๏ เมื่อนั้น โฉมนางพิกุลทองเสน่หา
สมสู่อยู่ด้วยพระราชา อยู่มาก็ได้เจ็ดขวบปี
คิดถึงบิตุเรศมารดา จะละห้อยคอยหาทั้งสองศรี
จะชวนสมเด็จพระภูมี ไปเยี่ยมบูรีกับลูกยา ฯ

ฯ ๔ คำ ร่าย ฯ

๏ คิดแล้ว จึงทูลผัวแก้วเสน่หา[๑]
พระองค์จงทรงพระเมตตา แต่ข้ามาอยู่ก็หลายปี
รำลึกถึงบิตุเรศมารดา แก่เฒ่าชราไม่รู้ที่
ขอเชิญสมเด็จพระพันปี พาข้าน้อยนี้ไปพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมุงกุฎฟังน้องเสน่หา
เจ้าจะไปเยี่ยมเยียนพระพารา พี่ยาจะไปด้วยเทวี
จำเราจะขึ้นไปอำลา บิตุเรศมารดาเกิดเกศี
ทรงเครื่องเรืองรัตน์รูจี ชวนโฉมเทวีกับลูกยา
พร้อมทั้งสุรางค์นางใน ตามเสด็จท้าวไทถ้วนหน้า
พระเจ้าบทบาทยาตรา ไคลคลาขึ้นเฝ้าพระบิตุรงค์ ฯ

ฯ ๖ คำ เพลง ฯ

๏ มาถึงจึงชวนกันกราบกราน พระผู้ผ่านพิภพสูงส่ง
ทูลแถลงแจ้งกิจพระบิตุรงค์ ด้วยโฉมอนงค์นารี
บัดนี้โฉมนางพิกุลทอง เศร้าหมองจะไปเยี่ยมเกิดเกศี
จะกราบลาบิตุเรศชนนี แต่ในสามปีจะกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ศิลป์ไชยผู้รุ่งฟ้า
กับนางสุพรรณผู้มารดา ได้ฟังลูกว่าจะลาไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลูกรัก จะขัดนักก็เคืองอัชฌาศัย
เจ้าจะไปกับเมียก็ตามใจ อวยชัยให้พรพระลูกยา
เรียกเอานัดดามานั่งตัก จูบโฉมชมพักตร์เสน่หา
โอ้เจ้าจะไกลอัยกา จะตั้งใจบ่นหาทุกราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ เจรจา ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพิไชยมงกุฎเรืองศรี
รับพรบิตุเรศชนนี จึงตั้งอัญชุลีกราบลา
พระเสด็จมาสั่งเสนาใน ให้เอาสำเภาทองมาทอดท่า
ขนเครื่องบรรทุกเภตรา ...[๒] ต้นหนให้เตรียมไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ เจรจา ฯ

๏ สั่งแล้วเสด็จเข้ามา ทรงเครื่องอลังการ์ไม่ช้าได้
ทรงศรกับสังข์คู่ใจ ชมโฉมทรามวัยกับลูกยา
พร้อมทั้งนักสนมกรมใน ส่งเสด็จท้าวไททั้งวงศา
พอได้พิไชยฤกษ์พา ยาตราลงสู่สำเภาทอง ฯ

ฯ ๔ คำ เสมอ ฯ

๏ บัดนี้ ต้นหนคนงานทั้งผอง
เห็นเสด็จลงสู่สำเภาทอง ได้ฤกษ์แล้วให้ชักใบ
ถอนสมอตีม้าล่อระงม ยิงปืนระดมหวั่นไหว
เป่าสังข์ทั้งแตรเซ็งแซ่ไป บัดใจก็เคลื่อนสำเภามา ฯ

ฯ ๔ คำ โล้ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงนางกาสุวรรณยักษา
เป็นน้องกาชาวอสุรา สำแดงฤทธาในนัที ฯ

ฯ ๒ คำ กราว ฯ

๏ เห็นสำเภาทองของมนุษย์ พระพิไชยมงกุฎเรืองศรี
ฆ่าพี่กูม้วยชีวี ครั้งนี้จะลองฤทธิไกร
เอาพี่ไปไว้เป็นเมีย ฆ่าพี่กูเสียให้ตักษัย
ถึงกูจะม้วยบรรลัย ให้ฦาชื่อไว้ว่าน้องเมีย
บันดาลคลื่นลมระงมมา จะให้เภตรานั้นล่มเสีย
พี่เขยจะลองกับน้องเมีย ตายเสียให้ฦๅชื่อไวั
ว่าแล้วก็เข้าขวางหน้า ไม่ให้เภตรานั้นไปได้
โลดโผนโจนจับสำเภาไว้ ตีด้วยกระบองอสุรา ฯ

