๑๖

อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจึงทรงพระดำริห์ว่า สมิงพระรามทหาร พระเจ้าราชาธิราชมีฝีมืออยู่ ขี่ช้างม้าสันทัดดี ทำไฉนจะได้เห็นตัวสักครั้งหนึ่ง ทรงพระดำริห์แล้ว แต่งให้ขุนนางพม่าจำทูลพระราชสาส์น คุมเครื่องราชบรรณาการมาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ จึงมีรับสั่งให้อ่านในพระราชสาส์นนั้นว่า เราได้ยินคนเล่าลือสรรเสริญว่า สมิงพระรามองอาจเข้มแข็ง ขี่ช้างแลม้าก็สันทัดดีมีฝีมือนัก ตัวผู้เดียวอาจจะสู้คนได้ละร้อยละพัน มีลักษณะอันงามสมเปนทหารเอก เราจะขอดูตัวสักครั้งหนึ่ง เชิญสมเด็จพระเชษฐาธิราชจงให้สมิงพระรามมาโดยดีเถิด

ครั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแจ้งแล้วก็ไม่ไว้พระทัย จึงให้มีพระราชสาส์นตอบ แลเครื่องราชบรรณาการทดแทนโดยสมควร สั่งให้ผู้ถือหนังสือกลับไป ขุนนางพม่าก็ถวายบังคมลา ถือพระราชสาส์นตอบแลคุมเครื่องราชบรรณาการกลับไปถวายพระเจ้ามณเฑียรทอง ๆ จึงตรัสสั่งให้อ่าน ในพระราชสาส์นตอบว่านั้นว่า ซึ่งน้องเรามีความปรารถนาจะใคร่ดูตัวสมิงพระรามนั้นก็พอจะได้อยู่ แต่เกรงเกลือกจะหาสัตย์มิได้ เหมือนเมื่อครั้งเจ้าสมิงนครอินท์ ครั้นจะให้สมิงพระรามไปอีกเล่าก็เกรงอยู่

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้แจ้งในพระราชสาส์นแล้วก็ทรงพระสรวลตรัสว่า พระเจ้าราชาธิราชครั้งนี้ ตั้งแต่สมิงพ่อเพ็ชร์แลสมิงนครอินท์หาไม่แล้ว เปรียบประดุจพระเพลาพระพาหาขาดไปสิ่งละข้าง ลงเกรงพระทัยอยู่แล้ว ถ้าเราได้อำมาตย์ทินมณีกรอดสมิงพระรามมาเสียทีนี้อุประมาตั้งพระพาหาขาดสิ้น ดวงพระเนตรประทุไปข้างหนึ่ง ก็จะทำสงครามมิได้ ดุจดังพระยาคชสารเท้าขาด ตรัสแล้วจึงให้แต่งพระราชสาส์นอีกฉบับหนึ่ง ให้ขุนนางพม่าเปนผู้จำทูลนำมา ขุนนางผู้รับสั่งถวายบังคมลา เชิญพระราชสาส์นตอบมาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ จึงตรัสสั่งให้อ่าน ในพระราชสาส์นตอบฉบับหลังนั้นว่า ซึ่งสมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงแคลงพระทัย เกลือกจะเปนดุจดังเจ้าสมิงนครอินท์นั้นก็ควรอยู่ แต่เรากับพระเชษฐาชิราชนี้ เปนกษ้ตริย์ผู้ใหญ่อันประเสริฐ ยิ่งกว่าสามนตราชในประเทศธานีน้อยใหญ่ ทั้งปวง แลลักษณะองค์ของพระมหากษัตริย์นั้น คือมีบุญญาภิสมภารอันยิ่งเปนเจ้าของเขตต์แดนในประเทศแห่งตน คือมีทแกล้วทหารอันบริบูรณ์ในสงคราม อนึ่งซึ่งได้นามว่ามหากษัตริย์นั้น เพราะมีสัจธรรมเที่ยงแท้สู้เสียชีวิตมิให้เสียสัตย์ มีเนื้อความสามประการ ธรรมดาการสงครามถ้าจะเปนสัตย์แล้วก็คงเปนสัตย์ ถ้ามิได้เปนสัตย์แล้วก็หาเปนสัตยํไม่ พระเชษฐาธิราชเจ้าก็ทรงพระปรีชา ไม่ทราบในพระทัยหรือ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้แจ้งในพระราชสาส์นนั้นแล้วก็ทรงเห็นว่า พระเจ้ามณเฑียรทองมีพระราชสาส์นมาทั้งนี้ โดยจริงหาเปนกลอุบายไม่ ครั้นจะมิให้สมิงพระรามไป พม่าก็จะว่ากลัว จึงสั่งให้สมิงพระรามเข้ามาตรัสว่า บัดนี้พระเจ้ามณเฑียรทอง มีพระราชสาส์นว่ากล่าวมาเปนสัตย์สุจริต ปรารถนาจะใคร่ดูตัวท่าน ๆ จงไปให้ทอดพระเนตรเถิด แต่ระมัดระวังตัวไว้อย่าวางใจทีเดียว สมิงพระรามรับสั่งแล้ว ก็ถวายบังคมลาออกมาที่อยู่ จึงคิดว่าครั้นเราจะแต่งตัวเอาอาวุธซ่อนไปด้วยดังสมิงนครอินท์นั้น พม่ารู้กลเสียแล้ว ทหารเฝ้าประตูค่ายก็จะค้นจับได้ จำจะต้องไปมือเปล่าเอาปากเปนอาวุธ แม้นพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องไม่ตั้งอยู่ในสัจธรรมจะให้ทหารทำร้ายเราประการใด เราคงจะคิดพูดผ่อนผันให้รอดตัวกลับมาจงได้ คิดแล้วจึงจัดทหารร่วมใจมีฝีมือหลายสิบคน ให้แต่งเรือฉลากบางพร้อมด้วยเครื่องสาตราวุธเตรียมไว้ สมิงพระรามก็แต่งตัวใส่เสื้อชมภู สอดแหวนเพ็ชร์เก้ายอดซ้ายขวา โพกผ้าชมภูขลิบทอง แล้วเอาแป้งหอมนํ้ามันหอมเจือผง อันปลุกเสกอาคมมาประหน้า บริกรรมร่ายมนต์คาถาวิทยาที่เคยคำรพเสร็จแล้วก็เข้ามากราบถวายบังคมลา

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ก็ตรัสอำนวยไชยประสาทพระพรให้ สมิงพระรามรับพระพรใส่เกล้าฯ แล้ว ก็ถวายบังคมลามาลงเรือ เร่งให้ทหารออกเรือตีกระเชียงขึ้นไป ลอยลำอยู่ตรงหน้าค่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง

ฝ่ายนายทัพนายกอง ซึ่งพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องตรัสใช้ให้ลงมาอยู่เรือหน้าค่าย คอยรับสมิงพระรามนั้น ครั้นเห็นสมิงพระรามไปถึงแล้วก็ให้ทหารออกเรือข้ามมาหา จึงแจ้งความว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตาโปรดท่านเปนอันมาก มีรับสั่งให้ข้าพเจ้ามาคอยเชิญท่านขึ้นไปเฝ้าณค่ายบนบก ท่านอย่ามีความเคลือบแคลงสิ่งใดเลย สมิงพระรามได้ฟังก็ไม่สดุ้งใจครั่นคร้าม จึงสั่งให้ทหารตีกระเชียงขึ้นไปจอดหน้าฉนวน สั่งให้ทหารเตรียมตัวคอยอยู่ นายทัพนายกองก็พาสมิงพระรามขึ้นไปถึงประตูค่าย ทหารผู้รักษาประตูก็เข้าตรวจค้นดูตัวสมิงพระรามทั่วแล้ว เห็นหามิ่อาวุธไม่ก็ปล่อยให้เข้าไป สมิงพระรามก็เข้าไปณพลับพลาในค่าย ขณะนั้นพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องยังมิได้เสด็จออก นายทัพนายกองผู้ถือรับสั่งก็ให้คนเข้าไปกราบทูล

ครั้นพระเจ้ามณเฑียรทองแจ้งว่า เจ้าสมิงพระรามมาแล้วก็ดีพระทัย เสด็จออกทอดพระเนตรจึงตรัสสรรเสริญว่า สมิงพระรามนี้ได้ยินแต่ชื่อก็งามอยู่แล้ว แลบัดนี้มาได้เห็นตัวเล่าก็มีลักษณะอันสมบูรณ์เปนทหารงามยิ่งนัก สมิงพระรามได้ฟังจึงกราบทูลว่า พระองค์ตรัสชมข้าพเจ้าว่างามนั้น ข้าพเจ้ายังหาเห็นว่างามไม่ อันตัวข้าพเจ้าบัดเดี๋ยวนี้ อุประมาดังวานรนั่งอยู่ บนตอไม้อันไฟไหม้มาเมื่อวสันตฤตูนั้นจะงามฉันใด แม้นพระองค์จะใคร่ทอดพระเนตรข้าพเจ้าว่างามแล้ว ขอให้ทหารที่ดีออกมาสู้กันตัวต่อตัว ขี่ช้างต่อช้าง ม้าต่อม้า ให้ข้าพเจ้าได้กุมอาวุธกรายแขนซ้ายย้ายแขนขวาแล้วเมื่อใด จึงจะทอดพระเนตรซึ่งการงามของข้าพเจ้า

พระเจ้ามณเฑียรทองได้ทรงฟังดังนั้นจึงตรัสตอบว่า ซึ่งท่านพูดดังนี้เรามีความยินดีนัก แต่การสงครามเปรียบดังฟองอัณฑชะ จะหมายแน่ว่ามีผู้แพ้แลชนะนั้นมิได้ ฝ่ายพม่าแพ้ก็จะเห็นงามของท่าน กัาท่านเพลี่ยงพล้ำบาดเจ็บโลหิตออก มิมากแต่แมลงวันกินอิ่มหนึ่ง ก็จะผิดคำที่เราสัญญาไว้กับพระเชษฐาธิราช ตรัสแล้วจึงพระราชทานเครื่องทองกินหมากสำรับหนึ่ง ช้างผูกเครื่องครํ่าทองด้วยช้างหนึ่ง ให้แก่สมิงพระราม ๆ ก็ถวายบังคมลาขึ้นช้างกลับมาเฝ้าพระเจ้าราชาธิราช กราบทูลความตามพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องตรัสว่ากล่าวนั้นทุกประการ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแจ้งแล้วก็ยิ้มอยู่

ขณะเมื่อเจ้าสมิงนครอินท์ถึงแก่กรรมแล้ว พม่าก็มีใจกำเริบองอาจดุจหนึ่งราชสีห์ มิได้เกรงดังแต่ก่อน เข้าตั้งค่ายประชิดทัพมอญไว้ ฝ่ายมังรายกะยอฉะวาก็แต่งทัพเรือให้ยกเลี้ยวลงไปท้ายน้ำ ลงรอกันไว้เปนหลายชั้น นายทัพนายกองแลไพร่พลทหารฝ่ายมอญทั้งปวง ตั้งแต่เสียเจ้าสมิงนครอินห์แล้วก็ระทดน้ำใจลง

ขณะนั้นพระยาเกียรราชบุตรแลราชามนู ซึ่งอยู่เมืองมองมะละนั้นยกทัพบกมาถึง เข้าเฝ้าพระเจ้าราชาธิราชแล้ว ราชามนูก็คำนวณพระพรรษาถวายว่า พระเคราะห์ร้ายต้องจากราชสมบัติ แม้นทำสงครามครั้งนี้จะปราชัย ขอให้เลิกทัพถอยไปจากที่รบ พระราชทานมอบไอสุริยสมบติแก่พระราชโอรสแล้ว ต้องเสด็จออกจากพระราชสถานกรุงหงษาวดี ขอเชิญพระองค์เสด็จลงไปประทับอยู่ณเมืองเมาะตะมะ กำหนดสามเดือนจึงจะหมดพระเคราะห์ ถ้าสิ้นเคราะห์ร้ายแล้วเมื่อใด จึงยกขึ้นมาทำสงครามกับมังรายกะยอฉะวาอีก ก็จะได้ชัยชนะเปนมั่นคง

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชแจ้งดังนั้นก็ทรงพระวิตกนัก ครั้นจะเร่งรีบถอยทัพเล่า ก็เกรงทัพพม่าจะติดตาม จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงว่า ใครจะคิดอ่านประการใดบ้าง เสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงก็ไม่รู้ที่จะคิดกลอุบายผ่อนผัน จึงทูลว่าจะโปรดประการใด ข้าพเจ้าทั้งปวงจะทำตามพระราชบัญชาทุกประการ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ฟัง ก็ทรงพระโทมนัสนัก ด้วยอำมาตย์ทินมณีกรอด แลอำมาตย์มะสมรก็ยังมามิถึง ครั้นเวลาคํ่าเสด็จเข้าที่พระบรรทมก็มิได้หลับ ทรงรำพึงตรึกตรองการต่าง ๆ จนเวลาประมาณสามยาม

ขณะนั้นมะกลอมนายทหารเรือพระที่นั่ง วิดน้ำท้องเรือแกล้งขอดให้ดัง สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟัง ก็ตรัสถามว่าใครวิดน้ำ มะกลอมทูลว่าข้าพเจ้าชื่อมะกลอม พระเจ้าราชาธิราชจึงตรัสว่า กลางวันทำไมไม่วิดมาวิดกลางคืนฉนี้ด้วยเหตุใด มะกลอมทูลว่า กลางคืนน้ำใสกลางวันน้ำขุ่น ข้าพเจ้าจึงวิดกลางคืน พระเจ้าราชาธิราชตรัสซักถามว่า เหตุไฉนกลางคืนน้ำใสกลางวันน้ำขุ่น มะกลอมก็ทูลว่าทัพพม่ามาตั้งอยู่เหนือน้ำ กลางวันไพร่พลช้างม้าลงน้ำเปนอันมากน้ำจึงขุ่น เรือพระที่นั่งก็มิได้รั่ว กลางคืนช้างม้าไพร่พลมิได้ลงสับสนน้ำจึงใส เรือพระที่นั่งรั่วน้ำเข้าได้

