๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงอสุรีกาขาวสาวสรร
ครั้นคลายเวทมนตร์ของทรงธรรม์ นางก็ฟื้นตื่นพลันจากนิทรา
เหลียวไปไม่เห็นพระภูมี ยักษีโศกเศร้าถวิลหา
ทิ้งเมียเสียได้ไม่เมตตา ฤๅว่าเสด็จไปแห่งใด
นางยักษ์ลงไปดูเภตรา ทั้งสำเภาทอดท่าหาเห็นไม่
ให้ร้อนรนกระวนกระวายใจ จะตามไปให้ถึงพระบุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ คิดแล้ว ฉวยจับกระบองแก้วของยักษี
สำแดงแผลงอิทธิฤทธี อสุรีเร่งตามไปพลัน ฯ

ฯ ๒ คำ กราวใน ฯ

๏ ตามไป ล่วงแดนกรุงไกรเขตขัณฑ์
เย็นรอนอ่อนแสงสุริยัน ถึงขอบขัณฑ์พระมงกุฎกรุงไกร
จะลอบเข้าไปในพารา ขอบขัณฑเสมาไม่เข้าได้
จะคอยอยู่ให้พบพระภูวไนย จึงจะปลอมเข้าไปในบุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ตระ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางพิกุลทองโฉมศรี
สมสู่อยู่ด้วยพระภูมี เป็นข้าหลายปีนานมา
มีบุตรคนหนึ่งชื่อเจ้ารัก งามสุดทรงศักดิ์เสน่หา
เย็นเช้าขึ้นเฝ้าพระบิดา พระชันษาเจ้าได้เจ็ดปี
ยังอยู่ในครรภ์นางกัลยา ถ้วนทศมาสานางโฉมศรี
เจ็บครรภ์ประชวรพระนาภี เทวีจะคลอดพระลูกยา
เถ้าแก่ชาวแม่พระกำนัล ห้อมล้อมแจ่มจันทร์อยู่พร้อมหน้า
บ้างขึ้นไปทูลพระบิดา บอกว่าประชวรพระนาภี ฯ

ฯ ๘ คำ เชิด ฯ

๏ ขอเชิญสมเด็จพระมารดา ทั้งพระอัยกาเรืองศรี
เชิญเสด็จลงไปในบัดนี้ เทวีจะคลอดพระบุตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิตุรงค์ตกใจเป็นนักหนา
ทั้งองค์สุพรรณผู้มารดา ก็เสด็จลีลาทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

๏ ครั้นถึงเฝ้าประคองพระลูกยา เจ้าอย่าโศกากันแสงไห้
แม่อย่าท้อแท้จงแข็งใจ มิใช่จะเป็นอะไรมี
ให้หมอตำแยเข้าแปรผัน ลูบท้องต้องครรภ์นางโฉมศรี
ครั้นได้ฤกษ์งามยามดี เทวีก็ประสูติพระลูกยา ฯ

ฯ ๔ คำ มโหรี ฯ

๏ เป็นชายโสภาแน่งน้อย ทรงโฉมแช่มช้อยเสน่หา
รูปทรงเหมือนองค์พระบิดา พระเจ้าย่าเข้ารับใส่พานทอง
ให้จัดนางนมพี่เลี้ยง ถนอมพร้อมเพรียงอยู่ทั้งผอง
ถวายนามตามวงศ์กันพี่น้อง ที่สองชื่อพระยมกุมาร
สำเร็จเสร็จพลันทันใด ต่างองค์ต่างไปราชฐาน
รักษาเลี้ยงดูพระกุมาร อยู่จำเนียรกาลนานมา ฯ

ฯ ๖ คำ เชิด ฯ

๏ เมื่อนั้น นางพิกุลทองเสน่หา
เมื่อจะพรากพรัดพระภัสดา เวราแต่หลังมาตามทัน
จะใคร่ไปเล่นทุ่งป่า ชมดอกบุษบากระเษมสันต์
โฉมนางจึงทูลพระทรงธรรม์ เมียขวัญนี้ไม่สบายใจ
ขอเชิญสมเด็จพระภูบาล ไปเล่นทุ่งชลธารให้แจ่มใส
ชมบุษย์บัวบานตระการใจ กับกุมารชาญชัยให้เปรมปรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎฟังน้องเสน่หา
เจ้าไม่สำราญวิญญาณ์ ตัวพี่จะพาคลาไคล
ว่าแล้วพระเสด็จออกมา ตรัสสั่งเสนาน้อยใหญ่
เตรียมเรือพระที่นั่งจงเร็วไว เราจะไปประพาสชลธี
ข้างนํ้าข้างในจะไปมั่ง จัดแจงเรือดั้งหลังคาศรี
สั่งเสร็จแล้วพลันทันที ภูมีเสด็จเข้ามา
ทรงเครื่องประดับเสร็จแล้ว ชวนโฉมน้องแก้วเสน่หา
กับองค์ลูกรักทั้งสองรา นักสนมซ้ายขวาก็ตามไป[๑]

ฯ ๘ คำ เสมอ ฯ

๏ ฝีพายโยนยาวมี่ฉาวมา กระทุ้งเสาโห่ลั่นสนั่นไหว
ลัดทุ่งมาตามชลาลัย เรือดั้งตั้งไล่พายสุ่มมา ฯ

ฯ ๒ คำ ชมตลาด ฯ

๏ เข้าทุ่งชมบุษย์บัวบัน บัวเผื่อนบัวผันสันตะวา
สัตตบุษย์บัวขาวแย้มผกา ตูมบานระย้าระยับไป
ดอกอุบลจงกลนี สารพันจะมีอยู่ไสว
บัวหลวงผุดสะพรั่งบังใบ ดอกฝักรายไปในนัที
ฝ่ายฝูงนางในดีใจนัก ชิงกันเด็ดหักอยู่อึงมี่
บัวขมสันตะวาในนัที ที่ใกล้วารีเก็บเอามา
บ้างถอนสาหร่ายสายโตนดลิงโลดใจ นางในชื่นชมหรรษา
โฉมพิกุลทองก็เปรมปรา สาวสรรกัลยาก็ยินดี ฯ

ฯ ๘ คำ ร่าย ฯ

๏ เมื่อนั้น กาขาวอสุรียักษา
รู้ข่าวว่าองค์พระภูมี พาองค์มเหสีเสด็จมา
นางยักษ์ชื่นชมภิรมย์ใจ เห็นจะได้ดังความปรารถนา
ออกจากสุมทุมพุ่มป่า เล็ดลอดสอดมาในนัที ฯ