ฯ ๘ คำ เชิด ฯ

๏ เปรี้ยงเปรี้ยงเสียงฤทธิ์กระบองไชย สำเภาใหญ่แตกไปมิได้ช้า
เที่ยวค้นจะจับพระราชา เทพเจ้าบังตาอสุรี
ฝูงคนซึ่งอยู่ในเภตรา เป็นเหยื่อกับฝูงปลาม้วยเป็นผี
เร่งกริ้วโกรธใจอสุรี ไม่พบภูมีก็กลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ เชิด ฯ

๏ เมื่อนั้น นางพิกุลทองศรีใส
สำเภาแตกล่มจมนํ้าไป คว้าหาภูวไนยกับลูกยา
ให้มามืดมนเป็นพ้นไป ทรามวัยไห้พลางกันแสงหา
ดั่งชีวิตจะม้วยมรณา ฝูงปลาชะลอเอาเจ้าไป
ว่ายพลางชะแง้แลหา จะเห็นพระราชาก็หาไม่
นางภาวนาพลางทางว่ายไป กันภัยที่ท้องพระคงคา
เจ้าว่ายแต่นํ้าตุ๋มตุ๋ม กระทุ่มแต่นํ้าอยู่ฉ่าฉ่า
หิวโหยโรยแรงนางกัลยา ปิ้มว่าจะจมน้ำไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระสมุทรเป็นใหญ่
ซึ่งอยู่รักษาสมุทรไท สงสารทรามวัยจะมรณา
อย่าเลยมากูจะช่วยส่ง อย่าให้โฉมยงเจ้าสังขาร์
นิมิตเป็นขอนไม้มิได้ช้า ลอยรี่เข้าหานางทรามวัย ฯ

ฯ ๔ คำ โล้ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางพิกุลทองหมองไหม้
โผเข้ากอดเอาขอนไม้ คลื่นซัดไปฝั่งคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

๏ นางขึ้นเลียบอยู่บนหาดทราย โฉมฉายชะแง้แลหา
คอยดูผัวรักกับลูกยา โศกาพ่างเพียงจะขาดใจ
พ่อเจ้าประคุณของเมียเอ๋ย ทรามเชยพรัดไปอยู่ไหน
เป็นเวรเป็นกรรมได้ทำไว้ ที่ไหนเมียนี้จะเป็นตัว
ครั้งหนึ่งยักษ์ทำให้พลัดพราก ครั้งนี้มาจากทั้งลูกผัว
ถึงสิ้นชีวิตไม่คิดตัว ขอพบอยู่หัวกับลูกยา
ว่าพลางนางข้อนทรวงร่ำ นํ้าเนตรซึมซาบลงอาบหน้า
เกลือกลงกับฝั่งพระคงคา พ่างเพียงกัลยาจะขาดใจ ฯ

ฯ ๘ คำ โอด ฯ

๏ ครั้นว่าค่อยสร่างสมประดี จะนิ่งอยู่ฉะนี้ก็มิได้
เกลือกว่ายักษามาเที่ยวไพร จับได้จะม้วยมรณา
จึงเปลื้องสไบทรงทำธงไว้ ชลเนตรหลั่งไหลทั้งซ้ายขวา
เดินพลางเหลียวดูพระคงคา จนสุดสายตาเข้าลับไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ชาตรี ฯ

๏ เดินมา เข้าป่าระหงดงใหญ่
เทพเจ้าเบื้องบนเข้าดลใจ ฝูงสัตว์สิ่งไรไม่ราวี
ลุถึงเวฬุจักรนัครา เพลาพลบค่ำย่ำแสงศรี
เหน็ดเหนื่อยเลื่อยล้าหลายราตรี เทวีเข้าอยู่ใต้ต้นไทร
คิดถึงสามีกับลูกยา ชลนาแถวถั่งหลั่งไหล
ลดองค์ลงพิงต้นไม้ ร่ำไรจนผล็อยม่อยนิทรา ฯ

