ตอนที่ ๑ กำเนิดพระสังข์

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวยศวิมลไอศวรรย์
ไร้บุตรสุดวงศ์พงศ์พันธุ์ วันหนึ่งนั้นไปเลียบพระนคร
ราษฎรร้องว่าให้หาบุตร พระทรงภุชร้อนจิตดังพิษศร
มิได้เสวยสรงสาคร นั่งนอนร้อนใจใช่พอดี
ประชาชนจนจิตไม่คิดหวัง ยิ่งประดังพลุกพล่านทั้งกรุงศรี
เวทนาเป็นพระยาสมบัติมี มาไร้ที่โอรสยศไกร
จึงดำรัสตรัสเล่ามเหสี ถ้วนถี่ชี้แจงแถลงไข
เจ้ามาช่วยพี่คิดนะดวงใจ ค้นคว้าหาไปดูตามบุญ
บวงสรวงซ่องเซทุกเวลา รักษาศีลด้วยช่วยอุดหนุน
ถ้วนทุกนางในให้พร้อมมุล เกลือกบุญของใครได้สร้างมา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มเหสีมิได้คิดอิจฉา
คำนับรับราชบัญชา พระอย่าระคางหมางใจ
จะพึ่งพ่อขอฝากดวงชีวัน หาคิดเกียดกันฉันทาไม่
ตามแต่กุศลของใคร ให้สิ้นสงสัยพระทัยปอง

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ฟังนาฏ พิศวาสในน้ำคำสนอง
สั่งท้าวนางในดังใจปอง ให้แต่งของบูชาบรรณาการ
พลบค่ำย่ำแสงสุริยา ยกมาเตรียมไว้ในสถาน
บอกเหล่าสาวศรีบริวาร สั่งการให้ทั่วทุกตัวนาง
จัดแจงแต่งเครื่องบูชา ธูปเทียนชวาลาต่างต่าง
ทุกวันทุกเวรอย่าเว้นว่าง นอนปรางค์ข้างที่เราทุกคน

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ภูวไนยมีพระทัยขวายขวน
เห็นนางในนอนทั่วทุกตัวคน ตรัสบอกยุบลสนทนา
ดูก่อนเหล่านางทั้งหลาย เราหมายมุ่งมาดปรารถนา
จำนงจะประสงค์ลูกยา ไม่เห็นแก่หน้าฉันทาใคร
ชวนกันตั้งจิตพิษฐาน บนบานตามชอบอัชฌาสัย
ใครเกิดบุตรายาใจ เวียงชัยจะให้แก่ลูกรัก
ตรัสพลางทางเข้าแท่นที่ ชวนพระมเหสีมีศักดิ์
บวงสรวงเทวาสุรารักษ์ ในห้องทองสุรศักดิ์ตำหนักชัย

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

สระบุหรง

๏ จึงจุดธูปเทียนประทีปแล้ว เพริศแพรวพร้อมที่ศรีใส
ทั้งสองพระองค์จำนงใน ตั้งใจบริสุทธิ์ดุษฎี
นอบน้อมพร้อมจิตพิษฐาน เดชะสมภารข้าสองศรี
ปกป้องไพร่ฟ้าประชาชี โดยดีเป็นธรรม์นิรันดร์มา
ข้าไซร้ไร้บุตรสุดสวาท จะบำรุงราษฎร์ไปภายหน้า
พระเสื้อเมืองเรืองชัยได้เมตตา ขอให้เกิดบุตรายาใจ
เสร็จแล้วพระแก้วก็ไสยา ทรงศีลห้าทุกวันหาขาดไม่
ทศธรรมไม่ลำเอียงใคร ภูวไนยเข้าที่บรรทมพลัน

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป สุราลัยในดาวดึงส์สวรรค์
เมื่อผลจะสิ้นพระชนม์นั้น อัศจรรย์ร้อนรนเป็นพ้นไป
รัศมีศรีตนก็หม่นหมอง สิ่งของของตัวก็มัวไหม้
เทวาตระหนกตกใจ แจ้งในพระทัยจะวายชนม์
แล้วจึงตรึกตรองส่องเนตร แจ้งใจในเหตุเภทผล
พระเจ้าท้าวยศวิมล เสสรวงบวงบนแก่เทวัญ
เทวาจะมานิมนต์เรา ให้พรากจากดาวดึงส์สวรรค์
อย่าเลยจะจุติพลัน อย่าให้เทวัญทันนิมนต์
ลงไปเกิดในมนุสสา แสวงหาศีลทานการกุศล
คิดแล้วกลั้นใจให้วายชนม์ ปฏิสนธิ์ยังครรภ์กัลยา

ฯ ๑๐ คำ ฯ คุกพาทย์

ช้า

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลฝันว่า
วันเมื่อจะได้พระลูกยา เข้าที่นิทราในราตรี
ฝันเห็นเป็นเทพสังหรณ์ ทินกรจะใกล้ไขศรี
สะดุ้งตื่นฟื้นพลันทันที จำได้ถ้วนถี่ในนิมิต

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ พอรุ่งสางสว่างสุริยง สระสรงทรงเครื่องไพจิตร
ออกท้องพระโรงชัยอำไพพิศ สถิตบัลลังก์กระจังทอง