ฯ ๔ คำ ตระ ร่าย ฯ

๏ ครั้นมาถึงใกล้ แอบไม้เห็นองค์พระโฉมศรี
พิศดูทั้งองค์นางเทวี อสุรีพิศดูไม่วางตา
จึงนิมิตดอกบัวอันใหญ่ยิ่ง งามพริ้งวิไลอันเลขา
ซ่อนตัวอยู่ในพระคงคา ผุดเคียงนาวาฝีพายไป ฯ

ฯ ๔ คำ ตระ ร่าย ฯ

๏ เมื่อนั้น นางพิกุลทองผ่องใส
เมื่อกรรมจะถึงนางทรามวัย เดินไปที่ริมพนาลี
เห็นดอกบัวบานตระการใจ ไม่รู้ว่ากลของยักษี
จึงยื่นหัตถ์ไปเด็ดเอาทันที อสุรีก็ฉุดลงในคงคา
ตีแล้วสาปด้วยเวทของยักษี ให้มึงเป็นชะนีไปอยู่ป่า
ต่อได้เลือดกูมาทา กายาจึงจะคืนสมประดี
นิมิตตัวใหม่เหมือนนางกัลยา แล้วผุดขึ้นนาวาร้องอึงมี่
จงช่วยเมียด้วยพระพันปี แต่งกิริยาพาทีให้เชื่อใจ
พระมงกุฎช่วยฉุดขึ้นนาวา จะรู้กลมารยาก็หาไม่
สำคัญว่าองค์นางทรามวัย ตระหนกตกใจไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ร่าย ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางพิกุลทองเร่งหมองศรี
ครั้นต้องเวทอสุรี กลายเป็นชะนีทันใด
ขึ้นเลียบอยู่ริมฝั่งพระคงคา ติดตามลูกยาพิสมัย
ความแสนพิศวาสจะขาดใจ ชลเนตรลามไหลตามเรือมา ฯ

ฯ ๔ คำ โอด ร่าย ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางอสุรีก็หรรษา
ทำรับพระกุมารน้อยมา เสวยนมมารดาพ่อยาใจ
เจ้าพิศดูนมพระมารดา เหม็นสาบยักษาไม่กินได้
ร้องไห้กันแสงดิ้นรนไป โผมาหาองค์พระพี่ยา ฯ

ฯ ๔ คำ ร่าย ฯ

๏ เมื่อนั้น เจ้ารักขัดใจเป็นนักหนา
เข้าชิงเอาองค์พระน้องมา นี่เป็นมารดาข้าเมื่อไร
ปลอบน้องนิ่งเถิดอย่าโศกา ชลนาแถวถั่งหลั่งไหล
ฟังพี่เถิดน้องอย่าร้องไป กรรมเราชื่อไรได้ทำมา
นางยักษ์เจ้าทำเป็นขัดใจ มิให้ภูวไนยเจ้ากังขา
ว่าดูเอาเถิดพระราชา ไม่เสวยนมข้าแล้วโศกี ฯ

ฯ ๖ คำ ร่าย ฯ

๏ เมื่อนั้น[๒] พระมงกุฎโกรธลูกทั้งสองศรี
สำคัญว่าองค์นางเทวี ภูมีกริ้วโกรธพิโรธใจ
เป็นไรเจ้ารักชิงน้องยม มิให้เสวยนมนี้ว่าไร
มึงว่าแม่มึงอยู่ที่ไหน ลูกอุบาทว์จังไรขายบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เจ้ารักกราบทูลพระบิดา
นางนี้มิใช่เป็นแม่ข้า น้องยาผิดกลิ่นสะอื้นอ้อน
ผิดเนื้อผิดนมพระมารดร เจ้ายมจึงอ้อนถวิลหา[๓]
ข้าเห็นมิใช่พระมารดา บิดาจงทราบในพระทัย
เหลือบเห็นชนนีเลียบริมน้ำ เรียกพลางทางร่ำสะอื้นไห้
โน่นแน่มารดาของข้าไซร้ ตามร้องไห้มาริมคงคา
แม่เจ้าประคุณของลูกแก้ว ใจลูกจะขาดแล้วไม่เห็นหน้า
มารับลูกด้วยพระมารดา น้องข้าอยากนมเป็นเหลือใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ฟังลูกว่า พระราชาเคืองขัดอัชฌาสัย
นี่อีบัดสีชะนีไพร ไปเรียกว่าเป็นพระมารดา
พระองค์กริ้วโกรธพิโรธใจ ลูกชั่วจังไรขายหน้า
ให้ฝีพายวาดเรือจงเร็วรา ส่งอ้ายสองราให้สาใจ
ครั้นเรือประทับกับหน้าท่า ขับลูกสองราไม่ช้าได้
เป็นกรรมของนางได้สร้างไว้ ก็มิได้พินิจพิศดู
ขับลูกเสียแล้วออกเรือไป ท้าวไทอัปยศอดสู
กระทืบเรือพระที่นั่งไม่ยั้งดู โฉมตรูเร่งฝีพายเข้าวังใน ฯ

ฯ ๘ คำ เชิด โอ้ ฯ

๏ เมื่อนั้น เจ้ารักอุ้มน้องเดินร้องไห้
วิ่งตามมารดาโศกาลัย เดินหนีลูกไยพระมารดา
เห็นแม่คลั่งคลุ้มกลุ้มใจ ปีนป่ายขึ้นไปบนพฤกษา
อุ้มน้องร้องเรียกมารดา แม่ข้ามาเถิดพระชนนี
มาหาลูกเถิดพระผ่านเกล้า น้องน้อยสร้อยเศร้าหมองศรี
แม่มานิ่งเสียได้ไม่ดูดี ปรานีลูกน้อยที่ยังเยาว์
แม่ข้าน้องยมอยากนมนัก ตัวข้าชื่อรักนี้อยากข้าว
ขอเชิญพระมารดาเจ้า ผ่านเกล้าทรงนมพระลูกยา ฯ

ฯ ๘ คำ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางพิกุลทองชะนีป่า
ปีนป่ายร่ายไม้บนพฤกษา วิญญาณ์ไม่เป็นสมประดี
ครั้นคลายคลั่งคลุ้มกลุ้มใจ เหลือบไปเห็นลูกทั้งสองศรี
อารมณ์ค่อยได้สมประดี เทวีลงจากต้นไทร ฯ

