ตอนที่ ๖ พระสังข์ได้นางรจนา

ช้า

๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวสามนต์จนจิต
กอดเข่าเข้าตะลึงรำพึงคิด อกกูดูผิดประหลาดใจ
บุรุษในแผ่นดินก็สิ้นแล้ว ควรหรือลูกแก้วไม่เลือกได้
คิดพลางทางเสด็จคลาไคล ออกบัญชรชัยมิได้ช้า

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

เพลงฝรั่ง

๏ จึงตรัสแก่เสนาข้าเฝ้า คนในเมืองเราถึงแสนกว่า
ที่อยู่บ้านนอกขอกนา ขับมาหมดสิ้นแล้วหรือยัง

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ บัดนั้น เสนาทูลไปดังใจหวัง
ไพร่ฟ้ามาประชุมอยู่ในวัง ทั่วทั้งแผ่นดินสิ้นชาย
เหลือแต่เงาะป่าทรพล หน้าตาผิดคนทั้งหลาย
หัวพริกหยิกยุ่งหยาบคาย ตัวลายคล้ายกันกับเสือปลา
ใครจะบอกจะเล่าไม่เข้าใจ พูดจาไม่ได้เหมือนใบ้บ้า
เล่นอยู่กับเด็กที่กลางนา จงทราบบาทาภูวไนย

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์ฟังแจ้งแถลงไข
ด้วยเดชะเทพเจ้าเข้าดลใจ เผอิญให้กริ้วโกรธบุตรี
จึงตรัสแก่องค์อัครชายา น้อยหรือรจนาลูกสาวศรี
เลือกคู่ดูใครไม่ไยดี จนสิ้นชายไม่มีทั้งพารา
เหลือแต่เงาะป่าเป็นบ้าใบ้ เอามาให้มันเลือกสมน้ำหน้า
ว่าพลางทางสั่งเสนา จงไปพาอ้ายเงาะมาในวัง

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาคำนับรับสั่ง
ต่างวิ่งวางไปมิได้ยั้ง มายังกลางทุ่งท้องนา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงบอกแก่เจ้าเงาะ รับสั่งจำเพาะให้หา
เร็วเร็วมาไปอย่าได้ช้า ต่างคนฉุดคร่าวุ่นวาย
บ้างเปลื้องผ้าคาดพุงผูกมัด เจ้าเงาะวัดถูกอกหกล้มหงาย
ลางคนวิ่งออกมาบอกนาย แรงมันมากมายเหมือนควายวัว
บ้างพยักกวักเรียกเจ้าเงาะขา ไม่พูดจาด้วยกันเฝ้าสั่นหัว
ที่ใจคอขี้ขลาดหวาดกลัว ระวังตัวยืนดูอยู่แต่ไกล

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บ้างทำเย้ายั่วให้หัวเราะ ค่อยปะเหลาะลูบหลังเข้านั่งใกล้
เกลอเอ๋ยอย่าช้ามาจะไป นี่คนหรือตอไม้ไม่พูดจา
เสนีนายใหญ่ให้ไพร่เลว เอาพวนผูกบั้นเอวเจ้าเงาะป่า
ต่างเข้าฉุดชักเต็มประดา สาระพาเฮโลโย้ตามกัน

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เชือกขาดล้มคว่ำคะมำไป ลุกขึ้นดัดหลังไหล่กระดูกลั่น
นิ่วหน้าสั่นหัวกลัวแรงมัน ต่างปรึกษากันเป็นจนใจ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝูงเด็กเลี้ยงโคน้อยใหญ่
เห็นคนกลุ้มรุมฉุดเงาะไพร ขัดใจวิ่งพลางทางร้อง
จะเอาเงาะเขาไปข้างไหนนั่น ข่มเหงกันไม่บอกเราเจ้าของ
มิถูกอิฐหัวผ่าก็อย่าลอง ไว้ไยไล่ถองให้แทบตาย

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาฮึกฮักชักหวาย
เหม่เจ้าเหล่านี้หลังจะลาย อย่าวุ่นวายอ้ายหัวเหาเต่าเล็น
รับสั่งให้เอาตัวอ้ายเงาะป่า จะทอดพระเนตรหน้าตาไม่เคยเห็น
มันเป็นใบ้บ้าว่ายากเย็น เอ็งรู้ใจได้เล่นกับมันมา
เคยอย่างไรจงบอกอย่าหลอกกัน ให้ได้มันเข้าไปถวายหน้า
กูจะให้ขนมเข่งของทยา กินอร่อยหนักหนาประสาจน

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝูงเด็กดีใจเสลือกสลน
ต่างชิงกันบอกออกลน แต่เป็นคนแล้วอย่าฉุดให้เหนื่อยแรง
ถ้าขืนหยักเหย้าเซ้าซี้ มันขัดใจจะหนีไปแอบแฝง
จงให้ไปเก็บดอกไม้แดง มาผูกปลายไม้แกว่งแต่ไกลไกล
ค่อยวิ่งรอรอล่อเล่น เงาะเห็นก็จะผลุนหมุนไล่
จะพาไปถึงวังได้ดังใจ เอาขนมมาให้ข้าเถิดรา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น อำมาตย์ตบมือหัวเราะร่า
ต่างวิ่งชิงเก็บดอกชบา ผูกปลายไม้มาล่อเงาะ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พวกหลังไสส่งให้ตรงไป ถือดอกไม้นำหน้าพาวิ่งเหยาะ
ลางคนบ้างกลัวบ้างหัวเราะ ล่อเงาะเข้ามาถึงวังใน