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟัง ก็ดำริห์ในพระทัยว่า มะกลอมนี้เฉลียวฉลาดพูดหลักแหลม เห็นจะมีปัญญาคิดการใหญ่ได้ จึงดรัสเรียกเข้ามาใกล้ทรงปรึกษาว่า เราจะล่าทัพไปเองจะคิดเห็นประการใด ซึ่งจะมิให้ทัพพม่าติดตามได้ มะกลอมทูลว่าข้าพเจ้าก็คิดตรองไว้แล้ว แต่พระองค์ตรัสปรึกษานายทัพนายกองผู้ใหญ่ทั้งปวงอยู่ ข้าพเจ้ามิอาจจะทูล แม้นพระองค์ตรัสแก่ข้าพเจ้าแต่ก่อนฉนี้ ก็จะเสด็จไปถึงกรุงหงษาวดีโดยสดวกแล้ว ไม่ลำบากพระทัยเลย พระเจ้าราชาธิราชตรัสถามว่าเองคิดไว้อย่างไรให้ว่าไปเถิด ถ้าชอบแล้วเราจะทำตาม มะกลอมจึงทูลว่า ธรรมดาศึกตั้งประชิดกันอยู่ฉนี้ จะไปโดยสดวกนั้นมิได้ ต้องคิดอุบายลวงข้าศึก ถ้าไปทางน้ำต้องลวงให้เห็นว่าไปทางบก ถ้าไปทางบกก็ลวงให้สำคัญว่าไปทางน้ำ ครั้งนี้พระองค์จะเสด็จไปโดยทางชลมารค จำจะคิดล่อลวงพม่าให้รู้ไปว่าพระองค์จะเสด็จไปทางบกมิได้ไปทางเรือ พม่าก็จะหลงระวังทัพบกอยู่ไหนจะตามทัน แต่ข้าพเจ้าเกรงอยู่ข้างท้ายน้ำ เกลือกพม่าจะลอบไปลงรอสกัดไว้จะขอให้ไปชันสูตรดูก่อน

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็เห็นด้วย จึงให้ทหารลงไปดูตามคำมะกลอมทูล ทหารลงชันสูตรดูก็พบรอที่พม่าปักไว้ แล้วกลับขึ้นมากราบทูลว่า มีรอปักอยู่ท้ายน้ำ สมดังคำมะกลอมทูลทุกประการ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ตรัสสรรเสริญมะกลอมว่ามีปัญญาคาดถูกเหมือนคิด จึงตรัสถามว่า เมื่อทางรอมีกั้นอยู่ฉนี้ เองจะคิดแก้ไขประการใดจึงจะไปได้ มะกลอมทูลว่า ข้าพเจ้าจะขอพลสองพันกับเรือฉลากบางสี่สิบลำ ยกล่วงลงไปก่อนพระองค์ แต่กึ่งนาฬิกาเท่านั้น จะถอนรอให้หลุดเปนช่องไปจงได้ แม้นทัพหลวงยกลงไปคั่งอยู่ ขอให้ตัดศีร์ษะข้าพเจ้าเสีย

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังก็ดีพระทัยนัก จึงทรงพระดำริห์การที่จะถอยทัพไปนั้น สั่งให้เอาเครื่องพระคชาธารทัพหลวงสำหรับศึกของพระองค์ ขึ้นตระเตรียมทางบกทำเอิกเกริกให้พม่ารู้ แล้วให้ทัพเรือทั้งปวง ไขว่สาแหรกเตรียมหาบคอนไว้เปนอันมาก ฝ่ายพม่าเห็นดังนั้น ก็ไปทูลมังรายกะยอฉะวา ๆ จึงตรัสว่า ชรอยพระเจ้าราชาธิราชจะเลิกทัพไปทางบกจึงสั่งให้เตรียมการดังนี้ แม้นล่าทัพไปทางบกแล้ว เราจะยกติดตามตีให้ยับเยินจงได้ แลสั่งให้เตรียมกองทัพทั้งปวงไว้พร้อม

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช จึงแต่งให้พระยาเกียรราชบุตรเปนแม่ทัพหลวง ให้ราชามนูเปนทัพหน้า ให้สมิงพระรามอยู่รั้งหลัง ตรัสสั่งว่าถ้าเวลาสามยามให้ทหารเอาเพลิงเผาค่ายเสีย แล้วจึงเลิกทัพบกกลับไปยังเมืองหงษาวดี แม้นทัพพม่าติดตามคอยช่วยกันสู้รบตีให้แตกไปจงได้ พระยาเกียรราชบุตรแลราชามนู สมิงพระรามก็ตระเตรียมไว้พร้อมตามรับสั่งทุกประการ

ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช โปรตตั้งให้มะกลอมเปนสมิงอุบากองคุมพลทหารสองพัน เรือฉลากบางสี่สิบลำเปนกองหน้า ครั้นถึงเวลาสามยามแล้ว พระยาเกียรราชบุตร ราชามนู สมิงพระราม ก็ให้ทหารเอาเพลิงเผาค่ายเสีย แล้วเป่าหลอดยกกองทัพออกจากค่าย

ฝ่ายทหารกองสอดแนม เข้ามาทูลมังรายกะยอฉะวา ๆ ครั้นแจ้งว่า กองทัพมอญเลิกไปดังนั้น ก็สำคัญว่าพระเจ้าราชาธิราชเสด็จไปทางบก จึงสั่งให้เร่งผูกช้างพระที่นั่ง ให้นายทัพนายกองขึ้นจากเรือรบสิ้น ก็ยกรีบติดตามไปทางบก ครั้นตามไปทันทัพสมิงพระรามแลพระยาเกียรก็ให้พลทหารเข้าโจมตี

ฝ่ายพระยาเกียรก็ตั้งรับ ได้รบพุ่งกันเปนสามารถ รี้พลตายลงด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่มอญฆ่าพม่าล้มตายเปนอันมาก สมิงพระรามซึ่งเปนกองหลังนั้น ขี่พลายประกายมาศเข้าไล่โจมแทงพม่า ๆ รอหน้ามิได้ก็ถอยออกไป พลายประกายมาศไล่แทงถลำมาที่หล่ม ตกหล่มลงติดอยู่ถอนตัวมิขึ้น มังรายกะยอฉะวาก็ให้ทหารเข้าล้อมจับสมิงพระรามได้ พระยาเกียรแลราชามนูจะเข้าแก้มิทันเห็นเหลือกำลังนัก ก็เร่งรีบยกกลับไปกรุงหงษาวดี

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ครั้นทัพบกยกลงไปแล้วก็ให้ออกเรือพระที่นั่งเร่งรีบล่องลงไป สมิงอุบากองซึ่งเปนทัพหน้ายกไปก่อนนั้น ก็ให้ทหารทั้งปวงเอาเชือกพวนทำห่วงไว้เปนอันมาก ครั้นถึงรอซึ่งพม่ากันไว้นั้น ก็ให้เอาพวนผูกปรายเสารอเข้าแล้ว เอาเรือฉลากบางชนท้ายต่อๆ กันเข้า ให้ทหารทั้งปวงช่วยกันตีกระเชียงข่มลงไปทั้งกำลังน้ำไหล กำลังกระเชียงตีข่มลงเสารอทานมิได้ ก็ถอนหลุดติดเรือฉลากบางเปนทางลงไป ทัพเรือทั้งปวงก็ล่วงตามไปได้

ฝ่ายมังรายกะยอฉะวาจับสมิงพระรามได้ ก็ให้ทหารชักถามว่า พระเจ้าราชาธิราชเสด็จไปทางไหน ครั้นทหารถามสมิงพระรามจึงคิดว่าเราจะลวงต่อไปอีกก็ได้อยู่ แค่เกรงมังรายกะยอฉะวาจะตามไปทันทัพพระยาเกียรเข้า หาผู้ใดจะต้านทานมิได้ แล้วพระเจ้าราชาธิราชก็ถอยทัพเรือไปช้านานแล้ว ถึงจะตามก็เห็นไม่ทัน จึงบอกตามจริงว่าพม่านี้โง่นัก พระเจ้าราชาธิราชเสด็จไปทางเรือมาตามทางบกเล่า ทหารก็มาทูบตามคำสมิงพระรามบอก

มังรายกะยอฉะวาแจ้งแล้ว ก็สั่งทหารทั้งปวงมิให้ติดตามต่อไป จึงช่วยกันฉุดช้างพลายประกายมาศขึ้นจากหล่ม พลายประกายมาศก็ขึ้นมิได้ สมิงพระรามเห็นว่าพลายประกายมาศจะตายเสีย แม้นเอาขึ้นได้จากหล่ม ถึงจะได้ไว้แก่พม่าก็ไหนพม่าจะขี่ได้ ถ้าน้ำมันหน้าหลังติดชุ่มแล้วเมื่อใด ก็จะสลัดหมอควาญเสียหนีกลับไปกรุงหงษาวดีเปนมั่นคง คิดแล้วจึงทูลมังรายกะยอฉะวาว่า พระองค์ให้ฉุดช้างพลายประกายมาศดังนี้หาขึ้นไม่ ถ้าพระองค์จะใคร่ได้พลายประกายมาศไว้ ขอให้เอาช้างเข้าล่องา พลายประกายมาศ ๆ ก็จะโกรธ มีใจอาจหาญโจนขึ้นได้เปนมั่นคง

มังรายกะยอฉะวาได้ฟังดังนั้น จึงสั่งให้ทหารพม่าขึ้นขี่ประกายมาศ แล้วเอาช้างพลายเข้าล่องา ประกายมาศเห็นช้างเข้าล่องาก็โกรธเปนกำลัง ถีบโจนขึ้นจากหล่มได้ ไล่แทงช้างที่ล่องานั้นหนีมิทันตายกับที่ มังรายกะยอฉะวาก็กลับทัพมา เร่งพลทหารทั้งปวงลงเรือ รีบตามพระเจ้าราชาธิราชไป สมิงอังวะมังศรีได้ยินเสียงฆ้องกลองโห่ร้อง เร่งรีบทัพเรือตามลงมาดังนั้น จึงทูลพระเจ้าราชาธิราชว่า ทัพเรือพม่าตามกระชั้นลงมาเห็นจะหนีมิพ้น ข้าพเจ้าจะขออาสาสู้รบอยู่ คอยตีตัดหลังทัพพม่าให้เรือตามช้าลงจงได้ ขอเชิญพระองค์เสด็จเร่งรีบไปเถิด

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังก็เห็นด้วย จึงให้สมิงอังวะมังศรีรอเรืออยู่แล้วพระองค์ก็เร่งรีบเรือขนานลงไป สมิงอังวะมังศรีแสร้งทำลอยเรือ ฉลากบาง หยุดวิดน้ำอยู่ริมฝั่งฟากตวันตก คอยท่าทัพพม่าอยู่ พอทัพหน้ามังรายกะยอฉะวารีบลงมา เห็นเรือสมิงอังวะมังศรีลอยอยู่ลำเดียว จึงร้องถามว่าเรือใคร สมิงอังวะมังศรีร้องบอกว่า เราชื่อสมิงอังวะมังศรี พม่าจึงถามว่า เหตุใดมาลอยเรืออยู่ไม่ไปเล่า สมิงอังวะมังศรีจึงว่า เราหนีไม่พ้นแล้ว จะขออยู่เปนข้าพระราชบุตรพระเจ้ามณเฑียรทอง ถ้าจะเลี้ยงก็เลี้ยง แม้นมิเลี้ยงก็มาฆ่าเสียเถิด นายกองพม่าจึงร้องถามว่า เรือขนานพระเจ้าราชาธิราชล่องลงไปถึงไหนแล้ว สมิงอังวะมังศรีรีบบอกว่าเรือพระเจ้าราชาธิราชลงไปถึงคุ้งหน้าแล้ว พึ่งจะเลี้ยวลัดลำประเดี๋ยวนี้ ฝ่ายพม่าสำคัญว่าจริงมีความยินดีนัก ก็มิหยุดเรือเข้าจับสมิงอังวะมังศรี เร่งรีบตามลงไป แต่พม่าร้องถามดังนี้ตลอดมาจนถึงเรือพระที่นั่งมังรายกะยอฉะวา ทหารถามสมิงอังวะมังศรี ๆ ก็ร้องบอกดังนั้นทุกลำ มังรายกะยอฉะวาหมายว่าจริงมิได้เข้าจับสมิงอังวะมังศรี สำคัญว่าอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์แล้ว ก็ละเสียเร่งรีบตามลงไปหมายจะให้ทันพระเจ้าราชาธิราชฝ่ายเดียว สมิงอังวะมังศรีเห็นทัพหลวงพ้นไปแล้ว ยังแต่เรือเสบียงล่องลงมาภายหลัง ก็ออกสกัดตีท้ายทัพพม่าฆ่าตายลงเปนอันมาก พม่าก็เอิกเกริกอื้ออึงขึ้นร้องบอกกันต่อๆ ลงไปจนสิ้นกองทัพ มังรายกะยอฉะวารีบตามพระเจ้าราชาธิราชลงไปหลายคุ้งแล้วก็มิทัน ครั้นพม่าร้องบอกต่อกันขึ้นมาดังนั้น ก็เฉลียวพระทัยขึ้น เกรงว่าพระเจ้าราชาธิราชแต่งกองทัพซุ่มไว้ตัดท้ายพล นายทัพนายกองทั้งปวงก็หยุดเรือรบรอฟังดูอยู่สิ้น มังรายกะยอฉะวาจึงให้ถอยทัพเรือรีบทวนขึ้นมา สมิงอังวะมังศรีเห็นกองทัพถอยกลับขึ้นมา ก็พาทหารขึ้นบกเผาเรือฉลากบางเสียแล้วรีบหนีไป มังรายกะยอฉะวากลับทัพขึ้นมา เห็นเพลิงไหม้เรือฉลากบางอยู่ดังนั้น ก็รู้ว่าสมิงอังวะมังศรีทำกลขึ้นบกหนีไปแล้ว ครั้นจะตามไปอีกก็เห็นมิทัน จึงกลับทัพมาค่ายณแม่นํ้าอะลอย

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช เสด็จไปถึงเมืองเตียงเมืองเสี่ยงแล้ว จึงสั่งให้เจ้าเมืองกรมการกวาดต้อนครอบครัวเสบียงอาหารตามลงมา ครั้นเสด็จถึงกรุงหงษาวดีแล้ว จึงมอบราชสมบัติให้แก่พระยาเกียรราชบุตร ให้ราชามนูอยู่ช่วยประคับประคอง การคิดเสบียงอาหารไว้ให้ได้ขวบหนึ่ง แล้วพระองค์ก็เสด็จออกจากกรุงหงษาวดี ลงไปตั้งอยู่ณเมืองเมาะตะมะ

