นิราศหนองคาย หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์)

๏ ท่านเจ้าพระยามหินทรเคาซิลลอ[๑] ออกหน้าหอขนพองสยองหัว
ในจิตคิดหนาวสั่นพรั่นพรึงกลัว ด้วยว่าตัวจะต้องแน่เป็นแม่ทัพ
ให้คิดห่วงหวงนางสาวชาวละคร นั่งสะท้อนถอนใจจนลมจับ
เหื่อแตกเต็มประดาเอาผ้าซับ เคี้ยวหมากหยับหยับแสนเสียดาย
โอ้ว่าไข่ขวัญของพี่เอ๋ย กระไรเลย (ห่วงอยู่ไม่) รู้หาย[๒]
ตัวพี่จะต้องไปหนองคาย ด้วยเรื่องรายฮ่อหาญมาราญรอน
เลยบัญชาให้ข้าพเจ้านี้ ผู้เป็นที่เสมียนเขียนอักษร
จดหมายเหตุจำทำเป็นคำกลอน จะถาวรอยู่ในคุกสนุกนิ์นาน
ประชาชนจะได้ยลระยะทาง เป็นตัวอย่างทำเนียมคุกทุกสถาน
เหล่าฝูงคนที่อยู่ได้รู้การ ผู้ใดอ่านเห็นความขลาดได้บาดใจ
ฉันคำนับรับบัญชาจดจาฤก คิดตรองตรึกตามบัณฑิตลิขิตไข
ปัญญาน้อยหนุ่มคะนองไม่ว่องไว พอทนได้ห้าสิบทีมีลายงาม ฯ[๓]
๏ จะเริ่มเรื่องเมืองหนองคายจดหมายเหตุ ในแดนเขตเขื่อนคุ้งกรุงสยาม
บังเกิดพวกอ้ายฮ่อมาก่อความ ทำสงครามกับลาวพวกชาวเวียง
ซึ่งเจ้าเมืองเขตขัณฑ์ตะวันออก ก็แต่งบอกเขียนหนังสือลงชื่อเสียง
ในเขตแดนหนองคายเมืองรายเรียง เมืองใกล้เคียงบอกบั่นกระชั้นมา
ว่าล้วนพวกอ้ายฮ่อทรลักษณ์ ประมาณสักสามพันล้วนกลั่นกล้า
เที่ยวรบปล้นขนทรัพย์จับประชา ลาวระอาหมีได้อาจขยาดกลัว
พวกชาวเวียงแสนขลาดอนาถนึก รู้ข่าวศึกขนพองสยองหัว
ยังหมีทันจะได้พะปะพบตัว เสียงร้องกลัวออกระอาทั่วหน้าไป
แต่เจ้าคุณของฉันท่านดีจริง ท่านขลาดยิ่งกว่าพวกเขาเป็นไหนไหน
เขาขลาดคิดมาดหมายพึ่งไทย คงช่วยให้ทุกข์นิราศจึงขลาดดี
นี่เจ้าคุณท่านไม่เห็นเป็นเช่นนั้น ท่านตัวสั่นเสียยิ่งกว่ากลัวผี
แม้นอ้ายฮ่อยกมาจะราวี ถึงกรุงศรีคงวิ่งออกไปนอกกรุง
ถ้าจะอยู่ก็เพราะห่วงนางสาวสาว กับทั้งคราวผลประโยชน์ที่เคยนุ่ง[๔]
ทั้งฟูกเบาะเมาะหมอนที่นอนมุ้ง กับทั้งถุงเงินทองจะต้องไกล
จึงจำเป็นคุยป๋ออวดก้อเก่ง อวดนักเลงเคอะเคอะเซอะเล่นได้
ถึงอ้ายฮ่อจะมากสักเท่าใด คร้ามในใจแต่ว่าปากไม่อยากกลัว ฯ
๏ สมเด็จพระปรมินทร์บดินทร์เดช ซึ่งปกเกศร่มเกล้าเจ้าอยู่หัว
สดับเรื่องเมืองบนกระมลมัว ศึกพันพัวราษฎร์ประเทศในเขตคัน
ด้วยไพร่บ้านพลเมืองจะเคืองขุ่น ทรงการุญราษฎรคิดผ่อนผัน
เชิญสมเด็จเจ้าพระยาปรึกษาพลัน พร้อมด้วยพันธุพงศ์พระวงศ์วาน
เห็นแต่เจ้าพระยามหินทรเคาซิลลอ ปากคุยป๋อยิ่งยวดอวดฮึกหาญ
พอจะเป็นแม่ทัพรับราชการ ที่รำคาญขุ่นข้องเมืองหนองคาย
แม้นเสร็จทัพกลับบุรีมีความชอบ จะทรงตอบยศศักดิ์ให้เหลือหลาย
แม้นคิดขลาดหวาดกลัวตัวจะตาย ให้นึกว่าเป็นชายต้องจำเป็น
เสียแรงได้เกิดมาเป็นชาวสยาม มีสงครามต้องมารับดับยุคเข็ญ
ระงับทุกข์ราษฎรให้ผ่อนเย็น จะเป็นเกียรติยศอยู่ไม่รู้วาย ฯ
๏ แล้วจัดพระยาพระหลวงทั้งปวงอีก ให้เป็นปีกซ้ายขวาทัพหน้าหลาย
สั่งเกณฑ์เลขสมฉกรรจ์พันทนาย ทั้งเลขจ่ายตามกรมระดมกัน
เกณฑ์เลขทาสทั้งที่มีค่าตัว สัสดีนับหัวจนตัวสั่น
คราวนี้คงเป็นการเงินงานครัน ผ้าที่พันแก้ทิ้งวิ่งเปลือยกาย
เห็นจะได้ท่าใดไม่ละลด เล่นจนหมดคล้ายคล้ายริบเกือบฉิบหาย
ที่นอกเกณฑ์ถูกขู่รู่แทบตาย ไม่รู้เท่าตัวนายหลอกเป็นควัน
เล่นกันจนผ้าผ่อนออกล่อนตัว ดูนุงนัวนายหมวดเร่งกวดขัน
ผู้ที่เป็นมูลนายวุ่นวายครัน บ้างใช้ปัญญาหลอกบอกอุบาย
ว่าตัวทาสหลบลี้หนีไม่อยู่ ข้างเจ้าหมู่เกาะตัวจำทำใจหาย
ที่ตัวทาสหนีจริงวิ่งตะกาย ทำวุ่นวายยับเยินเสียเงินทอง
เกณฑ์ขุนหมื่นขึ้นใหม่ในเบี้ยหวัด ขุนหมื่นตัดเกณฑ์ตามสามเอาสอง
ท่านนายเวรเกณฑ์กวดเต็มหมวดกอง เอาข้าวของเงินตราปัญญาดี
เหล่าพวกขุนหมื่นไพร่ต้องไปทัพ ที่มีทรัพย์พอจะจ่ายไม่หน่ายหนี
สู้จ้างคนแทนตัวกลัวไพรี ที่เงินมีเขาไม่อยากจะจากจร
ที่ไม่มีสินทรัพย์จะนับใช้ ต้องจำใจพลัดพรากจากสมร
บางคนเป็นผู้ดีมีเงินนอน สุดผันผ่อนจ้างใครไม่ให้แทน
บ้างสามิภักดิ์รักเจ้าเข้าอาสา เห็นนายขลาดสิ้นท่าตาขาวแสน
เป็นเที่ยงแท้แน่จิตไม่คิดแคลน ถือนายแม้นเหมือนบิดาครูอาจารย์ ฯ
๏ ฉันผู้แต่งหนังสือชื่อนายทิม ถูกเฆี่ยนริมหลังขาดด้วยอาจหาญ
เพราะในจิตคิดฟุ้งมุ่งเอาการ หมายจะนุ่งรับประทานให้พอแรง
ประจบนายหมายจะให้ท่านเมตตา ด้วยมีท่าขู่มนุษย์ได้สุดแขง
ถึงเรานุ่งสักเท่าไรใครฟ้องแย้ง ท่านเถียงแข่งรับเอาเป็นเจ้าการ[๕]
คงสมคิดแล้วหนาข้านายทิม บ้านอยู่ริมราชบูรณะพระวิหาร
อยู่เรือนแถวแนวแพกระแสธาร เหนือถัดบ้านพระภาษีมีสำคัญ
รู้ว่านายเป็นแม่ทัพรับอาสา ปรารถนานุ่งตามนายจึงผายผัน
ด้วยพระเดชพระคุณการุญครัน ถึงคบลูกสาวท่านก็ชอบใจ ฯ
๏ เจ้าคุณท่านอาสามหากระษัตริย์ มีมนัสเสียวสั่นยิ่งหวั่นไหว
เราเป็นข้าต้องอาสาเจ้านายไป ถึงจะขลาดสักเท่าไรต้องจำจร
จำใจร้างห่างมิตรขนิษฐ์นาฏ หวนสวาดิด้วยจะร้างห่างสมร
แสนถวิลจินดาด้วยอาวรณ์ สะท้อนถอนฤๅทัยอาลัยครวญ
กางกรประคองกอดแม่ยอดรัก พิศพักตร์สาวน้อยละห้อยหวน
นึกก็น่าใจหายเสียดายนวล เออไม่ควรหลังจะลายเมื่อปลายมือ
เพราะความโลภเจตนาหาความชอบ คิดประกอบเลี้ยงชีพไม่สัตย์ซื่อ
คงจะไปสู่อบายเมื่อปลายมือ ทั้งจะรื้อเริดร้างไปห่างเรือน
แสนสงสารแต่พธูจะอยู่เดียว นึกเฉลียวอาลัยใครจะเหมือน
พึ่งอยู่กินด้วยพี่สักสี่เดือน จะจากเพื่อนพิศวาสแทบขาดใจ
ถ้ากลับเมืองพอแต่งนิราศจบ เห็นถูกตบถูกเฆี่ยนเจียนตักษัย
เป็นวงเวรเกณฑ์กรรมต้องจำไกล จะเข้าไปติดคุกต้องทุกข์ทน
แสนอาลัยใจฝ่อกลัวฮ่อหนัก อกทึกทักหัวพองสยองขน
เจียนหัวใจจะครากไปจากตน พิไรร่ำพร่ำบ่นด้วยอาลัย ฯ
๏ ครั้นเห็นน้องนองเนตรสังเวชจิต นึกหวนคิดว่าจะเบือนเชือนไถล
จะบอกป่วยเสียให้มากไม่อยากไป กลัวจะไม่เป็นธรรม์กตัญญู
นายมีกิจควรฤๅคิดเอาตัวรอด คนจะย้อนข้อนขอดได้อดสู
ต้องจำใจจำร้างห่างพธู จงเชิญอยู่ให้เป็นสุขสนุกนิ์ดี
อย่าร้องไห้จะเป็นลางจงสร่างโศก อย่าวิโยคนักน้องจะหมองศรี
แม้นตั้งใจไว้ท่าไม่ราคี นั่นแลมีความชอบฉันขอบใจ ฯ
๏ ถึงวันพุธเดือนสิบแรมแปดค่ำ เป็นวันอำมฤตโชคโฉลกใหญ่
ณ ปีกุนสัปตศกจะยกไป จำครรไลโลมลาสุดาดวง
น้ำตาไหลพรากพรากออกจากห้อง เหลียวดูน้องใจหายไม่วายห่วง
ค่อยแขงขืนฝืนอารมณ์ที่ตรมทรวง แล้วเลยล่วงอำลาแม่อาพลัน
ท่านก็ร่ำอวยไชยให้เป็นสุข อย่ามีทุกข์อันตรายทางผายผัน
สวัสดีมีไชยพ้นไภยัน เมื่อกลับนั้นจงเป็นสุขเข้าคุกนอน ฯ
๏ ลงจากเรือนเบือนดูแม่คู่ชื่น ถอนสะอื้นโหยไห้ฤๅทัยถอน
สละรักหักใจอาลัยวรณ์ ฝืนใจจรรีบเดินเมินไม่มอง
มาครู่หนึ่งถึงสถานบ้านเจ้าคุณ กำลังวุ่นผู้คนเขาขนของ
ฉันผินพักตร์เข้าฝาน้ำตานอง ใจสยองยิ่งสลดระทดระทม
แสนคะนึงถึงมิตรจิตระทวย กลัวฮ่อด้วยความรักมาหมักหมม
ค่อยแข็งขืนฝืนกลัวรักหักอารมณ์ ครั้นวายตรมแล้วมานั่งคอยฟังการ ฯ
๏ คนพร้อมพรั่งนั่งรอหน้าหอใหญ่ ทั้งพวกไพร่เหล่าพหลพลทหาร
บ้างขนเสบียงลงเรือเกลือน้ำตาล ทั้งข้าวสารข้าวตากแลหมากพลู
ของเจ้าคุณขนเนื่องทั้งเครื่องใช้ คนขนไม่หยุดหย่อนร้องอ่อนหู
เกินจะพรรณนาเหลือตาดู ทั้งเนื้อหมูแฮมส้มขนมปัง
สารพัดของหวานน้ำตาลกวน ทั้งโซ่ตรวนผนึกใส่ลงในถัง
ทั้งขื่อคับหวายตะค้าดาประดัง จะไปตั้งเร่งเงินค่าราชการ
พวกชาวลาวตาขาวพอเห็นโซ่ คงเอาเงินใส่โอมาให้ท่าน
พอเป็นของกันกระหายได้รับประทาน พอเจือจานเป็นเสบียงได้เลี้ยงกัน ฯ
๏ เครื่องอาวุธสารพัดท่านจัดซื้อ ล้วนเครื่องมือรบทัพดูขับขัน
ซื้อเสื้อหมวกแจกจ่ายเป็นหลายพัน ล้วนแพรพรรณสักหลาดสะอาดตา
ลงทุนซื้อของมีบาญชีเสร็จ สักร้อยเจ็ดสิบชั่งก็ยังกว่า
ที่นุ่งได้ไว้สักพันเท่านั้นมา ออกครั้งนี้น้อยกว่าสิบส่วนปลาย
ทั้งใบชาผ้าขาวแลผ้าไตร ท่านจัดไว้บังสุกุลออกเหลือหลาย
ให้นึกนึกกพรั่นชีวันวาย เพราะมุ่งหมายไม่ประมาททั้งขลาดปน
แล้วนึกห่วงสาวน้อยละห้อยหา แม้นท่านดับชีวาแล้วคงป่น
หนุ่มจะแย่งยิ่งกว่าแร้งแย่งเนื้อคน ดูขัดสนแสนทุเรศเวทนา
ทั้งลงทุนเครื่องมือไปไม่ใช่น้อย ทั้งผ้าลายดอกลอยสักร้อยกว่า
เครื่องทำไม้เครื่องมือซื้อเอามา ทั้งมีดพร้าจอบเสียมก็เตรียมการ
แลท่านทำแหวนเพชรสิบเอ็ดวง หวังใจจงแจกจ่ายนายทหาร
ที่ไม่คิดย่อหย่อนเข้ารอนราญ ใครทำการศึกสำเร็จบำเหน็จมือ
แต่อย่างไรก็ไม่ได้รบเป็นแน่ เพราะท้อแท้ไม่อยากไปหมีใช่หฤๅ
แต่ทำแหวนเพชรไปให้เขาฦๅ พอเสร็จทัพกลับใส่มือนางละคร
ไม่ต้องเสียแหวนเพชรสักเม็ดเดียว ทำกราวเกรียวพอให้ชื่อฦๅกระฉ่อน
แต่ขี้ขลาดท่านยังอาจมาทำกลอน หวังจะอวดราษฎรให้เลื่องฦๅ
ทั้งเสื้อผ้าสารพัดท่านจัดครบ ถ้าใครรบจริงจริงไม่วิ่งตื๋อ
เข้าตีข้าศึกแยกให้แตกฮือ จดเอาชื่อแล้วจะได้ให้รางวัล ฯ
๏ อันคนเราเหล่าทหารพาลจะโง่ เห็นอวดโอ่คงว่าจริงทุกสิ่งสรรพ์
เป็นแต่สักสักว่าทำบ่นรำพัน ก็ดีกันอยู่ที่หลอกบอกอุบาย
ถึงหากไปคงไม่ได้เข้ารบรับ ต้องขนกลับคืนมาท่าฉิบหาย
สู้ไว้นุ่งเล่นที่บ้านสำราญกาย แจกทนายหน้าหอล่อใจมัน ฯ
๏ ครั้นบ่ายสามโมงถ้วนจะจวนฤกษ์ เอิกเกริกไพร่นายเตรียมผายผัน
พอสมเด็จเจ้าพระยาท่านมาพลัน[๖] เจ้าคุณนั้นออกมารับคำนับกาย
พร้อมสมณพราหมณาโหราศาสตร์ นั่งเกลื่อนกลาดเคียงขนานประมาณหลาย
พนักงานตั้งเตียงไว้เรียงราย ที่อาบสายชลธาเบญจางาม
เจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อมสมเด็จ แล้วก็เสร็จสู่เบญจาหน้าสนาม
สรงพุทธมนต์ชลอาบปราบสงคราม ขึ้นเหยียบไม้ข่มนามของท่านเอง
แขงใจย่ำตำตีนอยู่แปลบแปลบ ให้เสียวแสบลุกขึ้นโลดกระโดดเหยง
เอ๊ะเป็นลางวิปริตจิตกริ่งเกรง เห็นผิดเพรงพรั่นหมู่ศัตรูพาล
พระสงฆ์องค์สมมุติวงศ์พุทโธ ชยันโตสำเนียงเสียงประสาน
ฟังเป็นสวดมหาชัยอาลัยลาญ นึกกันดารเดนเย่อร์เออเต็มที
ฤๅเราไปจะไม่ได้มาสู่เหย้า ได้คลึงเคล้าคลอแคลแฟมลี่[๗]
ความรักนิดไหนจะติดอย่างกอปี สิ้นชีวีแล้วคงป่นไม่ทนนาน
สู้หักใจเหลือบซ้ายแล้วแลขวา พอสบหน้าเนตรอนงค์ยิ่งสงสาร
เสียงฆ้องไชยลั่นต้องก้องกังวาน โหราจารย์พราหมณ์เคาะบัณเฑาะว์ดัง
พระครูโหรอวยไชยให้เดชะ[๘] พราหมณะผู้เฒ่าก็เป่าสังข์
พร้อมด้วยเหล่าเจ้าพระยาดาประดัง ขุนนางนั่งสลอนอวยพรไชย
พวกคณะสัสดีโยคีนุ่ง ก็เปลื้องผ้าพันพุงฟาดเคราะห์ให้
บ้างอวยพรพร่ำว่าถ้าขึ้นไป ให้ได้กลับมาไวไวจึงจะดี
บ้างว่าถ้าเจ้าคุณขึ้นไปตาย จะหานายนุ่งใหม่ไม่เหมือนนี่
นุ่งไม่ว่าหน้าไหนไพร่ผู้ดี นุ่งจนมีชื่อเสียงทั้งเวียงไชย ฯ
๏ ฝ่ายเจ้าคุณแม่ทัพครั้นสรรพเสร็จ น้อมสมเด็จเจ้าพระยาอัชฌาสัย
นึกทำทีออกยูดีให้ในใจ แล้วเลี่ยงเข้าห้องในเปลื้องผ้าพลัน
แล้วนุ่งผ้าออกทัพสำหรับยุทธ บริสุทธิ์งามดีสอดสีสรรพ์
สีเขียวแก่ตามดังกำลังวัน สิบเอ็ดชั้นล้วนสีเขียวดูเชี่ยวชาญ
ท่านเจ้าพระยากลาโหมกรมท่า ช่วยนุ่งผ้าเหลืองเข็มขัดรัดประสาน
แล้วสวมเสื้อปักทองของประทาน อย่างทหารใจขี้ขลาดพาดแถบทอง
แล้วสวมไหล่ใส่สะพายสายอำนาจ เหมือนนักการชาญฉลาดขลาดขนหยอง
แล้วห้อยอรแชนแขวนประคอง งามเรืองรองล้วนสุวรรณพรรณราย
แล้วสวมหมวกยศสำอางอย่างทหาร กุมกระบี่ที่ประทานแล้วผันผาย
ออกมานั่งคอยฤกษ์เบิกสบาย ผินพักตร์ฝ่ายบูรพาหางนาคิน
ท่านสมเด็จเจ้าพระยาคอยหาฤกษ์ พอเมฆเบิกดีอุดมสมถวิล
สูริงทรงรถหมดมลทิน ทางกระสินธุ์บริบูรณ์เพิ่มพูนดี ฯ
๏ สมเด็จท่านชาญฉลาดขลาดมาเก่า ชื่อท่านเน่าครั้งทัพญวนกระบวนหนี
พร้อมทั้งคณะสัสดี ทั้งสังฆ์การีนิมนต์พระสงฆ์มา
เอาผ้าพาดตัวเจ้าคุณผู้บุญเลิศ พระสงฆ์เปิดปากซ้ำร่ำคาถา
ว่าอจิรังวัตตะยังกายา สิ้นคาถาบังสุกุลแล้วสัพพี
สมเด็จท่านขานไขบอกได้ฤกษ์ แล้วให้เบิกฆ้องไชยได้ดิถี
ก็โห่ร้องเอาไชยปราบไพรี พระสงฆ์มี่เสียงลั่นชยันโต
เจ้าคุณย่างสามขุมกุมสาตรา งามเหมือนกาขลาดกระสุนบินหมุนโผ
บินวนปนกับแร้งแผลงเดโช ดูภิญโญพร้อมพรักด้วยศักดา
เจ้าพระยาแม่ทัพจับกระบี่ ทำท่วงทีเหมือนเขนเต้นหลายท่า
อย่างที่ได้เคยหัดถนัดมา ลงนาวาแล้วบอกให้ออกพลัน ฯ
๏ ฝีพายพลโห่ร้องก้องสะเทือน เสร็จคลาเคลื่อนกองทัพดูคับขัน
เรือกระบวนสวนแซงพายแข่งกัน เสียงสนั่นเป็นระลอกกระฉอกชล
ทั้งสองฟากเรือตลอดจอดเป็นหมู่ ล้วนคนดูกองทัพเรือสับสน
หลามตลอดจอดเป็นแพออกแจจน แน่นเต็มบนตลิ่งทั้งหญิงชาย
เจ้าคุณยืนมาในเรือเหลือสง่า ใส่แว่นตาเหมือนยูดีทีเฉิดฉาย
แมวรูปปันช์สุนัขเคียงอยู่เรียงราย ทั้งขวาซ้ายคนซุกซนด้นทะยาน
ดูเรือแพแออัดสงัดหาย ไม่อาจพายออกมาตัดหน้าฉาน
กลัวจะจับเร่งเงินค่าราชการ หนีซมซานเข้าจอดตลอดมา ฯ
๏ ครั้นถึงตำหนักแพแลไสว พวกข้างในนั่งอยู่ดูนักหนา
ปางพระจอมจักรพรรดิกระษัตรา เสด็จมาคอยรับกองทัพเอง
เหล่าขุนนางแวดล้อมอยู่พร้อมพรั่ง ลงที่นั่งปิกนิกกั้นบดเก๋ง
ทอดพระเนตรเรือแพทรงแลเล็ง เสียงแซ่เซ็งแตรฝรั่งก้องกังวาน
เรือเจ้าคุณจอดเลียบประเทียบลำ ถวายคำนับน้อมจอมสถาน
แล้วถวายบังคมราบลงกราบกราน ตามบูราณประเพณีที่มีมา
กรุงกระษัตริย์จิ้มเจิมเฉลิมพักตร์ ทรงสังข์ทักษิณาวัฏต่อหัตถา
เป็นสังข์เวียนซ้ายเรียกทักษิณา เป็นภาษาไพร่คิดโดยจิตเดา
ด้วยฉันมาหน้าแคร่ท่านแม่ทัพ ครั้นได้รับน้ำสังข์ไม่นั่งเหงา
จึงเป็นเหตุปัจจัยมาไม่เบา จนถึงเจ้าคุณขังนั่งอาวรณ์ ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อม ฝ่ายพระจอมบพิตรอดิสร
เสด็จทรงสังข์สรรเสริญเจริญพร แล้วกรายกรหยิบนาฬิกามาประทาน
ทองคำทำตลับระยับย้อย ทั้งสายสร้อยสามกระษัตริย์จัดประสาน
พระจอมนาถมีพระราชโองการ ว่าของนานทำไว้จะให้เธอ
ฉันลงชื่อเขียนไว้ในตลับ เจ้าคุณรับได้ของประคองเสนอ
ถวายคำนับซ้ำทำบำเรอ เสร็จเผยอเรือออกบอกฝีพาย
ครั้นเรือออกประตูป่านาวาคล้อย พระสงฆ์คอยประน้ำมนต์พลทั้งหลาย
คนในเรือรับพลางต่างวางพาย น้อมถวายบังคมประนมกร ฯ
๏ ครั้นล่วงพ้นโขลนทวารก็ขานโห่ เสียงก้องโกลาหลพลสลอน
เอิกเกริกเร่งมาในสาคร เรือกระฉ่อนน้ำกระฉอกระลอกโครม
เหล่าคนดูเรือจอดตลอดทั่ว ล้วนแต่งตัวอ่าอวดประกวดโฉม
ที่สาวแท้แลแต่ไกลน่าใคร่โลม ฉันหน่วงโน้มหักใจอาลัยวรณ์
พวกคนดูถึงว่าที่มีสกุล เห็นเจ้าคุณไหว้คำนับสลับสลอน
บางคนไหว้แล้วช่วยอำนวยพร ประนมกรหยุดจอดตลอดมา
แต่ในใจจะให้พรฤๅนึกแช่ง ตัวฉันแคลงในจิตคิดกังขา
ด้วยเจ้าคุณท่านนุ่งเต็มประดา ผงเข้าตาแล้วก็ชุลมุนไป
แต่ตัวฉันเป็นเสมียนเขียนเซ็นปลอม ฉันหายอมรับแช่งด้วยท่านไม่
ที่ฉันเซ็นพอให้เส้นแลวิไล ท่านเขียนเองเส้นไม่ใคร่จะถูกตา ฯ
๏ ถึงตำหนักแพวังหน้านาวาตรง มีพระสงฆ์ประน้ำมนต์บ่นคาถา
ชยันโตอวยไชยในนาวา จอดอยู่หน้าตำหนักแพแซ่สำเนียง
พระวังหน้านั้นก็เสร็จเสด็จรับ ส่งกองทัพยืนร่าหน้าเฉลียง
พร้อมเสนาขวาซ้ายยืนรายเรียง บ้างอยู่เคียงพระองค์ผู้ทรงนาม ฯ
๏ ฉันได้ฟังรับสั่งแต่ไกลไกล คุณกลาโหมไปไหนรับสั่งถาม
มาฤๅไม่มาให้ไปตาม อ้ายนี่งามฤๅไม่งามดูโคมลอย
นั่นเรือไฟวรารัตวิไชย หลังคาเปิดออกไปเสียนิดหน่อย
เข้าอู่จะเสียเงินไม่ใช่น้อย ทาสีเสียนิดหน่อยจะพองาม ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อม ปางพระปลอมมาเป็นไทยในสยาม
พระกายไทยใจฝรั่งช่างแสนงาม พระพักตร์สามสี่หน่วยดูรวยครัน
แยกพระพักตร์ทรงพยักยิ้มเหี่ยเหี่ย พระพักตร์เรี่ยเต็มประดาดูน่าขัน
เก้อเปล่าเปล่าไม่เข้าเรื่องเปลืองไม่บัน ยิงพระฟันเขียวเขียวปรางเบี้ยวงาม
เห็นเจ้าคุณท่านแย่ก้นคำนับ พระทรงรับห่มพระองค์ลงสองสาม
เยื้องพระองค์ขึ้นแล้วกลับคำนับตาม ดูแสนงามสวยสมเป็นพรหมพงศ์ ฯ
๏ พอกระบวนด่วนล่วงมาเลยลับ เรือกองทัพเซ็งแซ่แลระหง
สังเกตลมพระพายพัดชายธง นิมิตมงคลดีไม่มีปาน
เห็นธงม้วนชวนจะกลับมาข้างหลัง ฉันนึกนั่งปรีดิ์เปรมกระเษมสานต์
เห็นเจ้าคุณแลมาทำหน้าบาน คงกลับบ้านไม่ช้ากว่าครึ่งปี
ครั้นพระพายกลับพัดชายธงไชย กลับไปข้างหัวเรือเรื่อยรี่
เจ้าคุณจับคางผันเข้าทันที เห็นยากที่จะได้กลับต้องรับรบ
ให้นึกพรั่นหวั่นหวาดขลาดใจหาย ทั้งตัวนายกับนายทิมริมสลบ
ราวกับต้องทัณฑกรรมจับจำครบ เอาหน้าซบลงโศกาแล้วจาบัลย์ ฯ
๏ เรือเขยื้อนเตือนฝีพายทั้งซ้ายขวา พระสูริยาเบี่ยงบ่ายลงผายผัน
พอเรือไฟพระสุนทราแล่นมาทัน เห็นตัวท่านยืนโยกแล้วโบกมือ
นึกสงสัยจะเป็นใครที่ไหนหนอ แต่งตัวป๋อโบกมือผับบอกนับถือ
สังเกตได้แต่ที่มีสี่นิ้วมือ นี่คงคือเจ้าคุณพระสุนทรา
เพราะนิ้วมือท่านมีสี่นิ้วถ้วน นิ้วชี้ด้วนเด็ดชัดข้างหัตถ์ขวา
คุมเรือไฟไล่แล่นตามเข้ามา ฝีพายคว้าเชือกผูกเรือแล่นเหลือใจ
โยงเรือแม่ทัพเข้ากับเรือบุตร เรือไฟฉุดแล่นลิ่วดูหวิวไหว
เรือนายทัพนายกองเนืองนองไป เรือกลไฟจูงมาในสาคร ฯ
๏ ครั้นถึงวัดเขมาภิรตาราม ประทับตามฤกษ์กำหนดให้งดก่อน
ด้วยกลางคืนโหรหมีให้ครรไลจร ก็พอผ่อนแรมกระบวนอยู่ถ้วนกัน
พอสมเด็จเจ้าฟ้าจาตุรนต์[๙] ลงเรือกลไฟเล็กเล็กทั้งนั้น
ขึ้นมาส่งกองทัพด้วยฉับพลัน มาถึงทันรอจักรหยุดพักคอย
เสด็จลงสู่ยังที่นั่งเก๋ง ฝีพายเร่งตึงข้อไม่ท้อถอย
พอจวนถึงรอรานาวาคอย เรือเบี่ยงคล้อยหันเอียงให้เคียงลำ ฯ
๏ เจ้าคุณน้อมบังคมก้มคำนับ สมเด็จรับยิ้มนิยมดูคมขำ
คงไม่เหี่ยเหมือนวันหน้าไม่น่าจำ หยิบเปลป่านซองทองคำมาประทาน
เจ้าคุณน้อมคำนับรับซึ่งของ สมเด็จพร้องอวยไชยทรงไขขาน
แล้วเอื้อนอรรถตรัสเสร็จสำเร็จการ ไม่ช้านานกลับหลังคืนวังพลัน ฯ
๏ ฝ่ายข้างพวกกองทัพนั้นสับสน บ้างขึ้นบนบกกรายเที่ยวผายผัน
บ้างหุงข้าวเผาปลาทูกินอยู่กัน บางคนหันเข้าใต้ร่มไม้นอน
เจ้าคุณท่านอาศัยในศาลา ฉันรักษาอยู่ในเรืออิงเหนือหมอน
คะนึงถึงขนิษฐาให้อาวรณ์ อุระร้อนรัญจวนหวนคะนึง
ปานฉะนี้แก้วพี่จะโหยหวน จะรัญจวนฤๅว่าไม่อาลัยถึง
แต่อกพี่อาวรณ์ดั่งศรตรึง นอนรำพึงถึงแม่ดวงพวงพะยอม
แสนเสียดายสายสวาดิอนาถจิต โอ้ยามเอ๋ยเคยชิดแนบถนอม
ครั้นยิ่งคิดจิตตรมอารมณ์ตรอม ดังเขาจอมปลวกทับลงกับกาย
ซึ่งพี่มาจากนางแต่ร่างเปล่า หัวใจเฝ้าเคียงประโลมแม่โฉมฉาย
คิดหนักหน่วงห่วงสวาดิไม่คลาดคลาย โศกไม่วายเสื่อมเศร้าอกเราอา
แสนอาวรณ์นอนเผลอละเมอม่อย พอเดือนคล้อยดาวเคลื่อนเลื่อนเวหา
จวนจะแจ้งแสงศรีสูริยา ตื่นนิทราโหยไห้ฤๅทัยตรม
เสร็จเสพโภชนากระยาหาร ทั้งคาวหวานกล้ำกลืนรสขื่นขม
กินน้ำใสก็เหมือนกินน้ำดินตม ด้วยอารมณ์หวังรักหนักอุรัง
หนักอุเรเททอดลงกอดหมอน กอดมิ่งมิตรสนิทนอนที่ในถัง
ที่ในถ้วยล้วนเต๋าก๊วยกับข้าวตัว กับข้าวตูปลาทูกังกำลังรวย
กำลังรื่นชื่นชมดมข้าวตอก ทั้งหมากพูลข้าวตูกรอกใส่ไถ้สวย
ในไถ้ถุงรุงรังกำลังรวย กำลังรุ่งพุ่งพวยพระสูริยัง ฯ
๏ ครั้นสองโมงเช้าครึ่งกึ่งมินิต[๑๐] สำเร็จกิจเสร็จสมอารมณ์หวัง
ฝีพายเตรียมนาวาประดาประดัง จอดคอยฟังลั่นฆ้องตามองเมียง
ครั้นเจ้าคุณลงเรือนั่งเหนือเบาะ ฝีพายเกาะโห่ขานประสานเสียง
ตีฆ้องหุ่ยหึ่งพลันลั่นสำเนียง เรือพร้อมเพรียงออกตามหลั่นหลามมา
คระโครมครึกกึกก้องท้องสมุทร พายรีบรุดเร็วนักดังปักษา
คว้างคว้างมาในกลางชลธา ดูนาวาเร็วรัดเทียมทัดลม
ครั้นจะร่ำระยะทางชมบางบ้าน ก็ขี้คร้านหลีกลัดตัดประสม
ด้วยนิราศอื่นมีดีอุดม ล้วนคารมวิเวกหวานเคยอ่านฟัง
ครั้นเรือมาฉิวฉิวแลลิ่วลับ ฝีพายขับขบเขี้ยวไม่เหลียวหลัง
ชลกระฉอกระลอกเสียงเพียงจะพัง กระทบฝั่งกระจายทำลายลง ฯ
๏ ถึงเมืองปทุมธานีบูรีรัตน์ วายุพัดน้ำกระเด็นขึ้นเป็นผง
พระอาทิตย์เลี้ยวลัดอัสดง เรือตัดตรงข้ามฟากพายบากมา
รีบรัดมาจอดวัดประทุมทอง พินิจมองเห็นพระสงฆ์ทรงสิกขา
ล้วนรามัญชยันโตโพธิยา ตามภาษาพระมอญอวยพรไชย
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อม มีจิตพร้อมศรัทธาอัชฌาสัย
ก็ขึ้นจากเรือเดินดำเนินไป ตรงเข้าในศาลาหาสมภาร
ถวายเงินแก่พระสงฆ์องค์ละบาท ทั้งอาวาสด้วยศรัทธาท่านกล้าหาญ
น้อมจิตคิดตั้งปณิธาน แม้นถึงกาลจะอุบัติภพใดใด
ให้ได้เป็นสัสดีทั้งขี้นุ่ง ให้เฟื่องฟุ้งวิปริตผิดวิสัย
เล่นละครเพรื่อพร่ำกระหน่ำไป กดขี่ไพร่กว่าจะถึงซึ่งนิพพาน
ให้พบกับสุดใจพิชัยเสนา รับสินบนคนมาแบ่งให้ท่าน
บังเงินหลวงถ่วงไว้ได้นานนาน เจ้าอธิการคำรบจบสัพพี ฯ
๏ ก็แรมทัพอยู่ที่นั่นพร้อมกันหมด พระสูริยงเยื้องรถลงอับศรี
ทั้งนายไพร่สุขกระเษมจิตเปรมปรีดิ์ เหล่าโยธีกองทัพบ้างหลับนอน
ด้วยวัดนี้ยังไม่มีที่อาศัย เดินไปไหนน้ำท่าเปียกผ้าผ่อน
วัดประทุมลุ่มเต็มทีไร้ที่ดอน คนต้องซ้อนแทรกเสียดยัดเยียดกัน
เหมือนตะรางสัสดีที่แคบคับ นอนไม่หลับเจียนชีวาแทบอาสัญ
ตาขุนปราบแกขนาบเอาโซ่พัน เร่งรางวัลค่าทุเลาเอาเงินมา
โอ้พุ่มพวงดวงจิตชีวิตพี่ ป่านฉะนี้สาวน้อยจะคอยหา
จะโศกเศร้าเว้าเหว่อยู่เอกา อนิจจาแสนสังเวชน้ำเนตรพราว ฯ
๏ โอ้อาลัยใจหายไม่วายโศก บังเกิดโรคร้างงามเมื่อยามหนาว
โอ้ยามรักหนักจิตเหมือนติดกาว ไม่มีคราวลืมมิตรยลติดตา
ยิ่งหวนหวนห่วงให้ฤๅทัยโหย อุระโรยร่วงหรุบดั่งบุปผา
เมื่อต้องแสงสูริยงส่องลงมา เกสรสาโรชร่วงเหมือนทรวงเรา
หวนคะนึงถึงมิตรพิศวาส ใจจะขาดเสียเพราะทรวงงงง่วงเหงา
กำเริบโรคโศกร้างไม่บางเบา ยุพเยาว์จะหมีได้เห็นใจเรียม
ค่อยแขงขืนฝืนอารมณ์ที่ตรมตรึก ครั้นนึกนึกแล้วค่อยวายจิตอายเหนียม
คงได้กลับยลโฉมประโลมเลียม ไม่ทันเกรียมอย่าเพ่อกรอมจะผอมตาย
พอหลับผ็อยม่อยฟื้นตื่นสว่าง ลุกลูบล้างหน้าพลันไม่ทันสาย
พออิ่มหนำสำเร็จเสร็จสบาย เหล่าฝีพายเตรียมตัวพร้อมทั่วกัน
พอได้ฤกษ์แล้วบอกออกนาวา เสียงเฮฮาปรีดิ์เปรมกระเษมสันต์
ไม่เห็นใครมีทุกข์สนุกนิ์ครัน จ้วงกระชั้นตึงข้อไม่รอรา
เรือละลิ่วปลิวเฉื่อยมาเรื่อยรี่ ชมวิถีชลมารคข้างฟากขวา
แล้วผันชมฟากซ้ายวายน้ำตา จนนาวาแล่นล่วงครรไลเลย ฯ
๏ มาถึงเกาะบางปะอินทินกร กำลังร้อนแสงแดดนั้นแผดเผย
เห็นรั้ววังข้างขวาสง่าเงย น่าชมเชยตึกตั้งเป็นวังเวียง
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพบังคับสั่ง จอดหน้าวังขึ้นบูชาหน้าเฉลียง
ท่านจุดธูปเทียนถวายอยู่รายเรียง นั่งประเนียงน้อมประนมบังคมคัล
แล้วก็ออกนาวาจากหน้าวัง ดูคับคั่งด้วยพหลพลขันธ์
ไม่เลี้ยวลัดถึงวัดชุมพลพลัน ก็เหหันเรือประทับกับตะพาน
เจ้าคุณก็จำเนียนธูปเทียนจุด บูชาพุทธรูปใหญ่ในวิหาร
ด้วยวัดชุมพลนี้มีมานาน แต่ก่อนกาลกรุงเก่ามีเค้าความ
ด้วยเจ้าพระยากลาโหมเล้าโลมไพร่ ชุมนุมไว้วัดนี้ที่สนาม
แล้วยกพลเกรียวกรูเข้าวู่วาม ทำสงครามกับกระษัตริย์ขัตติยา
จับเจ้าแผ่นดินได้ให้ประหาร ครั้นสมการมุ่งมาดปรารถนา
ก็ได้ซึ่งสมบัติกระษัตรา จึงราชาภิเษกเป็นเอกองค์
ทรงนามท้าวพระเจ้าปราสาททอง ได้ครอบครองรั้ววังดังประสงค์
มีพระราชศรัทธาปัญญายง เสด็จทรงสร้างวิหารริมชานชล
เสร็จพระราชศรัทธาเป็นอาราม ประทานนามโดยวิเศษตามเหตุผล
เดิมทีที่ได้ประชุมชุมนุมคน ชื่อชุมพลนิกายาราม
ครั้งกรุงเก่าย่อยยับอัปรา ซึ่งวัดวาพังลงเป็นดงหนาม
โบสถ์พังโครมโทรมทรุดชำรุดตาม ได้แจ้งความเรื่องรู้แต่บูราณ
ครั้นแผ่นดินพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาสร้างรั้ววังนิวาสราชฐาน