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝูงสนมกำนัลน้อยใหญ่
แอบดูอยู่ที่บัญชรชัย แลไปเห็นเงาะหัวเราะอึง
บ้างว่าน่าชังเป็นหนักหนา แลดูหูตาตื่นทะลึ่ง
รูปร่างอัปรีย์ขี้ทึ้ง เหมือนหนึ่งภูตผีที่กลางนา
ลางคนบ่นว่าถ้าเช่นนี้ ฟ้าผี่เถิดไม่นึกปรารถนา
น่ากลัวตัวดำเหมือนคุลา ต่างติเงาะป่าว่าวุ่นไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนามาทูลแถลงไข
ข้าออกไปเอาตัวอ้ายเงาะไพร บัดนี้ได้มาแล้วพระราชา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์เห็นเงาะชังน้ำหน้า
เนื้อตัวเป็นลายคล้ายเสือปลา ไม่กลัวใครใจกล้าดุดัน
ผมหยิกยุ่งเหยิงเหมือนเซิงฟัก หน้าตาตละยักษ์มักกะสัน
พระเมินเสียมิได้ดูมัน แล้วมีบัญชาประชดรจนา
จงออกไปเลือกคู่ดูอ้ายเงาะ มันงามเหมาะเหลือใจเป็นใบ้บ้า
หรือจะชอบอารมณ์สมหน้าตา หน่อกษัตริย์จัดมาไม่พอใจ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รจนานารีศรีใส
เทวดาเดินหนดลฤทัย อยากจะใคร่ดูเงาะจำเพาะเป็น
จึงตรัสแก่พี่เลี้ยงกัลยา เงาะป่าอย่างไรไม่เคยเห็น
เขาว่าหน้ามันปั้นยากเย็น เราออกไปดูเล่นก็เป็นไร
ซึ่งบิดาเคืองขัดตรัสประชด เผอิญลืมไปหมดไม่สงสัย
จึงเสด็จลีลาคลาไคล มายังพระโรงชัยฉับพลัน

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

ลีลากระทุ่ม

๏ เมื่อนั้น เจ้าเงาะแสนกลคนขยัน
พิศโฉมพระธิดาวิลาวัณย์ ผุดผาดผิวพรรณดังดวงเดือน
งามละม่อมพร้อมสิ้นทั้งอินทรีย์ นางในธรณีไม่มีเหมือน
แสร้งทำแลเลี่ยงเบี่ยงเบือน ให้ฟั่นเฟือนเตือนจิตคิดปอง
พระจึงตั้งสัตย์อธิษฐาน แม้นบุญญาธิการเคยสมสอง
ขอให้ทรามสงวนนวลน้อง เห็นรูปพี่เป็นทองต้องใจรัก

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น รจนานารีมีศักดิ์
เทพไทอุปถัมภ์นำชัก นงลักษณ์ดูเงาะเจาะจง
นางเห็นรูปสุวรรณอยู่ชั้นใน รูปเงาะสวมไว้ให้คนหลง
ใครใครไม่เห็นรูปทรง พระเป็นทองทั้งองค์อร่ามตา
ชะรอยบุญเราไซร้จึงได้เห็น ต่อจะเป็นคู่ครองกระมังหนา
คิดพลางนางเสี่ยงมาลา แม้นว่าเคยสมภิรมย์รัก
ขอให้พวงมาลัยนี้ไปต้อง เจ้าเงาะรูปทองจงประจักษ์
เสี่ยงแล้วโฉมยงนงลักษณ์ ผินพักตร์ทิ้งพวงมาลัยไป

ฯ ๘ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ บัดนั้น พระพี่เลี้ยงหลากจิตคิดสงสัย
อกเอ๋ยนี่เห็นเป็นอย่างไร มารักใคร่ไอ้เงาะมีเคราะห์กรรม
ทำให้อายขายพักตร์เผ่าพงศ์ ไม่รักองค์เลยสักนิดผิดส่ำ
ไม่ปรึกษาหารือแต่สักคำ จะมาทำให้พี่นี้พลอยยับ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์เสียใจจนลมจับ
นางมณฑาเข้าประคองรองรับ ขยำขยับไปสักหน่อยก็ค่อยคลาย
ลุกขึ้นกระทืบบาทตวาดอึง อีรจนาดูดู๋มึงช่างมักง่าย
ทรลักษณ์อัปรีย์ไม่มีอาย หน่อกษัตริย์ทั้งหลายไม่เอื้อเฟื้อ
มารักเงาะทรพลคนอุบาทว์ ทุดช่างชั่วชาติประหลาดเหลือ
แค้นนักจักใคร่ให้แล่เนื้อ แล้วเอาเกลือทาซ้ำให้หนำใจ
ว่าพลางฉวยได้ไม้เรียว โกรธเกรี้ยวตัวสั่นหมั่นไส้
อีลูกชั่วน่าชังจังไร เอาไว้ไยตีเสียให้แทบตาย

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น นางมณฑาอกสั่นขวัญหาย
เห็นสามีเคืองขุ่นวุ่นวาย จะพิดทูลเบี่ยงบ่ายก็เกรงกลัว
จึงออกมาว่ากับลูกสาว ช่างทำความงามฉาวอีคนชั่ว
เสียยศเสียศักดิ์ไม่รักตัว เลือกผัวได้เงาะเห็นเหมาะใจ
เขาจะเยาะเย้ยเล่นเป็นตำรา พ่อแม่จะเอาหน้าไปไว้ไหน
จะเชิดชื่อลือลั่นสนั่นไป ถึงบรรลัยก็ไม่สิ้นเขานินทา
ควรหรือมาเป็นได้เช่นนี้ เสียทีแม่รักเจ้าหนักหนา
ร่ำพลางนางทรงโศกา กัลยาเพียงจะสิ้นสมประดี

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น นวลนางรจนามารศรี
กล่าวแกล้งแสร้งทูลชนนี ทั้งนี้เพราะกรรมได้ทำไว้
แต่น้ำใสใจจริงของข้า จะรักใคร่เงาะป่านั้นหาไม่
ซึ่งหมายมั่นครั้นลูกจะว่าไป ที่ไหนใครเลยจะเห็นจริง
อันชั่วดีมิใช่จะไม่รู้ เหมือนน้ำท่วมปากอยู่จึงสู้นิ่ง
ถึงชนกชนนีจะชังชิง ลูกจะวิงวอนง้อขอโทษกรณ์
ทั้งนี้สุดแท้แต่วาสนา จะก้มหน้าใช้กรรมให้สิ้นก่อน
ยากเย็นอย่างไรไม่ทุกข์ร้อน มารดรอย่าทรงโศกาลัย

