นิราศพระบาท

[๑]๏ โอ้อาลัยใจหายไม่วายห่วง[๒]
ดังศรสักปักซ้ำระกำทรวงเสียดายดวงจันทราพะงางาม[๓]
เจ้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม[๔]
จนพระหน่อสุริย์วงศ์ทรงพระนาม[๕]จากอารามแรมร้างทางกันดาร
ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาทจำนิราศร้างนุชสุดสงสาร
ตามเสด็จเสร็จโดยแดนแสนกันดาร[๖]นมัสการรอยบาทพระศาสดา ฯ
๏ วันจะจรจากน้องสิบสองค่ำ[๗]พอจวนย่ำรุ่งเร่งออกจากท่า
รำลึกถึงดวงจันทร์ครรไลลาพี่ตั้งตาแลแลตามแพราย
ที่ประเทศเขตเคยได้เห็นเจ้าก็แลเปล่าเปลี่ยวไปน่าใจหาย
แสนสลดให้ระทดระทวยกายไม่เหือดหายห่วงหวงเป็นห่วงครัน ฯ
๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิตใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น
ว่าชื่อจากแล้วไม่รักรู้จักกันพิเคราะห์ครันหรือมาพ้องกับคลองบาง
ทั้งจากที่จากคลองเป็นสองข้อยังจากกอนั้นก็ขึ้นในคลองขวาง
โอ้ว่าจากช่างมารวบประจวบทางทั้งจากบางจากไปใจระบม
แสนวิบากหลากใจอาลัยเหลียวเห็นเวียงวังก็ยิ่งเสียวถึงเคยสม
ประสานสองหัตถ์ประนังตั้งประนมน้อมบังคมเทวารักษาวัง
ขอฝากน้องสองชนกช่วยปกเกศอย่ามีเหตุอันตรายเมื่อภายหลัง
ใครปองชิงขอให้ตายด้วยรายชังเทพทั้งชั้นฟ้าได้ปรานี ฯ
๏ ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเนียก[๘]เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
ประชุมฉุดพุทธรูปในวารีไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน
จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง[๙]เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น
นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคินแต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ
ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก[๑๐]ให้แน่นหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขำ[๑๑]
ถึงแสนคนจะมาวอนชะอ้อนนำ[๑๒]สักแสนคำอย่าให้เคลื่อนจงเหมือนใจ ฯ
๏ ถึงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิตนิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล
พี่พลัดนางร้างรักมาแรมไกลประเดี๋ยวใจพบบางริมทางจร
ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริตเหมือนซื่อจิตที่พี่ตรงจำนงสมร
มิตรจิตขอให้มิตรใจจรใจสมรขอให้ซื่อเหมือนชื่อบาง
ถึงบางซ่อนเหมือนเขาซ่อนสมรพี่ซ่อนไว้นี่ดอกกระมังเห็นกว้างขวาง
เจ้าเยี่ยมหน้าออกมาหาพี่หน่อยนางจะลาร้างแรมไกลเจ้าไปแล้ว ฯ
๏ ถึงน้ำวนชลสายที่ท้ายย่านเขาเรียกบ้านวัดโบสถ์ตลาดแก้ว
จะเหลียวกลับลับวังมาลิบแล้วพี่ลับแก้วลับบ้านมาย่านบาง
พฤกษาสวนล้วนได้ฤดูดอกตระหง่านงอกริมกระแสแลสล้าง
กล้วยระกำอัมพาพฤกษาปรางต้องน้ำค้างช่อชุ่มเป็นพุ่มพวง
เห็นจันทน์[๑๓]สุกลูกเหลืองตระหลบกลิ่นแมลงภู่บินร่อนร้องประคองหวง
พฤกษาพ้องต้องนามกานดาดวงพี่ยลพวงผลจันทน์ให้หวั่นใจ
แมงภู่[๑๔]เชยเหมือนพี่เคยประคองชิดนิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล
เห็นรักร่วงผลิผลัดสลัดใบเหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา
พี่เวียนเตือนเหมือนอย่างน้ำค้างย้อยให้แช่มช้อยชื่อช่อเช่นกอเก่า
โอ้รักต้นฤๅมาต้องกับสองเราจึงใจเจ้าโกรธไปไม่ได้นาน ฯ
๏ ถึงแขวงแควแพตลอดตลาดขวัญเป็นเมืองจันตะประเทศรโหฐาน
ตลิ่งเบื้องบูรพาศาลาลานเรือขนานจอดโจษกันจอแจ
พินิจนางแม่ค้าก็น่าชมท้าคารมเร็วเร่งอยู่เซ็งแซ่
ใส่เสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอพี่แลแลเครื่องเล่นเป็นเสียดาย
ชมคณาฝูงนางมากลางชลสุริยนเยี่ยมฟ้าเวลาสาย
ถึงปากเกร็ดเสร็จพักผ่อนฝีพายหยุดสบายบริโภคอาหารพลัน
แรงกำเริบเอิบอิ่มขยายออกเขาก็บอกโยนยาวฉาวสนั่น
ถึงหาดขวางบางพูดเขาพูดกันพี่คิดฝันใจฉงนอยู่คนเดียว[๑๕]
เป็นพูดชื่อฤๅผีภูตปีศาจหลอกใครช่วยบอกภูตผีมานี่ประเดี๋ยว
จะสั่งฝากขนิษฐาสุดาเดียวใครเกินเกี้ยวแล้วอย่าไว้กำไรเลย ฯ
๏ ถึงบางพังน้ำพังลงตลิ่งโอ้ช่างจริงเหมือนเขาว่านิจจาเอ๋ย
พี่จรจากดวงใจมาไกลเชยโอ้อกเอ๋ยแทบพังเหมือนฝั่งชล
ถึงวังวัดเทียนถวายบ้านใหม่ข้ามก็รีบตามเรือที่นั่งมากลางหน
ทุ่งละลิ่วทิวเมฆเป็นหมอกมนสะพรั่งต้นตาลโตนดอนาถครัน
เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้นระวังตนตีนมือระมัดมั่น
เหมือนคบคนคำหวานรำคาญครันถ้าพลั้งพลันเจ็บอกเหมือนตกตาล
เห็นเทพีมีหนามลงราน้ำเปรียบเหมือนคำคนพูดไม่อ่อนหวาน
เห็นกิ่งกีดมีดพร้าเข้าราราน[๑๖]ถึงหนามกรานก็ไม่เหน็บเหมือนเจ็บทรวง ฯ
