ตอนที่ ๙ ท้าวยศวิมลตามพระสังข์

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวสหัสนัยน์ตรัยตรึงศา
ครั้นพระสังข์ได้ดีก็ปรีดา สมความปรารถนานึกไว้
ยังแต่นฤมลชนนี ชื่อจันท์เทวีศรีใส
ท้าวยศวิมลนั้นไซร้ ขับไล่เสียจากธานี
นางอาศัยอยู่ด้วยยายกับตา แสนทุกข์ทรมาเหมือนทาสี
เที่ยวเก็บผักหักฟืนในพงพี มาขายเลี้ยงชีวีเป็นนิรันดร์
จำกูจะให้ไอ้เฒ่าผัว ไปรับตัวโฉมฉายผายผัน
จึงจะได้พบพักตร์ลูกรักนั้น ในเขตขัณฑ์สามนต์พารา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดแล้วแต่งองค์ทรงเครื่อง รุ่งเรืองระยับจับเวหา
ถือตระบองเหล็กใหญ่ไคลคลา เหาะจากฟากฟ้าในราตรี

ฯ ๒ คำ ฯ กลม

๏ ครั้นถึงปราสาทชัยไพชน ท้าวยศวิมลเรืองศรี
เห็นหลับเงียบเยียบเย็นทั้งธานี ไม่มีใครฟื้นตื่นสักคน
จึงเลื่อนลอยอยู่บนบัญชรชัย ร้องเรียกเข้าไปหลายหน
เหวยเหวยท้าวยศวิมล นอนกรนอยู่ได้ไม่ขานรับ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลมัวหลับ
ได้ยินเรียกเข้าไปตกใจวับ ไม่รู้ศัพท์สำเนียงว่าเสียงใคร
ค่อยย่องลงจากแท่นแล้วถอยหลัง ยืนฟังนึกพรั่นหวั่นไหว
เปิดแกลแลเห็นสหัสนัยน์ ถือตระบองเหล็กใหญ่เท่าลำตาล
ความกลัวตัวสั่นงันงก ลูบอกตกประหม่าไม่ว่าขาน
ปิดหน้าต่างทันทีตะลีตะลาน ซมซานเข้าซ่อนนอนคุดคู้

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สหัสนัยน์เสแสร้งแกล้งขู่
จึงร้องบอกออกนามให้รู้ เราอยู่ฟากฟ้าสุราลัย
ชื่อว่าสมเด็จมัฆวาน จะมาผลาญชีวิตให้ม้วยไหม้
เห็นว่าพ้นมือแล้วหรือไร จึงไม่ออกมาหากัน
อย่าพักซ่อนซบหลบหน้า วันนี้ชีวาจะอาสัญ
ว่าพลางทางถีบบัญชรพลัน ลิ่มสลักหักลั่นด้วยกำลัง

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เข้าไปในที่ไสยา เห็นหลับตานิ่งนอนผินหลัง
ขึ้นกระทืบบนเตียงเสียงตึงตัง น้อยหรือยังนิ่งได้ช่างไม่อาย
แกล้งทำหลับหลอกข้าน่าแค้น เข้าจับแขนฉุดชักผลักคว่ำหงาย
ไม่ตื่นก็ตามทีตีให้ตาย ทำวุ่นวายขู่รู่ดูทำนอง

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลยิ่งหม่นหมอง
เห็นพระอินทร์ตั้งท่าง่าตระบอง เอามือป้องร้องว่าช้าพ่อคุณ
เมื่อข้าอยู่ดีดีไม่มีโทษ ท่านมาโกรธโกรธาว้าวุ่น
จงโปรดข้าเจ้าเอาบุญ ซึ่งเคืองขุ่นคั่งแค้นด้วยข้อใด
หรือจะเอาสมบัติพัสถาน ยศศักดิ์ศฤงคารเป็นไฉน
เชิญช่วยชี้แจงให้แจ้งใจ จะมอบให้ทุกสิ่งสารพัด
ตัวข้าก็จะลาออกบวชเสีย ขอแต่เมียสักคนปรนนิบัติ
จะจำศีลภาวนาอยู่หาวัด รั้ววังจังหวัดไม่วี่แวว
ข้าเป็นคนแก่เฒ่าเฉาโฉด ขอโทษเถิดทูลกระหม่อมแก้ว
ยกมือไหว้ท่วมหัวลูกกลัวแล้ว แม้นมิโปรดก็แววไม่เป็นตัว

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สหัสนัยน์ได้ยินก็ยิ้มหัว
ฟังท้าวเธอมอบครอบครัว เห็นเต็มกลัวตั้งกระทู้ขู่สำทับ
น่าชังนักหนาพระยาเคอะ พูดเลอะหลงใหลไม่ได้ศัพท์
มันน่าตีจริงหนอให้คอพับ ยังจะกลับงอนง้อขอชีวิต
มีแต่โง่เง่าเมามัว ไม่รู้หรือที่ตัวกระทำผิด
เชื่อแต่เมียน้อยไปเป็นนิจ จะทำไมไม่พิจารณา
นางจันท์นั้นผิดสิ่งไร จึงขับหนีตีไล่ออกอยู่ป่า
มิหนำซ้ำจับพระสังข์มา ถ่วงลงคงคาไม่ปรานี
ทำยุ่งหยาบบาปกรรมไม่คิดเห็น เสียแรงเป็นถึงท้าวเจ้ากรุงศรี
เชื่อคนริษยาทั้งตาปี วันนี้ชีวันจะบรรลัย
แม้นรักตัวกลัวตายอย่านิ่งเสีย ไปตามลูกตามเมียมาให้ได้
แล้วเงือดเงื้อตระบองจ้องไว้ ทำฮึดฮัดขัดใจจะตีรัน

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลไม่มีขวัญ
ทำตาปลกปลกงกงัน ปากสั่นเสียงสั่นขอโทษตัว
ซึ่งงวยงงหลงเชื่อผู้หญิง ไม่ทันคิดผิดจริงแล้วทูนหัว
เหมือนหนึ่งคนโฉดเฉาเมามัว ความชั่วเป็นพ้นคณนา
อันนางจันท์นั้นข้าให้ขับหนี ก็สูญไปหลายปีนักหนา
หอยสังข์ถ่วงลงในคงคา ป่านนี้ปลามันกินสิ้นชีวิต
จะไปตามที่ไหนมาได้เล่า อันโทษาข้าเจ้าไม่พ้นผิด
มิเมตตาฆ่าตีคงม้วยมิด ขอพระองค์ทรงฤทธิ์จงโปรดปราน

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สหัสนัยน์ได้ฟังจึงว่าขาน
อันลูกน้อยหอยสังข์กุมาร บุญญาธิการเขาล้นพ้น
ถึงจะทำอย่างไรก็ไม่ตาย บรรยายเล่าความมาแต่ต้น
บัดนี้ได้ลูกสาวท้าวสามนต์ ครอบครองไพร่พลมนตรี
แต่ส่วนนางจันท์กัลยา ทนทุกข์ทรมาหมองศรี
ยายกับตาเลี้ยงไว้ในพงพี เทวียากเย็นเข็ญใจ
นางอยู่ยังปลายด่านบ้านนอก นี่เราเอ็นดูดอกจึงบอกให้
ท้าวจงรีบร้อนอย่านอนใจ ตามไปรับลูกกับเมียมา
ให้ได้สำเร็จในเจ็ดวัน มิให้ผ่อนผันผัดผา
แม้นนานเนิ่นเกินวันสัญญา จะลงมาตีทุบให้ยุบยับ
เป็นกะไรได้ยินอยู่แล้วหรือ มากอดมือนั่งโยกโงกหงับ
พระแกล้งขู่ซ้ำสำทับ แล้วแผลงฤทธิ์เหาะกลับไปฉับไว

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

โอ้ปี่

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลหม่นไหม้
ประจักษ์แจ้งแห่งคำสหัสนัยน์ พระเร่าร้อนฤทัยดังไฟเลีย
รำลึกถึงลูกน้อยหอยสังข์ พ่อผิดพลั้งสั่งให้ไปถ่วงเสีย
แล้วหวนคิดรำพึงถึงเมีย ยิ่งละห้อยละเหี่ยเสียน้ำใจ
แต่พลัดพรากจากไปหลายปี ปานนี้จะทุกข์ตรอมผอมไผ่
แล้วมิหนำซ้ำลูกก็จากไป จะอยู่เดียวเปลี่ยวใจทุกคืนวัน
พระยิ่งคิดละห้อยสร้อยเศร้า กอดเข่านั่งโงกโศกศัลย์
พระเนตรนองชลนาจาบัลย์ สะอื้นอั้นอยู่ในที่ไสยา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ ครั้นรุ่งรางสร่างแสงทินกร ท้าวยิ่งทุกข์ร้อนเป็นนักหนา
ไม่แต่งองค์สรงเสวยโภชนา ออกมาพระโรงคัลทันที
พร้อมหมู่เสนาข้าเฝ้า จึงตรัสเรียกให้เข้ามาถึงนี่
แล้วแถลงแจ้งความตามคดี คืนนี้หลับใหลอยู่ในมุ้ง
พระอินทร์บนสวรรค์ท่านลงมา กูคะเนเพลาราวค่อนรุ่ง
ถือตระบองเหล็กใหญ่เท่าไม้ซุง หมายมุ่งจะทุบให้ยุบยับ
ความกลัวตัวสั่นขวัญแขวน จักแหล่นลมล่อยจะพลอยจับ
เธอยิ่งขู่ซ้ำสำทับ ให้ไปรับหอยสังข์นางจันท์มา
เร่งเร็วรีบรัดจัดรี้พล จะพากันดั้นด้นค้นหา
ช้านักไม่ได้นะเสนา จะไคลคลาให้ทันวันพรุ่งนี้

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
ก้มเกล้ากราบงามสามที ออกไปจากที่พระโรงธาร

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงสั่งให้เวรเกณฑ์ผู้คน เป็นการเร็วรีบร้นอลหม่าน
หมายบอกบรรดาข้าราชการ พลเรือนทหารให้พร้อมกัน
เอาบาญชีนายไพร่ไตรตรวจ กำชับทุกหมวดกวดขัน
เข้ากระบวนโดยเสด็จเจ็ดพัน ที่เหลือนั้นเกณฑ์ไว้ให้เฝ้าเมือง
เตรียมช้างที่นั่งหลังคาทอง ช้างพังที่นั่งรองช้างเครื่อง
พร้อมพรั่งตั้งกองนองเนือง คอยท่าท้าวเจ้าเมืองจะคลาไคล

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลหม่นไหม้
จึงเสด็จเยื้องย่างเข้าข้างใน แล้วตรัสสั่งสาวใช้ทันที
กูจะออกไปรับนางจันท์มา คืนเข้าพารากรุงศรี
แต่บรรดาข้าคนของเทวี วันนี้ให้ตามกูออกไป