ฝ่ายมังรายกะยอฉะวาครั้นยกทัพกลับไปถึงค่ายแล้ว ก็เข้าเฝ้าพระราชบิดา เอาสมิงพระรามแลพลายประกายมาศซึ่งได้มานั้นเข้าถวาย ทูลแจ้งกิจทุกประการ พระเจ้ามณเฑียรทองได้ทรงฟังดังนั้นดีพระทัยนัก มังรายกะยอฉะวาจึงทูลพระราชบิดาว่า ครั้งนี้พระเจ้าราชาธิราชเปรียบเหมือนอสรพิษหาเขี้ยวแก้วมิได้ ด้วยสมิงพ่อเพ็ชร์แลสมิงนครอินท์ ก็ถึงแก่ความตายเสียสิ้นแล้ว อนึ่งสมิงพระรามแลช้างพลายประกายมาศเล่าเราก็จับตัวมาได้ เห็นกำลังพระเจ้าราชาธิราชจะถอยลง ศึกเราได้ทีอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะขอยกทัพบกทัพเรือตามลงไปเอาเมืองหงษาวดีให้ได้ พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็ตรัสว่า ทัพมิได้แตกฉานแลเลิกไปเองฉนี้ จะหมายเอาชัยชนะ นั้นยังมิได้ ราชบุตรเรามาดูหมิ่นแก่เสนาทแกล้วทหารพระยามอญฉนี้ เล่ห์กลอุบายพระเจ้าราชาธิราช แลนายทัพนายกองทั้งปวงก็สามารถหลักแหลมมิใช่ชั่ว อนึ่งเล่าก็ถึงวสันตฤดูพ้นกำหนดศึกแล้ว เจ้าอย่าเพ่อยกตามไปเลย มังรายกะยอฉะวาก็มิฟัง จะขอยกตามลงไปไห้จงได้ พระเจ้ามณเฑียรทองทัดทานเปนหลายครั้งแล้วก็มิฟัง จึงตรัสอนุญาตให้ลงมา มังรายกะยอฉะวาก็ยกทัพบกทัพเรือตามพระเจ้าราชาธิราชลงมา แล้วให้เอาช้างประกายมาศนั้นมาด้วย

ฝ่ายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องครั้นจะตั้งอยู่ณแม่น้ำอะลอยนั้น ก็จวนวสันตฤดู กลัวไพร่พลทั้งปวงจะไม่ได้ทำนา ก็ให้เลิกทัพกลับไปยังกรุงอังวะ ให้เอาสมิงพระรามไปด้วย มังรายกะยอฉะวายกทัพบกทัพเรือมาครั้งนั้น ตีหัวเมืองรายทางได้หลายเมืองหาผู้ใดจะต้านทานมิได้ ให้ไล่จับครอบครัวซึ่งเลิกตามพระเจ้าราชาธิราชมามิทันนั้นได้เปนอันมาก ครั้นมังรายกะยอฉะวาได้ทราบว่า พระเจ้าราชาธิราชลงไปอยู่ณเมืองเมาะตะมะ ก็ยกเข้าประชิดติดเมืองหงษาวดีไว้ ฝ่ายพระยาเกียรราชบุตรแลราชามนู กับนายทัพนายกองทั้งปวงก็รักษาเมืองมั่นไว้เปนสามารถ มังรายกะยอฉะวาจะเข้าหักเอาเมืองหงษาวดีมิได้ ก็ให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ จึงแต่งหนังสือบอกให้ม้าใช้ขึ้นไปถึงพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ม้าใช้ก็รีบถือหนังสือขึ้นไปยังกรุงอังวะ เอาหนังสือเข้าไปส่งให้เสนาบดี ๆ ก็นำขึ้นกราบทูล

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็รับหนังสือบอกของราชบุตรมาทรงอ่านด้วยพระองค์ เปนใจความในหนังสือว่า ข้าพเจ้ามังรายกะยอฉะวาขอกราบทูลมายังสมเด็จพระราชบิดาได้ทราบ ด้วยข้าพเจ้ายกทัพลงมาครั้งนี้ ตีได้เมืองตะเกิงเมืองพะสิม แลหัวเมืองรายทางสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าให้ทแกล้วทหารเข้าล้อมเมืองหงษาวดีไว้มั่นคงแล้ว บัดนี้พระเจ้าราชาธิราชหนีลงไปอยู่เมืองเมาะตะมะ ถ้าเมืองหงษาวดีแตกแล้วเมื่อใด ข้าพเจ้าจะให้ทหารยกลงไปจับพระยามอญขึ้นไปถวายให้จงได้ ถึงมาทว่าพระยามอญจะโจนน้ำตายเสีย ข้าพเจ้าจะให้ทหารเอาแหทอดเอาศพขึ้นมา ถ้าพระยามอญเชือดพระศอเสีย หรือเสวยยาพิษตาย ข้าพเจ้าจะให้ต่อโกษใส่ศพขึ้นไปถวายพระราชบิดาจงได้ ขอให้แต่งเสบียงอาหารส่งลงมาเถิด

พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้แจ้งในหนังสือนั้นแล้ว จึงตรัสว่าราชบุตรเราทำสงครามรู้แต่จะได้ถ่ายเดียว ยังทนงอยู่หารู้คิดระวังที่จะเสียไม่ แล้วสั่งให้จัดเสบียงอาหารบรรทุกเรือ แต่งกองทัพคุมลงมาอุดหนุนเพิ่มเติมเปนอันมาก แล้วมีหนังสือกำชับลงมาด้วยฉบับหนึ่งใจความว่า ซึ่งลูกเราทำการนั้นก็ดีอยู่แล้ว แต่อย่าไว้ใจทแกล้วทหารพระยามอญ ๆ ย่อมมีความคิดเล่ห์อุบายแกล้วกล้าในการสงครามเปนอันสามารถ ถ้าเห็นจะเอาชัยชนะได้ถ่ายเดียวก็ให้ทำไปเถิด แม้นเห็นฝืดเคืองขัดข้องประการใด ก็อย่าให้รี้พลทแกล้วทหารได้ความลำบาก ให้ผ่อนผันถอยทัพขึ้นมาเถิด นายทัพนายกองทั้งปวงก็คุมเสบียงรีบมาส่ง แล้วเอาหนังสือเข้ามา ถวายมังรายกะยอฉะวา ๆ ได้แจ้งในหนังสือแล้วก็มิฟัง

ฝ่ายพระเจ้าราชาธิราช ซึ่งตั้งอยู่ณเมืองเมาะตะมะนั้น ก็ให้บำรุงช้างม้าฝึกรี้พลทแกล้วทหารทั้งปวง ทั้งสามสิบสองหัวเมืองฝ่ายใต้ไว้พร้อมแล้ว จึงแต่งคนให้ไปเร่งทัพอำมาตย์ทินมณีกรอด แลเจ้าเมืองเสี่ยง แลหัวเมืองขึ้นทั้งปวง มาให้พร้อมกันณเมืองเมาะตะมะ ครั้นถ้วนกำหนดสามเดือนพ้นพระเคราะห์แล้ว พระองค์จึงให้ทำพระราชพิธีสะเดาะนามเสียพระเคราะห์ แล้วมีพระราชกำหนดให้แก่เสนาบดี นายทัพนายกองทั้งปวง เปลี่ยนพระนามใหม่ว่า พระเจ้าสิทธิโสม ครั้นได้มหาพิชัยฤกษ์เปนมงคลแล้ว ก็ให้ยกทัพบกทัพเรือขึ้นมาตึ้งณเมืองเสี่ยง จึงตรัสปรึกษานายทัพนายกองทั้งปวงว่า เรายกทัพขึ้นมาครั้งนี้ พม่าล้อมเมืองหงษาวดีอยู่ ทำไฉนราชบุตรเราซึ่งอยู่ในเมืองจะแจ้งความ จะได้กำหนดออกตีทัพพม่ากระหนาบเอาชัยชนะให้จงได้ นายทัพนายกองทั้งปวงซึ่งเฝ้าอยู่นั้นไม่มีผู้ใดสามารถจะเพ็ททูลรับอาสาได้ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชถอนพระทัยแล้วตรัสว่า สมิงพ่อเพ็ชร์แลสมิงนครอินท์ยังมีชีวิตอยู่ การแต่เพียงนี้เห้นจะมิพอยากใจเรานัก ครั้งนี้แขนเราขาดไปสองข้างคิดอะไรก็ขัดขวาง

ขณะนั้นอายมนทะยาซึ่งเฝ้าแอบอยู่สุดท้ายคน ชะเง้อหน้าขึ้นกราบถวายบังคมแล้วทูลว่า ถึงท่านทั้งสองหาไม่แล้ว ข้าพเจ้าผู้ชื่ออายมนทะยานี้ยังอยู่ จะขอรับอาสาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำกลอุบาย เข้าไปเอากิจจาในกรุงหงษาวดีออกมาแจ้งถวายให้จงได้ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังดังนั้นก็ดีพระทัย จึงตรัสถามว่า เมื่อพม่าล้อมเมืองอยู่แน่นหนาดังนี้ เองผู้เดียวจะทำเปนประการใดจึงจะเข้าไปได้ อายมนทะยาก็ทูลว่า อันจะไปโดยปกตินั้นมิได้ ขอพระองค์ให้เอาหวายตีหลังข้าพเจ้าให้แตกเปนแผลแล้วจึงจะไปได้ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงสั่งได้เอาหวายผ่าซีกมาตีหลังอายมนทะยาเสียสิบทีแล้ว โปรดตั้งให้เปนสมิงอายมนทะยา สั่งให้สมิงอายมนทะยาจัดทหารเอาไปด้วยตามชอบใจ สมิงอายมนทะยาก็ถวายบังคมลาออกมา เลือกจัดทหารที่แกล้วกล้าร่วมใจได้แปดคน ถือดาบสำหรับมือแล้ว ก็พากันไปยืนอยู่ที่ฝังนํ้าตรงหน้าค่ายพม่า

ฝ่ายทหารพม่าแลเห็นจึงร้องถามว่า มอญเหล่านี้มาแต่ไหนจะพากันไปแห่งใด สมิงอายมนทะยาร้องบอกว่า เราหนีมาแต่กองทัพพระเจ้าราชาธิราช จะมาสวามิภักดิ์อยู่เปนข้าพระราชบุตรพระเจ้ามณเฑียรทอง ทหารพม่าได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ หวังจะเข้าไปบอกนายได้ความชอบหน่อยหนึ่ง จึงเอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่มังปายะสุกรี ๆ ก็ให้ทหารลงเรือข้ามไปรับสมิงอายมนทะยากับทหารแปดคนนั้นมา สมิงอายมนทะยากับททารเข้ามาถึงคำนับมังปายะสุกรี ๆ ก็ซักถาม สมิงอายมนทะยาก็แจ้งความดุจบอกแก่ทหารแต่หนหลัง มังปายะสุกรีจึงพาสมิงอายมนทะยากับทหารแปดคนเข้าไปถวายมังรายกะยอฉะวา กราบทูลตามคำสมิงอายมนทะยาว่านั้น

มังรายกะยอฉะวาได้ทรงฟังยังสงสัยอยู่ จึงตรัสซักถามสมิงอายมนทะยาว่า มอญผู้นี้ชื่อไร เทตุผลเปนประการใดจึงพากันหนีมา สมิงอายมนทะยาก็กราบทูลว่า ข้าพเจ้าชื่อสมิงอายมนทะยาเปนทหารอันแกล้วกล้า สำหรับอยู่หน้าช้างพระที่นั่งพระเจ้าราชาธิราช แต่ข้าพเจ้าทำศึกมาด้วยพระเจ้าราชาธิราช มีความชอบมาหลายครั้งแล้ว พระเจ้าราชาธิราชก็มิปูนบำเหน็จปลูกเลี้ยงข้าพเจ้าเหมือนทหารทั้งปวง เปนเหตุด้วยอำมาตย์ทินมณีกรอดมีความริษยาชิงชังข้าพเจ้าอยู่ แสร้งทูลยุยงให้พระองค์ทรงพระโกรธ ถึงจะทำความชอบสักเท่าใดก็กลับเปนผิดไปเสียสิ้น ต้องรับพระราชอาญาโบยตี ข้าพเจ้าน้อยใจนัก ครั้นจะอยู่เปนข้าสืบไปก็เห็นหา ประโยชน์มิได้ ข้าพเจ้าจึงพาเพื่อนทุกข์เพื่อนยากหนีมาหวังจะอยู่เปนข้าพระราชบุตรพระเจ้ามณเฑียรทอง ทำราชการสนองพระเดชพระคุณไปกว่าจะสิ้นชีวิต แม้นพระองค์ทำสงครามมีชัยชนะแก่พระเจ้าราชาธิราชแล้วเมื่อใด ข้าพเจ้าผู้ชื่อสมิงอายมนทะยาก็จะขอแก้แค้นอำมาตย์ทินมณีกรอดให้ได้

มังรายกะยอฉะวาได้ฟังยังแคลงพระทัยอยู่ ด้วยทรงเห็นว่าอำมาตย์ทินมณีกรอดเปนผู้ใหญ่มีปัญญา รู้ขนบธรรมเนียมรักษาเสนานุวัตรเปนอันดี ดังฤๅจะมาริษยาผู้น้อยซึ่งมีความชอบนั้นหาเห็นเปนไม่ ชรอยอ้ายมอญพวกนี้จะรับอาสามาเปนไส้ศึกคอยสอดแนมเอาข่าวในกองทัพเราบอกส่งไปเปนแท้ มิได้มาโดยสุจริต ทรงพระดำริห์แล้ว จึงตรัสแก่มังปายะสุกรีว่า ซึ่งมอญเปนพวกข้าศึกจะมาสวามิภักดิ์อยู่ด้วยนั้น เรายังสงสัยนักมิเชื่อใจเลย อันคำสมิงอายมนทะยาว่ากล่าวนี้เรายังหาเห็นจริงไม่ เพราะมอญมักทำกลอุบายมา เขาว่าชาติมอญแล้วในท้องมีเคียวคนละเจ็ดเล่ม คำอันนี้ดูเหมือนจะจริง ซึ่งข้าศึกเข้ามาสามิภักดิ์ท่ามกลางสงครามดังนี้ เรามิไว้ใจชุบเลี้ยงได้ มังปายะสุกรีจึงทูลว่า ซึ่งพระองค์ตรัสว่ามอญโกงนั้นก็จริงอยู่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าที่คดโกงก็มี ที่ซื่อตรงก็มี ซึ่งสมิงอายมนทะยาพาพวกเพื่อนมาสวามิภักดิ์ต่อพระองค์นี้ ข้าพเจ้าเห็นต้องราชทัณฑ์หลังแตกบอบช้ำมา จะสวามิภักดิ์โดยสุจริตกระมัง