ฯ ๖ คำ ตระ ช้า ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ท้าวไทวิรุฬจักรยักษา
ครองเมืองเวฬุจักรนัครา ศักดาอานุภาพเกรียงไกร
นักสนมแปดหมื่นสี่พัน สาวสาวสกรรจ์ไม่นับได้
เมืองน้อยร้อยเอ็ดกรุงไกร ปูนปองถวายบรรณาการ
เธอมีพระราชบุตรี ชื่ออรุณวดียอดสงสาร
ฝ่ายพระมเหสีนงคราญ เยาวมาลย์สู่สวรรคาลัย[๓]
วันหนึ่งเข้าที่ไสยา ยักษานิมิตเป็นข้อใหญ่
ฝันว่าได้ดาวอันสุกใส ตกในพระหัตถ์อสุรา
รัศมีสว่างกระจ่างไป พลัดตกหายไปจากหัตถา
ผวาตื่นจากที่ไสยา ยักษาออกท้องพระโรงไชย ฯ

ฯ ๑๐ คำ เสมอ ฯ

๏ พร้อมทั้งอสูรเสนา เข้ามาบังคมประนมไหว้
พร้อมทั้งโหรนอกโหรใน จึงดำรัสตรัสไปแก่โหรา
คืนนี้เวลาปัจจุสมัย กูฝันหลากใจเป็นหนักหนา
ว่าดาวดวงหนึ่งโสภา ตกลงมาที่แท่นบรรทมใน
ในฝันว่าได้ชมชิด รัศมีวิจิตรแจ่มใส
แล้วมากลับกลายหายไป กูอัศจรรย์ใจเป็นพ้นนัก
ขุนโหรโหราทั้งหลาย ทำนายให้เห็นประจักษ์
แล้วยังมีเทวาสุรารักษ์ มาควักดวงเนตรของกูไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ฝันนี้ จะร้ายจะดีเป็นไฉน
จงเร่งทำนายทายไป ที่ในสุบินของกูมา ฯ

ฯ ๒ คำ เจรจา ฯ

๏ บัดนั้น ขุนโหรนอกในซ้ายขวา
คูณหารขับไล่ในตำรา มิช้าก็ทูลขึ้นทันใด
ฝันว่าได้ดาวดวงหนึ่งนี้ จะได้นางศักดิ์ศรีสูงใหญ่
ท้าวจะได้ภิรมย์ชมยาใจ แต่มิได้ร่วมรสประเวณี
จะได้เชยชมแต่ภายนอก หยิกหยอกปรีดิ์เปรมเกษมศรี
แต่นางนั้นไซร้ไม่ไยดี ด้วยมิใช่คู่อสุรา
ฝันว่าเทวามาควักเนตร จะเกิดเหตุเสียบุตรท้าวยักษา
แม้นมิเหมือนคำของโหรา ขอถวายชีวาในครานี้ ฯ

ฯ ๘ คำ เจรจา ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าววิรุฬจักรยักษี
ได้ฟังขุนโหรทูลคดี อสุรีกริ้วโกรธพิโรธใจ
อันธรรมดาว่าสตรี มันจะมีศักดิ์ศรีไปถึงไหน
ยศศักดิ์ของมันสักเท่าไร เมื่อได้มาอยู่ในมือกู
เหตุไรว่านางมิร่วมรัก ไม่สมัครสมาคมสมสู่
โฉลกคัมภีร์ที่เรียนรู้ มึงรํ่าเรียนต่อครูผู้ใดมา
ท้าวเร่งพิโรธโกรธใจ ดั่งเพลิงผลาญลามไหม้ในเวหา
ตรัสสั่งมหาเสนา เอาอ้ายโหราไปจำไว้ ฯ

ฯ ๘ คำ เจรจา ฯ

๏ ครั้นว่าสั่งแล้วท้าวยักษา ร่านร้อนวิญญาณ์ดั่งเพลิงไหม้
โหราทำนายทายไว้ ว่าจะได้เอกองค์นารี
ให้เดือดร้อนพระทัยจะไปป่า ตรัสสั่งเสนายักษี
ให้เตรียมพหลมนตรี แต่ในบัดนี้จงเร็วรา ฯ

ฯ ๔ คำ ส่งโทน ฯ

๏ สั่งเสร็จเสด็จเข้าที่สรง สำอางองค์วิจิตรเลขา
สอดใส่สนับเพลาเพราตา จีบโจงภูษาอันงามดี
สอดทั้งชายไหวชายแครง กระหนกกระหนาบสวมแดงแสงศรี
ฉลององค์ยงยิ่งอย่างดี สอดใส่สร้อยมณีจินดา
เกราะเพชรเก็จแกมหน้าหลัง นาคเกี้ยวเครือกระจังทั้งซ้ายขวา
ทองกรธำมรงค์รจนา ทรงมหามงกุฎวุฒิไกร
ทรงจักรคทาธรศรสิทธิ์ ฤทธาดั่งจะแข่งพระสุริย์ใส
ยืนบนเกยแก้วแววไว ให้ยกพลไกรจากพารา ฯ