ฯ ๔ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น นางจันทานารีศรีใส
ครั้นได้รู้ข่าวว่าท้าวไท จะคลาไคลไปรับนางจันท์มา
อกใจทึกทึกนึกกลัว ด้วยตัวทำผิดริษยา
แม้นนิ่งให้ไปรับกลับมา เห็นว่าจะไม่พ้นโทษทัณฑ์
จำกูจะคิดปิดความ ห้ามปรามเปรียบเปรยเย้ยหยัน
ให้ท้าวเธออดสูหมู่กำนัล อย่าให้ไปรับมันเข้ามา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดพลางย่างเยื้องจรลี มาอาบน้ำขัดสีมังสา
กระแจะแป้งแต่งกายละลายทา ผัดหน้านวลละอองยองใย
นุ่งผ้ายกแย่งเทพนม แล้วห่มริ้วทองผ่องใส
ครั้นเสร็จลีลาคลาไคล ข้าไทแวดล้อมมาพร้อมพรัก

ฯ ๔ คำ ฯ

เย้ย

๏ ครั้นถึงจึงแกล้งทำกระแอม ยิ้มแย้มเยาะองค์พระทรงศักดิ์
เอออะไรอึกทึกคึกคัก ไม่รู้จักเหตุผลต้นปลายเลย
จะยกรี้กรีพลไปไหนหนอ น่าหัวร่อนักหนาเจ้าข้าเอ๋ย
ทุกข์ร้อนถึงใครไม่เสบย ฮัดเชยกุ๋ยกุ๋ยฮุ่ยหุยเจียว
ดูเหมือนบ้าหลังนั่งมัวมึน จนฝ้าขึ้นจับหน้าขอบตาเขียว
เซอะซมงมงายไปฝ่ายเดียว ช่างไม่เหลียวหลังนึกตรึกตรา
เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่แม่นยำ กลับถ้อยคืนคำทำขายหน้า
เหมือนไม้หลักปักเลนเอนไปมา ยิ่งกว่าลูกเล็กเด็กอมมือ
น้ำลายคายถ่มลงถึงดิน จะกลับคืนกลืนกินไม่เกลียดหรือ
ไพร่บ้านพลเมืองจะเลื่องลือ ออกชื่อท้าวเธอเออน่าชัง
นางจันท์ว่าชั่วตัวอุบาทว์ ออกลูกประหลาดเป็นหอยสังข์
ขับไล่ไสหัวจากรั้ววัง ไม่อินังขังข้อแล้วหนอเรา
เดี๋ยวนี้คิดติดใจอย่างไรหรือ จึงรื้อจะไปรับกลับมาเล่า
ช่างไม่อดสูเลยดูเอา นางเย้ยเย้าหัวเราะเยาะไยไพ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลหมั่นไส้
ลุกขึ้นกระทืบบาทตวาดไป กลการอะไรทำไมกู
กลับมาเย้ยเยาะหัวเราะข้า ลอยหน้าค้าคารมข่มขู่
จองหองพองขนเป็นพ้นรู้ ว่ากูชั่วช้าสารพัน
ระวังตัวเหมือนวัวสันหลังขาด เห็นแต่กาบินผาดก็หวาดหวั่น
ท่วงทีทำนองจะป้องกัน เชิงชั้นของเจ้าข้าเข้าใจ
เดิมทีคิดว่าเป็นหน้าซื่อ เชื่อถือลุ่มหลงไม่สงสัย
จนลูกเมียกูพรากจากเวียงชัย เพราะมึงหรือไม่ได้ทุกข์ร้อน
คืนนี้ตรีเนตรท่านกริ้วกราด จะตีให้ตัวขาดเป็นสองท่อน
นี่หากกูอ้อยอิ่งวิงวอน ผันผ่อนผัดไว้จึงไม่ตาย
เพี้ยงเอ๋ยผีสางเทวดา ให้ได้ลูกเมียมาเหมือนใจหมาย
แล้วจะจับตัวต้นอีคนร้าย ฆ่าเสียให้ตายวายชีวิต

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ น่าเอยน่าหัวร่อ เอออะไรใจคอช่างหงุดหงิด
กริ้วโกรธโลดเต้นพึ่งเห็นฤทธิ์ มาหยิบผิดว่าข้าอิจฉาเมีย
เดิมว่านางจันท์เป็นกาลี เลี้ยงไว้ไม่ดีจึงขับเสีย
นี่ชะรอยถูกกระทำยำเยีย คิดถึงเมียขึ้นมาแล้วพาโล
อ้างเอาสวรรค์ชั้นอินทร์พรหม ใครเห็นสมด้วยมั่งชั่งปดโป้
เกิดมาพึ่งได้ยินพระอินทร์โป ข้าไม่โง่เง่าดอกอย่าหลอกกัน
น้อยหรือนางบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ร้อนไปถึงจนบนสวรรค์
ควรแล้วที่พระองค์ทรงธรรม์ จะไปรับเมียขวัญนางจันท์มา
เออก็ถ่วงลูกชายสูญหายไป มิต้องให้ประดาน้ำลงดำหา
ปานนี้เลือดเนื้อเป็นเหยื่อปลา ไปงมเอากระดูกมาก็เป็นไร
ไม่รู้ว่าลูกดีมีบุญเลย อกเอ๋ยมาเป็นเช่นนี้ได้
มันน่าโจนลงน้ำซ้ำตายไป ให้สมที่รักใคร่พระโอรส

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ แค้นเอยแค้นใจ กลับจะให้กูนี้เป็นขี้ปด
แสนกระแหน่แก้เกี้ยวเลี้ยวลด จริงแล้วคะข้าคดชดลิ้นคาง
ปากกล้าด่าทอไม่ท้อถอย ออกคอยสกัดรีสกัดขวาง
น่าชังจังฑาลทำรานทาง ร้อยสีร้อยอย่างช่างไม่อาย
ถึงลูกกูถ่วงลงในคงคา จะมอดม้วยมรณานั้นอย่าหมาย
พระอินทร์บอกเหตุผลต้นปลาย ว่ามึงนี้แสนร้ายดังงูพิษ
อย่าพักเถียงทะเลาะเยาะเย้ยข้า คงจะได้ดูหน้าอีคนผิด
แม้นได้ลูกเมียสมอารมณ์คิด กูจะติดไม้ถามสักสามยก
พรุ่งนี้จะไปรับนางจันท์มา กลับคืนไม่ช้าอย่าวิตก
พระโกรธเกรี้ยวเคี้ยวฟันงันงก เคืองขุ่นมุ่นหมกจะชกตี

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ชะเอ๋ยชะต้า โมโหโกรธาไม่พอที่
เอออะไรมาเป็นเช่นนี้ ช่วยว่าให้ดีก็มิเอา
มุทะลุดุดันขันเหลือ ปรานีตีเอาเรือเสียอีกเล่า
รักแต่ที่ชั่วมัวเมา จริงอยู่คะข้าเจ้าเป็นคนโกง
สารพัดไม่ดีมีแต่ชั่ว เดี๋ยวนี้ก็เห็นตัวอยู่โต้งโต้ง
เอาพระอินทร์พระอ้อยมาพลอยโกง ปากโป้งไปกระนั้นกันนินทา
เจ้าข้าเอ๋ยไม่เคยจะพบเห็น พูดเล่นตามสบายไม่อายหน้า
ยกเมียขึ้นไม่น้อยออกลอยฟ้า ทีนี้นะชะต้าจะเลื่องลือ
มิไปรับไปพากันมาไย ข้าหน่วงเหนี่ยวไว้เมื่อไรหรือ
อย่าพักหมายมั่นปั้นมือ โกรธขึ้งอึงอื้อจะทำไม

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ อีเอยอีคนคด ช่างประชดประชันน่าหมั่นไส้
เยาะเย้ยยิ้มหัวไม่กลัวใคร เอออะไรใส่ถ้อยร้อยความ
ว่ากูแอบอ้างเอาพระอินทร์ ประมาทหมิ่นจ้วงจาบหยาบหยาม
ปากคอน้อยหรือนั่นไม่ครั่นคร้าม ลวนลามหนักหนาอีหน้าเป็น
ดูดู๋ยิ่งว่าด่าทอ ยังขืนเข้ามาล่อล้อเล่น
ทะเลาะผัวตัดพ้อคอเป็นเอ็น ขู่เข็ญเท่าไรก็ไม่ฟัง
จะกำราบปราบเสียสักหน่อยหนึ่ง ให้มึงรู้สึกสำนึกมั่ง
พระพิโรธโกรธขึ้งตึงตัง เหน็บรั้งขัดเขมรเป็นเกลียว

ฯ ๘ คำ ฯ

ศัพท์ไทย

๏ อีเอยอีจันทา กล้าดีแล้วอย่าทำตาเหมียว
ฉวยได้ไม้เรียว ไล่เลี้ยวพัลวัน
ดูดู๋ด้านหน้า กลับมาเย้ยหยัน
โกรธเกรี้ยวเคี้ยวฟัน ตีรันร่ำไป

ฯ ๔ คำ ฯ

รื้อ

เขาว่าถูกใจ

๏ ขันเอยขันจ้าน งุ่นง่านพาลโกรธโลดไล่
ตบหัตถ์ผัดพ่อ เลี้ยวล่อหลีกหนี
เยาะเย้ยภูมี ทำทีแยบคาย

ฯ ๔ คำ ฯ

รื้อ

๏ ดูเอยดูเอา ขืนเฝ้าเย้ายั่วไม่กลัวหวาย
ตีเสียให้ตาย แสนร้ายรังแก
หวดด้วยไม้เรียว ช้ำเขียวหลายแผล
คนขยันนั่นแน่ วิ่งแร่ไปไย

ฯ ๔ คำ ฯ

รื้อ

๏ ภูเอยภูมี มาทำโพยโบยตีไม่ปราศรัย
แต่ก่อนร่อนชะไร ท้าวไม่มุทะลุ
เดี๋ยวนี้นี่หนอ ใจคอร้ายดุ
ยิ่งกว่าบ้ายุ ดูรุน่าชัง
แกล้งเย้ยยิ้มหัว เยาะยั่วให้คลั่ง
เลี้ยวล่อรอรั้ง เหลียวหลังแล่นไป

ฯ ๖ คำ ฯ

รื้อ

ตัวดีมีพยศ

๏ อีเอยอีชาติชั่ว ขึ้นเสียงเถียงผัวหากลัวไม่
เลี้ยงมันไว้ไย จัญไรใจคด
ล้อเล่นเช่นนี้ เหลือที่จะอด
ทั้งตีทั้งด่า ปากว่ามือถึง
ถูกถองสองตึง ร้องอึงอื้อไป