มังรายกะยอฉะวาได้ฟังก็ทรงพระสรวล ตรัสว่าท่านเปนผู้ใหญ่เล่ห์กล ความคิดเพียงนี้ตรองไม่ถึงเลยหรือ ครั้งพระเจ้าภุกามทรงปลูกเลี้ยงสมิงอขมะมอญ ๆ ติดขบถต่อพระเจ้าภุกาม ๆ แต่งให้เจตะสุกรีพระราชบุตรเขยยกกองทัพลงไปจับสมิงอขมะมอญ ๆ รู้ก็คิดกลอุบายตีมะตะหยอกพ่อตาแตกเปนแผลแล้วให้ออกไปหากองทัพ มะตะหยอกก็แสร้งทำสวามิภักดิ์ต่อเจตะสุกรีๆ มิได้สงสัย จนเจตะสุกรีต้องยาพิษตายเพราะเสียรู้มอญ ความข้อนี้ก็มีในจดหมายเหตุราชพงษาวดารเมืองเรา ท่านไม่รู้ไม่ได้ฟังหรือ อนึ่งอนุเกวัฏรับอาสาพระมโหสกก็ตีหลังแตกเปนแผล ไปเปนไส้ศึกล่อลวงพระเจ้าจุลนีพรหมทัตให้ล่าทัพแตกหนีไปจากเมืองมิถิลา เสียเข้าของเครื่องสาตราวุธเปนอันมากมีในเรื่องมโหสถชาฎกนั้น ท่านไม่ได้ฟังธรรมเทศนาหรือประการใด ซึ่งสมิงอายมนทะยาจะมาสวามิภักดิ์เราครั้งนี้ เห็นจะเปนดังอนุเกวัฎแลสมิงอขมะมอญ ครั้นเราจะให้ฆ่าเสียก็ผิดอย่างธรรมเนียม จะขับไล่ไปเสียมอญจะว่ากลัวความคิด จำจะให้เอาตัวไว้ ถ้าสืบรู้ว่าเปนไส้ศึกมาจริงแล้วเราจะให้ตัดศีร์ษะมอญทั้งเก้าคนนี้ ทำเครื่องราชบรรณาการไปเยาะเย้ยพระยามอญจงได้ จึงสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงให้คุมสมิงอายมนทะยากับพวกแปดคนไปจำไว้ให้มั่นคงอย่าให้หนีไปได้ แม้นมอญเก้าคนนี้หนีไปได้แล้ว จะเอาโทษผู้คุมถึงสิ้นชีวิต นายทัพนายกองรับสั่งแล้ว ก็คุมสมิงอายมนทะยากับทหารแปดคนไปส่งให้ทหารจำไว้ สั่งกำชับให้คอยระวังดูแลกวดขันนัก สมิงอายมนทะยาก็มิได้ย่อท้อกลัวตายใจกล้าหาญอยู่เสมอ ครั้นนานมาวันหนึ่ง สมิงอายมนทะยาแสร้งทำมายาร้องไห้พูดแก่ผู้คุมว่า ตัวเราเปนข้าทหารพระเจ้าราชาธิราช สู้เอาชีวิตเปนแดนทำการสงครามมาเปนช้านาน พระเจ้าราชาธิราชก็หาทรงพระเมตตาชุบเลี้ยงไม่ เรามีความระกำใจเปนนิจจึงอยู่ด้วยมิได้แล้ว บัดนี้หนีร้อนมาพึ่งเย็น คิดว่าจะทำการสนองพระเดชพระคุณราชบุตรพระเจ้ามณเฑียรทองโดยสัตย์สุจริตกว่าจะสิ้นชีวิต ก็ไม่สมปรารถนา กลับมาเปนโทษเสียอีกเล่า อุปมาเหมือนหนีศึกมาพบเสือ ขึ้นต้นไม้ปะอสรพิษ มิรู้ที่จะคิดเลย ถึงมาทว่าพระราชบุตรมีพระทัยรังเกียจอยู่ เพราะยังมิได้ทรงเห็นความจริงของเรา ให้จำแต่ตัวเราไว้ผู้เดียวก็ตามเถิด ขอให้ปล่อยแต่พวกเราแปดคนนี้ ออกไปทำการรบพุ่งด้วยนายทัพนายกองสักครั้งเดียว ก็คงจะเห็นความจริงของเรา ซึ่งตัวเราจะตายนั้น ไม่เสียดายชีวิตตามแต่เวราหนหลังเถิด พม่าผู้คุมได้ฟังก็จำคำสมิงอายมนทะยาไปแจ้งแก่เสนาบดี ๆ ก็นำคดีเข้ากราบทูลมังรายกะยอฉะวา ตามถ้อยคำสมิงอายมนทะยาว่าทุกประการ

มังรายกะยอฉะวาได้ทรงฟังดังนั้น ก็บรรเทาความสงสัยลงจึงตรัสว่า ถ้ากระนั้นเราจะให้ลองดู ถ้ามอญมาโดยสุจริตจริงแล้วเราจะเลี้ยง แม้นมิสุจริตจะให้ฆ่าเสีย จึงสั่งให้ถอดมอญแปดคนออกจากจำ แต่สมิงอายมนทะยาผู้เดียวนั้นให้จำไว้ก่อน แล้วตรัสสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงว่า ถึงเวลาออกรบกับมอญก็ให้คุมตัวมอญแปดคนนี้ออกไปด้วย คอยระวังดูแยบคายมัน

ฝ่ายสมิงอายมนทะยาได้แจ้งว่า มังรายกะยอฉะวาตรัสสั่งจะให้ถอดพวกแปดคนออกจากที่จำก็ดีใจนัก ด้วยสมความคิดอยู่แล้ว จึงสั่งกำชับพวกทั้งแปดคนว่า ถ้าออกไปรบให้ทำองอาจแกล้วกล้าเข้าตัดศีร์ษะมอญ ซึ่งต้องอาวุธบาดเจ็บลำบาก เห็นว่าไม่รอดแล้วนั้น ให้ตัดเอามาคนละศีร์ษะทุกวัน มอญแปดคนก็รับคำสมิงอายมนทะยา ครั้นถึงเวลาพม่าออกรบกับมอญ นายทัพนายกองจึงให้ไปถอดเอามอญแปดคนนั้นมา ให้แต่งตัวนุ่งห่มอย่างทหารพม่าแล้วก็ยกออกไปรบกัน มอญแปดคนนั้นก็คอยตัดศีร์ษะมอญซึ่งออกมารบถูกอาวุธเจ็บลำบากอยู่นั้นได้คนละศีร์ษะ เอามาถวายมังรายกะยอฉะวาทุกวัน ตามคำสมิงอายมนทะยาสั่งนั้นมิได้ขาด มังรายกะยอฉะวาเห็นดังนั้นก็คลายสงสัยลง จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงว่า สมิงอายมนทะยาพาเพื่อนกันหนีมาหาเรานี้ เห็นจะมีความ แค้นในพระเจ้าราชาธิราชเปนมั่นคง ถ้าแกล้งมาเปนกลอุบายแล้ว ไหนจะสามารถตัดเอาศีร์ษะเพื่อนกันดังนี้ได้ก็เห็นผิดไป เสนาบดีนายทัพนายกองก็เห็นด้วย มังรายกะยอฉะวาจึงสั่งให้ถอดสมิงอายมนทะยาออก ให้เข้าทำการด้วยนายทัพนายกอง

ครั้นเวลาเช้าขึ้นมอญแต่งกองทัพออกมารบ สมิงอายมนทะยาก็แต่งตัวเปนพม่าออกไปรบด้วยนายทัพนายกองมอญ เมื่อจะเข้ารบนั้น สมิงอายมนทะยาถือดาบสองมือ พาทหารแปดคนวิ่งขึ้นหน้าพม่าทั้งปวง ครั้นใกล้กองทัพมอญเข้าก็เปลื้องผ้าโพกศีร์ษะซึ่งทำเปนเพศพม่านั้นออกทิ้งเสีย แล้วร้องบอกพวกมอญว่า เราชื่อสมิงอายมนทะยาเปนทหารพระเจ้าราชาธิราช ๆ ตรัสใช้ให้นำราชกิจมาแจ้งแก่พระราชบุตร แล้วก็พาพวกแปดคนวิ่งหนีพม่าเข้าไปในกองทัพเมืองหงษาวดี

ฝ่ายนายทัพนายกองมอญทั้งปวง เห็นสมิงอายมนทะยาวิ่งหนีเข้ามาดังนั้นก็ดีใจมิได้อยู่รบพุ่งด้วยพม่า ก็กลับทัพเข้ายังกรุงหงษาวดี จึงพาสมิงอายมนทะยาเข้าไปเฝ้าพระยาเกียรราชบุตร ๆ ทอดพระเนตรเห็นสมิงอายมนทะยาก็ดีพระทัยนัก ตรัสถามว่าท่านทำเปนประการใดจึงหนีเข้ามาได้ สมิงอายมนทะยาก็กราบทูลแจ้งโดยกลอุบายทุกประการ แล้วทูลว่าสมเด็จพระราชบิดาของพระองค์ ซึ่งเสด็จไปอยู่ณเมืองเมาะตะมะนั้น พ้นกำหนดสามเดือนสิ้นพระเคราะห์แล้ว บัดนี้พระองค์ยกพลทแกล้วทหารกองทัพหลวงขึ้นมาตั้งอยู่ณเมืองเสี่ยง ครั้นจะยกพลทหารเข้าตีกองทัพพม่านั้น เกลือกพระองค์มิทันแจ้ง จึงใช้ให้ข้าพเจ้านำพระราชกำหนดเข้ามาว่า ถึงณวันศุกร์ขึ้นสามคํ่าเวลาเช้านั้น กองทัพหลวงจะยกเข้าตีทัพพม่าซึ่งตั้งประชิดอยู่ณทิศตวันตกนั้น ให้พระองค์แต่งทแกล้วทหารออกตี กระหนาบให้พร้อมกัน

พระยาเกียรได้แจ้งดังนั้นมีพระทัยยินดีนัก ดุจดังได้ชัยชนะแล้วก็เหมือนกัน จึงตรัสสรรเสริญสมิงอายมนทะยาว่ามีเสียทีเปนทหารน้ำใจองอาจแกล้วกล้าหาผู้ใดเสมอยากนัก แล้วพระองค์ก็พาสมิงอายมนทะยา เสด็จขึ้นไปบนหน้าที่ให้แลดูพม่าจะทำเปนประการใด ฝ่ายนายทัพนายกองพม่า ครั้นเห็นสมิงอายมนทะยากับพวกแปดคนวิ่งหนีไปดังนั้น แลกองทัพมอญก็พากันกลับเข้าเมืองหงษาวดี

ฝ่ายนายทัพนายกองพม่าก็กลับเข้าค่าย แล้วไปทูลมังรายกะยอฉะวา ว่า สมิงอายมนทะยาพาพวกกันออกไปรบวันนี้ พากันวิ่งหนีเข้าเมืองหงษาวดีสิ้นแล้ว มังรายกะยอฉะวาได้แจ้งดังนั้นก็ทรงพระโกรธแค้นพระทัยนัก จึงตรัสว่าเรามิรู้เท่ามอญ แต่เดิมก็ได้ว่าแล้วว่า มันจะมาเปนไส้ศึก เรามิวางใจจึงให้จำไว้ บัดนี้มันก็แต่งกลล่อลวงให้เราเชื่อหนีไปแล้ว ช่างมันก่อนเถิดคงจะจับตัวได้  ครั้งนี้เราก็ให้ล้อมเมืองมั่นคงเปนสามารถอยู่ ถึงมาทว่าสมิงอายมนทะยาหนีเข้าไปอยู่ในเมืองนั้น ใช่ว่ามันจะแซกแผ่นดินไปพ้นก็หามิได้ เหมือนหนึ่งลูกไก่อยู่ในเงื้อมมือเรา ถ้าจะบีบเข้าเมื่อใดก็จะตายเมื่อนั้น แม้นเราให้จับตัวสมิงอายมนทะยาได้แล้ว จึงให้ผ่าอกเชือดเอาหัวใจออกมาสับเสียให้ละเอียดจงได้ ตรัสแล้วก็ให้ทหารพม่าเข้ามาร้องด่าว่า อ้ายสมิงอายมนทะยาโกหก มึงหนีเข้าไปอยู่ในเมืองนั้นก็ให้มึงอยู่ดีเถิดไม่ช้าไม่นานก็จะได้เห็นกัน

สมิงอายมนทะยาได้ฟังดังนั้นก็ร้องตอบออกไปว่า อ้ายพม่าหน้าโง่ ไม่มีความอาย แต่กูเปนทหารยังลวงมึงได้ มึงยังสำคัญว่าจะได้เมืองหงษาวดีอีกเล่า ซึ่งกูเข้ามาในเมืองทั้งนี้ ใช่กูจะอยู่ทีเดียวก็หาไม่ เวลาพรุ่งนี้เช้ากูจะกลับออกไปเฝ้าเจ้ากู มึงชวนกันคอยดูเถิด นายทัพนายกองพม่าได้ฟังดังนั้น ก็เอาเนื้อความไปกราบทูลมังรายกะยอฉะวาตามคำสมิงอายมนทะยาทุกประการ

มังรายกะยอฉะวาได้ฟังดังนั้นก็แจ้งว่า พระเจ้าราชาธิราชยกกองทัพมาตั้งอยู่ณเมืองเสี่ยง ก็ยิ่งทรงพระโกรธสมิงอายมนทะยานัก ว่าทำอุบายล่อลวงหนีไปได้ แล้วยังกลับมาท้าทายอีกเล่า จึงตรัสกำชับนายทัพนายกองทแกล้วทหารทั้งปวง ให้ล้อมเมืองหงษาวดีไว้เปนกวดขันยิ่งกว่าเก่า แล้วให้ทำกำหนดประกาศไว้ว่า โดยตํ่าแต่วิลาแลไก่อย่าให้หนีออกไปได้ แม้นนกบินออกมาจากกำแพงเมืองแล้ว ก็ให้เอาเกาทัณฑ์ยิงเสียจงสิ้น เราจะคอยดูสมิงอายมนทะยาว่ามันจะแซกแผ่นดินไป หรือจะเหาะไปทางอากาศ หรือจะจำแลงกายหายตัวได้ ถ้ามันมีวิชาความรู้กำบังตัวไปได้แล้ว เราจึงจะกลัวมันแต่ให้คอยระวังจงหนัก ถ้าข้าศึกตีหักออกมาได้ด้านใคร จะเอาโทษนายทัพนายกองหน้าด้านครอกเพลิงเสียให้สิ้น นายทัพนายกองก็ตรวจตรากันเปนสามารถทั้งกลางวันกลางคืนตามรับสั่งมังรายกะยอฉะวา