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณฑาหวั่นจิตคิดสงสัย
เฝ้าปลอบถามลูกรักเฝ้าซักไซ้ จนอ่อนใจไม่บอกออกความ
กูชังน้ำหน้าลูกว่ายาก เหนื่อยปากรำคาญขี้คร้านถาม
มึงเห็นอ้ายเงาะว่าเหมาะงาม จะแร่ตามมันไปช่างไม่อาย
ว่าพลางนางกลับเข้ามาเฝ้า กระซิบทูลแบ่งเบาเบี่ยงบ่าย
ข้าไปถามอีลูกแสนร้าย มันพูดเป็นแยบคายไม่เข้าใจ
หลากนักมารักอ้ายเงาะป่า ชอบลงอาญาอย่าปราศรัย
แต่พระได้ออกโอษฐ์โปรดไว้ ให้เลือกตามชอบใจทั้งเจ็ดคน
ครั้นจะลงโทษทัณฑ์มันเล่า จะนินทาว่าเราทุกแห่งหน
โปรดเพียงขับไล่เสียให้พ้น มันอดอยากยากจนอย่านำพา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์ฟังชังน้ำหน้า
ทั้งรักทั้งแค้นแน่นอุรา นิ่งนึกตรึกตราอยู่ในใจ
จำจะต้องเงือดงดอดกลั้น คอยหยิบผิดมันให้จงได้
คิดพลางทางสั่งเสนาใน อีรจนากูไม่ขอเห็นมัน
จะใคร่ฆ่าเสียให้ตายก็อายเขา จะว่าเรากลับคำทำหุนหัน
จะขับไล่ไปเสียด้วยกัน ปลูกกระท่อมให้มันอยู่ปลายนา
แต่แรกกูตั้งจิตคิดหวัง จะแต่งทั้งเจ็ดคนให้หนักหนา
อีเจ้ากรรมทำให้ขายหน้าตา จะแต่งการวิวาห์ก็ขี้คร้าน
ให้อยู่เสียด้วยกันเถิดตามที ในข้างขึ้นเดือนสี่ปีขาล
ตรัสพลางทางคิดเดือดดาล ปิดบานพระแกลไม่แลไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีมี่ฉาวเรียกบ่าวไพร่
ต่างถือมีดพร้าแล้วคลาไคล ตรงไปปลายนานอกธานี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด เจรจา

๏ ครั้นถึงจึงเที่ยวเกี่ยวแฝก ตัดไม้ไผ่แบกมาอึงมี่
บ้างกล่อมเสาเกลาฟากมากมี ปลูกกระท่อมลงที่ท้องนา
แล้วปัดปูเสื่อฟูกผูกมุ้งม่าน หม้อข้าวเชิงกรานตุ่มน้ำท่า
ทั้งปลูกผักฟักแฟงแตงกวา จอบเสียมมีดพร้าหาพร้อมไว้

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ทั้งหกบุตรีศรีใส
รู้ว่ารจนาทรามวัย ได้ไอ้เงาะป่าเป็นสามี
ต่างคนแค้นขัดอัธยา มันทำให้เขาว่าขายหน้าพี่
เราจะไปพ้อตัดให้เต็มที ว่าแล้วจรลีออกมา

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงเร็ว

๏ ครั้นถึงจึงหยุดยืนอยู่ แลดูน้องสาวกับเงาะป่า
เคืองค้อนงอนจริตกิริยา เปรียบประชดชี้หน้าแล้วว่าไป

ฯ ๒ คำ ฯ

เย้ย

๏ ชะนางคนดีไม่มีชั่ว ช่างเลือกผัวงามนักน่ารักใคร่
รูปร่างน่าหัวร่อเหมือนตอไม้ เอออะไรพุงโรสันหลังยาว
มันน่าเชยน่าชมสมประกอบ พอชอบทำนองหม่อมน้องสาว
หูตาบั้งแบวเหมือนแมวคราว เขาเล่าฦๅอื้อฉาวช่างไม่อาย
นอกรีตนอกรอยน้อยหรือนั่น แร่รันไปรักอีมักง่าย
ให้พี่สาวชาวแส้พลอยวุ่นวาย อัปยศอดอายขายหน้าตา
ถึงมิดีมิชั่วเช่นผัวกู จะร่วมเรียงเคียงคู่พอสมหน้า
อันอ้ายเงาะเหมาะเหลือเหมือนเสือปลา ทุดช่างเสนหาได้ลงคอ
หรือชะรอยถูกเสน่ห์เล่ห์กล เวทมนตร์ดลใจไฉนหนอ
ไม่คิดถึงพงศ์เผ่าเหล่ากอ น้ำใจในคอมึงผิดคน
ยังจะทำแสนงอนค้อนข้าหรือ คันมือจะใคร่ต่อยสักร้อยหน
กูจะกรวดน้ำคว่ำคะนน ถึงยากจนขาดจากพี่น้องกัน

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น รจนาตอบไปขมีขมัน
อุแม่เอ๋ยอื้ออึงขึ้นมึงมัน เสกแสร้งสารพันโพนทะนา
ท้าคารมสมทบจะตบต่อย มิใช่ลูกเมียน้อยร้อยภาษา
ถึงได้เงาะเป็นผัวชั่วช้า ก็สุดแต่วาสนาได้สร้างไว้
อันผัวพี่ดีเหลือเป็นเนื้อหน่อ เห็นต่อจะบุญหนักศักดิ์ใหญ่
รูปร่างน้อยจ้อยอร่อยใจ จงกอดไว้เถิดคะอย่าละวาง
ถึงพี่จะรุ่งเรืองไปเบื้องหน้า ก็ไม่พึ่งวาสนาอย่าอวดอ้าง
ดีแต่จะมาพานรานทาง ไม่อดสูผีสางบ้างเลย
สำคัญว่าพี่น้องท้องเดียวกัน มิรู้มันเหลือแหล่อุแม่เอ๋ย
เป็นผู้ใหญ่ไม่เหมาะมาเยาะเย้ย ข้าเกินเลยไปมั่งขอษมา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หกนางเคืองค้อนแล้วข้อนว่า
ชะช่างเลี้ยวลดอีรจนา กลับพาโลข้าว่าเย้ยเยาะ
เออคะกระนั้นและจริงอยู่ รูปร่างผัวกูไม่สู้เหมาะ
ที่ไหนจะงามพร้อมเหมือนหม่อมเงาะ ใครเห็นก็หัวเราะว่ารูปงาม
ยังจะแค่นขึ้นเสียงเถียงเก้อเก้อ ทำกรุ่งกริ่งหยิ่งเย่อหยาบหยาม
อีคนชาติชั่วตัวตะกลาม จะละเมอเร่อตามไอ้เงาะไป
น้อยหรือปากคอมันพอสม ข้าสู้รบคารมเจ้าไม่ไหว
ขี้คร้านเถียงให้เหนื่อยเมื่อยขาตะไกร ก็กลับไปห้องหับฉับพลัน