แล้วเลยทรงสถาปนาการ พระวิหารให้คงดำรงดี
แล้วปั้นรูปจอมราชปราสาททอง ดูเรืองรองงามงดสุกสดศรี
ยืนอยู่หน้าอุโบสถปรากฏมี ทุกวันนี้คนผู้ยังบูชา ฯ
๏ ครั้นสำเร็จเสร็จนบเคารพพระ ก็เลยละผายผันจิตหรรษา
เจ้าคุณให้ร้องบอกออกนาวา โห่สามลาบอกยาวเสียงกราวเกรียว
เหล่าฝูงชนชาวบ้านละลานหนี บ้างหลบลี้วิ่งแต้ไม่แลเหลียว
เรือไม่พายคลายกล้ำสักลำเดียว ปะก็เลี้ยวจอดซบหลบแต่ไกล
ฝีพายไม่รอรามาตะบึง บรรลุถึงหน้าวัดโปรดสัตว์ใหญ่
แวะเรือเรียงเคียงจอดตลอดไป เจ้าคุณให้จอดประทับกับตะพาน
ท่านจุดธูปเทียนชูขึ้นบูชา น้อมศีราหน่วงนมัสหัตถ์ประสาน
พวกไพร่พลเริงรื่นชื่นสำราญ ใจเบิกบานยินดีทีสบาย
วักน้ำมนต์ใส่บนศีรษะทั่ว บ้างลูบตัวอาบกินสิ้นทั้งหลาย
ที่โกงเขาย่ำแย่แต่ปีกลาย ให้ความหายลับลี้อย่าฎีกา
รีบรัดมาถึงวัดพแนงเชิง พอร่าเริงคึกคักเป็นหนักหนา
เจ้าคุณขึ้นบกพลันไปวันทา พระปฏิมาองค์ใหญ่ด้วยใจจง
จุดธูปเทียนบุปผาบูชาพระ คารวะขอความตามประสงค์
ขออารักษ์ศักดิ์สิทธิ์สถิตทรง สิงในองค์พระปาฏิมากร
เอาอิฐปานคนเล่นก็เป็นได้ เป็นพระใหญ่ขว้างบ้านชาญสมร
จะขอซื้อบ้านใครในนคร อิฐปาก่อนทนไม่ได้ต้องขายเรา
ทั้งวังเจ้าบ้านขุนนางต่างถูกอิฐ รู้ว่าฤทธิ์ของพระฤๅไม่เล่า
ตามแต่ใครจะตรองตรึกคิดนึกเอา จนชื่อเน่าโด่งดังทั้งนคร
จงพิทักษ์รักษาโยธาทัพ ที่คั่งคับพร้อมหน้ามาสลอน
ซึ่งโพยภัยขออย่าเพียรมาเบียนบอน จงถาวรสวัสดิ์ทั่วทุกตัวคน
เจ้าคุณเสร็จบูชาลีลากลับ ผู้คนคับสองข้างหว่างถนน
ท่านเจ้าคุณเมตตาประชาชน ที่ยากจนผู้ใหญ่เด็กเจ๊กคนโซ
แจกเงินให้คนละเฟื้องนั่งเนื่องนับ คนที่รับไทยทานประมาณโข
บางคนออกวาจาวราโร รัตพิโชชนะหมู่ศัตรูพาล ฯ
๏ เจ้าคุณลงนาวาเสร็จคลาเคลื่อน เรือเขยื้อนเป็นระลอกกระฉอกฉาน
ละลิ่วมาในวนชลธาร บ่ายประมาณห้าโมงเศษสังเกตจำ
ถึงวันจันทรเกษมจิตเปรมปรา แวะนาวาพักผ่อนจอดซ้อนส่ำ
เรือเจ้าคุณจอดเรียบประเทียบลำ เวลาค่ำแรมทัพต่างหลับนอน ฯ
๏ ครั้นรุ่งแสงสูริยาเวลาสาย เหล่าตัวนายคั่งคับสลับสลอน
ล้วนแต่งตัวเต็มยศบทจร หมู่นิกรเกลื่อนกล่นต่างคนมา
ชุมนุมที่ศาลาใหญ่หน้าวัง มาพร้อมพรั่งนั่งรายทั้งซ้ายขวา
คอยเจ้าคุณแม่ทัพรับบัญชา ที่บรรดาตัวนายนั่งรายเรียง
เจ้าพระยาแม่ทัพประดับกาย เสร็จผันผายขึ้นมานั่งยังเฉลียง
ลูกทัพคำนับน้อมอยู่พร้อมเพรียง มอบเมียงมาขอนมรับประทาน
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพขยับโอษฐ์ ภิปรายโปรดทักทายนายทหาร
แล้วชักชวนไปวัดนมัสการ พระวิหารเสนาสน์เยื้องยาตรา
เข้าในวังขึ้นยังพระมณเฑียร แล้วน้อมเศียรอภิวันท์ด้วยหรรษา
จุดธูปเทียนทั้งคู่ขึ้นบูชา พระมหาที่นั่งในวังจันทร์
นึกเสียดายใจหายไม่วายตะกละ ถ้าแม้นพระโปรดให้เจ้าคุณฉัน
เป็นนายด้านก่อสร้างทั้งวังจันทร์ คงได้ฉันกำไรไว้พอแรง
เหมือนเมื่อครั้งสร้างแปลงกำแพงป้อม เอาค่าซ่อมตามเจ้าหมู่อยู่ทุกแห่ง
ต้องการเฟื้องเกณฑ์สลึงถึงโต้แย้ง ได้เงินแบ่งปันทั่วทุกตัวกัน ฯ
๏ ออกจากวังไปยังพระอาวาส นามเสนาสน์งามเลิศดูเฉิดฉัน
ท่านเจ้าคุณคำนับอภิวันท์ ธูปเทียนนั้นจุดถวายธิบายความ
ว่าวัดนี้ของพระบาทปราสาททอง เป็นเจ้าของสร้างไว้ในสยาม
ครั้งแผ่นดินกรุงเก่าเป็นเค้าความ แจ้งเหตุตามโดยเรื่องครั้งเมืองกรุง
เมื่อเมืองเสียกับพม่าพากันขุด เอาไฟจุดลอกทองแล้วถลุง
วัดปรักหักพังออกนังนุง แต่ครั้งกรุงร้างรามาช้านาน
ครั้นแผ่นดินพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ศรัทธาทั่วบพิตรประดิษฐาน
เสด็จมาบำรุงผดุงการ พระวิหารเสนาสน์สะอาดงาม
เจ้าคุณเสร็จบูชาลีลากลับ ขึ้นประทับบนศาลาหน้าสนาม
ลูกทัพนายกองนั่งคอยฟังความ อยู่ออกหลามศาลาที่หน้าวัง
บ้างร้องทุกข์ขอข้าวต่อเจ้าคุณ ว่าสิ้นทุนจวนจะอดข้าวหมดถัง
ขอเบิกข้าวสารพอต่อกำลัง เจ้าคุณฟังข้อคำคิดรำคาญ
จึงผินผันหันหน้าปฤกษาเรื่อง ด้วยว่าเมืองนี้ต้องเลิกเบิกข้าวสาร
เพราะได้แจ้งกิจจาเวลาวาน กรมการเขาว่าตราไม่มี
ทำเนียมจ่ายข้าวกันในการทัพ โดยตำรับท่านวางไว้ตามที่
วันหนึ่งทะนานหนึ่งจึงพอดี ทำเนียมมีจ่ายให้พอต่อกำลัง
นี่ช่างกันกันอย่างไรไฉนหนอ พอสามวันก็บ้อหลอไปหมดถัง
จะคิดด่าเมืองไทยให้ใครฟัง รู้เท่าช่างเถอะจะขออวดป๋อที
ท่านเจ้าคุณชักทุนซื้อข้าวสาร แจกทหารกล้วยไข่ให้อีกหวี
ทั้งของคาวเนื้อเค็มก็เต็มดี แจกโยธีกองทัพรับทุกคน ฯ
๏ ครั้นว่าบ่ายชายแสงพระสูริเยศ สักโมงเศษเอะอะเตรียมพหล
ต่างลงเรือทุกลำประจำพล บ้างเตรียมตนคอยฟังระวังตัว
เจ้าคุณลงนาวาที่หน้าวัง พร้อมสะพรั่งฝีพายทั้งท้ายหัว
นายน้อยโหนกโขกกระบาลลั่นฆ้องรัว ให้รู้ทั่วนัดบอกกันออกเรือ
กระโหลกลั่นแซ่ซ้องก้องกังวาน โห่ประสานสามลาสง่าเหลือ
ลูกทัพนายกองนั้นไม่ฟั่นเฟือ ล้วนสวมเสื้อเต็มยศหมดทุกนาย
แต่งจนเหนื่อยเมื่อยตัวทั้งหัวหู เสื้อเต็มยศเอาลงถูจนฉิบหาย
คนตื่นพบคบไม่ได้ไม่เสียดาย ฤๅฉิบหายซื้อใหม่เป็นไรมี
โอ๊ยพุทโธ่สัประดนทนเต็มยศ ฤๅแต่งปดกันเล่นจ๋าพ่อหน้าผี
สวมเสื้อครุยฤๅไม่เล่าเจ้าตัวดี เห็นเต็มทีดูแทบจะแสบกาย ฯ
๏ มาประเดี๋ยวเลี้ยวประทะศีรษะรอ ดูปราดปร๋อน้ำไหลเชี่ยวใจหาย
ฝีพายขึงตึงข้อไม่รอพาย บ้างเสียท้ายเรือปะประทะแพ
บ้างฉลาดเลี้ยวพันกระชั้นแหลม เรือไม่แพลมแพร่งพรายสายกระแส
ที่ตรงศีรษะรอเรือจอแจ ช่วยกันแก้หัวเรือน้ำเหลือทน
เรือก็แล่นเฉื่อยฉิวมาลิ่วลับ แดดพยับมืดกลุ้มชอุ่มฝน
ไม่แรงร้อนอ่อนศรีสูริยน เหล่าไพร่พลค่อยสบายรีบพายพลัน ฯ
๏ พอถึงวัดทองใหญ่อยู่ในย่าน มีนามบ้านพระนอนพักผ่อนผัน
เรือกองทัพคับคั่งประดังกัน แรมอยู่นั่นอีกคืนต่างรื่นเริง
ในวัดทองซ่องส้วมน้ำท่วมหมด น้ำไม่ลดกำลังล้นขึ้นจนเหลิง
ไม่มีที่หุงข้าวก่อเตาเพลิง อาศัยเพิงโบสถ์ใหญ่พอได้การ
พลนิกรต้องนอนอยู่ในเรือ คนที่เหลืออาศัยในวิหาร
อีกศาลาใหญ่กว้างข้างตะพาน เหล่าทหารซ้อนซับขึ้นหลับนอน
แต่ตัวฉันอยู่ในเรือเหลือเทวษ นองน้ำเนตรโหยไห้ฤๅทัยถอน
เป็นทุกข์ถึงขนิษฐายิ่งอาวรณ์ เพราะพี่จรจากเจ้าจะเนานาน
ไม่รู้ปีเดือนใดจะได้กลับ ด้วยไปทัพจับศึกที่ฮึกหาญ
กว่าจะสิ้นสรรพเสร็จสำเร็จการ สุดประมาณเหลือเล่ห์คะเนวัน
ครวญครวญหวนละห้อยพอผ็อยหลับ ชักหงับหงับกลับตื่นสุดฝืนกลั้น
กำสรดแสนแหนหวงแม่ดวงจันทร์ มาลั่นป้อยอปั่นรำพันครวญ ฯ
๏ ครั้นรุ่งแจ้งแสงทองส่องสว่าง ค่อยลูบล้างพักตราวิญญาหวน
เจ้าคุณสั่งให้บอกออกกระบวน เวลาจวนจะรุ่งฟุ้งอัมพร
พอนาวาคลาเคลื่อนเขยื้อนโยก ธงก็โบกริ้วริ้วปลิวสลอน
นาวาเรื่อยเฉื่อยมาในสาคร ก็รีบร้อนเร็วมาไม่ราแรม
ถึงน้ำวนวนปะประทะคุ้ง เรือหันพุ่งข้ามบากไปฟากแหลม
ฝีพายจ้ำน้ำเป็นฟองทั้งสองแคม ไม่พลอมแพลมพร้อมพรั่งพายตั้งใจ ฯ
๏ ถึงเมืองสระบุรีเรือรี่เรียบ เห็นทำเนียบรายเรียงเคียงไสว
เขาปลูกตั้งหลังเด่นเห็นแต่ไกล พลไพร่ยินดีด้วยปรีดา
ต่างมุ่งมาดพอถึงหาดพระยาทด บ่ายกำหนดสี่โมงโปร่งเวหา
พระสูริยงจวนจะลับบรรพตา แลนาวาจอดเรียบประเทียบเคียง
ที่ศาลาท่าน้ำลำกระแส เรือนเป็นแพจอดชุมนุมบ้างถุ้มเถียง
ชวนกันชิงเรือนที่มีระเบียง ขนของเรียงเข้าไปวางต่างประจำ
ต่างคนต่างก็จองปองที่อยู่ ถึงก่อนดูเลือกได้เมื่อใกล้ค่ำ
พอพักพิงอิงกายวายระกำ ไม่ต้องทำเรือนร้านป่วยการคน
ที่ลางนายผายผันไม่ทันเพื่อน ไม่มีเรือนที่พำนักนิ์พักพหล
หาไม้ไล่ทำหลังคาประสาจน พอบังฝนบังฟ้าเป็นท่าลม
ท่านเจ้าคุณใจดีอารีเหลือ คิดแผ่เผื่อไพร่แท้แต่ประถม
ทำเนียบปลูกไว้มีไม่นิยม ด้วยอารมณ์เอ็นดูหมู่นิกร
แต่ที่จริงในใจท่านนั้นหวั่นหวาด เพราะความขลาดแน่นหนามาแต่ก่อน
เห็นตลิ่งร้อนอุราให้อาวรณ์ ไม่อยากจรเบื่อบกจะยกไป
อีกอย่างหนึ่งมีตราขึ้นมาเตือน ให้ยกทัพจะได้เชือนเถลไถล
แม้นกริ้วโกรธโปรดให้กลับไปเมื่อใด จะได้ไม่ต้องขนของล่องทีเดียว
เหลืออาลัยที่จะไปจากนาวา ถึงให้พระอินทร์ลงมาอยู่เขียวเขียว
ก็ไม่ขอขึ้นตลิ่งจริงจริงเจียว จะนอนเสียวให้นาวาไม่อาวรณ์
ทำเนียบปลูกไว้ท่าสี่ห้าหลัง พร้อมหอนั่งหอเคียงเรียงสลอน
สู้อยู่เรือบดเลยตามเคยนอน ด้วยอาวรณ์เมตตาประชาชน
ถ้าแม้นขึ้นสู่อยู่ทำเนียบ ตรองการเรียบเรียงเห็นไม่เป็นผล
จะไม่มีที่อาศัยแก่ไพร่พล ท่านสู้ทนอยู่ในเรือใจเหลือดี ฯ
๏ ครั้นพลบค่ำย่ำฆ้องพวกกองทัพ บ้างนอนหลับกรนอยู่เสียงฝูฝี
แต่ตัวฉันตรึกตรมระทมทวี โศกโศกีแสนสวาดิไม่ขาดวาย
แสนคะนึงถึงนวลหวนเทวษ จนดวงเนตรบวมแดงเป็นแสงสาย
อยู่ในเรือกัญญาใหญ่ไม่สบาย คิดใจหายใจห่วงในทรวงครวญ
โอ้เจ้าดวงพวงพุ่มอุทุมพร เมื่อยามนอนแนบถนอมกลิ่นหอมหวน
เวลาตรมชมชูเรณูนวล ยามรัญจวนก็วายหายกังวล
ยิ่งนึกนึกตรึกตรมระทมทุกข์ จะต้องบุกเดินป่าไปหน้าฝน
จะข้ามดงพงชัฏระมัดตน เหล่าฝูงคนคิดกลัวหนังหัวพอง
นับประสาอะไรแต่ไพร่พล เพราะความจนต้องระทดสยดสยอง
แต่เจ้าคุณเป็นเศรษฐีมีเงินทอง สักสิบสองสิบสามพ้อม[๑๑]ยังตรอมใจ
นอนหงายก่ายหน้าผากทุกเวลา ไหนจะกลัวไข้ป่าก็อย่างใหญ่
ทั้งกลัวฮ่อมันจะหั่นให้บรรลัย ให้หนักใจหนักอุราน้ำตานอง
ฤดูฝนความไข้หมีได้หยอก ผู้ใหญ่บอกเศร้าจิตคิดสยอง
ที่ในดงลึกล้ำล้วนน้ำนอง จะยกกองทัพไปกลัวไข้ดง
ซึ่งปู่ย่าตาลุงครั้งกรุงเก่า ฟังเขาเล่าจำไว้ไม่ใหลหลง
ฤดูฝนเป็นไม่ไปณรงค์ ทำการสงครามแต่ก่อนบ่ห่อนเป็น
แต่เมื่อใดฝนแล้งแห้งสนิท จึงจะคิดยกทัพไปขับเข็ญ
คิดขึ้นมาน้ำตาตกกระเด็น ไม่วางเว้นกลัวตายเสียดายตน
โอ้กรรมเราเกิดมาเวลานี้ พอไพรีมาสู่ฤดูฝน
นึกแค้นอ้ายพวกฮ่อทรชน จะฆ่าคนเสียด้วยไข้ใช้ปัญญา ฯ
๏ ท่านแต่ก่อนที่ท่านจรไปปราบศึก หมีได้นึกแก่ชีวังจะสังขาร์
สู้ตัดห่วงบ่วงใยในกายา การพาราย่อมเป็นใหญ่กว่าในตน
ที่ศึกมาหมีได้ว่าฤดูใด ต้องยกไปทนระกำกรำแดดฝน
ไม่หวั่นหวาดเหมือนหนึ่งชาติทรชน หวังเอาผลเพิ่มไว้ในนคร
นี่เจ้าคุณท่านไม่เห็นเป็นเช่นว่า เอาเรื่องกายขึ้นมาไว้หน้าก่อน
ถัดมาที่สองเนื่องเรื่องละคร หาทุนรอนที่สามตามปัญญา
ใคร่มาตัดขัดขวางในทางนี้ ท่านยอมเสียชีวีเสียดีกว่า
ทางที่สี่ไม่มีศีลกินสุรา เอาอิฐปาบ้านเล่นจิตเป็นพาล
นึ่งตรองตรึกนึกขึ้นมาน่าสมเพช น้ำเสลดข้นเป็นผงน่าสงสาร
แสนกลัวตายวายชีวิตเป็นนิจกาล ตรองนานนานก็คงเห็นเช่นกล่าวมา ฯ
๏ ฉันตรองตรึกนึกพลางพอจ่างแจ้ง สว่างแสงสูริเยเยี่ยมเวหา
สูริโยโผล่พุ่งพวยนภา นภาด่างกระจ่างจ้าพาเมฆจร
พาเมฆเจื่อนดังเกลื้อนขึ้นกายา กาโยด่างอย่างนภาเมฆสลอน
สลับเมฆแลวิไลในอัมพร ยอดอัมพาโผล่สลอนริมธาริน
ธารารกดกประดับด้วยสวะ สว่างไสวในนภะทางกระสินธุ์
กระแสใสไหลสะอาดปราศมลทิน มณฑากลิ่นหอมฟุ้งจรุงมา
สูริยาศดังเหรียญบาทโผล่ยอดไม้ งามวิไลแลล้ำในเวหา
เป็นวันถือน้ำพิพัฒน์ตั้งสัจจา เจ้าพระยาแม่ทัพประดับกาย
ก็พร้อมด้วยนายทัพแลนายกอง ลงเรือล่องน้ำมาเวลาสาย
ล้วนแต่งตัวเต็มยศหมดทุกนาย ต่างผันผายล้นหลามตามเจ้าคุณ ฯ
๏ รีบรัดมาถึงวัดสมุหะ[๑๒] พร้อมด้วยพระหลวงยืนแลหมื่นขุน
ทั้งหัวเมืองเป็นการวิ่งซานซุน คอนคำนับรับเจ้าคุณอยู่เรียงราย
เรือเจ้าคุณแม่ทัพจอดกับท่า เยื้องยาตราพร้อมพรั่งคนทั้งหลาย
ล้วนสวมเสื้อกำซาบดาบสะพาย ที่ตัวนายคอยสดับรับบัญชา
ต่างคนเข้าไปในวิหาร ฟังโองการพร้อมกันด้วยหรรษา
เหมือนจับลิงหัวค่ำทำศักดา ต่างทำท่าทำทางอย่างละคร
พอให้ท่านเจ้าพระยาพาจิตชื่น หายสะอื้นด้วยคำนึงถึงสมร
เห็นพวกเราทำท่าทางอย่างละคร บรรเทาถอนใจใหญ่เป็นหลายครา
แลดูพวกเราแล้วยิ้มยิ้ม ทำกรุ่มกริ่มน่ารักเป็นหนักหนา
แล้วรับน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ตามตำราบูราณสาบานตัว ฯ
๏ ท่านเจ้าพระยาแม่ทัพกลับทำเนียบ เรือประเทียบแแก้ท้ายแล้วบ่ายหัว
จอดประทับกับท่าเวลามัว แดดสลัวจวนค่ำอยู่รำไร
เวลาค่ำย่ำฆ้องครั้นสองทุ่ม แตรก็รุ่มเป่าเสียงสำเนียงใส
พวกทหารนั่งยามต้องตามไฟ เอาฟืนใส่เรียงรายเป็นหลายกอง
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพกำชับสั่ง ให้ประจุปืนประนังนั่งจดจ้อง
เหล่าทหารหอกหลาวแลง้าวพลอง พวกกองตรวจถือฆ้องกระแตตี
ด้วยเรายกโยธามาจากถิ่น ประมาทหมิ่นแล้วก็เห็นจะเป็นผี
เผื่อพวกฮ่อต่อเข้ามาสระบุรี จะเสียทีย่อยยับทั้งทัพไชย
ฉันนึกปลงอนิจจังแสนสังเวช ช่างวิเศษสุดกล้าจะหาไหน
คิดแต่จะวิ่งหนีอยู่ร่ำไป ดังเอาไก่แจ้จำนนมาชนอู
ให้ตายโหงไปเถิดหนาฮ่อมาจริง เป็นออกวิ่งหมีได้คิดจะต่อสู้
ได้แต่กลิ่นขี้อ้ายฮ่อก็พอดู ลงบ่นอู้ออกกลัวหนังหัวพอง ฯ
๏ ครั้นจวนแจ้งแสงศรีตีสิบเบ็ด ออกอึงเอ็ดเป่าแตรเสียงแซ่ส้อง
ทหารเป่าขลุ่ยนัวแล้วรัวกลอง ฟังเสียงพร้องวังเวงด้วยเพลงแตร
ครั้นรุ่งแสงสูริยาท้องฟ้าฟื้น เจ้าคุณขึ้นทำเนียบหน้าท่ากระแส
สำหรับรับขุนนางใช้ต่างแพ อยู่ริมแม่น้ำวนชลธาร
พวกนายกองนายทัพคำนับน้อม มาพรั่งพร้อมนั่งเรียงเคียงขนาน
คอยสดับตรับฟังจะสั่งงาน จะมีการเหตุผลด้วยกลใด
แต่ตัวฉันหมายว่าท่านจะยกพล จากตำบลสระบุรีไปที่ไหน
ไม่เห็นท่านบัญชาสั่งแต่อย่างใด นึกในใจดูประหลาดคาดคะเน
สักเมื่อใดจึงจะได้ยกพลจร ฤๅจะกลับคืนนครคิดหวนเห
การที่จะยกไปนั้นรวนเร คิดคะเนจะกลับมามากกว่าไป ฯ
๏ เจ้าพระยาแม่ทัพขยับโอษฐ์ ภิปรายโปรดไต่ถามตามสงสัย
พวกเรามาพร้อมพรั่งฤๅอย่างไร ใครป่วยไข้ที่บรรดามาด้วยกัน
พวกนายทัพนายกองสนองเรียน น้อมจำเนียนแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
คนกองทัพวิบัติอัศจรรย์ เกิดปัจจุบันโรคร้ายเป็นหลายคน
ท่านเจ้าคุณแจ้งความตามระบอบ จึงประกอบยาละลายกระสายฝน
ตามตำราหมอด้วงแก่แก้อับจน ท่านสู้ทนนั่งปรุงบำรุงยา
แล้วก็ให้อนุญาตประกาศสั่ง ว่าทีหลังใครป่วยไข้ให้มาหา
เพราะใจท่านอารีมีเมตตา ตั้งรักษาเป็นธุระไม่ละเลย
ถึงเที่ยงนางกลางคืนคนตื่นหลับ คนกองทัพป่วยไข้หมีได้เฉย
สั่งให้ปลุกทุกครั้งเหมือนดังเคย ไม่เสบยบอกเราเอาอาการ
ด้วยลงทุนยาสำรองกว่าสองชั่ง ยาฝรั่งมากมายหลายขนาน
ด้วยจงหวังตั้งใจจะให้ทาน คิดเตรียมการถ้าใครป่วยได้อวยเออ
แล้วสั่งการขุนชำนาญภักดีพุก เที่ยวตรวจทุกเวลาอย่าได้เผลอ
ใครเป็นโรคร้อนหนาวฤๅหาวเรอ ให้ดอกเตอร์พุกปรุงบำรุงยา
เป็นโรคหาวร้ายราวกับฝีดาษ เจ้าขุนขลาดกลัวหาวหนาวนักหนา
โรคเรอเออร้ายมากยากหายา อหิวาตกโรคพอถึงกัน
ถ้าแม้นใครเรอออกมาครบห้าที ตามคัมภีร์หมอด้วงท่านจัดสรร
อาการตัดในตำราว่าห้าวัน ลมคงดันแดกตายวายชีวา
ตั้งแต่นั้นท่านก็นั่งคอยฟังทั่ว ใครยังชั่วใครจะหนักที่รักษา
นายพุกเที่ยวทุกหมวดคอยตรวจตรา ตามบัญชาหมีได้เว้นเช้าเย็นดู
คนมากหายตายน้อยนับตัวถ้วน นายพุกสวนสอบตรวจทุกหมวดหมู่
พวกกองทัพหายฟื้นต่างชื่นชู ล้วนแต่รู้จักบุญคุณทุกคน
ให้ผู้ฟังทั้งหลายจงจำจด คนหายหมดจากไข้ไม่ขัดสน
เพราะท่านช่วยค้ำชูอยู่ทุกคน ใครขัดสนท่านให้ทานช่วยจานเจือ
ไปข้างหน้าคงจะว่าไม่ยกไป เพราะพลไพร่ไข้จับไม่หลงเหลือ
คงหายกันกับที่ท่านได้เอื้อเฟื้อ ประกอบเกื้อรักษาไข้หายทุกคน ฯ
๏ เมื่อหยุดพักอยู่ที่ท่าพระยาทด ต้องรองดช้าอยู่ฤดูฝน
ครั้นจะยกทัพไปกลัวไพร่พล จะปี้ป่นเสียเพราะไข้ที่ในดง
ดูเถิดหนาพลาดท่าแล้วเจ้าคุณ เห็นขาดทุนแล้วพาโลเอาไข้ส่ง
ที่ขี้ขลาดนั้นไม่บอกออกตรงตรง ดูน่าสงสารแท้แน่ชาวเรา
เออเมื่อกี้อวดดีรักษาไข้ เดี๋ยวนี้ไพล่เป็นไข้ทำซ้ำอย่างเก่า
เห็นชายดงแสนจะเสียวเปรี้ยวไม่เบา แสนสร้อยเศร้าที่จะไปที่ในดง ฯ
๏ เจ้าคุณสืบสวนกะระยะทาง พระยากลางพระยาไฟไพรระหง
ให้รู้ที่สำคัญโดยมั่นคง ด้วยจิตจงอยากยกขึ้นบกไป
ให้หาพระรัตนกาศประภาษถาม ก็แจ้งความมั่งคงไม่สงสัย
เขาว่ามรคาพระยาไฟ จะคลาไคลเหลือล้ำล้วนน้ำนอง
ทั้งเป็นโคลนเป็นหล่มตมตลอด[๑๓] จะมุดลอดหลีกลัดก็ขัดข้อง
ต้องเดินข้ามแม่น้ำลำธารคลอง ข้ามเป็นสองสามหนล้วนชลลึก
ครั้นจะเรียนตามจริงว่าน้ำแห้ง พอจะเดินคล่องแคล่งไปทำศึก
เห็นเจ้าคุณจะโกรธาคว้าเอาฦก อาญาศึกหมีใช่หยอกบอกอย่างไร
ดูกระแสแง่เงื่อนท่านเสียก่อน จะไปจริงแล้วจะย้อนขึ้นเรียนใหม่
น้ำขึ้นได้ลงได้ไม่เป็นไร ถึงหลอกให้จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย
ที่จริงนั้นพวกพ่อค้าบรรดาอยู่ ที่ในหมู่เมืองโคราชก็มากหลาย
ถ้าน้ำท่วมทางนั้นดังบรรยาย คงฉิบหายขาดค้ามาทุกปี
เพราโคต่างช้างบรรทุกมาไม่ได้ พูดไถลหลอกมนุษย์สุดบัดศรี
หลอกมนุษย์ฤๅหลอกควายอ้ายรายนี้ ใครหลงเชื่อแล้วก็ทีจะเคอะฦก ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแจ้งเหตุสังเวชไพร่ ด้วยจะไปรบรากับข้าศึก
จะมาตายเสียในดงที่พงพฤกษ์ อนาถนึกเศร้าใจด้วยไพร่พล
จึงแต่งบอกกราบทูลตามมูลเหตุ เป็นไปรเวท[๑๔]เรียงความตามนุสนธิ์
ขอรอรั้งตั้งพักสำนักนิ์พล แต่พอฝนฟ้าแล้งทางแห้งดี
คิดอุบายกลบเกลื่อนเงื่อนขี้ขลาด อวดฉลาดลวงเหล่าชาวกรุงศรี
นึกประมาทเสียว่าข้าปัญญาดี คงไม่มีใครรู้ถึงซึ่งคิดทำ
ถ้าใครรู้เท่าถึงซึ่งท่านคิด ก็หงุดหงิดคลั่งฉุนคิดหุนหัน
ออกเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไม่เป็นอัน ที่สุดนั้นเลยเข้าอู่อยู่กกเมีย
ถ้าทำเซอะเคอะตามความประสงค์ เลยขึ้นส่งบอกชี้ที่ได้เสีย
ใครยอมหย่อนผ่อนให้ไพ่ปัวเปีย ถึงแสนเสียแล้วก็กลับรับว่าดี ฯ
๏ หนังสือเสร็จแล้วก็ส่งลงบางกอก ผู้ถือบอกหมายมุ่งไปกรุงศรี
ข้างกองทัพยับยั้งฟังคดี พร้อมอยู่ที่พระยาทดหมดด้วยกัน
เจ้าพระยาแม่ทัพบังคับการ ซ้อมทหารกระบวนรบให้ขบขัน
ได้ฝึกสอนเช้าเย็นไม่เว้นวัน ตั้งแต่นั้นคนเป็นสุขสนุกนิ์จริง
เวลาค่ำนั่งทำบทละคร เวลาดึกฝึกสอนละครหญิง
เหลืออาลัยที่จะอดลดละทิ้ง ดูติดยิ่งเสียกว่าฝิ่นกินทุกวัน
แม้นให้อดเล่นละครเวลาไร คงจะได้คับแค้นเป็นแม่นมั่น
เหมือนหนึ่งไส้ตะเกียงหดหมดน้ำมัน วายชีวันแม่นแท้แน่จริงจริง ฯ
๏ พวกหนุ่มหนุ่มกลุ้มเกรียวไปเที่ยวเล่น ล้วนแต่เป็นเจ้าชู้เกี้ยวผู้หญิง
บ้างโกรธขึ้นหึงหวงเที่ยวช่วงชิง แล้วข้อนติงพูดกระแทกที่แดกดัน
ด้วยลูกสาวลาวชุมหนุ่มหนุ่มเกี้ยว บ้างก็เที่ยวหาอวดประกวดประขัน
บ้างสู่ขอได้เสียเป็นเมียกัน แต่ตัวฉันไม่อยากเที่ยวไปเกี้ยวใคร
เป็นแต่เที่ยวชักพามาถวาย เจ้าคุณนายร้อนรนทนไม่ไหว
จึงไปหามาสนองให้ต้องใจ ได้ลูกสาวลาวมาให้ท่านสองนาง
แต่ตัวพี่นี้หมีได้ไปเที่ยววุ่น ถุนแต่บ่าวเมียเจ้าคุณเข้าได้บ้าง
พอแก้ร้อนผ่อนถุนไปพลางพลาง พอเบาบางรุ่มร้อนอาวรณ์ใจ
ด้วยคิดถึงเนื้อคู่อยู่ที่บ้าน จึงขี้คร้านยาตรย่างไปข้างไหน
ถึงเห็นสาวสวยสดสู้อดใจ เพื่อนเขาไปตัวเราอยู่เฝ้าเรือ
วันหนึ่งนางแม่ค้าเรือมาขาย เฝ้ามาดหมายรักฉันจิตฟั่นเฝือ
อุส่าห์หาเปรี้ยวหวานมาจานเจือ ประหลาดเหลือแล้วเราเขาเอาจริง
ฉันขี้คร้านผูกรักคิดจักเบือน เหล่าพวกเพื่อนเย้ยยั่วว่ากลัวหญิง
ควรจะหาที่พักสำนักนิ์พิง คิดแอบอิงแต่พออุ่นถุนขี้ยา ฯ
๏ ครั้นเดือนสิบเอ็ดเสร็จความขึ้นสามค่ำ ได้จดจำจงหวังไม่กังขา
บ่ายสามโมงสังเกตเศษเวลา เรือไฟมาเปิดหลอดเสียงหวอดดัง
เห็นเจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์ จำถนัดเรือห่างอยู่ข้างฝั่ง
ลงเรือแหวดแจวร่าเข้ามายัง ถึงกระทั่งท่าทำเนียบจอดเทียบพลัน
เอาเมียน้อยนั่งเคียงมาที่หน้าเก๋ง ดูเหมาะเหมงสวยสมสุดคมสัน
ฉันกระซิบถามทนายท่านไปพลัน ออกเรือนั้นแต่เมื่อไรใคร่จะรู้
ได้แวะจอดที่ไหนบ้างฤๅไม่ เขาบอกให้จริงหมดไม่อดสู
พึ่งอาบน้ำมาใหม่ได้แบบครู ฉันแลดูแล้วหัวร่อจนงองัน ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแม่ทัพออกรับรอง ต่างยิ้มย่องปรีดิ์เปรมกระเษมสันต์
ขึ้นบนทำเนียบท่าพูดจากัน แต่โดยฉันราชการในสารตรา
ท่านเจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์ ก็หยิบลายราชหัตถเลขา
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพก็รับมา จิตปรีดาเบิกบานสำราญใจ
ท่านเจ้าคุณรับรองของประทาน ที่เจ้าคุณทหารนำมาให้
ดาบฝรั่งสองร้อยเล่มที่เต็มใน หีบใหญ่ใหญ่รับขนขึ้นบนเรือ
อีกกับน้ำมันหอมพระจอมเกล้า ทรงเสกเป่าไว้เลิศประเสริฐเหลือ
ดอกไม้ร้อยแปดอย่างไม่จางเจือ กลั่นเอาเหื่อน้ำมันด้วยบรรจง
ไว้บำเรอลูกเธอเสด็จทัพ เป็นที่นับถือความตามประสงค์
ได้ป้องสรรพจัญไรที่ในดง ออกณรงค์ไม่ต้องคิดมีจิตกลัว
ด้วยเจ้าคุณมีชื่อฦๅทุกเวียง เป็นบุตรเลี้ยงพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงประทานน้ำมันมากันตัว ครั้นอ่านทั่วราชหัตถ์จัดทำเนียม ฯ
๏ ฉันนึกนึกตรึกการในสารรับสั่ง ดูน่าสังเวชจิตคิดอายเหนียม
แต่เจ้าคุณนายเราไม่เท่าเทียม ยังไม่เจียมตนประกวดทำอวดฮึก
อันลูกเธอจอมพารานั้นกล้าหาญ หมีได้คร้านย่อท้อจะต่อศึก
นี่ลูกครอกบอกว่าลูกผิดกันฦก ได้ข่าวศึกจึงได้ขลาดปราศความเพียร
ขวดน้ำมันนั้นท่านเจ้าพระยา คิดคิดขึ้นมาแล้วพาเหียร
เรื่องน้ำมันตัวท่านได้ร่ำเรียน รู้ชัดระหัดระเหียนไม่แคลงใจ
อันน้ำมันนี้ใครทาแล้วกล้าสุด ในมนุษย์ไม่มีที่เปรียบได้
ครั้นจะทาแล้วก็พาใจกล้าไป แล้วจะไพล่เข้าณรงค์สู้สงคราม
แม้นเสียทีคราวนี้มหินทร์ป่น ฝูงพวกชนก็จะเลยเยาเย้ยหยาม
ฤๅจะตายจากหน้าพะงางาม ยิ่งคิดคร้ามแสนขลาดชาติบาโย
ยิ่งคิดไปใจหายไม่วายกลัว คิดถึงตัวแลอับเฉาทั้งเจ๊าโหล่
ยิ่งคิดยิ่งเสียใจร้องไห้โฮ หยิบขวดโหลเทน้ำไม่ร่ำเรียน ฯ
๏ ครั้นถึงวันเดือนสิบเอ็ดขึ้นแปดค่ำ ได้จดจำแน่จิตประดิษฐ์เขียน
เรียบเรียงเรื่องเบื้องต้นไม่วนเวียน พระยาเกียรติ์นั้นจึงมาถึงพลัน
เชิญท้องตราขึ้นมาหนึ่งฉบับ เจ้าคุณรับตามควรไม่ผวนผัน
พระยาเกียรติ์ก็กลับไปฉับพลัน ยังหาทันที่จะถามเนื้อความใด
จึงประชุมลูกทัพกับหลานกอง ฟังอ่านท้องตราแจ้งแถลงไข
มีบังคับรีบให้ยกขึ้นบกไป แจ้งอยู่ในสารตราที่มาวาง
กับให้ไปตรวจเสบียงให้เพียงพอ กับอีกข้อหนึ่งให้ปรุงปลูกยุ้งฉาง
ให้ถ้วนทุกจังหวะระยะทาง กับเร่งส่วยด้วยที่ค้างอยู่นมนาน
แม้นเงินไม่มีสำรองให้กองทัพ ที่จะจับจ่ายเสบียงเลี้ยงทหาร
เร่งส่วยเสียที่ท้าวเพี้ยกรมการ มาเจือจานสำหรับกองทัพไชย
ข้อที่เร่งให้ยกไปไม่ถูกหู ขอคิดสู้จนชีวิตจะตักษัย
ที่ให้ปลูกยุ่งข้อสองไม่ต้องใจ ข้อที่ให้เร่งเงินส่วยเห็นรวยดี
แต่จะตอบว่าไม่ชอบแต่สองข้อ ใครรู้ตอเข้าแล้วเถิดเกิดบัดศรี
ว่าไม่ชอบเสียทั้งสามดูงามดี ดันดูทีคุ้มชีวันไม่บรรลัย ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแม่ทัพสดับตรา บังคับมามั่นคงไม่สงสัย
จึงโต้ตอบท้องตราปัญญาไว ซึ่งจะไปเร่งส่วยเห็นป่วยการ
แล้วจะให้ปลูกปรุงซึ่งยุ้งไว้ กับจัดให้ซื้อเสบียงเลี้ยงทหาร
ด้วยจะยกนิกรไปรอนราญ จักละลานหน้าหลังเป็นกังวล
ซึ่งจะให้ยกทัพไปสรรพเสร็จ แต่ในเดือนสิบเอ็ดฤดูฝน
เป็นที่ลำบากใจแก่ไพร่พล น้ำยังล้นลงไม่ลดของดที