ฯ ๔ คำ เชิดฉิ่ง ฯ

๏ รับเอาลูกน้อยมาเชยชม ให้เจ้าเสวยนมแล้วร้องไห้
อียักษ์มันตีแทบบรรลัย ที่ไหนแม่นี้จะเป็นตัว
แม่นี้มีกรรมจำพลัดพราก จำจากแล้วพ่อทูนหัว
จิตใจแม่ให้มืดมัว ทูนหัวแม่เอยแม่จากไกล
กินนมเสียเถิดนะพระทอง เจ้ารักเลี้ยงน้องอย่าร้องไห้
นางสั่งลูกพลางทางร่ำไร ดังใจจะขาดด้วยลูกยา ฯ

ฯ ๖ คำ โอด ฯ

๏ บัดเดี๋ยวคลั่งคลุ้มกลุ้มใจ ทิ้งลูกน้อยไว้ขึ้นพฤกษา
ร้องเป็นชะนีที่ในป่า สองตาเจ้าแดงดังอัคคี ฯ

ฯ ๒ คำ เชิดฉิ่ง ฯ

๏ เมื่อนั้น เจ้ารักเศร้าสร้อยหมองศรี
วิ่งเข้ารับน้องเจ้าทันที ชลนัยน์ไหลรี่อาบพักตรา
แลเห็นมารดาเจ้าขึ้นไป บนต้นพระไทรที่ใบหนา
เก็บพิกุลทองของมารดา ขอดชายภูษาเข้าทันใด
อุ้มน้องร้องสั่งชนนี แม่เจ้าอยู่นี่อย่าไปไหน
ลูกนี้แสบท้องเป็นพ้นใจ ลูกไปสักครู่จะกลับมา
อุ้มน้องเดินพลางทางเหลียวหลัง ให้พะว้าพะวังเป็นนักหนา
กลัวว่าสมเด็จพระมารดา ลงจากพฤกษาสัญจรไป
เจ้าเดินมาแล้วเฝ้าเหลียวดู เห็นแม่ยังอยู่ที่ต้นไทร
รีบรัดลีลาคลาไคล ถึงท้องตลาดใหญ่มิได้ช้า ฯ

ฯ ๑๐ คำ โอด เพลง ฯ

๏ บัดนั้น ชาวตลาดนั่งร้านอยู่แน่นหนา
แลเห็นกุมารทั้งสองรา ลูกอ่อนนี้มาแต่แห่งไร
รูปร่างเห็นเป็นผู้ดี พักตราราศีดูผ่องใส
อุ้มน้องเที่ยวท่องตลาดใหญ่ น่ารักสุดใจเจ้าพ่ออา
ถามว่าจะซื้อสิ่งอันใด ตามแต่นํ้าใจปรารถนา
มานี่ก่อนเถิดเจ้าพ่ออา ชาวร้านเมตตาเป็นพ้นใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ พระกุมารจึงตอบวาที เบี้ยหอยไม่มีทำไฉน
พิกุลทองของข้าห่อผ้าไว้ แล้วแก้ออกให้กับแม่ค้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แม่ค้ารับเอาพิกุลทอง อันงามเรืองรองเลขา
เจ้าชอบใจสิ่งไรนะพ่ออา จัดแจงแต่งหาให้น้องกิน
กล้วยอ้อยขนมชาวร้านให้ กินสักเท่าไรก็ไม่สิ้น
เจ้าป้อนน้องพลางแล้วทางกิน พระนรินทร์อิ่มหนำสำราญใจ ฯ

ฯ ๔ คำ เจรจา ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางวิเสทชาวใน
ตะวันบ่ายชายแสงลงไรไร ลีลาคลาไคลเจ้าเดินมา ฯ

ฯ ๒ คำ เพลง ฯ

๏ มาพบพระกุมารชาญชัย เข้าไปร่ำรักเป็นนักหนา
พ่ออุ้มน้องไปเที่ยวข้างไหนมา พระมารดาของเจ้าอยู่แห่งไร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เจ้ารักบอกแจ้งแถลงไข
เมื่อวันไปเล่นทุ่งไพร มีดอกบัวใหญ่ผุดขึ้นมา
พระมารดาเอื้อมมือไปเด็ดหัก อียักษ์ฉุดไปไม่ทันคว้า
มันแปลงเหมือนองค์พระมารดา น้องข้าไม่กินนมมัน
พระบิดาจึงขับข้าไป กริ้วโกรธคือไฟไม่หุนหัน
ข้าวิ่งมาตามมารดาพลัน แม่นั้นเป็นชะนีอยู่ต้นไทร ฯ

ฯ ๖ คำ เจรจา ฯ

๏ พี่จงไปบอกพระเจ้าย่า ข้าจะอยู่ช้าก็ไม่ได้
สั่งเสียกันแล้วก็คลาไคล วิเสทเข้าในนัครา ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

๏ ครั้นว่ามาถึงวังใน เข้าไปกราบทูลพระเจ้าย่า
ทูลว่าข้าพบกุมารา อุ้มน้องเที่ยวมาตลาดใหญ่
แล้วบอกกิจจาเป็นถ้วนถี่ เล่าถึงชนนีแล้วร้องไห้
กราบทูลเจ้าย่าให้แจ้งใจ ว่ามารดานั้นไซร้เป็นชะนี
บอกว่าสมเด็จพระบิดา กริ้วโกรธโกรธาแล้วขับหนี
เนื้อความจริงจังดังนี้ จงทราบธุลีพระบาทา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สุพรรณฟังแจ้งแห่งทาสา
ชลเนตรไหลหลั่งคั่งคลอตา อนิจจามาเป็นถึงเช่นนี้
หลานกูกูรักดังแก้วตา มันไม่มาบอกเท่าเกศี
จะได้เล่นเห็นกันเป็นไรมี อีทาสีมึงอย่าว่าให้อึงไป
พรุ่งนี้มึงไปแสวงหา พบตัวพามาให้จงได้
เงินทองเสื้อผ้าจะถึงใจ ให้ได้แต่หลานกูเข้ามา ฯ

ฯ ๖ คำ เจรจา ฯ

๏ เมื่อนั้น เจ้ารักอุ้มน้องร้องไห้หา
มุ่งหมายจะไปที่มารดา มิช้าก็ถึงต้นไทร ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

๏ ร้องเรียกแม่ทูนกระหม่อมแก้ว ลูกมาถึงแล้วอย่าหม่นไหม้
มาทรงนมลูกน้อยกลอยใจ เจ้าประคุณลูกไหว้ได้เมตตา
มากินโภชนาพออาศัย ข้าวของลูกได้เต็มห่อผ้า
ผิดรูปซูบผอมพระมารดา ลงมาหาลูกราแม่ยาใจ ฯ