๏ ถึงบางหลวงทรวงร้อนดังศรปักพี่ร้างรักมาด้วยราชการหลวง
เมื่อคิดไปใจหายเสียดายดวงจนเรือล่วงมาถึงย่านบ้านกระแชง
พี่เร่งเตือนเพื่อนชายพายกระโชกถึงสามโคกต้องแดดยิ่งแผดแสง
ให้รุ่มร้อนอ่อนจิตระอิดแรงเห็นมอญแต่งตัวเดินมาตามทาง
ตาโถงถุงนุ่งอ้อมลงกรอมส้นเป็นแยบยลเมื่อยกขยับอย่าง
เห็นขาขาววาวแวบอยู่หว่างกลางใครยลนางก็เป็นน่าจะปรานี
ดูเหย้าเรือนหาเหมือนอย่างไทยไม่หลังคาใหญ่พื้นเล็กเป็นโลงผี
ระยะบ้านย่านนั้นก็ยาวรีจำเพาะมีฝั่งซ้ายเมื่อพายไป ฯ
๏ ถึงวังตำหนักพักพลพอเสวย[๑๗]แล้วก็เลยตามแควกระแสไหล
ทั้งน้ำลงน่าสลดระทดใจโอ้น้ำไหลเจียวยังมีเวลาลง
แต่โศกพี่หรือไม่มีเวลาว่างระยะทางก็ยังไกลถึงไพรระหง
ขึ้นจากน้ำแล้วจะซ้ำเข้าเดินดงเมื่อไรลงนั่นแลกายจะวายตรอม
เห็นลมอื้อจะใคร่สื่อสาราสั่งถึงร้อยชั่งคู่เชยเคยถนอม
ให้นิ่มน้องครองศักดิ์อย่าปลักปลอมเรียมนี้ตรอมใจถึงคะนึงนาง ฯ
๏ ถึงทุ่งขวางกลางย่านบ้านกระบือที่ลมอื้อนั้นค่อยเหือดด้วยคุ้งขวาง
ถึงย่านหนึ่งน้ำเซาะเป็นเกาะกลางต้องแยกทางสองแควกระแสชล
ปางบุรำคำบุราณขนานนามราชครามเกาะใหญ่เป็นไพรสณฑ์
ในแถวทางกลางย่านกันดารคนนาวาดลเดินเบื้องบูรพา
โอ้กระแสแควเดียวทีเดียวหนอมาเกิดก่อเกาะถนัดสกัดหน้า
ต้องแยกคลองออกเป็นสองทางคงคานี่หรือคนจะมิน่าเป็นสองใจ
ครั้นพอสิ้นถิ่นเกาะค่อยเลาะเลียบนาวาเพียบน้ำลงกำลังไหล
โอ้อนาถเหนื่อยน่าระอาใจถึงบางไทรด่านดักนาวาเดิน
เขาบอกชื่อสีกุกตรงด่านข้ามเป็นสามง่ามน้ำนองในคลองเขิน
ปักษาโบกปีกบินลงดินเดินมัจฉาเพลินผุดพล่านในคงคา
นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิกเอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา
กระทุงน้อยลอยทวนนาวามาโอ้ปักษาเอ๋ยจะลอยถึงไหนไป
หน้าวังหรือจะสั่งด้วยนะนกให้แนบอกของพี่รู้ว่าโหยไห้
มิทันสั่งสกุณินก็บินไปลงจับใกล้นกตะกรุมริมวุ้มวน
ศีรษะเตียนเลี่ยนโล่งหัวล้านเลื่อมเหนียงกระเพื่อมร้องแรงแสยงขน
โอ้หัวนกนี่ก็ล้านประจานคนเมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกำทรวง ฯ
๏ ถึงเกาะเกิดเกิดเกาะขึ้นกลางน้ำเหมือนเกิดกรรมเกิดราชการหลวง
จึงเกิดโศกขัดขวางขึ้นกลางทรวงจะตักตวงไว้ก็เติบกว่าเกาะดิน
รำพึงพายตามสายกระแสเชี่ยวยิ่งแสนเปลี่ยวเปล่าในฤทัยถวิล
สักครู่หนึ่งก็มาถึงบางเกาะอิน[๑๘]กระแสสินธุ์สายชลเป็นวนวัง
อันเท็จจริงสิ่งนี้ไม่รู้แน่ได้ยินแต่ยุบลแต่หนหลัง
ว่าที่เกาะบางอออินเป็นถิ่นวังกษัตริย์ครั้งครองศรีอยุธยา
พาสนมออกมาชมคณานกก็เรื้อรกรั้งร้างเป็นทางป่า
อันคำแจ้งกับเราแกล้งสังเกตตาก็เห็นน่าที่จะแน่กระแสความ
แต่เดี๋ยวนี้มีไม้ก็ตายโกร๋นทั้งเกิดโจรจระเข้ให้คนขาม
โอ้ฉะนี้แก้วพี่เจ้ามาตามจะวอนถามย่านน้ำพี่ร่ำไป ฯ
๏ ถึงเกาะพระที่ระยะสำเภาล่มเภตราจมอยู่ในแควกระแสไหล
ถึงเกาะเรียนโอ้เรียมยิ่งเกรียมใจที่เพื่อนไปเขาก็โจษกันกลางเรือ
ว่าคุ้งหน้าท่าเสือข้ามกระแสพี่แลแลหาเสือไม่เห็นเสือ
ถ้ามีจริงก็จะวิ่งลงจากเรืออุทิศเนื้อให้เป็นภักษ์พยัคฆา
ไม่เคยตายเขาบ่ายนาวาล่องเข้าในคลองตะเคียนให้โหยหา
ระยะย่านบ้านช่องในคลองมาล้วนภาษาพวกแขกตะนีอึง
ดูหน้าตาก็ไม่น่าจะชมชื่นพี่แข็งขืนอารมณ์ทำก้มขึง
ที่เพื่อนเราร้องหยอกมันออกอึงจนเรือถึงปากช่องคลองตะเคียน ฯ
๏ เห็นวัดวาอารามตามตลิ่งออกแจ้งจริงเหลือจะจำในคำเขียน
พระเจดีย์ดูกลาดดาษเดียรการเปรียญโบสถ์กุฏิ์ชำรุดพัง
ถึงวัดธารมาใหม่ใจระย่อของพระหน่อสุริยวงศ์พระวังหลัง
อุตส่าห์ทรงศรัทธามาประทังอารามรั้งหรือมางามอร่ามทอง
สังเวชวัดธารมาที่อาศัยถึงสร้างใหม่ชื่อยังธาระมาหมอง
เหมือนทุกข์พี่ถึงจะมีจินดาครองมงกุฎทองสร้อยสะอิ้งมาใส่กาย
อันตัวงามยามนี้ก็ตรอมอกแสนวิตกมาตามแควกระแสสาย
ถึงคลองสระประทุมานาวารายน่าใจหายเห็นศรีอยุธยา
ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรกเห็นนกหกซ้อแซ้บนพฤกษา
ดูปราสาทราชวังเป็นรังกาดังป่าช้าพงชัฏสงัดคน ฯ
๏ อนิจจาธานินสิ้นกษัตริย์เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ์
แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชนจะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง
มโหรีปี่กลองจะก้องกึกจะโครมครึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
ดูพาราน่าคิดอนิจจังยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา
ทั้งสองฝั่งแฝกแขมแอร่มรกชะตาตกสูญสิ้นพระชันษา
แต่ปู่ย่ายายเราท่านเล่ามาเมื่อแรกศรีอยุธยายังเจริญ