ครั้นเวลารุ่งเช้าสมิงอายมนทะยา ก็เข้าไปกราบทูลลาพระยาเกียรราชบุตรว่า ข้าพเจ้าจะถวายบังคมลาพระองค์ นำกิจราชการกลับไปแจ้งแก่สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวในวันนี้ พระยาเกียรจึงตรัสถามว่าท่านจะคิดอ่านทำประการใดจึงจะออกไปได้ สมิงอายมนทะยาก็ทูลว่าข้าพเจ้าคิดกลอุบายจะทำตายลอยน้ำออกไป ขอให้เอาหยวกมาทำแพเข้าให้มั่นคง เอาข้าพเจ้าใส่เฝือกเข้าแล้วให้ผู้หญิงโกนศีร์ษะเสียเดินร้องไห้ตามออกไปด้วย แล้วให้เอาเฝือกใส่ลงในแพลอยน้ำไป พม่าทั้งปวงเห็นก็จะสำคัญว่าศพไม่สงสัย ถ้าศพลอยลงไปพ้นค่ายพม่าแล้วข้าพเจ้าจะขึ้นเดินบกไป

พระยาเกียรราชบุตรได้ฟังดังนั้นดีพระทัยนัก จึงตรัสสรรเสริญว่าท่านมีปัญญาเฉียบแหลม ทั้งน้ำใจก็องอาจแกล้วกล้าสมควรจะเปนทหารนับว่าชายผู้หนึ่ง จึงสั่งให้ตัดต้นกล้วยมาทำแพแลเอาไม้มาทำเฝือก แล้วให้เอาเสื่อปูผ้าขาวลาดลง ให้เอาปลาเน่ามาใส่ลงเบื้องซ้ายเบื้องขวาที่ตัวสมิงอายมนทะยาจะนอนนั้น แล้วให้สมิงอายมนทะยาถือดาบแอบข้างไว้ ทำนอนลงเห็นแนบเนียนดีมิได้ขัดขวาง พระยาเกียรจึงให้เอาเฝือกคลุมลงไว้ เอาน้ำผึ้งทาเฝือกให้แมลงวันตอม แหวะเปนช่องตาไว้หน่อยหนึ่งพอเห็น ครั้นทำการเสร็จแล้วจึงให้เปิดประตูเมือง หามศพสมิงอายมนทะยาออกไป ให้ผู้หญิงคนหนึ่งโกนศีรษะแล้วเดินร้องไห้ตามออกไปด้วย

ครั้นมาถึงแม่น้ำตรงหน้าค่ายพม่า หญิงนั้นก็แสร้งทำมารยาร้องไห้กลิ้งเกลือกไปมา ว่าท่านผู้มีพระคุณเปนเพื่อนยาก ตั้งใจจะพาบุตรภรรยาหนีศึกให้พ้นความตายยังมิทันจะไปพ้นภัย ท่านมาออกไข้ทรพิษตายลงหน้าศึกจะฝังศพพ่อไว้ก็มิได้ ต้องเอาผีพ่อมาลอยน้ำเสียฉนี้เมียเสียใจนัก ถึงว่าจะหาบุญไม่ก็ให้ตายเปนปรกติเถิด จะได้เผาผีแทนพระคุณตามประเพณี โอ้พ่อเพื่อนยากเมียไม่ขออยู่แล้ว พ่อจงกลับมาเด็ดเอาดวงใจเมียไปด้วยเถิด จะได้ไปพบกันในเมืองผี หญิงนั้นแสร้งทำร้องไห้รำพรรณไปต่าง ๆ จึงเอาศพลอยไปตามกระแสน้ำ แล้วก็พากันกลับเข้ามาเมือง

ฝ่ายกองทัพเรือพม่า แลเห็นแพหยวกเหม็นกลิ่นปลาเน่าก็สำคัญว่าศพจริง ๆ ต่างคนต่างกลัวไข้ทรพิษ ก็เอาถ่อค้ำแพเสียมิให้ปะเรือเข้าได้ สมิงอายมนทะยาลอยไปพอลับคุ้งเห็นพ้นกองทัพพม่าแล้ว ก็เอาดาบตัดเฝือกออกวาดแพเข้าถึงริมตลิ่งแล้วขึ้นบกเดินเร่งรีบไปถึงกองทัพพระเจ้าราชาธิราช ซึ่งตั้งอยู่ณเมืองเสี่ยง ก็เข้าไปเฝ้ากราบถวายบังคม แล้วทูลซึ่งได้ทำเล่ห์กลอุบาย แลแจ้งกำหนดแก่พระราชบุตรนั้นทุกประการ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงพังดังนั้นดีพระทัยนัก จึงตรัสสรรเสริญสมิงอายมนทะยาว่า มีปัญญาหลักแหลมยิ่งนักหาผู้ใดจะเสมอมิได้ จึงพระราชทานบำเหน็จรางวัลให้เปนอันมาก ครั้นเวลารุ่งเช้ามังรายกะยอฉะวาจึงให้นายทัพนายกองคุมทหารเข้ามาร้องด่าที่ประตูเมืองว่าอ้ายมอญโกหก มึงว่าสมิงอายมนทะยาจะนำข่าวราชการออกไปทูลพระเจ้าราชาธิราชแต่วันวานนี้แล้ว เปนไรยังไม่เห็นโผล่หัวออกไปเล่า หรือมันกลัวหัวจะขาดจึงมิอาจออกมา

ฝ่ายนายทัพนายกองมอญ ซึ่งอยู่บนหน้าที่กำแพงเมืองได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเยาะ แล้วให้ทหารร้องบอกไปว่า อ้ายพม่าโง่ตาบอดมึงไม่เห็นหรือ สมิงอายมนทะยาออกไปแต่วานนี้แล้ว มึงยังว่าไม่ออกไปอีกเล่า ทหารพม่าจึงร้องตอบเข้ามาว่า อ้ายมอญโกหกมึงจะมาลวงใคร เปนไรกูไม่เห็นมันแบกหัวออกมาเล่า ซึ่งเจ้ากูให้ล้อมเมืองไว้นี้เปนสามารถมั่นคง อย่าว่าแต่สมิงอายมนทะยาจะออกมาเลย ถึงมาทว่านกบินออกมาก็มิอาจจะพ้นมือไปได้ ซึ่งว่าสมิงอายมนทะยาออกไปแต่วันวานนี้แล้วนั้น มันเหาะไปหรือ ๆ ว่าดำดินออกไปก็จงบอกออกมาให้แจ้ง ทหารมอญจึงร้องบอกออกไปว่า ซึ่งสมิงอายมนทะยาออกไปได้นั้น พวกเองสำคัญว่าเหาะไปได้โดยทางอากาศก็ตาม หรือจะว่าดำดินออกไปก็ตามเถิด บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวของเรายกทแกล้วทหารมาตั้งอยู่ณเมืองเสี่ยงแล้ว ถ้าพวกเอ็งมิเชื่อก็พากันไปดูตัวสมิงอายมนทะยา ยังกองทัพพระเจ้าอยู่หัวของเราให้เห็นเท็จแลจริง นายทัพนายกองพม่าก็กลับมาทูลแก่มังรายกะยอฉะวา ตามถ้อยคำมอญบอกนั้น ทุกประการ

มังรายกะยอฉะวาได้ทรงฟังดังนั้น ก็มีความสงสัยยิ่งนัก ตรัสว่าอ้ายคนนี้มันมีฤทธิ์อย่างไรหนอ เราอยากจะใคร่รู้สักหน่อย  จึงให้จัดผ้ากาสาสามพับ เมี่ยงสิบกระหมวด ให้มังสะเรจองคุมสิ่งของทั้งนี้ไปสืบกองทัพแล้วสั่งว่า ถ้าพระเจ้าราชาธิราชมาตั้งอยู่ ณ เมืองเสี่ยงจริงแล้ว ให้นำสิ่งของทั้งนี้เข้าไปถวาย ขอดูตัวสมิงอายมนทะยาด้วยให้จงได้ แล้วให้จัดเครื่องม้าทองคำสำรับหนึ่งให้ไปด้วยตรัสสั่งว่า ถ้าเห็นตัวสมิงอายมนทะยาจริงแล้ว จงเอาเครื่องม้านี้ให้สมิงอายมนทะยาด้วยเถิด มังสะเรจองก็ถวายบังคมลา คุมสิ่งของไปยังกองทัพพระเจ้าราชาธิราชณเมืองเสี่ยง ทหารในกองทัพเห็นก็ไปแจ้งความแก่เสนาบดี ๆ จึงเข้ากราบทูล สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชตรัสสั่งให้รับเข้ามา มังสะเรจองจึงนำสิ่งของทั้งนี้เข้ามาถวายพระเจ้าราชาธิราช

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ตรัสถามว่า มังรายกะยอฉะวาหลานเรา ให้เอาสิ่งของทั้งนี้มาให้แก่เรานั้น หลานเราจะประสงค์สิ่งใด มังสะเรจองจึงกราบทูลว่า ซึ่งมังรายกะยอฉะวาให้ข้าพเจ้ามาเฝ้าพระองค์นี้ ด้วยสมิงอายมนทะยา ซึ่งพระองค์ตรัสใช้ให้เข้าไปสืบกิจราชการณเมืองหงษาวดีนั้น แลเข้าอยู่ในที่ล้อมมั่นคงเปนสามารถ บัดนี้ชาวเมืองหงษาวดีบอกว่า สมิงอายมนทะยานำข้อราชการมาแจ้งแก่พระองค์แต่วันวานนี้แล้ว มังรายกะยอฉะวามิเชื่อสงสัยพระทัยอยู่ว่ามาทางไหน เหาะมาหรือดำดินมาได้ประการใดอยากจะทราบ จึงตรัสใช้ให้ข้าพเจ้ามาเฝ้าพระองค์ จะขอดูตัวสมิงอายมนทะยาให้เห็นเท็จแลจริง

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้แจ้งดังนั้น ก็ทรงพระสรวลตรัสว่าซึ่งชาวเมืองหงษาวดีบอกนั้นจริงอยู่ มอญจะล่อลวงพม่านั้นหามิได้เปนความจริง จึงตรัสเรียกสมิงอายมนทะยาออกมาให้มังสะเรจองดูตัวที่หน้าพระที่นั่ง ครั้นมังสะเรจองเห็นสมิงอายมนทะยาประจักษ์แก่ตาดังนั้นแล้ว ก็เอาเครื่องม้าทองคำสำรับหนึ่ง ให้แก่สมิงอายมนทะยาต่อหน้าพระที่นั่ง บอกว่าสิ่งของทั้งนี้ พระราชบุตรพระเจ้ามณเฑียรทองให้เรานำมาพระราชทานแก่ท่าน แล้วมังสะเรจองก็ถวายบังคมลาพระเจ้าราชาธิราชกลับมาทูลแก่มังรายกะยอฉะวาตามซึ่งได้เห็นตัวสมิงอายมนทะยาแลให้สิ่งของทุกประการ

มังรายกะยอฉะวาได้แจ้งดังนั้น ก็ตรัสสรรเสริญสมิงอายมนทะยาว่า สมิงอายมนทะยานี้มันดีจริงชรอยมิใช่มนุษย์ มีปัญญาดังเทพยดาอันสามารถหาผู้เสมอมิได้ มิเสียทีเปนทหารยิ่ง แล้วตรัสแก่นายทัพนายกองทั้งปวงว่า ทแกล้วทหารมอญมีสติปัญญาแลฝีมือมาก อนึ่งทัพพระเจ้าราชาธิราชก็จะยกมาช่วยพระราชบุตรเปนทัพกระหนาบอยู่นานไม่ได้ เราจะเร่งหักเอาเมืองเสีย จึงตรัสสั่งนายทัพนายกอง ให้ยกทหารเข้าระดมปีนกำแพง หักเอาเมืองหงษาวดีให้จงได้ นายทัพนายกองพม่าทั้งปวงรับสั่งแล้ว ก็คุมทหารเข้ามาจะหักเอาเมือง ให้ทหารเอาบันไดหกขึ้นพาดกำแพง ทั้งสายโซ่ขึ้นไปพันใบเสมาปีนขึ้นกำแพงเมือง ทหารเจ้าหน้าที่ในเมืองก็พุ่งแหลนหลาวสาตรา ขั้วกรวดทรายยิงเกาทัณฑ์กราดออกมาดังห่าฝน ถูกทหารพม่าล้มตายเปนอันมาก พม่าจะหักเอามิได้ก็ถอยออกไป พม่ากับมอญได้รบพุ่งกันมาหลายครั้ง พลทหารตายลงเปนอันมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย พม่าจะหักเอาเมืองมิได้ก็รอกันอยู่

ฝ่ายพระเจ้าราชาธิราชก็ยกกองทัพหลวงออกจากเมืองเสี่ยง มาตั้งอยู่ใกล้เมืองหงษาวดีทางประมาณสิบห้าเส้น ขณะนั้นโหรรามัญสามคนคำนวณฎีกาแล้วถวายพระเจ้าราชาธิราชว่า ถึงวันศุกร์ขึ้นสามคํ่า พระองค์จะได้ศีร์ษะนายทัพพม่าผู้ใหญ่คนหนึ่งเปนมั่นคง ต่อถึงวันอาทิตย์ขึ้นสี่คํ่านั้น พระองค์จะมีศักดานุภาพเปนอันมาก ฝ่ายมังรายกะยอฉะวาพระชันษาขาด ถ้าแม้นจะออกชนช้างด้วยพระองค์ ๆ ก็จะได้ชัยชนะจับตัวได้ในวันนั้นเปนมั่นคง

โหรผู้หนึ่งคำณวนฎีกาถวายว่า จะได้ตัวใกล้หนองน้ำ โหรผู้หนึ่งคำนวณฎีกาถวายว่า จะได้ตัวที่ต้นไม้ใหญ่ โหรผู้หนึ่งคำนวนฎีกาถวายอีกเล่า ว่าจะได้ตัวที่ภูเขา สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชจึงตรัสว่า โหรถวายฎีกาทั้งนี้ก็ดีอยู่แล้ว ซึ่งมังรายกะยอฉะวาชันษาขาดนั้น ด้วยโหราไสยศาสตรข้างพม่าก็มีอยู่เหมือนกัน เขาก็ทูลทัดทานขัดขวางไว้ยังมิได้ออกมารบก่อน ทำไฉนจึงจะได้ตัวเล่า