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางจันทาเศร้าสร้อยละห้อยไห้
เจ็บปวดยับย่อยด้วยรอยไม้ น้ำตาไหลเป็นคราบอาบแก้มคาง
ความกลัวตัวสั่นงันงก พลัดตกอัฒจันทร์ถึงชั้นล่าง
ลุกขึ้นเดินด่วนครวญคราง กลับมาตำหนักนางทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลบ่นเมื่อยไหล่
หยุดนั่งเหนื่อยบอบหอบหายใจ ร้องเรียกไปใครนี่อีกำนัล
กูอยากน้ำอยากท่านักหนานัก เร็วเร็วไปตักมาสักขัน
กินน้ำสำลักกลืนไม่ทัน มือสั่นงันงกหกเพรื่อไป
แล้วคิดถึงคำอมรินทรา จะหน่วงหนักชักช้าเห็นไม่ได้
ชวนเหล่าสาวสวรรค์กำนัลใน เสด็จไปยังที่เกยลา
เห็นเสนีรี้พลคับคั่ง พร้อมพรั่งไพร่นายซ้ายขวา
ขึ้นทรงช้างที่นั่งหลังคา รีบเร่งโยธาคลาไคล

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ออกจากพาราเข้าป่ากว้าง เห็นบ้านเรือนรายทางให้ถามไถ่
ไม่ได้ข่าวราวเรื่องก็รีบไป จนเกือบใกล้ที่อยู่ยายกับตา
โยธาล้าเลื่อยเหนื่อยอ่อน จึงหยุดหย่อนผ่อนพักที่กลางป่า
แล้วดำรัสตรัสสั่งเสนา ให้ตั้งพลับพลาทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งบังคมไหว้
มาเกณฑ์กันเร่งรัดตัดไม้ ปลูกพลับพลาชัยฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลโศกศัลย์
เสด็จขึ้นพลับพลาพนาวัน รำลึกถึงเมียขวัญจันท์เทวี
จึงตรัสสั่งบรรดาเสนาใน จงคุมไพร่ไปค้นหาโฉมศรี
แม้นประสบพบปะนางเทวี กลับมาแจ้งคดีจะตามไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาข้าเฝ้าน้อยใหญ่
รับสั่งบังคมภูวไนย ออกมาเรียกบ่าวไพร่ทุกหมวดกอง
แยกย้ายรายกันเที่ยวสืบสาว ฟังข่าวเยาวมาลย์ทุกบ้านช่อง
เห็นคนมีที่ไหนไปด้อมมอง เที่ยวท่องทุกแห่งแพร่งพราย

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ช้า

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เทวีโฉมฉาย
อาศัยเคหาตากับยาย ยากเย็นเป็นม่ายมาหลายปี
เช้าค่ำคำนึงถึงลูกน้อย ให้เปลี่ยวเปล่าเศร้าสร้อยหมองศรี
กินแต่น้ำตาทุกราตรี เทวีซูบผอมตรอมใจ
อุตส่าห์เก็บผักหักฟืนขาย จะเว้นวายเวลาก็หาไม่
แสนลำบากยากเข็ญเป็นพ้นไป มิได้มีสุขแต่สักวัน

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นเพลาสายัณห์ตะวันบ่าย จึงชวนตากับยายผายผัน
ลงจากกระท่อมทับฉับพลัน ช่วยกันตักน้ำตำข้าวปลา

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ บัดนั้น เสนีที่ไปเที่ยวหา
ได้ยินสำเนียงเสียงพูดจา ย่องเหย่าเข้ามามองดู
เห็นยายตาพากันไปตักน้ำ แต่นางจันท์นั้นตำข้าวอยู่
บ้างบอกเพื่อนว่าเหมือนโฉมตรู ต่างพินิจพิศดูเป็นครู่พัก
พวกขอเฝ้าคนหนึ่งจึงว่า พระแม่จันท์กัลยาข้ารู้จัก
ดูดู๋ผิดรูปซูบผอมนัก สิ้นยศสิ้นศักดิ์สังเวชใจ
ต่างคนต่างจำสำคัญ รู้จักสิ้นด้วยกันไม่สงสัย
จึงปรึกษาว่าเราจะเข้าไป ถามทักซักไซ้ก็ไม่ดี
จะไปทูลแถลงแจ้งกิจจา เชิญเสด็จมาหานางโฉมศรี
แล้วแบ่งปันกันอยู่ดูเทวี เสนีตัวนายก็กลับมา

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงทูลเฉลยไข ตามที่เที่ยวไปสืบหา
ได้ประสบพบนางกัลยา อยู่ด้วยยายกับตาคนพิการ
รูปโฉมโนมพรรณก็ซูบเศร้า ตักน้ำตำข้าวอยู่กลางบ้าน
ยากจนทนทุกข์ทรมาน น่าสงสารสมเพชเวทนา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลก็หรรษา
จึงว่าสมคะเนแล้วเสนา เร็วเร็วอย่าช้าพากูไป
แล้วเรียกเหล่ากำนัลขันที ที่เทวีเคยชอบอัชฌาสัย
ลงจากพลับพลาคลาไคล เสนาในนำหน้าจรลี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ถึงไร่ใกล้เรือนยายตา สงัดเงียบนักหนาน่ากลัวผี
เสนาพาเสด็จพระภูมี ไปแอบที่สุมทุมพุ่มไม้
ท้าวค่อยแหวกช่องมองเขม้น แลเห็นเมียรักก็จำได้
นิจจาเอ๋ยยากเย็นเข็ญใจ เขาใช้ตรากตรำตำข้าวปลา
ผอมซูบรูปทรงก็แก่เฒ่า ผมเผ้ารุงรังเหมือนดังบ้า
ยิ่งคิดสมเพชเวทนา พระฟูมฟายน้ำตาจาบัลย์
แล้วกลืนกลั้นกันแสงแข็งใจ ออกจากพุ่มไม้ขมีขมัน
บรรดาเสนานางกำนัล พร้อมกันตามเสด็จจรลี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เทวีโฉมศรี
ผันแปรแลเห็นพระสามี เทวีหวาดหวั่นวิญญาณ์
อกใจทึกทึกนึกกลัว หรือจะมาจับตัวไปเข่นฆ่า
ทิ้งสากเสียพลันมิทันช้า วิ่งขึ้นเคหาทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ฝ่ายสองเฒ่าชราตายาย เห็นคนมามากมายไม่อยู่ได้
ตัวสั่นงันงกตกใจ วิ่งขึ้นกระไดไม่เหลียวแล
เข้าถึงห้องในยังไม่หยุด ยายพาตามุดเข้าใต้แคร่
กลัวจะดังเกรียบกรอบหมอบกระแต ไม่ไหวติงนิ่งแน่ภาวนา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลนาถา
เห็นนางหนีขึ้นเรือนไม่พูดจา พระตามไปค้นคว้าหานวลน้อง
ดูฟากตงคร่ำคร่านักหนานัก พรั่นตัวกลัวจะหักค่อยย่างย่อง
ครัวฟืนครัวไฟเที่ยวไล่มอง แล้วเข้าไปในห้องเห็นเทวี

ฯ ๔ คำ ฯ

ชาตรี

๏ นั่งลงเคียงนางพลางพูดจา ไฉนนั่นกัลยาจึงวิ่งหนี
จะรับเจ้าเข้าสู่พระบุรี เษกเป็นมเหสีไว้ตามเดิม
ซึ่งโทษพี่ผิดพลั้งแต่หลังนั้น เพราะคนมันยุยงส่งเสริม
อีจันทาเจ้ากรรมแกล้งซ้ำเติม จึงงวยงงหลงเคลิ้มไม่ทันคิด
เดี๋ยวนี้รู้สึกตัวว่าชั่วช้า จะออกมาลุกะโทษที่ทำผิด
สืบไปจนตายวายชีวิต มิได้คิดหลงใหลใจเบา
เป็นด้วยเคราะห์กรรมทำไว้ จึงจำให้วิโยคโศกเศร้า
จงปรานีดีกันเสียเถิดเรา จะขึ้งโกรธไยเล่าไม่เข้าการ
นิจจาเอ๋ยแต่พรากจากมา ดูมอมแมมนักหนาน่าสงสาร
ว่าพลางกอดองค์นงคราญ ภูบาลซบลงทรงโศกา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เมินเสียไม่ดูหน้า
ให้คิดแค้นคั่งแต่หลังมา กัลยาจึงตอบไปทันที
ข้าคนชั่วชาติอุบาทว์เมือง พระแค้นเคืองขับเสียจากกรุงศรี
ลูกเต้าเกิดมาก็กาลี ภูมีจับถ่วงเสียทั้งเป็น
ความนี้ระบือลือเลื่อง ไพร่บ้านพลเมืองก็รู้เห็น
อย่าพูดให้เหนื่อยปากยากเย็น รู้เช่นเห็นลิ้นเสียสิ้นแล้ว
จะมารับกลับคืนเข้าพารา จะพาหน้ามัวหมองไม่ผ่องแผ้ว
ยศศักดิ์ไม่ประเสริฐเพริศแพร้ว ไม่เหมือนเมียแก้วนางจันทา
ปากคอเขาทายาดขาดเหลือ สารพัดพระจะเชื่อเมียว่า
ข้าเป็นคนอาภัพอับปัญญา จะสู้ตายอยู่ป่าไม่ขอไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ น้องเอยน้องแก้ว แต่ก่อนพี่ผิดแล้วหาเถียงไม่
เดี๋ยวนี้รู้เท็จจริงไม่กริ่งใจ ที่ในความชั่วอีจันทา
เมื่อคืนนี้นะน้องสักสองยาม พระอินทร์มาบอกความให้ตามหา
ว่าลูกน้อยหอยสังข์ปรีดา เจ้าอย่าปรารมภ์ว่าล้มตาย
กลับไปได้ลูกสาวท้าวสามนต์ พลรี้อึกทึกฮึกใจหาย
อย่ามึนตึงขึ้งโกรธเลยท่านยาย จะตัดเป็นตัดตายกันทำไม
พี่ก็สู้อุตส่าห์มาหาเจ้า หวังจะเล่าให้สิ้นสงสัย
บัดนี้จะพากันคลาไคล ตามไปรับองค์พระโอรส
แม้นได้ลูกเรามาถึงธานี จะฆ่าอีคนร้ายให้ตายหมด
อย่าเศร้าสร้อยโศกศัลย์รันทด พี่ไม่ปดไม่ลวงเจ้าดวงใจ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เทวีศรีใส
ได้ยินข่าวลูกยาก็อาลัย ว่ายังไม่ม้วยมอดวอดวาย
นางเปรมปรีดิ์ดีใจเป็นหนักหนา ที่เคืองขัดภัสดาก็เหือดหาย
จึงเคารพนบนอบยอบกาย กราบถวายบังคมพระสามี
แล้วนางซักไซ้ไต่ถาม จริงหรือได้ความเพราะโกสีย์
แม้นลูกน้อยหอยสังข์ยังอยู่ดี ข้านี้จะตามเสด็จไป
แต่ขอบคุณยายตาทั้งสองคน เมื่อยากจนได้มาอาศัย
บัดนี้ที่จะพาคลาไคล จงโปรดให้แทนคุณยายกับตา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลก็หรรษา
จึงตรัสตอบปลอบนางกัลยา อันยายตานั้นพี่จะถึงใจ
เจ้าจงจัดแจงแต่งกาย ผันผายไปพลับพลาอาศัย
ว่าพลางทางเรียกกำนัลใน เอาเครื่องทรงมาให้กัลยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางกำนัลก็หรรษา
ต่างเชิญเครื่องต้นสุคนธา เข้ามาถวายนางโฉมยง