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เสนาข้าเฝ้าก็กราบกราน จึงมีโองการสารสนอง
กับโหรผู้ใหญ่ดังใจปอง ท่านจงตรึกตรองดูในสุบิน
ฝันว่าอาทิตย์ฤทธิรงค์ ตกลงตรงพักตร์ข้างทักษิณ
ดาวน้อยพลอยค้างอยู่กลางดิน เราผินพักตร์ฉวยเอาด้วยพลัน
มือซ้ายได้ดวงดารา มือขวาคว้าได้สุริย์ฉัน
แล้วหายไปแต่พระสุริยัน ต่อโศกศัลย์ร่ำไรจึงได้คืน
สักสามยามหย่อนค่อนรุ่ง เราสะดุ้งคว้าหาผวาตื่น
ดีร้ายทายตามอย่ากล้ำกลืน ตาหมื่นโหราจงว่าไป

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยอดโหราหามีเสมอไม่
คิดคูณหารดูรู้แจ้งใจ ภูวไนยจะเกิดบุตรา
จึงทูลทายทำนายตามสุบิน ว่าพระปิ่นนางในฝ่ายขวา
จะทรงครรภ์พระราชบุตรา บุญญาธิการมากมี
แต่จะพลัดพรากไปจากวัง ภายหลังจึงจะคืนกรุงศรี
ดาราคือพระบุตรี จะเกิดที่สนมอันควร
ฝันว่าพระทรงโศกา จะได้ชมลูกยาเกษมสรวล
ทายตามสุบินสิ้นกระบวน ถี่ถ้วนจงทราบพระบาทา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ ฟังทูล พระไพบูลย์ภิรมย์หรรษา
แย้มโอษฐ์โปรดตรัสแก่โหรา แม้นเหมือนท่านว่าจะรางวัล
ราษฎร์ฟ้องร้องว่าให้หาบุตร สุดคิดที่เราจะผ่อนผัน
บัดสีกับใจใครจะทัน ว่าแล้วผายผันเข้าวังใน

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงแจ้งกับองค์มเหสี ถ้วนถี่ชี้แจงแถลงไข
พระค่อยเป็นสุขสนุกใจ ทรามวัยงามขึ้นทุกคืนวัน
เปล่งปลั่งมังสาดังทาทอง พระเต้าคล้ำมัวหมองทั้งสองถัน
เส้นพาดพานทรวงดวงจันทร์ แจ้งว่าทรงครรภ์มั่นคง
ผิวพรรณผุดผ่องละอองพักตร์ พระแสนสุดที่รักนวลหง
จัดเลือกแสนสาวที่รูปทรง มาห้อมล้อมโฉมยงอนงค์นวล
แล้วหยอกถามว่าใครอย่างไรบ้าง ได้การแล้วหรือยังพระแย้มสรวล
อุตส่าห์ทาแป้งแต่งนวล สำรวลสรวลสันต์บันเทิงใจ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ จึงเห็นจันท์เทวีพระสนม เนื้อนมครัดเคร่งเร่งสงสัย
แจ้งว่ามีครรภ์มั่นแม่นใจ จัดแจงแต่งให้นางเทวี
นางใดที่ไม่มีครรภ์ แก้ฝันเห็นของก็หมองศรี
ก้มเกล้ากราบลาพระจักรี จันทาเทวีก็ลีลา

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ฝ่ายนางจันทามาถึงห้อง เศร้าหมองตรองจิตคอยอิจฉา
อาบเอิบกำเริบด้วยโภคา ผ่านฟ้าว่าใครมีครรภ์
สมบัติจะยกให้ลูกครอง มีสองต้องคิดบิดผัน
ท่านมียศศักดิ์จะรักกัน ลูกเต้าเรานั้นจะหมองมัว
ที่ไหนจะได้พระบุรี สาวศรีจะชวนกันยิ้มหัว
ยิ่งตรึกยิ่งตรองยิ่งหมองมัว จึงเรียกนางแม่ครัวเข้าห้องใน
สาวศรีเจ้าจงเอ็นดูเรา เบี้ยข้าวเงินทองจะกองให้
จงช่วยปิดงำอำไว้ เอาทองไปให้แก่โหรา
เขียนหนังสือลับกำชับสั่ง เราหวังไว้ใจเจ้าหนักหนา
ถอดแหวนส่งให้มิได้ช้า นี่ข้าถึงใจให้พลาง

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สาวใช้ได้กินสินจ้าง
เคารพนบนอบแล้วตอบพลาง ลูกแล้วอย่าหมางระคางใจ
สู้ตายจะตายด้วยแม่เจ้า ลูกเล่าหาพึ่งผู้ใดไม่
แม่ได้ดีลูกนี้จะดีใจ ลากห่อทองได้ใส่แหวนมา

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ มาถึงซึ่งบ้านโหรเฒ่า จู่เข้าไปได้ในเคหา
ไหว้แล้วแก้ทองของจันทา คุณแม่ให้มาแต่ในวัง
ว่าคุณตายาใจปรานีด้วย จงช่วยให้สมอารมณ์หวัง
จงเห็นไมตรีให้จีรัง แล้วยื่นหนังสือให้มิได้ช้า

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โหรใหญ่สงสัยเป็นหนักหนา
รับเอาหนังสือที่มือมา ใส่แว่นตาดูก็รู้ความ
นิ่งนึกตรึกตรองอยู่ในใจ โลภเห็นแต่จะได้ไม่เกรงขาม
แม้นกูมิรับกลับความ ทองคำสามชั่งจะคืนไป
ถ้ากูแก้ไขนางจันทา เงินตราห้าชั่งนั้นจะได้
จึงว่ากับสาวศรีด้วยดีใจ พอแก้ไขได้เป็นไรมี
แลเหลียวเปลี่ยวคนที่บนเรือน อิดเอื้อนจะใคร่ประสมศรี
สาวใช้เจ้าเข้าไปในที่ วานหยิบบุหรี่ที่ริมเตียง