กษัตริย์สืบสุริยวงศ์ดำรงโลกระงับโศกสุขสุดจะสรรเสริญ
เราเห็นยับยังแต่รอยก็พลอยเพลินเสียดายเกิดมาเมื่อเกินน่าน้อยใจ
กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึกไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้
ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงชัยโอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย
หรือธานินสิ้นเกณฑ์จึงเกิดยุคไพรีรุกรบได้ดังใจหมาย
เหมือนทุกวันแล้วไม่คัณนาตายให้ใจหายหวั่นหวั่นถึงจันทร์ดวง ฯ
๏ พี่ดูใจค่ายนอกออกหนักแน่นดังเขตแคว้นคูขอบนครหลวง
ไม่เห็นจริงใจนางในกลางทรวงชายทะลวงเข้ามาบ้างจะอย่างไร
ขอเทเวศร์เขตสวรรค์ชั้นดุสิตดลใจมิตรอย่าให้เหมือนกับกรุงใหญ่
ให้เหมือนกรุงเราทุกวันไม่พรั่นใครนั่นแลใจเห็นจะครองกับน้องนาน ฯ
๏ สุริยนเย็นสนธยาย่ำประทับลำเรือเรียงเคียงขนาน
เขาเรียกวัดแม่นางปลื้มลืมรำคาญใครขนานชื่อหนอได้ต่อมา
ช่างแปลงโศกให้เราปลื้มพอลืมรักจะรู้จักคุณจริงไม่แกล้งว่า
พลพายนายไพร่บรรดามาหุงข้าวหาฟืนใส่ก่อไฟฮือ
พี่ตันอกตกยากจากสถานเห็นอาหารหวนทอดใจใหญ่หือ
ค่อยขืนเคี้ยวข้าวคำสักกำมือพอกลืนครือคอแค้นดังขวากคม
จะเจือน้ำซ้ำแสบในทรวงเสียวมีเค็มเปรี้ยวกล้ำกลืนก็ขื่นขม
กินประทับแต่พอรับกับโรคลมครั้นค่ำพรมน้ำค้างอยู่พร่างพราย
ก็แรมรอนนอนวัดแม่นางปลื้มพี่ไม่ลืมอาลัยให้ใจหาย
ทั้งไพร่นายนอนกลาดบนหาดทรายพงศ์นารายณ์นรินทร์วงศ์ที่ทรงญาณ
บรรทมเรือพระที่นั่งบังวิสูตรเขารวบรูดรอบดีทั้งสี่ด้าน
ครั้นรุ่งเช้าราวโมงหนึ่งนานนานจัดแจงม่านให้เคลื่อนนาวาคลา ฯ
๏ เข้าลำคลองหัวรอตอระดะดูเกะกะรอร้างทางพม่า
เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอราแต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง
พอเลี้ยวแหลมถึงท่าศาลาเกวียนตลิ่งเตียนแลโล่งดังคนถาง
พี่ตั้งตาหาเกวียนสองข้างทางหมายจะจ้างบรรทุกไปท่าเรือ
แต่ทุกข์รักก็เห็นหนักถนัดอกถึงสักหกเจ็ดเกวียนก็เจียนเหลือ
แต่โศกรักมาจนหนักในลำเรือเฝ้าเติมเจือไปทุกคุ้งรำคาญครัน ฯ
๏ ถึงบ่อโพงถ้ามีโพงจะผาสุกจะโพงทุกข์เสียให้สิ้นที่โศกศัลย์
นี่แลแลก็เห็นแต่ตลิ่งชัน[๑๙]ถึงปากจั่นตะละเตือนให้ตรอมใจ
โอ้นามน้องหรือมาพ้องกับชื่อบ้านลืมรำคาญแล้วมานึกรำลึกได้
ถึงบางระกำโอ้กรรมระยำใจเคราะห์กระไรจึงมาร้ายไม่วายเลย
ระกำกายมาถึงท้ายระกำบ้านระกำย่านนี่ก็ยาวนะอกเอ๋ย
โอ้คนผู้เขาช่างอยู่อย่างไรเลยหรืออยู่เคยความระกำทุกค่ำคืน ฯ
๏ ถึงคุ้งแคว้นแดนพระนครหลวงยิ่งโศกทรวงเสียใจให้สะอื้น
โอ้อกเอ๋ยยังจะไปอีกหลายคืนกว่าจะชื่นแทบช้ำระกำกาย
ถึงแม่ลาเมื่อเรามาก็ลาแม่แม่จะแลแลหาไม่เห็นหาย
จะถามข่าวเช้าเย็นไม่เว้นวายแต่เจ้าสายสุดใจมิได้มา
ถึงอรัญญิกยามแดดแผดพยับเสโทซับซาบโทมนัสา[๒๐]
ถึงตะเคียนด้วนด่วนรีบนาวามาถึงศาลาลอยแลลิงโลดใจ
เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหง่านยอดระกะกอดเกะกะกิ่งไสว
พยุยวบกิ่งเยือกเขยื้อนใบถึงวังตะไลเห็นบ้านละลานแล
ถึงบ้านขวางที่ทางนาวาจอดเรือตลอดแลหลามตามกระแส
ถึงท่าเรือเรือยัดกันอัดแอดูจอแจจอดริมตลิ่งชุม
ที่หน้าท่ารารับประทับหยุดอุตลุดขนของขึ้นกองสุม
เสบียงใครใครนั่งระวังคุมพร้อมชุมนุมแน่นหน้าศาลารี ฯ
๏ ฝ่ายพระหน่อสุริยวงศ์ทรงสิกขาขึ้นศาลาโสรจสรงวารีศรี
ข้างพวกเราเฮฮาลงวารีแต่โดยดีใจตนด้วยพ้นพาย
อุระเรียมเกรียมตรมอารมณ์ร้อนระอาอ่อนอกใจมิใคร่หาย
แลตลิ่งวิงหน้านัยน์ตาพรายหัวไหล่ตายตึงยอกตลอดตัว
ได้พึ่งเพื่อนเหมือนญาติเมื่อยามเข็ญเขานวดเคล้นให้บ้างก็ยังชั่ว
พระอาทิตย์มืดมิดเข้าเมฆมัวฟ้าสลัวแดดดับพยับไพร
กองคเชนทร์เกณฑ์ช้างยี่สิบเชือกมาจัดเลือกกองหมอขึ้นคอไส
ที่เดินดีขี่กูบไม่แกว่งไกววิสูตรใส่สองข้างเป็นช้างทรง
แล้วผ่อนเกณฑ์กองช้างไว้กลางทุ่งเวลารุ่งจะเสด็จขึ้นไพรระหง
ที่สี่เวรเกณฑ์กันไว้ล้อมวงพระจอมพงศ์อิศยมบรรทมพลัน ฯ
๏ อันพวกเราเหล่าเสวกามาตย์เหนื่อยอนาถนิทราดังอาสัญ
แสนวิตกอกพี่นี้ผูกพันให้หวั่นหวั่นเวทนาด้วยอาวรณ์
สดับเสียงสัปปุรุษที่หยุดพักเขาร้องสักวาอึงทั้งครึ่งท่อน
บ้างชมป่าช้าปี่ทีละครถึงสบกลอนที่จะรู้ก็สู้เมิน
เฝ้าแหงนดูดวงแขชะแง้พักตร์เห็นจันทร์ชักรถร่อนเวหาเหิน
ดูดวงเดือนเหมือนชื่อรื้อเผอิญระกำเกินที่จะเก็บประกอบกลอน
จนไก่เถื่อนเตือนขันสนั่นแจ้วดุเหว่าแว่วหวาดหมายว่าสายสมร
เดือนแอร่มแจ่มล้ำในอัมพร[๒๑]กองกุญชรผูกช้างมายืนเรียง ฯ
๏ บรรดาเพื่อนเตือนตื่นขึ้นเซ็งแซ่บ้างจอแจจัดการประสานเสียง
บ้างม้วนเสื่อมัดกระสอบหอบเสบียงบ้างถุ้งเถียงชิงสัปคับกัน