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันท์ชื่นชมสมประสงค์
จึงเข้ายังห้องในดังใจจง สระสรงทรงเครื่องสุคนธา
สาวใช้หมอบกรานอยู่งานพัด นางโฉมยงทรงผลัดภูษา
แต่งองค์ทรงเครื่องประดับประดา แล้วกลับมาเฝ้าองค์ภูวไนย

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสามียิ้มย่องผ่องใส
จึงตรัสถามเมียขวัญทันใด เออยายตาไปไหนไม่เห็นตัว
เมื่อตะกี้พี่เข้ามาในบ้าน แกขึ้นเรือนลนลานทั้งเมียผัว
ว่าพลางทางมองที่ในครัว ค้นคว้าหาทั่วเที่ยวดูแล
เข้าในห้องมองไปมองมา เห็นยายกับตาอยู่ใต้แคร่
พระบอกมเหสีว่านี่แน่ ตาแกเข้าไปอยู่ในนั้น
แล้วตรัสเรียกยายตาออกมานี่ ไม่พอที่เกรงกลัวจนตัวสั่น
เงินทองของเราจะรางวัล พากันออกมาเถิดอย่ากลัว

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตายายถอยถดหดหัว
ต่างคนต่างไม่ไว้ใจตัว เมียผัวขยั้นพรั่นเต็มที
ทำลับลับล่อล่อรอรั้ง เหลียวหลังลนลานคลานหนี
แล้วแข็งขืนอารมณ์สมประดี ออกมาเฝ้าภูมีมิทันนาน

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลจึงว่าขาน
ซึ่งยายตาเลี้ยงเจ้าเยาวมาลย์ ความชอบของท่านนั้นมากมาย
จะแทนคุณสองเฒ่าคราวนี้ ให้ผัวเมียมั่งมีใจหาย
จงตามไปพลับพลาเถิดตายาย เราไม่ทำอันตรายอย่าตกใจ
ว่าพลางทางพามเหสี ลงจากที่เคหาเคยอาศัย
พร้อมหมู่มาตยาเสนาใน กลับไปที่ประทับฉับพลัน

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงขึ้นบนพลับพลา พระตรัสสั่งเสนาขมีขมัน
จงจัดแจงเสื้อผ้าแพรพรรณ ทั้งเชี่ยนขันเงินตราข้าไท
เอามาให้เฒ่าชราตายาย แล้วตั้งให้เป็นนายบ้านใหญ่
แต่บรรดาพวกเหล่าชาวไพร ประกาศให้ร้องเรียกคุณยายตา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น สองเฒ่ารับรางวัลหรรษา
ชื่นชมสมจิตจินดา ถวายบังคมลาทั้งตายาย
เรียกบรรดาข้าคนให้ขนของ เงินทองผ้าเสื้อเหลือหลาย
ผัวเมียกระหยิ่มพริ้มพราย ใครทักทายทำเมินเดินยิ้มไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลเป็นใหญ่
จึงสั่งมหาเสนาใน เร่งให้ตรวจเตรียมรี้พล
จงหาผู้รู้ทางสันทัด เดินตัดลัดป่าพนาสณฑ์
เราจะไปพาราสามนต์ ยกพลให้ทันวันนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
ออกมาจัดกันทันที ตามมีพระราชบัญชา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลก็หรรษา
จึงเข้าที่สระสรงคงคา ตกแต่งกายาอ่าองค์
แล้วชวนอัครชายาคลาไคล ตรงไปขึ้นเกยสูงส่ง
พร้อมกระบวนถ้วนหมู่จัตุรงค์ เสด็จทรงช้างที่นั่งหลังคาทอง
องค์พระมเหสีขี่รถ ชักม่านก้านขดปิดป้อง
เสียงแซ่แตรสังข์ฆ้องกลอง ให้เดินกองทัพหน้าคลาไคล

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ แรมร้อนนอนป่ามาช้านาน จนใกล้ด่านสามนต์กรุงใหญ่
จึงหยุดพักพหลพลไกร ซุ่มซ่อนอยู่ในพนาวา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีตัวนายซ้ายขวา
เร่งรัดตัดไม้เกี่ยวคา ปลูกพลับพลาที่ประทับฉับไว

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลเป็นใหญ่
เสด็จยังพลับพลาพนาลัย ภูวไนยนิ่งนึกตรึกตรา
แล้วตรัสเล้าโลมนางโฉมยง ซึ่งจะไปตามองค์โอรสา
พี่คิดขยั้นหวั่นวิญญาณ์ เห็นหน้าแต่เจ้าจะเข้าไป
ด้วยแม่ลูกชอบชิดสนิทกัน ความโกรธโทษนั้นหามีไม่
อันตัวของพี่นี้ไซร้ เกลือกจะกะไรก็ไม่รู้
จะเข้าไปในบ้านเมืองเขา ถึงลูกเต้าของตัวก็กลัวอยู่
พี่เป็นคนผิดเจ้าคิดดู จะจู่ลู่วู่วามไม่ไว้ใจ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันท์ยิ้มเย้ยเฉลยไข
ดูดู๋ท้าวเธอเอออะไร ช่างพูดได้ไม่อายขายหน้าตา
น้อยหรือแกล้วกล้าประดาเสีย ไสเมียออกตั้งเป็นดั้งหน้า
คิดอ่านออกตัวกลัวลูกยา ยิ่งกว่าเสือสางกลางพงพี
โอรสเราได้ผ่านบ้านเมือง รุ่งเรืองปรากฏยศศักดิ์ศรี
พ่อแม่มาหาจะฆ่าตี ก็ผิดที่ทำนองในคลองธรรม์
ซึ่งทรงฤทธิ์คิดเกรงลูกรัก ไว้พนักงานข้าพระอย่าพรั่น
มิให้ข้องเคืองที่เรื่องนั้น มาไปด้วยกันเถิดพันปี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลเรืองศรี
ได้ฟังกัลยาพาที ค่อยสบายคลายคลี่ดีใจ
จึงตรัสว่าถ้าเจ้ารับประกัน เอ็นดูบ้างอย่างนั้นก็ไปได้
แต่จะต้องแปลงปลอมเข้าไป อย่าให้ใครพะวงสงกา
แล้วเรียกเสนามากำชับ เป็นความลับล้ำลึกปรึกษา
ตัวเรากับเจ้ากัลยา จะปลอมแปลงกายาเข้าธานี
เที่ยวสืบแสวงหวังดังประสงค์ ให้พบองค์โอรสเรืองศรี
ท่านจงซ่อนซุ่มคุมโยธี อยู่ที่กลางป่าพนาลัย
สั่งพลางทางเปลื้องเครื่องทรง เอาซ่อนใส่ลงในย่ามใหญ่
นางถอดเครื่องประดับฉับไว ซ่อนใส่ในกระทายมิทันช้า
ภูมีคลี่ผ้าตาโถงนุ่ง คาดพุงเขียวครามงามนักหนา
โฉมยงทรงนุ่งตาเล็ดงา ห่มผ้าขาวมุ้งรุงรัง
พระหยิบย่ามละว้ามาตะพาย นางกระเดียดกระทายตามหลัง
ออกจากที่ประทับยับยั้ง ไปยังพาราสามนต์

ฯ ๑๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นเข้าไปในกำแพงเมือง หญิงชายเดินเนื่องตามถนน
พระแกล้งทำเหมือนเหล่าชาวชน ปลอมปนเบียดเสียดไปตามทาง
เห็นถิ่นฐานบ้านช่องแน่นหนา ริมแถวมรคาทั้งสองข้าง
เหย้าเรือนฝากระดานบ้านขุนนาง รั้วทึบรั้วตารางเรียงราย
ร้านตลาดสองแถวแนวถนน เกลื่อนกล่นข้าวของกองขาย
สินค้าหลายหลากมากมาย ที่หน้าถังนั่งรายเรียงไป
บ้างขายเครื่องเงินเครื่องทอง แพรดวงม่วงตองโหมดไหม
ชมพลางทางทำตะลึงตะไล ท่านยายเตือนให้ไคลคลา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น แม่ค้าขายของถ้วนหน้า
ครั้นเห็นสองกษัตริย์ก็สงกา สะกิดกันพูดจาว่าวุ่นวาย
ลางคนว่าข้าดูท่วงที ตาที่ตะพายย่ามงามใจหาย
รูปพรรณสัณฐานพานจะคล้าย กับลูกเขยเจ้านายของเรา
บ้างว่าข้าเห็นยายก็ชอบกล ชะรอยคนมั่งมีผู้ดีเก่า
ถึงทั้งแก่แลดูยังพริ้งเพรา ไรจุกโตแทบเท่าสองนิ้ว
ที่ปากเปราะเราะรายก็ร้องทัก มาหยุดพักให้สบายหายหิว
ดูซื้อแพรเลี่ยงโผโล่ริ้ว ทั้งซุ่นติ๋วปักเถาของเรามี
ลางคนร้องเรียกพลางทางวิ่งตาม เข้าฉุดย่ามท่านตาว่ามานี่
ร้านข้าผ้าผ่อนล้วนดีดี เลือกดูที่งามตามชอบใจ
บ้างร้องหยอกหลอกลูกเล็กเล็ก จะจับเด็กหรือขาตาย่ามใหญ่
จงแวะเข้ามาอย่าเพ่อไป นี่บ้านช่องอยู่ไหนจะใคร่รู้
บ้างว่าเชิญท่านตามากินหมาก เคี้ยวไม่ได้ครกสากข้ามีอยู่
ต่างต่างมีจิตคิดเอ็นดู เรียกตาเรียกปู่ทุกคนไป