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ สาวใช้อดสูก็รู้เท่า ไฮ้คุณตาเจ้าช่างกล่าวเกลี้ยง
ใครจะเข้าไปถึงในเตียง ข้าวของรายเรียงจะหายไป
สะบัดมือได้แล้วไหว้ลา อย่านะฉันหาอะไรไม่
จึงวิ่งผลุนหนีพลันทันใด มายังวังในไปแจ้งความ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น มเหสีโฉมฉินปิ่นห้าม
ค่อยเพียรรักษาพยายาม พระครรภ์โฉมงามได้สิบเดือน
จวนใกล้ฤกษ์พานาที นาภีใหญ่น้อยก็คล้อยเคลื่อน
ระดมลมเส้นก็เต้นเตือน ลูกน้อยคล้อยเคลื่อนเลื่อนลง
เจ็บครรภ์กระสันขึ้นทุกที พ่างเพียงชีวีจะผุยผง
ร้องเรียกแสนสาวเหล่าอนงค์ มาพร้อมล้อมองค์นางเทวี
เรียกพลางทางป่วนครวญครรภ์ ช่วยกันเร็วเร็วนางสาวศรี
องค์สั่นยันยุดทรุดอินทรีย์ มเหสีโอดโอยโรยแรง

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางผู้รักษากล้าแข็ง
ฝืนท้องต้องนางยังคลางแคลง เห็นแข็งไปสิ้นไม่ดิ้นรน
กลมกลมกลิ้งกลิ้งยิ่งสงสัย หลากใจไม่เห็นตัวทั่วค้น
บ้างไปทูลองค์ทรงสกล ให้ทราบยุบลกิจจา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงกราบทูลพระภูมินทร์ ว่าพระปิ่นนางในฝ่ายขวา
จะคลอดสมเด็จพระลูกยา ขอเชิญผ่านฟ้าเสด็จไป

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลเร่งผ่องใส
จะได้เห็นลูกน้อยกลอยใจ ในวันนี้แล้วแก้วตา
รีบไปด้วยไร้โอรส พระทรงยศแสนโสมนัสสา
นางในใครรู้ก็ตรูมา โฉมนางจันทาก็ตามไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ จึงกล่าวเอาใจมเหสี เจ้าพี่อย่าพรั่นหวั่นไหว
ลูกของเทวัญท่านให้ไว้ แข็งใจขบฟันกลั้นทน
นักเทศจงไปสั่งการ พนักงานของใครให้ขวายขวน
เตรียมไว้ในพระราชมณฑล ขนมาประโคมพระลูกเรา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น มเหสีป่วนปั่นพระครรภ์เจ้า
มิได้วายว่างบางเบา เจ็บราวกับเขาผูกคร่าร้า
เป็นกรรมตามทันมเหสี จะจากที่สมบัติวัตถา
ยามปลอดก็คลอดพระลูกยา กุมารากำบังเป็นสังข์ทอง

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา มโหรี

๏ มเหสีตระหนกอกสั่น สาวสรรค์หวั่นไหวทั้งในห้อง
ผ่านฟ้าดังเลือดตานอง แตรสังข์แซ่ซ้องประโคมพลัน
พระทัยวาบสำเนียงเสียงศรี ภูมีขับเหล่านางสาวสรรค์
ภูมินทร์เพียงจะสิ้นชีวัน อับอายสาวสรรค์กำนัลใน
จึงตรัสกับองค์มเหสี เจ้าพี่เราจะคิดเป็นไฉน
ไม่พอที่จะเป็นก็เป็นไป เมื่อหาลูกไม่ก็ทุกข์ทน
อุตส่าห์บนบานศาลกล่าว ครั้นมีมาเล่าไม่เป็นผล
อับอายไพร่ฟ้าข้าคน พี่จะใคร่กลั้นชนม์ให้พ้นอาย

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ฟังตรัส ดังใครตัดเศียรเด็ดกระเด็นหาย
สองกรข้อนทรวงเข้าฟูมฟาย นางถวายบังคมก้มโศกา
พ่อเจ้าพระคุณของเมียเอ๋ย กรรมสิ่งไรเลยเป็นหนักหนา
เสียแรงอุ้มท้องประคองมา ดีใจหมายว่างามหน้าเมีย
มิรู้ว่ามาได้อัปยศ พลอยยศพระคุณให้สูญเสีย
พระองค์ทรงพระขรรค์ฟาดฟันเมีย ตายเสียอยู่ขายบาทบงสุ์

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จันทาได้ช่องต้องประสงค์
กับโหรดูรู้กันไว้มั่นคง ครั้นเข้าเฝ้าองค์พระทรงชัย

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ทูลว่าอนาถประหลาดจิต ข้าคิดพิศวงสงสัย
ลูกคนเป็นหอยน่าน้อยใจ หาเยี่ยงอย่างไม่แต่ก่อนมา
มีครรภ์เหมือนกันก็พรั่นตัว ดีชั่วก็ยังกังขา
เดิมว่าโหรทายทำนายมา แต่แรกชายาจะทรงครรภ์
ว่าโอรสนั้นจะมีบุญ ได้เพ็ดทูลไว้ตามทำนายฝัน
เข้าไฟให้หายโรคัน แล้วทรงธรรม์ตรัสถามเนื้อความดู

