เรื่องสังข์ทองในปัญญาสชาดก

ในกาลก่อนมีเจ้าแผ่นดินองค์ ๑ มีนามว่าท้าวพรหมทัต ครองสมบัติในพรหมนคร มเหสีฝ่ายขวานามว่านางจันทา มเหสีฝ่ายซ้ายไม่ปรากฏนาม พระโพธิสัตว์จุติลงมาปฏิสนธิในครรภ์นางจันทา เวลาจุติลงมานางจันทาฝันว่า พระอาทิตย์เปล่ารัศมีเดินเวียนเขาพระสุเมรุ ๓ รอบ แล้วตกลงมาถูกทรวงนาง มเหสีฝ่ายซ้ายก็ฝันไปว่าพระอินทร์เอาดอกจำปามาให้ ท้าวพรหมทัตจึงให้โหรทำนาย โหรทายว่านางจันทาจะมีพระโอรสซึ่งมีบุญญาธิการมาก มเหสีซ้ายจะมีธิดา แต่นั้นมามเหสีซ้ายจึงมีนามว่านางจำปาทอง ต่อมานางจันทากับนางจำปาทองก็มีครรภ์ขึ้นด้วยกัน นางจำปาทองคิดจะใคร่เป็นใหญ่แต่ผู้เดียว จึงลอบให้ไปบนปาลกเสนาบดีให้หาเหตุร้ายใส่นางจันทา ปาลกเสนาบดีก็คอยทูลยุยงและนางจำปาทองก็คอยส่งเสริม ท้าวพรหมทัตมิทันพิจารณาก็ให้ไล่นางจันทาไปจากวัง

นางจันทาไปอาศัยยายตาอยู่ในป่า พระโพธิสัตว์อยู่ในครรภ์ได้ ๖ เดือน พิจารณารู้ว่ามารดาตกยากเกรงจะเลี้ยงดูลำบากจึงอธิษฐานให้กลายเป็นรูปสังข์ทอง พอครบ ๑๐ เดือนนางก็คลอดบุตรมาเป็นสังข์ทอง นางก็เก็บรักษาไว้จนพระโพธิสัตว์เติบโตขึ้น

วันหนึ่งนางจันทาออกไปป่า พระโพธิสัตว์จึงออกจากรูปสังข์ช่วยหุงเข้าหาปลาและกวาดบ้านเรือนไว้ท่ามารดา ฝ่ายนางจันทากลับมาจากป่าแลเห็นกุมารแต่ไกลไม่รู้ว่าลูก พอพระโพธิสัตว์เห็นแม่กลับมาก็หนีหลบเข้าไปซ่อนเสียในสังข์อย่างเดิม นางมาถึงเที่ยวค้นหาก็ไม่พบ ต่อมาวันหนึ่งจึงอุบายทำเหมือนจะออกไปป่าตามเคย แต่นางไปแอบอยู่ที่ใกล้ๆ แห่งหนึ่ง ฝ่ายพระโพธิสัตว์สำคัญว่าแม่ไม่อยู่ ก็ออกจากสังข์มาหาข้าวปลาทำการบ้านไว้ท่าแม่ดังแต่ก่อน นางจันทารู้ว่าเป็นลูกจึงวิ่งมาต่อยหอยสังข์เสียยับเยิน แล้วเผาไฟเสียจึงได้ตัวสังข์ทองเลี้ยงดูต่อมา

ภายหลังชาวเมืองพรหมนครไปเห็นพระสังข์เข้าก็มากราบทูลท้าวพรหมทัต ท้าวพรหมทัตจึงให้ไปรับพระสังข์กับนางจันทากลับมา นางจำปาทองเห็นท้าวพรหมทัตให้รับพระสังข์กับนางจันทามาก็คอยหาอุบายจะใส่โทษ ภายหลังทราบความว่ากุมารนั้นเกิดในหอยสังข์ จึงทูลท้าวพรหมทัตว่าคนอุบาทว์ ไม่ควรให้เลี้ยงไว้ทั้งแม่ทั้งลูก และให้คนลอบไปแจ้งแก่ปาลกเสนาบดีให้ทูลตระหน่ำซ้ำเติมด้วย ท้าวพรหมทัตมิได้พิจารณาก็สั่งให้เอาแม่ลูกใส่แพลอยน้ำไป