ครั้นเสร็จสรรพพับผนึกจาฤกหลัง ส่งไปยังบางกอกบอกวิถี
แรมทัพคอยท้องตราหลายราตรี บ่ห่อนมีเภทภัยสิ่งใดพาน ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแม่ทัพพูดปรับทุกข์ ซึ่งจะบุกไปในป่าน่าสงสาร
กลัวผู้คนทั้งหลายจะวายปราณ จึงคิดอ่านหาช่องสู่ท้องตรา
รบกับเจ้าเราสนุกนิ์ไม่ทุกข์ร้อน ดีกว่าจรไปรบศึกเป็นหนักหนา
คงจะไม่ฆ่าตีมีเมตตา พวกฮ่อข้าศึกที่ไหนจะละลด
ถ้ามันจับไปได้แล้วตายจริง นึกก็ยิ่งระย่อกลัวจนหัวหด
พวกคณะจะแก้แค้นคิดแทนทด คงตายหมดทุกทุกองค์ไม่สงกา
ถึงจะมีโทษภัยกฎหมายทัพ จะสู้รับเอาผู้เดียวจริงเจียวหนา
ที่ข้อขัดบังคับรับอาญา ถึงจะฆ่าถือมั่นกตัญญู
ถึงในใจวิปริตผิดไปบ้าง แต่ปากอ้างอวดบุญคุณกู๋กู๋
กูจะเป็นอลัชชีทำไมกู ใครไม่รู้เท่าก็ช่างใครเป็นไร
ครั้นจะพูดไปอย่างอื่นไม่พ้นผิด จะยึดเอาชีวิตของพวกไพร่
เข้าพูดเล่นให้เขาเห็นว่าน้ำใจ จะพูดไปอย่างนี้อวดดีดู ฯ
๏ ขออย่าให้ไพร่พลไปป่นปี้ เวลานี้ขืนจรต้องอ่อนหู
จะรับบาปคนทั้งเพเหมือนเยซู หมีให้หมู่ไข้ป่ามันฆ่าคน
ที่อวดอ้างอย่างเยซูนั้นเหมือนแท้ ตัวตะแกเยซูนั้นขัดสน
เพราะสิ้นคิดที่จะสู้กับหมู่ชน จึงร้อนรนว่าเรารับบาปมนุษย์
เหมือนเจ้าคุณของฉันท่านคิดนี้ ใครไม่รู้ก็ว่าดีเป็นที่สุด
จะหาเปรียบท่านไม่ได้ในมนุษย์ ปาปมุติแล้วจึงกล้าท้าจะทน
หมีใช่จะคร้านคลาดราชการ เพราะสงสารโยธาด้วยหน้าฝน
แต่ที่จริงท่านหวดขลาดเหลือทน จะบอกจริงอั้นอ้นจนปัญญา
ทำเก๋กึ๊กนึกกึ๊บึ๊เข้าโต้ พูดพาโลอวดบุญคุณนักหนา
ไม่รู้เท่าเขาคงเชื่อตามวาจา ที่รู้เท่าเข้ามาก็จำจน
ทั้งกลัวไข้กลัวฮ่อไว้พอแรง สู้ยืนแขงคำอยู่ฤดูฝน
จะพากันไปตายทำลายชนม์ แล้วเมืองบนก็ไม่มีไพรีรอน
แม้นข้าศึกนับแสนตีแดนร่วม ถึงน้ำท่วมให้ตลอดยอดสิงขร
จะสู้ยกพหลพลนิกร ถึงไฟร้อนต้านหน้าจะกล้าไป
นี่อะไรได้ที่ไหนมากล่าวอ้าง เจ้าเมืองข้างตะวันออกบอกฤๅไม่
ว่าฮ่อตีเวียงได้สบายใจ บอกเมื่อไรว่าไม่มีไพรีรอน
ข้อที่ว่าข้าศึกตีแดนร่วม ถึงน้ำท่วมให้ตลอดยอดสิงขร
เพียงท่วมกลางทางลบไม่กลบดอน ยังไม่จรกองทัพไปรับรบ
พูดว่าไฟต้านหน้าก็กล้าไป เอาที่ไหนมาว่าดูน่าตบ
แต่ขี้ฮ่อไม่ถึงไพยังไม่รบ แต่ไฟคบก็คงพรั่นจะบรรลัย ฯ
๏ เดือนสิบเอ็ดขึ้นสามค่ำตามเหตุ บ่ายสักสามโมงเศษไม่สงสัย
พอสมเด็จเจ้าพระยาท่านมาใน เรือกลไฟถึงท่าพระยาทด
บังเอิญเทวดาวลาหก ก็เร่งตกลงมาใต้ปรากฏ
ฝนก็ไม่หายเหือดไม่เงือดงด ไม่หยาดหยดซู่ซ่าลงมาพอ
ท่านเจ้าคุณดีใจเห็นได้ท่า ฝนตกมาถูกใจกระไรหนอ
สมกับที่ปดไว้ได้โก่งคอ ได้หลอกล่อในสนุกนิ์ไม่ทุกข์ใจ
ถ้าแม้นว่าได้พูดจาปรับทุกข์ร้อน จะยอกย้อนขู่เล่นให้อย่างใหญ่
ที่ไก่เห็นตีนงูครูว่าไว้ งูก็เห็นนมไก่อยู่ใต้คอ ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณไปคำนับรับสมเด็จ ฝนสาดไม่ขาดเม็ดลงสอสอ
ต้องกางกั้นร่มไปหมีได้รอ ลงนั่งย่อเรือพายม้ารีบคลาไคล
ครั้นถึงสมเด็จจอดเสร็จสรรพ น้อมคำนับกราบก้มประนมไหว้
แล้วเรียนเรื่องทางบกจะยกไป ในดงใหญ่น้ำมากลำบากคน
ขอรั้งรอพอให้แห้งแล้งสักหน่อย จึงจะค่อยยกไปในไพรสณฑ์
ถ้าขืนยกเวลานี้เห็นรี้พล จะปี้ป่นตายลงในดงดาน ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณจำเนียนกราบเรียนเสร็จ ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาฟังว่าขาน
จึงมีพระประศาสน์ประกาศการ ให้คิดอ่านรีบยกขึ้นบกไป
เจ้าคุณรับโอวาทประศาสน์สั่ง โดยข้อบังคับแจ้งแถลงไข
จะให้ยกโยธารีบคลาไคล รอพอได้ทำบุญเสร็จสักเจ็ดวัน
ท่านสมเด็จเจ้าพระยานึกปรานี นึกรู้ทีเลยสำรวลกันสรวลสันต์
คิดถึงครั้งทัพญวนพอควรกัน หัวอกฉันหัวอกเธอกคล้ายคลึง
การรบทัพจักศึกหมีใช่ง่าย จะขยายต่อไปให้อ้ำอึ้ง
จะขู่รู่ทีกูก็ทีมึง จะพูดถึงไปทำไมขัดใจกัน ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแม่ทัพกลับทำเนียบ ฝนไม่เรียบตกรวดเป็นกวดขัน
พอพลบค่ำย่ำแสงพระสูริยัน มีกำปั่นไฟถึงอีกหนึ่งลำ
ด้วยท่านหลวงวุทธยานาธิกร สวมฤๅศรก็เห็นสมดูคมขำ
เชิญท้องตรามากำลังฝนตกพรำ ขึ้นบนทำเนียบท่าชลาธาร
ส่งท้องตราให้แก่ท่านแม่ทัพ อีกทั้งกับเงินจำแนกแจกทหาร
ทั้งเงินห้าสิบชั่งสั่งประทาน เป็นเงินงานเตรียมทัพสำหรับไป
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพก็รับรอง แล้วอ่านท้องตราแจ้งแถลงไข
มีบังคับจะยกขึ้นบกไป แต่โดยในเดือนสิบเอ็ดจงเสร็จพลัน
เจ้าพระยาแม่ทัพสดับแจ้ง ตอบแถลงตามกระบวนไม่ผวนผัน
ด้วยโคต่างช้างม้ามาไม่ทัน การติดตันเหลือเขยื้อนเคลื่อนนิกาย
แม้โคต่างช้างม้าพร้อมมาถึง เป็นแน่หนึ่งวันนั้นได้ผันผาย
พอได้พาหนะทั่วเหล่าตัวนาย จะถวายบังคมลาฝ่าละออง
อนึ่งเล่าเราวิตกเป็นหนักหนา ดวงพระสูริยายังแผดส่อง
จะยกพลนิกายไปเนืองนอง แดดจะต้องร้อนรนไพร่พลทัพ
ถึงเดินไปในหนทางเมื่อเดือนหงาย พลนิกายพักผ่อนจะนอนหลับ
แสงเดือนส่องต้องตาโยธาทัพ นอนไม่หลับแล้วฉิบหายตายทั้งกอง
๏ ครั้นเสร็จสรรพพับผนึกจาฤกบอก ส่งบางกอกแจ้งความตามสนอง
หลวงวุทธยาคำนับแล้วรับรอง หนังสือสองสามฉบับแล้วกลับลา
เจ้าคุณท่านตรองเหตุหาเภทผล มีตราเร่งมาจนเกือบหมดท่า
เรียกตัวฉันลงไปในนาวา คิดปฤกษาว่าจะทำอย่างไรดี
แม้นว่าตัวกุมภกรรณนั้นยังเป็น จะคิดเล่นกับพระยายักษี
ให้ท้าวช่วยสกัดกันกั้นวารี น้ำแห้งดีจะได้หลอกบอกลงไป
จะนิราศออกจากหาดพระยาทด พลจะอดวารินสิ้นตักษัย
เห็นจะคล่องที่ไม่ต้องจะยกไป พออยู่ไกลกลิ่นฮ่อต่อชีวา ฯ
๏ ครั้นขึ้นสิบสี่ค่ำเดือนสิบเอ็ด ได้จำเสร็จโดยหวังไม่กังขา
น้ำท่วมถึงกระทั่งเลยหลังคา นึกก็น่าอัศจรรย์ขันกระไร
น้ำท่วมนั้นหมีใช่มันท่วมตลิ่ง ท่วมจริงจริงคนผู้จะอยู่ไหน
ท่วมหลังคาฝากระท่อมที่ปลูกไว้ อยู่เฝ้าไร่ตามหาดทรายมากมายครัน
ที่ทำเนียบเจ้าคุณนั้นมันไม่ท่วม เลยรวมรวมเข้าไปเล่นให้เห็นขัน
ใครได้ฟังคิดเห็นเป็นอัศจรรย์ ที่จริงท่านขู่เล่นดอกบอกจริงใจ ฯ
๏ เรือต้องขึ้นจอดบกเจียวอกเอ๋ย หมีได้เคยพบเห็นเป็นไฉน
น้ำขึ้นถึงขนาดประหลาดใจ แม้นผู้ใดบอกคงจะสงกา
นี่ได้เห็นต่อพักตร์แก่จักขุ เจอแลจุปากทักน้ำหนักหนา
ขึ้นคืนเดียวเจียวร่วมท่วมหลังคา เป็นน้ำป่าเช่นผู้เฒ่าเขาเล่ากัน
แต่ไม่คงยืนยงอยู่ช้านาน ตามที่ท่านผู้ใหญ่เล่าให้ฉัน
เต็มอย่างช้าก็ไม่กว่าสองสามวัน เขาพูดกันเป็นแน่ออกแซ่เซ็ง
น้ำขึ้นใหญ่ไม่บอกลดเมื่อใด คิดปดให้ไพเราะดูเหมาะเหมง
ใครไม่คิดก็คงตื่นออกครื้นเครง เออนักเลงเช่นนี้ก็มีกัน ฯ
๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จวัสสาสิบห้าค่ำ เจ้าคุณทำบุญใหญ่ใจกระสันต์
สนองคุณบพิตรนิจนิรันดร์ ด้วยเป็นวันพระจอมเกล้าเข้านิพพาน
นิมนต์สงฆ์พร้อมเพรียงประเดียงฉัน ในวันนั้นล้วนเป็นสุขสนุกนิ์สนาน
มีมหาชาติใหญ่แล้วให้ทาน มโหฬารสรวลเสเสียงเฮฮา
ครั้นพลบค่ำย่ำแสงสูริย์ใส จุดดอกไม้ส่องสว่างกลางเวหา
แสงดอกไม้กระจ่างสำอางตา จับนวลหน้านางลาวขาวเป็นใย
ครั้นเทศน์ครบจบตามสิบสามกัณฑ์ แอ่วลาวลั่นเพราะเสียงสำเนียงใส
นางสาวลาวขับลำล้ำวิไล สนุกนิ์ในกลางคืนชื่นสบาย
ซึ่งน้ำท่วมถึงหลังคาสี่ห้าวัน ตั้งแต่นั้นน้ำลดค่อยงดหาย
ซึ่งกองทัพเป็นสุขสนุกนิ์สบาย พอหาดทรายผุดพ้นชลธาร ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแม่ทัพหยุดยับยั้ง ท่านก็ตั้งซ้อมศึกฝึกทหาร
ล้วนเข้าใจไวว่องคล่องชำนาญ ท่านเห็นการน้ำลดเงือดงดลง
เจ้าคุณแสนวิตกอกแทบหัก ดังถูกจักรขว้างชีวิตปลิดเป็นผง
ไม่มีเรื่องอะไรเห็นเป็นสบง ที่จะทรงนุ่งให้เห็นว่าเป็นพระ
อนิจจาน่าเสียดายกระแสสินธุ์ ช่างไหลรินเร็วจริงยิ่งสวะ
จอกแหนหนอพอกระทั่งฝั่งประทะ ยังพิงพะรอราให้ช้าที
อ๊ะพุทโธ่โอ้ว่าน้ำเจ้ากรรมเอ๋ย กระไรเลยช่างไหลลงเร็วรี่
ขอผัดวันประกันพรุ่งพอรุ่งปี ช่างไม่มีเมตตารีบลาลง
จึงแต่งจัดขุนอสัจจวาที โกหกาธิบดีตามประสงค์
สืบระยะแถวทางในกลางดง จัตุรงค์พอจะเดินเหินสบาย
ครั้นทายทักขุนอสัจจวาที สืบวิถีแน่กำหนดลงจดหมาย
เสร็จสรรพกลับสนองทั้งสองนาย กราบเรียนรายระยะทางในกลางดง
ก็พอจะไปได้ไม่สู้ยาก ที่ลำบากน้ำเฝือยังเหลือหลง
เป็นหล่มฦกตลอดไปในไพรพง ก็น้อยลงกว่าแต่ก่อนเป็นดอนไป
เจ้าพระยาแม่ทัพสดับแจ้ง ว่าทางแห้งไม่สู้ยากลำบากไพร่
คิดจะยกซึ่งพหลพลไกร แต่ยังไม่มีช้างโคต่างจร
เจ้าพระยาแม่ทัพเฝ้าปรับทุกข์ ไม่มีสุขเศร้าในฤๅทัยถอน
เที่ยวหาจ้างช้างอำมาตย์ราษฎร ก็บ่ห่อนสมคิดจิตรำพึง ฯ
๏ พอวันหนึ่งมีผู้ถือหนังสือกระดาษ ของพระยาราชเสนาลงมาถึง
ยังเจ้าคุณแม่ทัพคำนับคำนึง เจ้าคุณจึงอ่านได้มีใจความ
ในบอกว่าพระยามหาอำมาตย์ กับเจ้าเมืองโคราชเรืองสนาม
เข้ารบอ้ายฮ่อนั้นวัดจันงาม พอสงครามฮ่อแหกแตกกระจาย
กองทัพไทยได้ทีตีกระทบ พวกฮ่อรบแหกหักหนีผันผาย
พวกกองทัพจับได้ทั้งไพร่นาย ที่เหลือตายหลบหลีกตั้งปีกกา
ฮ่อยกพลขึ้นบนหลังคาโบสถ์ ปืนลูกโดดยิงไทยด้วยใจกล้า
อ้ายพวกฮ่อดีนักแผลงศักดา บนหลังคาโบสถ์ยืนยิงปืนกัน
พระสูริยนสนธยาวลาหก เพอิญตกยิ่งยวดเป็นกวดขัน
พวกอ้ายฮ่อก็กระโดดจากโบสถ์พลัน เข้าฝ่าฟันหนีไปได้ทั้งมวล
ได้ฟังสารอ่านพลันไม่ทันจบ จวนสลบอ้าปากน้ำหมากบ้วน
ลงหนุนหมอนนอนเกรเรดูเซซวน หมออ้นอ้วนเข้าประคองรับรองนาย
พวกลูกทัพลมจับแทบถ้วนทั่ว ทั้งพวกตัวหลานกองนอนนองหลาย
ฉันวอนหมอว่าพ่อคุณอย่าวุ่นวาย ช่วยแก้คนที่จะตายเสียก่อนซี
หมออ้นว่าอ้ายพวกนั้นมันตายแล้ว ไม่คืนแคล้วคงเห็นต้องเป็นผี
แก้อ้ายนายที่จะตายอยู่เดี๋ยวนี้ ให้มันมีชีวิตอยู่ดูละคร
ครั้นค่อยฟื้นคืนได้สมประดี เห็นเสนีคุดคู้อยู่สลอน
คิดถึงหมอด้วงบ่นปนละคร คนที่นอนก็เลยหายคลายทั้งทัพ
เจ้าคุณมีปัญญาให้ว่าใหม่ เผื่อมีช่องเข้าอย่างไรจะได้กลับ
ต้องย้อนต้นวนเวียนไปเจียนยับ หาทางกลับให้ได้แน่ไม่แปรปรวน
แต่พระยามหาอำมาตย์นั้น ได้จัดสรรคนลอบไปสอบสวน
สกัดจับทัพฮ่อที่ก่อกวน หลายกระบวนตามกระชั้นไปพันพัว ฯ
๏ เสมียนอ่านบอกเสร็จสำเร็จจบ เจ้าคุณตบมือสรวลสำรวลหัว
พวกอ้ายฮ่อเสียกระบวนมันจวนตัว ด้วยความกลัวหนีโดดจากโบสถ์ไป
คนล้อมถึงสามพันกระชั้นชิด อ้ายฮ่อมันมีฤทธิ์จึงหนีได้
คิดขยาดหวาดกลัวในหัวใจ ถ้าเราไปถูกมันเล่นเข้าเช่นนี้
ไม่ตัวเราก็คณะคงจะป่น ถึงอับจนแล้วก็เห็นจะเป็นผี
ดูฤทธิ์มันหมีใช่เล่นเห็นเต็มดี นึกอีกทีชอบกลเป็นพ้นไป
ด้วยอ้ายพวกไพรีมันหนีหมด ไม่ต้องจากพระยาทดก็เจียนได้
พวกเราไม่ต้องยกขึ้นบกไป ด้วยสิ้นไส้ศึกเสร็จสำเร็จการ
ซึ่งตัวฉันได้ฟังแล้วนั่งยิ้ม ใจเอิบอิ่มปรีดิ์เปรมกระเษมสานต์
เออเจ้าคุณแสนขี้ขลาดชาติสันดาน ช่างคิดการเอาสั้นสั้นขันสิ้นที
ที่ฮ่อแตกแยกไปหนีได้หมด ไม่ออกรสเลยหนาน่าบัดศรี
แม้นมันคุมกันมาย่ำยี จะไม่ตีตอบมันฤๅฉันใด
ถ้าแม้นมันยกเข้ามาเวลานี้ จะมานั่งอยู่ที่นี่ได้ที่ไหน
ช่างอยากกลับเสียจริงจริงยิ่งกว่าไป คนอะไรขี้เค้าไม่เอาการ
เล่นลายเดานึกเอาว่าสำเร็จ ไม่ยอมเผ็ดฤๅจะปลิ้นไปกินหวาน
นึกเดาเอาว่าสำเร็จศึกเสร็จการ ได้กลับบ้านแล้วพวกเราอย่าเศร้าใจ
คอยฟังข่าวซึ่งต้องตราให้หากลับ ก็ฦกลับเหลือล้นพ้นวิสัย
ยิ่งนับวันก็ยิ่งหายกลับกลายไป ประหลาดใจเหลือล้ำนั่งคำนึง
เหมือนเปรตคอยพระมาไลยได้มาโปรด คอยเงี่ยโสตปากบ่นรนร่ำถึง
เห็นยมพบาลหมายว่าพระมาจึง เข้าไปถึงก้มกราบลงราบดิน
ยมพบาลถามว่าฮ้าไปไหน เปรตตอบในข้อความตามถวิล
ฉันกลัวฮ่อเต็มประดายิ่งฟ้าดิน กลัวมันสิ้นเสียด้วยลาวบอกข่าวอึง ฯ
๏ อนึ่งชั่วตัวฉันลืมวันคืน เมื่อจมื่นทิพเสนาลงมาถึง
คุมฮ่อมาที่ทำเนียบไม่เงียบอึง คนทะลึ่งอยากเห็นฮ่อวิ่งสอมา
ฮ่อสองคนใหญ่เล็กเจ๊กแท้แท้ ช่างเรียกแห้ฮ่อฟังน่ากังขา
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพบังคับบัญชา เสมียนมาถามฮ่อเขียนข้อคำ
จีนคนเล็กคนใหญ่มันให้การ ดูเพ่นพ่านฟั่นเฟือนเลื่อนถลำ
เห็นผันแปรแชเชือนเป็นเงื่อนงำ หมีได้จำจดไว้ไม่เป็นการ
ครั้นมันบอกออกความว่ากองทัพ ฮ่อนั้นนับร้อยคนพลทหาร
ครั้นจะจำจดไว้ตามให้การ เจ้าคุณท่านกลัวจะต้องยกกองทัพ
จึงย่นย้อข้อความตามที่คิด บอกปกปิดความไว้พอได้กลับ
ถ้าขืนไปก็ตกลงคงจะยับ ไม่ได้กลับแล้วก็เห็นไม่เป็นการ ฯ
๏ ทิพเสนาก็พาจีนฮ่อกลับ เจ้าคุณแม่ทัพกระเษมสานต์
แรมทัพอยู่ที่ท่าเป็นช้านาน ทำบุญทานด้วยมนัสมีศรัทธา
ได้ซ่อมแซมกุฏิพระวิหาร ทำไม้กรานค้ำโพธิ์โตสาขา
เอาเงินแจกคนชแรแก่ชรา ทอดผ้าป่าโดยนิยมพอสมควร
พอโคต่างช้างม้าลงมาถึง เจ้าคุณจึงให้คนลอบไปสอบสวน
ให้ได้เห็นจริงดูรู้จำนวน จงถี่ถ้วนช้างตั้งเป็นพังพลาย
ช้างเบ็ดเสร็จร้อยเจ็ดสิบช้างกว่า โคต่างห้าร้อยถ้วนจำนวนหมาย
ท่านเจ้าคุณยินดีเป็นที่สบาย พร้อมทั้งนายทัพนายกองปรองดองกัน
ต่างตรองตรึกปรึกษาหาทางเลี่ยง คิดบ่ายเบี่ยงโยเยจะเหหัน
ด้วยแสนกลัวตัวฉิบหายวายชีวัน แล้วซวนกันตริตรองนองน้ำตา
เจ้าคุณเลิกหน้าสะท้อนถอนใจใหญ่ คิดถึงเมียกลัวจะไม่ได้เห็นหน้า
คะนึงโฉมไข่ขวัญกัลยา เคยเห็นหน้าเช้าเย็นไม่เว้นวาย
ด้วยจำร้างห่างสุดามาอยู่เดียว จะเหลือบเหลียวแลหาไม่เห็นหาย
พระยาประภาคงจะมาทำอุบาย มาวุ่นวายลักนางให้ห่างกัน
ถ้ากระไรลักไปได้แล้วอกหัก คงดักดักดับชีวิตเป็นแม่นมั่น
จะต้องละสละบ้านไปนานครัน ต้องพึ่งปัญญาหลุยแคะคุ้ยเตือน
ทั้งไม่ไว้ใจพระไพผู้บุตรเขย ถ้ามันเลยเอาเมียเข้าเห็นเน่าเปื้อน
ด้วยเพราะว่าธรรมดาคนจากเรือน คิดลงเขื่อนคั่นไว้พอได้กัน ฯ
๏ กำหนดที่จะยกขึ้นบกเดิน บอกแต่เนิ่นเตรียมพหลพลขันธ์
เดือนสิบสองขึ้นสองค่ำเป็นสำคัญ จะผายผันไปตำแหน่งท่าแก่งคอย
พลกองทัพรู้ทั่วเตรียมตัวท่า บ้างทำม้าสานตะกร้อไม่ท้อถอย
ตระเตรียมเป็นธุระไม่ตะบอย ไม่อ้อยสร้อยสานกระทอพอตะพาย
ครั้นว่าจะเกะกะอย่างแต่ก่อน ขืนผัดผ่อนนายนายทิมริมฉิบหาย
จะซัดน้ำน้ำก็ไหลไปละลาย จะซัดควายโคช้างม้าก็มาครบ
สุดตอแหลแปรผันประกันหน้า ไม่มีท่าทางปลิ้นดิ้นหลีกหลบ
เหมือนกับแกงปลาไหลใส่เครื่องครบ กลิ่นตระหลบคาวได้ไม่ระคาย ฯ
๏ พวกลาวชาวบ้านพระยาทด รู้กำหนดว่าจะไปแล้วใจหาย
ท่านผู้เฒ่าเฝ้าละเหี่ยแสนเสียดาย กองทัพอยู่ค่อยคลายพวกคนพาล
ไม่อยากให้กองทัพไปลับลี้ ตั้งอยู่ที่แสนเป็นสุขสนุกนิ์สนาน
ทั้งข้าวของไม่หายวายรำคาญ พวกชาวบ้านหม่นหมองนองน้ำตา
กองทัพมาครั้งนี้เป็นที่ยิ่ง ดีจริงจริงปกปักคุ้มรักษา
ค่อยว่างเข็ญเย็นเกล้าเหล่าประชา บ้างโศกาไห้ร่ำโศกรำพึง
ครั้นจะพูดนินทาว่าอัปรีย์ เห็นคณะสัสดีจะโกรธขึ้ง
ถึงไม่อวดก็จะเฉยเลยมึนตึง ถมึงทึงสั่งบ่าวเล่นเรายับ
ทั้งเห็นผีขี้ขลาดอยู่ในใจ คิดขอให้แล่นตลอดเข้าปอดตับ
พวกคณะหน้างมก็ซมรับ จับใจวับพูดอวดดีออกมี่อึง ฯ
๏ ณ วันคืนปีเดือนจำเคลื่อนคลาด เจ้าคุณราชวราขึ้นมาถึง[๑๕]
ขึ้นทำเนียบท่าน้ำดั่งคำนึง แล้วเชิญซึ่งท้องตราขึ้นมาพลัน
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพรับหนังสือ มาจากมือเจ้าคุณราชแล้วผาดผัน
มายังที่ชุมนุมประชุมพลัน พร้อมพรักกันทั้งลูกทัพคอยรับนม
ร้องงอแงเสียงแซ่อยู่โยเย ทำปากเบ้หงับหงับขอรับผม
ผมมาหมายว่าจะกินนม ขอขนมกับน้ำตาลแจกหลานกอง
แล้วจึงอ่านสารตรามาบังคับ ให้กองทัพยกเคลื่อนเดือนสิบสอง
จะตอบโต้เบือนบิดผิดทำนอง จึงเคลื่อนกองทัพยกขึ้นบกไป ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแจ้งตามความบังคับ จึงพูดกับเจ้าคุณราชไม่หวาดไหว
โคต่างช้างหมีมาจะว่าไร อยากจะใคร่กรีพลพหลจร
บัดนี้ช้างโคต่างมาถึงหมด ได้กำหนดไว้แน่แล้วแต่ก่อน
จะยกซึ่งพหลพลนิกร ใช่จะนอนเนิ่นใจเมื่อไรมี
ที่ว่านี้ความจริงทุกสิ่งสรรพ์ พอน้ำหกฉวยขันขึ้นวิ่งจี๋
ซํ้าเทปราดสาดทิ้งในนที แล้วเร็วรี่เดินส่งลงตะพาน
พลาดบันไดพลอยโผนโจนลงน้ำ โกหกซํ้าเกลียวกลมประสมประสาน
ครั้นลีลามาจากที่นทีธาร พอล้มลงเลยพาลว่าอยากนอน
อุปมานุปรไมยในสามข้อ เป็นความของผมหนอไม่ย่อหย่อน
หนึ่งนายเพ็งสองสรรเพธไม่เด็ดรอน สามซ้อนบุรุษรัตนพัลลภ
สี่มาตย์ที่ราชสุภาวดี ห้ามหินทรสิ้นทีขี้ขลาดจบ
สาบานเติมเพิ่มให้แรงแซงสมทบ หกปรารภยิ่งนักที่จักรี ฯ
๏ แล้วแต่งตอบข้อความตามที่กล่าว เป็นเรื่องราวน้อมประณตบทศรี
ขอถวายบังคมลาฝ่าธุลี สิ้นวาทีห่อพับประทับตรา
แล้วส่งลงบางกอกบอกนุสนธิ์ ตามเหตุผลข้อศึกที่ปฤกษา
ครั้นรุ่งแจ้งแสงศรีสูริยา เห็นกำปั่นไฟมาถึงท่าพลัน
เห็นฝรั่งนั่งร่ามาหน้าเรือ ประหลาดเหลือมาไยผิดใจฉัน
พอเห็นหมวกกะเรนเซนเป็นสำคัญ[๑๖] ชาวอเมริกันเขาขึ้นมา
ถึงเจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อม กับของพร้อมสารพัดเขาจัดหา
เล่าแถลงแจ้งจิตตามกิจจา ตามบรรดาคนนอกเขาออกทุน
ฝรั่งพร้อมกันเสียเงินเรี่ยไร ทั้งคนใหญ่คนน้อยพลอยอุดหนุน
ทั้งนายห้างกัปตันท่านกงซุล[๑๗] เขาทำบุญสู้เสียเงินเรี่ยไร
ได้จัดซื้อผ้าห่มขนมปัง กับอีกทั้งหยูกยารักษาไข้
ยาโกรกกรากใบตองสำรองไป ทั้งขีดไฟชาหีบรีบเอามา
จะมอบของสิ่งนี้ให้ใครบำเรอ มอบดอกเตอร์ดูพิทักษ์ได้รักษา
คนกองทัพจับไข้ได้พยา บาลบรรดาคนไข้ของให้ทาน
๏ ความข้อนี้ดูทีเห็นประหลาด พวกชาวชาติฝรั่งติดคิดวิถาร
ที่ยกทัพมาแต่ก่อนไปรอนราญ ไยไม่จานเจือบ้างเหมือนอย่างนี้
คิดไม่เห็นจะเป็นด้วยอย่างไร จะเป็นได้เพราะเสียงฦๅอื้อจากนี่
ว่าไพร่พลโยธายาไม่มี ทั้งโยธีอดอยากลำบากใจ
ด้วยต้นเหตุเพราะขลาดขยาดศึก ฉันตรองตรึกตามปัญญาอัชฌาสัย
ทำข่าวร้ายให้ขจายขจรไป ขายชื่อไทยให้คุ้มขลาดไม่ขาดทุน
แต่ที่จริงนั้นเสบียงก็เพียงพอ เงินหลวงก็จานเจือได้เกื้อหนุน
ไปเป็นสี่ห้าสิบชั่งประทังทุน ยังลืมคุณลบหลู่พระภูบาล ฯ
๏ พวกดอกเตอร์เขาก็พากันมารับ ของสำหรับที่จำแนกแจกทหาร
ช่วนกันขนล้นหลามถ้วยชามจาน ทั้งน้ำตาลทรายกระสอบรับมอบมา
ครั้นจวนวันจวนเดือนจะเคลื่อนคลาด ไปจากหาดพระยาทดกำสรดหา
ซึ่งตัวฉันนี้ไม่วายฟายน้ำตา จะจากท่าหาดเหินเดินอรัญ ฯ
๏ ครั้นนาฬิกาได้ที่ตีสิบเอ็ด คนพร้อมเสร็จเตรียมการจะผายผัน
ขอของลงนาวาไม่ช้าพลัน บ้างชวนกันกินข้าวเช้าจะไป
เหล่าลูกทัพหลานกองพร้อมนองเนือง ล้วนแต่งเครื่องเต็มยศแสนสดใส
แต่งเล่นเสียให้ระยำหนำพระทัย ต่างคนไปจอดลอยคอยเจ้าคุณ
ฉันนั่งที่หน้าแคร่เหมือนแต่ก่อน อุระร้อนราวจะโลดกระโดดหมุน
พอรุ่งแจ้งแจ่มฟ้าเรื่ออรุณ ได้สกุณฤกษ์เบิกกระบวน
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพขยับย่าง งามสำอางเฉิดฉินดังอินศวร
เหมือนเมื่อตรีปุรำทำลามลวน มาก่อกวนโลกาให้อาวรณ์
พระอินศวรเป็นเจ้าเข้าต่อยุทธ สัประยุทธ์กับขุนมารชาญสมร
จับนารายณ์แผลงทั้งกำลังนอน พระแสงศรลูกนารายณ์ป่ายปักดิน
พระอินศวรตกพระทัยแสนไหวหวาด ผิดประหลาดสิ้นแรงพระแสงศิลป์
เสียพระทัยพักตร์คลํ้าดำเป็นนิล เหมือนมหินทร์ครั้งนี้ทีกระบวน
ครั้นเจ้าคุณลงมาถึงท่าน้ำ ดูพักตร์คลํ้าโศกสร้อยละห้อยหวน
เสร็จลงนาวาเวลาควร เรือก็หวนเหห่างออกกลางชล ฯ
๏ ฆ้องชัยลั่นสำเนียงเสียงประสาน ฝีพายขานยาวรับอยู่สับสน
พระสงฆ์เป็นธุระประน้ำมนต์ แล้วร่ำบ่นชยันโตโมทนา
เหล่าพวกลาวชาวบ้านละลานจิต บ้างที่คิดถึงบุญคุณนักหนา
เดินตามส่งกองทัพจนลับตา บ้างโศกาโหยไห้อาลัยแล
ฝีพายขึงตึงไหล่ใส่สวบสวบ เรือยวบยวบมาในวนชลกระแส
ตัวฉันเฝ้าเพิ่มพูนอาดูรแล ทรวงตั้งแต่โศกร้อนอาวรณ์มา
เรือรี่เรื่อยเฉื่อยฉิวละลิ่วฉุย ฝีพายพุ้ยจ้ำหน่วงจ้วงถลา
ถึงที่แก่งน้ำนูนไหลพูนมา ดังฉ่าฉ่าฉานฉานเสียงชานชล
น้ำพุ่งไหลโพนช่างโชนเชี่ยว ฝีพายเหนี่ยวหันรับอยู่สับสน
ต้องขึ้นแก่งแรงร้ายหลายตำบล ประจวบจนแก่งคอยบ่ายคล้อยโมง
ชะเสียดายไม่ได้กะระยะทาง พอคิดอ้างพาโลได้ไปช่องโล่ง
ยึดเอาแก่งบอกลงไปได้ช่องโกง คงปลอดโปร่งตลอดได้ไม่ต้องมา
ว่าแก่งติดหนทางอยู่กลางน้ำ เหลือจะคํ้าถ่อลำบากยากนักหนา
ใครข้ามไปแล้วไม่พ้นมรณา เพราะเทพาอารักษ์ท่านหักคอ
ก็จะสมอารมณ์ที่นึกไว้ แสนเสียใจจิตรันทดสลดฝ่อ
ดังเจ้าพ่อหอกลองท่านหักคอ ใครเชื่อพอดึงดันประกันโกง
น้ำเฉื่อยฉิวลิ่วเหลือพอเรือลอย ไพร่พลพลอยถ่อค้ำหักต้ำโผง
ฝีพายผ่อนอ่อนใจต้องใช้โยง ค่อยชะโลงหน่วงเหนี่ยวเต็มเรี่ยวแรง
ช่วยกันรั้งช่วยกันลากกระชากฉุด พอเรือหลุดล่วงพ้นตำบลแก่ง
ถึงทำเนียบที่สร้างไว้กลางแปลง เขาตบแต่งคอยรับกองทัพไชย ฯ
๏ เรือเจ้าคุณจอดประทับกับตะพาน พอทหารยืนเรียงเคียงไสว
พอเจ้าคุณย่างยกขึ้นบกไป กัปตันใหญ่บอกเป็นปรีเซนต์นำ[๑๘]
ทหารแถวยกปืนขึ้นคำนับ ไม่สับปลับดังว่าเลขาขำ
แล้วบอกให้ยกปืนยืนประจำ เขาช่างทำเจนจัดหัดชำนาญ
ก็แรมทัพยับยั้งอยู่ที่นั้น ครั้น ณ วันแรมสามค่ำได้ทำศาล
บวงสรวงเทวดาเจ้าท่าธาร ให้ภิบาลกองทัพจงรับรอง
แล้วเจ้าพระยาแม่ทัพบังคับสั่ง จัดแต่งตั้งลูกทัพบังคับต้อง
ใครอยากนมให้มาอมเอาข้าวพอง ปันหมวดกองด้วยจะยกขึ้นบกเดิน
พระยาอภัยสงครามใจห่ามฮึก ฉันนึกนึกในจิตคิดเผินเผิน
ใครจะตั้งชื่อคิดเห็นผิดเกิน มาแต่เถินเถื่อนท่าฤๅป่าดง
อาสาซ้ายตัวเจ้ากรมนิยมนาม เรียกพิไชยสงครามตามประสงค์
ในกฎหมายแบบอย่างท่านวางตรง เออนี่หลงฤๅว่าใครที่ไหนมา
จึงได้เรียกลงไว้อภัยสงคราม ฤๅว่าคิดเปลี่ยนนามเอาตามข่า
นายบอกให้จึงได้ลงในสารา ฉันพลอยทำเป็นข่าตามนายไป
จีนโน้วเกี๊ยนามบอกออกตรงตรง ไพล่เรียกอนงค์เกี๊ยเล่นก็เป็นได้
เติมหน้าตัดท้ายสบายใจ พูดเหลวไหลเด็กฟังพอนั่งเพลิน
ท่านพระยาคนนี้ดีลํ้าฦก เคยทำศึกรบรุกถึงฉุกเฉิน
ให้เป็นนายทัพหน้าปัญญาเดิน คงไม่เยินย่อยยับอัปรา
ซึ่งพระไตรภพรณฤทธิ์ความคิดหลาย เป็นปีกซ้ายสำหรับกองทัพหน้า
พระอภัยพลรบจบศักดา เป็นปีกขวาเมื่อจะยกขึ้นบกไป
พระมนตรีบวรซ้อนประดัง เป็นกองหลังทัพหน้าอัชฌาสัย
รวมจำนวนบาญชีที่มีไป ล้วนคนในเกณฑ์ตั้งวังบวร
พระวิชิตณรงค์เคยสงคราม ไม่ครั่นคร้ามห้าวหาญชาญสมร
เป็นทัพขันธ์เยื้องซ้ายนายนิกร ไม่ย่อหย่อนไพรีมีศักดา
พระยาพิชัยชาญฤทธิ์ไม่คิดพรั่น เป็นทัพขันธ์หนุนเนื่องข้างเบื้องขวา
พลรบถือครบเครื่องศาสตรา อ้ายหลักคามีฤๅไม่จะใคร่รู้
ล้วนองอาจชาติทหารชำนาญศึก ล้วนหาญฮึกจะใคร่รอคิดต่อสู้
ไม่ขี้ขลาดเหมือนนายข้าอีตาครู แต่พอรู้ว่าฮ่อมาอุราร้อน ฯ
๏ เจ้าคุณกำกับพลคนทั้งปวง เป็นทัพหลวงรี้พลคนสลอน
ตั้งนายกองนายทัพเป็นตับตอน แม้นราญรอนท่วงทีไม่มีชัย
ซึ่งท่านหลวงทวยหาญเชี่ยวชาญชัด กับขุนจัดกระบวนพลเป็นคนไหว
เขาพูดว่าวักตรำทำตกใจ ชั่งหนักใหญ่นับด้วยตันพันพอครบ
สัทธาสูรอุ้มวิรุญจำบัง ก็ไปนั่งดิ้นไหวอยู่หรบหรบ
ไหวว่าเขาเสียดสีทีกระทบ ไหวบัดซบไปจนเฝือน่าเบื่อใจ
สมเป็นชายนายทหารชำนาญศึก ช่างแสนฦกเลิศดีคัมภีร์ไหว
คุมทหารสำหรับแม่ทัพไป ระวังภัยหมีได้หมิ่นอรินพาล ฯ
๏ พระพิบูลไอยสวรรย์ตัวกลั่นกล้า เป็นปีกขวาทัพใหญ่ใจทหาร
ท่วงทีกลศึกฝึกชำนาญ แสนเชี่ยวชาญเต็มดีคัมภีร์เจ๊ก