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ฟังคำ ผลกรรมจะพรากจากคู่
แยบคายภายในมิได้รู้ จริงอยู่โหรทายทำนายมา
ว่าจะมีท้องทั้งสองนั้น แม่นมั่นจริงจังดังปากว่า
เคยได้นับถือลือชา ลูกยามาเป็นเช่นนี้ไป
จริงแล้วจะถามความก่อน ให้แน่นอนว่าเห็นเป็นไฉน
จึงให้ทรามชมบรรทมไฟ คลาไคลออกท้องพระโรงพลัน

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้หาโหราเข้ามาเฝ้า พระเจ้าตรัสถามเนื้อความฝัน
เดิมทายโฉมยงว่าทรงครรภ์ ก็แม่นมั่นเหมือนคำจำนรรจา
เหตุไรลูกน้อยเป็นหอยสังข์ พลาดพลั้งบิดเบือนไม่เหมือนว่า
จะเป็นชายทายทูลว่าบุญญา ถ้อยคำท่านว่านั้นผิดไป
ให้ดูแลหมายว่าจริงจัง เลือดตากูดังจะย้อยไหล
เป็นเหตุเภทพาลประการใด โหราว่าไปอย่าอำพราง

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โหรใหญ่ได้กินสินจ้าง
สมจิตคิดไว้จะให้นาง พลัดพรากจากปรางค์ไปทางไกล
ทำค้นตำรามาดูแล บิดเบือนเชือนแชแก้ไข
แล้วทูลพระองค์ผู้ทรงชัย ทายไว้มิใคร่จะคลาดคลา
เพราะบ้านเมืองร้ายต้องกลายกลับ พระองค์ว่ากับโอรสา
เป็นกรรมตามทันกัลยา แม้นพระบุตราเป็นมนุษย์
จะเลิศเรืองเฟื่องฟุ้งทั้งกรุงไกร เคราะห์ร้ายกลายไปเสียสิ้นสุด
บ้านเมืองก็จะล่มโทรมทรุด ม้วยมุดฉิบหายวายปราณ
แม้นขับไล่ไปไกลบุรี ธานีจะเย็นเกษมศานต์
อย่าไว้พระทัยให้เนิ่นนาน เพลิงกาฬจะเผาเอาพารา

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ ฟังโหรทาย ดังจะวายชีวังสังขาร์
กระนั้นจริงเจียวหรือโหรา อนิจจาหลัดหลัดมาพลัดกัน
ว่าพลางสะท้อนถอนใจ กลั้นน้ำพระเนตรไว้แล้วผายผัน
คืนเข้าห้องแก้วแพรวพรรณ หามิ่งเมียขวัญทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงทิ้งพระองค์ลง บอกพลางทางทรงกันแสงไห้
โอ้กรรมเราทำไว้ปางใด จะไกลกันไปแล้วนะแก้วตา
มิพอที่จะเป็นก็มาเป็น เกิดเข็ญเพราะลูกเสนหา
โหรทายร้ายนักเจ้าพี่อา ว่าแก้วกัลยาเป็นกาลี
อยู่ไปจะได้แค้นเคือง บ้านเมืองจะยับต้องขับหนี
พี่จะขาดใจม้วยด้วยเทวี ไม่มีความผิดสักนิดเลย
แสนสงสารนักด้วยรักใคร่ จะจากกันฉันใดได้เฉยเฉย
อยู่อยู่ดีดีเจ้าพี่เอย ไม่รู้ตัวเลยจะจากกัน

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ฟังเอยฟังสาร ดังคนผลาญชีวาให้อาสัญ
นางตระหนกตกใจดังไฟกัลป์ อกสั่นขวัญหนีไม่มีใจ
ส้วมสอดกอดบาทของผัวแก้ว ข้อนทรวงเข้าแล้วก็ร้องไห้
เมียให้ฆ่าฟันให้บรรลัย รักใคร่เมตตาไม่ฆ่าตี
โหรามันว่าเป็นคำสอง พ่อตรองให้ควรถ้วนถี่
ขับไล่ไม่มาฆ่าตี เหมือนม้วยชีวีไปจากกัน
ร่ำพลางนางเกลือกเสือกกาย ดังจะวายชีวาด้วยโศกศัลย์
ซบพักตร์กับตักพระทรงธรรม์ หวาดหวั่นนิ่งไปไม่พาที

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ เอะเอยเอะน้องแก้ว ผิดแล้วองค์เย็นดังเป็นผี
ร้องไห้นิ่งไปไม่พาที อยู่บนตักพี่ไม่หายใจ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ โอ้จันท์เทวีเจ้าพี่เอ๋ย ทรามเชยเงยหน้าอย่าร้องไห้
อกของผัวรักจักหักไป ลุกขึ้นดูใจปราศรัยกัน
พี่พูดด้วยเป็นไรไม่เจรจา แน่แล้วแก้วตาพี่อาสัญ
เจ้าอ้อนวอนพี่ให้ฆ่าฟัน จะทำกันฉันใดไฉนนา
ถึงจะพลัดพรากลำบากกาย มิตายได้เห็นกันวันหน้า
ไม่เงยพักตร์ขึ้นบ้างสั่งพี่ยา แก้วตามาตีตัวตาย
ตัดช่องน้อยไปแต่ตัว ทิ้งผัวเสียได้น่าใจหาย
ร่ำพลางกอดพลางฟูมฟาย ระทวยกายกอดซบสลบพลัน