บ้างขึ้นบนขนส่งคนข้างล่างเสียงโฉ่งฉ่างชามแตกกระแทกขัน
จนคนบนสัปคับรับไม่ทันหม้อข้าวขันตกแตกกระจายราย
ย่ามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริกกลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย
กะโปเลเชือกร้อยขึ้นห้อยท้ายเมื่อยามร้ายดูงามกว่าชามดิน ฯ
๏ สงสารนางชาวในที่ไปด้วยทั้งโถถ้วยเครื่องแต่งแป้งขมิ้น
หวีกระจกตกแตกกระจายดินเจ้าของผินหน้าหาน้ำตาคลอ
จะปีนขึ้นกูบช้างไม่กางขาแต่โดยผ้ากรีดกรอมทำซอมซ่อ
มือตะกายสายรัดสกนธ์คอเห็นช้างงองวงหนีก็หวีดอึง
แต่ปืนไพล่เหนี่ยวพลัดสุหรัดขาดสองมือพลาดพลัดคว่ำลงต้ำผึง
กรมการบ้านป่าเขาฮาตึงทำโกรธขึ้งเรียกพวกผู้ชายเร็ว
บ้างขึ้นช้างพลางฉวยข้อมือฉุดดังอุณรุทจับกินนรที่ในเหว
ไม่นึกอายอัประมาณเป็นการเร็วบ้างโอบเอวอุ้มนางขึ้นช้างพัง ฯ
๏ สุรแสงแจ่มแจ้งอร่ามโลกบริโภคอิ่มเอิบอารมณ์หวัง
ขัตติยวงศ์ทรงช้างกูบบัลลังก์รับสั่งสั่งสารถีให้ไสเดิน
จากศาลาท่าเรือเข้าทิวทุ่งเป็นฝุ่นฟุ้งนภางค์ในทางเขิน
กูบกระโดกโยกอย่างทุกย่างเดินเขยื้อนเยินยอบเยือกยะยวบกาย
ทั้งสองข้างท่านวางเป็นช้างดั้งระยะหลังมหาดเล็กนั้นเหลือหลาย
แต่ตัวพี่นี้จำเพาะเป็นเคราะห์ร้ายต้องขึ้นพลายนำทางช้างน้ำมัน
เพื่อนเขาแกล้งตบมือกระพือผัดช้างสะบัดบุกไปในไพรสัณฑ์
ผงะหงายคนท้ายเขาคว้าทันโอ้แม่จันทร์เจียนจะไม่เห็นใจจริง
นึกจะโจนจากช้างลงกลางเถื่อนแล้วอายเพื่อนเขาจะเย้ยว่าใจหญิง
แต่ตึงเศียรเวียนหน้านัยน์ตาวิงเอาขอพิงพาดตักมาตามทาง ฯ
๏ ถึงชายป่าน่าประโคนรำคาญคิดถึงมิ่งมิตรแล้วให้หมองอารมณ์หมาง
จนพ้นทุ่งมุ่งตรงเข้าดงยางไม้สล้างลู่ล้มระทมทับ
รุกขชาติดาษดูระดะป่าสกุณาจอแจประจำจับ
ดุเหว่าแว่วหวาดไหวฤทัยวับจะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ
ทั้งสองข้างทางเดินก็รกระระเกะกะพาดพันเถาวัลย์ไสว
จักจั่นแซ่เสียงเรไรไพรในจิตใจทดท้อระย่อเย็น ฯ
๏ ถึงบางโขมดมีธารตะพานช้าง[๒๒]บรรลุทางครบร้อยห้าสิบเส้น
มีโพธิ์พุ่มชุ่มชื่นระรื่นเย็นไม่ว่างเว้นสัปปุรุษเขาหยุดเรียง
บ้างขายของสองข้างตามทางป่าจำนรรจาจอแจออกแซ่เสียง
พี่แกล้งไสให้คชสารเคียงเห็นของเรียงอยู่บนร้านทั้งหวานคาว
แต่น้ำยานั้นเขาว่ากิ้งกือกุ้งเห็นชาวกรุงกินกลุ้มทั้งหนุ่มสาว
พี่คลื่นไส้ไสช้างให้ย่างยาวมาตามราวมรคาพนาวัน
ลมกระพือฮือหอบผงคลีหวนปักษาครวญเพรียกพฤกษ์ในไพรสัณฑ์
ดุเหว่าแว่วแจ้วจับน้ำใจครันไก่เถื่อนขันขานเขาชวาคู ฯ
๏ ประจวบจนถึงตำบลบ่อโศกยามวิโยคออกชื่อก็ครือหู
ถึงจะไม่รู้จักไม่รักรู้แต่เหลือบดูไปที่บ่อยังท้อใจ
ระยะเดินเถินทางมากลางป่าสองร้อยห้าสิบเส้นถึงสระใหญ่
พอได้กึ่งมรคาพนาลัยพี่รีบไสช้างเดินโดยลำพอง ฯ
๏ มาลับท่อบ่อโศกจนสุดเหลียวยังเสียวเสียวโศกกายไม่วายหมอง
ถึงหนองคนทีมีสระละหานนองเป็นเปือกกรองแต่ล้วนหญ้าคงคาดำ
อันริมรอบขอบหนองทั้งสองข้างรอยตีนช้างลึกลุ่มหลุ่มถลำ
โอ้น้ำใจในอุราทาระกรรมเหมือนน้ำดำอยู่ในหนองเป็นฟองคราม
พี่ยลน้ำช้ำใจแล้วไสช้างมาตามทางทิวป่าพนาหนาม
กำหนดนับมรคาพยายามก็ได้สามร้อยเส้นห้าสิบปลาย
โอ้ทางไกลไปเปลืองเหมือนเรื่องว่าแต่โศกข้านี่กระไรมิใคร่หาย
จะแลขวาป่าเขียวยังเปลี่ยวกายจะแลซ้ายเห็นแต่โขดภูเขาเคียง
กับหมู่ไม้ไกรกรวยกันเกรากร่างพะยอมยางตาพยัคฆ์พยุงเหียง
ข่อยมะขามตามทางสล้างเรียงนกเขาเคียงคู่คูประสานคำ
โอ้นกคู่ดูน่าจะผาสุกพี่นี้ทุกข์เพราะจากเจ้างามขำ
เห็นนกหนึ่งจับนิ่งกิ่งระกำโอ้นกน้อยเห็นจะจำจากตัวเมีย
ถ้านกผู้ดูเหมือนหัวอกพี่[๒๓]แสนทวีเวทนาประดาเสีย
นิจจาเอ๋ยถ้าเป็นอกนกตัวเมียจะละเหี่ยหาผัวอยู่ตัวเดียว
พี่เห็นนกแล้ววิตกถึงน้องน้อยจะครวญคอยนับวันกระสันเสียว
ไม่เห็นพี่ก็จะโหยอยู่โดยเดียวพี่ก็เปลี่ยวเปล่ากายซังตายมา ฯ
๏ ถึงศาลาอาศัยเจ้าสามเณร[๒๔]ในบริเวณอึกทึกด้วยพฤกษา
ที่ป่านั้นขยาดพยัคฆาจะไปมาใครไม่อาจประมาทเมิน
ยามระงิดพี่ไม่คิดว่าเสือร้ายเขม้นหมายมุ่งลำเนาภูเขาเขิน
ได้สี่ร้อยทางจรไม่หย่อนเกินเขารีบเดินการด่วนจะจวนเพล
ช้างที่นั่งก็รับสั่งให้รีบไสจนเหงื่อไหลหน้าแดงดังแสงเสน
ถึงสระยอรอช้างเสวยเพลจนกองเกณฑ์เดินทางมาตามทัน ฯ
๏ พี่แวะเข้าเขาตกคอยนำเสด็จดูเทเวศร์อารักษ์นรังสรรค์
เอาเทียนจุดบูชาแก่เทวัญให้ป้องกันอันตรายในราวไพร
เห็นเขาตกเขาแตกมาตกลึกอนาถนึกแล้วน่าน้ำตาไหล
ที่ตกยากจากนางมากลางไพรวิตกใจตกมาถึงคีรี
รำจวนจิตคิดไปน่าใจหายไม่เว้นวายความเทวษสวาทศรี
จึงเลยลาอารักษ์ริมคีรีจงสุขีเถิดนะข้าขอลาจร ฯ