ฯ ๘ คำ ฯ เพลงเร็ว

๏ บัดนั้น จึงมหาเสนาคนขยัน
เข้าไปทูลรจนาสารพัน พระบิดาคาดคั้นให้ขับไป

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น รจนาเศร้าสร้อยละห้อยไห้
ครวญคร่ำกำสรดสลดใจ เข้าไปกราบกรานพระมารดา

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้ปี่

๏ โอ้ว่าพระชนนีเจ้า พระคุณเคยปกเกล้าเกศา
ถนอมเลี้ยงลูกไว้จนใหญ่มา เป็นสุขทุกทิวาราตรี
พระองค์จงจิตคิดหวัง จะปลูกฝังลูกรักเป็นศักดิ์ศรี
มาทำขายบาทาครานี้ ถึงจะให้ขับหนีไม่น้อยใจ
กรรมของลูกแล้วจะขอลา พระแม่อย่าทุกข์ทนหม่นไหม้
แม้นว่าชีวันไม่บรรลัย คงจะได้แทนคุณการุญรัก
ร่ำพลางกำสรดสลดจิต ยิ่งคิดเป็นห่วงหน่วงหนัก
ชลเนตรฟูมฟองนองพักตร์ นงลักษณ์โศกศัลย์พันทวี

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณฑามเหสี
คิดพะวงสงสารพระบุตรี เทวีอัดอั้นกลั้นโศกา
ลูกรักเฝ้าชะอ้อนวอนวิง นางนั่งนิ่งเฉยอยู่ไม่ดูหน้า
ทั้งรักทั้งแค้นแน่นอุรา ชลนาคลอเนตรสังเวชใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รจนาทุกข์ทนหม่นไหม้
เห็นเจ้าเงาะพยักหน้าเป็นนัย ชี้มือบอกใบ้ไปปลายนา
นางสะทกสะเทินเขินขวย จะไปด้วยง่ายง่ายก็อายหน้า
ครั้นจะหน่วงหนักชักช้า ก็กลัวเกรงบิดาจะฆ่าตี
จึงกราบกรานมารดาด้วยอาดูร นางทรามวัยพิไรทูลถ้วนถี่
ลูกจะขออำลาฝ่าธุลี ครั้งนี้มีกรรมจะจำไกล
ว่าพลางนางถวายบังคมลา ชลนาแถวถั่งหลั่งไหล
แล้วดำเนินเดินตามเจ้าเงาะไป เสนาในนำหน้าจรลี

ฯ ๘ คำ ฯ ทยอย

ร้องทยอย

๏ ครั้นออกมานอกทวารวัง เหลียวหลังมาดูปราสาทศรี
เคยอยู่สุขเกษมเปรมปรีดิ์ อนิจจาครานี้จะจำไกล
แสนวิตกอกเอ๋ยไม่เคยยาก จะลำบากเคืองเข็ญเป็นไฉน
ยิ่งคิดยิ่งทุกข์ฉุกใจ จะตามไปไม่รู้ว่าร้ายดี
นางสะอื้นยืนเช็ดชลนา ครั้นเจ้าเงาะเหลียวมาก็เบือนหนี
แล้วคิดรักหักใจจรลี ตรงไปยังที่ปลายนา

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงเร็ว

ร่าย

๏ ครั้นถึงกระท่อมทับที่อยู่ แลดูสมเพชเป็นหนักหนา
ไม่เคยเห็นเช่นนี้แต่เกิดมา ก็โศกาทรุดนั่งอยู่นอกชาน

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น เจ้าเงาะปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
เข้าไปในห้องมิทันนาน เที่ยวดูของประทานทั้งปวง
แกล้งหยิบกระโถนมาโยนเล่น ทำเป็นเหมือนกับรับลูกช่วง
แลเขม้นเห็นหวดก้นกลวง เอามาจ้วงตักน้ำทำจะกิน
รจนาว่าไฮ้ช่างไม่อาย เบื่อจะตายผมเผ้าเขาเปียกสิ้น
เจ้าเงาะเมินขายหูไม่ได้ยิน ทำฉวยพัดปัดริ้นปัดยุง
แล้วแกล้งหยิบครุตั้งบนเชิงกราน ควักข้าวสารมาใส่ก่อไฟหุง
คลี่ผ้ากุศราชออกคาดพุง กางมุ้งเสียให้ดีแต่วี่วัน
แล้วหยิบหมอนมาอิงยิงฟันขาว กระดิกเท้าทำเล่นให้เห็นขัน
พอโพล้เพล้เพลาสายัณห์ จึงรำพันพูดเกี้ยวเลี้ยวลด

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ชาตรี

๏ น้องเอยน้องรัก ผิวพักตร์เพียงจันทร์อันทรงกลด
โฉมนางแน่งน้อยช้อยชด จะกำสรดเศร้าหมองไม่ต้องการ
บุญพี่กับนางได้สร้างสม เคยภิรมย์ร่วมรักสมัครสมาน
พี่อยู่ถึงนอกฟ้าหิมพานต์ เทวัญบันดาลให้เที่ยวมา
เหมือนหนึ่งแกล้งชักนำจำเพาะ จึงได้เมียงามเหมาะจนเกินหน้า
ไม่ควรเคียงลูกสาวท้าวพระยา แต่วาสนาของเงาะเคราะห์ดี
พระโปรดปรานประทานทับกระท่อม ทั้งเครื่องใช้ได้พร้อมเพราะบุญพี่
น่าชมสมบัติเรามั่งมี มารศรีอย่าเศร้าเสียใจ
จะถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงเจ้า มิให้อายกับเขาเขยใหญ่
ขอเชิญโฉมงามทรามวัย มานั่งในห้องหับกับพี่ชาย