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์ยิ้มย่องผ่องใส
เห็นเขาเรียกหาพาใจ เข้าร้านไหนก็หยุดยืนตะลึง
พระเสแสร้งแกล้งว่ากับท่านยาย จะซื้อลายสุหรัดสักผืนหนึ่ง
เข้าไปต่อเฝ้าพะเน้าพะนึง ห้าสลึงมิได้ก็ไม่ซื้อ
ท่านยายว่าน่าชังแก่จะตาย จะนุ่งลายทำหนุ่มอยู่อีกหรือ
ว่าพลางเข้าฉุดยุดยื้อ จูงมือออกมาจากหน้าร้าน
แล้วแกล้งพูดเชือนแชแก้หน้า เราดูซื้อตุ๊กตาไปฝากหลาน
เที่ยวต่ออะไรไม่ได้การ มีแต่เขาผ่านแพงแพง
ว่าพลางดำเนินเดินมา แม่ค้าเรียกทักไปทุกแห่ง
เข้าพูดจาปรารภประจบประแจง ที่ร้านชำร้านแผงทุกแห่งไป

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นตลาดเลิกเวลาเย็น พอแลเห็นศาลาอาศัย
พระชวนโฉมนางจันท์คลาไคล เข้าไปหยุดยั้งยังศาลา
จึงปรึกษาว่ากับมเหสี วันนี้มืดค่ำหนักหนา
พวกตระว่ำตระเวนเขาตรวจตรา จะเดินผิดเวลาดูน่ากลัว
สารพัดไต้ไฟก็ไม่มี ไม่รู้ว่าคนดีคนชั่ว
เราก็พานชราตามืดมัว เกลือกกลัวว่าเขาจะจับกุม
แล้วแก้ย่ามทันทีตีเหล็กไฟ เก็บสะเก็ดไม้ไหล้ก่อไฟสุม
ไม่มีม่านมีมุ้งยุงชุม มันกัดตัวเป็นตุ่มเต็มไป
ครั้นดึกดื่นเข้าก็หาวนอน เอาผ้าผ่อนปูลงเอนหลังไหล่
พูดปรับทุกข์ปรับร้อนถอนใจ มิได้หลับสนิทนิทรา

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ช้าปี่

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ทองทรงโฉมเสนหา
ราตรีเข้าที่ไสยา ด้วยนวลนางรจนานงคราญ
เมื่อมารดามาถึงพระนคร ให้เดือดร้อนเคืองขุ่นงุ่นง่าน
เมียรักชักชวนให้สำราญ จะอยู่งานพัดวีก็มิฟัง
เนื้อตัวไม่สบายระคายคัน ผินผันให้นงเยาว์เกาหลัง
แต่พลบค่ำย่ำฆ้องจนเคาะระฆัง เวียนนั่งเวียนลุกขลุกขลุ่ยไป

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดจะใคร่ไปเลียบพระนคร ให้สบายคลายร้อนที่หม่นไหม้
จึงตรัสสั่งรจนายาใจ พรุ่งนี้พี่จะไปเลียบธานี
บ่ายคล้อยหน่อยหนึ่งจะกลับมา แก้วตาอย่าเศร้าหมองศรี
ครั้นรุ่งแจ้งแสงสว่างธาตรี ก็เข้าที่โสรจสรงคงคา
แต่งองค์ทรงสอดเครื่องประดับ แสงแก้วแวววับจับเวหา
เสร็จสั่งทรามวัยแล้วไคลคลา ออกมาพระโรงคัลทันใด

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงนั่งเหนืออาสน์ ตรัสสั่งอำมาตย์น้อยใหญ่
จงผูกช้างเตรียมพลสกลไกร เราจะไปเที่ยวรอบขอบบุรี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกศี
ออกมาจัดกันทันที ตามมีพระราชบัญชาการ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ทรงศักดากล้าหาญ
เสด็จยังเกยลาหน้าพระลาน ขึ้นทรงคชสารชาญชัย
ช้างทรงตรงออกทวารวัง โยธาหน้าหลังไม่นับได้
เสียงฆ้องกลองชนะสนั่นไป คลาไคลไปตามมรคา

ฯ ๔ คำ ฯ กลองโยน

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลนาถา
อยู่กับมเหสีที่ศาลา เห็นเขามาอื้ออึงคะนึงไป
ทั้งเกณฑ์แห่เกณฑ์แหนแน่นเนื่อง ชะรอยท้าวเจ้าเมืองจะไปไหน
จึงตรัสชวนเมียขวัญทันใด เราจะไปเมียงหมอบลอบดู
ว่าพลางทางลงจากศาลา ถึงริมมรคานั่งคอยอยู่
รี้พลคับคั่งพรั่งพรู เขาเดินกรายหัวหูไม่ว่าไร
ครั้นสิ้นแห่แลเห็นช้างทรง กับองค์พระสังข์ทองผ่องใส
สะกิดถามเมียขวัญทันใด คนนี้หรือมิใช่พระลูกรัก

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เทวีมีศักดิ์
ตั้งตาแลดูเป็นครู่พัก แล้วนงลักษณ์บอกกับภัสดา
ข้าพินิจพิศดูรูปทรง ไม่คลาศเคลื่อนเหมือนองค์โอรสา
แต่เนื้อเหลืองเรืองรองเป็นทองทา ผิดกับลูกยาข้าแคลงใจ
ว่าพลางทางชวนกันดูพลาง จนช้างที่นั่งเข้ามาใกล้
ลืมตัวกลัวเกรงภูวไนย ลุกยืนขึ้นได้ตั้งใจดู

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกเกณฑ์แห่แลเห็นคนยืนอยู่
ตกใจต่างชิงกันวิ่งพรู มาขู่รู่ยื้อยุดฉุดตัว
บ้างโกรธท่านตาว่าท่านยาย จะพาคนหลังลายยายชาติชั่ว
บ้างชักหวายเงื้อง่าน่ากลัว เคยตัวตีเสียให้แทบตาย

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ทองร้องห้ามคนถือหวาย
ช่างเถิดเสนาอย่าวุ่นวาย ตายายชาวบ้านนอกคอกนา
พลางพินิจพิศดูเหมือนผู้ดี ให้เมตตาปรานีหนักหนา
ดูท่านยายคล้ายกันกับมารดา พระราชารอช้างที่นั่งไว้
ครั้นจะถามเหตุผลต้นปลาย ให้นึกอายเสนาน้อยใหญ่
แต่พินิจพิศดูตะลึงตะไล นึกพะวงสงสัยในวิญญาณ์
พระคิดคะนึงถึงมารดร จะทุกข์ร้อนถึงลูกนี้หนักหนา
แล้วแข็งขืนกลืนกลั้นชลนา ให้โยธากลับหลังเข้าวังใน

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลให้สงสัย
เห็นแห่เสด็จกลับลับไป ภูวไนยปรึกษากับเมียรัก
พี่ดูพระโฉมยงองค์นี้ ทำท่วงทีดูเหมือนจะรู้จัก
แต่หากเธอคิดอายไม่ทายทัก เห็นจะเป็นลูกรักเราคนนี้
จึงหยุดอยู่ดูเจ้าเป็นหนักหนา แล้วหน้าตาโศกเศร้าหมองศรี
จะคิดอ่านแก้ไขอย่างไรดี พี่นี้อั้นอ้นจนใจ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เทวีก็คิดได้
จึงว่าจำเราจะเข้าไป อาศัยอยู่ที่นายประตู
แต่ตัวน้องจะไปในนิเวศน์ ให้นายวิเสทเขาใช้อยู่
เห็นชอบกลจะได้ไต่ถามดู ให้รู้ตระหนักประจักษ์ใจ
แม้นลูกน้อยหอยสังข์คนนี้แน่ จึงจะคิดผันแปรแก้ไข
ให้รู้ว่าข้าน้อยกับท้าวไท ตามมาถึงในพารา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสามีดีใจหัวร่อร่า
เจ้าช่างคิดขยันกัลยา นั่งอยู่ไยช้ามาจะไป
จึงหยิบย่ามละว้ามาสะพาย นางกระเดียดกระทายทำเหมือนไพร่
แล้วเดินตามกันมาทันใด เข้าไปยังที่ทวารา

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึงเห็นนายประตู นั่งอยู่บนร้านสานตะกร้า
ตรงเข้าไปไต่ถามพูดจา แกล้งเจ้าคะเจ้าขาให้ชอบใจ
ข้าเจ้าจะขอถามตามซื่อ ท่านหรือเป็นนายประตูใหญ่
ข้านี้ยากจนเป็นพ้นไป คิดจะมาอาศัยเจ้าขรัวตา
จะอยู่ให้ใช้สอยเป็นลูกจ้าง เฝ้าประตูประต่างก็ไม่ว่า
พอได้กินอิ่มท้องสองเวลา ตามประสาแก่เฒ่าเฝ้ารั้ววัง

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายประตูชื่นชมสมหวัง
ทั้งถ้อยคำพูดจาก็น่าฟัง จึงเรียกหาให้นั่งแล้วว่าไป
เดือนนี้ไม่มีคนมาเข้า อยู่ด้วยกันเถิดเราจะจ้างใส่
สองคนเมียผัวกลัวอะไร จ้างเดือนกินไปให้สบาย

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เทวีโฉมฉาย
คิดจะใคร่ได้พบพระลูกชาย จึงเบี่ยงบ่ายพูดจากับสามี
ตัวข้าจะเข้าไปในวัง พระหยุดยั้งคอยท่าอยู่ที่นี่
สั่งแล้วแคล้วคลาศจรลี เทวีเข้ายังวังใน

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ เที่ยวถามเขาไปในนิเวศน์ พบพวกวิเสททำเครื่องใหญ่
จึงพินอบพิเทาเข้าไป แก้ไขพูดจาพาที
ทำรู้จักชักเรื่องชักราว แต่ก่อนข้าก็ชาวกรุงศรี
เป็นวิเสทบุราณบ้านเมืองดี แต่ครั้งนี้ยากจนพ้นประมาณ
จงได้เมตตาการุญ จะมาขอพึ่งบุญอยู่ในท่าน
ใจสมัครรักทำราชการ แม้นเกียจคร้านชั่วช้าอย่าเอาไว้
การอื่นไม่ขยันขันแข็ง แต่หุงข้าวต้มแกงพอทำได้
จะช่วยทำเครื่องอานให้ท่านใช้ อาศัยพึ่งปากฝากตัวตน

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายวิเสทฟังว่าน่าฉงน
ดูไรจุกไรก้านพานชอบกล จะว่าคนยากจนเห็นผิดนัก
ผิวพรรณรูปทรงส่งศรี น่าจะเป็นผู้ดีมียศศักดิ์
ถ้อยคำพูดจาก็น่ารัก แล้วสมัครมาให้ใช้ดีดี
จึงว่าอย่าทุกข์เลยท่านยาย ถึงล้มตายก็เราจะเผาผี
อุตส่าห์ทำราชการของท่านนี้ คงจะให้ได้ดีมิเป็นไร
แม้นทำเครื่องอานการสันทัด เบี้ยหวัดปีหน้าจะว่าให้
ทั้งกินอยู่พูวายสบายใจ อยู่ไปด้วยกันเถิดท่านยาย