สามก๊กเลียดก๊กอ่านตกสิ้น ทั้งฮ่องสินเรื่องตลกโกหกเด็ก
โง่วโฮ้วเพ็งไซทั้งไคเภ็ก หนังสือเจ๊กจำแม่นแสนชำนาญ
ท่านแสนรู้จนท่วงทีกิริยา ท่านทำท่าคล้ายกวนอูดูอาจหาญ
ทั้งความคิดบิดขงเบ้งเก่งชำนาญ ย่อมรู้การแม่นยำทำอุบาย ฯ
๏ ซึ่งพระชาติสุเรนทร์นั้นเจนทัพ ตาขวาหลับบอดแตกแหลกฉิบหาย
อันแชแหมคงไม่เปล่าเจ้าอุบาย ลงแก้กายโทงเทงเก่งพอดู
มีวิชาชำนาญข้างการนุ่ง เล่นออกนุงเดินทางอย่างกู๋กู๋
พอเข้าเกลียวกันไปได้กับนายกู ได้มาอยูในคณะจะแยบคาย
คะเนดูอาการคงหาญทัพ การรบรับแล้วไม่หย่อนถอนขยาย
คุมขุนหมื่นไพร่ฉกรรจ์พันทนาย เป็นปีกซ้ายท่วงทีดีกว่าคน ฯ
๏ ซึ่งพระยามหานุภาพนั้น ก็แข็งขันการศึกได้ฝึกฝน
ให้ว่าที่ปลัดทัพกำกับพล เพื่อประจญประจัญบานรับด้านกัน
หลวงภักดีจุมพลล้นดิลก เป็นคณานุนายกดังแกล้งสรร
นุ่งไว้จนเป็นเศรษฐีมั่งมีครัน เจ้าคุณนั้นไว้วางได้ต่างใจ
ท่านคณะองค์นี้ดีที่สุด ในมนุษยํไม่มีที่เปรียบได้
คุมคณะนักการอันชาญชัย ที่จ่ายให้เฝ้าหอไว้พอครัน
ที่ว่านี้จริงใจใช่โกหก เป็นที่ยกกระบัตรทัพเห็นขับขัน
ท่วงทีมีอำนาจฉลาดครัน รู้ได้สันทัดแท้ไม่แปรปรวน
ซึ่งขุนสกลสารบาญใจหาญฮึก ในการศึกแล้วไม่พรั่นใจผันผวน
เป็นที่เร่งเงินรับจับใส่ตรวน เป็นเจ้าจำนวนเร่งเงินค่าราชการ
ซึ่งท่านขุนอินทรวิเชียรชาติ ขุนพรหมราชปัญญาล้วนกล้าหาญ
เกณฑ์ข้าฉัตรคันหนึ่งเป็นห้าคว้าพอการ ที่ขี้คร้านวุ่นวายให้เงินทอง
อยู่ในพวกคณะสัสดี เรียนคัมภีร์นุ่งเล่นเป็นอย่างคล่อง
กระบวนเกณฑ์ยกให้เป็นนายกอง พอได้ช่องหาทรัพย์รับประทาน ฯ
๏ เกณฑ์ขุนอีกสองนายให้เข้ากอง จัดขุนทั้งสองตัวกล้าหาญ
ขุนนราชุมพลคนชำนาญ ขุนสัจจวาทีการทั้งสี่นาย
เป็นกองแซงด้านในล้วนใจกาจ ด้วยองอาจหมีได้พรั่นจิตมั่นหมาย
ไม่อยากรบศึกเสือเหลือกลัวตาย คุมนิกายพลรบครบทุกคน
หลวงกิจจานุกิจประกาศนั้น ก็เข้มขันชุมนุมคุมพหล
หลวงอาสาสำแดงรู้แต่งพล ให้เที่ยวปล้นพวกเลขเฉกทมิฬ ฯ
๏ หลวงจัตุรงค์โยธาปัญญาฦก การรบศึกแล้วไม่หันพักตร์ผันผิน
เห็นศึกมาถ้าแม้นว่ามีปีกบิน ก็จะปลิ้นขึ้นอากาศขี้ขลาดรบ
นี่จนใจที่ไม่มีปีกจะบิน สุดจะปลิ้นปลอกปลีกออกหลีกหลบ
จำเป็นจำใจไปสมทบ แม้นไม่รบคงได้ท่าเที่ยวหากิน
นึกอย่างนี้ได้ค่อยมีใจมานะ ค่อยสละขลาดได้ไม่ผันผิน
ขุนนราฤทธิไกรใจทมิฬ ขุนพิไชยชาญยุทธสิ้นรวมห้านาย
ล้วนคณะพระมหาฤษี สัสดีคณะนุ่งสิ้นทั้งหลาย
เป็นกองหลังถือดาบดั้งโล่ตะพาย ปืนใหญ่น้อยกระสุนปรายลากรายเรียง ฯ
๏ ท่านหลวงทรงศักดาปัญญาหาญ ดังเจียวก้านอาสาทัพเมืองลกเอี๋ยง
ถูกเจียวยี่ทำกลนอนบนเตียง สักหนังสือแล้วก็เลี่ยงหนีกลับมา
ทำสารสนธิ์กลอุบายให้โจโฉ เกิดโมโหคึกคักเป็นหนักหนา
ว่าชัวมอเตียวอุ๋นมรณา เพราะปัญญาเจียวยี่แสนดีครัน
ฝ่ายเจียวก้านเห็นเจ้ายังเคืองข้อง กลับอาสาพาบังทองคนขยัน
เอาเรือรบผูกผนิดเข้าติดกัน อุยกายมันปลอมทำเรือลำเลียง
เอาเชื้อชุดจุดไฟไหม้เรือรบ โจโฉหลบขึ้นบกไปลกเอี๋ยง
ท่านขุนอินทรภักดีฤทธีเพียง เสมอกับเกียงอุยเชือดคอมรณา ฯ
๏ ท่านขุนรักษ์พลพยุห์ใจดุเหลือ ยิ่งกว่าเสือฟันหักเป็นหนักหนา
ท่านนักปราชญ์ขุนราชเมธา เป็นบิดาจมื่นเมเยอร์พัน
ท่านคุมเหล่าลาวป้อมเป็นทัพหนุน พุ่งเป็นจุณป้อมอย่างไรหมีได้พรั่น
ใครแย่งเอาไปได้ก็ให้มัน เป็นกองกันแซงนอกล้วนหอกแดง ฯ
๏ เจ้าคุณคัดจัดกระบวนครั้นถ้วนพร้อม ต่างฝึกซ้อมเหล่าทหารชาญกำแหง
ครั้นรุ่งขึ้นอีกเวลาพอฟ้าแดง ต่างจัดแจงเบิกช้างโคต่างกัน
ท่านยกกระบัตรทัพก็จับจ่าย ทั้งช้างพลายพังทั่วล้วนตัวกลั่น
เจ้าของช้างเอาเงินตรามารางวัล ก็ผ่อนผันคัดไปให้กลับคืน
บุญก็ได้ไส้ก็เต็มเค็มแท้แท้ หาทางแก้ข้อขัดตราคิดฝ่าฝืน
ว่าช้างน้อยทีขยับได้กลับคืน ถึงจะยืนจะยันดันให้ไป
พอตะโกนโพนทะนาว่าเต็มปาก ว่าของมากช้างก็จนขนไม่ไหว
ได้เงินร้อยสองร้อยก็ปล่อยไป แล้วจ่ายให้ถ้วนทั่วทุกกัน
ที่ไม่มีเงินทองของคำนับ จ่ายเข้ากระบวนทัพที่คับชัน
พวกนายทัพนายกองเที่ยวมองพลัน แล้วเลือกสรรช้างขี่ดีทุกคน ฯ
๏ ครั้นรุ่งขึ้นเดือนสิบสองแรมห้าค่ำ เป็นวันกำหนดเคลื่อนเลื่อนพหล
ย่ำรุ่งแจ้งแสงศรีสูริยน พวกไพร่พลเตรียมพร้อมไม่พลอมแพลม
ด้วยว่ายกกระบัตรจัดกระบวน งามธงทวนพู่หอกดังดอกแขม
ที่ในท้องทุ่งนาไม่ราแรม สีขาวแซมแดงเขียวงามเทียวทวน ฯ
๏ เจ้าคุณนั่งคอยฤกษ์ค่อยเบิกเนตร นั่งสังเกตฤกษ์นั้นไม่ผันผวน
พอได้สกุณฤกษ์เบิกกระบวน ลั่นฆ้องถ้วนสามครั้งขึ้นยังเกย
ขึ้นสู่ช้างกระโจมแดงแสงระยับ รูดม่านเยียรบับนั้นเปิดเผย
ดูงามงดรจนาสง่าเงย เจ้าเงาะเลยแหงนค้างดูช้างดี
เดินไม่กระเพื่อมเพื้อมกระเทือน คลาเคลื่อนมาในทางหว่างวิถี
เสียงเท้าคนเดินดงเป็นผงคลี ดังธรณีเพียงจะแยกแตกเป็นคลอง ฯ
๏ ครั้นถึงประตูป่าที่อารักษ์ คนหยุดพักบูชังสิ้นทั้งผอง
แล้วบูเชเทพาน้ำตานอง นั่งยองยองบูชมประนมมือ
จุดธูปเทียนบูโชเทโพรักษ์[๑๙] อันมีฤทธิ์สิทธิ์ศักดิ์ที่นับถือ
ให้ไปดีมาดีอย่ามีภยื ขอเทวืช่วยพิทักษ์ปกปักครอง
ต่างบูชังประนังกราบอยู่ไสว ทั้งบ่าวไพร่มาบูชินสิ้นทั้งผอง
เจ้าคุณก็จำเนียนจุดเทียนทอง แล้วจึงร้องเรียกไพร่ให้ไปบูชา ฯ
๏ เสร็จคลาเคลื่อนกองทัพไม่ยับยั้ง ถึงกระทั่งห้วยกระบอกเป็นซอกผา
ก็ลุยช้างข้ามลำแม่น้ำมา ดงพระยาเย็นเชียบเหงาเงียบใจ
ล้วนป่าทึบดงชัฏสงัดแท้ มองเห็นแต่ยางยูงสูงไสว
โศกสักกรักกร่างมะซางไทร แสลงใจจิ่งจ้อคล้อตะคลอง
มะตูมตาดเต็งแต้วแก้วมะกา คางมะค่าประคำร้อยแลข่อยหยอง
สะท้อนกระทุ่มทุมพรแลค้อนกลอง มะพลับพลองพลวงกระเพราสะเดาดง
ต้นตะโกสะแกแสมสาร ต้นกำยานพระยายาแลกาหลง
อัมพามะพูดชะลูดโลกโลดทะนง ทั้งเปรงปรงโปร่งฟ้าแลขานาง
ต้นก้านเหลืองมะเฟืองมะฝ่อไฟ สลัดไดนางรองแลทองหลาง
มะกอกดอกประดู่ต้นหูกวาง มะสังทรางส้มเสี้ยวเล็บเหยี่ยวยล
เกดกุ่มพุมเรียงแลเหียงหาด มะตูมตาดติดดอกบ้างออกผล
ตะเคียนเคียงเรียงระดะดูปะปน มีทั้งคนทาไทยลำไยดง
กระแบกกระเบากันเกราไกร ทั้งเนื้อไม้กฤษณามหาหงส์
ต้นกระทิงกระท่อมพะยอมประยงค์ ทั้งคันทรงแส้ม้าพระยารัง
ต้นดีหมีตาเสือมะเกลือมะกล่ำ เหลือจะรำพันไม้เหมือนใจหวัง
ด้วยอกฉันแทบพองเป็นหนองพัง เหลือประทังที่จะทนหมองหม่นมัว ฯ
๏ นึกนึกไว้จะใคร่ชมพฤกษาชาติ ตามนักปราชญ์แต่งไว้เสียให้ทั่ว
เป็นอักษรล้วนทั้งนั้นไม่พันพัว เล่นเนื้อตัวตุ้งติ้งผู้หญิงรัก
ไม่ตลอดเลยตันอั้นอุรา ไม่ได้ว่าแสนวิตกแทบอกหัก
ขอไปทีเถิดอย่าด่าว่าฉันนัก จะสำลักตกแท่นฉันแสนกลัว
คิดเกรงด้วยความไข้อกใจฝ่อ ฤๅทัยท้อแดดแฝงแสงสลัว
เข้าในพงดงรังระวังตัว เพราะใจกลัวไข้ป่าจะฆ่าตาย
ไหนจะคิดถึงคู่ที่ชูจิต ครั้นหวนคิดถึงไข้แล้วใจหาย
ไหนจะคิดถึงฮ่อมันล่อตาย เห็นต้องวายชีวิตคิดระอา ฯ
๏ ครั้นมาถึงลำโศกวิโยคเศร้า โอ้โศกเราเหลือฦกพ้องพฤกษา
มีลำธารน้ำเฉื่อยไหลเรื่อยมา เหมือนน้ำตาฉันไหลใจรัญจวน
ต้นโศกเคียงเรียงรายอยู่ชายทาง แลสล้างเหมือนหนึ่งว่าพฤกษาสวน
เหมือนโศกฉันรายทางไม่ห่างครวญ ไห้โหยหวนมาในทางกลางอรัญ
ซึ่งหนทางเดินยากลำบากเหลือ แม้นมาเมื่อหน้าน้ำจะทำขัน
เหล่าไพร่พลคงตายวายชีวัน ตั้งนับพันนับร้อยไม่น้อยตน
ด้วยหนทางพอช้างจุตัวย่อง เหมือนลำคลองแม่หมูฤดูฝน
น้ำคงท่วมเลยประศีรษะคน จะยกพลขึ้นบกก็รกเกิน
ด้วยไม้ใหญ่เรียงชิดติดเป็นพื้น ตลอดยืนถึงลำเนาภูเขาเขิน
ถึงจะให้คนถางหนทางเดิน ตลอดเนินแล้วคงตายลงหลายพัน
จะทำแพต่อเรือก็เหลือคิด ไปสักเส้นเห็นจะติดศิลากั้น
จะหามเรือไปก็ยากลำบากครัน ด้วยเป็นหลั่นเป็นตอนลุ่มดอนไป
จะหาที่ต่อเรือเหลือลำบาก จะโค่นถากถางดงที่ตรงไหน
นอนค้างดงหลายวันคงบรรลัย ด้วยความไข้หมีใช่ชั่วกลัวระวัง
ฤดูนี้เรามาเหมือนหน้าแล้ง ยังไม่แห้งน้ำเฉอะล้วนเลอะขัง
ถ้าแม้นมาหน้าฝนพ้นกำลัง เป็นต้องฝังกันในดงลงสักพัน
หมีใช่เขาตัวเราเป็นหนึ่งแน่ ไม่เที่ยงแท้โดยคำธรรมขันธ์
ธรรมขลาดชาตินี้ก็มีกัน ดูช่างขันนี่กระไรไม่เคยพบ
พอย่างเข้าดงไปก็ใจหาย แม้นเห็นลายตีนอ้ายฮ่อพอสลบ
แสนขี้ขลาดเต็มประดาไม่น่าคบ ดีแต่รบเงินเล่นไม่เป็นอัน
ยิ่งนึกไปให้แสนเวทนา เห็นเจ้าคุณร้อนอุราทำน่าขัน
อันฉันว่าไม่เบี่ยงเป็นเที่ยงธรรม์ ไม่รู้วันที่จะตายทำลายตน
ไม่รู้ตัวว่าจะตายทำลายแท้ เว้นเสียแต่ผู้วิเศษแจ้งเหตุผล
ถึงจะมีอินชุรันประกันตน[๒๐] ก็ไม่พ้นความขลาดที่หวาดกลัว ฯ
๏ เข้ามาถึงกลางดงที่พงพฤกษ์ อนาถนึกขนพองสยองหัว
จะไปข้างหน้าไปให้แสนกลัว จะกลับหลังใจระรัวกลัวปากคน
สักเมื่อไรจะได้พบโยคี บอกสำแดงแจ้งคดีชี้เหตุผล
ให้รู้ตัวว่าจะตายวายกังวล ปุถุชนหาได้น้อยไม่ค่อยมี ฯ
๏ ฉันคิดถึงความตายใจหายวาบ เหมือนเกิดลาภตามทางกลางวิถี
หากว่าบุญเราหลายได้นายดี เป็นฤษีอย่างนุ่งเฟื่องฟุ้งนาม
สารพัดจะเกะกะพระของฉัน พออวดกันเล่นได้ในสนาม
บรรดาเหล่าอลัชชีที่มีนาม ไม่ได้คร้ามย่นย่อต่อผู้ใด
กระบวนบิดกระบวนเมาเอาทุกด้าน เรื่องปาบ้านแลเป็นเฟิสท์เลิศอย่างใหญ่[๒๑]
การเล่นหวยโปถั่วไม่กลัวใคร เสียไม่ให้ได้จะเอาดูเข้าที
เรียกเจ๊กมาเล่นโปโจ้ในบ้าน ถ้าเสียพาลพูดไปไม่ให้หนี
เป็นบุญเราที่ได้เจ้านายดี ไม่อินทรีย์ของเราเน่าอยู่ไพร
หากว่าเดชะบุญเจ้าคุณโข สู้ตอบโต้ท้องตราหามาไม่
ถ้าเหมือนเขาเมายศไม่อดใจ คงพาไพร่มาล้างเรี่ยทางเดิน
ถึงมาจริงก็คงไม่ตายเป็นแน่ แกล้งพูดแก้พอให้คนสรรเสริญ
ที่ไม่อยากได้ยศขี้ปดเกิน พูดออกเพลินนึกว่าใครจะไม่ค้าน ฯ
๏ เมื่อครั้งกรมสมเด็จท่านสิ้นพระชนม์ เจ้าคุณท่านเสือกสนอลหม่าน
พอหลุดที่จักรีมีอาการ เกิดบันดาลโรคถนัดตัดเข้าวัง
ลงทำเครื่องละครนอนอยู่บ้าน พูดวิถารไปได้ไม่เหลียวหลัง
เหมือนจับตัวขังไว้ในตรุตรัง เล่นประดังสามดาราเป็นยาเพลิน
คนอื่นก็พูดกันเช่นนั้นว่า เหล่าโยธาชวนกันสรรเสริญ
บ้างนบนอบขอบบุญเจ้าคุณเกิน บ้างอวยไชยให้เจริญยิ่งภิญโญ
ให้เมาใหญ่ไม่รู้สร่างอย่างประสงค์ ให้พระองค์หมดทุกข์เป็นสุโข
ริดสีดวงออกโอกจนโศกโซ ขาบวมโตเดินไม่ได้เหล้าให้คุณ
ยิ่งคิดไปก็ยิ่งให้สังเวชจิต ให้หงุดหงิดอัดอั้นนึกหันหุน
พุทโธ่พุทถังช่างกระไรใจเจ้าคุณ ช่างหมกมุ่นแต่ละครกับฟอลโล ฯ
๏ ตัวฉันนั่งแล้วลองคิดตรองตรึก ถ้าปะศึกท่วงทีจะดีโข
ด้วยฝูงไพร่พร้อมพรั่งตั้งมโน แผลงเดโชเอาชนะกะศตรู
ขอสนองพระเดชพระคุณอุดหนุนแท้ เจ้าคุณแม่ทัพนี้อารีอยู่
ค่อยเคลื่อนคลายหายเข็ญท่านเอ็นดู ช่วยชื่นชูชีวังเรายั่งยืน ฯ
๏ เหล่าพวกไพร่พูดจาว่ากันวุ่น ขอแทนคุณท่านเมตตาจะฝ่าฝืน
จะเอากายเป็นค่ายตับรับลูกปืน พูดกันดื่นเจียวอย่างนี้เห็นมีชุม
เขาพูดให้ใจสบายหายทุกข์ร้อน ใจเจ้าคุณเหมือนขอนติดไฟสุม
เอาน้ำสาดราดไปที่ไฟรุม พอหายกลุ้มอกสบายของนายเรา
ถ้าแม้นจริงได้ประทะปะศัตรู ที่ใครคิดว่าจะสู้นั้นคงเปล่า
พวกเหล่านี้ยอไม่หยอกหลอกไม่เบา แต่พอเจ้าคุณเคอะเซอะสบาย
ด้วยหวังเอาบ่าวเป็นรั้วตัวต้องเจ๊ง ที่จะเก่งออกหน้านั้นอย่าหมาย
ฉันเป็นบ่าวจึงได้รู้ใจนาย ต้องขยายตามเขายอล่อกันชุม ฯ
๏ ค่อยเดินช้างมาในกลางพนมวัน หัวอกฉันร้อนใจดั่งไฟสุม
แสนกระศัลย์เศร้าโศกเหมือนโรครุม ให้กลัดกลุ้มกรมใจไม่เสบย
มาถึงห้วยหินลับดูลับลี้ เหมือนกับพี่ลับมานิจจาเอ๋ย
ทั้งลับตามลับหูลับคู่เชย เมื่อไรเลยจะหายลับกลับได้ยล
ตั้งแต่มาหาได้ลืมแม่ปลื้มจิต เฝ้าแต่คิดถึงวันหลายพันหน
ถึงยามกินยามนอนให้ร้อนรน เป็นกังวลคะนึงคิดถึงนาง
ทั้งคิดถึงมารดาแลอาพี่ ป่านฉะนี้จรดลจิตหม่นหมาง
คงคิดถึงลูกหลานข้ามด่านทาง มาในกลางดงป่าพระยาไฟ
ชาวบางกอกออกชื่อพระยาเย็น แล้วก็เป็นสั่นหัวกลัวความไข้
ซึ่งเรามานี้จะรอดตลอดไป ฤๅจะไม่พ้นดงจะปลงชนม์ ฯ
๏ ครั้นมาถึงคันยาวขึ้นเขาโขด สูงเด่นโดดแลเยี่ยมเทียมเวหน
ช้างปีนขึ้นตัวตั้งระวังตน ขึ้นสุดบนยอดเขาลำเนาเนิน
ข้างทางแลเป็นเปลวล้วนเหวผา หนทางมาสูงโดดบนโขดเขิน
โกหกให้ใครฟังกำลังเพลิน ไม่เคยเดินหลอกเล่นจะเป็นไร
พูดให้ดีที่เขาไปเขาได้เห็น หลอกเขาเล่นเช่นอย่างนี้เห็นไม่ได้
เขาเขื่อนคั่นมันไม่สูงสักเพียงไร ถึงช้างใหญ่ผนึกคอก็พอเดิน
จะพูดว่าทางสบายขยายจริง จะหลอกลิงเล่นไม่ได้ให้คิดเขิน
เป็นคันน้อยริมทางพอช้างเดิน สะทกสะเทิ้นกลัวจะตกหกคะมำ
ภูเขาเล่าก็ชันเป็นหลั่นลด ช้างค่อยจดเดินเรียงกลัวเพลี่ยงผลำ
ค่อยค่อยคุกขาหน้าอุส่าห์คลำ ช้างไม่ทำเป็นแน่ตอแหลฦก
ซึ่งคนอยู่บนสัปคับนั้น มือถือมั่นตัวโยกอยู่โงกหงึก
ดูเหวเห็นใจเต้นอยู่ทึกทึก เหวไม่ลึกคนหลอกบอกปดกัน ฯ
๏ คนเดินเท้าเล่าก็ล้าทำหน้าจืด คันยาวยืดใช่ง่ายเดินผายผัน
ซึ่งหนทางนั้นเล่าภูเขาชัน ช้างยังดันเต็มแย่อ้อแอ้ไป
ฉันขี่ท้ายช้างเจ้าคุณเป็นบุญเกิน แม้นต้องเดินเคี่ยวเข็ญเป็นไม่ไหว
นี่ไม่ต้องล้าเลื่อยเหน็ดเหนื่อยใจ เพราะว่าได้ขี่ช้างทางกันดาร ฯ
๏ ครั้นถึงทับมะค่าเห็นน่าหยุด ที่แสนสุดเป็นสุขสนุกนิ์สนาน
แลตลอดโล่งเตียนเลี่ยนเป็นลาน แลเชิงชานภูผาเห็นน่าชม
ที่นั่นมีอารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์ สิงสถิตมาแท้แต่ประถม
คนกองทัพพรั่งพร้อมน้อมประนม ที่ใต้ร่มไม้รั้งตั้งบูชา
แล้วคลาเคลื่อนกองทัพไม่ยับยั้ง ดูคับคั่งพลนิกายทั้งซ้ายขวา
บ้างเป็นหลุมเป็นบ่อมรคา บ้างตั้งท่าชันตรงลดลงดิน
ทางขึ้นขึ้นลงลงในดงชัฏ บ้างเดินลัดหลีกออกข้างซอกหิน
บ้างสูงเยี่ยมเทียมฟ้าเมฆาฆิน เมฆาโชกโกรกปินเมฆินปรัน
ทั้งเมโฆโมเฆแลเฆข่า เมขี้ข้าศัพท์ว่าเมฆเอกขยัน
เมฆาฆินดอดินฟ้าน่าอัศจรรย์ สอส่อฉันบอกเคอะลอเลอะลิ้น
ฉอฉันขอปอไปทีที่ศัพท์เมฆ พอโผลกเผลกลอเหลวไหล่ไปพอสิ้น
พอจบหมดบทว่าเมฆาฆิน บางแห่งเห็นเหม็นกลิ่นมาไม่ดี
ในดงชัฏฝูงสัตว์ไปไหนหมด ไม่ปรากฏเจอพักตร์ฝูงปักษี
ไม่ยินเสียงลิงค่างบ่างชะนี ไม่เห็นมีนึกประหลาดอนาถใจ
ถ้ามีเสือแสนจะดีเป็นที่สุด เหมือนจับชุดจี้ดินหูลุกวูใหญ่
พอเก็บแต่งเรื่องหลอกบอกลงไป เสือกินไพร่เสียเกือบหมดของดที
แม้นเชื่อเราคงจะเข้ากระบวนหลอก คงต้องบอกให้ทัพกลับกรุงศรี
ชะเจ้ากรรมเสืออย่างไรจึงไม่มี โอ้ครั้งนี้แสนละเหี่ยเสียน้ำใจ ฯ
๏ ครั้นมาถึงมวกเหล็กเป็นที่เลี่ยน สะอาดเตียนที่ทางช่างกว้างใหญ่
ก็หยุดซึ่งพหลพลไกร เอาผ้าใบดาดหลังคามีผ้าบัง
ทำเป็นที่สำหรับประทับผ่อน คนล่วงหน้ามาก่อนปลูกสองหลัง
ดีกว่าคาแฝกมุงไม่รุงรัง ยกกูบตั้งในสำหรับแม่ทัพนอน ฯ
๏ ครั้นเวลาคำรบเมื่อพลบค่ำ คนประจำหน้าที่มีสลอน
คอยนั่งยามตามไฟที่ในดอน บางคนผ่อนพักหลับระงับกาย
ฟังเสียงฆ้องกระแตแซ่เสนาะ ทั้งเสียงเกราะหวั่นไหวน่าใจหาย
นึกวิตกอกคะนึงถึงร่างกาย เห็นเจียนตายตัวเราจะเข้าคุก
พอได้ยินเสียงเกราะเคาะใจหาย ฉันนายทิมริมตายคลายความสุข
เสียงเกราะนี้ช่างกระไรเหมือนในคุก ไม่สนุกนิ์ร้อนรนกระวนกระวาย
คิดขึ้นมาแสนวิตกเพียงอกหัก วิตกนักถึงตัวกลัวโดนหวาย
ซึ่งละอองน้ำค้างลงพร่างพราย ร่วงโปรยปรายต้องทั่วทุกตัวคน
ตัวนายนอนในแต้นท์แสนสบาย พอค่อยวายตากน้ำค้างอย่างเม็ดฝน
น้ำค้างใหญ่หมีใช่หยอกพอหลอกคน เท่าเม็ดฝนโตเท่าบาตรอนาถใจ
แสนสงสารไพร่พลที่ทนหนาว มาทุกข์คราวน้ำค้างปดหยดเม็ดใหญ่
จะก่อไฟก็ไม่ติดคิดอย่างไร เอาใบไม้มุงก็รั่วถูกหัวคน
ถูกช้างสองสามตัวหัวหลุดขาด น้ำค้างชาตินี้ระยำทำเอาป่น
ฉันพอค่อยเป็นสุขไม่ทุกข์ทน นอนเหนือบนพรมลาดสะอาดกาย
แสนคะนึงถึงคู่ที่ชูชื่น ในกลางคืนนอนไม่หลับกระสับกระส่าย
โศกถึงมิตรคิดถึงเมียยิ่งเสียดาย เฝ้านอนฟายชลนาไห้จาบัลย์
โอ้ดวงพะยอมหอมไม่หายวายระเหย เมื่อไรเลยจะได้กลับไปรับขวัญ
พี่จากเจ้าลี้ลับมานับวัน จะไกลกันไปทุกทีตั้งปีเดือน
แสนเป็นห่วงดวงจิตขนิษฐ์นาฏ เป็นห่วงญาติน้อยใหญ่ใครจะเหมือน
ห่วงสมบัติพัสถานห่วงบ้านเรือน เป็นห่วงเพื่อนพิสมัยอาลัยลาญ ฯ
๏ อย่าเลยจะอุบายหลอกนายเล่น ให้ท่านเห็นความคิดติดวิถาร
เอาไข้ปนกับฮ่อเข้าเป็นเจ้าการ เรื่องรำคาญคือละครเข้าผ่อนปรน
คงจะยกทัพไปไม่ถึงไหน ถ้าขืนไปแล้วก็เห็นไม่เป็นผล
ไปเพียงทางห่างสิบวันนั้นพอทน จะคิดกลหลอกอย่างนี้ทีได้การ ฯ
๏ เวลาตีสิบทุ่มยิ่งกลุ้มจิต ขุนพินิจรัวฆ้องเพรียกเรียกทหาร
ให้ผูกช้างผูกม้าไม่ช้านาน มาเตรียมการพร้อมพรั่งช้างพังพลาย
แล้วบอกให้ช้างคุกบรรทุกของ ฉันนึกตรองเห็นขันกลั้นไม่หาย
ข้างไปปล้นฤๅว่าฆ่าคนตาย เป็นผู้ร้ายฤๅจึงเอามาเข้าคุก
ฤๅจะหมายความอย่างไรไม่กระจ่าง ฤๅจะว่างกลอนมันพาเข้าป่าบุก
ที่ช้างเทาเรียกเอาว่าช้างคุก ฤๅบรรทุกนักโทษไปตามนาย
แล้วแจกจ่ายลูกทัพบรรทุกของ ทุกหมวดกองเตรียมกันจะผันผาย
เจ้าพระยาแม่ทัพประดับกาย กะเปาะรายฝังเพขรเม็ดโตโต
ดูพราวพรายคล้ายนกประดับเพชร หลายร้อยเม็ดเล็กใหญ่วิไลโข
ครึแท้แท้แก้ไม่ไหวเล่นใหญ่โต เสียงโขโขโขอยู่ไม่รู้วาย
เอาทองคำทำกะเปาะประดับทั่ว ทั้งเนื้อตัวคล้ายออกฝีดีใจหาย
เสร็จขึ้นเกยคอยฤกษ์เบิกสบาย ขึ้นช้างพลายสีดอลออตา
เหมือนนายเราที่ขี่ร่ามาบนหลัง รูปเป็นพลายใจเป็นพังดังแกล้งว่า
มียศศักดิ์หนักไม่เบาเจ้าพระยา แต่ขี้ขลาดเต็มประดาเหมือนนารี
แต่ทำคึกฮึกอวดขึ้นขวดป๋อ พึ่งจะจ่อเข้าในดงพงไพรศรี
กลับแสนขลาดหวาดหวั่นพันทวี สีดอฃี่สีดอลออตา ฯ
๏ ตีสิบเอ็ดเสร็จเขยื้อนคลาเคลื่อนทัพ พร้อมเสร็จสรรพไพร่นายทั้งซ้ายขวา
กระบวนทัพคับขันอรัญวา ล้วนแต่ป่าดงชัฏสงัดใจ
แสงพระจันทร์สว่างกระจ่างแสง แต่บังแสงยางยูงสูงไสว
ส่องสว่างอยู่บนกลางนภาลัย แต่ว่าในดงคลุ้มเป็นพุ่มพฤกษ์
คนเดินเท้าแสนขยาดอนาถเหลือ คิดกลัวเสือสัตว์ป่าเวลาดึก
ที่ลางคนคร้ามขลาดอนาถนึก ต่างโห่ฮึกเสียงกันอันตราย
หนทางก็เหลือเลอะน้ำเฉอะชุ่ม ล้วนแต่หลุมหล่มเลอะเปรอะใจหาย
ครั้นจวนแจ้งเมฆาเวลางาย ฉันไม่วายคิดถึงน้องจิตหมองมล
เมฆานี้แปลว่ากระไรหนอ หาเหตุส่อพอให้กลมสมเหตุผล
บ้างว่าฟ้าบ้างว่าแสงสูริยน บ้างว่าฝนบ้างก็บอกว่าหมอกควัน
บ้างว่าดำขำเขียวฉันเที่ยวค้น ดูสับสนยิ่งยวดเป็นกวดขัน
ในหนังสือฉบับนี้มีหลายอัน จะหมายมั่นว่ากระไรก็ใช่กล ฯ
๏ ครั้นถึงทุ่งชวานฉันวานหน่อย ไปบอกสร้อยเสาวเรศแจ้งเหตุผล
เสาวรศฤๅอย่างไรพึ่งได้ยล ช่างซุกซนนี่กระไรเจียวอ้ายทิม
ช่างแค่นจะเดาสวดอวดฉลาด พอหลอกคนขี้ขลาดเล่นได้อิ่ม
แม้นผู้ชายเหมือนอย่างนายของนายทิม คงนั่งยิ้มหมายว่าเหมาะเพราะเต็มทน
แสนทุเรศเวทนานิจจาเอ๋ย ขอหลอกเลยหนาผู้ฟังอย่านั่งบ่น
ว่าฉันไม่มีสุขเฝ้าทุกข์ทน แลไม่ยลผู้ใดจะใช้วาน
ยิ่งโหยหวนครวญหานิจจาเอ๋ย ผู้ใดเลยจะช่วยกล่าวนำข่าวสาร
ไปถึงมิตรขนิษฐายุพาพาล แจ้งเหตุการณ์ว่าพี่ดีสบาย
ไม่เจ็บปวดป่วยช้ำมีความสุข เป็นแต่ทุกข์เศร้าโทรมถึงโฉมฉาย
เป็นสุดมาดที่จะคลาดสวาดิคลาย คิดถึงสายสุดที่รักที่จากทรวง ฯ
๏ ถึงสระคุดเห็นสระมีประจักษ์ ประหลาดนักสระอะไรช่างใหญ่หลวง
ฝูงคนมาวิดวักอาบตักตวง น้ำในห้วงถึงว่าแล้งไม่แห้งใน
เวลาเช้าฟ้าโล่งสี่โมงครึ่ง เจ้าคุณจึงหยุดพหลพลไพร่
เสพโภชนาหารสำราญใจ แล้วยกไปเข้าพงดงวนา
โพมีฤๅไม่จะใคร่รู้ เคยเป็นครูก่อนเก่าเจ้าคุณข้า
ได้สั่งสอนอุปเท่ห์เล่ห์มารยา ทำโมหาธิบายให้นายเรา
ขออวยไชยให้พรถาวรสวัสดิ์ มือนมัสการนบจบใส่เกล้า
ให้ท่านติดคุกจนตายอย่าคลายเบา ผู้คุมเอาตรวนกระหนํ่าแล้วจำคา
ที่พื้นแผ่นดินบางแห่งบ้างแดงล้ำ บ้างก็ดำเหมือนแสร้งแกล้งมุสา
บางแห่งเหลืองสีล้ำดอกจำปา พื้นสุธาบางแห่งขาวไม่ร้าวราน ฯ
๏ ที่ในดงพงพฤกษ์นึกประหลาด ด้วยอากาศดงร้ายหลายสถาน
บางแห่งร้อนบางแห่งเย็นเป็นวิการ บ้างสะท้านจับเท้าหนาวขึ้นมา
บ้างครั่นเนื้อตัวร้าวชักหาวนอน บ้างก็ร้อนวิบัติขัดนาสา
บางแห่งวิงเวียนหัวมืดมัวตา บ้างจับนาสิกให้ชักไอจาม
บ้างก็เหม็นขื่นเขียวเหม็นเปรี้ยวบูด ไม่อาจสูดด้วยว่าจิตนั้นคิดขาม
ด้วยอายแร่แต่ดินมักกินลาม ตลอดตามสองข้างหนทางจร
อีกอายว่านอายยาในป่าชิด ล้วนมีพิษขึ้นอยู่ดูสลอน
ครั้นต้องแสงสูริยาทิพากร กำเริบร้อนด้วยพิษฤทธิ์วิกล
อายพื้นดินนำพาให้อาพาธ วิปลาสแขงกล้าเมื่อหน้าฝน
ตกแล้งหมาดขาดเหื่อยังเหลือทน จึงพาคนให้เป็นไข้ได้รำคาญ ฯ
๏ คนเดินเท้าก้าวหล่มบ้างล้มลุก ช้างเดินบุกหล่มล้าน่าสงสาร
เหล่าโคต่างล้าล้มอยู่ซมซาน บ้างวายปราณกลิ้งตามเป็นหลายโค
ช้างบุกหล่มบ้างล้มด้วยเต็มล้า ดูก็น่าสมเพชสังเวชโข
เจ้าของช้างเสียใจร้องไห้โฮ ว่าพุทโธ่ซื้อมาราคาแพง
ที่ช้างใหญ่ไม่สู้ล้ามาติดติด พระอาทิตย์คล้อยบ่ายลงชายแสง
คนเดินเท้าอ่อนล้าระอาแรง บ้างย่องแย่งเท้าพุประทุพอง ฯ
๏ ครั้นออกจากปากดงพ้นพงชัฏ โสมนัสยินดีไม่มีสอง
ก็หยุดยั้งฝั่งน้ำลำตะคลอง ต่างขนของปลงช้างกูบวางราย
คนปลูกแต้นท์สำเร็จโดยเสร็จสรรพ เจ้าพระยาแม่ทัพเสร็จผันผาย
เข้าพักในร่มแต้นท์แสนสบาย พลนิกายล้อมรอบขอบมณฑล ฯ
๏ ครั้นรุ่งแสงสูริยาภาณุมาศ จึงประกาศแก่เหล่าชาวพหล
จะต้องพักอยู่นี่คอยรี้พล ที่เหลือล้นล้าหลังยังไม่มา
ซึ่งชาวบ้านอยู่ยังแขวงจังหวัด ในดงชัฏล้วนลาวคนชาวป่า
เขาก็ชักชวนกันมาวันทา เจ้าพระยาแม่ทัพออกรับรอง
บ้างเอาส้มหน่วยและกล้วยหวี ใจอารีมาคำนับรับสนอง
บ้างก็หาพริกผักแลฟักทอง ทำเป็นของกำนัลจัดกันมา
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพก็รับรอง กล่าวคำพร้องถามดั่งจิตกังขา
อยู่ในพนมวันอรัญวา เจ้าคิดหากินนั้นด้วยอันใด
ซึ่งคนเป็นผู้ดีอย่างมีทรัพย์ คะเนนับของเจ้าสักเท่าไหร่
พวกลาวเรียนแอ้อ้อพูดจ้อไป บ้างว่าได้ปีหนึ่งตำลึงเดียว
บ้างว่ามีพอหยิบสิบสลึง บ้างว่ามีบาทหนึ่งขอดจนเขียว
ที่เศรษฐีอย่างยิ่งมีจริงเจียว ตระหนี่เหนียวห้าตำลึงนั้นพึงมี
ท่านเจ้าคุณนั่งสนองคิดตรองตริ เออซิชิผิดถนัดน่าบัดศรี
เดิมสิคิดไว้ว่ามาทางนี้ แม้นว่ามีเลขระบาดไม่ขาดทุน
จะเกลี้ยกล่อมเป็นไพร่เรือเสพสหาย แม้นสมหมายกะไว้คงได้ถุน
พวกไพร่เรียนร้องขอต่อเจ้าคุณ ขอเงินทุนทำเสบียงเลี้ยงขีวี
ท่านเจ้าคุณได้ฟังคิดสังเวช ครั้นแจ้งเหตุพวกลาวชาววิถี
คิดสมเพชเวทนานึกปรานี ใจอารีแก่คนที่จนจริง
ท่านแจกเงินคนละบาทไม่ขาดหน้า ลาวที่มานั่งรายทั้งชายหญิง
บางคนกลัวจะไม่ได้ใจประวิง ไม่นั่งนิ่งลุกขยับมาฉับพลัน
ล้วนได้เงินคนละบาทสมมาดหมาย ทั้งหญิงชายปรีดิ์เปรมกระเษมสันต์
บ้างไหว้แล้วไหว้เล่าเฝ้ารำพัน อวยพรท่านเจ้าคุณให้บุญมี ฯ
๏ พอรุ่งขึ้นเจ้าคุณท่านทำศาลเจ้า ปลูกไว้เคียงศาลเก่าริมวิถี
พร้อมหลังคาปกปิดมิดชิดดี ดูท่วงทีเรือนฝรั่งด้วยช่างทำ
วิไลเลิศเฉิดฉายถวายเจ้า อีกรูปเสาวลึงค์ดูขึงขำ
ใหญ่โตคะเนตาสักห้ากำ สง่าง้ำอยู่ในศาลสะอ้านตา
ท่านวัดเอาเท่ากับตัวเจ้าคุณ ท่านพูดวุ่นอธิบายไว้หลายท่า
ฝูงมนุษย์เหล่านี้มีศรัทธา สร้างพระปฏิมาไว้เท่าตัว
นี้เจ้าคุณมีจิตคิดแผลงแผลง สร้างขุนเพ็ดไว้แสดงซึ่งความชั่ว
เป็นกุศลผลกรรมให้นำตัว ลุความชั่วปัจจุบันเห็นทันตา
เครื่องบวงสรวงเป็ดปูหัวหมูเหล้า ถวายเจ้าให้พิทักษ์ช่วยรักษา
