คำนำ

หม่อมราชวงศ์สลับ ลดาวัลย์ รับฉันทะเจ้าภาพในงานศพมหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ ศรีธวัช มาแจ้งความยังหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรว่า ในงานพระราชทานเพลิงศพ มหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ ศรีธวัช นี้ เจ้าภาพมีความประสงค์จะใคร่พิมพ์หนังสือแจกแก่ผู้ที่ไปในงานสักเรื่องหนึ่ง ขอให้หอสมุดแห่งชาติช่วยเลือกหาหนังสือให้ หอสมุดแห่งชาติเห็นว่าหนังสือซึ่งจะพิมพ์แจกให้เหมาะแก่งานนี้ ควรเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองในสมัยหนึ่ง เพราะหม่อมเจ้าธำรงศิริได้เข้ารับราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยมาแต่ปลายรัชชกาลที่ ๕ จนถึงรัชชกาลที่ ๗ นับว่าได้ทรงทำราชการในทางปกครองมาตลอดเวลาเกือบ ๓๐ ปี ถ้าจัดให้พิมพ์จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชเจ้า เป็นเหมาะกว่าเรื่องอื่น ๆ เพราะจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันนี้ก็เป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ถึงพระราชกิจที่ได้ทรงกระทำประจำวัน เกี่ยวข้องในการปกครองบ้านเมืองเป็นพื้น โดยฉะเพาะ การมหาดไทยได้ทรงกระทำเองโดยมาก ดังข้อความตอนหนึ่งในหน้า ๑๐๕ ของหลังสือเล่มนี้ ทรงเล่าถึงเรื่องร่างตอบอนุญาตตั้งไวซ์กงซุลเมืองเชียงใหม่ว่า “รับสั่งถามว่าจะให้ใครร่าง (เจ้าพระยาสุรวงศ์) ทูลว่าสมเด็จกรมพระ เพราะพนักงานของท่าน รับสั่ง ถ้าสมเด็จกรมพระ ฉันก็ต้องร่างเอง เพราะมหาดไทยและกรมเมืองเหมือนอยู่ในพระองค์” ดังนี้เป็นต้น อีกประการหนึ่งหม่อมเจ้าธำรงศิริ ก็เป็นเชื้อสายราชตระกูล ทั้งนามว่า “ธำรงศิริ” ก็เป็นนามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้ เหตุนี้หอสมุดแห่งชาติจึงเห็นว่าการพิมพ์หนังสือเรื่องนี้แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ มหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ ศรีธวัช ย่อมเป็นการสมควรด้วยประการทั้งปวง จึงแจ้งให้เจ้าภาพทราบ เจ้าภาพก็มีความยินดีรับพิมพ์

ส่วนตำนานของหนังสือนี้มีว่า เดิมอยู่ในหอพระสมุดหลวง ต้นฉะบับเป็นอักษรพิมพ์ดีดมี ๑๐ เล่ม กำหนดเล่มละ ๑ ปี คือตั้งแต่ปีฉลู จุลศักราช ๑๒๓๙ (พ.ศ. ๒๔๒๐) ถึงปีกุญ จุลศักราช ๑๒๔๙ (พ.ศ. ๒๔๓๐) ขาดปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๔๑ ไป ๑ ปี ปรากฏในบาญแผนกบางเล่มของหนังสือนั้นว่า กรมหลวงปราจิณกิติบดีตรัสสั่งให้คัดขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหอพระสมุดหลวงมาเป็นสมบัติของหอพระสมุดสำหรับพระนคร ซึ่งได้เปลี่ยนมาเป็นหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรในบัดนี้ เห็นได้ว่าหนังสือเรื่องนี้ต้องเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างแน่นอนที่ว่า “ต้องเป็นพระราชนิพนธ์” ก็เพราะปรากฏในภาคต้น ๆ ที่หอสมุด ฯ ได้จัดให้พิมพ์มาแล้วนั้น ได้ทรงไว้เป็นคำสามัญไม่มีราชาศัพท์เลย จนถึงหน้า ๑๙ ในภาคที่ ๕ ต่อแต่นั้นไป เข้าใจว่ารับสั่งให้ผู้อื่นจดจึงใช้ราชาศัพท์ เช่น “เสด็จพระราชดำเนิน” “ทรงพระราชนิพนธ์” เหล่านี้ เป็นต้น แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีสำนวนพอเป็นเครื่องสังเกตได้ว่าเป็นพระราชนิพนธ์ คือตรัสสั่งให้อาลักษณ์หรือผู้หนึ่งผู้ใดจด เช่นตรัสเล่าว่า “บ่ายไปศาลเจ้าและข้ามไปดูงานวัดนิเวศน์ ย่ำค่ำกลับ” ผู้จดก็เติมราชาศัพท์ลงไปว่า “บ่ายเสด็จไปศาลเจ้าและข้ามไปทอดพระเนตร์งานวัดนิเวศน์ ย่ำค่ำเสด็จกลับ” (หน้า ๑๔ ภาคนี้) แต่ที่ยังสังเกตได้อยู่ว่าเป็นพระราชนิพนธ์นั้น ก็เพราะมีคำบางคำหรือโดยมากที่ผู้รับรับสั่งให้จดลืมเปลี่ยนหรือเติมราชาศัพท์ลงไปให้สมบูรณ์ เช่น “องค์มนุษย์ถวายเรื่องพระพุทธรัตน์” คำว่า “องค์มนุษย์” คือ “พระองค์เจ้ามนุษยนาคมาณพ” ซึ่งเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และเช่นคำว่า “ถ้าสมเด็จกรมพระ ฉันก็ต้องร่างเอง เพราะมหาดไทยและกรมเมืองเหมือนอยู่ในพระองค์” คำว่า “ฉัน” เป็นคำแทนชื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ตรัสเรียกพระองค์เอง และผู้รับรับสั่งให้จดลืมเปลี่ยน แต่คำว่า “พระองค์” เป็นคำที่ผู้รับรับสั่งได้เปลี่ยนแล้ว ซึ่งความจริงถ้าทรงจดลงเอง ก็คงจะเป็นว่า “ถ้าสมเด็จกรมพระ ฉันก็ต้องร่างเอง เพราะมหาดไทยและกรมเมืองเหมือนอยู่ในฉัน” หรือถ้าผู้รับรับสั่งจะไม่ลืมเปลี่ยน ก็คงจะเป็นว่า “ถ้าสมเด็จกรมพระ พระองค์ก็ต้องทรงร่างเอง เพราะมหาดไทยและกรมเมืองเหมือนอยู่ในพระองค์” ดังนี้เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าในตอนหลัง ๆ มาตรัสสั่งให้ผู้อื่นจด แต่ยังคงถือเป็นพระราชนิพนธ์อยู่