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางจันท์ชื่นชมสมหมาย
อุตส่าห์สู้เหนื่อยยากฝากกาย ให้วิเสททั้งหลายเขาเมตตา
นางต้มแกงแต่งเครื่องเวลาไร ชอบพระทัยลูกรักนักหนา
สมหวังดังจิตที่คิดมา กัลยาจะแกล้งแกงฟัก
จึงหยิบยกมาตั้งนั่งฝาน เอาวางไว้ในจานแล้วเจียนจัก
แกะเป็นรูปขององค์นงลักษณ์ เมื่ออยู่กับผัวรักที่ในวัง

ฯ ๖ คำ ฯ

ช้า

๏ ชิ้นหนึ่งทรงครรภ์กัลยา คลอดลูกออกมาเป็นหอยสังข์
ชิ้นสองต้องขับเที่ยวเซซัง อุ้มลูกไปยังยังพนาลัย
ชิ้นสามเมื่ออยู่ด้วยยายตา ลูกยาออกช่วยขับไก่
ชิ้นสี่กัลยามาแต่ไพร ทุบสังข์ป่นไปกับนอกชาน
ชิ้นห้าบิตุรงค์ทรงศักดิ์ ให้จับตัวลูกรักมาจากบ้าน
ชิ้นหกจองจำทำประจาน ให้ประหารฆ่าฟันไม่บรรลัย
ชิ้นเจ็ดเพชฌฆาตเอาลูกยา ไปถ่วงลงคงคาน้ำไหล
เป็นเจ็ดชิ้นสิ้นเรื่องอรไท ใครใครไม่ทันจะสงกา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ นางจัดแจงแกงต้มดิบดี แล้วตักใส่ในที่ชามฝา
ทั้งปิ้งจี่มี่มันนานา ใส่โต๊ะตั้งตีตราเตรียมไว้

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เหล่านางพนักงานน้อยใหญ่
ถึงเวลามาเชิญเครื่องไป เรียงเรียบเทียบไว้เหมือนอย่างเคย
สาวสาวเหล่านางที่โปรดปราน เข้าเคียงคอยอยู่งานที่เสวย
ทั้งนางรจนาทรามเชย หมอบเฝ้าตามเคยทุกเวลา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์สุริย์วงศ์พงศา
เสวยเครื่องเอมโอชโภชนา อร่อยรสโอชาชอบพระทัย
เอาช้อนทองลองตักแกงฟัก เห็นชิ้นสลักก็สงสัย
พระพินิจดูพลางเอาวางไว้ แล้วตักขึ้นมาใหม่ก็เหมือนกัน
จึงเลือกตักแต่ชิ้นสิ้นชามฝา เพ่งพิจารณาทุกสิ่งสรรพ์
หลากใจหนักหนาน่าอัศจรรย์ พระทรงธรรม์ไม่บอกให้ใครฟัง
จึงเอาน้ำมาล้างแล้ววางราย เห็นเป็นเรื่องนิยายหอยสังข์
พระมารดามาตามแล้วกระมัง คนอื่นทั้งเมืองเราไม่เข้าใจ
ไม่เสวยเลยอิ่มโภชนา จะกลืนกลั้นน้ำตามิใคร่ได้
หยิบเอาชิ้นฟักนั้นถือไว้ สะอื้นไห้ถึงพระชนนี

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ แล้วระงับดับความโศกศัลย์ จึงสั่งนางกำนัลสาวศรี
ใครแกงฟักขึ้นมาเวลานี้ ไปหาตัวมานี่อย่าได้ช้า

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางกำนัลรับสั่งใส่เกศา
ลงจากปราสาทชัยไคลคลา ตรงมายังที่วิเสทใน

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึงบอกพวกวิเสท พระทรงเดชให้หาอย่าช้าได้
ใครที่ช่างแต่งแกงฟักไป ทำให้พระองค์ทรงโศกา
แต่ก่อนไรไม่เป็นเช่นนี้ เห็นทีจะกริ้วหนักหนา
อย่าทำอิดเอื้อนเชือนช้า รีบมาขึ้นไปให้ทันที

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกวิเสทอกสั่นขวัญหนี
ตกใจไม่เป็นสมประดี ครั้งนี้ชีวันจะบรรลัย
ต่างคนขึ้งโกรธโทษกัน เพราะอีนางจันท์หรือมิใช่
พอใจคบหาเอามาไว้ ละให้ทำเครื่องนั้นทุกวัน
ครั้นจะมิบอกออกเล่า พวกเราชีวาจะอาสัญ
ว่าพลางทางเรียกนางจันท์ มาเอาคำมั่นสัญญา
เจ้าช่างตกแต่งแกงฟักดี เดี๋ยวนี้มีรับสั่งให้หา
แม้นเคืองขัดตรัสถามสิ่งใดมา อย่าซัดถึงพวกข้าให้วุ่นวาย

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เทวีโฉมฉาย
ดีใจจะได้พบลูกชาย จึงเสแสร้งแกล้งอุบายพูดจา
ท่านอย่าประหวั่นพรั่นจิต อันชอบผิดจะรับแต่ตัวข้า
ถึงพระโฉมยงลงอาญา ก็นึกว่าเคราะห์กรรมทำอย่างไร
จะสู้ม้วยมอดวอดวาย ไม่ซัดท่านทั้งหลายอย่าสงสัย
สาวศรีจงพาข้าขึ้นไป ตามแต่ภูวไนยจะโปรดปราน

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สาวใช้ฟังว่าเห็นกล้าหาญ
ดูไม่งันงกสะทกสะท้าน ก็ลนลานรีบพากันคลาไคล

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์พระสังข์ทองผ่องใส
เห็นมารดามากับสาวใช้ จำได้ว่าพระชนนี
ลดองค์ลงจากบัลลังก์อาสน์ วิ่งเข้ากอดบาทนางโฉมศรี
มิทันจะพูดจาพาที โศกีเสือกซบสลบไป

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เทวีศรีใส
เห็นพระโอรสยศไกร มาร้องไห้แน่นิ่งไม่ติงกาย
นางส้วมสอดกอดองค์พระลูกรัก นงลักษณ์อกสั่นขวัญหาย
ชลนัยน์ไหลหลั่งพรั่งพราย โฉมฉายนิ่งไปไม่สมประดี

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น นวลนางรจนามารศรี
ตกใจนักหนาเห็นสามี โศกีนิ่งไปไม่ไหวองค์
มิได้รู้เหตุผลต้นปลาย โฉมฉายดังจะม้วยเป็นผุยผง
วิ่งเข้ากอดบาทพระโฉมยง โศกทรงกันแสงสลบไป

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ฝูงสนมกำนัลน้อยใหญ่
ต่างคนตระหนกตกใจ เข้าแก้ไขไม่ฟื้นสมประดี
บรรดาข้าหลวงทั้งแก่สาว ร้องไห้รักเจ้าอยู่อึงมี่
บ้างพากันวิ่งเป็นสิงคลี ไปทูลพระชนนีกับบิดา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเคารพนบนอบ ต่างกระหืดกระหอบนักหนา
แล้วทูลแถลงแจ้งกิจจา พระลูกรักสองราพิราลัย
เมื่อเดิมทีมีนางคนหนึ่ง เข้ามาถึงก็พากันร้องไห้
เดี๋ยวนี้ไม่ไหวติงนิ่งไป ข้าช่วยแก้ไขก็ไม่คลาย

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์อกสั่นขวัญหาย
ร้องเรียกนางมณฑาว่าท่านยาย ลูกตายเสียแล้วมาจะไป
ย่างลงจากอาสน์พลาดล้มผลุง นางมณฑาเข้าพยุงลุกขึ้นได้
ออกจากปรางค์มาศปราสาทชัย วิ่งร้องไห้ตามกันมาทันที

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงปราสาทพระลูกรัก หอบฮักเข้าไปในที่
สำคัญว่าล้มตายวายชีวี ต่างตีอุราโศกาลัย

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นรู้สึกขึ้นมาให้หาหมอ ใครใครไม่รอหน้าได้
ชี้นิ้วกริ้วหมู่กำนัลใน ไม่ทันใจพิโรธโกรธฮึดฮัด
เต้นแร้งเต้นกาด่าทอ เร่งหมอให้แก้อยู่แออัด
บ้างนวดบ้างเข้าเป่ายานัตถุ์ สามกษัตริย์ก็ฟื้นคืนมา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสังข์สุริย์วงศ์พงศา
ลืมเนตรเห็นองค์พระมารดา ทั้งแม่ยายพ่อตามาพร้อมกัน
จึงบังคมก้มกราบสามกษัตริย์ เชิญขึ้นแท่นรัตน์เฉิดฉัน
แล้วทูลแจ้งกิจจาพ่อตาพลัน ลูกโศกศัลย์สิ้นสมปฤดี
ด้วยองค์สมเด็จพระมารดา อุตส่าห์ติดตามหามาถึงนี่
ได้ความยากแค้นแสนทวี มาอยู่ที่วิเสทเป็นหลายวัน

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์แจ้งคำลูกเขยขวัญ
จึงให้นางมณฑาธิดานั้น บังคมไหว้นางจันท์เทวี
แล้วพระพูดจาปราศรัย ขอบใจอุตส่าห์มาถึงนี่
หนทางก็ไกลใช่พอดี ช่างเดินดงพงพีมาอย่างไร

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เทวีบังคมไหว้
จึงเล่าความตามจริงทุกสิ่งไป จนได้มาถึงพระพารา
แล้วผินมาว่ากับลูกแก้ว เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ได้เห็นหน้า
อันซึ่งความผิดของบิดา มืดมัวชั่วช้างมงาย
เดี๋ยวนี้ตามมาง้อขอโทษ ลูกรักหักโกรธเสียให้หาย
เจ้าอย่าปองจิตคิดร้าย พยาบาทมาดหมายแก่บิดา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ฟังชนนีว่า
นบนอบแล้วตอบวาจา พระมารดาอย่าถวิลกินใจ
ซึ่งพระบิตุรงค์ให้ลงโทษ จะผูกจิตคิดโกรธนั้นหาไม่
เป็นเพราะเคราะห์กรรมทำไว้ จึงจำให้พลัดพรากจากพระองค์
ถึงดวงหฤทัยนัยนา ถ้าผ่านฟ้าทั้งสองต้องประสงค์
จะแขวะควักออกให้ดังใจจง ด้วยคุณของพระองค์เป็นพ้นไป
ตรัสพลางทางถามชนนี เดี๋ยวนี้เสด็จมาอยู่ไหน
จงโปรดเกล้าเล่าแถลงให้แจ้งใจ ลูกจะใคร่ได้พบพระบิดา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระชนนีดีใจเป็นนักหนา
ฟังลูกรักตอบชอบวิญญาณ์ ลูบหลังลูบหน้าแล้วว่าไป
บัดนี้สมเด็จพระบิตุรงค์ ปลอมแปลงแต่งองค์เหมือนอย่างไพร่
นุ่งห่มสมเพชสุดใจ มาอาศัยตาเฒ่าเฝ้าประตู
เขาใช้สอยพลอยทำขะมุกขะมอม สานกระบุงสานพ้อมนั่งหง่อมอยู่
อดอยากยากจนเป็นพ้นรู้ อุตส่าห์สู้ตามมาหาลูกรัก
ถ้าแม้นเจ้ามีแก่ใจออกไปรับ เห็นว่านับถือองค์พระทรงศักดิ์
จะดีเนื้อดีใจนักหนานัก เพราะลูกรักไปรับพระบิดา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์บังคมด้วยหรรษา
จึงว่าลูกจะถวายบังคมลา ออกไปรับพระบิดามาวังใน
พระมารดาว่าแม่จะไปด้วย เจ้าแปลกจะได้ช่วยบอกให้
ท้าวสามนต์ว่าพ่อก็จะไป จึงจะได้รู้จักมักจี่กัน
นางมณฑาเทวีว่าดีแล้ว รจนาลูกแก้วมาผายผัน
ทั้งห้าองค์ลงจากปราสาทพลัน สาวสนมกำนัลก็ตามมา