ฯ ๘ คำ กราว ฯ

๏ มาถึง ยังที่อรัญพงป่า
ยักษีจึงมีพระบัญชา เสนาเร่งตั้งพลับพลาไชย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งบังคมไหว้
ออกมาสั่งกันทันใด บัดใจก็แล้วทันที ฯ

ฯ ๒ คำ เจรจา ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าววิรุฬจักรยักษี
ได้ฟังมหาเสนี อสุรีเสด็จขึ้นพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ เสมอ ฯ

๏ เอนองค์ลงเหนือปัจถรณ์ เร่งร้อนพระทัยใฝ่หา
ถึงที่ความฝันอสุรา โหราทำนายทายไว้
ว่าจะได้เอกองค์นารี ยักษีรำจวนครวญใคร่
จึงเผยพระแกลแลไกล เห็นไปว่าองค์นางเทวี
ผุดลุกผุดนั่งตั้งคอยหา แล้วกลับเข้ามาพลับพลาศรี
สติอารมณ์ไม่สมประดี อสุรีก็เคลิ้มหลับไป ฯ

ฯ ๖ คำ ตระ ฯ

๏ บัดนั้น หมู่มารพวกทหารน้อยใหญ่
เห็นท้าวเข้าที่บรรทมใน เที่ยวจับสัตว์ในพนาวา ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

๏ เที่ยวไล่โคถึกมฤคี ยักษีจับกินเป็นภักษา
พากันเล็ดลอดสอดมา แลเห็นกัลยานารี
รูปร่างเจ้างามดั่งเทวา มานอนอยู่ไยในไพรศรี
บางว่าจะกินนางเทวี บ้างว่าอย่างนี้ฝากเจ้านาย
ด้วยว่าท่านท้าวเธอร้อนรน ยกรี้กรีพลมาขวนขวาย
จะได้รางวัลเป็นมากมาย ทั้งหลายเห็นชอบทุกตัวคน
ที่โง่เง่าให้เฝ้าอยู่รักษา ที่มีปัญญาก็เสือกสน
จะใคร่ได้หน้าทุกตัวคน รีบร้นวิ่งแข่งกันเข้ามา ฯ

ฯ ๘ คำ เชิด ฯ

๏ มาถึง ยังที่ประตูอยู่รักษา
ทุ่มเถียงโจษกันนี่นันมา เร่งเปิดทวาราจะเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ เจรจา ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าววิรุฬจักรฤทธิไกร
ได้ยินเสืยงอื้ออึงคะนึงไป ท้าวไทก็ตื่นจากนิทรา
สั่งให้เปิดบานทวารไชย มันได้อะไรมานักหนา
ได้ยินเสียงเถียงกันเป็นโกลา เร่งบอกกูมาบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนากราบทูลท้าวยักษี
ข้าไปได้พบนางนารี นอนหลับอยู่ที่ใต้ต้นไทร
ทรงเบญจกัลยาณี สตรีในโลกไม่เปรียบได้
แม้นได้มาครองภพไตร กับองค์ท้าวไทจะสมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ เจรจา ฯ

๏ ฟังเสนี อสุรีปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ฟังกล่าวถึงโฉมนิ่มนวลจันทร์ ดั่งได้ผ่านไอศวรรย์ชั้นฟ้า
พระองค์รีบรัดบทจร ไม่ทันทรงอาภรณ์ภูษา
พระองค์เสด็จลีลา สั่งให้เสนานำหน้าไป ฯ

ฯ ๔ คำ เชิด ฯ

๏ มาเห็น โฉมนางยังนอนอยู่หลับไหล
ให้ห้ามปากเสียงสกลไกร ท้าวไทก็เสด็จเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ชมโฉม ฯ