๏ ถึงสระยอพอได้เวลาเสด็จก็ตามเสร็จแวดล้อมพร้อมสลอน
กำดัดแดดแผดเที่ยงทินกรรีบกุญชรช้างที่นั่งขนัดตาม
บ่ายประมาณโมงหนึ่งพอถึงวัดออกแออัดผู้คนอยู่ล้นหลาม
ลงหยุดปลงไอยราริมอารามสมภารตามเชิญเสด็จให้คลาไคล
ขึ้นกุฎีฝากระดานสำราญรื่นก็ครึกครื้นครอบครัวเข้าอาศัย
ทั้งไพร่นายรายเรียงกันเรียดไปตัดใบไม้มุงเหมือนหลังคาบัง ฯ
๏ ประจวบจนสุริยนเย็นพยับไม่ได้ศัพท์เซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
ปี่ระนาดฆ้องกลองประโคมดังระฆังหงั่งหงั่งหง่างลงครางครึม
มโหรีปี่ไฉนจับใจแจ้ววิเวกแว่วกลองโยนตะโพนกระหึ่ม
ทุกที่ทับสัปปุรุษก็พูดพึมรุกขาครึ้มครอบแสงพระจันทร
เสนาะเสียงเทศนาปุจฉาถามในสนามเสียงสนั่นเนินสิงขร
เป็นวันบัณรสี[๒๕]รวีวรพระจันทรทรงกลดรจนา
ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑปกระจ่างจบจันทร์แจ่มแอร่มผา
ดอกไม้พุ่มจุดงามอร่ามตาจับศิลาแลเลื่อมเป็นลายลาย
พระจันทร์ส่องต้องยอดมณฑปสุกในหน้ามุขเงางามอร่ามฉาย
นกบินกรวดพรวดพราดประกายพรายพลุกระจายช่อช่วงดังดวงเดือน
ดอกไม้ร้องป้องปีบสนั่นป่าในแหล่งหล้าใครไม่มีเสมอเหมือน
แต่คนเดินพัลวันออกฟั่นเฟือนจนจันทร์เคลื่อนรถคล้อยลับเมฆา
สงัดเสียงคนดังระฆังเงียบเย็นยะเยียบยามนอนริมเนินผา
เมื่อยามแกนแสนทุเรศเวทนาต้องไสยาอยู่กลางน้ำค้างพราว
ดังต้องน้ำอำมฤกเมื่อดึกเงียบแสนยะเยียบเนื้อเย็นเป็นเหน็บหนาว
ทั้งหนาวลมหนาวพรมน้ำค้างพราวไหนจะหนาวซากผาศิลาเย็น
โอ้หนาวอื่นพอขืนอารมณ์ได้แต่หนาวใจยากแค้นนี้แสนเข็ญ
ทั้งหนาวนอนไกลนุชสุดจะเย็นใครปะเป็นเหมือนหนึ่งข้าจะว่าจริง
ถึงผ้าผ่อนซ้อนห่มเป็นไหนไหนไม่อุ่นใจเหมือนกอดแม่ยอดหญิง
แต่ตรอมใจไสยาสน์หวาดประวิงจนไก่ชิงกันขันกระชั้นยาม
ได้เพลินอุ่นฉุนเคลิ้มสติหลับก็ฝันยับไปด้วยรักไม่พักถาม
ในนิมิตว่าได้ชิดพะงางามเหมือนเมื่อยามยังสำราญอยู่บ้านน้อง
สบายนิดหนึ่งที่ฝันก็พลันรุ่งตื่นสะดุ้งเขาประดังระฆังก้อง
พอลืมตาก็ผวาคว้าประคองไม่พบน้องสุดแค้นแสนรำคาญ ฯ
๏ จนแจ่มแจ้งแสงสายไม่วายโศกบริโภคโภชนากระยาหาร
แล้วเลือกธูปเทียนจัดไปนมัสการเข้าในลานแลเลื่อมละอองทราย
มีร่มโพธิ์รุกขังเป็นรังรื่นพิกุลชื่นช่อบังพระสุริย์ฉาย
แสนรโหโอฬาร์น่าสบายทั้งหญิงชายกลาดกลุ้มประชุมกัน ฯ
๏ ทวาราที่ตรงหน้าบันไดนาคมีรูปรากษสสองอสูรขยัน[๒๖]
แสยะแยกโอษฐ์อ้าสองตามันยืนยิงฟันแยกเขี้ยวอยู่อย่างเป็น
บันไดนาคนาคในบันไดนั้น[๒๗]ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเล่น
ขย้ำเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเป็นตาเขม้นมองมุ่งสะดุ้งกาย
มีต้นกำมพฤกษ์ทานในลานวัดลูกหมากยัดเงินทิ้งอุทิศถวาย
คนประชุมกลุ้มชิงทั้งหญิงชายบ้างกอบปรายเบี้ยโปรยอยู่โกรยกราว ฯ
๏ ทิศประจิมริมฐานมณฑปนั้นมีดาบสรูปปั้นยิงฟันขาว[๒๘]
นุ่งหนังพยัคฆาชฎายาวครังเคราคราวหนวดแซมสองแก้มคาง
ขั้นบันไดจะขึ้นไปมณฑปนั้นสิงโตตันสองตัวกระหนาบข้าง[๒๙]
ดูผาดเผ่นเหมือนจะเต้นไปตามทางพี่ชมพลางขึ้นบนบันไดพลัน
ทั้งสาวหนุ่มเข้าประชุมกันแออัดประนมหัตถ์ทักษิณเกษมสันต์
แต่เวียนเดินเพลินชมมาตามกันตามช่องชั้นกำแพงแก้วอันแพรวพราย
ทั้งซุ้มเสามณฑปกระจกแจ่มกระจังแซมปลายเสาเป็นบัวหงาย
มีดอกจันทน์ก้านแย่งสลับลายกลางกระจายดอกจอกประจำทำ ฯ
๏ พื้นผนังหลังบัวที่ฐานบัทม์[๓๐]เป็นครุฑอัดยืนเหยียบภุชงค์ขยำ
หยิกขยุ้มกุมวาสุกรีกำกินนรรำรายเทพประนมกร
ใบระกาหน้าบันบนชั้นมุขสุวรรณสุกเลื่อมแก้วประภัสสร
ดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคุนธรกระจังซ้อนแซมใบระกาบัง
นาคสะดุ้งรุงรังกระดึงห้อยใบโพธิ์ร้อยระเรงอยู่เหง่งหงั่ง[๓๑]
เสียงประสานกังสดาลกระดึงดังวิเวกวังเวงในหัวใจครัน ฯ
๏ บานทวารลานแลล้วนลายมุก[๓๒]น่าสนุกในกระหนกดูผกผัน
เป็นนาคครุฑยุดเหนี่ยวในเครือวัลย์รูปยักษ์ยันยืนกอดกระบองกุม
สิงโตอัดกัดก้านกระหนกเกี่ยวเทพเหนี่ยวเครือกระหวัดหัตถ์ขยุ้ม
ชมพูพานกอดก้านกระหนกรุมสุครีพกุมขรรค์เงื้อในเครือวง
รูปนารายณ์ทรงขี่ครุฑาเหินพรหมเจริญเสด็จยังบัลลังก์หงส์
รูปอมรกรกำพระธำมรงค์เสด็จทรงคชสารในบานบัง
ผนังในกุฎีทั้งสี่ด้านโอฬาร์ฬารทองทาฝาผนัง[๓๓]
จำเพาะมีสี่ด้านทวารบังที่พื้นนั่งดาดด้วยแผ่นเงินงาม[๓๔]
มณฑปน้อยสวมรอยพระบาทนั้นล้วนสุวรรณแจ่มแจ้งแสงอร่าม
เพดานดาดลาดล้วนกระจกงามพระเพลิงพลามพร่างพร่างสว่างพราย
ตาข่ายแก้วปักกรองเป็นกรวยห้อยระย้าย้อยแวววามอร่ามฉาย
หอมควันธูปเทียนตระหลบอยู่อบอายฟุ้งกระจายรื่นรื่นทั้งห้องทอง ฯ