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น จันทาแสนกลคนขยัน
เห็นสองสลบทบทับกัน ผันผินรินน้ำกุหลาบมา
ชโลมองค์ทรงทาทั้งสองศรี ค่อยได้สมประดีที่โหยหา
แล้วโลมเล้ากล่าวคำด้วยหยาบช้า เคราะห์กรรมทำมาจะโทษใคร
โหรเล่าใช่เขาจะชั่วช้า เคยนับถือมาแต่ไหนไหน
จำไปให้สิ้นเคราะห์ภัย เกลือกไปเคราะห์นั้นจะบรรเทา
ไม่ม้วยดับชีพสูญหาย มิใช่ล้มตายอะไรเล่า
แต่พอเคราะห์นั้นค่อยบรรเทา แล้วเราจึงรับกันกลับมา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระฤาสายค่อยคลายที่โหยหา
ได้ฟังถ้อยคำนางจันทา ตรึกตราสะท้อนถอนใจ
เห็นจริงไม่กริ่งถ้อยคำ ด้วยเวรากรรมมาทำให้
จึงมีวาจาว่าไป เจ้าเอาใจด้วยช่วยจัดแจง
ให้องค์นงเยาว์เจ้าไปกิน ทรัพย์สินเงินทองของแห้ง
สั่งเสนาในให้จัดแจง เรือแผงม่านวงให้จงดี
ส่งไปให้พ้นขอบเขต จะเนรเทศยอดรักมเหสี
ตรัสพลางดูนางแล้วโศกี ภูมีเมินอายนางจันทา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันทาตัวคิดริษยา
ดีใจรับสั่งบังคมลา ทำเช็ดน้ำตาแล้วคลาไคล

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ มิได้จัดแจงแต่งของ เงินทองข้าวปลาไม่หาให้
กระซิบสั่งสาวศรีที่ร่วมใจ เอาเงินไปให้แก่เสนา
ว่าเอ็นดูด้วยช่วยเรา พาเอานางไปอย่าไว้หน้า
ไกลคนพ้นแดนพารา เสนาฆ่าเสียให้วอดวาย
สุดแต่อย่าให้มันครองวัง ปิดความกำบังให้สูญหาย
จะทดแทนคุณให้มากมาย เจ้าอย่าแพร่งพรายให้ใครฟัง

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เสร็จสรรพกลับเข้าปราสาทศรี ทูลความตามที่รับสั่ง
เงินทองของกินสิ้นยัง เตรียมแล้วพร้อมพรั่งทั้งนาวา
บัดนี้ไพร่ฟ้าข้าเมือง ลือเลื่องฮึกฮักหนักหนา
มันจะกลุ้มรุมกันทั้งพารา โกรธว่าจะพาให้ยากเย็น
ว่าช้าไปมิใคร่จะจากวัง มันจะพังบ้านเมืองเคืองเข็ญ
น้ำตาข้าน้อยพลอยกระเด็น กรรมเวรเป็นไปทุกสิ่งอัน

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ฟังข่าว พระร้อนเร่าฤทัยไหวหวั่น
หลงกลด้วยกรรมมาตามทัน สำคัญว่าจริงทุกสิ่งไป
พินิจพิศพักตร์อัครเรศ คลอเนตรสะท้อนถอนใจใหญ่
จะออกปากก็คับอับใจ ด้วยความรักใคร่ชายา
ครั้นจะมิให้เจ้าไปเล่า ร้อนเร่าด้วยคำจันทาว่า
บ่ายเบือนเยื้อนออกวาจา เจ้าแก้วตาของพี่ผู้มีกรรม
เจ้าเคยพรากสัตว์ให้พลัดคู่ เวรมาชูชุบอุปถัมภ์
แม้นมีกรรมไม่ไปใช้กรรม ไพร่ฟ้ามันจะทำย่ำยี
มิใช่พี่ไม่รักน้อง ร่วมห้องอกสั่นกันแสงศรี
ไม่ยับดับสูญบุญมี เคราะห์ดีสิ้นกรรมจะเห็นกัน
ตรัสพลางดูนางมิใคร่ได้ ชลนัยน์ไหลรินแล้วผินผัน
เดินเข้าห้องแก้วแพรวพรรณ รูดพันม่านทองเข้าโศกา

ฯ ๑๒ คำ ฯ เสมอ โอด

๏ เมื่อนั้น มเหสีตีทรวงไห้โหยหา
พ่างเพียงจะสิ้นชีวา โศกาไม่เป็นสมประดี
ครั้นจะอ้อนวอนผ่อนผัน ทรงธรรม์ก็เมินดำเนินหนี
ทุกข์แค้นแสนโศกโศกี พระพันปีหนีเมียเสียว่าไร
มีกรรมจำจากพระบาทแล้ว น้องแก้วหาขัดขืนไม่
จะขอผัดผ่อนต่อนอนไฟ มิให้ช้านักสักเจ็ดวัน
แต่พอให้แห้งเหือดเลือดลม จะซุกซมซ่อนไปในไพรสัณฑ์
พ่อไม่ขึ้งโกรธโทษทัณฑ์ เหตุไรไม่ทันบัญชา
ว่าพลางนางข้อนทรวงไห้ เพียงขาดใจม้วยด้วยโหยหา
เหล่ากำนัลไม่กลั้นน้ำตา ชวนกันโศการิมแท่นทอง

