำนัลออกไปรับนางมังคละเทวีขึ้นมายังพระราชมณเฑียร นางมังคละเทวีเข้ามากราบถวายบังคมแทบฝ่าพระบาทพระเจ้ามณเฑียรทอง ๆ จึงตรัสถามนางมังคละเทวีว่า เมื่อฉางกายพามาช้านานกำหนดได้ยี่สิบวัน จึงถึงเมืองอังวะ แลมากลางทางฉางกายทำเปนประการใดบ้าง นางมังคละเทวีจึงพูดว่า เมื่อฉางกายพาข้าพเจ้ามานั้น เปนฉันข้ากับเจ้าอยู่จะได้มีประทุษฐจิตต์หามิได้ ครั้นเวลาค่ำก็ทำห้างให้ข้าพเจ้านอนบนต้นไม้ ตัวฉางกายกับนายช้างก่อกองไฟไว้แล้ว เอาผ้าผูกคอกอดกันนอนทุกวัน จนถึงเมืองอังวะ พระเจ้ามณเฑียรทองได้ทรงฟังดังนั้น ก็ให้เอาตัวฉางกายกับนายช้างเข้ามาถามคนละครั้ง ฉางกายกับนายช้างก็ให้การต้องคำกันกับนางมังคละเทวีทูลนั้น พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ทรงฟังก็มีพระทัยโสมนัสนัก จึงโปรดพระราชทานเงินทองเสื้อผ้าแพรพรรณ เครื่องอุปโภคบริโภค แก่ฉางกายแลนายช้างเปนอันมาก ครั้นพระเจ้ามณเฑียรทองทอดพระเนตรเห็นลักษณะพระอัครมเหษีประกอบด้วยศิริโสภาคเปนอันงาม มีพระทัยสงสัยขึ้นขณะใด ก็ให้เอาฉางกายแลนายช้างเข้ามาซักถามอีกเล่า ฉางกายแลนายช้างก็ให้การยืนอยู่อย่างหนหลังมิได้ผิดเพี้ยน พระเจ้ามณเฑียรทองก็พระราชทานรางวัลอยู่เนือง ๆ ทุกครั้ง

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ามณเฑียรทองเสด็จไปหานางมังคละเทวีที่ห้องพระตำหนัก นางมังคละเทวีก็ยกพานพระศรีมาตั้ง แล้วจึงหยิบกรรไกรคีบหมาก กรรไกรหนีบนิ้วพระหัตถ์นางมังคละเทวี ๆ ก็ตกพระทัยร้องขึ้นว่า ฉางกายเอ๋ย ช่วยด้วย พระเจ้ามณเฑียรทองได้ฟังดังนั้น ก็ให้แคลงพระทัยจึงทรงพระดำริห์ว่า นางมังคละเทวีนี้เห็นจะมีจิตต์ปฏิพัทธ์กับฉางกาย จึงออกชื่อดังนี้ ชรอยจะมีจิตต์เสน่หาช้านานอยู่ในสันดานมิได้ลืม จึงออกชื่อให้กันช่วยฉะนี้ ทรงพระดำริห์แล้วก็มีพระทัยหึงส์ขึ้งเคียด จึงให้ถอดนางมังคละเทวีเสียจากพระอัครมเหษี แล้วให้เอาตัวฉางกายไปฆ่าเสีย

ขณะเมื่อเพ็ชฌฆาตจะเอาฉางกายไปฆ่านั้น ฉางกายมิได้ครั่นคร้าม ยิ้มแล้วจึงว่า เราทำนายตัวเราแล้วมิได้ผิด เพ็ชฌฆาตถามว่าท่านทำนายตัวไว้อย่างไร ฉางกายก็เล่าให้ฟังตั้งแต่พบพระอัครมเหษี แลพูดกับนายช้างจนพานางมาถึงเมืองทุกประการ เพ็ชฌฆาตก็สังเวชใจ พอนายช้างรู้เดินร้องไห้ตามมาเยี่ยม ฉางกายเห็นจึงว่าท่านจะร้องไห้ไปไย เราได้พูดกับท่านแต่แรกแล้วว่ามัจจุราชมาถึง ซึ่งเราจะตายครั้งนี้หาเสียดายชีวิตไม่ เพราะได้ฝากความชอบความดีไว้แก่เทพยดาฟ้าดินแล้ว แต่เราจะขอสั่งหน่อยหนึ่ง ซึ่งท่านจะทำราชการเปนข้าแผ่นดินสืบไปภายหน้า จงระมัดระวังผิดอย่าประมาท จะหาเจ้านายเปนที่พึ่งก็ให้รู้จักน้ำใจเจ้านายเสียก่อนว่าชั่วหรือดี แล้วจึงเข้าสวามิภักดิ์ทำราชการ แลให้มีความซื่อสัตย์กตัญญู ถึงตัวจะตายก็อย่าให้เสียสัตย์ จะทำคุณก็ให้เห็นคุณแล้วจึงทำ ถ้าเห็นจะกลายเปนโทษแล้วอย่ากระทำ เช่นอย่างตัวเราฉะนี้ พอฉางกายสั่งสอนนายช้างแล้ว เพ็ชฌฆาตก็เอาตัวไปฆ่าเสียตามรับสั่ง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