๏ พี่เข้าเคียงเบื้องขวาฝ่าพระบาทอภิวาทหัตถ์ประนังขึ้นทั้งสอง
กราบกราบแล้วก็ตรึกรำลึกปองเดชะกองกุศลที่ตนทำ
มาคำรพพบพุทธบาทแล้วขอคุณแก้วสามประการช่วยอุปถัมภ์
ฉันเกิดมาชาตินี้ก็มีกรรมแสนระยำยุบยับด้วยอับจน
ได้เคืองแค้นแสนยากลำบากบอบไม่สมประกอบทรัพย์สินก็ขัดสน
แม้นกลับชาติเกิดใหม่เป็นกายคนชื่อว่าจนแล้วจงจากกำจัดไกล
สตรีหึง[๓๕]หนึ่งแพศยาหญิงทั้งสองสิ่งอย่าได้ชิดพิสมัย
สัญชาติชายทรชนที่คนใดให้หลีกไกลร้อยโยชน์อย่าร่วมทาง
ถ้ารักใครขอให้ได้คนนั้นด้วยบุญจงช่วยปฏิบัติอย่าขัดขวาง
อย่ารู้มีโรคาในสารพางค์ทั้งรูปร่างขอให้ราวกับองค์อินทร์
หนึ่งบิดรมารดาคณาญาติให้ผุดผาดผาสุกเป็นนิจสิน
ความระยำคำใดอย่าได้ยินให้สุดสิ้นสูญหายละลายเอง
ทั้งหวายตรวนล้วนเครื่องที่ลำบากให้ปราศจากทั้งคนเขาข่มเหง
ใครปองร้ายขอให้กายมันเป็นเองให้ครื้นเครงเกียรติยศปรากฏครัน ฯ
๏ อธิษฐานแล้วก็ลาฝ่าพระบาทเที่ยวประพาสในพนมพนาสัณฑ์
ขึ้นเขาโพธิ์ลังกาศิลาชันมีสำคัญรุกขโพธิ์ลังกาเรียง
ศาลารีมีทั้งระฆังห้อยเขาตีบ่อยไปยังค่ำไม่ขาดเสียง
ดงลั่นทมร่มรอบคีรีเรียงมีกุฏิ์เคียงอยู่บนเขาเป็นหลั่นกัน
มีชะวากคูหาศิลาหุบในถ้ำมีพุทธรูปนรังสรรค์
แต่คนนมัสการนานอนันต์บนเขานั้นแจ้งจริงทั้งหญิงชาย ฯ
๏ เจ้าเณรน้อยเสด็จมาดูน่ารัก[๓๖]พระกลดหักทองขวางกางถวาย
พี่เหลียวพบหลบตกลงเจียนตายกรตะกายกลิ้งก้อนศิลาตาม
เป็นบุญจริงจับกิ่งสะแกได้ในจิตใจยอกเจ็บดังเหน็บหนาม
กำลังอายก็ซังตายพยายามลงเลียบตามตีนเขาลำเนาไพร
พบพวกนางเข้าที่หว่างชะวากผาเขาแกล้งว่าเยาะเย้ยเฉลยไข
พี่แกล้งเฉยเลยแลดูอื่นไปให้เจ็บใจจำนิ่งดำเนินมา ฯ
๏ ถึงเขาขาดพี่ถามถึงนามเขาผู้ใหญ่เล่ามาให้ฟังที่กังขา
ว่าเดิมรถทศกัณฐ์เจ้าลงกาลักสีดาโฉมฉายมาท้ายรถ
หนีพระรามกลัวจะตามมารุกรบกงกระทบเขากระจายทลายหมด
ศิลาแตกแหลกลงด้วยกงรถจึงปรากฏตั้งนามมาตามกัน ฯ
๏ พี่พูดพูดเขาขาดแล้วหวาดจิต[๓๗]พี่ขาดมิตรมาไกลถึงไพรสัณฑ์
นึกเฉลียวเสียวทรวงถึงดวงจันทร์จะขาดกันเสียเหมือนเขาพี่เศร้าใจ
แล้วย่องเหยียบเลียบเนินลงเดินล่างตามแถวทางหิมวาพฤกษาไสว
เห็นพุ่มพวงบุปผายิ่งอาลัยสลดใจขุกคิดถึงคู่เคียง
ไม้แก้วกางกิ่งพิงกับกิ่งเกดฝูงโนเรศขันขานประสานเสียง
น้ำตาคลอท้ออกเห็นนกเรียงเหมือนเรียมเคียงร่วมคู่เมื่ออยู่เรือน
ระกำป่ากาหลงกะลิงจับระกำกับเราระกำก็จำเหมือน
เห็นไม้จันทน์พี่ยิ่งฟั่นอารมณ์เฟือนเหมือนจันทร์เตือนใจตัวให้ตรอมใจ
โอ้นามไม้หรือมาต้องกับน้องพี่ขณะนี้นึกน่าน้ำตาไหล
เจ้าอยู่เรือนชื่อเชือนมาอยู่ไพรเหมือนเตือนใจให้พี่ทุกข์ทุกย่างเดิน ฯ
๏ มาถึงเชิงคีรีที่มีถ้ำศิลาง้ำเงื้อมแหงนเป็นแผ่นเผิน
ไม้รวกรอบขอบเขาลำเนาเนินพิศเพลินพฤกษาบรรดามี
อันชื่อถ้ำแต่บุรำบุราณเรียกชื่อสำเหนียกถ้ำประทุนคีรีศรี
สำคัญปากคูหาศาลามีชวนสตรีเข้าถ้ำทั้งหกคน
เที่ยวชมห้องปล่องหินเป็นพู่ห้อยมีน้ำย้อยหยาดหยัดอย่างเม็ดฝน
พอเทียนดับลับแลไม่เห็นคนผู้หญิงปนเดินปะปะทะชาย
เสียงร้องกรีดหวีดก้องในห้องถ้ำชายขยำหยอกแย่งผู้หญิงหวาย
ใครกอดแม่แปรกอกแตกตายใครปาดป้ายด้วยมินหม้อเหมือนแมวคราว
ครั้นออกจากคูหาเห็นหน้าเพื่อนมันมอมเปื้อนแปลกหน้าก็ฮาฉาว
บ้างถูกเล็บเจ็บแขนเป็นริ้วยาวก็โห่กราวกรูเกรียวไปเที่ยวดง ฯ
๏ ถึงถ้ำหนึ่งชื่อถ้ำกินนรนั้นสะพรั่งพรรณพฤกษาป่าระหง
ดูคูหาก็เห็นน่ากินนรลงเป็นเวิ้งวงลึกแลตลอดริม
พาดพะองจึงจะลงไปเล่นได้เป็นเหวใหญ่ลงโยนด้วยก้อนหิน
เสียงโก้งก้างก้องกึงไม่ถึงดินกว่าจะสิ้นเสียงผาเป็นช้านาน
พี่กลัวตายชายชวนไปชมอื่นร่มระรื่นรุกขาขึ้นขนาน
ถึงบ่อหนึ่งมีน้ำคำบุราณว่าบ่อพรานล้างเนื้อที่ในไพร
พิเคราะห์น้ำสมคำบุราณกล่าวยังมีคาวเหม็นหืนจนคลื่นไส้
ถนอมหอมกลิ่นนุชเป็นสุดใจโอ้เป็นไรจึงไม่ติดอุรามา
น่าฉงนจนใจสงสัยจ้านด้วยรอยพรานจารึกอยู่กับผา
แต่กล่าวไว้ว่าพรานไล่มฤคารอยตีนหมาก็ยังมีสำคัญครัน ฯ
๏ บนยอดเขามีสองสุนัขาสังเกตตาก็พิกลเหมือนคนขัน
ทั้งคอคางหางหูขึ้นชูชันสี่เท้ายันเหยียบยอดคีรีเรียง
เช่นนี้เจ้าเสาวภาคย์มาตามพี่จะถามจี้ไปทุกสิ่งไม่ขาดเสียง
พี่จะทำเฉยเมินเข้าเดินเรียงประคองเคียงให้เจ้าค้อนชะอ้อนชม
นี่นึกนึกแล้วก็น่าน้ำตาตกเพราะแนบอกมิได้มาเป็นสองสม
ขืนสนุกไปทั้งทุกข์ระทมตรมซังตายชมไปทั้งช้ำระกำทรวง ฯ
๏ ถึงคูหาชื่อชาละวันถ้ำวิไลล้ำไปทุกเหลี่ยมภูเขาหลวง
ศิลาแลแวววาวดังดาวดวงเป็นเมฆม่วงมรกตทับทิมแดง
สมมุติแลแง่หินชะง่อนหุบเป็นที่รูปสิงสัตว์เข้าเฟี้ยมแฝง
กระต่ายเหมือนกระต่ายป่าสองตาแดงที่ลางแห่งพิศแลเห็นแต่ตัว