พวกนายทัพนายกองเนืองนองมา ซึ่งบรรดาพลไพร่ได้เอ็นดู
ซึ่งโรคันอันตรายอย่ากรายกล้ำ เจ้าจงบำบัดภัยอย่าให้สู่
ขอจงช่วยบำรุงผดุงชู ทุกหมวดหมู่กองทัพจนกลับมา
อนึ่งเล่าที่เราทำขุนเพ็ดถวาย ขอเจ้านายปกปักช่วยรักษา
แล้วจงมีไมตรีจิตคิดเมตตา พวกเมียข้าอยู่บ้านสำราญกาย
ขอกุศลผลบูชาขุนเพ็ดใหญ่ ให้แม่ไข่มีฉันกันกระหาย
บรรดาเหล่าเจ้าชู้พวกผู้ชาย ให้มากมายช่วยฉันภรรยา ฯ
๏ ค้างอยู่นั่นสองวันกับสามคืน พอคนชื่นหายเหนื่อยที่เมื่อยขา
ก็ยกซึ่งพยุหบาตรเยื้องยาตรา ข้ามช้างมาที่แม่น้ำลำตะคลอง
แล้วเดินตามวนาป่าละเมาะ ชมว่านเปราะพอพ้นหายหม่นหมอง
ทั้งว่านแรดว่านช้างว่านยางทอง ทั้งว่านปล้องว่านปลามหากาฬ
ทั้งว่านเสน่ห์จันทน์ว่านฟันม้า ว่านพระยาสามรากว่านสากสาร
ว่านนิลเพชรเจ็ดศีรษะหนุมาน มีทั้งว่านตะงาวว่านสาวพึง
อีกว่านตูมว่านเต่าว่านเฒ่าหง่อม แลว่านหอมว่านเห็ดเพ็ชหึง
ว่านกำแพงเพชรเจ็ดชั้นสามพันตึง อีกว่านอึ่งว่านคางคกว่านนกยาง
ว่านเพชรน้อยเพชรม้าว่านสาโรช ว่านกำโหมดว่านนัวว่านหัวสาง
ว่านแพทย์ว่านภิมอยู่ริมทาง ว่านกระด้างนางกวักว่านจักรบัว
ว่านเพชรสังฆาว่านอาสพ ว่านบุตรลพมีเป็นจุกสิ้นทุกหัว
อีกว่านอุกว่านอาบว่านคราบวัว อีกว่านพลั่วว่านพลวกว่านหมวกคน
ว่านอีดำอีแดงแสงอาทิตย์ แลว่านพิษขึ้นหมู่ฤดูฝน
อีกว่านเจ็ดช้างสารว่านกำพล ทั้งว่านต้นหลายหลากมีมากนัก ฯ
๏ ว่านเงินบาทแลประหลาดดูวิไล ว่านไพร่ไพร่เสียวิตกแทบอกหัก
อ้ายพวกว่านเคยนายฉิบหายนัก ว่านผัวรักตายจากวิบากกรรม
อ้ายพวกว่านอย่างดื้อข้อมือขาว ว่านหางว่าวยื่นแล้วเอาตรวนจํ้า
อ้ายเหล่าว่านสาววอนละครรำ เหลือจะจำจดหมายมากมายนัก ฯ
๏ ว่านดีดีมีถมน่าชมชิด อยู่ติดติดแลดูล้วนรู้จัก
จะวานเพื่อนก็ไม่พบประสบพักตร์ นึกแสนรักแลดูหมู่อรัญ
คิดคิดจะลงช้างวิ่งวางหา เกรงอาญาเจ้าคุณจะหุนหัน
ถ้ามาตรแม้นท่านโกรธทำโทษทัณฑ์ นึกหาอันจะรำคาญด้วยว่านยา ฯ
๏ ครั้นถึงพุนกยูงมุ่งเขม้น หมีได้เห็นนกยูงฝูงปักษา
นกยูงไปไหนนะไม่ปะตา ขอเชิญมาตรงนี้ขอพี่ชม
ฟ้อนหางให้พี่วายหายกำสรวล ช่วยชักชวนพอให้ปลื้มลืมประถม
คิดถึงน้องหมองในฤทัยตรม อกระทมอยู่เจียวฉันแต่วันมา
ฉันนึกในใจเจ้าคุณจะงุ่นง่าน ถ้าแม้นท่านเห็นนกยูงจะหรรษา
มันฟ้อนรำทำให้เห็นพอเย็นตา พอหายบ้าที่รำพึงถึงละคร
โอ้นกยูงทั้งหลายหายไปสิ้น ไปมุดรกหมกดินบินไปซ่อน
แสนร้อนแต่ในอุราให้อาวรณ์ เสียวสะท้อนใจฝ่อคลอน้ำตา
ครั้นกองทัพลับพุนกยูงแล้ว ไม่ผ่องแผ้วเหือดสิ้นถวิลหา
ช้างก็เดินโดยทางกลางวนา พระสุริยาบ่ายน้อยคล้อยอำพล ฯ
๏ ถึงนครจันทึกนึกสงสัย เมืองอะไรกลางป่าน่าฉงน
ไม่เห็นมีที่อยู่เหล่าผู้คน หรือว่าต้นไม้บังเมืองตั้งไกล
ครั้นพ้นท้องทุ่งกว้างมีทางตรง แลเห็นธงปักแพ้วอยู่แหววไหว
เขาบอกว่าเสือกินคนฉงนใจ เสืออะไรมีอยู่มากฉันอยากยล
ถามนายแขวงนายกำนันนั้นเขาว่า กองทัพมาเมื่อหมู่ฤดูฝน
มาเจ็บนอนอยู่ในป่ารักษาตน เพื่อนสองคนอยู่รักษาพยาบาล
ครั้นว่าฝนตกหนักเพื่อนผลักหนี เจ้าคนเจ็บเต็มทีน่าสงสาร
ก็นอนอยู่เอกีราตรีกาล เสือก็คลานเข้าฟัดขบกัดกิน
แล้วคนเขาเดินพบอาสภเหลือ เป็นรอยเสือกัดไว้ยังไม่สิ้น
ทำธงปักให้คนเขายลยิน ว่าตรงถิ่นที่นี้มีรังควาน
ซึ่งตัวฉันได้ฟังคิดสังเวช นึกสมเพชหมีได้วายหายสงสาร
ถ้าแม้นเราเจ็บลงอยู่ดงดาน เป็นอาหารเสือเหมือนเขาอกเราอา
ถึงเราเจ็บเจ้าคุณเห็นเป็นไม่ทิ้ง เป็นความจริงใช่จะแสร้งแกล้งมุสา
คงไม่ต้องว้าเหว่อยู่เอกา ด้วยเรามาริมเท้าแห่งเจ้านาย
แต่คนอื่นเป็นไข้อยู่ในทาง ยังให้ช่างดีมารักษาหาย
ไขขมองเปิดขมับพลิกกลับกาย เปิดเกลียวซ้ายขวาดูทั้งหูตา
ควักมาล้างอย่างนาฬิกาพก หยิบขวดยกน้ำมันหยอดตลอดขา
ที่เส้นเอ็นเล็กใหญ่ในกายา ตะไบถาถูเรียบเพียบกับกาย
แล้วเป่าลมเข้าไปในจมูก พอลมถูกปอดพ่นคนก็หาย
แล้วเจ้าคุณสั่งทั่วทุกตัวนาย พลนิกายเจ็บจริงอย่าทิ้งกัน ฯ
๏ ครั้นถึงกุดผักหนามเหมือนหนามยอก ไม่หลุดออกจากอกวิตกฉัน
เฝ้าแปลบปลาบอยู่เช่นนี้ทุกวี่วัน โศกกระศัลย์นี้เหมือนหนามยอกตามทรวง
ซึ่งหนามผักหนามพงพอบ่งได้ หนามในใจสุดจักคิดหนักหน่วง
แม้นได้ยลพักตราสุดาดวง หนามคงร่วงหลุดตกจากอกพลัน ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแม่ทัพบังคับสั่ง ให้ยับยั้งซึ่งพหลพลขันธ์
พลไพร่ตั้งล้อมอยู่พร้อมกัน พักอยู่นั้นนอนคืนเช้าตื่นไป
ก็คลาเคลื่อนเขยื้อนยาตรคลาดกระบวน ดูธงทวนแลเป็นทิวปลิวไสว
ก็รีบเร่งพหลพลไกร ถึงเขาใหญ่เขื่อนลั่นกั้นหนทาง
เดินตามตรอกซอกผาศิลาลื่น ไสช้างขึ้นลำเนาภูเขาขวาง
ดูสูงเยี่ยมเทียมเวหานภาภางค์ เจ้าแม่นางงามสถิตศักดิ์สิทธิ์ครัน
พวกกองทัพคำนับบูชาเจ้า ที่เชิงเขาน้อมถวายแล้วผายผัน
ขึ้นหนทางดูช้างขึ้นตัวชัน อุส่าห์ดันขึ้นเขาค่อยก้าวเดิน
ชมภูผาแลเลื่อมเป็นเหลื่อมย่อ ตะแง่ตะง่อเงื้อมชะงักตะพักเผิน
บ้างเวิ้งวุ้งรุ้งตะเพิงดังเชิงเทิน บ้างเป็นเนินลาดเตียนเลี่ยนเป็นลาน
เดินช้างข้ามตลอดบนยอดเขา ช้างก็เหย่าเดินใหญ่ในไพรสาณฑ์
ข้ามดงออกป่ามาไม่นาน ข้ามท้องธารออกทุ่งฝุ่นฟุ้งทาง ฯ
๏ ครั้นถึงลาดบัวขาวเช้าสังเกต สี่โมงเศษหยุดสำนักนิ์พักตามอย่าง
เสพโภชนาอาหารสำราญพลาง อยู่ที่หว่างร่มรุกขเรียงราย
เห็นหนองน้ำใหญ่โตมีโกมุท บ้างพ้นผุดจากวนชลสาย
น้ำใสสะอาดเย็นมองเห็นกาย มัจฉาว่ายอยู่ในวนชลธาร
ซึ่งพักอยู่ที่นั่นไม่ทันช้า เสร็จคลาเคลื่อนพหลพลทหาร
เดินดงออกแดนแสนสำราญ แล้วลงธารเลยท่าเดินผ่าพง ฯ
๏ ถึงสีคิ้วเหมือนน้องรักของพี่ หล่อนเคยสีผึ้งวาดพาดขนง
ประจงจัดดัดง้อมน้อมเป็นวง ดั่งศรองค์หริรักษ์พระจักรี
เห็นเรือนลาวชาวย่านบ้านสีคิ้ว เป็นแถวทิวตลอดทางหว่างวิถี
เห็นคอกโคเขื่อนรอบเป็นขอบดี กว้างสักสี่ห้าเส้นเห็นวิไล
มีทั้งอาวาสสะอาดเอี่ยม ปักไม้เหลี่ยมเขื่อนเคียงเรียงไสว
นี่ใครหนอสามารถประหลาดใจ มาสร้างไว้กลางดอนแต่ก่อนกาล ฯ
๏ แลเห็นที่ทำเนียบประเทียบพัก ดูคึกคักใหญ่โตรโหฐาน
เมืองโคราชเกณฑ์ระดมกรมการ ในแขวงบ้านทำสำหรับกองทัพไชย
พวกกรมการพร้อมพรั่งคอยนั่งรับ เชิญเจ้าคุณแม่ทัพพักอาศัย
ท่านเจ้าคุณฟังแถลงครั้นแจ้งใจ ก็สั่งให้หยุดพักสำนักนิ์พลัน
พวกทหารอยู่รอบริมขอบค่าย พลทั้งหลายปรีดิ์เปรมกระเษมสันต์
ครั้นพลบค่ำย่ำแสงพระสูริยัน ต่างชวนกันหลับนอนผ่อนสบาย
ยกกระบัตรท่านจัดให้คนอยู่ ทุกหมวดหมู่พร้อมพรั่งสิ้นทั้งหลาย
ตามด้านนอกด้านในทั้งไพร่นาย อยู่เรียงรายตามรอบโดดยขอบควร ฯ
๏ เวลาค่ำย่ำยามตามตำรับ ผู้ตรวจทัพเดินรอบเที่ยวสอบสวน
โดยพิชัยสงครามตามกระบวน ดูถี่ถ้วนฟืนไฟระไวระวัง
คิดระยะกะทางกลางวิถี อีกเดือนหนึ่งจะถีงที่รบโดยหวัง
จึงเกณฑ์ทหารไพร่ระไวระวัง หนทางยังเดือนถ้วนเห็นจวนตัว
เกณฑ์ระดมสมทบทั้งนายไพร่ ประกาศไปบอกกันให้ถ้วนทั่ว
แม้นกองไหนหมีได้ระวังตัว จะตัดหัวเสียให้ตายวายชีวัง ฯ
๏ ฝ่ายขุนโลกนัยนาโหราเฒ่า แกนั่งเฝ้าดูฟ้าเหมือนบ้าหลัง
ฉันร้องถามด้วยเสียงสำเนียงดัง ว่าท่านนั่งดูอะไรไม่ได้การ
แกร้องบอกว่าเปล่าดูดาวเล่น ด้วยเห็นเป็นนิมิตผิดสัณฐาน
ดาวพระเสาร์กับดาวพระอังคาร เห็นพบพานเข้าเคียงอยู่เรียงกัน
เหล่าคนอื่นตื่นกรูดูกันหมด เห็นปรากฏตาคนบนสวรรค์
คนตื่นดูมิใช่น้อยสักร้อยพัน เจ้าคุณท่านก็ออกข้างนอกดู
ท่านโหรเฒ่าเขาฉลาดลองใจท่าน ทำอาการลวงหลอกตะคอกขู่
จะขี้ขลาดฤๅไม่จะใคร่รู้ ถ้าใครกรูมาคนนั้นมันขลาดแท้
โหรจึงทำกิริยาดังบ้าใบ้ คนตกใจวิ่งร่าบ้างด่าแม่
ตื่นกันสับสนพิกลแท้ ตาโหรแกเห็นเค้าเข้ากลครู
แล้วถามว่าตาโหรเป็นอย่างไร ขุนโลกนัยนาก้มหน้าอยู่
แล้วเรียนตามศึกษาตำราครู ที่ได้รู้เรียนมาก็ว่าดี
ต่างคนก็กลับไปหลับนอน ครั้นทินกรสว่างกระจ่างศรี
หมีได้ยกพหลพลโยธี เจ้าคุณมีใจสังเวชสมเพชพล
เพราะด้วยว่าล้าเลื่อยยังเมื่อยนัก จะต้องพักผ่อนแรงแห่งพหล
แรมอยู่นี่เสียอีกคืนพอชื่นตน ด้วยผู้คนใช้เขาต้องเอาแรง ฯ
๏ ยังมีผู้มาร้องฟ้องเจ้าคุณ ว่ากรมการทำวุ่นขึ้นในแขวง
ด้วยข้าวสารซื้อหาราคาแพง ใจโกงแกล้งเก็บข้าวสารทุกบ้านเรือน
ว่าจะไปจำแนกแจกกองทัพ ทำสับปลับโกงใหญ่ใครจะเหมือน
คิดเบียดเบียนผันแปรให้แชเชือน อ้างป้ายเปื้อนกองทัพอัปรมาณ ฯ
๏ เจ้าพระยาแม่ทัพสดับเรื่อง บัญชาเยื้องถามไต่ปราศรัยสาร
สั่งขุนศรีกะดาลพลคนชำนาญ เป็นตระลาการชำระความถามซัก
ท่านขุนศรีคำนับรับบัญชา แล้วออกมาถามไถ่ให้ประจักษ์
กรมการรู้ตัวคิดกลัวนัก ไม่เยื้องยักสารภาพลงกราบลน
ท่านขุนศรีเรียกเอาซึ่งข้าวสาร คืนชาวบ้านก็มารับอยู่สับสน
ล้วนยกมือไหว้ทั่วทุกตัวคน ต่างก็ขนข้าวสารไปบ้านเรือน ฯ
ครั้นจะทำโทษผู้ผิดที่คิดฉ้อ ในใจฝ่อที่มันรํ่าเรียนทำเหมือน
พวกคณะทุกชนิดไม่บิดเบือน ดูกลบเกลื่อนภิปรายโปรดยกโทษทัณฑ์
จะทำเขาเราก็นุ่งไว้เต็มที่ อ้ายส่วนที่ดีดีจะเลือกฉัน
จะทำเขาผิดอย่างทางยุติธรรม์ ถูกที่โกงเข้าด้วยกันต้องเลือนเลือน ฯ
๏ ครั้นรุ่งเช้าอีกวันพร้อมกันหมด รู้กำหนดจะคลาลีลาเคลื่อน
เหล่าผู้คนพร้อมพรักบ้างตักเตือน ชักชวนเพื่อนหุงข้าวแต่เช้ากิน
ครั้นรุ่งแสงสูริยาทิพามาศ เสร็จเยื้องยาตรรถาแปลงราศิน
ราโสแสงแทงพุ่งในอัมพิน คัคนินนิราศปราศเมโฆ
สองโมงเศษสังเกตซึ่งเวลา พวกโยธาทวยหาญประมาณโข
ต่างเตรียมกายคอยฤกษ์เบิกไชโย ยกโยโธไต่เต้าเข้าโคริน
พวกหมอช้างผูกเช้ยเข้าเกยเทียบ เรียงระเบียบตัวกันไม่ผันผิน
เจ้าพระยาแม่ทัพประดับอิน ทรีย์เสร็จผินขึ้นช้างสำอางพราว ฯ
๏ เหล่าพหลพลไพร่น้ำใจคึก บ้างโห่ฮึกอึงลั่นสนั่นฉาว
พลรบขบเขี้ยวมาเกรียวกราว เสียงฝีท้าวคนเดินแทบเนินพัง
แล้วเดินทัพออกทุ่งมุ่งเขม้น เหลียวหลังเห็นกองทัพตอนตับหลัง
ยาวเป็นพืดยืดมาประดาดัง ดูคับคั่งพวกพหลพลนิกร
เห็นน่าเพลิดเพลินใจมาในทุ่ง กว้างเวิ้งวุ้งแลเด่นเห็นสิงขร
ก็ขับช้างเดินผ่าทุ่งนาดอน เร่งรีบร้อนเดินมาไม่ช้านาน ฯ
๏ พอข้ามลำคลองถึงสองเนิน ดูน่าเพลินวัดมีพร้อมวิหาร
ในใจฉันบันเทิงเริงสำราญ เห็นมีบ้านไม่น้อยหลายร้อยเรือน
มองเห็นลาวหญิงชายนั่งรายเรียง ถือข้าวห่อนั่งเคียงอยู่กลาดเกลื่อน
แถวยาวนั่งตั้งจิตไม่คิดเชือน พอช้างเคลื่อนถึงที่ลงอยู่ตรงกัน
พอเจ้าคุณคลาไคลออกไปดู ลาวก็ชูเหนือหัวบ้างตัวสั่น
บ้างก็เรียงของถวายเจ้านายพลัน เจ้าคุณท่านเมตตาประชาชน
แจกเงินคนละเฟื้องดูเปลืองโข มีมโนศรัทธาหากุศล
ชอบทำบุญวณิพกยาจกจน แจกจบพ้นทั่วแล้วทั้งแถวยาว ฯ
๏ พวกกองทัพรับเอาห่อข้าวเหนียว วิ่งกรูเกรียวยินดีเสียงมี่ฉาว
แก้ดูกันออกสอข้าวห่อลาว เกลือสินธาวมีอยู่ริมให้จิ้มกิน
ก็แรมอยู่ที่นั่นไม่ผันผาย เวลาสายสูริยาเปล่งราศิน
สูริเยงเปล่งฟ้าไม่ราคิน คัคนินแสนโสว่กระโจ่ตา
พวกพลนิกายทั้งนายทัพ เอามือจับขันกระบอกออกล้างหน้า
บ้างอาบน้ำชำระตัวทั่วกายา ลูบหน้าตาหมดจดหมดราคิน
บ้างผลัดผ้าแต่งกายทั้งนายไพร่ เก็บของใส่ย่ามหาบไปหมดสิ้น
เช้าสักสามโมงเศษสังเกตชิน ต่างก็กินข้างปลาพาสบาย ฯ
๏ กรมการอักโขเมืองโคราช มาเกลื่อนกลาดคอยรับกองทัพหลาย
ล้วนแต่หลวงพระทั่วเหล่าตัวนาย ต่างผันผายเข้าหาคุณขุนสกล
ผู้ว่าที่มาเหจเรทัพ มาคำฮับมาเหจเรหน
แล้วแจ้งความตามเล่ห์มาเหทน ฉันมาหนหาเจ้าคุณผู้บุญลบ
ขอบุญท่านมาเหจเรทัพ ช่วยมาหับฉันไปให้ประสบ
เจ้าพระยามาเหทะเรภพ ได้ประสบจะได้แจ้งแห่งยุบล
ขอท่านผู้มาเหจเรทัพ ให้พานำคำนับจอมพหล
ข้างฝ่ายท่านจเรทัพรับยุบล มากราบเรียนโดยนุสนธิ์ตามมีมา ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณยินดีมีประภาษ อนุญาตนำเขาเข้ามาหา
ข้างท่านจเรทัพรับบัญชา แล้วออกมานำท่านเหล่านั้นไป
กรมการถึงพร้อมน้อมคำนับ ต่อจอมทัพเรียนแจ้งแถลงไข
ด้วยพระยากำแหงนั้นแจ้งใจ จึงใช้ให้มาคำนับรับเจ้าคุณ
เจ้าพระยาแม่ทัพสดับแจ่ม จึงเยื้อนแย้มตอบพลันไม่หันหุน
ภิปรายโปรยบัญชาด้วยการุญ ขอบใจคุณโคราชประภาษดัง
แล้วถามถึงเรื่องไปพบรบด้วยฮ่อ ยังเหลือหลออยู่บ้างฤๅข้างหลัง
กรมการเรียนตามความสัจจัง ว่าเหลือยังมีน้อยสักร้อยคน ฯ
๏ แล้วเจ้าคุณแม่ทัพก็กลับถาม โดยข้อความที่วิเศษตามเหตุผล
การบ้านเมืองเป็นสุขฤๅทุกข์ทน ซึ่งฟ้าฝนบริบูรณ์ฤๅสูญทราม
กรมการกราบเรียนจำเนียนนึก ว่าเกิดศึกราชประเทศเขตสยาม
ต้องยกทัพจับฮ่อต่อสงคราม ไพร่ได้ความยากเย็นเพราะเกณฑ์ไป
เสร็จคำขานกรมการก็ลากลับ ค่อยขยับออกมาหาช้าไม่
ครั้นเวลาพลบค่ำลงรำไร พลไพร่พรักพร้อมนั่งล้อมวง ฯ
๏ ครั้นเวลาประมาณยามสักสามทุ่ม เสียงปืนตูมติดติดพิศวง
ขุนสกลสารบาญชาญณรงค์ มาปลุกแอดดิกง[๒๒]ทั้งสองคุณ
แอดดิกงองค์หนึ่งลุกขึ้นได้ พูดถามไต่เอ้อี้ทีเกิดวุ่น
อีกองค์หนึ่งพูดไทยไม่มีทุน ลุกขึ้นวุ่นพูดอังกฤษติดคลิกคลัก
ครั้นได้ทราบนุสนธิ์ยุบลบอก แทบหนังปอกด้วยวิตกเพียงอกหัก
ตั้งวิ่งวางไปออกปร๋อไม่รอพัก ไปฉุดชักเจ้าพระยาขึ้นมาพลัน
เจ้าคุณฟังวาจาเขามาบอก เปลื้องผ้าออกมาตะกายรีบผายผัน
เที่ยวแกว่งมาดเรียกทหารชาญฉกรรจ์ นึกสำคัญว่าฮ่อเล่นออกเป็นจุณ
ได้ยินอีกเสียงปืนใหญ่ครืนลั่น อัศจรรย์จริงจริงคนวิ่งวุ่น
เตรียมปืนใหญ่เอะอะชุลมุน ดินกระสุนพร้อมพรักเสียงคักคึก
ท่านยกกระบัตรทัพกำชับพล ให้เตรียมตนด้วยว่าเวลาดึก
ฤๅมีปัจจามิตรต่างคิดฦก ทัพหน้าพบข้าศึกเสียงลั่นปืน
จึงใช้ม้าเร็วไปให้รู้เหตุ ผิดสังเกตปลุกไพร่ไว้ให้ตื่น
เป็นเวลาเที่ยงนางคากลางคืน ใช่การอื่นแม้นเลินเล่อจะเผลอตัว
กรมช้างผูกช้างให้มั่นคง จัตุรงค์เตรียมรบอยู่ครบทั่ว
ล้วนทะนงองอาจไม่หวาดกลัว บ้างก็หัวเราะชอบจริงอยากชิงชัย ฯ
๏ สักครู่หนึ่งพอม้ากลับมาบอก เขาจุดดอกไม้พลุประจุใหญ่
บ้านกุดจิกหนทางยังห่างไกล จุดดอกไม้ฉลองวัดเขาศรัทธา
ครั้นต่างคนตระหนักประจักษ์แจ่ม ก็ยิ้มแย้มเกาหัวอวดตัวกล้า
คิดว่าอ้ายฮ่อยกทัพวกมา ตีกองหน้าเราไม่เว้นจักเล่นมัน
บางคนนึกไปว่าทัพพาลี ยกกระบี่พวกพหลพลขันธ์
มาต่อตีทัพเราก็เอามัน คงจะหั่นเสียให้ยับดับชีวิต
บางคนคุยอวดว่าถ้าพวกยักษ์ มาจะหักเสียให้ยับจนดับจิต
บางคนคุยอวดว่าถ้าอินทรชิต ถึงมีฤทธิ์นักมาจะฆ่ามัน
ท่านเจ้าคุณนั้นกำลังนั่งแอบฝา ความกลัวเต็มประดาจนตัวสั่น
รู้ว่าพลุแล้วก็คว้าหาผ้าพัน ด้วยกายนั้นแก้โล่งอยู่โทงเทง
ท่านหลวงทรงศักดาตาวั่งตง หยิบผ้าส่งเจ้าคุณโลดโดดรับเหยง
ขอบใจที่เธอไว้เป็นกันเอง ถ้าแม้นเร่งเงินมาได้จะให้ปัน ฯ
๏ ต่างคนก็คืนกลับไปหลับนอน ครั้นทินกรพวยพุ่งรุ่งแสงสัน
สันอะไรใครไม่รู้ก็ช่างมัน แต่ขอดันพอให้จองคล้องเป็นกลอน
สันว่าแดดฤๅกระไรไฉนหนอ เอะอึ้อ้อเคยจำคำครูสอน
อังกฤษแปลว่าอาทิตย์แสงฤทธิ์ร้อน แต่ซํ้ากับทินกรซ้อนสองอัน
อ้ายเรื่องนี้ที่ผู้แต่งแสดงเซอะ จึงช่างเถอะทินกรซ้อนกับสัน
เสร็จเคลื่อนคลายไพร่พลพหลพลัน เลยตะบันล่วงตำบลพ้นนิคม ฯ
๏ มาถึงบ้านกุดจิกเห็นจิกต้น นี่บุคคลใดฤๅตั้งชื่อสม
ไม่สนุกนิ์สนานขี้คร้านชม ด้วยอารมณ์ฉันร้อนอาวรณ์ครวญ ฯ
๏ มาถึงบ้านสลัดไดเหมือนใจพี่ สลัดหนีสลัดนางห่างสงวน
เพราะจำเป็นจำใจอาลัยนวล ใช่จะหวนใจตัดสลัดจริง ฯ
๏ มาถึงบ้านดอนคำเหมือนคำพี่ เมื่อพาทีคำพร้องกับน้องหญิง
แลเหมือนคำสายสมรแม่วอนวิง กลัวจะทิ้งน้องไว้หาใหม่เชย
หล่อนสั่งแล้วสั่งเล่าเฝ้ากำชับ ไปแล้วกลับมาดีดีนะพี่เอ๋ย
ซึ่งเมียใหม่แล้วอย่าหาลงมาเลย แล้วภิเปรยพูดชะอ้อนวอนรำพัน ฯ
๏ มาถึงบ้านโคกกรวดกรวดระดะ ในพื้นพระธรณีงามสีสรรพ์
น้ำฝนเซาะบ้างเกาะเป็นหลืบลัน เป็นชั้นชั้นน่าชมอารมณ์เฟือน ฯ
๏ ถึงสระกระแบกเหมือนแบกซึ่งความรัก เหลือจะหนักอกใจใครจะเหมือน
แบกข้าวของเหลือแรงพอแบ่งเบือน ฤๅว่าเพื่อนช่วยแบกแยกออกไป
ที่แบกรักหนักใจวางไม่ลง เหลือจะทรงกายตั้งนั่งไม่ไหว
เป็นสุดแบกความรักหนักฤๅทัย ประจำในทรวงพี่ทุกวี่วัน ฯ
๏ ครั้นถึงหนองเป็ดน้ำมีน้ำจิต วิปริตแปรปรวนดูผวนผัน
นกเป็ดน้ำดีเหลือหนอเนื้อมัน ในใจฉันอยากกินด้วยยินดี
ครั้นรู้สึกพุทโธ่มโนกรรม คิดจะทำลายสัตว์น่าบัดศรี
ชีวิตเขาสิเราจะย่ำยี ของตัวมีใจรักเขาจักปอง
ซึ่งคนเหล่าชาวบ้านแถวย่านนั้น บ้างชวนกันจัดเอาซึ่งข้าวของ
บ้างมันต้มจิ้มน้ำตาลใส่พานรอง คอยนั่งมองตั้งใจให้เจ้าคุณ
เจ้าพระยาแม่ทัพก็รับของ ชาวบ้านช่องนี่ก็สุดตามอุดหนุน
ท่านก็แจกเงินเฟื้องต้องเปลืองทุน ท่านทำบุญหมีได้ว่างเรี่ยทางมา ฯ
๏ ครั้นถึงบ้านมะขามเฒ่าโตเท่าไหน กับทุกข์ฉันนั้นใครจะโตกว่า
ฤๅมะขามเฒ่าชแรแก่ชรา ฉันจ้องตาหมีได้ยลต้นบูราณ ฯ
๏ ครั้นมาถึงเขาลาดประหลาดจิต ชำเลืองพิศดูประเทศเขตสถาน
มีสวนหมากยืดยาวมะพร้าวตาล จะเปรียบปานราษฎร์บูรณะดาวคะนอง
ครั้นถึงที่หยุดพักสำนักนิ์กว้าง ก็ปลงช้างผู้คนขนข้าวของ
เข้าในแต้นท์ที่เขาทำไว้สำรอง ยกจำลองเข้าไปวางอยู่ข้างใน
พระอาทิตย์เลี้ยวลัดหัศฎงค์ พระพรหมทรงเอา ห เป็น อ ได้
ถึงจะเอา อ เป็น ห ต่อกันไป ก็กลับได้เหมือนหนึ่งคำคนรํ่าคิด
เดิมบูราณท่านใช้อัสดง นี่เขียนส่งว่าหัศแสนอัศจิต
ถ้าไม่ว่าเกือบจะตายวายชีวิต ยิ่งคิดคิดเจ็บช้ำในน้ำใจ
สูริยาเย็นยํ่าพอค่ำลง คนล้อมวงพร้อมเพรียงเรียงไสว
นั่งยามตามทำนองก่อกองไฟ พลไพร่พร้อมพรั่งอยู่คั่งคับ ฯ
๏ ครั้นเช้าตรู่สูริยาส่องอากาศ กรมการโคราชมาเป็นตับ
ต่างคนก็นอบน้อมเจ้าจอมทัพ แล้วคอยรับบัญชาพร้อมหน้ากัน
เจ้าพระยาแม่ทัพออกรับรอง ไม่ขัดข้องรังเกียจคิดเดียดฉันท์
แล้วให้เสื้อให้ผ้า[๒๓]พร้อมหน้าพลัน บางคนนั้นได้แหวนแสนวิไล
กรมการดีใจด้วยได้ลาภ ต่างคนกราบนบนิ้วอยู่ไสว
ครั้นสิ้นแสงสูริโยอโณทัย ต่างคนไปที่พักสำนักตัว
แรมอยู่นั่นสองวันกับสามคืน พอคนชื่นล้าเลื่อยหายเหนื่อยทั่ว
ก็เตรียมคนเตรียมช้างเตรียมต่างวัว มาเตรียมมั่วสุมไว้ในกลางคืน ฯ
๏ ครั้นวันอาทิตย์ขึ้นค่ำหนึ่งเดือนอ้าย พระสูริยฉายส่องฟ้าขึ้นฝ่าฝืน
ยกกระบัตรจัดทวนกระบวนปืน ต่างก็ยืนคอยอยู่ทุกหมู่กอง
ทัพหน้าแล้วก็มาถึงทัพขันธ์ เข้ารวมกันประดังอยู่ทั้งสอง
ปีกขวาปีกซ้ายก็จัดไว้ถัดรอง ตามทำนองพยุหบาตรเยื้องยาตรา
ล้วนทหารถือปืนยืนสะพรั่ง ถือโล่ห์ดั้งหลาวแหลนดูแน่นหนา
ปืนอื่นพื้นนกสับอันดับมา รวมทั้งห้ากองทัพพร้อมสรรพกัน
ล้วนสวมเสื้อเขียวแดงแสงระยับ พร้อมเสร็จสรรพพหลพลขันธ์
เหล่าตัวนายขี่ช้างพลายตัวสำคัญ ล้วนแต่กั้นสัปทนทุกคนไป
ธงสำหรับนายทัพทั้งหลายนั้น ต่างสีสรรพ์แลเป็นทิวปลิวไสว
บ้างสีเขียวแดงเหลืองเรืองประไพ บางคนใช้ต่างสีมีสำคัญ
แล้วถึงกองทัพใหญ่วิไลเหลือ ล้วนสวมเสื้อดีดีต่างสีสรรพ์
ยกกระบัตรจัดทัพอันดับกัน ถึงธงไทยใหญ่สนั่นแดงประทาน ฯ
๏ แล้วถึงหม่อมราชวงศ์กระจ่าง ขี่ม้าสะบัดย่างนำทหาร
ดูท่วงทีเจนจัดหัดชำนาญ ล้วนถือขวานฝรั่งทั้งกระบวน
แล้วถึงปืนบะเหรี่ยมล้อเทียมลาก คนกระชากล้อหันไป่ผันผวน
อยู่เรียงรายข้างทางห่างพอควร แต่แล้วล้วนปืนใหญ่ไสวตา
แล้วถึงกองขุนสิทธิ์ติดกระชั้น มีซายัน[๒๔]ควงกระบองคล่องหนักหนา
ทหารแถวสองข้างหนทางมา ล้วนถืออาวุธสิ้นดูภิญโญ
แล้วถึงกอโปราล[๒๕]ถมดูคมขำ ขี่ม้านำทหารประมาณโหล
คุมปืนแคทะริงกัน[๒๖]สนั่นโต้ มีเดโชยิ่งกว่าปืนอื่นทั้งปวง
แล้วก็ถึงธงทหารสะอ้านแท้ ถัดก็แตรขลุ่ยกลองล้วนของหลวง
ยกกระบัตรจัดงามตามกระทรวง เดินทักท้วงเตรียมตรวจทุกหมวดกอง
แล้วถึงทหารอย่างยุโรปครบทหาร งามตระการเสื้อสีไม่มีสอง
ทั้งข้างแขนพู่บ่าระย้าทอง ล้วนแต่ของใหม่ใหม่ได้ประทาน
ทั้งตัวนายขี่ม้าอาชาชาติ ดูองอาจสมกายนายทหาร
ประดุจดังอย่างพยัคฆ์จักทะยาน ศัตรูพานพ้องพบรบระอา
ช้างน้ำมันกอโปราลเกศขี่คอ พลายสีดอท่วงทีดีหนักหนา
สวมเสื้อยศอย่างทหารประทานมา ดูสง่าท่วงทีเห็นดีควร
เหล่าทหารเดินข้างช้างเป็นแถว แต่ล้วนแล้วถือปืนยืนอยู่ถ้วน
แลขุนหมื่นดาบตะพายรายกระบวน ตามจำนวนริ้วทัพอันดับมา ฯ
๏ กระบวนช้างตั้งเชือกเป็นเทือกแถว ถัดมาแล้วช้างเขนคเชนทร์กล้า
อีกช้างทรงองค์พระปฏิมา แล้วถึงช้างเจ้าพระยากระโจมแดง
เหล่าผู้คนคั่งคับอันดับมา ขุนบำรุงโยธาตัวเข้มแขง
คุมขุนหมื่นเหล่าพวกเสื้อหมวกแดง คอยเดินแซงสองข้างหนทางมา
สี่เท้าช้างเจ้าคุณคือขุนรักษ์ ขุนอินทรภักดีเนื่องอยู่เบื้องขวา
ขุนนราจุมพลคนปัญญา กับขุนราชเมธาอยู่ซ้ายมือ
พวกขุนหมื่นทนายเรียงรายเดิน ล้วนแต่เชิญสำรดเครื่องยศถือ
ใส่เสื้อดำริ้วเข้มดูเต็มฦๅ ล้วนขุนหมื่นมีชื่อทุกตัวนาย
หลวงพิชัยเสนาสง่าเหลือ สอดสวมเสื้อแดงสีมณีฉาย
เข็มกลัดคาดสายกระบี่มีตะพาย ขี่คอพลายประจญมารชาญศักดา
กรกุมขอข้อขึงดูผึ่งผาย แล้วยักย้ายท่วงทีดีหนักหนา
ว่าที่แอดดิกงยงศักดา ผู้รักษาแม่ทัพรับไพรี ฯ
๏ แล้วถึงช้างคุณบุตรแอดดิกง สวมเสื้อส่งสดแสงดูแดงสี
ขี่ช้างพลายโพยมกระโจมมี ดูท่วงทีผุดผาดสะอาดตา
แล้วถึงทหารหัดใหม่สไนเด้อร์ ไม่เซอะเซ่อท่วงทีดีหนักหนา
เดินในทางสองข้างมรคา จ้างมาเป็นนายไม่ร้ายรอง
แล้วถึงคุณพลอยกับคุณนิล ดูเฉิดฉินท่วงทีดีทั้งสอง
ใส่เสื้อดำสักหลาดปักตาดทอง ดูเรืองรองรจนาโอฬาฬาร
แล้วถึงช้างคุณขาวกับคุณพิน ล้วนขี่คอทั้งสิ้นดูอาจหาญ
มือจับขอยอเยื้องเปรื่องชำนาญ ล้วนเป็นหลานแม่ทัพกำกับพล
แล้วถึงกองปลัดทัพดูขับขัน พร้อมด้วยพันพวกเหล่าชาวพหล
ล้วนแต่ถือเครื่องรบครบทุกคน เสื้อสวมตนต่างต่างสำอางตา
แล้วถึงกองยกกระบัตรช่างจัดสรร ทหารอย่างวาลันเตีย[๒๗]ซ้ายขวา
ล้วนถือเครื่องอาวุธยุทธนา ทั้งปืนผาครบเครื่องกระบวนพล ฯ
๏ หลวงภักดีขี่คอพลายจักรกรด ถือขอจดตั้งใจไม่ฉงน
ตั้งขอขึงผึ่งผายหมายประจญ เหล่าพหลเดินทางข้างสัตว์โต
ถึงกองจเรทัพอันดับมา ทหารหน้าท่วงทีเห็นดีโข
สวมเสื้อดำเฉิดฉินดูภิญโญ ล้วนใส่หมวกกะโล่ผ้าขาวคลุม
ตัวขุนสกลสารบาญจเรทัพ ขี่คอพลายประดับแก้วโกสุม
ดูผายผึ่งขึงข้อถือขอกุม ก็ควบคุมพหลพลฉกรรจ์
ถึงกองซีเกร็ตตอรีที่เสมียน[๒๘] สำหรับเขียนหนังสือมือขยัน
ใส่เสื้อริ้วทองสวยหมดด้วยกัน ดูเฉิดฉันแลพิศสนิทเนียน ฯ
๏ ขุนวิสูตรเสนีขุนศรีกะดานพล ทั้งสองคนขวาซ้ายนายเสมียน
ตามยกกระบัตรจัดพลไม่วนเวียน ด้วยว่าเขียนฉลากไว้ปักไม้ราย
แล้วถึงท่านขุนอินทรวิเชียรชาติ ขุนพรหมราชปัญญาโยธาหลาย
ยังขุนศรีภักดีมีอีกนาย ขุนสัจจวาทีรายอยู่รวมกัน
ล้วนแต่คุมทหารกองด้านใน ขุนหมื่นไพร่ยกกระบัตรช่างจัดสรร
เหล่าพหลล้นหลามมาครามครัน ล้วนถือมั่นอาวุธยุทธนา ฯ
๏ กองหลังถัดหลวงจัตุรงค์นั้น ขี่คอพลายกุมภัณฑ์คเชนทร์กล้า
ดูท่วงทีองอาจประหลาดตา คุมโยธากองหลังตั้งกระบวน
ขุนนราฤทธิไกรผู้ใจอาจ ขี่คอพลายสีประหลาดงามผาดผวน
รูปขำคมสมทหารชำนาญทวน เห็นสมควรท่วงทีมีศักดา
ขุนพิชัยชาญยุทธก็สุดใจ ขี่คอพลายประลัยดูแกล้วกล้า
สมควรเป็นกองหลังตั้งปีกกา อยู่เบื้องขวาเบื้องซ้ายรายเรียงกัน
ท่านหลวงทรงศักดาก็กล้าหลาย ขี่ช้างพลายทองแดงเข้มแขงขัน
