อโยธยากัณฑ์

ที่ ๒ - อโยธยากัณฑ์ จับแต่ท้าวทศรถปรารภจะให้อภิเษกพระรามเปนยุพราช ฝ่ายนางค่อมชื่อมนถรา [ซึ่งของเราเรียกว่า “กุจจี” แต่แท้จริง “กุจจี” มาจากคำ “กุพชี” ซึ่งแปลว่า “นางค่อม” เท่านั้น ไม่มีชื่อ] ได้ทราบจึ่งไปบอกนางไกเกยีและกล่าวยุยงต่างๆ นางไกเกยีจึ่งขอให้พระภรตได้เปนยุพราช และให้เนรเทศพระรามไปอยู่ป่ามีกำหนด ๑๔ ปี ท้าวทศรถได้ลั่นวาจาแล้วก็ต้องยอมตาม พระรามจึ่งออกจากนครพร้อมด้วยนางสีดาและพระลักษมณ์ สุมันตรไปส่งถึงฝั่งพระคงคา คุหะผู้เปนอธิบดีในหมู่นิษาท (ซึ่งเราเรียกว่าขุขัน) เปนผู้จัดเรือให้ข้ามลำคงคา พระราม นางสีดา และพระลักษมณ์ไปอาไศรยอยู่ในสำนักพระภรัทวาชมุนีในตำบลประยาค ที่ตรงลำน้ำพระคงคากับยมุนาบรรจบกัน อยู่ที่นี้คืน ๑ แล้วไปต่อไปจนถึงเจาจิตรกูฎ จึ่งไปอาไศรยอยู่ในสำนักแห่งพระมหาฤษีวาลมีกิ ฝ่ายท้าวทศรถเสียพระไทยอาไลยพระรามจนสิ้นพระชนม์ ฝ่ายพระภรตซึ่งท้าวอัศวบดีผู้เปนตาได้ขอไปอยู่ที่เมืองเกกัยนั้น เมื่อทราบข่าวว่าพระรามจะได้อภิเษกเปนยุพราชก็มีความยินดี จึ่งทูลลาท้าวอัศวบดีกลับมากรุงศรีอโยธยาพร้อมด้วยพระศัตรุฆน์ซึ่งได้ไปเมืองเกกัยด้วยนั้น ครั้นมาถึงกรุงศรีอโยธยา ทราบว่าพระราชบิดาสิ้นพระชนม์และพระเชษฐาถูกเนรเทศแล้ว ก็มีความโทมนัศเศร้าโศก และมีความแค้นนางไกเกยียิ่งนักถึงแก่จะฆ่าเสีย แต่พระศัตรุฆน์ห้ามไว้ พระภรตพร้อมด้วยพระวสิษฐมุนีผู้เปนปุโรหิตและพระวามเทพมุนี จึ่งจัดการถวายพระเพลิงพระศพท้าวทศรถตามประเพณี [ในรามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ มีข้อความกล่าวไว้ว่า ทั้งนางไกยเกยีและพระภรตถูกห้ามมิให้ถวายพระเพลิง แต่การห้ามเช่นนี้ในฉบับเดิมไม่มี ตรงกันข้าม กล่าวชัดว่าพระภรตเปนผู้จัดการถวายพระเพลิง เพราะฉนั้นต้องเข้าใจว่าการห้ามถวายพระเพลิงเปนของที่มาเติมขึ้นเองในฉบับไทย] เมื่อเสร็จการถวายพระเพลิงแล้ว บรรดาราชตระกูลได้เข้าหอพราหมณ์ ๑๐ วัน วันที่ ๑๒ ภายหลังวันถวายพระเพลิงแล้ว พระภรตจึ่งจัดทำพิธีศราทธพรตตามประเพณี (อย่างทำบุญ ๗ วันของเรา) ต่อนั้นไปอีก ๒ วัน พระภรตออกประทับกลางสภาอำมาตย์มนตรี จึ่งพร้อมกันอัญเชิญเสด็จพระภรตขึ้นครองราชย์ พระภรตไม่ยอมรับราชสมบัติ ตรัสว่าจะออกไปเชิญเสด็จพระรามเข้ามาทรงราชย์ เสนาพฤฒามาตย์ก็เห็นชอบด้วย จึ่งสั่งทำถนนจากกรุงศรีอโยธยาเตรียมไว้เปนทางเสด็จ ครั้นถึงวันดีพระภรตก็ยกกระบวนพยุหยาตราออกจากพระนคร พร้อมด้วยพระศัตรุฆน์ และนางเกาศัลยา นางสุมิตรา และนางไกเกยี ยกกระบวนไปจนจวนถึงเขาจิตรกูฎ พระภรตสั่งให้หยุดกระบวน แล้วเที่ยวหาพระรามจนพบ ก็เข้าไปเฝ้าเล่าความให้ทราบทุกประการ พระราม นางสีดา และพระลักษมณ์ ก็มีความเศร้าโศกยิ่งนัก แต่ครั้นพระภรตอัญเชิญพระรามให้กลับเข้าไปทรงราชย์ พระรามหายอมไม่ แม้พระมารดาทั้งสามช่วยกันวิงวอนก็ไม่ยอม เพราะมีความปราถนาจะรักษาสัตยวาทีแห่งพระราชบิดาไว้ พระภรตจึ่งขอประทานรองพระบาทไปแทนพระองค์ เชิญรองพระบาทขึ้นทูลเหนือพระเศียร แล้วยกพยุหยาตรากลับไปกรุงอโยธยา เชิญพระมารดาทั้งสามเข้าไปในวัง แล้วจึ่งออกไปตั้งอยู่ตำบลนนทิคาม ชายแดนโกศล ยกรองพระบาทขึ้นประดิษฐานบนภัทรบิฐภายใต้เสวตรฉัตร พระภรตเองเปนอุปราชสำเร็จราชการแทนรองพระบาทนั้น และพระภรตพระศัตรุฆน์ทั้งสององค์ก็ต่างถือเพศเปนโยคี ฝ่ายพระรามทราบว่าพญาขรน้องท้าวราพณาสูรมาตั้งนครอยู่ริมชนสถานและตั้งหน้ารบกวนฤษีชีพราหมณ์ในเขตรชนสถานนั้น จึ่งคิดจะไปตั้งอยู่เพื่อป้องกันพวกฤษีต่อไป ลาพระวาลมีกิออกจากจิตรกูฎเดินทางต่อไปในป่า แวะนมัสการพระอัตริมุนีและนางอนะสูยาผู้เปนชายา แล้วพระรามนางสีดา กับพระลักษมณ์ก็เข้าไปสู่ป่าทัณฑก คือชนสถานนั้นแล

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