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น จันทาตัวดีไม่มีสอง
สมจิตคิดไว้ดังใจปอง ได้ช่องให้หน้าแล้วว่าไป
กับนางสาวศรีที่ร่วมคิด ว่ารับสั่งทรงฤทธิ์เป็นใหญ่
ให้พาโฉมยงเจ้าลงไป มอบองค์ส่งให้แก่เสนี
ช้าไปไพร่ฟ้าจะขึ้งโกรธ จะคุมโทษโลภแย่งเอากรุงศรี
ตามบุญตามกรรมของเทวี ช้าไปบูรีจะมีภัย

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สาวใช้ผู้ร่วมอัชฌาสัย
รู้กันในกลยลใน ลอบเข้าไปใกล้นางชายา
ทูลว่าภูมินทร์ปิ่นเกล้า อาวรณ์ร้อนเร่านักหนา
ด้วยกลัวไพรีจะบีฑา เตือนมาให้พาแม่คลาไคล
จะมีโทษาแต่ข้าน้อย ดับความโศกสร้อยละห้อยไห้
มีกรรมจำเป็นเข็ญใจ อย่าให้ข้าไทต้องภัยโพย

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ฟังคำ นางโศกซ้ำรัญจวนหวนโหย
อนิจจังทั้งสิ้นมาดิ้นโดย โพยภัยมิให้แก่ใครมี
คิดว่าพอผัดผ่อนได้ เมื่อไม่โปรดเกล้าเกศี
ตามแต่เวราของข้านี้ สาวศรีอย่าได้ทุกข์ทน

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ ว่าพลางยกเอาลูกน้อย น้ำเนตรหยดย้อยดังฝอยฝน
ร้องทูลพระองค์ทรงสกล น้องคนมีกรรมจะขอลา
ดูรูปจำร่างเสียยังแล้ว พระแก้วจะไม่ได้เห็นหน้า
จะไม่คืนคงอย่าสงกา มิได้รองฝ่าพระบาทไป
สิ่งใดเมียได้พลาดพลั้ง แต่หลังให้ขัดอัชฌาสัย
เมียขอสมาอาภัย อย่าได้เป็นเวราเลย
ให้พ่ออยู่ยืนได้หมื่นปี โรคาอย่ามีพ่อคุณเอ๋ย
ไม่เยี่ยมม่านทองดูน้องเลย ทำเฉยเสียได้ไม่นำพา
นิ่งได้ให้เขามาสั่งเสีย ตัดเมียเสียได้ไม่ดูหน้า
ว่าแล้วนางแก้วบังคมลา สาวใช้ซ้ายขวาก็ตามไป
ค่อยอยู่เถิดเจ้านางสาวศรี บุญน้อยแล้วมิอยู่ด้วยได้
ข้าได้เรียกขานวานใช้ อภัยอย่าได้เป็นกรรมกัน
ว่าพลางนางอุ้มลูกยา จันทาพยักหน้านางสาวสรรค์
เดินทรงโศกามาพลัน กำนัลจันทาก็พาไป

ฯ ๑๔ คำ ฯ เพลง เจรจา

๏ บัดนั้น เสนีที่ร่วมอัชฌาสัย
รับเอาโฉมงามทรามวัย สาวใช้ขึ้นไปยังในวัง
กินเหล้าเมาโป้งโฉงเฉง ไม่เกรงไม่ขวยด้วยโอหัง
เชิญแม่มาไปให้พ้นวัง รับสั่งจะช้าอยู่ว่าไร
ทำให้คนยากลำบากด้วย คราวรวยหาทักรู้จักไม่
ที่มีปัญญาก็ว่าไป นี่พูดอะไรไม่ต้องการ
ว่าพลางเชิญนางลงนาวา มิช้าบ่ายบากจากสถาน
ทางสิบห้าวันกันดาร พ้นบ้านไกลที่ไม่มีคน

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงส่งนางเทวี ดูน่าปรานีระเหระหน
เสนีที่ได้กินสินบน ขัดสนด้วยคนเขามากมาย
จะฆ่าเทวีก็มิได้ มารยาว่าไปดังใจหมาย
ไหนไหนไม่พ้นเป็นคนตาย จะลองดาบกรายเล่มนี้ดู
เพื่อนกันช่วยฉุดยุดไว้ ผิดไปไม่ได้อย่าจู่ลู่
ตามกรรมตามเวรนางโฉมตรู จู่ลู่จะพากันวุ่นวาย
ไม่คิดถึงตัวกลัวกรรม เวรามาทำเอาง่ายง่าย
ถึงชั่วดีเล่าเป็นเจ้านาย จะทำผิดคิดร้ายก็ไม่ดี
กลับไปบ้านเราจะดีกว่า ว่าพลางทางลานางโฉมศรี
ที่ใจเมตตาปรานี บ้างข้าวของมีก็ให้ทาน
แล้วออกนาวาคลาไคล ดูไปใจหายน่าสงสาร
ฝ่ายว่าเสนีที่เป็นพาล งุ่นง่านไม่ไหว้ไม่ลาใคร

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น มเหสีโศกาอยู่ป่าใหญ่
ขึ้นมาจากท่าชลาลัย ไม่รู้ที่จะไปแห่งใดเลย