แพลอยไปหลายวันก็ไปถูกพายุใหญ่แพแตก นางจันทาเกาะได้ชิ้นหนึ่งไปขึ้นบกได้ที่เมืองมัทราฐ ธนัญชัยเศรษฐีรับไปเลี้ยงไว้ แต่พระสังข์ลอยลงไปสู่ทะเลลึก พระยานาคจึงนิมิตเรือทองให้พระสังข์ขึ้นเรือไปถึงเกาะแห่งหนึ่งไปพบกับฤษีตนหนึ่งจึงถามทางที่จะไปเมืองพาราณสี ดาบสจึงบอกให้ไปทางเรือก่อนแล้วจึงจะถึงเมืองพาราณสี พระสังข์ก็ลงเรือต่อไปจนถึงเมืองนางพญายักขินีหม้ายตนหนึ่ง นางยักขินีจึงรับเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม และสั่งพระสังข์ไม่ให้ออกนอกปราสาทไปทางสวนทิศอุดร ไม่ให้ขึ้นไปบนปราสาทชั้นบน แล้วนางยักขินีก็ไปป่าเที่ยวจับสัตว์กิน พระสังข์สงสัยว่าทำไม นางยักขินีจึงสั่งไม่ให้ไปในที่ต่างๆ นั้นด้วยเหตุใด พระสังข์จึงออกไปที่สวน เห็นกระดูกเรี่ยรายอยู่ก็สลดใจ จึงกลับขึ้นไปปราสาทชั้นบนก็พบบ่อเงินบ่อทอง กับเกือกทองและเกราะเป็นรูปทานพกับพระขรรค์ จึงสวมเกราะ สวมเกือกทองขัดพระขรรค์ ตัวก็ลอยขึ้นจึงรู้ว่าเหาะได้ จึงเที่ยวเหาะเล่นในปราสาทแล้วกลับมาถอดเครื่องไว้อย่างเดิม แล้วเอานิ้วจุ่มลงในบ่อทองนิ้วก็เป็นสีทองยิ่งขัดถูก็ยิ่งสุกปลั่งขึ้นจึงเอาผ้าพันไว้ ครั้นนางยักขินีกลับมาถามก็บอกว่ามีดบาด นางยักขินีแก้ออกดูเห็นเป็นสีทองจึ่งถ่มน้ำลายลงไปสีทองก็หาย

แต่นั้นมานางยักขินีก็ไม่ไว้ใจ ไม่ไปหาสัตว์กินจนรูปร่างซูบผอมทนอยู่ไม่ได้ จึงออกไปป่าหาสัตว์กินตามเคย พระสังข์จึงลงไปชุบตัวในบ่อทอง แล้วสวมเกราะเหน็บพระขรรค์สวมเกือกทองเหาะหนีไปพักอยู่ในศาลาหลังหนึ่งข้างฝั่งน้ำแดนเมืองตักสิลา

ฝ่ายนางยักขินีกลับมาจากป่าเห็นพระสังข์หายไปพร้อมทั้งรูปเกราะเกือกทองและพระขรรค์ ก็รู้ว่าพระสังข์หนี นางจึงออกติดตามไปจนถึงแม่น้ำคนละฟากกับที่พระสังข์นั่งอยู่ก็ไม่สามารถจะเหาะต่อไปอีกได้ ด้วยสิ้นเขตกำหนดของตน ร้องเรียกพระสังข์ให้กลับก็ไม่กลับ นางยักขินีจึงบอกให้พระสังข์เรียนทิพมนตร์สำหรับเรียกเนื้อเรียกปลา พระสังข์เรียนได้แล้วก็ลานางยักขินีเหาะต่อไป นางยักขินีก็เสียใจตายไปเกิดเป็นนางเทวธิดาอยู่ในชั้นดาวดึงส์ พระสังข์เห็นนางยักขินีตายก็กลับมาจัดการเผาแล้วเหาะต่อไปจนถึงแดนเมืองพาราณสี ไปอาศัยอยู่กับนายตำบลคนหนึ่งและเที่ยวเล่นหัวอยู่กับเด็กโคบาล

เจ้าเมืองพาราณสีนั้นมีธิดา ๗ คน คนสุดท้องชื่อนางคันธา ธิดาผู้ที่ทั้ง ๖ นั้นมีสามีแล้วยังแต่น้องสุดท้อง เจ้าเมืองพาราณสีคิดจะให้นางคันธาเลือกสามีเอาเองตามชอบใจ จึงประกาศให้บรรดาลูกท้าวพระยาในอาณาเจต มาประชุม นางคันธาเลือกก็ไม่พอใจใครสักคน ๑ เจ้าเมืองพาราณสีทราบว่ามีคนแปลกหน้ารูปร่างทุรพลมาจากเมืองอื่นคน ๑ จึงแกล้งประชดลูกสาวว่าจะยกให้ชายคนนั้น จึงสั่งให้ตามตัวมาเฝ้าแล้วให้ป่าวร้องชาวเมืองทั้งหมดให้มาประชุม ให้นางคันธาเสียงพวงมาลัยโยนไปในอากาศไม่เฉพาะเจาะจงคนใด ถ้าพวงมาลัยลอยไปตกที่ใครจะให้แก่คนนั้น นางคันธาจึงเสี่ยงพวงมาลัยทิ้งไปในอากาศ พวงมาลัยก็ลอยไปสวมมือพระสังข์ เจ้าเมืองพาราณสีจึงยกนางคันธาให้ และให้ทำพิธีรดน้ำตามธรรมเนียม พระสังข์บิดเบือนไม่ยอมรดน้ำ ด้วยว่าถ้าถอดเกราะออกรดน้ำใครๆ ก็จะเห็นเป็นรูปทอง เจ้าเมืองพาราณสีโรธว่าขัดคำสั่งจึงให้ขับออกไปอยู่เสียนอกเมืองทั้งผัวเมีย