ฯ ๔ คำ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางพิกุลทองหมองไหม้
นั่งเศร้าเหงานิ่งบนกิ่งไม้ จิตใจร้อนนักดังอัคคี
ขู่คำรามคึกคึกกึกก้อง ห้อยโหนแผดร้องเสียงอึงมี่
มุ่งหมายไปป่าพนาลี ด้วยขนเพชรเทวีเกือบแก่แล้ว ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ได้ยิน นางผินพักตร์ดูพระลูกแก้ว
อารมณ์สร่างสมประดีแล้ว นางแก้วเจ้าลงจากต้นไทร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ รับเอาลูกน้อยทรามชม ให้เจ้าเสวยนมแล้วร้องไห้
วันนี้ลูกยาเจ้าคลาไคล ไปเที่ยวถึงไหนนะลูกอา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกุมารบอกแจ้งที่กังขา
ข้าแสบท้องเหลือใจพระมารดา ลูกรักจึงลาพระแม่ไป
เก็บเอาพิกุลทองของมารดา ไปเที่ยวซื้อหาพออาศัย
ข้าวปลาขนมมีถมไป เชิญให้แม่กินจงสำราญ
ลูกเห็นพระแม่เจ้าผอมผ่าย จิตใจลูกร้อนดังเพลิงผลาญ
เชิญกินเสียบ้างให้สำราญ สงสารน้องน้อยแม่กลอยใจ ฯ

ฯ ๖ คำ โอ้ ฯ

๏ ฟังลูกน้อย นางแสนโศกสร้อยละห้อยไห้
แม่จะกินอาหารประการใด ให้อัดอั้นตันใจทุกเวลา
แค้นด้วยบิดาของเจ้านัก ไม่คิดถึงลูกรักเสน่หา
หลงใหลไปด้วยอีมารยา เวราของแม่มาตามทัน
สงสารแต่แม่จะจากไกล เจ้าจะเห็นหน้าใครพ่อจอมขวัญ
จะได้เห็นแม่นี้สักกี่วัน นางกอดจอมขวัญเข้าร่ำไร ฯ

ฯ ๖ คำ โอด ฯ

๏ บัดเดี๋ยวคลั่งคลุ้มกลุ้มขึ้นมา เผ่นขึ้นพฤกษาพระไทรใหญ่
สองตาเจ้าแดงดังแสงไฟ ดังเพลิงลุกไหม้ทั้งกายา
ปีนป่ายร่ายไม้แล้วกู่ก้อง สำเนียงเสียงร้องกันแสงหา
ด้วยเวทมนตร์อียักษ์มันใช้มา กัลยาไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ เชิดฉิ่ง ฯ

๏ เมื่อนั้น เจ้ารักอุ้มน้องหมองศรี
เห็นองค์สมเด็จพระชนนี ขึ้นบนไทรศรีจวนเวลา
เก็บเอาพิกุลทองแม่ร้องไห้ ห่อไว้กับชายภูษา
อุ้มน้องร้องสั่งพระมารดา ครั้นแล้วก็พาน้องไป ฯ

ฯ ๔ คำ เชิด ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางสาวศรีวิเสทใหญ่
ครั้นจวนเวลาก็คลาไคล ออกจากวังในมิได้ช้า ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

๏ มาพบกุมารชาญชัย วิเสทเข้าไปก้มเกศา
บอกว่าเจ้าย่าใช้มา ให้หาสองราเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กุมารฟังแจ้งแถลงไข
ครั้นแล้วลีลาคลาไคล วิเสทพาเข้าในนัครา ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

๏ มาถึง จึงเข้าวังในมิได้ช้า
วิ่งเข้ากอดบาทพระเจ้าย่า โศกาสะอื้นร่ำไร ฯ

ฯ ๒ คำ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้น สุพรรณข้อนทรวงกันแสงไห้
อุ้มหลานใส่ตักสะพักไว้ กล่าวความถามไถ่พระนัดดา
ต้นถ้อยปลายความเป็นไฉน เดิมเหตุอย่างไรจงบอกย่า
จึงขับเจ้าพี่น้องสองรา เล่าไปให้ย่าแจ้งใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกุมารทูลแจ้งแถลงไข
เมื่อวันไปเล่นทุ่งไพร มีดอกบัวใหญ่ผุดขึ้นมา
พระมารดาเอื้อมมือไปเด็ดหัก อียักษ์มันฉุดเอาแม่ข้า
กลายเป็นชะนีผุดขึ้นมา เลียบริมคงคาเดินร้องไห้
อียักษ์มันผุดขึ้นมา รูปเหมือนมารดาผ่องใส
แล้วมารับเอาน้องข้าไป ทำเป็นจะให้กินนมมัน
เจ้ายมผิดนมมารดา ผลักไสโศกากันแสงศัลย์
พระบิดากริ้วโกรธเอาโทษทัณฑ์ ขับข้ากับน้องนั้นจากนาวา
ข้าจึงเดินตามมารดาไป เห็นแม่ขึ้นต้นไทรพฤกษา
ครั้นคลายคลั่งคลุ้มวิญญาณ์ ก็โศการักลูกทุกราตรี
อันความลำบากพระแม่เจ้า โศกเศร้าทุกข์ร้อนหมองศรี
แสนลำบากยากใจใช่พอดี อัยกีจงทราบพระบาทา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอัยกีฟังหลานเสน่หา
เล่าความทุกข์ยากลำบากมา กัลยากริ้วโกรธพิโรธใจ
ดูดู๋ทำได้ถึงเพียงนี้ จะบอกเล่าคดีก็หาไม่
ตรัสสั่งสาวสรรกำนัลใน ไปบอกให้ลูกกูขึ้นมา
ทั้งนางองค์อัครมเหสี ว่ามีทำวนเป็นนักหนา
เอาหลานซ่อนไว้ในปรางค์ปรา นางทาสาเร่งไปในบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สาวใช้รับสั่งใส่เกศี
ลุกแล่นลงไปด้วยทันที ถึงที่ปราสาทพระราชา ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

๏ มาถึง จึงถวายบังคมเหนือเกศา
กราบทูลไปพลันมิทันช้า พระมารดาให้เชิญจรลี
ให้เชิญเสด็จไคลคลา ทั้งโฉมกัลยามเหสี
ให้เร่งขึ้นไปในบัดนี้ ขอเชิญภูมีจงแจ้งใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระไชยมงกุฎได้ฟังไข
ชวนนางกัลยาคลาไคล ขึ้นไปเฝ้าองค์พระมารดา ฯ