๏ นั่งลงข้างองค์นางโฉมตรู พิศเพ่งเล็งดูทั้งซ้ายขวา
งามทั้งดวงพักตร์ลักขณา กามารัญจวนป่วนใจ
สองเต้าตั้งดั่งดอกบัว ยิ่งยั่วยวนจิตพิสมัย
อย่าเลยจะปลุกนางทรามวัย ให้เจ้าตื่นจากนิทรา
เจ้าลุกขึ้นเถิดนางทรามวัย เจ้ามานอนอยู่ไยที่ในป่า
ปลุกพลางทางยุดนางกัลยา กลัวว่าตื่นแล้วจะแล่นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางพิกุลทองศรีใส
ค่อยตื่นฟื้นองค์ทรามวัย แลไปก็เห็นพญามาร
นางผาดแผดร้องขึ้นสุดเสียง เพียงหนึ่งพระกาลมาสังหาร
มาช่วยเมียด้วยพระภูบาล ลูกเอ๋ยมาช่วยพระมารดา
บัดนี้ยักษีผีเสื้อ มันจะกินเนื้อเป็นภักษา
ร้องพลางนวลนางเจ้าหลับตา จะแลดูยักษาก็ไม่มี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าววิรุฬจักรยักษี
ลูบโลมรับขวัญนางเทวี มารศรีจะกลัวพี่ไยนา
พี่ใช่ยักษีผีเสื้อ เดินป่าล่าเนื้อเป็นภักษา
เชื้อสกุลยักษีมีศักดา เชื้อวงศ์พงศาล้วนเทวัญ
เพลาเช้าพี่ไสยา นิทราเคลิ้มจิตนิมิตฝัน
โหราทำนายทายทักพลัน พร้อมกันว่าฝันพี่ดีนัก
ว่าพี่จะได้มเหสี สกุลวงศ์พงศ์พีอันมีศักดิ์
ได้มาประสบพบน้องรัก อัคเรศอย่าได้มาตกใจ
ขอเชิญท้าวน้องไปครองเมือง อันรุ่งเรืองเป็นสุขแจ่มใส
จะมอบเวนสาวสรรกำนัลใน ให้เจ้าเป็นใหญ่ในนาริน
นักสนมหกหมื่นสี่พัน จะให้เป็นกำนัลเจ้าหมดสิ้น
เจ้าอย่ากังขาราคิน เชิญไปเป็นปิ่นนัครา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พิกุลทองคลอเนตรทั้งซ้ายขวา
ได้ฟังพญามารกล่าววาจา ว่าจะเสน่หาเป็นไมตรี
แม้นว่าตัดพ้อมิง้องอน จะหํ้าหั่นบั่นรอนให้เป็นผี
คิดแล้วจึงตอบไปทันที ให้ท้าวยักษีแจ้งใจ
ข้านี้ลูกเต้าผัวมี จะพรหมจารีก็หาไม่
ลูกผัวพลัดพรากจากไป ข้าร้องไห้คนเดียวเที่ยวมา
อันซึ่งจะให้ครองกรุงไกร เจ้าประคุณยกไว้เหนือเกศา
เป็นคนเมามัวชั่วช้า อันข้อนี้ยักษาจงควรฟัง
ขึ้นชื่อว่าใจอกุศล พ้นจัตุราบายที่ไหนมั่ง
ความรักชักหน่วงเป็นห่วงรั้ง ถ้าประมาทพลาดพลั้งจะเสียตัว
อันข้อคำสัตย์ตัดชีวิต ใครคิดคืนหลังจะยังชั่ว
สตรีที่นอกใจผัว มืดมัวไม่พ้นจัตุราบาย ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าววิรุฬจักรฦๅสาย
ได้ฟังถ้อยคำร่ำภิปราย จึงกล่าวธิบายตอบไปพลัน
ถ้อยคำว่านั้นหลักแหลม แนมเหน็บเจ็บปวดกวดขัน