คุมทหารด้านนอกหอกทั้งนั้น ถือปืนสั้นใหญ่น้อยหลายร้อยคน
ซึ่งขุนสัตยากรผ่อนลำเลียง กองเสบียงคุมกระบวนล้วนพหล
ทั้งโคต่างช้างมีพร้อมรี้พล สำหรับขนจัดจบครบกระบวน
ดูนายกองนายทัพอันดับมา พรรณนาจัดสรรไม่ผันผวน
บ้างถือหอกพู่ขาวถือง้าวทวน ถือง้าวญวนถือตรีกระบี่ยาว ฯ
๏ ครั้นว่าได้พิชัยฤกษ์แล้ว ก็คลาดแคล้วโยธีเสียงมี่ฉาว
ยิงปืนฤกษ์สัญญานัยน์ตาพราว สองหูร้าวด้วยเสียงสำเนียงปืน
เสียงคนเดินราวกับเนินจะโทรมทรุด ดั่งมหาสมุทรเกิดลมคลื่น
เหล่าทหารเริงร่าเฮฮาครืน เพียงพ่างพื้นธรณินแผ่นดินพัง
ตัวฉันอยู่ท้ายช้างเหมือนอย่างเคย เฝ้าแหงนเชยแลชมอารมณ์หวัง
ดูเรือนบ้านรายเรียงเคียงประดัง เห็นคับคั่งคนดูอยู่ริมทาง
คนแก่สาวนั่งเป็นหมู่ฉันดูทั่ว ล้วนรูปชั่วดำปี๋เหมือนผีสาง
ถึงที่ขาวดูเหมือนลาวไม่สำอาง เห็นรูปร่างป๋อหลอฉันงองัน ฯ
๏ ถึงวัดแจ้งเห็นเขาแต่งประตูป่า ไว้คอยท่ากองทัพดูขับขัน
ยายมดท้าวนั่งเคียงอยู่เรียงรัน คอยทำขวัญขับผีป่าหน้าประตู
ยายคนหนึ่งตีโทนโยนจังหวะ เสียงจ๊ะจ๊ะตุ้มตุ้มฟังกลุ้มหู
เครื่องสังเวยเรียงรายตัวยายครู ออกนั่งอยู่หน้าคนบ่นพึมพำ
พอเจ้าคุณเดินมาถึงหน้าฉาน กรมการเรียนตามเนื้อความขำ
เชิญเจ้าคุณลงช้างอย่างบูรำ โดยมีทำเนียมการเพศบ้านเมือง
พอช้างเหยียบประทับเข้ากับเกย เจ้าคุณหมีได้เฉยค่อยย่างเยื้อง
ลงนั่งที่พรมปูดูชำเลือง เขาจะเปลื้องผีป่านั้นท่าไร
ซึ่งยายมดบอกขยดให้เหยียดเท้า เอาด้วยขาวลากฟาดตวาดไล่
แล้วผูกกรทำขวัญคุ้มกันภัย ก็เลยให้ศีลพรบทกลอนดี
เสร็จสรรพเจ้าคุณกลับขึ้นสู่ช้าง แล้วลีลามาในทางหว่างวิถี
เข้าในประตูป่าไม่ราคี สองข้างมีสงฆะประน้ำมนต์ ฯ
๏ ถึงโพธิ์กลางสองข้างมีโรงร้าน ขายโตกพานเชี่ยนขันและพรรณผล
ทั้งของกินเครื่องใช้ฉันได้ยล เหล่าฝูงคนนั่งดูเป็นหมู่กัน
เห็นตึกทาฝาแดงทุกแห่งหน หลังข้างบนมุงแฝกแปลกแปลกขัน
ล้วนตึกดินดิบต่อมาก่อกัน ข้างฝ่ายชั้นล่างหลังคาเขาทาดิน
ชมลูกสาวชาวโคราชไม่ผาดผิว ช่างขี้ริ้วไม่ตำหนิแกล้งติฉิน
จะหาสวยสักคนไม่ยลยิน จนหมดสิ้นย่านทางโพธิ์กลางมา ฯ
๏ ถึงสามสักยักแยกมาเบื้องซ้าย คนเรียงรายนั่งดูอยู่หนักหนา
เห็นโรงผู้หญิงคนชั่วดูทั่วมา เหมือนหญิงข่าไม่น่ารักเลยสักคน
มาประเดี๋ยววกเลี้ยวซ้ายมือแว้ง เห็นกำแพงโคราชสูงผาดโผน
แม้นข้าศึกหมายจะมาประจญ ซึ่งจะปล้นเมืองได้เห็นไม่มี
ด้วยกำแพงสูงมีสักสี่วา ดูแน่นหนาคึกคักเป็นศักดิ์ศรี
ซึ่งข้างนอกกำแพงวุ้งแวงดี ล้วนแต่มีคูรอบขอบสีมา
มีเชิงดินชั้นนอกห้าศอกสูง แม้นมีฝูงปรปักษ์เรารักษา
เพียงเชิงเทินชั้นนอกออกประดา ศัตรูอย่าเข้าไปถึงในคู
เมืองโคราชกว้างใหญ่มิใช่น้อย ข้าศึกเพียงสิบร้อยเห็นพอสู้
เมืองใหญ่โตทำไมมีสี่ประตู หอรบอยู่ข้างบนชอบกลดี ฯ
๏ ถึงทำเนียบค่ายพักสำนักนิ์อยู่ ด่านประตูท่าน้ำทำถ้วนถี่
อยู่ริมกับอารามสามัคคี ทำเนียบมีเขื่อนค่ายปลูกรายเรียง
สำหรับเจ้าคุณมีสี่ห้าหลัง พร้อมหอนั่งเรือกรั้วครัวเฉลียง
ทิมทหารรอบล้อมดูพร้อมเพรียง แถวระเบียงหอนั่งตั้งนอกชาน
ที่ลูกทัพนายกองเสร็จเจ็ดแปดหลัง มีพร้อมพรั่งโรงยาวเหล่าทหาร
ช้างเจ้าคุณเทียบเกยไม่เลยนาน กรมการคอยรับคำนับพลัน
ทหารปืนยืนรายทั้งซ้ายขวา ทหารหน้าทหารหลังช่างขยัน
นายใหญ่บอกปรีเซนต์เป็นสำคัญ ก็พร้อมกันยกปืนยืนคำนับ
เจ้าคุณค่อยประจงลงจากเกย แล้วก็เลยขึ้นหอนั่งยั้งสดับ
กรมการพร้อมพรั่งมาคั่งคับ นั่งคอยรับบัญชาพร้อมหน้ากัน ฯ
๏ พอหยุดพักอยู่นั่นสองวันครบ เจ้าพระยาปรารภจะผายผัน
นายทัพนายกองมาพร้อมหน้ากัน ไปอภิวันท์เทพารักษ์เจ้าหลักเมือง
พร้อมนายทัพนายกองมาซร้องแซ่ ท่านเจ้าคุณขี่แคร่ไม้ลายเหลือง
พร้อมนายทัพนายกองตามนองเนือง เสร็จย่างเยื้องเข้าไปในประตู
ครั้นถึงศาลอารักษ์พระหลักเมือง พร้อมด้วยเครื่องบูชาไก่ปลาหมู
ทั้งบายศรีซ้ายขวาน่าเอ็นดู เสร็จแล้วบูชาเจ้าทั้งเหล้ายา
แล้วเรียกคนขลุ่ยกลองกระบองควง แกว่งบวงสรวงอารักษ์เป็นหนักหนา
ทั้งต่อยมวยรำละครฟ้อนบูชา พิณพาทย์สาธุการประสานตี
ครั้นเสร็จสรรพก็กลับมาทำเนียบ ไม่เงียบเชียบต่างเปรมกระเษมศรี
ฝูงพหลพลนิกายสบายดี บห่อนมีเจ็บป่วยพร้อมด้วยกัน ฯ
๏ เมื่อวันหนึ่งเจ้าคุณจึ่งออกหอนั่ง พร้อมสะพรั่งนายพหลพลขันธ์
จึ่งปรึกษาไต่ถามเนื้อความพลัน ว่าวันนั้นเข้าไปที่ในเมือง
เห็นเจดีย์องค์ใหญ่ในวัดกลาง[๒๙] ทำลายร้างอยากบำรุงให้ฟุ้งเฟื่อง
จึงหันหน้าปรึกษาท่านเจ้าเมือง ก็พูดเยื้องชักเชือนบิดเบือนไป
เพราะว่าในเมืองนี้สุดที่คิด ด้วยปูนอิฐไม่มีอยู่ที่ไหน
เจ้าคุณฟังยุบลเป็นจนใจ ก็หมีได้ตอบความตามยุบล
เจ้าพระยาจอมนิกรอาวรณ์ตรึก การทัพศึกสารพัดจะขัดสน
ไม่ทราบเรื่องหนองคายร้ายกังวล ต้องแต่งคนไปสืบตามความระแวง ฯ
๏ จึงให้ท่านขุนวิสูตรเสนี นายซีเกร็ตตอรี่คนเข้มแขง
ไปสืบการหนองคายที่ร้ายแรง มาให้แจ้งข้อความตามกระบวน
ให้ขุนพินิจนิกรนั้นไปด้วย จะได้ช่วยกันลอบไปสอบสวน
กับนายทัดคนลาวชาวเมืองพวน รู้ถี่ถ้วนนำร่องไปหนองคาย
ให้ขุนสัตยากรไปขอนแก่น สืบให้แม่นอย่าให้เฟือนในเงื่อนสาย
กับอุปฮาดไปช่วยด้วยอีกนาย ซึ่งแยบคายขอนแก่นคงแม่นยำ
เป็นอุปฮาดอยู่ก่อนเมืองขอนแก่น ในแว่นแคว้นไล่เลียงไม่เพลี่ยงผลำ
ควรให้ไปสืบส่อเอาข้อคำ เพราะว่าชำนาญใจในหนทาง
แล้วสั่งเบิกช้างให้ใส่เสบียง ให้พอเพียงสารพัดไม่ขัดขวาง
ทั้งเงินทองจัดให้ไปใช้พลาง กระโจมช้างเลือกคัดดูจัดเอา
ขึ้นหกค่ำเดือนอ้ายห้านายนั้น กำหนดวันที่จะไปหมีได้เศร้า
ออกจากที่ตนพักสำนักนิ์เนา ไปตามเจ้าคุณบัญชาไม่ช้าวัน ฯ
๏ ถึง ณ วันเดือนอ้ายขึ้นแปดค่ำ ได้จดจำแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
เห็นผู้คนช้างม้าลงมาพลัน พระวิชิตณรงค์นั้นคุมฮ่อมา
พวกกองทัพรู้จริงบ้างวิ่งสอ มาดูฮ่อพร้อมพรักคนหนักหนา
อ้ายพวกฮ่อใส่คอตะโหงกคา คนรักษาเดินกลุ้มคอยคุมตัว
เจ้าพวกฮ่อเหล่านี้ล้วนขี่แคร่ เจ้าพวกลาวหามแย่ยิ่งเจ้าสัว
กองทัพฝ่ายเราว่าไม่น่ากลัว ตัวต่อตัวแล้วไม่หนีฟันตีกัน
บ้างว่าฮ่อรูปนี้กระจิริด สักสามคนก็ไม่คิดจะพรึงพรั่น
ไม่มีจิตคร้ามกลัวเห็นตัวมัน ต่างคนสันต์สรวลเสเสียงเฮฮา ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณให้ไปขอฮ่อมาถาม ให้คนล่ามมั่นคงส่งภาษา
นายเสมียนเขียนความตามบัญชา ฮ่อหนึ่งมาให้ความตามกระบวน
ว่าเป็นจีนเกิดยังเมืองกวางตุ้ง ใจมาดมุ่งเลี้ยงชีวิตไม่ผิดผวน
มาค้าขายในเขตประเทศญวน ไปเมืองพวนแล้วเยื้องไปเมืองลา
ก็หากินโดยยุติสุจริต เลี้ยงชีวิตมุ่งหมายขายของป่า
อ้ายพวกฮ่อยกทัพจับเอามา จนเวลาทัพไทยไปเอาตัว
จีนล่ามถามต่อฮ่อคนไหน มันชี้ใส่เจ้าญวนนั่งผมทั้งหัว
ให้ล่ามถามญวนก็บอกพูดออกตัว มันแสนชั่วบอกว่าข้าเป็นญวน
เสมียนล่ามถามต่อฮ่อคนไหน มันชี้ใส่ว่าคนนั้นไม่ผันผวน
คนนั้นว่าข้าเป็นลาวชาวเมืองพวน ให้การล้วนข้อรับจับเอามา
นี่ก็เจ๊กนั่นก็ลาวชาวเมืองพวน โน่นก็ญวนนุงนังน่ากังขา
ให้ล่ามถามทั้งหมดจดวาจา เที่ยวถามหาฮ่อคนไหนหมีได้มี
ก็หมีได้จดจำคำทั้งหลาย ครั้นบ่ายชายแสงพระสูริยศรี
สักห้าโมงสังเกตเศษนาที ตราพระราชสีห์มีขึ้นมา ฯ
๏ จึ่งประชุมลูกทัพนายกองพร้อม มานั่งล้อมเรียงรายทั้งซ้ายขวา
ฉันผนึกออกอ่านซึ่งสารตรา แจ้งกิจจาโดยความตามคดี
ในบังคับกองทัพให้ยับยั้ง รอคอยฟังเหตุการณ์ตามสารศรี
อยู่นครราชเสมาอย่าช้าที แล้วห้ามหมีให้เยื้องไปเมืองบน
อ้ายพวกฮ่อนั้นยังก่อรังแก หรือพ่ายแพ้สืบให้แจ้งทุกแห่งหน
จักนายทัพนายกองสักสองคน ที่ชอบกลเป็นผู้ใหญ่เข้าใจการ
ไปสืบเรื่องเมืองหนองคายจะร้ายดี ยังเหลือมีข้าศึกที่ฮึกหาญ
แม้นกองทัพหลวงพระบางทางเชียงคาน จะเข้าราญรอนประจญตำบลไร
มีหนังสือรีบรัดมานัดหมาย จงผันผายขึ้นไปช่วยด้วยจงได้
ตระเตรียมยกซึ่งพหลพลไกร รีบขึ้นไปอย่าให้ขาดราชการ ฯ
๏ เจ้าพระยาแม่ทัพสดับแจ้ง ประดิษฐ์แต่งความตอบระบอบสาร
โดยถ้วนถี่สารพัดไม่ทัดทาน แล้วส่งเจ้าพนักงานให้ถือมา
ครั้นสำเร็จเสร็จพร้อมจอมพหล จึ่งแต่งคนนึกมองตรึกตรองหา
จะได้ผู้ใดดีมีปัญญา สืบกิจจาหนองคายเอารายงาน
จะต้องทำตามดั่งข้อบังคับ จึ่งปรึกษานายทัพนายทหาร
จะได้ใครไปดีที่ชำนาญ ไปสืบการหนองคายคือนายใด
เห็นแต่ว่าพระวิชิตณรงค์ ค่อยมั่นคงจะเห็นเป็นไฉน
นายทัพคำนับน้อมต่างพร้อมใจ คนอื่นไปไม่เสร็จสำเร็จมา
ท่านเจ้าคุณอารีท่านมีจิต พระวิชิตณรงค์นั้นหนักหนา
จึ่งจัดเสบียงให้ใจเมตตา อีกทั้งผ้าขนยาวห่มหนาวนอน
พระวิชิตณรงค์บรรจงรับ น้อมคำนับด้วยศิโรสโมสร
แล้วหมอบราบกราบก้มประนมกร กล่าวสุนทรโดยความตามอัชฌา
ขอขุนนราฤทธิไกรนั้นไปด้วย แม้นเจ็บป่วยได้พิทักษ์ช่วยรักษา
เป็นวงศ์วานหลานชิดสนิทมา พอเห็นหน้าเพื่อนไปในหนทาง
เจ้าพระยาอนุญาตตามมาดหมาย กล่าวอภิปรายตามสัตย์ไม่ขัดขวาง
หมีได้มีแหนงจิตคิดระคาง ด้วยไว้วางใจแท้เห็นแน่นอน
พระยาวิชิตณรงค์ประสงค์สม ตามนิยมภิญโญสโมสร
เสร็จจะลาคลาไคลครรไลจร มาที่ผ่อนเคยพักสำนักตน ฯ
๏ ครั้น ณ เดือนอ้ายขึ้นสามค่ำ เป็นวันกำหนดฤกษ์เลิกพหล
พระยาวิชิตณรงค์ไม่วงวน ก็กรีพลมาดหมายหนองคายพลัน
เดินเป็นกระบวนมาหน้าทำเนียบ ดูเรียงเรียบเหล่าพหลพลขันธ์
ขุนนราฤทธิไกรใจฉกรรจ์ ก็ผายผันตามไปในกระบวน
เจ้าพระยาแม่ทัพออกรับรอง เสร็จส่งกองทัพขันธ์ไม่ผันผวน
ทหารยิงปืนใหญ่ใส่ชนวน เก้านัดถ้วนเสร็จครบตระหลบควัน ฯ
๏ เมื่อวันหนึ่งฟั่นเฟือนจำเคลื่อนคลาด เจ้าเมืองอุปฮาดเข้าผายผัน
เอาม้าแดงช้างดำมากำนัล อุปฮาดเมืองสุวรรณภูมิมา
หลวงสารสิทธิ์ผู้นำเข้าคำนับ ท่านเจ้าคุณออกรับด้วยหรรษา
ซึ่งช้างม้าที่มาให้ไม่นำพา เป็นแต่ว่าขอบใจที่ให้เรา
ท่านคืนช้างม้าไปให้เจ้าของ ไม่หมายปองอยากได้ของใครเปล่า
ถึงว่าของสิ่งไรท่านไม่เอา แม้นที่เหล่าคนชอบรับตอบแทน
ซึ่งกองทัพตั้งแต่มาหลายราตรี เหล่าโยธีบ้างเป็นสุขบ้างทุกข์แสน
ด้วยไข้ดงติดมาในป่าแดน ดูหนาแน่นชุกชุมตายสุมไป
บางคนไม่ตายหายมีแรง กินของผิดสำแลงก็ตักษัย
บ้างกินกล้วยน้ำว้าพุทราไป แต่พอใส่ถึงคอชักงองัน
บ้างก็กินลูกสมองอก่อม้วย บ้างกินกล้วยอ้อยแล้วอาสัญ
กินของสิ้นชีวิตผิดผิดกัน ฝูงคนบรรลัยรุมชุมสุดใจ
ได้มีบาญชีนามจดตามเหตุ คนร้อยยี่สิบเศษม้วยตักษัย
ตั้งแต่ยกหมายมุ่งจากกรุงไกร คนตายได้ร้อยเศษสังเกตจำ
ซึ่งตัวฉันฤๅทัยใจสะท้อน เห็นคนนอนครางอยู่ดูออกส่ำ
คิดถึงตัวกลัวตายกายระกำ เฝ้าแต่ร่ำโหยไห้อาลัยวอน
ยามหนึ่งคิดถึงตัวกลัวความไข้ ยามสองให้คะนึงถึงสมร
ยามสามคิดรำคาญถึงมารดร ยามสี่นอนคิดถึงญาติแทบขาดใจ ฯ
๏ เป็นอย่างนี้เจียวฉันทุกวันคืน บ่มีชื่นเศร้าหมองไม่ผ่องใส
โศกถึงมิตรคิดถึงญาติแทบขาดใจ เหลือหทัยที่ทุกข์คงจุกตาย
แสนระกำช้ำกายเสียดายโฉม เสียดายเชยเคยประโลมไม่ห่างหาย
ไม่ห่างเหเสน่ห์นุชจะหยุดวาย จะหยุดเว้นเป็นอย่าหมายว่าจักมี
ว่าจะม้วยเสียด้วยเพราะความเศร้า เพราะความโศกโรคเร้าหม่นหมองศรี
หม่นหมองทรวงโอแม่ดวงสุมาลี สุมาลัยของพี่อย่าไกลตา
อยู่ใกล้ตัวเพราะผัวมาห่างห้อง มาห่างเห็นเว้นน้องไห้โหยหา
ไห้โหยหวนครวญคร่ำไม่นำพา ไม่น่าพึงหนึ่งว่าจำใจจร
โอ้อกเอ๋ยเคยแอบประคองอุ่น หอมกลิ่นกรุ่นสาเรแก้วเกสร
เสียดายดวงพวงพุ่มอุทุมพร มาไกลกรหมีได้กอดประคองเชย
สงสารสร้อยเสาวคนธ์จะมลหมอง จะเฝ้าร้องไห้หานิจจาเอ๋ย
ใครจะช่วยปลอบปลื้มให้ลืมเลย เหมือนพี่เคยประคองน้องนิทรา
เวลาดึกตรึกตรองถึงน้องสาว อนาถหนาวเนื้อหนังเย็นมังสา
เมืองโคราชเหลือล้นพ้นปัญญา หนาวยิ่งกว่าบางกอกยอกทั้งตัว
ห่มผ้าปิดเหมือนหนึ่งว่าห่มผ้าเปียก มันเย็นเยียกหนาวยวดจนปวดหัว
หนาวอัปรีย์หนาวระยำพอค่ำมัว มันเย็นทั่วสารพางค์นอนครางฮือ
ต้องสวมเสื้อสามชั้นไว้กันหนาว ทั้งถุงเท้าเกือกซ้อนลงนอนซื่อ
กางเกงสามชั้นนุ่งสวมถุงมือ ตัวหนักตื้อหมวกผ้าปิดหน้าตึง
แต่อย่างนั้นไม่กันความหนาวได้ มันหนาวในตับปอดตลอดถึง
ผ้าห่มสุมคลุมซ้อนนอนตะบึง คิดรำพึงใจอนาถไม่ขาดคราว
ถ้ารู้ที่ว่าไม่มีข้าศึกรบ คงหาครบซื้อสรรพ์เครื่องกันหนาว
หมายจะได้ชิงชัยกันใหญ่ยาว จนถึงคราวฉุกเฉินคิดเกินไป
ด้วยกลัวว่าผ้าเสื้อจะเหลือมือ จึ่งหาซื้อจัดหาเอามาไม่
ถ้าแม้นว่ารู้แท้เป็นแน่ใจ ว่าพวกไอ้สลัดบกมันยกมา
เที่ยวปอกลอกทองพระไปถลุง การรบพุ่งหาสู้จักจะหนักหน้า
ซึ่งเครื่องหนาวสารพัดได้จัดมา ไม่ซื้อหาก็เพราะการประมาณเกิน
บุญคุณติดขุนสนิทอักษรนุ่ม ให้เครื่องคุ้มกันหนาวคราวฉุกเฉิน
ขอให้เขาสวัสดีมีจำเริญ สรรเสริญคุณเขาทุกเช้าเย็น
ป้องกันหนาวนอกเนื้อเขาเกื้อหนุน เพราะบุญคุณพ่อนุ่มพอคุ้มเข็ญ
แต่น้ำจิตมิได้วายคลายลำเค็ญ บ่วางเว้นมีสุขเฝ้าทุกข์ทน ฯ
๏ ฝ่ายเจ้าพระยาแม่ทัพเมื่อยับยั้ง ท่านก็ตั้งปรารถนาหากุศล
ด้วยศึกเสือนั้นไม่มีพักรี้พล ชักชวนคนก่อสร้างทางนิพพาน
เจดีย์ใหญ่วัดกลางร้างชำรุด ยังโทรมทรุดล้มทอดตลอดฐาน
ไม่มีใครศรัทธาล้มมานาน จะประมาณนับยิบหลายสิบปี
ท่านเจ้าคุณมีใจอยากใคร่สร้าง พระเจดีย์วัดกลางเป็นศักดิ์ศรี
จะซื้ออิฐปูนใครที่ไหนมี ไม่รู้ที่แห่งหนตำบลเลย
ท่านก็เที่ยวสืบถามตามชาวบ้าน ด้วยหวังการจริงจริงไม่นิ่งเฉย
เฝ้าสืบเสาะหาแห่งตำแหน่งเคย ท่านภิเปรยถามไถ่หมีได้วาย
จิตศรัทธาอาจิณไม่สิ้นสูญ ครั้นอิฐปูนได้สมอารมณ์หมาย
มีผู้มาบอกแจ้งไม่แพร่งพราย ว่ามากหลายบริบูรณ์อิฐปูนมี
อยู่ถึงทางหนองกะบกวัดโคกพรม อิฐเผารมแก่ไฟงามได้สี
เจ้าคุณทราบระบิลแสนยินดี จึงป่าวร้องโยธีทุกหมวดกอง
บอกบุญเหล่าพหลไปขนอิฐ ต่างคนคิดยินดีไม่มีหมอง
คานสาแหรกจัดไว้ใส่สำรอง ต่างคนปองเอาบุญไม่ขุ่นเคือง ฯ
๏ ครั้นแรมสิบสามค่ำ ณ เดือนอ้าย เวลางายสูริยาส่องฟ้าเหลือง
พวกกองทัพโห่ร้องไปนองเนือง ทั้งชาวเมืองพลอยไปอยากได้บุญ
บ้างก็หาบก็หามตามถนัด ล้วนแต่ศรัทธาชื่นทั้งหมื่นขุน
ไม่ว่าไพร่ผู้ดีมีสกุล ชุลมุนแบกอิฐไม่คิดอาย
พวกกองทัพชาวเมืองขนเนืองแน่น ยกอิฐแผ่นใส่บ่าแบกหน้าหงาย
ล้วนแต่งตัวกรุ้งกริ้งทั้งหญิงชาย ทั้งสาวแส้แม่หม้ายก็มีมา
ล้วนแต่งตัวอ่าอวดประกวดขัน ห่มสีสรรพ์สุกแสงออกแดงจ้า
ทั้งพระเถรเณรชีมีศรัทธา สู้อุส่าห์ขนอิฐน้ำจิตทน
ทั้งเกวียนล้อโคลากไปมากหลาย ดูเรียงรายเต็มหลามตามถนน
ทั้งแรงโคแรงควายนิกายพล ไปหาบขนอิฐแผ่นแน่นหนทาง
ล้วนสรวลสันต์บันเทิงระเริงรื่น เฮฮาครืนหมีได้อายระคายหมาง
ทั้งเจ๊กไทยมอญลาวสาวสำอาง ขนอิฐมาวัดกลางดูเกรียวกราว ฯ
๏ คนชาวเมืองพร้อมใจทั้งไทยจีน ออกทรัพย์สินซื้ออาหารข้าวสารขาว
ต้มเลี้ยงคนขนอิฐด้วยคิดยาว ทั้งของคาวหวานเค็มเต็มศรัทธา
สองวันเสร็จลงมือจับรื้อขุด ด้วยของเก่าชำรุดอยู่หนักหนา
พบกรุซึ่งบรรจุของนานา ทั้งรูปพระปฏิมาเงินทองคำ
จึงเอาพระเงินทองของบูราณ มอบให้พระอธิการอุปถัมภ์
จงเก็บให้มิดชิดปกปิดงำ แล้วให้ทำที่กรุบรรจุลง ฯ
๏ เจ้าพระยาจอมทัพจะจับงาน แล้วตรึกการโดยจิตคิดประสงค์
ในบาลีมีตามเนื้อความตรง พระพุทธองค์บัญญัติอธิบาย
ว่าผู้ใดจะสร้างทางกุศล ไม่ป่าวร้องฝูงคนสิ้นทั้งหลาย
แม้นว่าใครศรัทธาเอกากาย ไม่ป่าวร้องหญิงชายประชาชน
ได้แต่โภคสมบัติพัสถาน บริวารสมบัตินั้นขัดสน
แม้นป่าวร้องนำจูงเหล่าฝูงคน บันดาลดลพบพ้องสองศฤงคาร
ท่านคิดเห็นโดยงามตามทำนอง จึ่งป่าวร้องทั่วประเทศเขตสถาน
ราษฎรชาวนิคมกรมการ จังหวัดบ้านเมืองโคราชประกาศไป
ให้ปราศจากอามิสมาติดเทียน ตามจำเนียนโดยศรัทธาอัชฌาสัย
กำหนดนัดความแจ้งไม่แคลงใจ ให้มาในวัดกลางสร้างศรัทธา ฯ
๏ ครั้นวันขึ้นสิบสองค่ำจำคดี ในเดือนยี่สัจจังไม่กังขา
ตะวันบ่ายชายแสงพระสูริยา เป็นเวลากำหนดที่จะมีการ
ฝ่ายท่านเจ้าพระยาจอมพหล เชิญพระทนต์พระจอมเกล้าเจ้าสถาน
พร้อมด้วยเหล่ากระบวนแห่แลละลาน ไปมีงานสมโภชใหญ่ในวัดกลาง
นิมนต์สงฆ์ทั่วประเทศเขตนคร มาสดับปกรณ์ตามแบบอย่าง
เหล่าพระสงฆ์ดีใจไม่ระคาง ถึงหนทางไกลนั้นไม่พรั่นพรึง
พระชราฐานาสมภารวัด ก็แต่งจัดเหล่าพระครูไว้หมู่หนึ่ง
ถวายปัจจัยถ้วนล้วนตำลึง พระสงฆ์ซึ่งลูกวัดไว้ถัดรอง
ถวายปัจจัยงามตามทำเนียม พระสงฆ์เปี่ยมยินดีไม่มีสอง
นิมนต์หมดบ้านเมืองมาเนืองนอง ได้รับของไทยทานสำราญใจ ฯ
๏ ฝ่ายเจ้าจอมโยธามีปราโมทย์ ท่านสมโภชพระทนต์พ้นวิสัย
จัดเหล่าพวกกองทัพโดยฉับไว มาเล่นโขนโรงใหญ่ได้อย่างดี
พร้อมทั้งเครื่องเรืองรองทองระยับ สร้างเสร็จสรรพงามงดแสงสดสี
ทั้งโรงโขนใหญ่ปลูกผูกคิรี โตยาวมีกว้างขวางสำอางตา
โขนเล่นเรื่องก่อนวันนอนโรง เล่นพิธีอุโมงค์ดีหนักหนา
ครั้นว่าดึกสองยามตามสัญญา ก็เลิกลาโรงกลับมาหลับนอน ฯ
๏ ครั้นว่ารุ่งสูริยาท้องฟ้าแดง ก็เตรียมแต่งกระบวนแห่แลสลอน
เชิญพระบรมทนต์เสร็จเสด็จจร ไปสดับปกรณ์อีกเวลา
โขนก็เล่นตามเรื่องแต่เบื้องหลัง เมื่อวิรุญจำบังออกอาสา
พวกคนดูพรูพรั่งประดังมา คนชราแก่สาวมากราวกรู
ชาวบ้านนอกขอกนามาออกฮือ แจ้งข่าวลือแน่ใจไม่ไขหู
หนทางเดินสองคืนตื่นมาดู เพราะไม่รู้จักโขนโยนอย่างไร
คนชราอายุเจ็ดสิบเลย ยังไม่เคยดูเห็นเป็นไฉน
บ้างหาเสบียงอาหารด้วยบ้านไกล ล้วนตั้งใจมาดูออกกรูเกรียว
ล้วนสาวสาวชาวป่าก็มาสิ้น ทาขมิ้นล้นเหลือจนเนื้อเขียว
อยากดูโขนอย่างยิ่งจริงจริงเจียว บ้างจูงเหนี่ยวลูกหลานมาลานลน ฯ
๏ สัปรุษคั่งคับออกทรัพย์สิน ติดข้าวบิณฑ์เบี้ยศรัทธาหากุศล
เข้าส่วนสร้างพระเจดีย์ตามมีจน ออกสับสนตั้งจิตมาติดเทียน
ครั้นเล่นโขนถ้วนตามครบสามวัน รวมเงินพันบาทมีบัญชีเขียน
สัปรุษมาพร้อมน้อมจำเนียน เงินติดเทียนที่วัดล้วนศรัทธา
จึ่งได้เงินพันบาทยังขาดโข พระเจดีย์องค์ใตเป็นหนักหนา
แต่โดยสูงถึงเส้นนับเป็นวา เจ้าพระยาจอมทัพรับออกทุน
แม้เงินใช้ไม่พอก่อเจดีย์ ท่านรับเป็นกงสีออกเกื้อหนุน
สร้างเจดียฐานเป็นการบุญ ท่านเจ้าคุณรับสำเร็จโดยเสร็จการ ฯ
๏ แรมสิบเอ็ดค่ำหมีได้เคลื่อนในเดือนยี่ ขุนวิสูตรเสนีสืบข่าวสาร
ที่ไปเมืองหนองคายเอารายงาน แจ้งราชการข่าวทัพแล้วกลับมา
เขากราบเรียน พณฯ หัวจอมพหล โดยเหตุผลที่สัจจังไม่กังขา
แล้วนำคนชาวเวียงชื่อเชียงทา เป็นหลวงราชรักษาสุเรนทร
ท่านเจ้าคุณออกยังหอนั่งรับ เหล่านายทัพพร้อมพรั่งนั่งสลอน
ทั้งกรมการนายทัพคำนับกร หลวงราชสุเรนทรก็ให้การ
ว่าเดิมพวกอ้ายฮ่อมาก่อเหตุ ในประเทศราชทำอาจหาญ
ทั้งจีนลาวญวนสมทบเข้ารบราญ คนประมาณหลายร้อยไม่น้อยตัว
เหล่าพวกลาวยั่นฮ่อไม่ต่อสู้ ต้องเข้าทู[๓๐]เงินเสียทั้งเมียผัว
ที่ไม่มีเงินให้มีใจกลัว เหมือนควายวัวยอมให้ฮ่อใช้การ
อ้ายฮ่อเก็บเงินทั่วทุกครัวลาว เรือนละเก้าหกเจ็ดตำลึงหวาน
ฮ่อเขียนหนังสือให้ใส่กระดาน เรียงว่าไม้บางบ้านสำหรับตัว
พวกฮ่อเห็นหนังสือลงชื่อเขียน ไม่เบียดเบียนคิดยั่นมันสั่นหัว
ไม่คุมเหงคะเนงร้ายเกรงนายกลัว ตลอดทั่วบ้านลาวพวกเข้าทู
อ้ายพวกฮ่อเรียงรายตั้งค่ายมั่น ย่อมแข็งขันยิ่งยวดเป็นหมวดหมู่
ไม้ระเนียดเรียงรายทำค่ายคู มันตั้งอยู่มากมายหลายตำบล ฯ
๏ ราชบุตรหนองคายนั้นใช้ข้า ไปสืบซึ่งกิจจาเอาเหตุผล
ข้าก็จะสืบตามไปสามคน ลอบไปจนแจ้งความตามกระบวน
กลับมาบอกอุปฮาดราชบุตร จนสิ้นสุดที่ได้ลอบไปสอบสวน
บัดนี้ทัพอ้ายฮ่อที่ก่อกวน มันเกือบจวนยกปองมาหนองคาย
ในวันนั้นคืนนั้นมันจะมา ซึ่งตัวข้ารู้หมดกำหนดหมาย
ราชบุตรรู้แจ้งไม่แพร่งพราย เกณฑ์พหลพลนิกายหัวเมืองมา
เกณฑ์คนเก้าร้อยไว้ไม่ได้ครบ ได้พลรบสามร้อยน้อยหนักหนา
ราชวงศ์ราชบุตรสุดปัญญา ก็ตรึกตราการสู้หมู่ไพรี
ครั้นลาวมากอยู่ข้างฟากเวียงจันท์เก่า ต้อนให้เข้าเมืองหนองคายกลัวนายหนี
แล้วเก็บชายฉกรรจ์บรรดามี แล้วซ้อมสีข้าวลำเลียงเสบียงพล
บ้านละสิบหยิบเอาห้ารักษาครัว ล้วนมีตัวส่งลำเลียงเลี้ยงพหล
ราชบุตรจัดโยธีที่มีตน แล้วยกพลข้ามฟากไปปากทาง
ตั้งคอยรับทัพฮ่อไม่ย่อยั่น หาที่มั่นตั้งท่าปีกกากว้าง
จัดคนรักษาการในด่านทาง แล้วไว้วางกองซ่อนคอยรอนราญ ฯ
๏ ครั้นเดือนแปดแรมสี่ค่ำได้จำข้อ พวกอ้ายฮ่อพร้อมพรักเข้าหักหาญ
ได้รบราฆ่าฟันประจัญบาน ลาวต้านทานทัพฮ่อไม่รอรา
ราชวงศ์ยกหลีกตีปีกซ้าย ราชบุตรยักย้ายตีปีกขวา
พวกอ้ายฮ่อยิงปืนโครมครืนมา ช้างพลายกล้าต้องปืนวิ่งตื่นไป
คือว่าช้างผู้ช่วยเมืองหนองคาย เป็นน้องชายราชบุตรฉุดไม่ไหว
ช้างพลายกล้าต้องปืนตื่นตกใจ ลงขอไม่ยั่งยืนตื่นกระจาย
ซึ่งกองทัพราชบุตรไม่หยุดแยก ก็วิ่งแตกหลบลี้บ้างหนีหาย
เหล่าไพร่พลซานซมบ้างล้มตาย ก็แตกพ่ายหนีฮ่อไม่ต่อกร
ทัพฮ่อบากละจากราชบุตร เข้ายงยุทธราชวงศ์ตรงไม่ถอน
อาวุธสั้นเข้ารุมตะลุมบอน ฮ่อตีต้อนล้อมรอบเป็นขอบคัน
กองราชวงศ์เจ้าเมืองหงสาสถิต สิ้นชีวิตสูญชีวาถึงอาสัญ
ตายอยู่ในที่รบได้พบกัน ไพร่พลนั้นล้มตายวายชีวี
ราชวงศ์เหลือกำลังก็พังแยก ลาวตื่นแตกข้ามลำแม่น้ำหนี
พลลาวยั่นพรั่นฮ่อไม่ต่อตี ต่างหลบหนีข้ามของมาหนองคาย
ราชบุตรสุดท้ออ้ายฮ่อมาก จะข้ามฟากมาได้ดั่งใจหมาย
ไพร่พลเรายับย่อยเหลือน้อยกาย จึ่งยักย้ายผ่อนครัวทั่วทุกกอง
มาพักไว้หนองหารติดการต่อ แต่งคนยอกำลังเมืองทั้งสอง
ให้มาช่วยสงครามตามทำนอง ได้รับรองทัพฮ่อพอประทัง
ครั้นได้ทัพขอนแก่นเมืองภูเวียง มาพร้อมเพรียงโดยสมอารมณ์หวัง
ราชบุตรดีใจได้กำลัง จึ่งคิดตั้งรักษาอยู่หน้าเมือง
แล้วต้อนครัวลาวที่หนีเข้าป่า ให้เข้ามาคืนถิ่นเสร็จสิ้นเรื่อง
ราชบุตรจัดการในบ้านเมือง หมีให้เคืองขุ่นใจแก่ไพร่พล ฯ
๏ ครั้นเจ้าเมืองหนองคายผันผายกลับ ถึงเสร็จสรรพโยธาเหล่าพหล
กลับมาแต่ฝ่ายเบื้องเมืองอุบล ก็จัดคนขึ้นรักษาหน้าเชิงเทิน
พวกหนึ่งถูกให้ไปปลูกทำเนียบคอย ที่ทุ่งโพนช้างน้อยการฉุกเฉิน
รับพระยามหาอำมาตย์ไม่ขาดเกิน การไม่เนิ่นจวนเวลาไม่ช้านาน
แล้วขับต้อนลาวครัวทั่วทั้งสิ้น ให้คืนถิ่นตามตำแหน่งแห่งสถาน
มาสีข้าวไว้อย่าขาดราชการ ทำข้าวสารมากมายไว้จ่ายคน
เมื่อวันหนึ่งพระยามหาอำมาตย์ หัวเมืองอื่นดื่นดาษมาสับสน
เสร็จถึงเมืองหนองคายพร้อมนายพล ออกเกลื่อนกล่นพร้อมพรั่งไพร่คั่งคับ
ราชบุตรราชวงศ์เมืองหนองคาย ต่างผันผายมาฟังสั่งสดับ
ยังพระยามหาอำมาตย์ท่านแม่ทัพ มาคำนับให้แจ้งที่แคลงใจ
ข้างท่านพระยามหาอำมาตย์ จึ่งถามราชบุตรตามความสงสัย
ซึ่งรบฮ่อปากทางนั้นอย่างไร มึงจึงได้แตกมาดูน่าอาย
ไม่คุมพี่ป้าน้าสาวแลอาวอา จงก้มหน้าสิ้นชีวิตอย่าคิดหมาย
ต้องปรับโทษทัณฑ์มึงให้ถึงตาย แล้วส่งนายเพชฌฆาตให้ฟาดฟัน
ตัดหัวเสียบประจานร่าไว้หน้าเวียง แม้นใครดูอย่างเยี่ยงต้องอาสัญ
ครั้นรุ่งขึ้นหลายเวลาสี่ห้าวัน ก็เตรียมกันพร้อมไว้เหล่าไพร่พล ฯ
๏ จึ่งเข้าเมืองหนองคายใช้ให้ข้า สืบกิจจาให้แจ้งแห่งนุสนธิ์
ข้าก็ไปสืบความพร้อมสามคน เข้าไปจนค่ายวัดจันไม่พรั่นพรึง
ให้ทิดลุนขึ้นบนต้นน้อยแหน่ เห็นพวกฮ่อซ้อแซ้บ้างนอนขึง
บ้างสูบฝิ่นเล่นไพ่ใส่กันอึง ข้าเจ้าจึ่งแอบดูเหล่าผู้คน
พวกอ้ายฮ่อไม่รักษาอยู่หน้าที่ ล้วนแต่ขี้เซาหลับอยู่สับสน