เขยใหญ่ ๖ คนเห็นนางคันธาได้สามีรูปร่างทุรพลก็เข้าไปทูลเจ้าเมืองพาราณสีว่า คนกาลกรรณีเช่นนี้อยู่ในเมืองน่ากลัวจะเกิดอันตรายแก่บ้านเมือง เจ้าเมืองพาราณสีเห็นชอบด้วยแต่ยังหาเหตุไม่ได้ก็ต้องนิ่งอยู่ ภายหลังคิดอุบายได้จึงแกล้งใช้ให้เขยทั้ง ๗ ไปหาเนื้อ พระสังข์เหาะไปในป่าแล้วถอดเกราะออกร่ายมนตร์เรียกเนื้อมาเสียหมด ๖ เขยไปพบเข้าก็เข้าไปขอเนื้อ พระสังข์ขอให้ตัดใบหูแลกแล้วให้เนื้อตายมาคนละตัว พระสังข์เองจูงเนื้อเป็นมาให้เจ้าเมืองพาราณสี เจ้าเมืองพาราณสีก็ไม่รู้จะทำโทษประการใด จึงอุบายให้ ๗ เขยไปหาสุกรอีกครั้ง ๑ พระสังข์ก็ทำดังคราวก่อน คราวนี้ขอให้ตัดนิ้วมือแลก อีกครั้ง ๑ ให้หาปลา พระสังข์ขอให้ตัดปลายจมูกแลก เจ้าเมืองพาราณสีก็ไม่รู้ที่จะลงโทษพระสังข์อย่างไร

ครั้งนั้นร้อนขึ้นไปถึงพระอินทร์ จึงลงมาตั้งปัญหาให้เจ้าเมืองพาราณสีแก้ และเวลาจะแก้ต้องเหาะไปตีคลีด้วย ให้เวลาตรึกตรองหรือหาคนอื่นแทนภายใน ๗ วัน เจ้าเมืองพาราณสีหาใครไม่ได้ จึงให้หาพระสังข์มาบอกว่าถ้ารับแก้ปัญหาและตีคลีได้จะยกสมบัติให้ พระสังข์จึงขอให้ประชุมชาวพระนครแล้วถอดรูปเกราะออกประกาศให้ชาวพระนครทราบตามสัญญานั้น พอรุ่งขึ้นก็เหาะไปแก้ปัญหาและตีคลีกับพระอินทร์ เจ้าเมืองพาราณสีก็ทำการอภิเษกและยกสมบัติให้ พระสังข์จึงออกเที่ยวตามแม่พบที่บ้านธนัญชัยเศรษฐีจึงรับมาไว้ในวัง

ภายหลังกิตติศัพท์ลือไปถึงเมืองพรหมนครว่าพระสังข์ได้เป็นเจ้าเมืองพาราณสี ท้าวพรหมทัตจึงแต่งทูตให้มาเชิญกลับไปพร้อมทั้งชายาและนางจันทา นางจันทาขอลุยไฟพิสูจน์ตัวเองว่าความซื่อสัตย์ต่อผัวแม้ตั้งแต่อยู่กับท้าวพรหมทัตตลอดจนตนไปอยู่กับผู้อื่นให้หมดมลทิน เกิดมีดอกบัวโผล่ขึ้นรับในกองไฟ นางจำปาทองเห็นดังนั้นด้วยกรรมของตนบันดาลขอลุยไฟบ้าง ไฟก็ไหม้ตายไปเกิดในนรก

ฝ่ายปาลกเสนาบดีเมื่อเห็นนางจันทากับพระสังข์กลับมาก็กลัวจึงลอบหนีไปเมืองปัญจาลราฐ เข้าไปยุยงท้าวปัญจาลว่า ท้าวพรหมทัตจะยกทัพมารบ ท้าวปัญจาลโกรธจึงแต่งทัพให้มาตีเมืองพรหมนคร พระสังข์จึงร่ายมนตร์ระลึกถึงนางยักขินีว่าไปเกิดอยู่ในที่ไหน ครั้นรู้ว่าไปเกิดเป็นนางเทวธิดาอยู่ในดาวดึงส์ จึงใส่เกือกทองเหาะไปหาขอให้ช่วย นางเทวธิดาจึงให้พระขรรค์วิเศษลงมาสั่งว่า ให้แกว่งขึ้นเท่านั้นพวกข้าศึกจะตกใจยอมแพ้ พระสังข์ทำตาม ทัพเมืองปัญจาลราฐก็ยอมแพ้ ได้เป็นไมตรีกันกับท้าวปัญจาลแต่นั้นมา เรื่องราวสังข์ทองในปัญญาสชาดกมีเพียงเท่านี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