ทั้งหว่านทั้งล้อมป้องกัน ใครจะรู้เท่าทันนางกัลยา
เมื่อเจ้ามานอนอยู่กลางดิน สิงห์สัตว์จะกัดกินเป็นภักษา
ลูกผัวอยู่ไหนไม่ตามมา ปดเปล่าเดาว่าให้เบื่อใจ
หรือผัวเจ้านอนอยู่แนบข้าง พี่เบียดเสียดเข้ากลางหรือไฉน
เมื่อของตกแล้วเราเก็บได้ บาปกรรมจะได้ไฉนนา
หรือเจ้าทำคิดนอกใจ แหนงหน่ายในความเสน่หา
เขาแกล้งล่อลวงเอาเจ้ามา ทิ้งไว้ในป่าแล้วหนีไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ได้ฟัง นางคั่งแค้นอกหมกไหม้
นางจึงโต้ตอบคำไป มิได้คิดเกรงอสุรี
มาหยักเหยาเซ้าซี้ไม่อินัง น่าเกลียดน่าชังท้าวยักษี
ยิ่งบอกว่าลูกผัวมี ขืนมาพาทีแต่ชอบใจ
แม้นผัวข้าอยู่ได้เห็น ที่ไหนจะทำเป็นแก่ข้าได้
ข้าไม่ยักยอกนอกใจ กรรมมีจึงได้มาจากกัน
จะมาทำผิดไม่คิดบาป เห็นแต่จะได้ลาภก็ตัวสั่น
ไม่คิดว่าภัยในนรกนั้น จะสังหารชีวันพันทวี
ต้นงิ้วหนามคมเสมือนกรด ยมบาลไม่ลดท้าวยักษี
แร้งกาจิกทึ้งอยู่อึงมี่ ยักษีไม่คิดอาตมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เจ้าพี่ อย่าพาทีปดเปล่าเล่าว่า
นรกหมกไหม้ที่ไหนมา หรือว่าใครเห็นสักกี่คน
มาพบเจ้านอนอยู่เอกา พี่จะพาเจ้าไปให้เป็นผล
พี่ผิดเมียท่านก็หลายคน จะขึ้นงิ้วสักต้นก็ไม่มี
ว่าพลางตระโบมโลมไล้ ถอยหนีพี่ไยนางโฉมศรี
หรือเจ้ามิยอมเป็นเมียพี่ จะหํ้าหั่นชีวีไว้ในป่า
.......................... ..........................[๔]
เลือดเนื้อจะเป็นเหยื่อแก่ยักษา จะคิดว่ากระไรนางเทวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ อย่าคิด ถึงจะสิ้นชีวิตไม่ถอยหนี
ผัวสองครองข้าไม่ไยดี สู้ม้วยเป็นผีด้วยสัจจา
มาฟันเสียเถิดท้าวยักษี ให้ดับชีวีสังขาร์
จะเอากายไปเกิดในเมืองฟ้า ขอแต่สัจจาข้าคงไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าววิรุฬจักรฤทธิไกร
กริ้วโกรธฮึดฮือคือไฟ จะใคร่ฆ่าฟันนางกัลยา
แม้นกูจะหํ้าหั่นฟันนาง เสียดายรูปร่างนางนักหนา
เสียแรงคิดหวังตั้งใจมา เป็นเอกอัครกัลยาในกรุงไกร
เหมือนหนึ่งลูกไก่อยู่ในมือ ทางหรือจะขัดแข็งได้
คิดแล้วก็สั่งพลไกร ให้เตรียมรถไว้จงเร็วรา
สั่งแล้วพญายักษี กำชับมนตรีซ้ายขวา
แม้นกูเข้าอุ้มนางกัลยา อสุรามึงโห่เอาไชย
ว่าแล้วเสด็จเข้ามา กล่าวเกลี้ยงโอภาปราศรัย
เข้าโอบอุ้มองค์นางทรามวัย ขึ้นใส่รถไชยเข้าพารา ฯ