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นวลนางรจนาโฉมฉาย
ได้ฟังเจ้าเงาะพูดเราะราย แยบคายคมสันขันคะนอง
น่าสำรวลสรวลสันต์ไม่กลั้นได้ อรไทสะเทินเมินยิ้มย่อง
แก้ขวยฉวยมีดมาเจียนตอง กรีดเล็บเย็บซองจะใส่พลู
เจ้าเงาะรื้อเรียกซ้ำทำกระบวน เมียงชม้อยม่อยม้วนหน้าอยู่
อิดเอื้อนเชือนแชไม่แลดู เป็นครู่มิใคร่จะพาที
คิดถึงรูปทองยังต้องใจ เสียแรงได้ติดตามมาถึงนี่
ครั้นจะมิพูดด้วยก็ไม่ดี เทวีจึงตอบวาจา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ น่าเอยน่าชัง ช่างอวดมั่งอวดมีไม่อายหน้า
เหย้าเรือนเหมือนกันกับรังกา แค่นคิดสมบัติบ้าน่าหัวเราะ
เมื่อกลางวันนั้นทำเป็นบ้าใบ้ เดี๋ยวนี้เอออะไรพูดออกเหราะ
ฉลาดเฉลียวเจียวจริงเจ้าเงาะ กลับมาเยาะเย้ยหยันขันจริง
นี่หรือชาวนอกฟ้าหิมพานต์ ซมซานมาเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง
อุแม่เอ๋ยช่างชะอ้อนวอนวิง เพราะพริ้งหวานฉ่ำดังน้ำตาล
น้อยหรือนั่นน่ารักอยู่อักโข หูหนาตาโตเท่าไข่ห่าน
รูปร่างช่างกระไรเหมือนยักษ์มาร ล่ำสันขันจ้านสักเท่าพ้อม
บิตุรงค์ทรงศักดิ์รักใคร่ จึงโปรดให้สิงสู่อยู่กระท่อม
จอบเสียมสารพัดจัดให้พร้อม พอสมที่ทำปลอมแปลงมา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ แสนเอยแสนแขนง น้อยหรือแกล้งตัดพ้อเล่นต่อหน้า
ติเล็กติน้อยคอยนินทา ค่อนว่าพิไรไค้แคะ
พี่ก็ไม่หลีกเลี่ยงเถียงสักสิ่ง มันก็จริงกระนั้นนั่นแหละ
เจ้าเย้ยเยาะว่าเงาะไม่งามแงะ แฮะแฮะว่าเล่นหรือว่าจริง
อย่าประมาทรูปพี่เห็นขี้เหร่ ไม่ว่าเล่นเป็นเสน่ห์ชอบใจหญิง
ชาวรั้วชาววังไม่ชังชิง อุตส่าห์ทิ้งมาลัยมาให้เงาะ
ใช่ว่าจะแสร้งแกล้งอวดตัว นานไปพี่กลัวจะชมเปาะ
ว่าพลางเย้ายวนชวนหัวเราะ แกล้งปะเหลาะปะแหละและเลียม
นี่แน่น้องผินหน้ามาข้างนี้ ไม่พอที่จะระคายอายเหนียม
ดูดู๋ขืนยังนั่งเอี้ยมเฟี้ยม ใจคอเหี้ยมเกรียมหนักหนานัก
มาเถิดเจ้าเข้าไปเสียในมุ้ง กลางนากลางทุ่งยุงมันหนัก
อย่าทำบิดตะกูดพูดเยื้องยัก แสนงอนค้อนควักไปทีเดียว

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ น่าเอยน่าสรวล เจ้าสำนวนทายาดฉลาดเฉลียว
ล้ำเลิศคนขยันขันจริงเจียว แก้เกี้ยวเลี้ยวลัดสกัดสแกง
แต่มาลัยให้ทานก็นินทา ค่อนว่าแคะไค้ไปทุกแห่ง
เห็นเงาะชอบใจดอกไม้แดง จึงแกล้งทิ้งให้ไปกระนั้น
กลับว่าเขารักตัวน่าหัวเราะ รูปร่างเจ้าสิเหมาะน้อยหรือนั่น
หนวดเคราครุ่มคร่ามงามครัน หน้าตาตละปั้นขันสุดใจ
เอออะไรไม่อายขายหน้า เอารูปเงาะสวมมาทำบ้าใบ้
แกล้งซ่อนรูปสุวรรณไว้ชั้นใน ข้าเข้าใจอยู่ดอกอย่าหลอกลวง
พระบิดาขับไล่เพราะใครเล่า ได้ความทุกข์เท่าภูเขาหลวง
อัปยศอดสูเขาทั้งปวง เพราะไม่หน่วงไม่หนักรักรูปทอง
จนตกยากอย่างนี้แล้วมิสา ยังจะมาเรียกให้ไปในห้อง
ข้ากลัวรูปเงาะป่าตาพอง จะให้น้องนั่งใกล้จนใจจริง

ฯ ๑๒ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ โฉมเอยโฉมเฉลา เอออะไรรู้เท่าไปทุกสิ่ง
แสนเฉลียวฉลาดล่วงท้วงติง มันก็จริงกระนั้นนั่นและซิ
ขืนจะมาควักค้อนค่อนว่า เงาะของข้าเคยใส่ทำไมสิ
ผู้หญิงมักต้องจิตประสิทธิ อย่าเฝ้าติตะบอยไปหน่อยเลย
ถึงหนวดเครารุงรังช่างเป็นไร เอาแหนบถอนเสียได้ดอกน้องเอ๋ย
หัวพริกหยิกยุ่งอย่าเยาะเย้ย ถ้าหวีเสยสอยหย่งแล้วคงงาม
ทำไมกับรูปชั่วตัวดำ จะอาบน้ำขัดสีส้มมะขาม
ละลายดินสอพองสักสองชาม ทาให้งามตลอดเท้าขาวทั้งตัว
ถึงตาพองท้องพลุ้ยพีพลุ อย่าดูหมิ่นกินจุมิใช่ชั่ว
จงปรานีเงาะป่าเถิดอย่ากลัว จะแต่งตัวให้งามตามใจน้อง