ที่ลางแห่งแกล้งพิศประดิษฐ์ต่อเห็นแต่คอบ้างก็เห็นแต่เพียงหัว
ที่แผ่นเผินเนินผานั้นน่ากลัวดูเงื้อมตัวเหมือนจะพังลงทับตาย
เทียนสว่างกลางห้องคูหาแจ่มศิลาแวมวาววามอร่ามฉาย
พี่ชมแล้วให้ตรมระบมกายด้วยเจ้าสายสุดใจมิได้มา
แล้วชักเชือนชวนเพื่อนให้กลับหลังที่อื่นยังมีอยู่หลายคูหา
จะแต่งเล่นก็ที่เห็นกับนัยนาด้วยเวลาสุริยนก็พ้นเย็น ฯ
๏ จะกลับหลังยังพระพุทธบาทเหนื่อยอนาถอกใจมิใช่เล่น
ครั้นค่ำนอนตละตายทั้งกายเย็นครั้นเช้าเป็นก็เที่ยวไปตามทาง
เขม้นเมินว่าจะเดินไปหินดาษลัดตลาดแลตลอดคนสล้าง
เห็นขนเม่นพี่ยังหมายเสียดายนางเจ้าเคยสางสอยเส้นกระเด็นราย
สารพันกันภัยลูกนาคพดเครื่องโอสถชาวป่าเขามาขาย
ลักจั่นวัลย์เปรียงแก่นปรูลายเป็นยาหายโรคภัยที่ในตัว
หัวล้านลูกละเบี้ยดูเสียหน้าลูกขี้ข้าอะไรล้านประจานหัว
ใครล้านจ้อนควรเจียมเสงี่ยมตัวมันสิบหัวสิบเบี้ยออกเรี่ยทาง ฯ
๏ พี่แกล้งเมินเดินมาข้างบ่อโพงเห็นท่าเลี่ยนเตียนโล่งเป็นทางถาง
พิศพนมชมเพลินแล้วเดินพลางถึงระหว่างแนวน้ำที่ลำธาร
กระแสสินธุ์หินดาษสะอาดเอี่ยมวารีเปี่ยมปริ่มไหลในละหาน
เห็นหญิงชายว่ายคล่ำในลำธารเสียงประสานสรวลสันต์สนั่นอึง
เห็นชีต้นปนประสกสีกากลุ้มโถมกระทุ่มฟองฟุ้งอยู่ผลุงผึง
พี่หลีกเลียบไปให้พ้นที่คนอึงกระทั่งถึงธารเกษมค่อยสร่างใจ ฯ
๏ ต้นโศกทอดยอดขวางออกกลางห้วยพี่ก็ช่วยผูกชิงช้าให้อาศัย
พวกผู้หญิงชิงขึ้นให้ช้าไกวสนุกใจร้องเตือนให้เพื่อนโยน
ดูทำนองนางในไกวชิงช้าดังสีดาผูกคอที่โรงโขน
เถาวัลย์เปราะเคราะห์ร้ายพอสายโยนก็ขาดโหนลงในน้ำเสียงต้ำโครม
ผ้าห่มเปลื้องเครื่องเล่นอล่างฉ่างทั้งสองข้างผู้คนเขาฮาโหม
พี่แลลานธารหลวงเพียงทรวงโทรมให้แสนโทมนัสทัศนา ฯ
๏ คำขนานธารเกษมก็สมชื่อสนุกคือเรื่องอิเหนาเสน่หา
เมื่อใช้บนเล่นชลธาราอันเรื่องว่ากับเราเห็นก็เช่นกัน
ประดับด้วยก้อนแก้วปัทมราช[๓๘]สดสะอาดทาเขียวก็เขียวขัน[๓๙]
มัจฉาว่ายรายเรียงมาเคียงกันแล้วมีพรรณบุปผาก็น่าชม
หล่นลงกลาดดาษเกลื่อนที่กลางน้ำถึงใจช้ำก็ค่อยชื่นอารมณ์สม
ทั้งหญิงชายชิงชวนกันเก็บชมแสนภิรมย์เบิกบานสำราญเรียง
แต่หนุ่มสาวคราวเรานี้นับร้อยลงเล่นลอยกลางธารประสานเสียง
ล้วนจับคู่ชู้ชายชม้ายเมียงที่คู่ใครใครเคียงประคองกัน
แสนสนุกจะมาทุกข์อยู่เพียงพี่ยิ่งทวีความวิโยคให้โศกศัลย์
เห็นคู่รักเขาสมัครสมานกันคิดถึงวันเมื่อมาดสวาทนาง
แต่วอนเวียนเจียนวายชีวิตพี่จึงได้ศรีเสาวภาคย์มาแนบข้าง
เจ้าเคืองขัดตัดสวาทขาดระวางจนแรมร้างออกมาราวอรัญวา
ครั้งอิเหนาสุริยวงศ์อันทรงกริชพระทรงฤทธิ์แรมร้างจินตะหรา
พระสุธนร้างห่างมโนห์ราพระรามร้างแรมสีดาพระทัยตรอม
องค์พระเพชรปาณีท้าวตรีเนตรเสียพระเวทผูกทวารกรุงพาลถนอม
สุจิตราลาตายไม่วายตรอมล้วนเจิมจอมธรณีทั้งสี่องค์
แสนสุขุมรุ่มร้อนด้วยร้างรักยังไม่หนักเหมือนพี่โศกสุดประสงค์
ไม่ถึงเดือนเพื่อนรักเขาทักทรงว่าซูบลงกว่าก่อนเป็นค่อนกาย
พี่แกล้งเฉยเลยชมชลาสินธุ์ในที่ถิ่นธารเกษมกระแสสาย
แต่เพลินชมอยู่นั้นตะวันชายก็กลับหมายมุ่งมายังอาราม ฯ
๏ ถึงพบเพื่อนที่รู้จักเคยรักใคร่ก็เฉยไปเสียมิได้จะทักถาม
แต่คอยฟังเทวราชประภาษความเมื่อไรจะคืนอารามวัดระฆัง
พี่จะได้ทูลลาไปหาเจ้าเป็นทุกข์เท่านี้แลน้องไม่วายหลัง
พอแรมค่ำหนึ่งวันนั้นท่านพระคลัง[๔๐]หาบุญยังไปฉลองศาลาลัย
มีละครผู้คนอลหม่านกรับประสานสวบสวบส่งเสียงใส
สุวรรณหงส์ทรงว่าวแต่เช้าไปพี่เลี้ยงใส่หอกยนต์ไว้บนแกล
ตะวันบ่ายเข้าห้องก็ต้องหอกชาวบ้านนอกตกใจร้องไห้แซ่
บ้างฮาครืนยืนยัดอยู่อัดแอบ้างจอแจสุรเสียงที่เถียงกัน ฯ
๏ ละครหยุดอุตลุดด้วยมวยปล้ำยืนประจำหมายสู้เป็นคู่ขัน
มงคลใส่สวมหัวไม่กลัวกันตั้งประจันจดจับกระหยับมือ
ตีเข่าปับรับโปกสองมือปิดประจบติดเตะผางหมัดขว้างหวือ
กระหวัดหวิดหวิวผวาเสียงฮาฮือคนดูอื้อเออเอาสนั่นอึง
ใครมีชัยได้เงินบำเหน็จมากจมูกปากบอบบวมอลึ่งฉึ่ง
แสนสนุกสุขล้ำสำมดึงษ์พระผู้ถึงนฤพานด้วยการเพียร
แต่รอยบาทอนุญาตไว้ยอดเขาบุญของเราได้มาเห็นก็เย็นเศียร
บังคมคัลวันละสองเวลาเวียนแต่จำเนียรนับไว้ได้สี่วัน ฯ
๏ จอมนรินทร์เทวราชประภาษสั่งจะกลับยังอาวาสเกษมสันต์
วันรุ่งแรมสามค่ำเป็นสำคัญ[๔๑]อภิวันท์ลาบาทพระชินวร
ถึงท่าเรือลงเรือไม่แรมหยุดก็เร็วรุดตั้งหน้ามาหาสมร
แต่ตัวพี่ยังมาในสาครน้ำใจจรมาถึงเสียก่อนกาย
ได้วันครึ่งถึงเวียงประทับวัดโทมนัสอาดูรค่อยสูญหาย
นิราศนี้ปีเถาะ[๔๒]เป็นเคราะห์ร้ายเราจดหมายตามมีมาชี้แจง
ที่เปล่าเปล่ามิได้เอามาเสกใส่ใครไม่ไปก็จงจำคำแถลง
ทั้งคนฟังคนอ่านสารแสดงฉันขอแบ่งส่วนกุศลทุกคนเอย ฯ