ฯ ๑๐ คำ โอด ฯ

โอ้ ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางพิกุลทองทรงโศกา
โอ้ว่าครั้งนี้จะมรณา จะมิได้เห็นหน้าพระสามี
โอ้เจ้ารักเจ้ายมของแม่เอ๋ย กรรมสิ่งใดเลยไม่รู้ที่
เมื่อครั้งหนี่งแม่เป็นชะนี ได้ลูกสองศรีมาคิดการ
ครั้งนี้ยักษาหามาไว้ ไหนเลยจะได้คืนสถาน
ในอกหมกไหม้ดั่งไฟกาล นงคราญปิ้มจะม้วยมรณา ฯ

ฯ ๖ คำ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าววิรุฬจักรยักษา
เห็นนางมาร่ำโศกา ปลอบว่านิ่งอยู่อย่าร่ำไร
พี่จะให้เป็นใหญ่ในกรุงยักษ์ ให้นงลักษณ์ครอบครองอย่าหมองไหม้
อีกทั้งนักสนมกรมใน จะมอบให้เจ้าสิ้นทั้งบุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พิกุลทองขัดแค้นยักษี
ด้วยคำพญาอสุรี ดั่งเกศีจะขาดจากกายา
คิดแล้วจึงร้องว่าไป เหวยอ้ายจังไรริษยา
เป็นไรไม่อยู่ท่าพระราชา ดีแล้วหนีมานี้ว่าไร
เห็นกูเป็นสตรีมาขี่ข่ม จะสู้ด้วยคารมหากลัวไม่
กว่าจะสิ้นเสียงกูบรรลัย ไม่ปราศรัยมึงแต่สักนิด
สิ้นชายแล้วหรือในธรณี จะเอาอ้ายเดียรถีย์มาเชยชิด
อ้ายเหล่าร้ายขี้ขโมยทุจริต เปลื้องปลิดลักเมียของเขามา
ให้ลูกรักเมียรักตายจากอก ให้มึงตกอวิจีจงนักหนา
อย่าให้ทันไปถึงพารา ให้อสุนีผ่าเศียรมึงแตกตาย
อย่าให้ทันสั่งบุตรภรรยา ทั้งโคตรวงศาทั้งหลาย
พระธรณีจงแยกสูบกาย ฉิบหายที่กลางมรคา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ขุนมารกริ้วโกรธเป็นนักหนา
สตรีคนนี้อหังการ์ เผชิญเกินมาทุกทีไป
มาแช่งชักด่าทอพ้อตัด ใครมั่งจะมิขัดอัชฌาศัย
เห็นว่ากูรักทำหนักไป จะฟันให้ย่อยยับลงกับรถ
เป็นหญิงแสนคมคารมกล้า หยาบช้าด่ากูเป็นสาหส
นางร้องดิ้นรนอยู่บนรถ รากษสปิดปากนางเข้าไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พิกุลทองแค้นขัดอัชฌาศัย
มึงมาปิดปากกูไว้ไย กูจะด่าให้ยับไปบัดนี้
กูไม่อยากยอมไปเป็นเมีย จะหํ้าหั่นบั่นเสียให้รู้ที่
มึงฟันกูลงเสียบัดนี้ ดีกว่าที่จะหาเอากูไป
เจ้าข้าเอ๋ยนี่แน่ะไม่ยอมด้วย จะหํ้าหั่นให้ม้วยตักษัย
ดูเอาเถิดเงือดงดอดไว้ไย ฟันเสียให้ตายไปบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ชิชะท้าทายกูแค้นนัก เหตุว่ากูรักว่ารูปดี
หาไม่อะไรอย่างนี้ ทีเดียวก็จะม้วยเป็นจุณไป
ว่าแล้วเร่งรัดนายสารถี ตีต้อนรีบร้นพลไพร่
นางจะด่าทอสักเท่าไร นิ่งเสียมิได้นำพา ฯ

ฯ ๔ คำ เชิด ฯ

๏ มาถึงเสด็จเข้าในที่ สั่งนางสาวศรีถ้วนหน้า
ให้ไปรับองค์นางกัลยา พาเข้าไปไว้ปราสาทไชย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กำนัลรับสั่งบังคมไหว้
ออกไปรับองค์นางอรไท พาเข้าไปไว้ห้องทอง ฯ

ฯ ๒ คำ เพลง ฯ

๏ พานางมาถึงปรางค์ใน โลมเล้าเอาใจอย่าเศร้าหมอง
พญายักษ์ตั้งใจปูนปอง จะได้ครองสมบัติทั้งพารา
จัดแจงให้อยู่บัลลังก์แก้ว กวาดแผ้วหมดจดหนักหนา
เสร็จแล้วก็ชวนกันออกมา จากห้องไสยาทุกคนไป ฯ

ฯ ๔ คำ เชิด ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางพิกุลทองก็หมองไหม้
อยู่ในห้องคนเดียวเปลี่ยวใจ ซบพักตร์รํ่าไรโศกา
โอ้คราทีนี้จากผัว น่าที่จะเสียตัวด้วยยักษา
อสุรีมาบีฑา เห็นว่าไม่พ้นอัประมาณ
นางจึงยอกรบังคมไหว้ เทพไท้แล้วตั้งอธิษฐาน
เดชะข้าขอต่อภูบาล ไม่คิดการยักยอกนอกใจ
.......................... ..........................[๕]
ขอให้เปล่าปลอดรอดภัย ให้ได้พบผัวรักกับลูกยา
นางพิษฐานพลันทันใด ชลเนตรหลั่งไหลทั้งซ้ายขวา
นางซบพระพักตร์ลงโศกา ฉายาพิลาปร่ำไร ฯ

ฯ ๑๐ คำ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามารผ่านภพเป็นใหญ่
ส่งนางไปอยู่ปรางค์ปราสาทไชย หมายใจคำนึงถึงกัลยา
โฉมสร้อยสุดสวาดิบาดตาพี่ วันนี้จะได้ลงไปหา
คิดแล้วยักษีมีศักดา แปลงกายกายาบัดเดี๋ยวใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ตระ ฯ