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ ว่าพลางทางถอดเงาะเสีย เอาซ่อนเมียวางไว้ในห้อง
รูปทรงโสภาดังทาทอง ค่อยย่องมานั่งข้างหลังนาง
เห็นห่มผ้าสไบไพล่พลิ้ว ทำยื่นนิ้วจะจี้ที่สีข้าง
กระทั่งไอกระแอมแย้มยิ้มพลาง สะกิดนางให้รู้ดูนี่แน่

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รจนาไม่ทะยาทะแยแส
คิดว่าเงาะลูบหลังทำรังแก ไม่เหลียวแลร้องอึงคะนึงไป
โมโหหันหน้ามาหยิกทึ้ง เห็นรูปงามก็ตะลึงหลงใหล
น้อยหรือถอดเงาะเหมาะสุดใจ เนื้อหนังช่างกะไรราวกับทอง
หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา นงเยาว์กระหยิ่มยิ้มย่อง
คิดไว้ก็สมอารมณ์ปอง บริสุทธิ์ผุดผ่องผิวพรรณ
งามจริงยิ่งมนุษย์ในใต้หล้า ดูดังเทวดาบนสวรรค์
เฝ้าชม้ายชม้อยม่อยเมียงมัน สะเทินจิตบิดผันไม่พูดจา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์เกษมสันต์หรรษา
เห็นนางอายเอียงเมียงพักตรา จึงแกล้งว่าสัพยอกหยอกเอิน

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ เจ้าเอยเจ้าพี่ ไม่พอที่จะระคางห่างเหิน
เฝ้าผินหน้าผินหลังนั่งเมิน อย่าสะทกสะเทินเชิญดูเงาะ
นิ่งอยู่ไยสิไม่ติเล่า นี่แน่เจ้าจะเหมาะหรือมิเหมาะ
ไม่แกล้งอวดทรวดทรงจงพิเคราะห์ อย่าหัวเราะเยาะเย้าไปเลยคะ
เมื่อกี้ค่อนว่าพี่ตาพอง เดี๋ยวนี้น้องจงติเถิดสินะ
หน้าตาหายเคอะไม่เทอะทะ มันต่อจะกระนั้นเป็นมั่นคง
หนวดเคราพี่ถอนเสียล่อนเลี่ยน ไม่ว่าเล่นเห็นเจียนจะลุ่มหลง
ยังพ่วงพีเท่าพ้อมหรือย่อมลง รูปทรงคงขยันแล้วกัลยา
ถึงเจ้าจะเข้าหอก็พอได้ เห็นจะไม่อับอายขายหน้า
ตามมีตามเกิดเถิดน้องอา ตามประสายากเย็นเข็ญใจ
เชิญเจ้าเข้าไปในห้องหับ นอนหลับเสียมั่งเจ็บหลังไหล่
แล้วกุมกรกัลยาช้าอยู่ไย มาไปดีดีอย่าดื้อดึง

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดเอยบัดสี อะไรนี่น่าพิโรธโกรธขึ้ง
นางค้อนควักผลักไสหยิกทึ้ง ร้องไห้อึงดอกเจ้าเฝ้ายื้อยุด
ช่างทำได้ไม่เกรงข่มเหงคน ฉุดกระชากลากจนไหล่จะหลุด
เห็นแล้วว่าประเสริฐเลิศมนุษย์ ราวกับเทพบุตรสุดปัญญา
งามแล้วคะชะเจ้าอย่าเฝ้าอวด เพริศพริ้งยิ่งยวดเป็นหนักหนา
ใครใช้ให้แกล้งแปลงปลอมมา เขาก็ติก็ว่าให้สาใจ
แม้นมิทำยอกย้อนซ่อนรูปทรง ไหนเลยบิตุรงค์จะขับไล่
นี่เป็นเหตุเพราะเงาะหรือเพราะใคร จึงได้อัประมาณรำคาญเคือง
ยังจะมาลดเลี้ยวเกี้ยวพาน พูดจาน่ารำคาญหูเหือง
ว่าพลางทางทำชำเลือง ค้อนควักยักเยื้องเป็นแยบคาย

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ ดวงเอยดวงสมร เจ้าแสนแง่แสงอนใจหาย
ไม่ควรจะเคืองขุ่นวุ่นวาย ตีโพยตีพายพาโลเงาะ
พี่เสี่ยงแสร้งแปลงมาทำบ้าใบ้ ถ้าแม้นใครเป็นคู่ก็ดูเหมาะ
แม้นไม่เคยอุปถัมภ์จำเพาะ ก็เย้ยเยาะยิ้มหัวว่าชั่วช้า
ซึ่งสวมรูปเงาะป่ามานี้ไซร้ หวังจะให้น้องคิดปริศนา
เจ้าก็ปลงถูกแล้วนะแก้วตา จึงรู้ว่าเงาะงามเป็นรูปทอง
อย่าบิดเบือนเชือนเฉยอยู่เลยเจ้า จูงนางย่างเข้าไปในห้อง
นั่งแอบแนบเนื้อนวลละออง เลียมลองโลมเล้าเคล้าคลึง
อะไรเฝ้าฮึดฮัดปัดมือ รำคาญวานอย่าดื้อไปน่อยหนึ่ง
ว่าพลางทางกระหวัดรัดรึง จะร้องอึงก็ร้องเถิดน้องรัก

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ น้อยเอยน้อยใจ นี่อะไรรุกรานหาญหัก
ข่มเหงคะเนงร้ายน่าอายนัก นางค้อนควักชักหน้าแล้วว่าไป
น้องยังเคลือบแคลงไม่แจ้งความ อย่าวู่วามลามลวนหาควรไม่
นามวงศ์พงศ์ประยูรอย่างไร ประหลาดเหลือเชื้อไพร่หรือผู้ดี
ไม่บอกไม่เล่าเฝ้าแอบอิง แม้นรักจริงนิ่งอยู่อย่าจู้จี้
จะหยิกให้ขาเขียวประเดี๋ยวนี้ อะไรนี่ไม่เสงี่ยมเลียมแหละ
ยิ่งว่าให้นิ่งเหมือนยิ่งยุ ดูดุ๋น่าตีเล่นดีและ
จงแถลงแจ้งความให้งามแงะ อย่าเหลาะแหละลวงหลอกเร่งบอกมา