ฯ ๒ คำ เพลง ฯ

๏ มาถึง จึงตั้งบังคมเหนือเกศา
โฉมนางพิกุลทองอสุรา บังคมวันทาพระชนนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมารดาให้หมองศรี
ตรัสถามไปพลันทันที หลานข้าทั้งสองศรีไปอยู่ไหน
เคยขึ้นมาเฝ้าทุกเวลา ลูกเจ้าสองราอยู่แห่งใด
ไม่เห็นขึ้นมานี้ว่าไร เจ็บปวดเป็นไฉนนะลูกอา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระไชยมงกุฎก้มเกศา
ทูลองค์สมเด็จพระมารดา วันไปทุ่งป่าพนาลัย
ไปเที่ยวประพาสบุปผา สาวสรรกัลยาน้อยใหญ่
เจ้าพิกุลทองเด็ดดอกไม้ พลัดตกลงไปในคงคา
ชวนกันตระหนกตกใจ พยุงนางทรามวัยขึ้นนาวา
บัดเดี๋ยวทันใดพระมารดา มันว่าแปลงมาประหลาดใจ
ไปเห็นชะนีอีผีป่า ว่าเป็นมารดาแล้วร้องไห้
ลูกจึงกริ้วโกรธพิโรธใจ ขับให้มันไปพระมารดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ฟังพาที ชนนีแค้นขัดเป็นนักหนา
หลานกูกูรักดังแก้วตา เคยขึ้นมาเฝ้าย่าชมเขย
น้อยฤๅขับไล่ไม่นำพา ให้เป็นลิงป่าเสียแล้วเหวย
ใจคอเช่นนี้กูมิเคย ไม่รักลูกเลยมาตัดได้
ทั้งนางผู้เป็นพระมารดา ไม่รักลูกยาฤๅไฉน
ถึงผัวจะโกรธพิโรธใจ ช่างทิ้งเสียได้ไม่เมตตา
มันก็มิใช่แม่ลูกกัน ไม่ผูกพันรักลูกเท่าเกศา
พิกุลทองที่ไหนเจ้าได้มา ก้มหน้าขวยเขินสะเทิ้นใจ
หลานกูเชยชมอยู่ทุกวัน จะเกรงใจกันก็หาไม่
นางยิ่งโกรธาตะละไฟ นางเปรียบปรายให้มิได้ช้า ฯ

ฯ ๑๐ คำ เจรจา ฯ

๏ เมื่อนั้น นางยักษ์ขวยเขินเมินหน้า
แก้ไขบ่ายเบี่ยงด้วยปัญญา ทูลพระมารดาขึ้นทันใด
ครั้นว่าข้าน้อยจะทูลทัด จะขืนขัดสามีกระไรได้
ถึงรักก็รักอยู่ในใจ จะขืนขัดอย่างไรพระชนนี
ถึงลูกนี้จะขับไปเสียด้วย จะขืนอยู่สู้ม้วยก็ใช่ที่
ลูกแล้วมิรักเมื่อไรมี สุดใจลูกนี้พระมารดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ฟังพาที พระชนนีเห็นผิดเป็นนักหนา
จริงเหมือนถ้อยคำของนัดดา พิกุลทองมิตกเห็นหลากใจ
จึงเรียกแต่ลูกชายมา เข้าในปรางค์ปราสุกใส
ค่อยกระซิบลูกยาแม่หลากใจ มาเป็นอย่างไรนะลูกอา
อีเมียเจ้าคนนี้แม่หลากใจ ดีร้ายมันเป็นยักษา
พิกุลทองมิไหลจากโอษฐ์มา ทั้งจริตกิริยาก็ผิดไป
แต่ลูกไปตามพระมารดา พิกุลทองเก็บได้เป็นนักหนา
ตรัสเรียกหลานขวัญให้ออกมา เล่าให้บิดาเจ้าแจ้งใจ
พระกุมารอุ้มน้องออกมา วันทาแล้วเมินกันแสงไห้
พระเจ้าย่าเรียกข้ามาว่าไร ลูกคนจังไรขายบาทา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎเห็นลูกเสน่หา
ชลเนตรคลอครองนัยนา กอดลูกสองราเข้าไว้
พ่อขับเจ้าผิดพ่อขอโทษ เจ้าอย่าโกรธพ่อเลยจงบอกให้
บัดนี้มารดาของเจ้าไซร้ อยู่ไหนจงบอกให้บิดา
แม้นว่าจริงจังอย่างนั้นไซร้ พ่อจะไว้มันไยอียักษา
เห็นผลอย่างไรนะลูกอา มารดาบอกเจ้าประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกุมารทูลแจ้งแถลงไข
อันพระมารดาของข้าไซร้ ร่ำไรรักลูกทุกเวลา
ครั้นว่าคลั่งคลุ้มกลุ้มใจ ทิ้งลูกขึ้นไปต้นพฤกษา
ลูกเก็บพิกุลทองของมารดา แลกขนมข้าวปลาสู่น้องกิน ฯ

ฯ ๔ คำ เจรจา ฯ

๏ ฟังลูกรัก ประจักษ์วิญญาณ์พระภูมินทร์
คิดถึงองค์อัครเทพิน ภูมินทร์กันแสงโหยหา
อุ้มเอาเจ้ายมใส่ตักซ้าย เจ้ารักพี่ชายใส่ตักขวา
ทรงพระกันแสงโศกา พ่างเพียงราชาจะขาดใจ ฯ

ฯ ๔ คำ โอด ฯ

๏ ครั้นพระค่อยคลายโศกาแล้ว ตรัสสั่งลูกแก้วผู้พิสมัย
พรุ่งนี้จงพาบิดาไป ถามไถ่ให้รู้เหตุการณ์
ว่าจะคิดอ่านฉันใดดี ชนนีจึงคืนยังสถาน
วอนถามมารดาให้แจ้งการ จะคิดอ่านจับแม่เจ้าเข้ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ว่าแล้ว จูบสั่งลูกแก้วเสน่หา
ลาองค์สมเด็จพระมารดา พานางยักษาไปปรางค์ไชย ฯ

ฯ ๒ คำ เสมอ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงชวนเจ้าไฉยา ลีลาเข้าห้องอันผ่องใส
บรรทมนิทราสำราญใจ พอพระสุรีย์ใสสว่างฟ้า ฯ

ฯ ๒ คำ ตระ ฯ

๏ ครั้นรุ่งรางสว่างแล้ว พระแก้วตรัสสั่งเป็นมารยา
วันนี้พี่จะไปพนาวา เสนาทูลว่าช้างสำคัญ
เผือกผู้ตัวหนึ่งโคบุตร นงนุชคอยอยู่กระเษมสันต์
สั่งแล้วทรงเครื่องอันพรายพรรณ ทรงพระขรรค์แก้วออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ เพลง ฯ