ไม่เป็นเยี่ยงอย่างทัพกำกับพล ดูชอบกลผิดในพิชัยสงคราม ฯ
๏ อ้ายพวกฮ่อปอกปองทองพระพุทธ พระเจดีย์มันก็ขุดทำหยาบหยาม
ข้าพเจ้าลอบดูครั้นรู้ความ กลับมาตามฝั่งน้ำคืนค่ำมัว
เห็นเรือฮ่อทิ้งทอดจอดอยู่ท่า ไม่มีผู้รักษาทั้งท้ายหัว
จอดอยู่ชิดชิดกันไม่พันพัว แลดูทั่วเรียงรายหลายสิบลำ
ข้าพเจ้าจึ่งแฝงเฝือตัดเรือปล่อย เรือก็ลอยตามละลอกแลออกสำ
ด้วยค่ายไทยคับคั่งตั้งประจำ อยู่ใต้น้ำตัดเรือปล่อยลอยลงไป
ครั้นสืบการเสร็จสรรพข้ากลับมา พระยาประทุมเทวาก็ถามไถ่
ข้าให้การทุกสิ่งตามจริงใจ ตามที่ได้ยินแก่หูรู้แก่ตา ฯ
๏ ครั้นกองทัพหัวเมืองถึงพร้อมหมด จึ่งกำหนดการศึกคิดปรึกษา
จะใคร่ตีค่ายฮ่อต่อศักดา ทั้งด้านหน้าด้านในจัดไพร่พล
กองพระพรหมยกกระบัตรเมืองโคราช นั้นองอาจกำลังหนุ่มคุมพหล
ไปตีค่ายสีถานริมชานชล[๓๑] จัดแจงคนฉุกเฉินไม่เนิ่นนอน
สมทบกองทัพลาวแลท้าวเพี้ย หมีได้เปลี้ยใจพรั่นคิดหยันหย่อน
แต่ล้วนคนชำนาญเคยราญรอน เหล่านิกรโยธีเคยมีชัย
ตัวพระยามหาอำมาตย์เป็นแม่ทัพ นั้นก็รับด้านหน้าท่าน้ำไหล
จะตีทัพเรือกระทบรบเข้าไป จัดแจงไว้เสร็จตามโดยความควร ฯ
๏ ครั้นเดือนสิบเอ็ดขึ้นค่ำนัดกำหนด พร้อมทั้งหมดเตรียมกันไม่ผันผวน
ตัวพระพรหมยกกระบัตรจัดกระบวน ยกทัพสวนเข้าไปล้อมรบพร้อมกัน
เข้าตีค่ายสีถานทหารแยก รบฮ่อแตกทิ้งค่ายหนีผายผัน
อ้ายฮ่อหนีเข้าในค่ายวัดจัน ทัพไทยไล่กระชั้นติดตามมา ฯ
๏ ซึ่งพระยาโคราชไม่หวาดไหว ตีค่ายใหญ่สีถานหาญหนักหนา
อ้ายพ่อฮ่อย่อยยับจึ่งกลับมา ต่างหนีพากันไปค่ายวัดจัน
กองพระยาโคราชก็อาจหาญ เข้าล้อมด่านใต้รบดูขบขัน
กองพระพรหมยกกระบัตรก็จัดกัน ล้อมตั้งมั่นด่านเหนือเห็นเหลือดี
พระยกกระบัตรจัดคนเข้าปล้นค่าย พังทลายฮ่อแหกแตกวิ่งหนี
เข้าในโบสถ์วัดจันด้วยทันที ประตูมีมันก็ปิดคิดอุบาย
รื้อกระเบื้องขึ้นบนฝ้าหลังคาโบสถ์ มันยิงปืนลูกโดดพิฆาตหมาย
มาถูกกองทัพไทยขาดใจตาย ต้องทำค่ายระเนียดตั้งบังลูกปืน
กองทัพไทยพรั่งพร้อมล้อมอ้ายฮ่อ ไม่ย่นย่อตั้งหน้าเข้าฝ่าฝืน
เหล่าพวกพลโห่โหมเสียงโครมครืน ล้วนแต่พื้นพลรอบขอบกำแพง
ทั้งทัพไทยลาวเข้าล้อมอยู่พร้อมเพรียง อยู่จนเที่ยงสูริยาส่องจ้าแสง
เห็นเรือแหยบหลังกัญญาหุ้มผ้าแดง ข้ามพายแซงจอดยังฝั่งชลา ฯ
๏ สักครู่หนึ่งกลับเรือเมื้อสำนักนิ์ ไม่ประจักษ์ว่าผู้ใดใจกังขา
ข้าจึ่งถามพลไพร่เรือใครมา เห็นหลังคาแดงฉาดประหลาดใจ
เขาบอกว่าเรือพระยามหาอำมาตย์ ข้าหลวงราชพิศวงไม่สงสัย
ครั้นว่าค่ำสูริโยอโณทัย ฝนตกใหญ่พรมพรำในค่ำคืน
พวกอ้ายฮ่อเปิดโบสถ์กระโดดหนี แผลงฤทธีแกล้วกล้าฟันฝ่าฝืน
กองทัพไทยไล่วิ่งบ้างยิงปืน อ้ายฮ่อตื่นหนีได้ทั้งไพร่นาย
พระยกกระบัตรจัดไพร่ตามไปจับ ได้รบรับฮ่อแหกวิ่งแตกหาย
บ้างจับได้ตัวเป็นที่เดนตาย ทั้งหญิงชายกองทัพจับมาตาม
ทั้งทองลิ่มเงินตราเครื่องอาวุธ ทั้งปืนชุดหอกดาบเก็บหาบหาม
ทั้งม้าเมียม้าผู้ดูงามงาม ทำสงครามมีชัยจับได้มา
ต่างมอบให้พระยามหาอำมาตย์ ของประหลาดมากจริงหลายสิ่งสา
เสมียนทำบาญชีมีบรรดา ทั้งเงินตราข้าวของทองตระการ
พวกนายทัพต้องรับสาบานบอก ว่าหมีได้ยักยอกพัสถาน
ต่างคนกระทำสัตย์ปฏิญาณ ก็สิ้นคำให้การความสัตย์จริง ฯ
๏ เจ้าพระยาจอมทัพสดับชัด ให้เสมียนเขียนคัดสั่งนายสิง
ระดมเสมียนมาอย่าประวิง เขียนอย่าทิ้งตกซ้ำคำให้การ
ครั้นสำเร็จเสร็จส่งลงบางกอก กับใบบอกเมืองลาวแจ้งข่าวสาร
ซึ่งในเมืองหนองคายทราบรายงาน ซึ่งภัยพาลหมีได้มีไพรีรอน
ส่งไปกราบทูลพระกรรุณา ตามเลขาลายจำหลักคำอักษร
กรมการรับหมดบทจร จากนครราชสีมาเร่งคลาไคล ฯ
๏ ครั้นเดือนยี่แรมแปดค่ำมีกำหนด ได้จำจดมั่นคงไม่สงสัย
พอท้องตรามาถึงอีกหนึ่งใบ พลไพร่บันเทิงเริงสำราญ
หมายใจว่าท้องตราให้หากลับ คนกองทัพปรีดิ์เปรมกระเษมสานต์
ด้วยหนองคายวายศึกนึกประมาณ ไม่มีการคงหาทัพกลับนคร
เหล่าไพร่พลกองทัพมาคับคั่ง อยากจะฟังท้องตราหน้าสลอน
เหมือนสัตว์นรกหมกไหม้ในไฟฟอน ที่รนร้อนเหลือกำลังประทังทน
เหมือนเห็นพระมาไลยเสร็จเสด็จมา ปรารถนาจะให้โปรดประโยชน์ผล
สัตว์นรกวิ่งแซ่มาแจจน เหมือนไพร่พลกองทัพที่คับใจ ฯ
๏ ครั้นฉีกผนึกออกอ่านซึ่งสารตรา บังคับมาความแจ้งแถลงไข
ว่าเมืองหนองคายนี้ไม่มีอะไร สิ้นจากภัยอ้ายฮ่อมาก่อกวน
แต่ว่าทางเมืองเหนือยังเหลือหลอ ยังมีฮ่อแว่นแคว้นแดนเสฉวน
มาตั้งค่ายรายเนื่องอยู่เมืองพวน เขตแดนญวนมากมายหลายตำบล
แล้วให้เจ้าพระยามหินทรเคาซิลลอ ให้พักรอทัพตั้งฟังนุสนธิ์
ให้รวบรวมพร้อมไว้เหล่าไพร่พล จงปรือปรนตั้งใจระไวระวัง
แม้นทัพเจ้าพระยาภูจะจู่โจม เข้าหักโหมชิงชัยเหมือนใจหวัง
มีหนังสือมาขอต่อกำลัง อย่ารอรั้งรีบยกทัพบกไป
อย่าคอยฟังท้องตราจะช้าเนิ่น การฉุกเฉินอย่าพะวงคิดสงสัย
จงรีบยกขึ้นไปช่วยด้วยไวไว เป็นอย่าให้เสียขาดราชการ ฯ
๏ อ่านท้องตราสำเร็จจบเสร็จสรรพ พวกกองทัพที่มาฟังนั่งขนาน
ต่างคนต่างรู้จะอยู่นาน ต้องทรมานทรมาคิดอาวรณ์
ต่างคนโศกเศร้าบ้างเหงาหงอย ล้วนหน้าจ๋อยเสียใจฤๅทัยถอน
ซึ่งตัวฉันแจ้งใจดังไฟฟอน ตามลมร้อนอยู่ในใจรำคาญ ฯ
๏ เดือนยี่แรมสิบเอ็ดค่ำจะร่ำเรื่อง บ้านเจ้าเมืองเหลือสนุกนิ์โกนจุกหลาน
พี่นี้จะดูเขาทำน่ารำคาญ เสมือนการมหรสพครบสำเนา
ปลูกเขาไกรลาสใหญ่ที่ในสระ มีที่พระสวดมนต์บนภูเขา
สี่สิบองค์สวดสำเนียงเสียงไม่เบา ที่บนเหย้าบนเรือนสวดเหมือนกัน
มีข่ารำสำเหนียกเรียกกะแจะ ตบมือแปะทะลึ่งโลดกระโดดขัน
เจ้าผู้ชายรำล่อดูงองัน พิณพาทย์นั้นโทนกับปี่ตีกันอึง
ท่านเจ้าเมืองคิดเห็นให้เป็นสุข เชิญเจ้าคุณตัดจุกคำนับถึง
เป็นมงคลนับถือไม่ดื้อดึง เจ้าคุณจึ่งไปเหย้าตามเขาเชิญ
เอาละครกองทัพไปเล่นช่วย พวกละครหมีได้ขวยสะเทิ้นเขิน
เล่นในการโกนจุกสนุกนิ์เกิน คนดูเพลินกระไรเลยไม่เคยดู
การละเล่นอื่นอื่นมีดื่นบ้าน ทั้งเพลงการแอ่วลาวลั่นสนั่นหู
เวลาค่ำสนธยาหน้าประตู ดอกไม้รุ่งมีอยู่เขาจุดไฟ
ดอกไม้กระถางรายตั้งจุดปังโปง จุดพลุโพลงดังลั่นเสียงหวั่นไหว
ดอกไม้เทียนพุ่มจุดสะดุดใจ แสงสุกใสสว่างกลางนภา
ไฟพะเนียงเสียงลั่นสนั่นคึ่ก คะโครมครึกอึงหูดังซู่ซ่า
ทั้งดอกไม้ช้างร้องช่องระทา ดอกไม้ม้าวิ่งถนนคนกระจาย
ทั้งอ้ายตื้อแลตะไลโคมลอยลิ่ว ลมพัดปลิวเทียมฟ้าดูหน้าหงาย
ครั้นดอกไม้ไฟจุดพอหยุดวาย ครั้นรุ่งสายสูริยาทิวาการ
คนโกนจุกเดินไปเขาไกรลาส ตีพิณพาทย์บรรเลงวังเวงหวาน
ยิงปืนตับสับสนอลมาน เสียงสะท้านสะเทื้อนกระเทือนกาย
ครั้นเมื่อจักตัดจุกเขาคุกคาม คนร้องห้ามปากเสียงสำเนียงหาย
ห้ามพิณพาทย์หมีให้ตีมี่ระคาย ครั้นโกนแล้วผันผายเบญจาพลัน
เหล่าพระสงฆ์ทุกองค์ตักน้ำสาด คนเกลื่อนกลาดล้วนมือจับถือขัน
ต่างคนตักน้ำสาดพัลวัน เข้าช่วยกันรดน้ำทำชอบกล
คนโกนจุกเสร็จมาผลัดผ้าสี กลับนุ่งผ้าขาวนี้น่าฉงน
ต้องนุ่งขาวสามวันมันเต็มทน แจ้งยุบลน่าหัวร่อให้งองัน
หรือทำตามเพศลาวชาวบ้านนอก ผิดบางกอกจริงจริงทุกสิ่งสรรพ์
ซึ่งประดิษฐ์คิดคำกล่าวรำพัน จริงทั้งนั้นหมีได้แกล้งมาแต่งการ ฯ
๏ ฝ่ายว่า พณฯ หัวจอมพหล เห็นไพร่พลไม่มีสุขสนุกนิ์สนาน
ล้วนง่วงเหงาหมีได้มีที่สำราญ จึ่งคิดอ่านแก้ไขในปัญญา
จัดละครเล่นสนุกนิ์แก้ทุกข์ทน เห็นไพร่พลพร้อมกันด้วยหรรษา
ต่างคนต่างแก้ทุกข์สนุกนิ์ตา บ้างเฮฮาเอิกเกริกเบิกสบาย
พวกชาวเมืองต่างดูมากรูกราว ทั้งแก่สาวพรั่งพรูมาดูหลาย
ทั้งเด็กเดินเด็กวิ่งพร้อมหญิงชาย ตะเกียกตะกายชักพากันมาอึง
พวกละครตัวดีมีฝีมือ ได้ฝึกปรือซ้อมประสมเล่นคมขึง
พวกสาวชาวโคราชหวาดคะนึง เสียงกลองตึงเป็นต้องมาตั้งตาดู
ลางอนงค์จงภักดิ์รักละคร มาหลับนอนตามยศไม่อดสู
พวกละครไม่อดอยากซึ่งหมากพลู ล้วนจับคู่ได้เมียเสียทุกคน
พวกละครน้อยตัวไม่ทั่วสาว ต่อยืดยาวทั้งกองทัพดูสับสน
ล้วนมีชู้คู่ทั่วทุกตัวตน ผู้หญิงยลรักงามติดตามมา
ที่ผู้ดีหาที่รักตามศักดิ์สูง ที่เหล่าฝูงหญิงโคราชทาสทาสา
ก็รักพวกนิกายฝ่ายโยธา ติดตามมาอยู่กันออกพันพัว
หญิงโคราชแสนสวาดิพวกกองทัพ อยากขยับจะใคร่ได้เป็นผัว
ที่มีลูกสาวเซ้าแซ่ฝ่ายแม่กลัว ต้องคุมตัวซ่อนเร้นเป็นโกลา
ที่บางคนมีบ่าวเป็นสาวแส้ ลั่นกุญแจโซ่ใหญ่ต้องใส่ขา
กลัวกองทัพนั้นจักไปลักพา ต้องรักษาบ่าวไพร่ไม่สบาย
ข้างเจ้าเมืองโคราชให้หวาดไหว กลัวบ่าวไพร่ลูกเมียจะเสียหาย
จะตามพวกกองทัพไปลับกาย เกณฑ์ผู้ชายนั่งยามตามประตู
ตั้งระวังยิ่งยวดเป็นกวดขัน ด้วยพวกกองทัพนั้นมาเที่ยวอยู่
จะลอบรักเมียน้อยคอยเล่นชู้ หมีให้หมู่กองทัพลอบลับมา ฯ
๏ วันหนึ่งค้นได้เสื้อหมวกพวกกองทัพ ในห้องหับหม่อมตัวโปรดโกรธหนักหนา
ท่านพระยากำแหงแผลงศักดา ชำระหาแม่สื่อคือผู้ใด
ซึ่งได้ผ้ากับหมวกพวกกองทัพ สองสำรับนี้หวามาแต่ไหน
ถามหม่อมปลั่งตัวรักซักว่าใคร เอามาให้กับมึงจนถึงมือ
หม่อมอึดอัดซัดป้ายนายทหาร ได้ว่าวานอีพุ่มรู้เป็นผู้ถือ
ท่านพระยาโคราชตวาดอือ หมวกผ้าหือเอามาไว้ทำไมกัน
หม่อมเรียนตามจริงจิตจะคิดหนี แปลงอินทรีย์เป็นผู้ชายลอบผายผัน
พระยาโคราชเตะตบเข่นขบฟัน สั่งผูกพันอีพุ่มเฆี่ยนเจียนชีวัน
อีพุ่มให้การชัดแล้วซัดใส่ หลวงอะไรท่านมาหาดีฉัน
ให้เอาเสื้อหมวกดำเป็นสำคัญ นำผายผันมาให้หม่อมของพร้อมเพรียง
ท่านพระยาโคราชตวาดอึง ร้องเหม่น้อยฤๅมึงจนสุดเสียง
เตะอีพุ่มกลุ้มกลมลุกล้มเอียง อีพุ่มเพียงบรรลัยขาดใจตาย
แล้วใส่ตรวนขานกยาง[๓๒]ลูกย่างโต ซ้ำสวมโซ่กลัวจะลี้หลบหนีหาย
สั่งคนคุมอีพุ่มอยู่เรียงราย ทั้งหญิงชายพิทักษ์พร้อมพรักกัน
เจ้าเมืองนำเสื้อหมวกพวกกองทัพ มาร้องกับพระยาราชเสนานั่น
พระยาราชเสนารับมาฉับพลัน แล้วกล่าวกลั่นจดหมายตามรายความ
มากราบเรียน พณฯ หัวจอมพหล ตามเหตุผลชู้สาวที่กล่าวถาม
ในเรื่องราวมีหมดปรากฏนาม ให้เจ้าเมืองติดตามมากราบเรียน ฯ
๏ เจ้าพระยาแม่ทัพรับหนังสือ กรายกรถืออ่านความตามเกษียน
สดับเรื่องเบื้องต้นดูวนเวียน เห็นผิดเพี้ยนเหลือคิดในจิตแคลน
ด้วยหญิงหนึ่งมาดหมายผู้ชายสอง เหมือนวันทองครั้งเบื้องเรื่องขุนแผน
ซึ่งเรานั้นต้องพันวษาแทน ก็สุดแสนที่ถวิลตัดสินความ
จึ่งบัญชาถามนายฝ่ายทหาร จงให้การโดยจริงสิ่งที่ถาม
ด้วยเรื่องราวกล่าวฉลุระบุนาม จงแจ้งตามจริงใจหมวกใครมี
นายทหารคำนับรับบัญชา กราบเรียนว่าเสื้อหมวกพวกที่นี่
ของเก่ากระนั้นไซร้หมีได้มี ไม่เหมือนอีพุ่มซัดความสัตย์จริง
เจ้าพระยาแม่ทัพกลับประภาษ ถามพระยาโคราชไปทุกสิ่ง
ซึ่งจะให้ชำระความตามประวิง ต้องขอตัวผู้หญิงมายืนยัน
แม้นจะให้สำเร็จแล้วเด็ดขาด ให้เจ้าเมืองโคราชคิดผ่อนผัน
ส่งตัวคนกลางมาได้ว่ากัน โดยเที่ยงธรรม์ยุติธรรมคำหาฤๅ
นี่ซัดเขาเขาไม่รับจับไม่ได้ เป็นจนใจชำระความตามหนังสือ
ฤๅใครจับเสื้อผ้าได้คามือ จะผูกถืออย่างไรการไม่ควร
แม้นจะให้สำเร็จความเท็จจริง ส่งตัวหญิงมาจึ่งชอบให้สอบสวน
พระยาโคราชได้ฟังนั่งเรรวน ทำหน้าม้วนเหมือนอย่างงูนางอาย
หนังสือพระยาราชเสนากล่าวหาฟ้อง ความข้อสองปรากฏในจดหมาย
พวกกองทัพหมกมุ่นทำวุ่นวาย เที่ยวลักนายพาบ่าวของเขาไป
ล้วนหญิงทาสชาวนิคมกรมการ บ่าวชาวบ้านเชยชิดพิสมัย
พวกกองทัพลักพามาร่ำไป อยู่ที่ในเขื่อนค่ายมากหลายคน ฯ
๏ เจ้าพระยาแม่ทัพสดับเรื่อง ว่าชาวเมืองตามกองทัพมาสับสน
เป็นสุดจะห้ามใจของไพร่พล ล้วนเต็มทนพลัดพรากมาจากเมีย
หญิงสมัครรักชายเรื่องรายนี้ เป็นสุดที่ปราบปรามห้ามเขาเสีย
หญิงก็อยากชายก็ยั่วจึ่งปัวเปีย ต่างคลอเคลียรักใคร่ใจของมัน
ถึงว่าตัวเรานี้หากมีศักดิ์ เป็นสุดจักยอกย้อนคิดผ่อนผัน
หาไม่ก็เที่ยวไปพามาเหมือนกัน เขาเต็มกลั้นจะห้ามปรามอย่างไร
ด้วยหญิงมันสมัครรักผู้ชาย จึงหนีหายพยายามตามวิสัย
แม้นกองทัพลักพาบ่าวข้าใคร ใจต่อใจมันพร้อมยินยอมกัน
ให้เจ้าเงินมาร้องฟ้องเถิดนะ จะชำระให้จริงทุกสิ่งสรรพ์
ทาสชาวบ้านที่มีสารกรมธรรม์ ทั้งสองนั้นรักใคร่ไม่เรรวน
จะคิดเงินค่าตัวให้ยอมใช้ทุน หมีให้ขุ่นเคืองจิตทำผิดผวน
ทั้งนอกกรมในกรมให้สมควร เร่งชักชวนกันมาร้องฟ้องต่อเรา
ล้วนนายทัพนายกองมานองเนือง คอยชำระความเรื่องบ่าวทาสเขา
ใครเร่งมาร้องความตามสำเนา ล้วนว่างเปล่าค่อยจะชำระความ
ตกพนักงานของฝ่ายกองทัพ จะคอยรับชำระให้อย่าได้ขาม
แม้นบุตรสาวของผู้ใดพอใจงาม วิ่งแร่ตามกองทัพมาหลับนอน
ก็สุดแต่แม่พ่อจะยอยก การจะตกลงกันจัดผันผ่อน
ต้องชำระเป่าปัดคิดตัดรอน หมีให้ราษฎรเคืองรำคาญ
ถ้าแม้นชายพวกมากไปลากฉุด ซึ่งบ่าวบุตรข้าทาสทำอาจหาญ
คงจะตัดสินความให้ตามการ ซึ่งชายพาลอย่างนี้ไม่มีใคร ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณจงหวังสั่งเสมียน ให้มาเขียนตามบัญชาที่ปราศรัย
ตอบพระยาราชเสนาจะว่าไร คนถือหนังสือไปให้แกดู
พระยาโคราชบาดหมางระคางเขิน ใจสะเทิ้นแสนระทดจิตอดสู
ด้วยหาเขานั้นผิดติดประตู หมอบนิ่งอยู่ฟังถามความทั้งปวง
เพราะหาโทษเขานั้นไม่มั่นคง ครั้นจะส่งเมียมาแก่ข้าหลวง
พิจารณาว่าความตามกระทรวง ก็หึงหวงสุดปัญญาเลยลาไป ฯ
๏ ครั้นรุ่งขึ้นระบือฦๅกันกลุ้ม ว่าอีพุ่มหนีไม่รู้ไปอยู่ไหน
บ้างว่าเขาฆ่าตายมันหายไป ต่างสงสัยหนักหนาพูดจากัน
เรื่องหนีนั้นขัดขวางไปทางไหน คนระวังระไวตรวจเป็นกวดขัน
นายประตูนั่งยามก็ครามครัน เป็นหลายชั้นตามช่องด้อมมองมี
ตรวนก็โตโซ่ก็ใหญ่มิใช่หยอก จะตัดออกเห็นไม่ไหวมันไม่หนี
เจ้าเมืองฆ่ามันตายวายชีวี ครั้นเป็นผีสิ้นชีวิตแล้วปิดบัง
คนในจวนพูดชุมว่าอีพุ่มหนี ข้างคนนอกว่าเอาผีไปซ่อนฝัง
ต่างคนต่างฦๅระบือดัง การก็ยังไม่แท้แน่ข้างใคร
ความก็เรียบค่อยเงียบสงบหาย ไม่แพร่งพรายต่างพินิจคิดสงสัย
ไม่มีผู้รู้แท้หนึ่งแน่ใจ ก็เงียบไปวายคนสนทนา ฯ
๏ ครั้นวันหนึ่งทราบความตามกระแส ซึ่งท้องตรามาแท้ไม่กังขา
ข้อประกาศแก่พระยาราชเสนา ให้มีตราประกาศหมายเมืองรายทาง
ห้ามหมีให้ซื้อข้าวให้ท้าวเพี้ย หยุดซื้อเสียเหลือจงเข้าคงฉาง
พวกเรารู้แจ้งใจไม่ระคาง ด้วยไว้วางจิตแท้เป็นแน่ใจ
หมีให้ซื้อข้าวกล้องจ่ายกองทัพ คงได้กลับมั่นคงไม่สงสัย
คนทั้งหลายหมายแน่เซ็งแซ่ไป ด้วยจะได้กลับบ้านถิ่นฐานตน
ต่างก็เตรียมข้าวของทั้งกองทัพ คิดว่ากลับแน่ใจไม่ฉงน
คอยรอฟังท้องตราถ้วนหน้าคน เป็นกังวลสืบสาวถามข่าวไป
บางคนก็ไปเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง ทำสุงสิงพากันมาหวั่นไหว
ไม่ว่าเหล่าบ่าวทาสบังอาจใจ แม้นรักใครลักพากันมาอึง
ข้างชาวเมืองตามร้องฟ้องกันวุ่น จนเจ้าคุณทราบต่อหูได้รู้ถึง
เขามาร้องตรองตรึกนึกคะนึง คิดรำพึงผ่อนผันเป็นฉันใด ฯ
๏ ท่านเจ้าพระยาจอมพหลกังวลหนัก ด้วยเรื่องลักพากันมาหวั่นไหว
บัญชาสั่งตามกระทรวงหลวงพิชัย ประกาศไปปิดประตูรอบบูรี
แม้นหญิงทาสชายพามากองทัพ ให้บอกกับพระชัยบูรณ์แลขุนศรี
กะดานพลโดยตามความคดี ว่าหญิงหนีตามมาสัจจาจริง
กำหนดสามวันรู้ให้ผู้ชาย จงห่อเงินไปไถ่ค่าตัวหญิง
แม้นไม่มีเงินตราอย่าประวิง ส่งตัวหญิงคืนไปให้กับนาย
อย่าให้ป่วยการงานหน่วงนานวัน ถ้าดื้อดันจะทำโทษตามกฎหมาย
ทั้งกองทัพรู้แจ้งไม่แพร่งพราย ต่างยักย้ายผ่อนผันด้วยปัญญา
ขืนลักพาข้าเขาเข้ามาไว้ ล้วนเงินไม่ติดตัวชั่วหนักหนา
ส่งตัวหญิงคืนไปไม่นำพา เจ้าเงินเล่าเขาด่าทำโทษทัณฑ์
ซึ่งอย่างนี้มีชุมเกลื่อนกลุ้มหนัก หญิงเฝ้ารักผู้ชายตามผายผัน
นายเขาเฆี่ยนก็ไม่ขามอยากตามกัน ดูมันขันยิ่งชุมมารุมไป
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพบังคับสั่ง ประกาศทั้งกองทัพบังคับไข
ว่าทีหลังใครอย่าพาซึ่งข้าไท ห้ามหมีให้ลักพาซึ่งนารี
ถ้าผูกรักใคร่กันจงผันผ่อน วางเงินเขาเสียก่อนอย่าชวนหนี
แม้นขืนจักลักพาฝืนวาที จะต้องมีโทษทัณฑ์ตามบัญชา ฯ
๏ ถึงเดือนสามแรมแปดค่ำได้จำคืน พ่อจมื่นตำรวจใหญ่ชัยภูษา
เสร็จจึงถึงนครราชสีมา เชิญท้องตราราชสีห์มีสำคัญ
กับดอกไม้ไฟสำหรับรบทัพเจ๊ก แลกรวดเล็กเรี่ยวแรงฤทธิ์แข็งขัน
อีกดินปืนที่ยัดปัศตัน[๓๓] หลายร้อยพันสำหรับกองทัพมา
ล้วนของหลวงทรงประทานท่านเจ้าคุณ ดินกระสุนของอื่นเครื่องปืนผา
ถึงที่ทำเนียบค่ายบ่ายเวลา เจ้าพระยาแม่ทัพออกรับรอง
พรักพร้อมด้วยเจ้าเมืองกรมการ แน่นขนานคอยนั่งอยู่ทั้งผอง
พร้อมสรรพนายทัพแลนายกอง จึ่งฉีกท้องตราอ่านสารโองการ
ว่าซึ่งกองทัพฮ่อที่ก่อกวน อยู่เมืองพวนนักหนาล้วนกล้าหาญ
แลเมืองสุยเชียงขวางทางกันดาร ฮ่อประมาณหกร้อยคอยประจญ
ให้เจ้าพระยารีบยกทัพบกไป ได้ชิงชัยต่อตีให้ปี้ป่น
ให้มีชื่อเสียงไว้ในสกล- ลโลกล้นฦๅนามด้วยความดี
ในข้อสองว่าด้วยกองเสบียงนั้น เมืองเวียงจันท์ไปเชียงขวางทางวิถี
ต้องเดินตามข้ามเขินเนินคิรี เห็นสุดที่ส่งลำเลียงเสบียงคน
ซึ่งจะให้พระยามหาอำมาตย์ เหลือขนาดส่งเสบียงเลี้ยงพหล
ด้วยว่าทางเดินยากลำบากพล ที่จะขนโคต่างทางกันดาร
บัดนี้เล่าได้สั่งเจ้าพระยาภู[๓๔] จัดแจงดูส่งเสบียงเลี้ยงทหาร
ได้มีตราไปกำชับบังคับการ ให้คิดอ่านส่งเสบียงให้เพียงพอ ฯ
๏ ครั้นสำเร็จเสร็จอ่านซึ่งสารศรี ความอื่นมีมากมายอีกหลายข้อ
ท่านเจ้าคุณได้ฟังไม่รั้งรอ แต่งตอบต่อบังคมลาฝ่ายุคล
บัญชาสั่งตามกระทรวงหลวงภักดี ผู้ว่าที่ยกกระบัตรจัดพหล
ให้ถ้วนตามริ้วทัพกำชับพล ประจวบจนวันดีได้ลีลา
สั่งขุนโลกนัยนาให้หาฤกษ์ โหรก็เลิกสมุดต้นเที่ยวค้นหา
แล้วลงเลขคูณหารอ่านตำรา แล้วเขียนว่าแม่นมั่นซึ่งวันดี
ในเดือนสามฤกษ์เลิศมงคล รอไปจนคลาดเคลื่อนถึงเดือนสี่
ขึ้นเจ็ดค่ำเมฆเบิกนั้นฤกษ์ดี รออีกทีสิบสองค่ำฤกษ์นำพล
พวกกองทัพทุกหมู่ต่างรู้ตัว เตรียมกันทั่วกองทัพดูสับสน
ทำม้าหาบหามแต่งพอแรงตน ทั่วทุกคนแต่งเสร็จสำเร็จการ ฯ
๏ เจ้าพระยาจอมพหลกังวลนัก ด้วยว่าจักยกพหลพลทหาร
ทางโคกหลวงน้ำนั้นแสนกันดาร จะรำคาญเคืองใจแก่ไพร่พล
ด้วยพระมหาเทพนั้นคลาดคลาย มาแต่เมืองหนองคายแจ้งเหตุผล
กันดารน้ำลำหนองแลคลองชล ทุกตำบลแห้งขอดตลอดทาง
เจ้าพระยาพาทีมีบัญชา ให้ขุนราชเมธาไปสืบสาง
ที่ด้วยเรื่องน้ำแห้งแหนงระคาง ตามระหว่างที่พักพำนักนิ์พล
พร้อมกรมการทหารหน้า ไปสืบซึ่งกิจจาเอาเหตุผล
กับขุนหมื่นริ้วตั้งในวังบน ทั้งสี่คนสืบการอย่านานวัน
ทั้งสี่นายคำนับรับบัญชา ต่างคลาดคลาเคลื่อนคล้ายรีบผายผัน
ไปสืบรู้เสร็จสรรพแล้วกลับพลัน ถึงพร้อมกันหมอบราบก้มกราบเรียน
ทางโคกหลวงเหลือแล้วน้ำแห้งขอด ทั่วตลอดจดกะระยะเขียน
เป็นหนทางกลางทุ่งเวิ้งวุ้งเตียน สุดแวะเวียนร่มพักสำนักนิ์คน ฯ
๏ ครั้นเจ้าคุณได้ฟังไม่กังขา จึงปฤกษาข้อความตามนุสนธิ์
ด้วยหนทางที่จะไปพร้อมไพร่พล จะปี้ป่นทารกรรมน้ำไม่มี
จะยกเยื้องทางเมืองพิมายหนอ น้ำท่าพอทั่วระหว่างทางวิถี
พร้อมนายทัพนายกองร้องว่าดี จะเป็นที่อาศัยแก่ไพร่พล
หลวงภักดียกกระบัตรคนจัดเจน จึงกะเกณฑ์หมายไปไม่ฉงน
แล้วเร่งเกณฑ์เกวียนช้างโคต่างคน หัวเมืองบนสมทบทัพให้ฉับพลัน
กรมการเร่งรัดจัดมาส่ง ไม่ใหลหลงรีบรวดการกวดขัน
ต้องรีบรัดจัดหามาให้ทัน บ้างผ่อนผันหากินจิตยินดี
ราษฎรที่มีช้างโคต่างเกวียน บ้างถูกเฆี่ยนด้วยนำช้างโคต่างหนี
ราษฎรยับเยินบ้างเงินมี เสียให้ที่กรมการท่านผู้เกณฑ์
กรมการได้ทีดีใจหาย ผู้จัดจ่ายหน้าแดงเป็นแสงเสน
ได้เงินทองของตระการซ่านกระเซ็น ด้วยจัดเจนเคยฉ้อพอสบาย
ที่เกวียนดีมั่นคงไม่ส่งให้ ยักยอกไว้ซ่อนเร้นไม่เห็นหาย
ให้แต่เกวียนจวนจักหักทลาย โคเกือบตายผอมเต็มที่มีแต่โครง
จึงจัดจ่ายให้กับกองทัพมา พวกเราว่าเหลือทนบ่นโขมง
กรมการเต็มแค้นช่างแสนโกง ที่ปากโป้งด่าว่านินทาดัง ฯ
๏ กองทัพได้เกวียนต่างช้างสำเร็จ ถึงขึ้นเจ็ดค่ำมีเดือนสี่หวัง
กำหนดฤกษ์บริสุทธิ์วันพุทธัง พรักพร้อมพรั่งจัดกระบวนถ้วนทุกกอง
เวลาบ่ายได้ฤกษ์เลิกพหล ดูสับสนประดาดังคนทั้งผอง
เจ้าคุณเสร็จขึ้นนั่งยังจำลอง ก็ลั่นฆ้องโห่เดินดำเนินพล
ซึ่งช้างทรงองค์พระปฏิมา กลับผันหน้าเป็นนิมิตคิดฉงน
เฝ้าถอยหลังเดินกลับขยับตน หมอไสจนระอาใจไม่ยักเดิน
ผู้คนร้องวิปริตนิมิตดี ไปครั้งนี้คงเป็นสุขไม่ฉุกเฉิน
นิมิตมงคลดีมีจำเริญ ไม่นานเนิ่นกองทัพคงกลับคืน
คนเนืองนองกองทัพดูสับสน ฝูงไพร่พลเฮฮาต่างหน้าชื่น
ล้วนใจคอเหี้ยมฮึกเสียงครึกครื้น บ้างช้างตื่นหันเหียนวิ่งเวียนวน
ยกนิกรจากนครราชสีมา มุ่งมรรคาเข้าในพฤกษ์ไพรสณฑ์
ระยะบ้านเรียงรายหลายตำบล ไม่ชอบกลป่วยการคิดรานรวน
ข้ามลำน้ำบริบูรณ์พูนสวัสดิ์ เร่งรีบรัดจรจรัลไม่ผันผวน
พอถึงสระธรรมขันธ์ตะวันจวน หยุดกระบวนแรมพักสำนักนิ์พล ฯ
๏ พอขุนนราฤทธิไกรไปหนองคาย กลับผันผายคำนับน้อมจอมพหล
ทำหนังสือถือตรามาแต่บน ข้อนุสนธิ์เจ้าพระยาภูธราภัย[๓๕]
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพรับหนังสือ ประจงถืออ่านแจ้งแถลงไข
พร้อมนายทัพนายกองเนืองนองไป อ่านแจ้งใจประจักษ์ความตามยุบล
ว่าเมืองหลวงพระบางทางกันดาร ซึ่งอาหารแลเสบียงเลี้ยงพหล
เหลือลำบากยากใจแก่ไพร่พล ย่อมขัดสนอดอยากลำบากใจ
แต่ซึ่งพวกอ้ายฮ่อทรลักษณ์ ไม่หาญหักรบราอัชฌาสัย
มาชักชวนหย่าทัพยกกลับไป ตั้งอยู่ในเมืองพวนเห็นรวนเร
ได้จัดพระสุริยภักดีไป ซ้ำเติมใส่เสียให้มันแตกหันเห
ในกำหนดเดือนสามตามคะเน ให้ซวนเซสำทับให้ยับเยิน
ในข้อสองว่ากองครัวเมืองพวน อ้ายฮ่อกวนเกิดยุคยามฉุกเฉิน
หนีมาสู่โพธิสมภารประมาณเกิน แยกทางเดินไปเบื้องเมืองหนองคาย
ซึ่งตาแสงแขวงกำนันพันนายบ้าน[๓๖] แลกองด่านกักขังครัวทั้งหลาย
ได้มีตราไปบังคับกำชับนาย ปล่อยโดยง่ายหมีได้ตั้งกักขังนาน
แม้นเจ้าพระยามหินทรรู้สิ้นสรรพ จะมีตราบังคับไปว่าขาน
ถึงพระยามหาอำมาตย์ราชการ ให้นายบ้านปลอบครัวไม่พัวพัน
เห็นจะดีไม่เสียขาดราชการ ครั้นว่าอ่านความจบเสร็จสบสรรพ์
เจ้าคุณแต่งเรื่องตามเนื้อความพลัน หนังสือนั้นเสร็จส่งให้ลงไป
ให้พระยาราชเสนารู้อาการ ในข่าวสารแจ่มแจ้งแถลงไข
ให้คนนำหนังสือถือครรไล แต่โดยในวันนั้นไม่ผันแปร ฯ
๏ ครั้นจวนแจ้งแสงเสร็จสิบเอ็ดทุ่ม ผู้คนกลุ้มอยู่ระเบ็งเสียงเซ็งแซ่
พวกทหารนั้นเล่าก็เป่าแตร คนอัดแอผูกช้างโคต่างพลัน
คนพร้อมพรั่งทั้งหลายก็บ่ายบาก ยกออกจากสระน้ำธรรมขันธ์
เดินกระบวนมาในทางกลางอรัญ สูริยันเยี่ยมฟ้าเวลางาย
ประจวบถึงพึ่งเกราเข้าสำนัก หยุดผ่อนพักโยธาเวลาสาย
ต่างคนเสพอาหารสำราญกาย แต่พอบ่ายสูริยาท้องฟ้ามัว
พอลมตกยกขยับกองทัพเดิน ร่มจำเริญแดดแฝงแสงสลัว
เห็นฝนใหญ่ตั้งร่ามาน่ากลัว ตลอดทั่วโดยรอบขอบมณฑล ฯ
๏ ครั้นถึงหนองสะแกแลสะอาด ที่บนโคกจอมปราสาทกลางไพรสณฑ์
เสร็จปลงช้างหยุดพักสำนักนิ์พล แรมตำบลนั้นคืนรื่นสำราญ
วลาหกตกอยู่เสียงซู่ซ่า พวกโยธาคับคั่งนั่งขนาน
ไม่มีที่บังร่มเปียกซมซาน เอาใบตาลปิดบังนั่งยองยอง
บางคนหักได้กิ่งไม้คลุม มาปกสุมมิดชิดบังปิดของ
บรรดาเหล่าชาวพลเปียกฝนนอง ฟ้าก็ร้องเปรี้ยงครืนดั่งปืนยิง
พอฝนหายหนาวงันสั่นเหมือนไข้ ต้องก่อไปขึ้นนั่งพออังผิง