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงทิมริมที่ทวารวัง เห็นสองคนนั่งสานตระกร้า
จึงถามชนนีมิได้ช้า ไหนพระบิดาข้าองค์ไร

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันท์เทวีศรีใส
ชี้บอกลูกรักทันใด ภูวไนยท้าวนั่งอยู่ข้างนั้น
ที่นุ่งผ้าตาโถงถือมีดตอก นางบอกแล้วพากันผายผัน
เข้าไปใกล้องค์พระทรงธรรม์ ก้มเกล้าอภิวันท์ภัสดา
พระสังข์กอดบาทเบื้องซ้าย นางโฉมฉายกอดบาทเบื้องขวา
ทั้งสององค์ทรงโศกโศกา ปิ้มว่าชีวันจะบรรลัย

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลเป็นใหญ่
เห็นเมียรักโอรสยศไกร สะอื้นไห้ไม่เงยพักตรา
ให้นึกสงสารเป็นพ้นนัก ทรงศักดิ์ส้วมกอดโอรสา
มิอาจที่จะกลั้นโศกา ก็ฟูมฟายชลนาจาบัลย์

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นสร่างโศกศัลย์รันทด พระลูบหลังโอรสแล้วรับขวัญ
พ่อนี้ชั่วช้าสารพัน ให้ทำโทษทัณฑ์กับลูกยา
หากเจ้าไม่ตายวายปราณ เพราะบุญญาธิการหนักหนา
อันซึ่งความผิดของบิดา แก้วตาอย่าคุมแค้นเคือง
บัดนี้จะมารับเจ้ากลับไป คงจะให้ระบือฦๅเลื่อง
จะมอบราชธานีบุรีเรือง ให้พ่อผ่านบ้านเมืองสืบไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์บังคมประนมไหว้
จึงว่าพระอย่าแหนงแคลงใจ ลูกมิได้ผูกผิดแก่บิดา
ซึ่งอุตส่าห์มาตามลูกรัก พระคุณของทรงศักดิ์นักหนา
จะขอสนองรองบาทา ไปกว่าจะสิ้นชีวัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์เห็นคลายที่โศกศัลย์
จึงชวนนางมณฑาธิดานั้น บังคมคัลท้าวยศวิมล
แล้วว่าพระองค์เสด็จมา ไม่ควรจะพูดจาริมถนน
ขอเชิญเสด็จจรดล ขึ้นมนเทียรทองของลูกยา
ว่าพลางทางขับฝูงกำนัล อีเหล่านั้นหลีกทางอย่าขวางหน้า
ให้เฒ่าแก่นำเสด็จไคลคลา ตรงมาปรางค์มาศปราสาทชัย

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเชิญสองกษัตริย์ ขึ้นนั่งเหนือแท่นรัตน์ผ่องใส
ตรัสสั่งท้าวนางข้างใน เครื่องทรงใหมใหม่ไปเอามา
เราจะถวายสองพระองค์ จงเลือกสรรผ้าทรงแลภูษา
เข้มขาบนุ่งอย่างดีมีราคา ที่เกาะหมากถวายมาเมื่อปีนี้
แล้วผินพักตรามาตรัส ด้วยสองกษัตริย์เรืองศรี
ขอเชิญเสด็จภูมี เข้าที่สรงน้ำให้สำราญ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลเกษมศานต์
จึงชวนเมียขวัญมิทันนาน มาสรงชลธารฉับพลัน
สองกษัตริย์ขัดสีวารีรด น้ำดอกไม้ใสสดหมดแม่ขัน
ครั้นเสร็จเสด็จจรจรัล นั่งเหนือแท่นสุวรรณบรรจง

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์ชื่นชมสมประสงค์
เห็นกษัตริย์เกี่ยวดองสององค์ เสร็จสรงสนานสำราญกาย
พระสังข์นั่งรินน้ำชา รจนาพัชนีวีถวาย
ปราศรัยไต่ถามตามสบาย ถึงเหตุผลต้นปลายแต่เดิมมา
ซึ่งพระองค์บุกป่าฝ่าหนาม ตั้งใจติดตามโอรสา
มีใครไปแจ้งกิจจา จึงรู้ว่าลูกยาอยู่เมืองนี้
มรคาท่าทางก็ไกลกัน มากี่วันจึงถึงกรุงศรี
อันพวกพหลมนตรี ยับยั้งอยู่ที่แห่งใด

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลแถลงไข
เดิมท้าวมัฆวานชาญชัย ถือตระบองเหล็กใหญ่เท่าลำตาล
เข้าไปถึงบรรจถรณ์ข้านอนอยู่ จะทุบตีหัวหูทำหักหาญ
นี่หากข้าสารภาพกราบกราน มัฆวานจึงแถลงให้แจ้งใจ
ว่าพระสังข์ทองครองเมืองนี้ พระภูมียกราชธิดาให้
ให้ข้ามารับไปกรุงไกร แต่ในเจ็ดวันดังสัญญา
จึงรีบเร่งยกรี้กรีพล สิบห้าวันดั้นด้นเดินป่า
พักพลไว้นอกพารา ปลอมมาแต่ข้ากับท่านยาย
เดี๋ยวนี้ได้ประสบพบพระสังข์ ที่ธุระปะปังก็สมหมาย
หาไม่ท้าวโกสีย์เธอตีตาย มิเชื่อถามท่านยายตะแกดู

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์พลอยว่าน่ากลัวอยู่
นี่หากบุญอุปถัมภ์ค้ำชู พระอินทร์เอ็นดูไม่ตีรัน
แม้นไม่ปะลูกชายสิตายเปล่า ใครเล่าจะช่วยผ่อนผัน
ทีนี้ได้ประสบพบกัน นับวันแต่จะสบายใจ
พระองค์จงอยู่กับลูกยา ให้หายเหนื่อยที่มาในป่าใหญ่
อันพวกพลยังค้างอยู่กลางไพร พระสังข์จงให้ใครไปรับมา
ให้อยู่ที่ริมวังทั้งไพร่นาย เลี้ยงดูพูวายให้หนักหนา
แล้วตรัสสั่งนวลนางรจนา ปรนนิบัติพระบิดาให้จงดี
ว่าพลางทางชวนเมียขวัญ ลาองค์ทรงธรรม์ทั้งสองศรี
พร้อมฝูงกำนัลขันที ไปสู่ที่ปราสาทแก้วแววไว

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระสังข์รัศมีศรีใส
จึงทูลพระบิตุรงค์ทรงชัย ลูกจะให้ไปรับกองทัพมา
ว่าพลางทางถวายอัญชลี พระชนกชนนีนาถา
ลงจากปราสาทชัยไคลคลา ออกหน้าพระโรงคัลทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ นั่งเหนือแท่นสุวรรณบัลลังก์ ตรัสสั่งเสนาผู้ใหญ่
พระบิดาเรามาถึงเวียงชัย พลไกรยังอยู่นอกบุรี
จงจัดแจงนายไพร่ออกไปรับ ให้กองทัพเข้ามาในกรุงศรี
พูดจาปราศรัยกันให้ดี รีบไปบัดนี้อย่าได้ช้า

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อำมาตย์รับสั่งใส่เกศา
บังคมก้มกรานคลานออกมา เรียกหากันอึงคะนึงไป

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ ทั้งไพร่นายหลายคนพร้อมพรัก ล้วนแหลมหลักพูดจาอัชฌาสัย
ต่างขึ้นขี่ม้าคลาไคล ตรงไปยังป่าพนาลี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเห็นพลขันธ์ ประชุมกันอยู่ในไพรสี
จึงเข้าไปไต่ถามทันที พวกนี้หรือที่ตามเสด็จมา
บัดนี้สององค์ทรงธรรม์ พบกันกับพระโอรสา
จึงใช้ให้เราผู้เสนา ออกมาพาพวกเจ้าเข้าไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายทัพนายกองน้อยใหญ่
ต่างคนรู้ข่าวท้าวไท ดีใจเป็นพ้นคณนา
ที่บ่าวไพร่ของใครไม่อยู่ ให้เพื่อนกันตามกู่ตะโกนหา
แล้วเชื้อเชิญเสนีที่ออกมา เข้านั่งร่มพฤกษาพูดจากัน

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พวกเสนาสามนต์คนขยัน
ครั้นเห็นจวนเวลาสายัณห์ จึงเตือนพวกทัพนั้นให้เตรียมกาย
พร้อมทั้งม้ารถคชสาร รี้พลทวยหาญทั้งหลาย
ออกจากพงไพรทั้งไพร่นาย ตามกันผันผายเข้าพารา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงให้หยุดยั้ง อยู่ที่ทิมริมวังข้างหน้า
ตัวนายก็ลงจากม้า เข้ามาเฝ้าองค์พระทรงยศ
แล้วทูลว่าข้าออกไปรับ กองทัพในป่าเข้ามาหมด
พร้อมทั้งไอยราม้ารถ พระทรงยศจงทราบฤทัย

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ยินดีจะมีไหน
จึงตรัสสั่งมหาเสนาใน เราจะให้เลี้ยงดูหมู่โยธี
ท่านจงบัตรหมายไปบอก พวกวิเสทนอกให้ถ้วนถี่
แต่งสำรับกับข้าวคราวนี้ แต่ของที่ดีดีจึงเอามา
ใครเป็นนายเป็นไพร่ก็ให้รู้ เลี้ยงดูเขาตามวาสนา
ทั้งของหวานของคาวเหล้ายา จัดแจงแต่งมาให้ครบครัน