๏ ถึงเกยตรัสสั่งเสนาใน เร่งเตรียมพลไวอย่าได้ช้า
เราจะออกไปพนาวา อย่าช้าให้จัดไว้บัดนี้
สั่งเสร็จยุรยาตรทันใด ขึ้นไปปรางค์มาศปราสาทศรี
บังคมสมเด็จพระชนนี ชวนลูกสองศรีแล้วอำลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงขึ้นบนปราสาท ตรัสเรียกสายสวาดิทั้งสองศรี
พรั่งพร้อมจัตุรงค์โยธี ออกจากธานีด้วยทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ กราวนอก ฯ

๏ พระกุมารนำหน้าคลาไคล เกือบใกล้ชายป่าที่อาศัย
ทูลบอกบิดาทันใด ให้หยุดพลไว้จงเร็วรา
แม่อยู่ตรงมือลูกชี้ไป บนต้นพระไทรสาขา
รี้พลอื้ออึงเป็นโกลา รู้ถึงมารดาจะตกใจ
พระราชาตรัสสั่งไปทันที ให้หยุดโยธีน้อยใหญ่
ให้ห้ามปากเสียงอย่าอึงไป กำชับกันไว้นะเสนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ พระกุมารเดินหน้าบิตุรงค์ ประจงอุ้มน้องรักเสน่หา
เห็นเกือบจะถึงพระมารดา ให้บิดาเข้าอยู่ที่พุ่มพง
พระบิดาเข้าอยู่ที่นี่ จะได้แจ้งคดีที่ประสงค์
สั่งพระบิดาแล้วดังจำนง อุ้มน้องเดินตรงเข้าต้นไทร ฯ

ฯ ๔ คำ เสมอ โอ้ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงเรียกพระมารดา เชิญแม่ลงมาจากต้นไทร
น้องยมอยากนมเป็นพ้นใจ ชนนีจงได้เมตตา
มาเถิดแม่ทูนกระหม่อมแก้ว ลูกอยากนมแล้วเป็นนักหนา
เรียกแม่เฉยได้ไม่นำพา เรียกพลางโศการ่ำไร ฯ

ฯ ๔ คำ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางพิกุลทองหมองไหม้
กู่ก้องร้องเป็นชะนีไพร จิตใจไม่เป็นสมประดี
แผดเสียงเดือดดาลทะยานใจ มุ่งหมายจะไปไพรศรี
ลูกเรียกไขหูไม่ดูดี เทวีไม่รู้ซึ่งกายา
ครั้นว่าค่อยคลายสบายใจ แลไปเห็นลูกเสน่หา
ค่อยโหนโยนตัวเจ้าลงมา จากกิ่งพฤกษาด้วยทันใจ ฯ

ฯ ๖ คำ เชิดฉิ่ง โอ้ ฯ

๏ รับเอาลูกน้อยมาเชยชม กินนมแม่เถิดอย่าร้องไห้
ยังอีกเจ็ดวันแม่จะไป พ่อสายใจกินนมเสียเถิดรา
พ่อดวงใจนัยน์เนตรของแม่เอ๋ย แม่มิได้อยู่เชยเจ้าแก้วตา
เจ้ารักเลี้ยงน้องอย่าร้องไห้ สั่งพลางร่ำไรด้วยลูกรัก
เจ้ายมแม่จะสอนอย่าอ้อนพี่ คล้อยไกลแม่นี้ไม่เห็นหน้า[๔]
สิ้นบุญมารดาจะขอลา ลูกยาเจ้ามาอยู่แต่ไกล
ขนเพชรแม่จวนจะแข็งกล้า แม่จะกัดลูกยาให้ตักษัย
ว่าพลางกอดลูกทั้งสองไว้ ร่ำไรกันแสงโศกา ฯ

ฯ ๘ คำ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้น พระรักกุมารเสน่หา
เห็นองค์สมเด็จพระมารดา ค่อยสร่างโศกากันแสงไห้
จึงอ้อนวอนถามพระมารดา ลูกยาขอถามให้แจ้งใจ
เราจะคิดอ่านประการใด พระแม่จึงจะได้กลับเป็นคน
โปรดกล่าวลูกเถิดพระมารดา ลูกยาจะใคร่รู้ซึ่งเหตุผล
ลูกเห็นแม่เจ้าเฝ้าทุกข์ทน แต่ก่นกินน้ำตาไม่วายวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ลูกแก้ว สุดใจแม่แล้วพ่อจอมขวัญ
อันจะให้ขึ้นเป็นคนนั้น แม้นฟันได้เลือดอียักษ์มา
อาบแม่เมื่อไรจะเป็นคน ขนเพชรแม่จะหล่นจากเกศา
นั้นแหละแม่จะขึ้นเป็นคนมา จะได้อยู่เห็นหน้าพ่อดวงใจ
ครั้นนางบอกลูกได้เท่านั้น อกใจไหวหวั่นไม่ทนได้
ทิ้งลูกลงพลันทันใด ขึ้นบนต้นไทรด้วยพลัน ฯ

ฯ ๖ คำ เชิด ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎทรงโศกกันแสงศัลย์
วิ่งมารับองค์พระลูกพลัน วิโยคโศกศัลย์พันทวี
ทีนี้ประจักษ์แก่ตาแล้ว ว่ามิ่งเมียแก้วมเหสี
ผิดรูปซูบผอมถึงเพียงนี้ เจ้าพี่มาตกเข็ญใจ
ผินพักตร์กลับมาหาผัวก่อน ในทรวงผัวร้อนดังเพลิงไหม้
พี่ออกมาหานางทรามวัย ควรเมินเสียได้ไม่เหลียวมา
พี่จะลาพาลูกเข้าวังใน จะโศกาอาลัยฟังผัวว่า
อย่าโกรธผัวเลยเจ้าแก้วตา เพลาสายัณห์จะด่วนไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ พาลูกดำเนินเดินมา พระจะกลั้นโศกาก็มิได้
แลเหลียวจนเลี้ยวลับไพร ออกจากต้นไทรเสด็จมา ฯ