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ ยอดเอยยอดมิ่ง จะแจ้งความตามจริงไม่มุสา
ตัวพี่นี้หน่อกษัตรา นามกรชื่อว่าพระสังข์ทอง
แถลงเล่าแต่ต้นไปจนปลาย บรรยายตามเรื่องที่เคืองข้อง
เป็นความในใจพี่เช่นนี้น้อง นวลละอองอย่าแหนงแคลงใจ
ว่าพลางทางถดเข้าชิด จะอายเอียงเบี่ยงบิดไปข้างไหน
ยื้อยุดฉุดชักชายสไบ คว้าไขว่สัพยอกหยอกเย้า
ช่างหยิกข่วนไปได้เหมือนไม่เจ็บ ข่มเหงนักหักเล็บเสียดอกเจ้า
ดีจริงยิ่งว่ายิ่งหยิกเอา เบาเบาอุยหน่าไม่ปรานี
พระอุ้มองค์อรทัยขึ้นใส่ตัก อะไรเล่าเฝ้าผลักมือพี่
ความรักรัญจวนยวนยี เปรมปรีดิ์ประดิพัทธ์กำหนัดนาง
อัศจรรย์บันดาลในกลางหาว เดือนดาวส่องแสงแจ้งกระจ่าง
เย็นซาบอาบละอองน้ำค้าง ค่อยสระสร่างเศร้าหมองทั้งสองรา

ฯ ๑๒ คำ ฯ โลมพิณพาทย์

ช้าปี่

๏ เมื่อนั้น รจนาเยาวยอดเสนหา
นั่งแนบแอบองค์ภัสดา จำนรรจาพาทีซี้ซิก
ที่ทุกข์ร้อนผ่อนผันบรรเทา นงเยาว์ยิ้มเหยาะหัวเราะหริก
พระอุ้มขึ้นใส่ตักนางผลักพลิก ทำกระบวนข่วนหยิกด้วยมารยา
แลสบหลบเนตรภูวไนย สะเทินใจอายเอียงเมียงหน้า
แย้มสรวลยวนยีปรีดา กัลยานิยมสมคิด
แสนสมัครรักใคร่ใหลหลง ด้วยรูปทรงเป็นทองต้องจิต
ถ้อยทีบรรทมชมชิด แนบสนิทนิทราในราตรี

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ปรีดิ์เปรมเกษมศรี
เชยชมสมสวาทด้วยเทวี ในที่กระท่อมทับลับแลง
ครั้นประจุสมัยไก่ขัน สุริยันเรืองรองส่องแสง
เอารูปเงาะสวมองค์ทรงแปลง หวังมิให้ใครแจ้งความใน
แล้วว่าแก่รจนานงลักษณ์ น้องรักผู้ยอดพิสมัย
เราผัวเมียสองคนจนใจ มาจะไปหาหุงโภชนา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รจนาโศกศัลย์รำพันว่า
น้องนี้แต่กำเนิดเกิดมา จะหุงข้าวหุงปลาก็ไม่เคย
แต่ก่อนร่อนชะไรอยู่ในวัง วิเสทหามาตั้งให้เสวย
ไม่เข้าเนื้อเข้าใจอย่างไรเลย อกเอ๋ยมีกรรมก็จำเป็น
ว่าพลางนางทรงโศกี ครั้งนี้ยากแค้นแสนเข็ญ
ดังหนึ่งเลือดตาจะกระเด็น จำเป็นจำใจออกไปพลัน

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น เจ้าเงาะแสนกลคนขยัน
ครั้นโพล้เพล้เพลาสายัณห์ สองราพากันเข้าในทับ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงถอดเงาะออกเสียให้เมียเห็น รูปเป็นทองอร่ามงามสรรพ
เอารูปเงาะซ่อนไว้ให้ลับ แล้วกลับมานั่งสั่งสนทนา
อิงแอบแนบชิดสะกิดเกา สัพยอกหยอกเย้าขนิษฐา
เชยแก้มแนมปรางปรีดา สรวลสันต์หรรษาพาที

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รจนาแน่งน้อยนวลศรี
พลางชะอ้อนวอนว่ากับสามี จงปรานีน้องเถิดอย่าทรงเงาะ
ผู้คนทั้งปวงไม่ล่วงรู้ ให้เขาดูถูกเล่นช่างเห็นเหมาะ
น้องว่าก็ไม่เชื่อนี่เนื้อเคราะห์ กลับจะมาหัวเราะน่าขัดใจ
นางนิ่งนึกตรึกแล้วตรึกเล่า จะลักรูปเงาะเผาเสียให้ได้
จึงปูปัดฟูกหมอนที่นอนใน ชวนให้ทรงธรรม์บรรทม
แล้วนั่งนวดฟั้นคั้นบาทา คลี่ผ้าของตัวให้ผ้าห่ม
ปรนนิบัติพัดวีโบกลม นงเยาว์นิยมสมปอง

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์เชยชมสมสอง
อิงแอบแนบเนื้อนวลละออง กรตระกองน้องแก้วแล้วหลับไป

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น รจนานารีศรีใส
คิดจะลักรูปเงาะภูวไนย นางมิได้สนิทนิทรา
เห็นพระหลับใหลไม่ไหวองค์ โฉมยงยินดีเป็นหนักหนา
ค่อยขยายยกหัตถ์ภัสดา ขยับตัวออกมาเอาหมอนรอง
ฟากลั่นเกรียบเกรียบเหยียบย่าง มืดไม่เห็นทางถลำล่อง
ลุกขึ้นลดเลี้ยวเที่ยวมอง หาเงาะในห้องกระท่อมทับ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงเร็ว