ชมตลาด

๏ ทรงโฉมฉายเฉิดเลิศฟ้า ในโลกโลกาไม่เปรียบได้
อ้อนแอ้นแม้นเทพตรึงษ์ไตร ทรงเครื่องวิไลละลานตา
ทิ้งทอดพระกรอ่อนระทวย พระนาดนวยกรีดกรทั้งซ้ายขวา
ออกจากห้องปรางค์รจนา ลีลาลงมาตำหนักจันทน์ ฯ

ฯ ๔ คำ เพลงฝรั่ง ปีนตลิ่ง ฯ

๏ มาถึง จึงเห็นทวารทองนั้นปิดมั่น
เคาะเคาะพระเคาะใบดาลพลัน ขวัญตามารับพี่ฉับไว
เจ้าบังอรนอนหลับแล้วหรือยัง เจ้าอาวรณ์คิดถึงพี่บ้างหรือหาไม่
วันนี้ฤกษ์งามยามไชย เราจะได้เสพสมภิรมย์กัน
ร่ายเวทสะเดาะทวารไชย เข้าไปนั่งลงริมจอมขวัญ
กับผัวของเจ้ากระไรกัน ผินพักตร์มาดูพี่ก่อนรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พิกุลทองขัดแค้นเป็นหนักหนา
บิดเบือนพักตร์ผินไม่นำพา แกล้งด่ายุงเปรียบให้เจ็บใจ
พอเห็นยุงริ้นบินมา กัลยาเจ้าด่าประชดให้
เหม่เหม่อ้ายยุงจังไร หมายใจจะกินแต่เลือดกู
เนื้อหนังกำนัลขันที อ้ายยุงบัดสีไม่อดสู
จะสับให้ยับกับมือกู ทุดอ้ายแสนรู้เร่งถอยไป
เหวยเหวยอ้ายยุงสองหน้า กูจะด่าจะสับไม่หวาดไหว
มันจะข่มเหงกูสักเท่าไร หัวมึงจะปลิวไปดังสับปลา ฯ

ฯ ๘ คำ เจรจา ฯ

๏ ยักษี ได้ฟังพาทีนางเปรียบด่า
ได้อายสาวสรรกัลยา ในอกยักษาให้เตรียมตรม ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พาที เจ้าจะด่ายุงนี้ไม่เหมาะสม
ชิชะเจ้าแกล้งแต่งคารม เห็นสมแล้วหรือว่าด่าสัตว์
ว่ายุงมากัดเอาได้ มันขบเอาที่ไหนเข้าสนัด
เจ้าจึงพิโรธโกรธฟัด ขบกัดเอาเจ้าได้กี่ที
อสุรีพิโรธโกรธใจ ทันใดก็กลับเป็นยักษี
สิบเศียรยี่สิบกรอสุรี ถือพระขรรค์ไชยศรีเข้าฟาดฟัน ฯ

ฯ ๖ คำ เชิด ฯ

๏ .......................... ..........................[๖]
เดชะความสัตย์ของนางนั้น พระขรรค์ก็หักออกทันที
จะประโยชน์อะไรอีขี้ริ้ว ..........................
เขาทิ้งเสียแล้วมาถึงนี่ เช่นนี้กูไม่ขอพบมึง
ว่าเป็นราพณ์ร้ายอสุรา ยศฐาไม่เยี่ยมเทียมถึง
เจ้าป้องกันว่าพี่จะเคล้าคลึง เจ้าเลือกเอาให้ถึงที่หนำใจ
จะส่งไปเป็นทาสชาวครัว ..........................
.......................... ให้เขาจิกหัวเอาไว้ใช้ ฯ

ฯ ๘ คำ เพลง ฯ

๏ มาถึงนายวิเสทซ้ายขวา ให้เอากัลยามาส่งให้
รับสั่งให้จำตรากตรำไว้ ให้แล้วนางในก็กลับมา ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ


[๑] เริ่มความในหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๒๘

[๒] เอกสารหนังสือสมุดไทยชำรุด

[๓] เนื้อความตอนนี้กล่าวถึงมเหสีของท้าววิรุฬจักรว่าสิ้นชีวิตแล้ว ซึ่งขัดแย้งกับเนื้อความตอนท้ายเรื่องที่กล่าวว่ามเหสีของท้าววิรุฬจักรยังมีชีวิตอยู่ ดังความว่า

“ ๏ เมื่อนั้น นางพญากำสรดน่าสงสาร
เห็นลูกเขยมาประณตบทมาลย์ นงคราญรับคมประนมกร...”

[๔] เนื้อความในหนังสือสมุดไทยหายไป

[๕] เนื้อความในหนังสือสมุดไทยหายไป

[๖] เนื้อความในหนังสือสมุดไทยหายไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