ฯ ๒ คำ เสมอ ฯ

๏ มาถึงที่ประชุมโยธี ตรัสสั่งเสนีทั้งซ้ายขวา
ให้เร่งกะเกณฑ์โยธา พิทักษ์รักษารอบต้นไทร
ตั้งค่ายรายรอบให้จงดี อย่าให้เจ้าหนีออกไปได้
ถ้าว่าชะนีออกด้านใคร จะตัดหัวเสียบไว้นะเสนา
แล้วเร่งทำจั่นในราตรี ทางหนีทางไล่ให้แน่นหนา
สั่งเสร็จเสด็จยาตรา พาลูกสองราเข้าวังใน ฯ

ฯ ๖ คำ เชิด ฯ

๏ บัดนั้น เสนีรี้พลน้อยใหญ่
เย็นย่ำยอแสงอโณทัย ตั้งค่ายรายรอบเร่งตรวจตรา
หาฟืนกองไฟเรียงรายไป ล้อมรอบต้นไทรมิได้ช้า
กำชับปากเสียงเจรจา อย่าให้เฮฮาอื้ออึงไป
บ้างเกณฑ์ตัดไม้ให้ทำจั่น เร่งรัดจัดกันอย่าช้าได้
จะใส่พระกุมารชาญชัย ล่อไล่ให้หล่นลงทันที ฯ

ฯ ๖ คำ เจรจา ฯ

๏ เมื่อนั้น พระไชยมงกุฎเรืองศรี
จวนจะใกล้รุ่งราษตรี ภูมีก็ตื่นจากนิทรา
ชำระพระพักตร์ไม่แจ่มใส ท้าวไททรงเครื่องอันเลขา
ชวนลูกสองไทไคลคลา ยาตรามาขึ้นพาชีไชย
พร้อมด้วยเสนีถ้วนหน้า แห่แหนแน่นมาอยู่ไสว
ออกจากนิเวศน์วังใน รีบไปก็ถึงพนาวา ฯ

ฯ ๖ คำ เชิด ฯ

๏ มาถึงจึงสั่งเสนา ให้พาพระลูกยาพิสมัย[๕]
ไปยังที่สนามจันทร์ทันใด อย่าให้ทันรุ่งพระสุริยา
พระบิดาผาสุกสบายใจ เสนาผู้ใหญ่นำหน้ามา
บังเงาเข้าพุ่มพฤกษา เสร็จแล้วก็พากันออกไป ฯ

ฯ ๔ คำ ร่าย ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกุมารเศร้าสร้อยละห้อยไห้
เข้าอยู่ในจั่นชั้นใน อโณทัยก็ไขสว่างฟ้า
ตะโกนก้องร้องเรียกแม่ทูนเกล้า แม่เจ้าจงโปรดเกศา
ลงมาส่งนมลูกน้อยรา โศกาคอยหาพระชนนี
เชิญลงมาเถิดพระแม่เจ้า ผ่านเกล้าจงโปรดเกศี
เอ็นดูลูกน้อยมาโศกี อยากนมชนนีเป็นเหลือใจ ฯ

ฯ ๖ คำ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางพิกุลทองหมองไหม้
สองตาเจ้าแดงดังแสงไฟ ในใจจะกัดเอาลูกยา
ครั้นแล้วตัวนางก็ห้อยโหน กระโดดโจนร่ายตามกิ่งพฤกษา
ได้ยินลูกเรียกเร่งโกรธา จะกัดฟัดฆ่าให้บรรลัย
ด้วยเวทมนตร์ยักษ์มันสาปมา จะรู้สึกกายาก็หาไม่
ห้อยโหนโจนร้องกึกก้องไพร หมายใจจะกัดเอาลูกยา
หมายมุ่งหย่อนตัวเจ้าลงไป จากต้นพระไทรใบหนา
ผลุนเข้าในจั่นมิทันช้า ดิ้นรนไปมาคำรามไป ฯ

ฯ ๘ คำ เชิด ฯ

๏ บัดนั้น เสนีวิ่งมาไม่ช้าได้
เปิดอุ้มพระกุมารออกทันใด วิ่งไปทูลองค์พระราชา ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

๏ ทูลองค์ทรงธรรม์พันปี ชะนีติดจั่นอยู่แน่นหนา
พระองค์จงทราบพระบาทา ราชาจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๒ คำ เจรจา ฯ

๏ เมื่อนั้น พระไชยมงกุฎเรืองศรี
เสด็จมายังจั่นทันที ภูมีพิศดูละห้อยใจ
เห็นนางดิ้นรนอยู่ในจั่น พระจะกลั้นโศกาก็มิได้
ตรัสสั่งมหาเสนาไปทันใด ให้ยกกลับไปพระพารา
กำชับอย่าให้ผู้ใดรู้ ว่ากูจับชะนีมาแต่ป่า
เชิญโฉมพิกุลทองให้ออกมา ชมสวนอุทยาน์สำราญใจ
กระซิบสั่งเสนาแล้วมิช้า เอาคนมาล้อมด้วยฉับไว
ว่าเราอยู่สวนขวัญทันใด ภูวไนยตรัสสั่งพระลูกยา
เจ้ารักเฝ้าจั่นอยู่ที่นี่ พ่อจะฆ่าอสุรียักษา
ว่าแล้วเสด็จไคลคลา กับมหาเสนาที่ร่วมใจ ฯ

ฯ ๑๐ คำ เสมอ เจรจา ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้มีอัชฌาศัย
รีบรัดเข้ามายังวังใน บัดใจก็ถึงนางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ เชิด ฯ

๏ รับสั่งให้มาเชิญกัลยา เสด็จคอยท่าอยู่สวนศรี
ไปประพาสมิ่งไม้ให้เปรมปรีดิ์ ชมผลมาลีในสวนขวัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางยักษ์ดีใจกระเษมสันต์
ได้ฟังเสนามาพลัน ว่าพระทรงธรรม์ให้เชิญไป
เข้าที่ชำระสระสรง จัดแจงแต่งองค์ให้ผ่องใส
พร้อมด้วยนักสนมกรมใน เสนานำไปพนาวัน ฯ

ฯ ๔ คำ เพลงช้า ฯ

๏ มาถึง ยังซึ่งสวนแล้วกระเษมสันต์
ถึงที่ประทับพลับพลาพลัน บังคมคัลภัสดาสามี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระไชยมงกุฎเรืองศรี
ปราศรัยนวลนางเทวี เจ้าอยู่กับพี่ในพารา
จนมีพระราชบุตรา ยังไม่ได้มาชมสวนศรี
บรรทมพลับพลาให้เปรมปรีดิ์ อ่อนแสงสุริย์ศรีจึงค่อยจร
พระพายรำเพยมาเชยรส หอมฟุ้งปรากฏกลิ่นเกสร
เรณูเฟื่องฟุ้งขจายจร เชิญเจ้านอนเล่นให้เย็นใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางยักษ์ยิ้มแย้มแจ่มใส
เมื่อกรรมจำม้วยพิราลัย จิตใจให้เคลิ้มหาวนอน
หอมชื่นพื้นพันธุ์ดอกไม้ อบอาบซาบไปไม่หยุดหย่อน
ร่วมบนอาสน์พระภูธร เอนองค์ลงนอนก็หลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ตระ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎยินดีจะมีไหน
ร่ายเวทประทับระงับใจ ค่อยย่องออกไปจากพลับพลา
จึงส่งพระขรรค์ให้เพชรฆาต สามารถฤทธิไกรใจกล้า
ย่องเท้าเร่งเข้าไปอย่าได้ช้า ฟันอียักษาให้บรรลัย ฯ