ฯ ๒ คำ ฯ โอ้ ชาตุม

๏ เดินพลางทางอุ้มลูกพลาง เห็นทุกข์แม่บ้างพ่อสังข์เอ๋ย
บุกป่าฝ่าไพรแม่ไม่เคย เพราะกรรมทรามเชยเจ้าเกิดมา
เป็นคนหรือจะได้มาเป็นเพื่อน มีเหมือนไม่มีโอรสา
ทั้งนี้เพราะอีจันทา กับอ้ายโหรามันรู้กัน
ทั้งอีสาวศรีมันร่วมใจ มันเร่งรัดให้แม่ผายผัน
ทั้งอ้ายเสนาจะฆ่าฟัน อัศจรรย์ใจแม่นี้แน่แล้ว
พระร่วมห้องของน้องยังอาลัย เหตุไรไม่เกรงทูลกระหม่อมแก้ว
พ่อหลงกลมนตร์มันแน่แล้ว เดินพลางนางแก้วก็โศกี
เสียงเสือแรดช้างกวางทราย ใจหายอกสั่นขวัญหนี
เล็ดลอดกอดลูกเข้าโศกี เทวีอุ้มสังข์ดำเนินไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลง

๏ เดินมา สุริยาร้อนแรงแสงใส
แลเห็นบ้านป่าพนาลัย โฉมยงดีใจเข้าไปพลัน
พบสองเฒ่าปลูกถั่วงา นางนั่งวันทาขมีขมัน
ฝ่ายว่าสองราดูหน้ากัน ยายถามตานั้นทันใด
ตานี่ดีร้ายจะไม่ตรง มั่นคงกูคิดหาผิดไม่
นัดแนะกันมาหรือว่าไร ตาเอาใจออกนอกกัน
น้อยหรือนั่นรูปร่างอย่างกินนร ยายค้อนตาผัวจนตัวสั่น
ฝ่ายตาโกรธยายเอาไม้รัน มึงเห็นสำคัญด้วยอันใด
คราวลูกคราวหลานก็ไม่ว่า มันบ้าอย่าถือแม่ข้าไหว้
มาแต่ตำบลหนใด บอกให้แจ้งใจยายตา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ นางเล่าแต่ต้นจนปลาย ตายายพาไปยังเคหา
จัดเหย้าเรือนให้มิได้ช้า ด้วยความเมตตาปรานี

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ เจรจา

๏ เมื่อนั้น โฉมจันท์กัลยามารศรี
อยู่ด้วยยายตาได้ห้าปี ยากแค้นแสนทวีทุกเวลา
ครั้นค่ำตักน้ำตำข้าว ครั้นรุ่งเช้าเจ้าเข้าป่า
เก็บผักเที่ยวหักฟืนมา กัลยาค้าขายได้เลี้ยงตัว
อุ้มเอาลูกน้อยหอยสังข์ สุดกำลังแม่แล้วพ่อทูนหัว
เลี้ยงไว้ว่าจะได้เป็นเพื่อนตัว ทูนหัวไม่ช่วยแม่ด้วยเลย
เนื้อเย็นเป็นคนนะลูกแก้ว ห้าหกขวบแล้วนะลูกเอ๋ย
กำดัดจะภิรมย์ชมเชย ลูกเอ๋ยจะเบาทุเลาแรง
นางมิได้เอนองค์ลงนิทรา สุริยารุ่งรางสว่างแสง
วางลูกลงไว้ไปจัดแจง ลากแผงออกวางที่กลางดิน
เอาข้าวออกตากแล้วฝากยาย จับหาบผันผายเข้าไพรสิณฑ์
เที่ยวเก็บผักหญ้าเป็นอาจิณ โฉมฉินซอนซนด้นมา

ฯ ๑๒ คำ ฯ เพลง

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป เทพไทสิงสู่อยู่พฤกษา
สงสารนางจันท์กัลยา เจ้ามาเหนี่อยยากลำบากกาย
เทพบุตรจุติมาบังเกิด กำเนิดผิดพ้นคนทั้งหลาย
บุญญาธิการนั้นมากมาย จะล้ำเลิศเพริศพรายเมื่อปลายมือ
ถึงจะตกน้ำก็ไม่ไหล ตกในกองกูณฑ์ไม่สูญชื่อ
จะได้ผ่านบ้านเมืองเลื่องลือ อึงอื้อดินฟ้าบาดาล
คู่สร้างกับนางรจนา มารดาจะสุขเกษมศานต์
นิ่งไว้จะยากลำบากนาน กุมารซ่อนตนจะดลใจ
จึงบันดาลให้เป็นไก่ป่า กินข้าวมารดาหาช้าไม่
ขันก้องร้องตีกันมี่ไป คุ้ยเขี่ยข้าวให้กระจายดิน

ฯ ๑๐ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ซ่อนอยู่ก็รู้สิ้น
พระแม่ไปป่าเป็นอาจิณ ในจิตคิดถวิลทุกเวลา
จะใคร่ออกช่วยพระแม่เจ้า สงสารผ่านเกล้าเป็นหนักหนา
เหนื่อยยากลำบากกายา กลับมาจนค่ำแล้วร่ำไร
ไม่ว่าลูกน้อยเป็นหอยปู อุ้มชูชมชิดพิสมัย
พระคุณล้ำลบภพไตร จะออกให้เห็นตัวก็กลัวการ
ไก่ป่าพาฝูงมากินข้าว ของพระแม่เจ้าอยู่ฉาวฉาน
คุ้ยเขี่ยเรี่ยรายทั้นดินดาน พระมารดามาเห็นจะร่ำไร
เยี่ยมลอดสอดดูทั้งซ้ายขวา จะเห็นใครไปมาก็หาไม่
ออกจากสังข์พลันทันใด ฉวยจับไม้ได้ไล่ตี

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

๏ กอบเก็บข้าวหกที่ตกดิน ผันผินลอยลับขยับหนี
เหลียวดูผู้คนชนนี จะหนีเข้าสังข์กำบังตน
หุงข้าวหาปลาไว้ท่าแม่ ดูแลจัดแจงทุกแห่งหน
ช่วยขับไก่ป่าประสาจน สาละวนเล่นพลางไม่ห่างดู