อำมาตย์ทินมณีกรอดจึงกราบทูลว่า อันน้ำพระทัยมังรายกะยอฉะวานั้น ดุจไก่ผู้อันอาจพึ่งลอกเดือยหนามทอง แล้วเคยมีชัยชนะแก่ไก่ทั้งปวง ถึงจะมีผู้ขัดขวางไว้ก็ดี ถ้าได้ยินเสียงไก่ขันแล้วเมื่อใดก็มิอาจนิ่งอยู่ได้ คงจะวิ่งออกมาชนกันเมื่อนั้น ถ้าถึงวันสัญญามังรายกะยอฉะวา มิได้ออกมาชนช้างด้วยพระองค์แล้ว ข้าพเจ้าจะแต่งทหารออกไปเยาะเย้ย ให้ออกมาชนช้างด้วยพระองค์จงได้

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังก็ดีพระทัยนัก จึงให้เตรียมกองทัพ ซึ่งจะเข้าหักค่ายพม่าที่ล้อมเมืองหงษาวดี ด้านตะวันตกนั้นให้พร้อมมูลไว้ ครั้นถึงวันศุกร์ขึ้นสามคํ่าเวลาอุษาโยค ก็ให้ขับพลทหารทั้งปวงเข้าหักค่ายพม่า มังมหาลักยาต่อสู้เปนสามารถ พม่าแลมอญฆ่าฟันกันล้มตายครั้งนั้นเปนอันมาก

ฝ่ายพระยาเกียรซึ่งอยู่ในเมืองหงษาวดีนั้นก็ยกทหารตีหักออกมาตามสัญญา พม่าเห็นศึกกระหนาบอยู่ต้านทานมิได้ก็แตกเสียค่ายแก่มอญ มังมหาลักยานายทัพนั้นต้องอาวุธตายในที่รบ ทหารมอญก็เข้าตัดเอาศีร์ษะได้ พลทหารพม่าทั้งปวงก็แตกไปค่ายสิ้น พระยาเกียรแลนายทัพนายกองก็พากันมาเฝ้าพระเจ้าราชาธิราช เอาศีร์ษะมังมหาลักยาเข้าถวาย แล้วทูลกิจจานุกิจทุกประการ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้แจ้งแล้วก็ดีพระทัยนัก จึงตรัสสั่งให้นายทัพนายกองยกข้ามฟากไปตั้งมั่นอยู่ แล้วพระองค์ก็ให้ยกทัพบกทัพเรือมาตั้งมั่นอยู่ริมแม่น้ำเมืองหงษาวดี จึงให้แต่งหนังสือนัดรบไปถึงมังรายกะยอฉะวาฉบับหนึ่ง ให้จัดผ้าแดงโมรีสิบพับ นํ้าดอกไม้เทศสิบเต้า ให้สมิงอุบากองคุมสิ่งของเครื่องราชบรรณาการ แลหนังสือไปแจ้งแก่มังรายกะยอฉะวา สมิงอุบากองก็ถวายบังคมลาถือหนังสือนัดรบคุมสิ่งของไป

ฝ่ายมังรายกะยอฉะวาได้แจ้งว่า พม่าซึ่งล้อมเมืองหงษาวดีนั้น กองทัพมอญเข้าตีแตกแล้ว เสียมังมหาลักยาด้วย ก็ทรงพระโกรธ จึงสั่งให้เอานายทัพนายกองไปฆ่าเสีย ขณะนั้นพอสมิงอุบากองนำเครื่องราชบรรณาการแลหนังสือของพระเจ้าราชาธิราชไปถึงเสนาบดีก็เข้ากราบทูล มังรายกะยอฉะวาจึงสั่งให้รับเข้าไป เสนาบดีก็นำเข้าเฝ้า สมิงอุบากองก็เข้าไปถวายบังคมถวายหนังสือนัดรบ แลเครื่องราชบรรณาการแก่มังรายกะยอฉะวา ๆ จึงสั่งให้อ่าน ในหนังสือนั้นเปนใจความว่า หลานเรายกทัพมารออยู่ครั้งนี้ เรามีความยินดีนัก เราคิดจะทำยุทธนาการด้วยหลานให้สิ้นฝีมือ แต่เปนวสันตฤดูอยู่จะดูพลช้างพลม้าทแกล้วทหารทั้งปวงไม่ถนัด เราจึงยกพลทแกล้วทหารลงไปอยู่ณเมืองเมาะตะมะ บัดนี้ก็เข้าเหมันตะฤดูแล้ว เราจึงยกทแกล้วทหารขึ้นมา หวังจะใคร่ทำสัปยุทธสงครามด้วยหลานเรา ให้เปนเกียรติยศไว้จนตลอดกัลปาวสาน แม้นหลานเราเปนราชบุตรกษัตริย์อันประเสริฐจริงแล้ว ก็ให้ยกมาทำยุทธนาการด้วยเราเถิด ถึงณวันอาทิตย์ขึ้นสี่คํ่า ให้ออกมาทำสงครามชนช้างให้สิ้นฝีมือจนถึงแพ้แลชนะ

มังรายกะยอฉะวาได้แจ้งดังนั้น ก็ทรงพระโกรธนัก จึงสั่งให้แต่งหนังสือตอบฉบับหนึ่ง แล้วให้จัดเครื่องราชบรรณาการสนองโดยสมควร มอบให้สมิงอุบากองนำกลับมาถวายพระเจ้าราชาธิราช สมิงอุบากองก็ถวายบังคมลา นำหนังสือตอบแลเครื่องราชบรรณาการกลับมาถวายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ๆ จึงตรัสให้อ่าน ในหนังสือตอบนั้นใจความว่า ซึ่งข้าพเจ้ายกลงมาค้างปีรออยู่ทั้งนี้ หมายใจจะทำยุทธนาการสงครามให้สิ้นฝีมือ จนถึงชนช้างกันกับพระเจ้าลุงให้เห็นแพ้แลชนะจงได้ ซึ่งพระเจ้าลุงให้มีหนังสือมาทั้งนี้ ก็สมความปรารถนาที่ข้าพเจ้าคิดไว้แล้ว ขอให้พระเจ้าลุงเร่งแต่งพระองค์ไว้ท่าเถิด ก็จะได้เห็นฝีมือกัน

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้แจ้งแล้ว ก็ดีพระทัยนัก จึงตรัสปรึกษา เสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงว่า ซึ่งเราจะออกชนช้างด้วยมังรายกะยอฉะวาครั้งนี้ ช้างฝ่ายพม่าทั้งปวงนั้นเรามิได้กลัว เกรงอยู่แต่พลายประกายมาศช้างเดียว ถ้าพม่าจะขี่พลายประกายมาศออกมาชนแล้ว จะหาช้างตัวใดรับมิได้ อนึ่งพลายสิงหนารายน์ พลายธนูเพ็ชร์เล่า มีฝีงาอยู่ก็จริงแต่กำลังน้อยมิเท่าถึงพลายประกายมาศ เห็นจะสู้มิได้เกรงจะเสียท่วงที จึงตรัสสั่งให้หานายช้างที่เคยเลี้ยงพลายประกายมาศเข้ามาตรัสถามว่า กูจะให้มึงปลอมเอาตะปูเข้าไปตรึงเท้าพลายประกายมาศเสีย อย่าให้พม่าออกมาชนกับกูจะได้หรือมิได้ นายช้างก็รับว่าข้าพเจ้าจะปลอมเอาตะปูเข้าไป ตรึงเท้าพลายประกายมาศเสียให้ได้ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็ตรัสให้ไปทำตามคำ นายช้างก็ถวายบังคมลาออกมาที่อยู่แล้ว จึงแต่งตัวนุ่งห่มผ้าแปลงเพศเปนพม่าหาบฟ่อนหญ้าช้างเอาตะปูซ่อนเข้าไว้ในฟ่อนหญ้า ได้กล้วยสองหวีใส่หัวคานหาบไป ครั้นเวลาสนธยาก็หาบฟ่อนหญ้าตามพวก ตะพุ่นช้างเข้าไป นอนอยู่ริมโรงช้างพลายประกายมาศ ครั้นเวลาเที่ยงคืน ดึกสงัดเสียงคนแล้ว นายข้างก็ลอบเข้าไปจะเอาตะปูตรึงเท้าช้างประกายมาศ

ฝ่ายพลายประกายมาศได้กลิ่นควาญช้างดังนั้นก็จำกลิ่นได้ จึงเอาง่วงจับคว้ากอดนายช้างเข้าแล้วคำรณน้ำตาตก นายข้างเห็นดังนั้นก็เอากล้วยสองหวีส่งให้กิน พลายประกายมาศกินแต่หวีหนึ่ง ๆ ไม่กินนิ่งอยู่ นายช้างป้อนเปนหลายครั้งแล้วก็มิอ้าปากออกรับ นายช้างจึงถามว่า พ่อไม่กินกล้วยหวีนี้ด้วยเหตุใด จะฝากไปให้แก่น้องหรือ พลายประกายมาศได้ยินนายช้างว่า ก็รู้ความแต่พูดมิได้จึงพยักเอา นายช้างเห็นดังนั้นก็ยิ่งมีความเสน่หาร้องไห้รักกัน แล้วนายช้างจึงบอกว่าเวลาพรุ่งนี้พระเจ้าอยู่หัวของเรา จะเสด็จออกชนช้างด้วยมังรายกะยอฉะวา ช้างพม่าทั้งปวงนั้นพระองค์มิได้กลัว มาเกรงอยู่แต่พ่อช้างเดียว จึงตรัสสั่งให้ข้าเอาตะปูมาตรึงเท้าพ่อเสีย บัดนี้ข้ามีจิตต์สงสารพ่อทำไม่ได้แล้ว พ่อจงเอ็นดูข้าอย่าให้ข้าตายเลย เวลาพรุ่งนี้พม่าจะขี่พ่อออกไปชนด้วยพระเจ้าอยู่หัวของเรา ๆ มีพระคุณได้ชุบเลี้ยงเรามา พ่ออย่าไปจงทำอาละวาดสะบัดหมอควาญลงเสีย แล้วไล่แทงช้างดั้งช้างกันทั้งปวงให้อลหม่านขึ้น อย่าให้พร้อมมูลกันได้ แล้วพ่อจงหนีไปป่ากะเลียวนั้นเถิด

พลายประกายมาศได้ฟังดังนั้น น้ำตาตกลงแล้วก็พยักคอรับเอา นายช้างจึงสั่งอีกว่า ถ้าพ่อมิทำดังข้าว่านี้ตัวข้าแลน้องกับมารดาของพ่อก็จะพากันตายสิ้น พลายประกายมาศร้องไห้รักกันกับนายช้าง แล้วนายช้างก็กลับมา พอเวลารุ่งเช้าสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชเสด็จออก นายช้างก็เข้าเฝ้าทูลกิจการ ซึ่งได้ว่ากับพลายประกายมาศนั้นทุกประการ

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังก็ทรงพระโกรธ มีพระสีหนาทตรัสด่าว่า อ้ายไพร่ชาติหญ้าแพรกปัญญาสถุล พ่อมึงเป็นช้างหรือมึงจึงรู้จักภาษาพูดนัดแนะกันได้ดังนั้น อ้ายสู่รู้กว่าเจ้า ใช้อย่างนี้ไปทำอย่างหนึ่ง มึงดีกว่ากู ๆ จะเลี้ยงมึงได้หรือ ครั้นกูจะให้ฆ่ามึงเสีย ก็ยังมีเวลาผัดอยู่ คนทั้งปวงจะติเตียนว่าใจเร็วด่วนได้ จึงสั่งให้เอานายช้างไปจำไว้ แล้วตรัสว่าถ้าพม่าขี่พลายประกายมาศออกมาชนช้างด้วยกู ๆ จะตัดศีร์ษะเสียให้สิ้นทั้งโคตร นายทัพนายกองก็คุมตัวนายช้างไปจำขังไว้ตามสั่ง

ฝ่ายโหราพม่าก็คำนวณฎีกาถวายมังรายกะยอฉะวาว่า พระชันษาถึงฆาฏ เวลาพรุ่งนี้อย่าเพ่อเสด็จออกชนช้างด้วยพระเจ้าราชาธิราชก่อน ขอให้งดการสงครามป้องกันพระองค์ไว้ แต่ในเจ็ดวันกว่าจะพ้นพระเคราะห์ มังรายกะยอฉะวาได้ฟังดังนั้นจึงตรัสว่า เรายกมาครั้งนี้หมายจะชนช้าง ด้วยพระยามอญให้จงได้ จนศึกมาตั้งค้างปีอยู่ บัดนี้ก็สมคะเนที่เราคิดไว้นั้น อนึ่งก็ได้ให้สัญญากำหนดถ้อยคำแก่พระเจ้าราชาธิราชแล้ว ซึ่งจะให้เรางดไว้ฉะนี้ก็จะเสียสัตย์สัญญาไป ภายหลังไหนจะได้ชนช้างกับด้วยพระเจ้าราชาธิราชอีกเล่า โหรแลนายทัพนายกองพม่าทั้งปวงจึงทูลว่า ซึ่งการสงครามนี้ก็หมายจะเอาชัยชนะกันทั้งสองฝ่าย ถึงมาทว่าจะให้ถ้อยคำสัญญาไว้แล้วก็ดี อันการสงครามย่อมมีเล่ห์กลอุบายต่าง ๆ พอจะตอบโต้ว่ากล่าวกันได้อยู่ จะถือเอาเปนขาดนั้นยังมิได้ก่อน มังรายกะยอฉะวาได้ฟังก็เห็นด้วย ครั้นถึงวันนัดจึงสั่งให้แต่งเครื่องมัจฉะมังษาสุราบาน เลี้ยงดูทแกล้วทหารนายกองทั้งปวงให้กินแล้ว ก็ให้ตีฆ้องกลองโห่ร้องอื้ออึงไปทั้งค่าย มังรายกะยอฉะวาเคยเสวยสุราแต่ก่อนวันละทนาน วันนั้นเสวยสองทนาน ทแกล้วทหารนายทัพนายกองทั้งปวง ก็ให้กินทวีขึ้นอีกคนละทนาน ช้างอาเขตร์ซึ่งทรงเปนพระคชาธารนั้น เคยกินแต่กะละออมหนึ่ง วันนั้นให้กินสองกะละออม