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีรับสั่งขมีขมัน
ถวายบังคมลาออกมาพลัน บัตรหมายบอกกันวุ่นวาย

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พวกวิเสทแจ้งใจที่ในหมาย
ชวนกันหุงต้มแทบล้มตาย ตัวนายจัดใส่ในสำรับ
เป็ดไก่คั่วแกงพะแนงพล่า ทั้งหวานคาวเหล้ายาเสร็จสรรพ
หาบตามกันไปให้กองทัพ ตั้งสำรับเคียงเคียงเรียงราย

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พวกเสนีรี้พลทั้งหลาย
ต่างคนกินเหล้าเมามาย ไม่มีอายพูดโป้งโผงอึง
บ้างลุกขึ้นเต้นรำทันที กูจะซัดชาตรีสักหน่อยหนึ่ง
เพื่อนกันห้ามว่าอย่านะมึง มันจะอึงอื้อไปอ้ายเกลอ
ลางคนประกวดอวดรู้ การกูแล้วใครไม่เสมอ
พูดกันเอะอะคะเออ บ้างอ้าปากรากเรอวุ่นไป

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา เซ่นเหล้า

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลเป็นใหญ่
อยู่ด้วยโอรสยศไกร ประมาณได้หลายทิวาราตรี
ท้าวคิดรำลึกตรึกตรา ถึงคำมั่นสัญญากับโกสีย์
จำจะชวนลูกยาไปธานี นิ่งอยู่อย่างนี้จะมีภัย
คิดพลางทางเรียกพระสังข์ มาลูบหลังลูบหน้าแล้วปราศรัย
พ่อนี้นึกประหวั่นพรั่นใจ ด้วยเกินผัดสหัสนัยน์หลายวันมา
ฉวยท่านกริ้วโกรธทำโทษกรณ์ เห็นชีวิตบิดรจะสังขาร์
ขอเชิญลูกแก้วแววตา ไปด้วยบิดายังธานี
ท่านลงมาเมื่อไรจะได้เห็น อย่าให้เป็นปดโป้กับโกสีย์
ทั้งฝูงหญิงชายชาวบุรี จะยินดีด้วยองค์พระลูกยา

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์บังคมเหนือเกศา
จึงทูลสนองพระบัญชา พระบิดาอย่าประหวั่นพรั่นฤทัย
ซึ่งจะพาข้าน้อยไปเมือง จะให้เคืองบาทาก็หาไม่
ทุกวันนี้ก็หวังตั้งใจ จะใคร่แทนคุณของทรงธรรม์
ทูลพลางทางผินพักตรา ตรัสกับรจนาเมียขวัญ
เจ้าจะคลาไคลไปด้วยกัน หรือแจ่มจันทร์จะอยู่บุรี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางรจนามารศรี
นบนอบตอบคำพระสามี เมียนี้มิได้ไกลองค์
แม้นเสด็จไปไหนจะไปด้วย กว่าชีวิตจะม้วยผุยผง
สุจริตคิดไว้ในใจจง ตกไหนน้องคงจะตามไป

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ยิ้มย่องสนองไข
ไม่เสียทีที่รักทรามวัย จะหาเมียที่ไหนได้อย่างนี้
มาเราจะไปทูลลา พระบิตุเรศมารดาทั้งสองศรี
ธุระพระบิดรร้อนเต็มที พรุ่งนี้จะยกยาตรา
ว่าพลางทางถวายบังคมคัล สองพระทรงธรรม์นาถา
ชวนเมียรักร่วมใจไคลคลา สาวสรรค์กัลยาก็ตามไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงถวายอัญชลี พระชนกชนนีเป็นใหญ่
แล้วทูลว่าบิตุรงค์ทรงชัย จะรับข้าคืนไปยังพารา
ด้วยท้าวมีความผิดติดตัว เกรงกลัวพระอินทร์นักหนา
พรุ่งนี้ลูกกับนางรจนา ขอถวายบังคมลาไปด้วยกัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์ฟังคำลูกเขยขวัญ
เป็นธุระแม่พ่อข้อสำคัญ สุดที่จะผ่อนผันฉันใด
จึงว่าพ่อหมายมั่นทุกวันนี้ จะฝากผีลูกรักเมื่อตักษัย
ครั้งนี้เจ้าจะพรากจากไป เป็นจนใจไม่รู้จะทัดทาน
จงเกณฑ์พวกพลไกรให้หลายพัน ไปป้องกันเภทภัยในไพรสาณฑ์
แม้นสิ้นทุกข์ลูกน้อยค่อยสำราญ นานนานแล้วมาหาบิดร
อนึ่งพ่อขอฝากรจนา ผิดชอบเมตตาช่วยสั่งสอน
จงคิดหวังดังน้องร่วมอุทร เหมือนเห็นแก่บิดรมารดา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์บังคมเหนือเกศา
คำนับรับพรพ่อตา พระอย่ากินแหนงแคลงใจ
อันรจนานงลักษณ์ ลูกรักไม่มีที่เปรียบได้
ด้วยเป็นเพื่อนลำบากยากไร้ ถึงผิดพลั้งอย่างไรก็ตามที

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณฑาโฉมศรี
ลดองค์ลงกอดพระบุตรี โศกีครวญคร่ำรำพัน

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้ว่าลูกรักของแม่เอ๋ย ทรามเชยเจ้าจะไปด้วยผัวขวัญ
เมื่อไรจะได้มาเห็นหน้ากัน นับวันจะลับไปนับปี
เจ้าสายใจไกลตาของแม่แล้ว จงฝากตัวผัวแก้วนะโฉมศรี
ทั้งพระชนกชนนี อย่าให้มีเคืองขัดอัชฌา
แม้นผัวพิโรธอย่าโกรธตอบ จงเคารพนบนอบดีกว่า
ปกป้องครองตัวของลูกยา ไกลตาแม่แล้วแก้วกลอยใจ
ว่าพลางโลมลูบจูบพักตร์ ส้วมกอดลูกรักแล้วร้องไห้
ต่างองค์โศกาอาลัย ครวญคร่ำร่ำไรไปมา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นวลนางรจนาเสนหา
ก้มเกล้ากราบกรานมารดา พิไรร่ำลาด้วยอาลัย

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้เจ้าพระคุณทูลกระหม่อม เคยถนอมเลี้ยงลูกมาจนใหญ่
ครั้งนี้จะพรากจากไป ยังมิได้แทนคุณชนนี
เมื่อครั้งลูกออกไปอยู่ปลายนา พระมารดาก็ต้องหมองศรี
ได้กลับมาอยู่วังครั้งนี้ ไม่ถึงปีจะต้องไปไกลพารา
ลูกมีกรรมทำทุกข์ให้พระแม่ ถึงสองครั้งตั้งแต่โหยหา
จงยกโทษโปรดเกล้าลูกยา อย่าให้เป็นเวราข้างหน้าไป
ร่ำพลางนางกราบลงกับบาท มิอาจที่จะกลั้นน้ำตาได้
ชลเนตรฟูมฟองนองนัยน์ สะอึกสะอื้นไห้ไปมา

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระสังข์สุริย์วงศ์พงศา
ครั้นบ่ายชายแสงสุริยา จึงก้มกราบพ่อตาลาแม่ยาย
แล้วตรัสชวนนวลนางเมียขวัญ สาวสนมกำนัลทั้งหลาย
ลงจากปราสาทแก้วแพรวพราย ผันผายออกท้องพระโรงชัย

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงนั่งเหนืออาสน์ แล้วตรัสสั่งอำมาตย์ผู้ใหญ่
เวลารุ่งพรุ่งนี้เราจะไป ยังกรุงไกรบิตุรงค์ทรงธรรม์
จงตระเตรียมม้ารถคชสาร ทวยหาญเลือกล้วนที่ล่ำสัน
ทั้งสองทัพสมทบประจบกัน ให้พร้อมในไก่ขันวันนี้
ปืนผาอาวุธในโรงแสง จัดแจงเอาไปให้ถ้วนถี่
สั่งเสร็จเสด็จจรลี เข้าสู่ที่ปราสาทแก้วแววไว

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น เสนาข้าเฝ้าน้อยใหญ่
มาผูกช้างเตรียมพลสกลไกร พร้อมไว้คอยเสด็จดังบัญชา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวสามนต์เศร้าสร้อยละห้อยหา
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงสุริยา คิดถึงลูกสองราจะจากไป
เตือนนางมณฑาว่ายายเอ๋ย ไม่ไปส่งลูกเขยเฉยเสียได้
แล้วชวนกัลยาคลาไคล ตรงไปปราสาทพระลูกยา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเข้าไปในห้อง เห็นสองกษัตริย์นาถา
บังคมคัลกันตามลำดับมา พูดจาปราศรัยเป็นไมตรี
พระองค์จะเสด็จกลับไป ข้าจะเปลี่ยวเปล่าใจอยู่กรุงศรี
ทั้งคิดถึงโอรสบุตรี เคยอยู่ที่นี่ได้อุ่นวัง
ถ้าพบปะพระอินทร์สิ้นทุกข์แล้ว ให้ลูกแก้วสองรากลับมามั่ง
มาดแม้นมีธุระปะปัง จะได้พึ่งพระสังข์สืบไป
ไม่คิดว่าลูกเขยเลยแล้ว รักเหมือนลูกแก้วเกิดในไส้
อันนวลนางรจนายาใจ ขอฝากไว้ใต้เบื้องบาทา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลนาถา
ได้ฟังคำร่ำฝากธิดา จึงตอบว่าภูธรอย่าร้อนใจ
จะรักนางอย่างราชบุตรี อันจะมีฉันทานั้นหาไม่
ถึงทั้งสองลูกยาข้าพาไป คงจะให้กลับมาอย่าอาวรณ์
สายนักก็แดดจะแผดกล้า ข้าขอลาภูวไนยไปก่อน
ทั้งสององค์จงครองพระนคร ให้ผาสุกทุกข์ร้อนอย่าแผ้วพาน
ว่าพลางชวนนางจันท์มา กับลูกยาสององค์สรงสนาน
ต่างสอดเครื่องทรงอลงการ ชัชวาลล้วนแก้วแวววาวตา
ครั้นเสร็จก็ชวนพระสังข์ ออกไปยังเกยช้างข้างหน้า
ท่านท้าวสามนต์นางมณฑา ตามส่งออกมาถึงเกยชัย

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ท้าวยศวิมลกับพระสังข์ ต่างทรงช้างที่นั่งสูงใหญ่
นางจันท์รจนาทรามวัย ต่างขึ้นพิชัยรถทอง
สาวสรรค์กำนัลในซ้ายขวา ขี่ช้างหลังคาเป็นแถวถ้อง
เสียงแซ่แตรสังข์ฆ้องกลอง ให้เดินกองทัพหน้าคลาไคล

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

จบพระราชนิพนธ์เรื่องสังข์ทอง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