๏ ครั้นเห็นหิ้วหัวมาครัวไฟ ฉวยพร้าโต้ใหญ่เข้าเสี่ยงสับ
ฟันซ้ำร่ำไปมิได้นับ รูปเงาะไม่ยับยิ่งขัดใจ
เหน็ดเหนี่อยเมื่อยแขนสิ้นแรงเรี่ยว ทุดช่างหนังเหนียวน่าหมั่นไส้
นางโกรธหาฟืนมาก่อไฟ เอารูปเงาะเข้าใส่ในอัคคี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ แล้วฉวยเอาพร้ามาสับซ้ำ นางทำร้อยอย่างร้อยสี
อ้ายเงาะสัปดนทนสิ้นที เผาจี่เท่าไรไม่ไหม้มัน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสังข์หลับใหลใฝ่ฝัน
ละเมอกอดหมอนข้างพลางสำคัญ คิดว่าเมียขวัญอยู่แนบนอน
ลืมตาคว้าไขว่ไปเป็นครู่ จึงรู้ตระหนักแน่อุแม่หมอน
แลดูโฉมยงองค์บังอร ไม่เห็นนอนในมุ้งสะดุ้งใจ
ลุกขึ้นมองหาละล้าละหลัง ไม่เห็นทั้งเงาะทรงยิ่งสงสัย
เห็นแสงเพลิงสว่างข้างครัวไฟ ตกใจออกมาเที่ยวหาเมีย
เห็นนงเยาว์เผาเงาะเอาไฟสุม จึงตักน้ำในตุ่มมาดับเสีย
แล้วว่าน่าชังช่างทำเยีย ชิงเงาะทะเลาะเมียมี่ไป
ดูดุ๋ยังดื้อเข้ายื้อคร่า ยิ่งว่าแล้วยังหาฟังไม่
จะเอาเงาะของเขาไปเผาไฟ ทำได้ไม่เกรงข่มเหงกัน
ฤๅเจ้าชอบใจจะใส่เล่น จะได้เป็นนางเงาะเหมาะขัน
นอกรีตน้อยฤๅมือคันคัน จะใคร่รันเข้าสักผางนางคนดี

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ทรงเอยทรงฤทธิ์ ชอบผิดจะรับใส่เกศี
แม้นไม่เมตตาจะฆ่าตี น้องนี้จะสู้ม้วยมุด
พระสวมเงาะร้ายขายหน้าเมีย จะชิงเอาเผาเสียให้สิ้นสุด
ถึงพระเรี่ยวแรงจะแย่งยุด ผิดชอบแขนหลุดไม่วางมือ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ น่าเอยน่าหัวเราะ เก้อแล้วนี่เงาะของเจ้าฤๅ
กลับเถียงเสียงแข็งเข้าแย่งยื้อ เอออะไรใจดื้อจริงจริงเจียว
ถึงเจ้ามิให้ก็ไม่ฟัง น่าชังน้อยฤๅนางมือเหนียว
ฮึดฮัดขัดเขมรเป็นเกลียว แย่งยุดฉุดเหนี่ยวกันไปมา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ชิงรูปเงาะได้ใส่สวมองค์ ทำก้มลงหลอนหลอกกลอกหน้า
ตบมือเย้ยหยันกัลยา แล้วคืนเข้าเคหาห้องนอน

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางรจนาดวงสมร
จึงตามมางอนง้อขอโทษกรณ์ วิงวอนสามีพิรี้พิไร
น้องได้ผิดพลั้งแต่ครั้งหนึ่ง จะพิโรธโกรธขึ้งไปถึงไหน
ผัวเมียสองคนจนไร้ ชั่วดีก็ได้เห็นหน้ากัน
ถ้าทีหลังยังขืนทำเช่นนี้ จงทำโพยโบยตีให้อาสัญ
ว่าพลางนางเข้าไปนวดฟั้น หลังไหล่ไหนคันจะช่วยเกา
ยื่นมือมาจี้ที่สีข้าง จะหย่าร้างกันจริงเจียวฤๅเจ้า
เอนอิงพิงทับลงกับเพลา ถอนหนวดถอนเคราให้เจ้าเงาะ
แล้วหยิบหมากมาป้อนวอนขอชาน เคี้ยวประทานสักคำทำปะเหลาะ
ยียวนชวนผัวให้หัวเราะ แสร้งออเซาะสรวลสันต์จำนรรจา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ เมื่อนั้น เจ้าเงาะยิ้มพลางทางว่า
ทีนี้พี่จะอดนางรจนา แม้นถ้าทีหลังไม่ฟังกัน
นี่หากว่ารักเจ้าอักโข จึงสู้ดับโมโหไม่หุนหัน
ว่าพลางเชยชิดติดพัน ถ้อยทีดีกันดังใจจง

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระสังข์ตั้งแต่วันนั้นมา ไม่ไว้ใจรจนานวลหง
เอารูปเงาะศักดิ์สิทธิ์ฤทธิรงค์ สวมองค์ทรงใส่ไว้อัตรา
เช้าค่ำพร่ำสอนสั่งเสีย ให้เมียปั่นฝ้ายทอผ้า
เจ้าเงาะหัดตีกรับขับเสภา รจนาปั่นฝ้ายสบายใจ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

บทเสภาเจ้าเงาะขับ[๑]

๏ ครานั้นขุนแผนแสนสนิท สบายจิตชื่นชมประสมสอง
นั่งอยู่ด้วยกันกับวันทอง ที่ร่มไทรในห้องอรัญวา
ให้วิเวกอ้างว้างอยู่กลางดง ตะวันบ่ายชายลงลับเหลี่ยมผา
ลมพัดเรื่อยเรื่อยเฉื่อยเฉื่อยมา ดอกไม้ป่าหอมหวนชวนชื่นใจ
รวยระรินกลิ่นพุทธิชาดชื่น รื่นรื่นลำดวนดกดอกไสว
เรไรร้องหริ่งหริ่งที่กิ่งไทร เสียงลองไนให้เสนาะเพราะสำเนียง
แจ้วแจ้วจักจั่นสนั่นป่า ดังซอสีปี่ชวาวังเวงเสียง
สกุณาพาคู่เข้ารังเรียง ขุนแผนเคียงข้างน้องประคองเชย
ตัวพี่กับรจนามาได้แค้น เหมือนขุนแผนกับวันทองเจียวน้องเอ๋ย
อยู่กระท่อมตรอมใจไม่เสบย กะไรเลยอนิจจาช่างอาภัพ
เคยนอนเตียงเสียงประโคมด้วยแตรสังข์ มาตกไร้ได้ฟังแต่เสียงกรับ
พลางอิงแอบแนบน้องในห้องทับ ถนอมรับขวัญให้เข้าไสยา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ



[๑] (บทเสภานี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์)

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