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช ครั้นถึงวันนัดแล้ว ก็ให้ผูกช้างพลายสิงหนารายน์เปนพระคชาธาร ประกอบไปด้วยช้างโคตรแล่นโจมทัพดั้งกัน ล้อมวังพังคาคํ้าค่ายใหญ่เพรียวทั้งปวง โดยขบวนพยุหทัพช้างแล้วทรงพระภูษาฉลองพระองค์ ทรงพระมหามาลาสำหรับศึกใช้ต้องสีตามตำหรับพิชัยสงคราม แลพระคชาธารอาภรณ์ธงเทียว พลทวนดาบดั้งโล่ห์เขน ในกองทัพหลวงนั้น แต่ล้วนแต่งตัวด้วยเครื่องดำสิ้น ใช้พระยาเกียรราชบุตรทรงช้างพลายธนูเพ็ชร์เปนพระคชาธาร เครื่องอาภรณ์ประดับช้างธงเทียว พลดาบดั้งโล่ห์เขนแต่ล้วนพื้นทองสิ้น พร้อมด้วยช้างโคตรแล่นโจมทัพ ตามขบวนพิชัยสงคราม เปนปีกขวาทัพหลวงกองหนึ่ง แล้วให้พระยารามราชบุตรทรงพลายผจญมารเปนพระคชาธาร เครื่องอาภรณ์ธงเทียว พลดาบดั้งโล่ห์แต่ล้วนแดง หมอควาญทั้งปวงใส่เสื้อโพกผ้าชมภูสิ้น พร้อมไปด้วยช้างโคตรแล่นโจมทัพคํ้าค่ายทั้งปวง สำหรับทัพตามขบวนศึกเสร็จแล้ว สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชให้ตกแต่งประดับประดากองทัพครั้งนั้น มีสีเหมือนกัน ตามหมวดหมู่ทัพช้างสามทัพเปนสามกอง ครั้นได้มหาพิชัยฤกษ์เปนมงคลแล้ว ก็ให้ยกกองทัพออกจากค่าย มิได้ทอดพระเนตรเห็นมังรายกะยอฉะวาออกมาตามสัญญา ได้ทรงฟังแต่เสียงฆ้องกลองโห่ร้องอื้ออึงอยู่ในค่าย อำมาตย์ทินมณีกรอดจึงกราบทูลว่า ซึ่งมังรายกะยอฉะวามิได้ออกมาชนช้างด้วยพระองค์ครั้งนี้ ชรอยจะมีผู้ทูลทัดทานไว้เปนมั่นคง ขอให้สมิงอังวะมังศรีคุมทหารห้าพันเข้าไปร้องเยาะเย้ยริมค่ายมังรายกะยอฉะวา แล้วให้เอาพร้าแลขวานตัดไม้เสาค่าย ทำเปนจะปักค่ายประชิดลง แล้วให้ทหารร้องว่าอ้ายพม่าขี้ขลาดนักดุจหนึ่งสตรีก็เหมือนกัน มิใช่ชายอันองอาจแกล้วกล้า นี่หรือจะมาทำสงครามด้วยพระเจ้าอยู่หัว อันแกล้วกล้าในสงครามนั้นได้ มึงยังหมายว่าจะได้เมืองหงษาวดีอีกเล่า เจ้ามึงสัญญาว่าจะออกมาชนช้างแล้วก็มิได้ออกมาตามสัญญา มึงคิดอ่านจะหนีหรือ จึงซ่อนหน้าเสีย มิขอดูหน้ามอญด้วยความกลัวนักหรือ บัดนี้พระองค์รับสั่งใช้ให้กูมาตั้งค่ายล้อมไว้ แล้วให้ฟันเสาค่ายมึงลงเสียให้สิ้น ถ้าให้ทหารไปว่ากล่าวหยาบช้าฉะนี้ ข้าพเจ้าเห็นมังรายกะยอฉะวาจะอดกลั้นมิได้ ก็จะออกมาชนข้างด้วยพระองค์เปนมั่นคง

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงสั่งให้สมิงอังวะมังศรี ไปทำตามคำอำมาตย์ทินมณีกรอดทูลนั้นทุกประการ สมิงอังวะมังศรีรับสั่งแล้ว ก็คุมทหารห้าพันให้ถือพร้าขวานแลแบกไม้กระทู้กรูกันเข้าไปตรงหน้าค่ายมังรายกะยอฉะวา ทำอาการดุจหนึ่งอำมาตย์ทินมณีกรอดว่านั้น

ฝ่ายนายทัพนายกองพม่าซึ่งอยู่ในค่ายเห็นมอญยกมา มีแต่พร้าขวานแลจอบหามีเครื่องสาตราวุธไม่ จึงให้ทหารร้องถามออกมาว่ามอญมึงมาทำไม สมิงอังวะมังศรีจึงให้ทหารร้องบอกว่า เจ้ามึงนัดว่าวันนี้จะออกไปชนช้างด้วยพระเจ้าอยู่หัวของกูแล้วมิได้ออกไป มึงคิดอ่านจะหนีหรีอ มึงมุดหัวซ่อนหน้าอยู่ในค่ายไม่มีอาย บัดนี้พระองค์ตรัสใช้ให้กูมาตั้งค่ายล้อมมึงไว้ แล้วให้ตัดเสาค่ายพวกมึงลงเสียให้สิ้น อ้ายพม่าครั้งนี้ที่จะเหลือไปเมืองอังวะอย่าสงสัยเลย สมิงอังวะมังศรีให้ทหารร้องว่าดังนั้นแล้ว ก็ให้ทหารขุดหลุมลงจะปักเสาค่าย นายทัพนายกองพม่าได้ยินดังนั้น ก็กลับเข้าไปทูลแก่มังรายกะยอฉะวา ๆ ได้ฟังดังนั้นก็ทรงพระโกรธยิ่งนัก อุปมาดังพระยานาคราชอันมีพิษ มีผู้เอาไม้ค้อนมาตีลงที่ขนดก็ย่อมโกรธ มังรายกะยอฉะวารีบเสด็จลุกขึ้นจากที่เสวยในทันใด นายทัพนายกองทั้งปวง ต่างคนต่างก็ลุกขึ้นสิ้น แลภาชนะซึ่งใส่มัจฉะมังษาสุราบานนั้น ก็แตกหัก กระจัดกระจายหามีผู้ใดจะทันเก็บไม่ มังรายกะยอฉะวาจึงตรัสแก่นายทัพนายกองทั้งปวงว่า เรายกมาครั้งนี้ตั้งใจจะทำสงครามแก่พระเจ้าราชาธิราช จนถึงชนช้างกันอีก พระยามอญหนีไปมิได้ไห้เห็นหน้า แต่ครั้งหนึ่งเราต้องล้อมเมืองไว้จนศึกค้างปี เพราะจะใคร่เห็นหน้าพระยามอญใหได้ แล้วกลับมาเจรจาดูหมิ่นเช่นนี้เล่า มังรายกะยอฉะวาทรงพระโกรธเปนกำลัง จึงสั่งให้ผูกช้างสำหรับศึกทั้งปวง จึงจะออกชนช้างด้วยพระเจ้าราชาธิราชนั้น

ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งปวง ทูลทัดขัดขวางเปนหลายครั้งก็มิฟัง จึงสั่งให้ผูกช้างอาเขตร์เปนพระคชาธาร พร้อมไปด้วยช้างโคตรแล่นโจมทัพ ดั้งกันล้อมวังพังคาคํ้าค่ายใหญ่เพรียวทั้งปวง สั่งให้มังนันทะสูขี่ช้างพลายประกายมาศ สรรพไปด้วยทัพช้างทั้งปวงเสร็จแค้ว มังรายกะยอฉะวาเสด็จเข้าไปข้างในตรัสแก่นางนักสนมว่า วันนี้พี่จะไปชนช้างด้วยพระยามอญให้สนุกใจ เจ้าจงเปิดหน้าพระแกลแลดูเล่นให้สำราญใจเถิด อันอาเขตร์ช้างที่นั่งของเรานี้ แม้นทำสงครามจะมีชัยชนะครั้งใด ก็โกญจะนาทเปนเสียงนกกาเรียน บัดนี้ก็ร้องโกญจะนาทเปนเสียงนกกาเรียนยิ่งกว่าแต่ก่อนอีก จะมีชัยชนะแก่พระยามอญเปนมั่นคง เจ้าอย่าได้มีอารมณ์หวาดไหวสดุ้งตกใจเลย ตรัสสั่งดังนั้นแค้ว จึงทรงเครื่องรณยุทธสำหรับพระมหากษัตริย์ตามขบวนพิชัยสงครามเสร็จ เสด็จขึ้นทรงพระคชาธาร โหรมิได้ถวายพระฤกษ์ เพราะไม่มีศุภฤกษ์เวลานั้น มังรายกะยอฉะวาก็ให้ลั่นฆ้องโห่ร้องเอาชัย เป่าปี่ตีกลองยกทัพออกจากค่าย พอแลเห็นทัพข้างฝ่ายมอญเปนสามกอง ประดับประดาอาภรณ์แลเครื่องสรรพยุทธมีสีต่างๆ กัน จึงตรัสถามมังมหาราชาว่าทัพใครอยู่เบื้องขวา ประดับประดาแต่ล้วนเครื่องแดงดูงามยิ่งนัก มังมหาราชาจึงกราบทูลว่า ทัพนั้นคือพระยารามราชบุตรผู้น้อยของพระเจ้าราชาธิราช แล้วตรัสถามว่าทัพผู้ใดอยู่เบื้องซ้ายประดับเครื่องทั้งปวงแต่ล้วนทอง มีพระคชาธารแลดาบดั้งพลโล่ห์เขนหุ้มไปด้วยทองสิ้น ดูแสงระยับจับรัศมีพระอาทิตย์งามยิ่งนัก มังมหาราชาจึงทูลว่า ทัพนั้นคือพระยาเกียรราชบุตรผู้ใหญ่ มังรายกะยอฉะวาจึงตรัสถามว่านั้นทัพผู้ใดเล่า ทรงอาภรณ์แลเครื่องสรรพยุทธแต่ล้วนดำดูพิลึกดูเข้มแข็งนัก มังมหาราชาจึงทูลว่าทัพนั้นคือพระเจ้าราชาธิราช มังรายกะยอฉะวาได้แจ้งดังนั้นก็ดีพระทัยนัก จึงสั่งให้กลางช้างพระที่นั่งฟ้อนโบกแพนพระคชาธาร สั่งให้นายทัพนายกองช้างทั้งปวง ประดังหน้ากันตรงเข้าหน้าทัพพระเจ้าราชาราชาธิราชให้พร้อมกัน

ขณะนั้นสมิงอังวะมังศรี เห็นมังรายกะยอฉะวาออกมาจากค่ายแล้วก็พาทหารรีบกลับมา ขณะเมื่อมังรายกะยอฉะวายกออกไปครั้งนั้น เสวยสุราเหลือขนาด ด้วยสามารถกำลังเมา นายทัพนายกองฝ่ายพม่าก็เมาสิ้น ต่างคนต่างมาค่าย เร่งจัดแจงรี้พลผูกช้างมิทันที จึงตามออกมาต่อภายหลัง มังนันทะสูก็ขึ้นช้างประกายมาศแล้วก็รีบตามออกมา

ฝ่ายพลายประกายมาศถอดทรงออกจากเท้าแล้ว พอเดินมาได้หน่อยหนึ่งก็สลัดมังนันทะสูแลควาญท้ายลงเสีย แล้วก็อาละวาดไล่แทงช้างแลรี้พลในกองทัพพม่าทั้งปวงเปนอลหม่านวุ่นวาย แลข้างพม่าทั้งปวงก็ตื่นกันขึ้น นายทัพนายกองฝ่ายพม่าก็เข้ารุมกันจับประกายมาศ แทงด้วยทวนยิงด้วยเกาทัณฑ์เจ็บปวดเปนสาหัส พลายประกายมาศก็รับขวิดควานเดาะด้วยปลายงาแลงวง ถีบฉุดถูกพม่าล้มตายเปนอันมาก นายทัพนายกองทั้งปวงสาละวนจับพลายประกายมาศอยู่ก็หาไปทันมังรายกะยอฉะวาไม่ พลายประกายมาศต้องอาวุธเจ็บปวดเปนสาหัส ก็วิ่งตรงไปเข้าป่ากะเลียวตามควาญช้างสั่งไว้นั้น ฝ่ายมังรายกะยอฉะวาขับช้างตรงออกมาแต่กองเดียว

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราช มิได้ทอดพระเนตร์เห็นทัพช้างทั้งปวงยกหนุนออกมาตามขบวนพยุหสงครามก็ดีพระทัยนัก จึงสั่งให้กลางช้างพระที่นั่งฟ้อนแพนพระคชาธาร สั่งให้พระราชบุตรทั้งสององค์ อ้อมวงวกหลังกระหนาบล้อมเข้าทั้งซ้ายขวา พระราชบุตรทั้งสองครั้นเห็นแพนพระคชาธารฟ้อนรำตรงมาดังนั้น ก็แจ้งในพระราชกำหนด จึงให้กลางช้างพระคชาธารฟ้อนรับ แล้วก็เร่งพลช้างทั้งปวง อ้อมวกหลังเข้ามาตามรับสั่ง พลทวนทองทวนแดงหน้าช้างพระราชบุตรทั้งสองก็อ้อมวกเข้ามา

 ฝ่ายกองทัพพระเจ้าราชาธิราชก็ยกเข้า แยกกันเปนสามด้านยังมิทันจะรอบถึงกัน พลทหารดาบดั้งทวนทองโล่ห์เขนโตมรเกาทัณฑ์ในทัพมังรายกะยอฉะวาก็วิ่งออกมาต้านทานรบพุ่ง ต่อแย่งแทงฟันกันเปนสามารถอลหม่าน พลทหารทั้งสองฝ่ายก็โห่ร้องอื้ออึงขึ้น ขณะนั้นช้างอาเขตร์ซึ่งเปนพระคชาธาร มังรายกะยอฉะวาทรงมานั้น ได้ยินเสียงอื้ออึงก็ลำพองกำเริบมันฟุ้งขึ้นด้วยกำลังเมาสุราเหลือขนาด ก็สลัดมังรายกะยอฉะวาตกลงพระเสอวหัก แล้วก็วิ่งไล่แทงช้างแลไพร่พลพม่าทั้งปวงด้วยกำลังเมา

ฝ่ายมังรายกะยอฉะวาตกลงบั้นพระองค์หัก เสด็จพระดำเนินมิได้ ก็คลานหนีเช้าซ่อนอยู่ใต้ต้นจิกริมจอมปลวก มีแอ่งน้ำแห่งหนึ่งเปนลำมาบ ขณะเมื่อพลทั้งสองฝ่ายเข้าสัประยุทธกันเปนตลุมบอนอลหม่านอยู่นั้น ผงคลีตลบไปแลมิใคร่จะเห็นตัวกัน