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงฉิ่ง เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระมารดานึกในพระทัยอยู่
คิดถึงลูกน้อยหอยปู เดินไปสักครู่แล้วจู่มา
เก็บได้ฟืนผักเผือกมัน สารพันกินได้ที่ในป่า
ใส่หาบหาบเดินดำเนินมา ไม่ช้าครู่หนึ่งก็ถึงเรือน

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ จึงเห็นลูกแก้วแววไว ลูกใครคนนี้ไม่มีเหมือน
มานั่งเล่นอยู่ประตูเรือน พักตร์ดังดวงเดือนเลื่อนลอย
พระสังข์แลเห็นชนนี แล่นหนีตกใจเข้าในหอย
ประหวั่นพรั่นใจมิใช่น้อย เศร้าสร้อยคอยฟังพระมารดา
มารดรวางหาบตามติด เห็นผิดเปิดห้องมองหา
รีบร้นค้นดูกุมารา กัลยาไม่เห็นประหลาดใจ
หรือว่าผีเรือนเป็นเพื่อนร้อน แกล้งหลอกหลอนเล่นเป็นไฉน
จึงสาบสูญกายหายไป คิดวนเวียนในพระทัยนาง
ข้าวปลาสุกสรรพเก็บปิด เห็นผิดเร่งคิดอางขนาง
โฉมตรูมาดูข้าวพลาง แล้วนางมาถามตายาย
ไม่กินข้าวปลาอาหาร เยาวมาลย์รำพึงคะนึงหมาย
จะคอยดูให้รู้แยบคาย อุ้มเอาลูกชายไม่สงกา
พินิจพิศดูแล้วทูนเกศ น้ำเนตรหลั่งไหลทั้งซ้ายขวา
จวนรุ่งพุ่งแสงพระสุริยา ทำเป็นไปหาสาแหรกคาน
ลงจากกระท่อมแล้วด้อมมอง ค่อยย่องแอบไม้ไม่ไกลบ้าน
แอบช่องมองดูอยู่ช้านาน นงคราญกลั้นไว้ไม่พูดจา

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกุมารเยี่ยมหอยแลหา
ไม่แจ้งว่าองค์พระมารดา แฝงฝาคอยอยู่ไม่รู้กาย
สงัดเงียบผู้คนไม่พูดจา เล็ดลอดออกมาแล้วผันผาย
นั่งที่นอกชานสำราญกาย เก็บกรวดทรายเล่นไม่รู้ตัว
มารดาซ่อนเร้นเห็นพร้อมมูล อุแม่เอ๋ยพ่อคุณทูนหัว
ซ่อนอยู่ในสังข์กำบังตัว พ่อทูนหัวของแม่ประหลาดคน
ย่างเข้าในห้องทับจับได้ไม้ ก็ต่อยสังข์ให้แหลกแตกป่น
พระสังข์ตกใจดังไฟลน จะหนีเข้าหอยตนก็จนใจ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิดฉิ่ง โอ้

๏ ส้วมสอดกอดบาทพระมารดา ซบเกศาพลางทางร้องไห้
แม่ต่อยสังข์แตกแหลกไป ร่ำไรเสียดายไม่วายคิด
เหมือนแม่ฆ่าลูกให้ม้วยมรณ์ มารดรไม่รักแต่สักนิด
พระแม่ต่อยสังข์ดังชีวิต จะชมชิดลูกนี้สักกี่วัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ฟังเอยฟังลูกว่า พระมารดาเสียวใจไหวหวั่น
กอดจูบลูบเนตรเกศกรรณ ร่วมวันขวัญตาพ่อว่าไย
สิ้นเคราะห์สิ้นกรรมทำมา ลูกยาอย่าว่าแม่เสียวไส้
ตกทุกข์ได้ยากลำบากใจ เพราะอ้ายหอยสังข์มันจังฑาล
มันมาหุ้มห่อเอาพ่อไว้ ทำให้โหรามันว่าขาน
บิตุรงค์หลงกลอีคนพาล ไม่ช้าไม่นานจะคืนวัง
ยากเย็นเห็นหน้ากันแม่ลูก อย่าพันผูกโศกสร้อยถึงหอยสังข์
รักใคร่มันไยไม่จีรัง หอยสังข์เช่นนี้มีถมไป
ว่าพลางนางเรียกยายตา เล่ากิจจาแจ้งแถลงไข
ตั้งแต่เบื้องต้นจนปลายไป ทั้งสองสงสัยไม่เชื่อนาง

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตายายให้คิดอางขนาง
พากันเข้าไปในทับนาง แลเห็นรูปร่างกุมารา
ตะลึงขึงแข็งไปทั้งตัว ทูนหัวน่ารักเป็นนักหนา
พ่อคุณเป็นบุญของยายตา เกิดมายังไม่ได้ยินเลย
พึ่งพบพึ่งเห็นเป็นเที่ยงแท้ ลูกของเจ้าแน่หรือแม่เอ๋ย
บุญหนักศักดิ์ใหญ่กะไรเลย พ่อเอ๋ยรูปร่างช่างสร้างมา
ชั่วปู่ชั่วย่าชั่วตายาย ล้มตายไม่เห็นเป็นหนักหนา
กอดจูบลูบไล้ทั้งยายตา สองราเกษมเปรมปรีดิ์

ฯ ๘ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