หนังสือนี้ถ้าได้อ่านแต่ฉะเพาะวันหนึ่งๆ จะเห็นได้ว่าไม่ค่อยได้เรื่องราวอะไรนัก เพราะพูดถึงเรื่องโน้นนิดเรื่องนี้หน่อย ข้อความไม่ติดต่อกัน แต่ถ้าอ่านไปหลาย ๆ วัน จะเห็นว่าล้วนมีข้อความติดต่อเกี่ยวโยงถึงกันตลอด ย่อมอำนวยประโยชน์ให้แก่นักอ่านหลายจำพวก โดยฉะเพาะผู้ที่จะได้รับประโยชน์อันยิ่งใหญ่จากหนังสือนี้มี ๒ จำพวก คือ จำพวกที่ ๑ นักประวัติศาสตร์จะมองเห็นคุณค่าของหนังสือนี้อย่างแท้จริง เมื่อเขียนพงศาวดารประเทศสยามยุคนี้ เพราะพระราชกิจรายวันวันละเล็กละน้อยนี้ เป็นต้นเหตุให้รู้ถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่นการออกพระราชบัญญัติ กฎหมาย หรือราชการแผ่นดินต่างๆ อันปรากฏอยู่ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นนั้น ยิ่งกว่านั้น ในปีใดถ้าไม่มีการออกหนังสือราชกิจจานุเบกษา เช่นในปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๔๒ และปีมะเมีย จุลศักราช ๑๒๔๔ ก็ไม่อาจทราบได้ว่าใน ๒ ปีนั้นได้มีราชการงานเมืองอะไรบ้าง ถึงแม้อาจค้นได้ในหนังสืออื่นเช่นหนังสือราชการตามกระทรวงต่างๆ เป็นต้น ก็ต้องค้นหาได้ด้วยความลำบากยิ่ง ทั้งอาจไม่ได้เรื่องราวตลอดและเป็นหลักฐานพอ ก็อาจค้นหาได้ในหนังสือนี้ จำพวกที่ ๒ นักศึกษาทางการเมือง เมื่อได้อ่านหนังสือนี้แล้ว จะมองเห็นทางรัฐประสาสโนบาย ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับต่างประเทศและที่เป็นการภายใน ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงนำสยามประเทศหลีกลัดเกาะแก่งและมรสุมแห่งการเมืองมาด้วยความยากลำบากเพียงไร สมควรเป็นทิฏฐานุคติของนักการเมืองในชั้นหลังได้เป็นอย่างดี จึงหวังใจว่าหนังสือนี้จะเป็นที่พอใจของผู้ที่ได้รับไปอ่านเป็นอันมาก

อนึ่งในการพิมพ์หนังสือนี้ เจ้าภาพในงานศพได้ส่งประวัติซึ่งหม่อมเจ้าธำรงศิริได้นิพนธ์ไว้เองแต่ครั้งยังมีชีวิตอยู่ มาขอให้พิมพ์ไว้เป็นที่ระลึกด้วย จึงได้ให้พิมพ์ไว้ต่อท้ายคำนำนี้

ขอกุศลบุญราศีทักษิณานุปทานซึ่งเจ้าภาพในงานศพมหาอำมาตย์โท หม่อมเจ้าธำรงศิริ ศรีธวัช ได้บำเพ็ญเป็นปัตติทานมัยนี้ จงอำนวยวิบากสมบัติอันดีงามให้พลันลุแด่ท่านผู้สิ้นชีพิตักษัยตามสมควรแก่คติอุปปัตินั้นๆ เทอญ

หอสมุดแห่งชาติ

กรมศิลปากร วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