ฝ่ายพระเจ้าราชาธิราชเห็นพลทั้งสองฝ่ายเข้ารบกันเปนอลหม่านอยู่ดังนั้น ก็ให้พลช้างทัพหลวงประดังหน้าพร้อมกัน ให้ขับช้างเหยียบยํ่าเข้าไป ไพร่พลพม่าทั้งปวงก็ล้มตายเปนอันมาก ที่เหลือนั้นก็แตกหนีไปสิ้น มิได้ทอดพระเนตรเห็นพลายประกายมาศเปนพระคชาธาร เห็นแต่พลายอาเขตร์ซึ่งเปนพระคชาธารนั้นปล่อยอยู่ ก็ให้ทหารทั้งปวงเข้าล้อมจับเอาพลายอาเขตร์ได้ แล้วทอดพระเนตรไปมิได้เห็นมังรายกะยอฉะวา ด้วยผงคลีตลบอยู่ทรงพระสงสัยแคลงพระทัยนัก จึงสั่งให้ทหารทั้งปวงหยุดพลช้างพลม้าไว้ให้ผงคลีสงบลง แล้วตรัสสั่งนายทัพนายกองให้เที่ยวหาตัวมังรายกะยอฉะวา นายทัพนายกองก็พาทหารเที่ยวค้นตามมังรายกะยอฉะวา ไปพบมังรายกะยอฉะวาพระเสอวหักลำบากอยู่ริมจอมปลวก ใต้ต้นจิกข้างลำมาบนํ้าให้ทหารคุมไว้แล้ว ก็กลับมากราบทูลสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชๆ จึงตรัสสั่งให้เอาราชยานทองไปรับมังรายกะยอฉะวาเข้ามา แล้วพระองค์ก็ยกพยุหโยธาทัพเสด็จกลับเข้าค่าย

ฝ่ายนายทัพนายกองข้างพม่า ครั้นพลายประกายมาศอาละวาดจับไม่ได้แล้ว ก็เร่งรีบไปตามมังรายกะยอฉะวา พอพบรี้พลซึ่งแตกมานั้นบอกกันว่าบัดนี้เสียเจ้าแล้ว ก็ตกใจมิได้กลับเข้าค่ายต่างคนก็ต่างพากันวิ่งไป นายทัพนายกองทหารผู้อยู่รักษาค่ายเห็นดังนั้น ก็ทิ้งเครื่องสาตราวุชวิ่งไปตามกัน เร่งรีบไปเมืองอังวะสิ้นทั้งนั้น

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชครั้นเสด็จเข้าค่ายแล้ว ก็ให้ถอดควาญช้างออกจากจำ จึงตรัสว่ามึงไปเอาพลายประกายมาศมาตามสั่งไว้นั้น ถ้าได้มาเหมือนคำมึงแล้ว กูจะเลี้ยงให้ถึงขนาด นายช้างรับสั่งแล้ว ก็เอาอ้อยมัดหนึ่งแบกตรงไปป่ากะเลียว ซึ่งสั่งให้พลายประกายมาศไปอยู่นั้น ก็พบพลายประกายมาศคำรนมันฟุ้งอยู่มิได้ปรกติ นายช้างเห็นดังนั้นจะเข้าใกล้ก็มิได้ จึงร้องเรียกไปแต่ไกลว่า พ่อช่วยข้าครั้งนี้รอดจากความตายแล้ว อย่าเมามันฟุ้งไปนักเลย บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวของเราตรัสใช้ให้ออกมารับแล้ว มาไปหาแม่แลน้องของพ่อเถิด พลายประกายมาศได้ยินเสียงนายช้างเรียกดังนั้นก็ยืนบึ้งนิ่งฟังอยู่ นายช้างร้องเรียกเปนหลายครั้งแล้ว พลายประกายมาศจำเสียงได้ถนัดแลเห็นตัว ก็ยืนปรบหูสงบเปนปรกติลง นาย ช้างก็เดินตรงเข้าไปหาจนถึงตัวแล้วก็ยื่นอ้อยให้กิน แลเห็นพลายประกายมาศต้องอาวุธบาดเจ็บเปนสาหัส เห็นดังนั้นก็ร้องไห้รักกันแล้วก็พาพลายประกายมาศมา

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชครั้นแจ้งว่า นายช้างได้พลายประกายมาศมาดังนั้นก็ดีพระทัยนัก จึงทรงฉลองพระบาทเสด็จออกไปรับถึงนอกค่าย พลายประกายมาศเห็นดังนั้นก็คุกเข่าลงทั้งสี่เท้ายกงวงขึ้นจบ แล้วก็กอดเอาฝ่าพระบาทน้ำตาตกคำรนอยู่ สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชทอดพระเนตรเห็นพลายประกายมาศต้องอาวุธบาดเจ็บก็มีพระทัยสงสาร จึงยกพระหัตถ์ขึ้นปรามาศเหนือตระพองช้างแล้วน้ำพระเนตรตก ตรัสประโลมด้วยวาจาอันอ่อนหวานต่าง ๆ จึงสั่งหมอประโพนแลแพทย์โอสถทั้งปวง ให้เอายาไปรักษาใส่ต่อหน้าพระที่นั่ง แล้วตรัสกำชับว่า ถ้าแม้นพลายประกายมาศเปนอันตราย กูจะฆ่าเสียให้สิ้นทั้งโคตร แล้วก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่นายช้างเปนอันมาก ส่วนบุตรภรรยานายช้างก็พระราชทานบ้านสร่วยให้บ้านหนึ่งด้วย แล้วพระองค์ก็เสด็จกลับมายังพลับพลาในค่ายนั้น นายช้างแลหมอประโพนก็พาพลายประกายมาศไปรักษาณโรงเดิมซึ่งเคยอยู่แต่ก่อน

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราช จึงตรัสสั่งเสนาบดีนายทัพนายกองให้ไปรับมังรายกะยอฉะวาเข้ามาถึงแล้ว ทอดพระเนตรเห็นมังรายกะยอฉะวาเจ็บลำบากอยู่เปนกำลัง ก็ทรงพระเมตตาสงสาร ด้วยสันนิวาศเคยเปนพระราชบุตรมาแต่ก่อน จึงตรัสปลอบว่าหลานเรามาทำสงครามถึงแก่ปราชัยครั้งนี้ก็เปนประเพณีการศึก ย่อมมีแพ้แลชนะเหมือนกัน หลานเราอย่าโทมนัสน้อยพระทัยเลย เราคิดอยู่ว่าพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องน้องเรา พระราชบิดาของหลานนั้นก็เปนกษัตริย์อันประเสริฐ หลานเรามิเสียแรงเปนชายอันเข้มแข็งในการสงครามนัก มีเกียรติยศลือไปทั่วอาณาเขตต์ประเทศต่างๆ ถึงเราจับหลานได้ดังนี้ก็ไม่คิดทำอันตราย จะเลี้ยงหลานเราไว้ ดุจหนึ่งพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องพระราชบิดาของหลานนั้น

มังรายกะยอฉะวาได้ฟังจึงตอบว่า ซึ่งพระองค์ตรัสมาทั้งนี้พระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ข้าพเจ้าเกิดมาในตระกูลวงศ์กษัตริย์ก็นับว่าเปนชายผู้หนึ่ง แลข้าพเจ้ายกลงมาครั้งนี้ หมายใจจะเอาชัยชนะแก่พระองค์ ให้เมืองหงษาวดีอยู่ในเงื้อมมือข้าพเจ้าจะไว้เกียรติยศให้จงได้ บุญน้อยไม่สมคะเนแล้วจึงพ่ายแพ้ ซึ่งพระองค์จะเลี้ยงข้าพเจ้าผู้เปนข้าศึกไว้นั้น ข้าพเจ้าจะดูหน้าคนฉันใดได้ แม้นตายเสียก็เห็นจะประเสริฐกว่า ข้าพเจ้าไม่ขออยู่แล้ว พระองค์จับข้าพเจ้าเปนข้าศึกได้ ก็จงให้ฆ่าข้าพเจ้าเสียบัดนี้เถิด

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสปลอบอีก ว่าหลานเราอย่าถือทิษฐิมานะเลย อันการแพ้ใช่จะเปนแต่หลานผู้เดียวหามิได้ ถึงท่านที่มีวาสนาบุญญาธิการมาก ถ้าทำศึกแล้วก็ย่อมมีแพ้แลชนะ ซึ่งสมเด็จพระราชบิดาของหลานนั้นเปนข้าศึกกับเราก็จริง แต่เราตัดทางไมตรีมิขาด หลานเราจงครองชีวิตอยู่ก่อนเถิด จะได้ดำรงราชสมบัติสืบไปภายหน้า ได้บำเพ็ญกุศลเพิ่มเติมให้มากขึ้น อนึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่าเกิดมาเปนมนุษย์นี้แสนยากนับชาติมิใคร่ถ้วน จึงได้เกิดแต่ละครั้ง ซึ่งหลานเราจะมาด่วนตายเสียแต่หนุ่มฉะนี้มิควร รักชีวิตไว้สร้างกุศลก่อนจึงจะชอบ

มังรายกะยอฉะวาจึงทูลตอบว่า ซึ่งพระองค์ตรัสสอนข้าพเจ้าดังนี้ก็ควรอยู่ แต่ข้าพเจ้าถือตัวว่าเกิดมาเปนลูกกษัตริย์นํ้าใจชายชาติทหาร เสียทีข้าศึกแล้วก็สู้ตายไม่เสียดายชีวิต ซึ่งจะดีชั่วไปภายหน้านั้น สุดแล้วแต่บุญบาปจะให้ผล พระองค์จงให้ฆ่าข้าพเจ้าเสียเร็วๆ เถิด อย่าตรัสสอนอยู่ให้เหนื่อยพระโอษฐ์เลย

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟัง ก็ตรัสปลอบอีกเล่าว่า หลานเราจงข่มความโกรธลงเสียทำนํ้าจิตต์ให้ผ่องใสเถิด เราจะเล่าให้ฟัง หลานเรานี้มิใช่อื่นไกล แต่ชาติก่อนก็เคยเปนโอรสเรา พอพระเจ้าราชาธิราชตรัสว่าเคยเปนโอรสเท่านั้น มังรายกะยอฉะวาได้ฟังก็ทรงพระโกรธยิ่งนัก ราวกับลูกศรเข้าไปเสียบพระโสตร์ จึงทูลว่าพระองค์อย่าตรัสเสียบแทงให้ข้าพเจ้าเจ็บใจเลย จงฆ่าข้าพเจ้าให้ขาดใจตายเสียเดี๋ยวนี้เถิด ข้าพเจ้ากลั้นใจตายเสียหลายขณะจิตต์แล้ว ไม่ขาดลมหายใจลงได้เลย แม้นพระองค์มิฆ่าข้าพเจ้า ๆ จะฆ่าตัวเสียเอง

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงฟังก็เห็นว่า มังรายกะยอฉะวานี้นํ้าใจ แกล้วกล้าสามารถนักไม่อาลัยชีวิตเลย ก็ตรัสประโลมด้วยมธุรสวาจาเปนหลายครั้ง มังรายกะยอฉะวาก็มิฟัง เอานิ้วพระหัตถ์จุกพระกรรณเสียไม่ขอได้ยิน สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชเห็นดังนั้น ก็ทรงพระดำริห์ว่ามังรายกะยอฉะวานี้ น้ำใจเปนเหล็กเพ็ชรห้าวหาญนักไม่ยอมอยู่แล้ว แม้นเรามิฆ่าเสียก็จะฆ่าตัวเองเปนมั่นคง จะให้อยู่ได้ความลำบากทำไม จึงตรัสสั่งให้หาราชามนต์มาทำพิธีปฐมกรรมเสร็จแล้ว ก็ให้เอามังรายกะยอฉะวาเข้าไว้ใต้เกยซึ่งทำไว้นั้น ครั้นได้ศุภฤกษ์อันเปนมงคลแล้ว

สมเด็จพระเจ้าราชาธิราชก็เสด็จขึ้นสู่เกย ทรงเหยียบเหนือหน้าฆ้องไชยมหาฤกษ์ล้างพระบาทลงไป พอน้ำชำระพระบาทตกลงถูกมังรายกะยอฉะวาๆ ก็สิ้นพระซนม์ในขณะนั้น ฝ่ายพราหมณ์ปะโรหิตทั้งปวง ก็ถวายอาเศียรภาศน้ำกลดนํ้าสังข์เสร็จแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินขึ้นยังราชาอาศน์ ณภายใต้มหาเศวตฉัตรอันประเสริฐ พร้อมด้วยเสนาพฤฒามาตย์ราชปะโรหิตทั้งปวง

ขณะนั้นพระยาเกียรราชบุตร ก็ถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระราชบิดาดังเก่า เชิญเสด็จเข้ายังกรุงหงษาวดี ครั้นสมเด็จพระเจ้าราชาธิราชร้บราชสมบัติต่อพระราชบุตรแล้ว ก็เสด็จกลับเข้ากรุงหงษาวดี จึงพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่โหรรามัญสามคน ซึ่งทำนายว่าจะได้มังรายกะยอฉะวานั้นเปนอันมาก แล้วจึงสั่งให้ทำพระเมรุมาศ โดยขนาดสำหรับที่ลูกหลวงเอกเสร็จแล้ว ก็ให้เชิญพระศพมังรายกะยอฉะวาเข้ายังในพระเมรุ แลให้มีการมหรสพสมโภชถวายไทยทานแก่พระภิกษุสงฆ์ กระทำการทั้งปวงตามอย่างธรรมเนียม ครั้นถึงวันกำหนดพระองค์ก็เสด็จไปพระราชทานเพลิงเสร็จแล้ว จึงสั่งให้เก็บอัฐิใส่ในพระผะอบทองประดับพลอย ก่อพระเจดีย์บันจุไว้ พระเจดีย์นั้นรามัญทั้งปวงเรียกว่ามังรายกะยอฉะวามุเตา ก็ปรากฎอยู่ในเมืองหงษาวดีจนทุกวันนี้ มังรายกะยอฉะวามีพระชนม์ได้ยี่สิบสองปี ทำสงครามด้วยพระเจ้าราชาธิราชสามปี เปนพระชนมายุได้ยี่สิบห้าปี เมื่อสิ้นพระชนม์นั้น ลุศักราชได้เจ็ดร้อยแปดสิบสามปี

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