[๑] แต่งเมื่อปลาย พ.ศ. ๒๓๕๐ เมื่อครั้งสุนทรภู่เป็นมหาดเล็กในพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ โอรสกรมพระราชวังหลัง

[๒] บางฉบับว่า “โอ้อาลัยใจหายเป็นห่วงหวง”

[๓] หญิงชื่อจันทร์ เป็นนางข้าหลวงในพระราชวังหลัง และเป็นภรรยาของท่านสุนทรภู่ แต่ระหว่างนี้คงจะมีเรื่องหึงหวงโกรธเคืองกัน และแยกกันอยู่มาประมาณ ๑ เดือนแล้ว

[๔] เดือน ๓ ปีเถาะ นพศฏ พ.ศ. ๒๓๕๐

[๕] พระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสในกรมพระราชวังหลัง ทรงผนวชอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม

[๖] ฉบับเขียนสมุดไทย บางฉบับเป็น “ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร”

[๗] ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๓ ตรงกับวันจันทร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๕๐

[๘] มีผู้รู้บางท่านว่าน่าจะเป็น “ถึงสามเสนแจ้งนามตามสำเหนียก”

[๙] มีผู้รู้บางท่านว่าน่าจะเป็น “จึงแจ้งนามสามเสนเป็นชื่อคุ้ง” หรือ “จึงขนานนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง” (ดูภาคผนวก)

[๑๐] มีผู้รู้บางท่านว่าน่าจะเป็น “ขอใจนุชที่พี่สุจริตรัก”

[๑๑] มีผู้รู้บางท่านว่าน่าจะเป็น “จงหน่วงหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขำ”

[๑๒] ฉบับเขียนสมุดไทยบางฉบับเป็น “ถึงแสนคนจะมาวอนฉะอ้อนคำ”

[๑๓] เห็นต้นจันทน์ชื่อเหมือนภรรยา ดูต่อไปข้างหน้า

[๑๔] ฉบับเขียนสมุดไทยเป็น “แมลงภู่”

[๑๕] ฉบับเขียนสมุดไทยเป็น “พี่คิดพรั่นใจฉงนอยู่คนเดียว”

[๑๖] ฉบับเขียน (ทั้ง ๓ ฉบับ) เป็น “เห็นกิ่งกีดมีดพร้าเขาราราน”

[๑๗] ฉบับเขียนเป็น “ถึงวัดตำหนักพักเพลพอเสวย” และอีกฉบับหนึ่งเป็น “ถึงวัดตำหนักพักพลพอเสวย”

[๑๘] ฉบับเขียนสมุดฝรั่งเป็น “สักครู่หนึ่งก็มาถึงบางอออิน” (ดูภาคผนวก)

[๑๙] ฉบับเขียนสมุดฝรั่งเป็น “พี่แลแลเห็นแต่ตลิ่งชัน”

[๒๐] ฉบับเขียน ๔ ฉบับเป็น “เสโทซับซาบโทรมทั้งนาสา”

[๒๑] ฉบับเขียนเป็น “แสงเดือนแอร่มแจ่มอัมพร” และบางฉบับเป็น “แสงทองส่องแอร่มแจ่มอัมพร”

[๒๒] ตำบลบางโขมด อยู่ในท้องที่อำเภอบ้านหมอ เป็นทางผ่านคลองเริงราง มีสะพานเรียกว่าสะพานช้าง แต่ก่อนทำด้วยท่องซุง ต่อมาชำรุดจึงรื้อออก เดี๋ยวนี้สร้างเป็นสะพานไม้ธรรมดา อยู่ข้างวัดสุนทรเทพมุนี (วัดสะพานช้าง)

[๒๓] ฉบับเขียนเลขที่ ๑๕๒ ข. เป็น “ที่นกผู้ดูนกเหมือนอกพี่” แต่อีก ๒ ฉบับเป็น “ถ้านกผู้ดูนกเหมือนอกพี่”

[๒๔] ลำดับทางจากท่าเรือมาพระพุทธบาทตามเส้นทางเสด็จประพาส แต่ก่อนจะผ่านระยะดังนี้ ๑. บ่อโศก ๒. ศาลาเจ้าสามเณร ๓. หนอนคนที ๔. ศาลเจ้าพ่อเขาตก ๕. พระตำหนักและสระยอ
แต่ในกลอนนิราศนี้ ท่านสุนทรภู่พรรณนาถึง ๑. บ่อโศก ๒. หนองคนที ๓. ศาลาเจ้าสามเณร ๔. เขาตก และ ๕. สระยอ

[๒๕] วันเพ็ญ กลางเดือน ๓

[๒๖] รูปยักษ์ปั้น ๒ คน ยืนถือกระบองสองข้างประตูกำแพงด้านเหนือเข้าลานพระพุทธบาท เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ แต่เป็นของซ่อมปั้นใหม่

[๒๗] นาคราวบันได ทางบันไดด้านเหนือตรงประตูยักษ์ เป็นนาค ๗ เศียรหล่อโลหะ เป็นของมีมาแต่เดิม เข้าใจว่าหล่อขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ครั้งกรุงศรีอยุธยา ส่วนทางบันไดด้านตะวันตก มี ๓ ช่องทางบันได เป็นนาค ๕ เศียรหล่อโลหะ หล่อขึ้นในรัชกาลที่ ๑ และในรัชกาลที่ ๕

[๒๘] รูปพระสัจพันธดาบส อยู่ในช่องกุฎิด้านเหนือ เดี๋ยวนี้ปิดทองทั้งตัว ฟันก็เป็นทองไม่ขาว

[๒๙] สิงโตหิน ๒ ตัว เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่

[๓๐] ฐานบัทม์พระมณฑป ปัจจุบันเป็นของสร้างขึ้นใหม่ ไม่มีครุฑจับนาค

[๓๑] ฉบับเขียนเลขที่ ๑๕๒ เป็น “ใบโพธิ์ร้อยดังระเหน่งอยู่เหง่งหงั่ง”

[๓๒] พรรณนาถึงลายมุกที่บานประตูพระมณฑป โปรดเทียบกับบุณโณวาทคำฉันท์

[๓๓] ฉบับเขียน ๓ ฉบับเป็น “ผนังในดูดีทั้งสี่ด้าน โอฬาฬารทองทาฝาผนัง”

[๓๔] แผ่นเงินที่ปูอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นของทำเมื่อ พ.ศ. ๒๕๙๔ มีจารึกบอกไว้ที่ผนังว่า “พื้นเสื่อเงินทำเสร็จวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๔ ค่าใช้จ่าย ๑๓๗,๑๓๕.๗๑ บาท น้ำหนัก ๔๒๑.๖๕๒ ก.ก.”

[๓๕] คำอธิษฐานข้อนี้ บางทีจะเนื่องมาจากนางจันทร์ ภรรยาของท่านเป็นคนขี้หึง จนเกิดเรื่องโกรธเคืองกันก่อนเดินทางตามเสด็จมาพระพุทธบาทคราวนี้ เช่นกล่าวมาข้างต้นในนิราศนี้

[๓๖] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า เจ้าสามเณรน้อยองค์นี้ คงจะเป็นสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ขณะนั้นทรงผนวชสามเณร และคงจะเสด็จมานมัสการพระพุทธบาทในเทศกาลนี้ด้วย

[๓๗] ฉบับเขียนเป็น “พี่ดูดูเขาขาดแล้วหวาดจิต”

[๓๘] บางฉบับว่า “ประกอบด้วยกรวดแก้วปัทมราช สุกสะอาดสีเขียวก็เขียวขัน”

[๓๙] ฉบับเขียนบางฉบับว่า “สุกสะอาดขาวแดงดั่งแกล้งสรรค์”

[๔๐] พระยาพระคลัง (กุน) ซึ่งต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ได้เป็นเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ ที่สมุหนายก ท่านหาละครของครูบุญยัง นางโรงละครนอกมีชื่อเสียง ไปเล่นละครฉลองศาลาที่ท่านสร้างไว้ในลานพระพุทธบาท เรื่องละครที่กำลังเล่นและท่านสุนทรภู่กล่าวถึงนี้เป็นละครนอก เรื่องสุวรรณหงส์

[๔๑] แรม ๓ ค่ำ เดือน ๓ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๕๐

[๔๒] ปีเถาะ นพศก พ.ศ. ๒๓๕๐

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