ฯ ๔ คำ เชิดฉิ่ง ฯ

๏ กายาก็กลับเป็นยักษ์ไป โตใหญ่แทบเทียมคีรีศรี[๖]
เลือดนั้นไหลลงพระธรณี เต็มที่สวนศรีอุทยาน์
พระมงกุฎตรัสสั่งเสนาใน เอาเลือดไปรดชะนีป่า
ถ้านางออกปากเรียกลูกยา เสนาตัดจั่นออกทันใด
แม้นมิออกซึ่งวาจา เร่งรดไปกว่าจะฟื้นได้
เร่งรัดกันขนเอาเลือดไป แต่ในเดี๋ยวนี้อย่าได้ช้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เสนา รับสั่งวาจาของท้าวไท
เร่งมาตักขนเอาเลือดไป รดชะนีไพรให้เป็นมา ฯ

ฯ ๒ คำ สาธุการ โอ้ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางพิกุลทองเสน่หา
ค่อยฟื้นคืนสมประดีมา เรียกหาลูกชายพ่อสายใจ
โอ้พ่อรักพ่อยมของแม่เอ๋ย ทรามเชยของแม่ไปอยู่ไหน
เขาทำตัวแม่เป็นพ้นใจ สองไทมาช่วยแม่ด้วยรา
เลือดฝาดที่ไหนมาเต็มตัว ทูนหัวแม่เอยไม่เห็นหน้า
สุดที่จะทนพ้นปัญญา เมาเลือดนักหนาจะขาดใจ ฯ

ฯ ๖ คำ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมงกุฎเรืองไชย
เห็นนางคืนดีมาได้ สั่งให้เปิดจั่นออกทันที
ให้เอาวารีชำระองค์ สระสรงกายาแจ่มศรี
ให้หมดมลทินทั้งอินทรีย์ เอาสุคนธ์วารีมาสรงทา
เอาภูษาส่งให้เทวี กับสร้อยมณีเลขา
ตรัสเรียกโอรสเข้ามา ไปหามารดาพ่อดวงใจ ฯ

ฯ ๖ คำ เจรจา ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางพิกุลทองโฉมฉาย
หายที่มืดมนสกนธ์กาย โฉมฉายสวมกอดพระลูกอา
จูบกระหม่อมจอมเกล้าแล้วรับขวัญ ร่วมวันของแม่พึ่งเห็นหน้า
แม่คิดในใจอยู่ไปมา ว่าจะไม่เห็นหน้าพระลูกแก้ว
นางถวายบังคมพระภัสดา ชลนาไหลนองเป็นถ่องแถว
ขัดแค้นเคืองใจไม่รู้แล้ว นางแก้วก้มพักตร์ลงโศกา ฯ

ฯ ๖ คำ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้น พระไชยมงกุฎเร่งหรรษา
แล้วตรัสเล้าโลมกัลยา จะโศกาแค้นเคืองไปว่าไร
พี่ฆ่ามารม้วยมรณา อียักษ์แพศยาก็ตักษัย
อยู่ในสวนขวัญนั้นไซร้ โตใหญ่เต็มสวนอุทยาน์
แล้วว่าแก่เสนาใน เร่งไปขนศพยักษา
ป่าวร้องพลเมืองทั้งนั้นมา เชือดเถือแล่ผ่าเร่งขนไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ตรัสสั่งแล้วพากัลยา กับสองลูกยาพิสมัย
เสด็จลีลาคลาไคล กลับเข้าวังในด้วยทันที ฯ

ฯ ๒ คำ เพลง ฯ

๏ มาถึงปราสาทรจนา เฝ้าสองกษัตราเรืองศรี
ถวายบังคมคัลอัญชุลี บิตุเรศชนนีทั้งสองรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บิตุรงค์ครั้นเห็นพระลูกยา
ทั้งองค์ชนนีศรีโสภา สวมกอดกัลยาแล้วร่ำไร
แม่นี้ทุกข์ถึงเจ้าทุกค่ำเช้า กรรมสิ่งไรเล่ามาซัดให้
สงสารลูกน้อยกลอยใจ กำพร้าแม่ได้เวทนา
บัดนี้อียักษ์มันอยู่ไหน มันหนีไปฤๅไรอียักษา
มันแปลงรูปให้เหมือนกัลยา ชาติแพศยาอีจังไร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎทูลแจ้งแถลงไข
ลูกแกล้งมาลวงเอามันไป ..........................[๗]
.......................... ฆ่าให้บรรลัยอาสัญ
เอาเลือดมารดนางแจ่มจันทร์ จอมขวัญจึงกลับคืนมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระไชยมงกุฎรุ่งฟ้า
ทั้งนางพิกุลทองโสภา อำลามาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ เสมอ ฯ

๏ เสด็จยังแท่นแก้วมณี กับพระมเหสีพิสมัย[๘]
เข้าที่บรรทมภิรมย์ใจ อยู่ในปราสาทรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ตระ ช้า ฯ


[๑] จบความในหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๒๑ เพียงเท่านี้ ความตอนต่อไปเป็นหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๒๐

[๒] เริ่มความในหนังสือสมุดไทยเลขที่ ๒๔

[๓] สัมผัสไม่รับกับคำกลอนสุดท้ายของบทก่อนหน้านี้

[๔] สัมผัสไม่รับกับคำกลอนสุดท้ายของบทก่อนหน้านี้

[๕] สัมผัสไม่รับกับคำกลอนสุดท้ายของบทก่อนหน้านี้

[๖] สัมผัสไม่รับกับคำกลอนสุดท้ายของบทก่อนหน้านี้

[๗] วรรคท้ายของคำกลอนที่ ๒ และวรรคต้นของคำกลอนที่ ๓ หายไป

[๘] สัมผัสไม่รับกับคำกลอนสุดท้ายของบทก่อนหน้านี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