พวกไพร่พลหนาวงันสั่นเหมือนลิง มันหนาวจริงจับใจผิงไฟลน ฯ
๏ ครั้นเช้ามืดตีสิบเอ็ดพร้อมเสร็จสรรพ คลาเคลื่อนทัพออกดำเนินเดินพหล
รุ่งแสงทองส่องฟ้านภาดล ประจวบจนแม่น้ำลำเชียงไกร
น้ำก็เค็มเต็มเหลือเหมือนเกลือแช่ ลำกระแสน้ำแสงสีแดงใส
ก็เสร็จข้ามโยธารีบคลาไคล ก็เข้าในเขตตำแหน่งแขวงพิมาย
เดินในทุ่งสัมฤทธิ์พินิจแล ดูทิวไม้ไกลแท้น่าใจหาย
แลเวิ้งวุ้งทุ่งเลี่ยนเตียนสบาย ดูสุดสายนัยนาพฤกษาทิว
เห็นแนวไม้สุดคาดมาตรคะเน ดังทะเลบกซัดลมพัดฉิว
ละอองฝุ่นกลางทุ่งขึ้นฟุ้งปลิว แลละลิ่วเหมือนอย่างกลางทะเล
ผู้นำร่องเจนจัดนำตัดทุ่ง เคยหมายมุ่งแม่นใจไม่ไขว้เขว
ชำนาญทางหมายมาดคาดคะเน ไม่โย้เย้เดินมุ่งตัดทุ่งเตียน ฯ
๏ พอถึงหนองโรงเรือช่างเหลือร้อน[๓๗] จะพักผ่อนยากจิตสถิตเสถียร
พอพระพิมายหมอบราบมากราบเรียน น้อมจำเนียนโดยความกล่าวตามการ
เชิญเจ้าคุณประเทียบทำเนียบร้อน หยุดพักผ่อนโดยระยะสระสนาน
ทำเนียบปลูกไว้ท่าโอฬาฬาร ที่ริมธารโดยระยะขอบสระโต
เจ้าคุณดีที่สุดว่าหยุดอยู่ ซึ่งเหล่าหมู่ทวยหาญประมาณโข
พักกลางแจ้งร้อนแสงสูริโย แดดออกโร่ทำเนียบหนอไม่พอกัน
จะอาศัยได้แต่เราเข้าไปอยู่ สงสารหมู่เหล่าพหลพลขันธ์
ด้วยคนหมีใช่น้อยหลายร้อยพัน จะหยุดนั้นไม่มีที่กำบัง
พระพิมายเลยนำทางตัดขวางทุ่ง เขม้นมุ่งทิวไม้ด้วยใจหวัง
เข้าหยุดร่มพฤกษาเป็นป่ารัง อยู่ริมฝั่งขอบลำแม่น้ำมูล
เห็นน้ำใสใหญ่โตดูโสภา ฝูงมัจฉากุมภิลไม่สิ้นสูญ
จระเข้ก็มีบริบูรณ์ ดูเพิ่มพูนปรีดาผักปลาชุม
บ้างมีอวนมีแหลงแซ่เสียง ได้ปลาเงี่ยงปลางาหากันกลุ้ม
บางคนตั้งกับช้อนต้อนเข้ามุม บ้างก็สุ่มที่ตื้นล้วนพื้นทราย
ดูสนุกนิ์น่าสนานในชานชล เหล่าผู้คนเซ็งแซ่กระแสสาย
มัจฉาชุมไพร่พลกระวนกระวาย ครั้นว่าบ่ายลมตกเสร็จยกพล ฯ
๏ เดินมาในกลางทุ่งมุ่งเขม้น เหลือบแลเห็นฟ้าสลัวมืดมัวฝน
พระสูริย์ศรีรังสรรค์อันธกล ฟ้ามืดมนถึงเบื้องเมืองพิมาย
ก็หยุดพักพวกพหลพลทหาร ยั้งที่ท่าสงกรานต์กระแสสาย
อยู่ที่ริมฝั่งน้ำมูลเนินพูนทราย พลนิกายล้าหลังยังไม่มา
บ้างเท้าบวมจะเดินเหินไม่ไหว บ้างเป็นไข้ต้องรอหมอรักษา
ฝ่ายว่าเจ้าคุณท่านมีบัญชา หยุดรอท่าพลพองามกว่าสามวัน
ครั้นรุ่งแสงสูริยาฟ้าระยับ เจ้าพระยาแม่ทัพเสร็จผายผัน
ปราสาทศิลาพร้อมหน้ากัน ซึ่งตัวฉันพยายามติดตามไป ฯ
๏ ครั้นถึงปราสาทหินเห็นภิญโญ สูงเติบโตนี่ใครสร้างแต่ปางไหน
มีหน้าบันมุขเด่นเห็นวิไล น่าปลื้มใจมือช่างสร้างบรรจง
ชั้นนอกรอบหินขอบกำแพงชิด มีปรางค์มุขสี่ทิศแลระหง
เสามุขใหญ่หินยันดูมั่นคง บุษบงหินรับสลับลาย
ลอกลวดลายมะหวดกลึงงามขึงขำ สง่าง้ำแลเลิศดูเฉิดฉาย
ปราสาทข้างปราสาทเคียงดูเรียงราย เห็นแยบคายต่อติดสนิทแนว
พร้อมรั้ววังคลังหินล้วนศิลา ทำหลังคาหินเคียงเรียงเป็นแถว
รอบนอกทิมดาบรายงามพรายแพรว แลล้วนแล้วศิลาน่าจะดู
ในพระราชวังหลายหลังเรือน ทำเหมือนเหมือนรายเรียงเคียงกันอยู่
เอาศิลามาแต่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มีภูเขาใหญ่อยู่ใกล้เคียง
ไปเก็บหินฉุดลากมาจากไหน แท่งใหญ่ใหญ่ก่อสร้างวางเฉลียง
อุตสาหะแต่งตั้งเป็นวังเวียง พิศดูเพียงเทวฤทธิ์นิมิตทำ
มีกำแพงปราการชั้นด้านนอก มีข้างทิศตะวันออกดูขึงขำ
เชิงเทินดินศิลาหน้าประจำ สง่าง้ำแข็งขันเห็นมั่นคง
มีถนนหินทางเดินดำเนินนอก จากมุขด้านตะวันออกโดยประสงค์
ไปนครหลวงนครวัดทางตัดตรง ข้ามฝ่าดงไปในป่าพนาลี
ล้วนหินมูลก่อเห็นเป็นถนน น่าฉงนชมทางหว่างวิถี
เขาว่าไปแต่พิมายหลายราตรี จึงถึงที่นครวัดโดยสัจจัง ฯ
๏ เมืองนี้เดิมพารามหากระษัตริย์ พรหมทัตทราบเรื่องในเบื้องหลัง
สุดจะร่ำพรรณนาว่าให้ฟัง ขอยับยั้งเรื่องนิยายพิมายเมือง
แม้นอยากรู้จงดูเรื่องปาจิตร ท่านบัณฑิตกล่าวแกล้งแสดงเรื่อง
ครั้นจะร่ำกล่าวจะช้าเวลาเปลือง จึงยักเยื้องหลีกลัดตัดนิยาย
เจ้าพระยาแม่ทัพบังคับหวัง บัญชาสั่งนิมนต์สงฆ์องค์ทั้งหลาย
มาหมดสิ้นตลอดเบื้องเมืองพิมาย แล้วถวายปัจจัยไทยทาน
เชิญพระทนต์พระจอมเกล้าพระเจ้าราช ขึ้นเหนืออาสน์ปรางค์หินในถิ่นฐาน
สดับปกรณ์เสร็จสำเร็จการ แสนสำราญรื่นเริงบันเทิงใจ
แล้วเลยเที่ยวไปกระทั่งถึงยังถิ่น เรียกวังหินมีลำแม่น้ำใหญ่
เห็นชาวบ้านทอดแหเซ็งแซ่ไป อยู่ที่ในชลธาแน่นสาชล
พวกชาวบ้านนำปลามาคำนับ ให้เจ้าคุณแม่ทัพอยู่สับสน
ท่านก็แจกเงินทั่วทุกตัวคน ส่งให้ขนเอาปลานั้นมาพลัน
มาแจกจ่ายนายทัพกับนายกอง จิตปรองดองหมีให้เคียดขึ้งเดียดฉันท์
คนละหลายหลายตัวแจกทั่วกัน แจกจนชั้นไพร่พลคนละตัว ฯ
๏ ครั้นรุ่งแสงสูริยาเวลากาล พวกชาวบ้านชักพามากันทั่ว
แต่งสำรับคับขันมาพันพัว คำนับ พณฯ หัวจอมโยธา
เจ้าคุณเรียกเงินไปแจกให้กับ พวกเจ้าของสำรับทั่วถ้วนหน้า
สมควรกับของเขาที่เอามา แล้วบัญชาสั่งให้พวกไพร่พล
ยกสำรับแบ่งปันสู่กันกิน คนได้ยินยกสำรับมาสับสน
แบ่งปันกันตามประสาเวลาจน เหล่าผู้คนได้สมอารมณ์ปอง
กองทัพแรมเมืองพิมายหลายราตรี เหล่าโยธีพร้อมพรั่งสิ้นทั้งผอง
หายล้าเลื่อยเมื่อยปวดทุกหมวดกอง จึงสำรองการเดินดำเนินพล ฯ
๏ ครั้นรุ่งสูริย์ศรีตีสิบเอ็ด เตรียมพร้อมเสร็จยกเขยื้อนเคลื่อนพหล
ออกจากเมืองพิมายหมายตำบล เข้าไพรสณฑ์ออกจากทุ่งมุ่งหนทาง
ดูเวิ้งวุ้งทุ่งทิวแลลิ่วลับ เดินกองทัพตัดไปทิวไม้กว้าง
ถึงท่าโพธิ์หยุดร้อนพักผ่อนพลาง แล้วปลงช้างหยุดพักสำนักพลัน
อยู่ที่ริมฝั่งลำแม่น้ำมูล ต่างเพิ่มพูนปรีดิ์เปรมกระเษมสันต์
ชวนกันลงสู่ท่าหาปลากัน พอตะวันบ่านเดินดำเนินพล
ถึงบ้านศาลาหักหยุดพักแรม พระจันทร์แจ่มส่องสว่างกลางเวหน
แรมสำนักนิ์พักอยู่พร้อมผู้คน ริมฝั่งชลแม่น้ำมูลเพิ่มพูนใจ ฯ
๏ ครั้นจวนรุ่งตีสิบเอ็ดพร้อมเสร็จสรรพ ยกกองทัพจรจรัลเสียงหวั่นไหว
เดินตัดท้องทุ่งกว้างหนทางไกล ลึกเข้าในป่าละเมาะลัดเลาะจร
รีบรัดไม่รั้งรอมาบ่หึง บรรลุถึงที่พักสำนักนิ์ผ่อน
ด้วยสายแสงสูริย์ศรีรวีวร หยุดหนองบัวสุกรเวลากาล
ครั้นร้อนอ่อนแสงสูริยน เหล่าไพร่พลปรีดิ์เปรมกระเษมศานต์
เสร็จคลาเคลื่อนโยธาไม่ช้านาน จากสถานที่พักสำนักนิ์พลัน ฯ
๏ มาถึงบ้านนางออรอสำนักนิ์ เข้าหยุดพักซึ่งพหลพลขันธ์
บ้านนางออมีผู้เฒ่าเขาเล่ากัน แต่ก่อนนั้นเรื่องนิทานนานเต็มที
คือว่านางอรภิมนิ่มอนงค์ ได้เป็นองค์เอกเอ้มเหสี
กระษัตริย์เมืองพิมายนิยายมี ถิ่นที่นี้เป็นบ้านสถานนาง
กี่หูกปรากฏตั้งยังไม่สิ้น คล้ายเป็นหินชัดชัดไม่ขัดขวาง
ปรากฏตั้งประจำเห็นสำอาง ชำรุดร้างพังหักประจักษ์ตา
ด้วยว่าของนี้นั้นหลายพันปี เรื่องราวนี้ฉันไม่แสร้งแกล้งมุสา
เป็นเรื่องราวโบราณนมนานมา คือเรื่องปาจิตรนั้นจงอ่านดู
ตรงนี้เดิมสร้างเมืองแต่เบื้องหลัง แต่คราวครั้งพรหมทัตกระษัตริย์สู่
มีเชิงเทินเดินรอบเป็นขอบคู ปรากฏอยู่ตาคนจนทุกวัน ฯ
๏ ฝ่ายกองทัพรอรั้งตั้งสงบ จวนจะพลบพร้อมพหลพลขันธ์
พวกไพร่พลตั้งล้อมอยู่พร้อมกัน เป็นชั้นชั้นริมลำแม่น้ำมูล
น้ำมูลเอ๋ยดักหน้าเฝ้ามาคอย พบบ่อยบ่อยอาบกินไม่สิ้นสูญ
ฉันคิดคิดขึ้นมายิ่งอาดูร ไม่เพิ่มพูนโหยหาแสนอาลัย
แต่มิ่งมิตรของพี่ต้องนิราศ ช่างหายขาดหมีได้เห็นเป็นไฉน
เฝ้าพบแต่แม่น้ำมูลร่ำไป แม่ขวัญใจอนิจจาไม่มาเยือน
ตั้งแต่พี่เริดร้างห่างสวาดิ ช่างหายขาดดังคนขีดเอามีดเฉือน
แต่พลัดพรากจากมาห้าหกเดือน ไม่พบเพื่อนพิศมัยอาลัยลาน
เวลาค่ำย่ำฆ้องมี่ตีสิบเอ็ด พรักพร้อมเสร็จพหลพลทหาร
ยกจากบ้านนางออไม่รอนาน เสียงสะท้านสะเทื้อนพระธรณิน
ด้วยฝีเท้าคนเดินดำเนินดัง มาคับคั่งในป่าพฤกษาสินฑ์
ลมระบายชายชวยมารวยริน รุ่งแสงทินกรอัมพรแดง ฯ
๏ ครั้นถึงหนองห้วยหมูสู่สำนักนิ์ เข้าหยุดพักพลนิกายพอสายแสง
สู่ทำเนียบที่สร้างไว้กลางแปลง มาจัดแจงเรียบร้อยคอยเจ้าคุณ
ต่างจัดแจงปลงช้างโคต่างหยุด บ้างก็มุดเข้าอาศัยอยู่ใต้ถุน
บ้างขนของเอะอะชุลมุน บางคนวุ่นเวียนหวิวหิวไม่บัน
พอบ่ายแสงสูริยาฟ้าพยับ ยกกองทัพพร้อมนิกายจะผายผัน
ข้ามท้องทุ่งเข้าทางกลางอรัญ มุ่งหมายมั่นเดินผ่าป่าสะแก
ก็เสร็จข้ามแม่น้ำลำสะแทก เป็นลำแยกจากมูลศูนย์กระแส
สิ้นเขตแดนพิมายเมืองชำเลืองแล เข้าแขวงแควเมืองลาวชาวอรัญ ฯ
๏ ครั้นถึงหนองช้างน้ำมีทำเนียบ หยุดประเทียบพักพหลพลขันธ์
ถึงขอบหนองดูตามนามสำคัญ ช้างน้ำนั้นอยู่ไหนจึงไม่ยล
หรือตั้งชื่อย้อนยอกแกล้งหลอกพลาง เห็นแต่ช้างกองทัพอยู่สับสน
ลงสู่ในวารินดื่มกินชล ออกเกลื่อนกล่นหนองน้ำคลาคล่ำไป
ก็รอรั้งตั้งทัพอยู่ยับยั้ง คนก็ตั้งแวดล้อมพร้อมไสว
ทั้งด่านนอกหอกทหารอยู่ด้านใน พลไพร่พรักพร้อมตั้งล้อมวง
กรมการพร้อมพรั่งมาคั่งคับ ท่านเจ้าคุณออกรับดังประสงค์
เขานำม้าสีดำมุ่งจำนง ตั้งใจจงน้อมเกล้าให้เจ้าคุณ
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพไม่รับไว้ ท่านคืนให้เขาพลันไม่หันหุน
ด้วยกริ่งเกรงหัวเมืองจะเปลืองทุน กลัวบุญคุณเขาจะติดไม่คิดปอง ฯ
๏ ครั้นพลบค่ำย่ำแสงสูริยง คนล้อมวงพร้อมพรั่งสิ้นทั้งผอง
ทั้งด้านนอกด้านในสุมไฟกอง บ้างตีเกราะเคาะฆ้องกระแตตี
พอกรมการมาพร้อมน้อมจำนง ว่าเมืองพุทไธสงน่าบัดศรี
มีอ้ายผู้ร้ายมารบราวี ชาวบุรีจวนจะแตกวิ่งแหวกทาง
อ้ายผู้ร้ายพูดสำเนียงเสียงประหลาด เหมือนโคราชได้ฟังชัดไม่ขัดขวาง
ขอบารมีช่วยดับความอับปาง เหมือนก่อสร้างพุทไธสงให้คงเวียง
ท่านเจ้าคุณฟังแจ้งแถลงไข เป็นการใหญ่ฟังศัพท์สดับเสียง
จึงเอื้อนโอษฐ์ปราศรัยแล้วไล่เลียง เห็นแท้เที่ยงข้อความตามคดี
บัญชาเยื้องสั่งเจ้าเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งมานำหนทางกลางไพรศรี
ไปจับผู้ร้ายมาในราตรี กับขุนสัจจวาทีอีกหนึ่งนาย
หลวงพิชัยเสนาอาสารับ จะไปจับพวกปล้นคนทั้งหลาย
ท่านเจ้าคุณอนุญาตต่างคลาดคลาย พร้อมสามนายรีบไปในราตรี
ซึ่งกองทัพอยู่ทางยังห่างเมือง คอยฟังเรื่องผู้ร้ายจะหน่ายหนี
หรือจะจับได้มันในทันที จนฆ้องตีสิบทุ่มคนกลุ้มกัน ฯ
๏ เสร็จเดินกระบวนทัพไม่ยับยั้ง พร้อมสะพรั่งไพร่นายเตรียมผายผัน
สว่างแจ้งแสงศรีรวีวรรณ ก็พร้อมกันจรมาไม่ช้านาน
เข้าในเขตเมืองใหญ่พุทไธสง คนเรียกคงนามสิ้นทุกถิ่นฐาน
มีชื่อมาแต่ปฐมกาลนมนาน จะประมาณหมายมั่นหลายพันปี
พิศดูเมืองใหญ่พุทไธสง เห็นมั่นคงคึกคักเป็นศักดิ์ศรี
เชิงเทินดินล้อมรอบขอบบุรี หนองน้ำมีรอบเมืองติดเนื่องกัน
ถึงทำเนียบช้างประเทียบประทับพัก หยุดพร้อมพรักพหลพลขันธ์
ขนของส่งลงวางปลงช้างพลัน บ้างหมายมั่นร่มไม้ด้วยใจจง ฯ
๏ ฝ่ายหลวงพิชัยเสนาพาอ้ายคน พวกที่ปล้นเขาในพุทไธสง
เข้ากราบเรียนพรั่งพร้อมน้อมจำนง โดยมั่นคงเรียนแยกแต่แรกมา
เมื่อมาถึงเห็นเหล่าพวกชาวเมือง จัดแจงเครื่องหาบวิ่งทิ้งเคหา
จวนจะแยกแตกหนีหลีกลี้ลา มาดแม้นช้าแล้วแตกแยกกันไป
หากมาทันปราบปรามห้ามว่าช้า เราจะฆ่าอ้ายคนร้ายหายไปไหน
ซึ่งพวกลาวชาวบุรีต่างดีใจ มากราบไหว้ร้องให้ช่วยด้วยขอรับ
ทั้งเจ้าเมืองกรมการคลานเข้าหา แล้วบอกว่ามีคนปล้นไล่ขับ
เดี๋ยวนี้อยู่โรงเหล้าแย่งเอาทรัพย์ ช้าขยับมันจะไปไม่ได้มัน
แล้วเกล้าผมตรงไปพอได้พบ มันลี้หลบแอบนิ่งวิ่งถลัน
เอาม้าล้อมควบไล่เกือบไม่ทัน จึ่งบอกมันขืนวิ่งกูยิงตาย
ต้องยอมให้จับตัวมันกลัวปืน นิ่งหยุดยืนอยู่กับที่ไม่หนีหาย
คือพวกในกองทัพน่าอับอาย มาทำร้ายปล้นสะดมกรมการ
พวกโคราชคนหนึ่งก็ถึงจิต มันคบคิดกันมาจึงกล้าหาญ
กับด้วยพวกกองทัพมารับงาน ซึ่งชาวบ้านตั้งบาญชีตีราคา
รวมเงินตามอยู่ในสามตำลึงเศษ เรียนตามเหตุที่ลาวเขากล่าวหา
เจ้าคุณได้ทราบพลันมีบัญชา เอาตัวมาชำระดูให้รู้ความ ฯ
๏ อ้ายผู้ร้ายเป็นสัจแล้วซัดเพื่อน ไม่แชเชือนเรียนรับบังคับถาม
เจ้าคุณทราบระบิลตัดสินความ ใช้เงินตามของที่ตีราคา
ให้มุลนายออกเงินใช้ให้เจ้าของ แล้วรับรองตัวพิทักษ์ดูรักษา
แม้นวันได้ชำระจะเอามา ตะโหงกคาใส่ประจำทำประจาน ฯ
๏ เวลาค่ำย่ำฆ้องตีสองทุ่ม ผู้คนกลุ้มมี่ฉาวแจ้งข่าวสาร
เห็นพระพิมายหมอบราบมากราบกราน เชิญซึ่งพานท้องตรามาแต่กรุง
คนกองทัพรู้ข่าววิ่งกราวกรู อยากจะรู้วิ่งโลดกระโดดผลุง
ต่างคนมาคอยฟังนั่งกันมุง ใจเฟื่องฟุ้งชักพากันมาฟัง
ฝ่ายเจ้าพระยาแม่ทัพรับท้องตรา พร้อมบรรดานายทัพมาคับคั่ง
ฉีกผนึกอ่านเสียงสำเนียงดัง ในข้อบังคับคำล้ำวิไล ฯ
๏ ให้กองทัพยับยั้งตั้งนี่ก่อน อยู่นครราชสีมาอย่าไปไหน
พวกกองทัพโยธีต่างดีใจ ได้กลับไปโคราชสมมาดปอง
ต่างเปรมปรีดิ์ดีใจจะได้กลับ นอนไม่หลับยินดีไม่มีสอง
ต่างคนเหิมใจฮึกนึกคะนอง บ้างโห่ร้องสักรวาเสภาอึง
ที่เหล่าคนเจ็บไข้ไปไม่รอด ครางออดออดคร้านเกียจนอนเหยียดขึง
ยินข่าวกลับโคราชหวาดคะนึง ลุกทะลึ่งหายไข้ได้ทันที
เจ้าคุณแจ้งทำนองในท้องตรา จึงปรึกษาปลื้มเปรมกระเษมศรี
ว่าจะทำฉันใดไฉนดี ท้องตรามีบังคับให้กลับไป
ซึ่งนายทัพนายกองสนองตอบ ต่างเห็นชอบพร้อมกันเสียงหวั่นไหว
ด้วยต่างคนเปรมปรีดิ์คิดดีใจ อยากจะใคร่กลับโคราชไม่ขาดคน ฯ
๏ ครั้นตีสิบเอ็ดทุ่มคนกลุ้มเกลื่อน ยกเขยื้อนกองทัพกลับพหล
หยุดพักระยะน้ำหลายตำบล ประจวบจนถึงโคราชมุ่งมาดมา
สู่ทำเนียบเกยพักสำนักนิ์ก่อน สโมสรกระเษมสันต์หรรษา
ต่างคนเป็นสุโขทั้งโยธา พร้อมถ้วนหน้าชุ่มชื่นต่างคืนคง
เมื่อวันหนึ่งจึ่งเจ้าคุณชำระเรื่อง อ้ายหกคนปล้นเมืองพุทไธสง
ผูกเฆี่ยนห้าสิบทีตีมันลง แล้วก็ส่งจำคุกให้ทุกข์ทน
หมีให้เป็นเยี่ยงอย่างไปข้างหน้า พวกพาลาเกะกะอกุศล
เฆี่ยนเป็นตัวอย่างไว้แก่ไพร่พล จะได้ยลเกรงระย่อไม่ก่อการ ฯ
๏ ครั้นถึงวันสิ้นปีเดือนสี่สุด เป็นวันตรุษปรีดิ์เปรมกระเษมศานต์
โอ้เราเอ๋ยจากมาก็ช้านาน จะประมาณหกเดือนไม่เคลื่อนคลาย
พวกชาวเมืองว้าวุ่นทำบุญทาน กระเษมสานต์พร้อมพรั่งสิ้นทั้งหลาย
ล้วนแต่งตัวสวยฟ้อก่อพระทราย ทั้งหญิงชายพร้อมไปไพร่ผู้ดี
กองทัพฝ่ายเราก็ก่อพระทราย ทั้งไพร่นายปรีดิ์เปรมกระเษมศรี
ต่างจัดคนมาทั่ววิ่งวัวดี เล่นกันที่หน้าทำเนียบเปรียบกันดู
เล่นกันถึงเงินทองต่อรองกัน วิ่งกันวันมากมายหลายหลายคู่
เหล่าฝูงคนคับคั่งมาพรั่งพรู ออกเกรียวกรูไม่เคยเห็นเล่นพนัน
พวกเมืองโคราชมาวิ่งน่าชม ชื่อว่าอ้ายเทียมลมตัวขยัน
มาวิ่งกับกองทัพรับพนัน วิ่งเดิมพันชั่งหนึ่งเสียงอึงอล
ชาวโคราชทำป๋อร้องต่อมี่ หกเอาสี่พวกเรารับร้องสับสน
โคราชหมายมีชัยไม่จำนน มันต่อล้นสองเอาหนึ่งเล่นถึงใจ
พอตัดเชือกปล่อยหางต่างวางวิ่ง มันเร็วจริงฉุยฉิวดูหวิวไหว
วัวกองทัพวิ่งดีก็มีชัย พอฉวยได้ธงแดงแกว่งให้ดู
วัวโคราชวิ่งแต่แพ้กองทัพ ต่างคนอัปยศแสนอดสู
พวกเราเฮฮาดังวิ่งพรั่งพรู บางคนรู้เต้นรำทำประจาน
บ้างหัวเราะเยาะเย้าพวกชาวเมือง นึกโกรธเคืองเมินหน้าไม่ว่าขาน
ชาวเมืองเสียเงินยับอัปรมาณ สนุกนิ์สนานที่สุดเมื่อตรุษไทย ฯ
๏ ถึงเดือนสี่หกค่ำจำไว้สิ้น พระราชริน[๓๘]ถึงพลันเสียงหวั่นไหว
เชิญท้องตราเสร็จถึงอีกหนึ่งใบ กองทัพได้แจ้งข้อวิ่งสอฟัง
เจ้าพระยาแม่ทัพรับท้องตรา พร้อมบรรดานายทัพอยู่คับคั่ง
กรมการพร้อมหน้าประดาดัง ไม่รอรั้งฉีกสารออกอ่านพลัน ฯ
๏ ในสารตรามีมาถึงแม่ทัพ ให้ยกกลับคืนไปไอศวรรย์
ให้เร่งรัดจัดแจงดูแบ่งปัน ปัศตันกระสุนปืนคืนนคร
แต่ส่วนหนึ่งให้พระยามหาอำมาตย์ ตามพระราชดำริสั่งดังอักษร
กรมเขนทองขวาซ้ายนายนิกร พระราชวังบวรนั้นขึ้นไป
สมทบทัพกับพระยามหาอำมาตย์ อย่าให้ขาดริ้วทัพบังคับไข
จัดทำนาหาเสบียงพร้อมเพรียงไว้ อยู่ที่ในหนองคายจงหลายพัน
แล้งปีชวดอัฐศกได้ยกทัพ เข้าประจญรบรับให้คับขัน
อย่าให้ตั้งมั่วสุมชุมนุมกัน ในเขตขัณฑ์เมืองพวนให้ควรการ
กรมทหารอีกกองไปหนองคาย ทั้งไพร่นายสำหรับจัดหัดทหาร
ให้พวกลาวไวว่องคล่องชำนาญ ประจัญบานรบฮ่อต่อศักดา
แต่กรมพระสัสดีหมีให้ขาด พระพิบูลย์พระชาติปีกซ้ายขวา
กรมเรือกันทั้งสองตามท้องตรา บังคับมาเสร็จสรรพให้กลับไป
แต่กรมพลพรรค์นั้นมีแจ้ง กรมแสงเสร็จสรรพบังคับไข
จงยกกลับพร้อมเพรียงคืนเวียงไชย ต่างดีใจได้สมอารมณ์ปอง ฯ
๏ น่าสงสารพวกที่ต้องไปหนองคาย ทั้งไพร่นายง่วงเหงาจิตเศร้าหมอง
อนิจจาน่าสังเวชน้ำเนตรนอง ทุกหมวดกองเหงาหงอยโศกสร้อยครวญ
ข้างพวกเรานั้นไซร้จะได้กลับ ทั้งกองทัพฮาลั่นเสียงสันต์สรวล
เอิกเกริกเริงร่าน่าสำรวล แต่แล้วล้วนกลับคืนหน้าชื่นบาน
แต่เจ้าคุณแม่ทัพจะกลับถิ่น จิตถวิลใจพะวงคิดสงสาร
จะพลัดพรากจากไปอาลัยลาน เหล่าทหารที่จะต้องไปหนองคาย
เคยร่วมสุขทุกข์ยากจะจากกัน จะนับวันว่างเว้นไม่เห็นหาย
สงสารด้วยพหลพลนิกาย จะแพร่งพรายพลัดไปไกลกันดาร
แล้วท่านจัดพร้อมเพรียงเสบียงกรัง ขนมปังกินยืดทั้งจืดหวาน
ปลาซาดินอินทผลัมทั้งน้ำตาล ท่านเจือจานแจกจ่ายทุกนายพล
ทั้งพริกเกลือเยื่อเคยนมเนยนอก แล้วสั่งบอกไพร่มารับอยู่สับสน
ซึ่งข้าวของกองคละอยู่ปะปน ผู้คนขนคนละกองของดีดี ฯ
๏ ครั้นเดือนห้าล่วงเข้าขึ้นเก้าค่ำ เป็นวันกำหนดทัพกลับกรุงศรี
ทั้งนายไพร่สุขกระเษมจิตเปรมปรีดิ์ เสียงอึงมี่พร้อมพรักคึกคักคน
พวกจะไปหนองคายผันผายมา เข้าอำลาคำนับน้อมจอมพหล
ต่างตรมตรองหมองมัวทุกตัวคน เนตรนองชลธาราได้อาวรณ์
ท่านเจ้าคุณออกรับสดับคำ ท่านก็ร่ำวาจังกล่าวสั่งสอน
แล้วเลยร่ำคำประภาษประสาทพร กล่าวสุนทรโดยตามความอาลัย
เดิมท่านอยู่พร้อมหน้าข้าพเจ้า บัดนี้เล่ามีกรรมทำไฉน
ต่างคนเราต่างจะห่างไป โดยแต่ในวันนี้ลับลี้กัน
พวกท่านไปได้ลำบากความยากเย็น จงให้เป็นสามัคคีดีขยัน
อย่าถือเปรียบตั้งปึ่งทำขึ้งกัน จงหมายมั่นราชการอย่าคร้านใจ
ต่างคนทำอำลาหน้าสลด ต่างกำสรดหม่นหมองไม่ผ่องใส
แสนเศร้าโศกโศกาด้วยอาลัย ต่างก็ไปเตรียมตัวทั่วทุกนาย ฯ
๏ ท่านเจ้าคุณแม่ทัพขยับย่าง มาขึ้นช้างพร้อมพหลพลทั้งหลาย
เหลียวหลังดูผู้ที่ต้องไปหนองคาย ท่านไม่วายอาวรณ์ถอนฤๅทัย
ครั้นได้ฤกษ์แล้วให้เบิกกระบวนทัพ ยกพลกลับพร้อมกันเสียงหวั่นไหว
พวกกองทัพโยธีต่างดีใจ ด้วยจะได้กลับบ้านสำราญมา
พวกชาวเมืองเนืองหน้าพากันดู ยืนเป็นหมู่เรียงรายทั้งซ้ายขวา
บ้างตามส่งกองทัพจนลับตา ด้วยคบหารักใคร่พอใจกัน
เดินกองทัพมาทางโพธิ์กลางตรง พระสูริยงแสงสายรีบผายผัน
พ้นบ้านย่านยาวราวอรัญ มุ่งหมายมั่นที่พักสำนักนิ์พล ฯ
๏ ครั้นถึงที่เขาลาดอาวาสใหญ่ หยุดอาศัยสำนักนิ์พักพหล
บ้างปลดม้าปลงช้างแล้วต่างคน อาศัยต้นร่มไม้ใบกำบัง
ท่านเจ้าคุณอาศัยในศาลา อยู่ยังอารามใหญ่ด้วยใจหวัง
พร้อมพหลโยธาประดาดัง เข้ายับยั้งอยู่หน้าพระอาราม
ท่านเจ้าคุณมีศรัทธาปัญญายง นิมนต์สงฆ์หวังผลกุศลสาม
ทั้งสี่วัดให้มาทั้งอาราม ด้วยมีความเจตนาศรัทธาทำ
เชิญพระบรมทนต์สู่บนพาน เครื่องสักการแลสลอนวางซ้อนส่ำ
พระสงฆ์มาติกาครบพอจบคำ สมภารนำพระขยับสดับปกรณ์
เจ้าคุณถวายปัจจัยให้พระสงฆ์ ถ้วนทุกองค์นั่งรับสลับสลอน
แล้วแจกเงินศิษย์วัดจัดเป็นตอน ที่ฝึกสอนคิดเขียนร่ำเรียนมา
ครั้นเสร็จสรรพสดับปกรณ์แล้ว ก็คลาดแคล้วเข้าในไพรพฤกษา
ออกทุ่งเข้าทางกลางวนา พระสูริยาเย็นย่ำลงรำไร ฯ
๏ ถึงหนองตะแบกหยุดพักสำนักนิ์แรม พระจันทร์แจ่มกระจ่างสว่างไสว
เอาเสื่อปูพรมลาดดาดผ้าใบ ที่อาศัยแห่งเจ้าคุณแลมุลนาย
พวกกองทัพยับยั้งอยู่ทั้งสิ้น หุงต้มกินกันเป็นทิวหิวใจหาย
ครั้นเสร็จสรรพหลับนอนผ่อนสบาย พอจวนงายแสงสว่างกลางอัมพร
ก็เดินกองทัพมาคับคั่ง ไม่รอรั้งรีบรุดไม่หยุดหย่อน
ถึงสองเนินเดินทุ่งหมายมุ่งจร หยุดพักร้อนริมฝั่งน้ำลำตะคลอง ฯ
๏ พวกชาวบ้านพร้อมพรั่งมาคั่งคับ หาสำรับจัดเอาซึ่งข้าวของ
ข้าวเหนียวปั้นปลาร้าผักต้มฟักทอง คนละสองสามชามตามกำลัง
เป็นมากมายเหลือเล่ห์คะเนนับ เคยได้รับเงินเฟื้องแต่เบื้องหลัง
จึงชักชวนกันมาประดาดัง มากกว่าครั้งคราก่อนเมื่อจรมา
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพนับเงินให้ พวกลาวได้สมมาดปรารถนา
คนกองทัพยกสำรับทั้งข้าวปลา ด้วยเวลาแสบท้องหาของกิน
เมื่อหยุดทัพโยธาพลากร ตะวันรอนอ่อนแสงพระสูริย์สิน
ฝนชอุ่มกลุ้มฟ้าเมฆาฆิน ผูกพร้อมหมดคชรินกุญชรชาญ
เคลื่อนโยธีจากที่สำนักนิ์พัก ดูพร้อมพรักด้วยพหลพลทหาร
ต่างคนเริงรื่นชื่นสำราญ เดินไม่นานข้ามน้ำลำตะคลอง ฯ
๏ ถึงทางแยกมรคาพระยาไฟ แยกหนึ่งไปพระยากลางเป็นทางสอง
ท่านเจ้าคุณการุณไพร่ด้วยใจปอง ได้ตรึกตรองไว้แต่เดิมเมื่อเริ่มมา
เพราะเห็นว่าวลาหกตกไม่ห่าง จะไปทางพระยาไฟเกรงไข้ป่า
ด้วยทางดงพระยาเย็นเป็นระอา กลัวโยธาเดินทางจะวางวาย
เมื่อขึ้นมาพหลมาป่นปี้ ถูกไข้ผีป่ากินเสียสิ้นหลาย
เมื่อขากลับจะต้องกันอันตราย เดินแยกย้ายมรคาหามงคล
จึงได้ยกพลไพร่ไปโดยทาง พระยากลางถึงว่าจะต้องห่าฝน
ก็ไม่เกิดความไข้แก่ไพร่พล ทางไม่ย่นติดจะยาวถึงเก้าวัน ฯ
๏ เดินทางมาในกลางพนาวาส ถึงยังเมืองโคราชดูคับขัน
เป็นเมืองแก่แต่บูราณมานานครัน เดี๋ยวนี้นั้นกลายเป็นชาวนาคร
เชิงเทินดินสูงเด่นเช่นผู้เฒ่า เป็นเมืองเก่าแรกสร้างแต่ปางก่อน
แข็งแรงกำแพงรอบขอบนคร ดูถาวรแต่งตั้งแต่ครั้งใด
เดินทัพเข้าทางผ่านกลางเมือง แลชำเลืองพฤกษาป่าไสว
ถามกรมการว่ากว้างทางเท่าไร พวกวัดได้ห้าสิบเส้นนับเป็นวา
เดินทางมาไม่นานประมาณครู่ ออกประตูตะวันตกรกพฤกษา
เจ้าคุณหยุดช้างอยู่ทำบูชา ซึ่งเทวาอารักษ์โดยภักดี
สิงสถิตฤทธิเรืองในเมืองเก่า จงช่วยเป่าปัดร้ายในไพรศรี
อย่าให้โทษพาธามายายี ให้โยธีกองทัพได้อับจน ฯ
๏ ครั้นเสร็จทำบูชาลินลาเลื่อน รีบคลาเคลื่อนกองทัพมาสับสน
แสวงที่หยุดพักสำนักนิ์พล พระสูริยนเย็นย่ำลงรำไร
ครั้นถึงหนองบัวบานบ้านแก่นท้าว มีหนองยาวเวิ้งว้างทั้งกว้างใหญ่
ก็พักหยุดกองทัพโดยฉับไว เป็นสมัยมืดค่ำฝนพรำพรม
พวกชาวบ้านชักพากันมาวุ่น หาเจ้าคุณพูดสำเนียงยิ่งเสียงขรม
ว่าอยากเห็นเจ้าคุณบุญอุดม ขอเชยชมบุญญาบารมี
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพออกรับหน้า เอาเงินตราแจกลาวชาววิถี
แล้วพูดจาถามทักโดยภักดี พวกลาวลีลากลับไปฉับพลัน
ครั้นรุ่งแสงสูริยาฟ้าพยับ ยกกองทัพเดินทางกลางไพรสัณฑ์
ไม่หยุดยั้งแรมราราวอารัญ พระสูริยันสายแสงแจ้งอัมพร ฯ
๏ ถึงบ้านหนองบัวมีที่ทำเนียบ หยุดประเทียบช้างสำนักนิ์เข้าพักผ่อน
หุงข้าวปลาหากินทินกร จะเร่งร้อนรีบเดินดำเนินพล
เพราะด้วยน้ำเบื้องหน้านั้นหายาก จะลำบากแก่สัตว์เพราะขัดสน
ซึ่งโคต่างช้างม้าบรรดาคน จะอับจนด้วยน้ำจำครรไล
ครั้นเสร็จเสพโภชนาเวลาสาย ทั้งไพร่นายพร้อมกันเสียงหวั่นไหว
ก็เร่งผูกช้างม้ารีบคลาไคล ยกเข้าในป่ารังไม่รั้งรอ
ก็รีบเดินกองทัพมาฉับเฉียว ไม่ลดเลี้ยวมุ่งมาดมาปราดปร๋อ
น้ำไม่มีติดกระบอกจะกรอกคอ คนเดินท้อถอยหลังประทังตน
ทินกรร้อนนักบ่ายสักโมง ถึงวังโล่งหยุดสำนักนิ์พักพหล
มีแอ่งน้ำพอได้อาศัยคน แต่เต็มทนกล้ำกลืนเหม็นขื่นคาว
มีอีกแห่งหนึ่งฦกถึงวา กว้างสักห้าหกศอกน้ำออกขาว
มีน้ำพออาศัยไม่ใหญ่ยาว ปะเมื่อคราวมีการกันดารเดิน ฯ
๏ เจ้าคุณบัญชาสั่งทั้งกองทัพ ท่านกำชับด้วยทางยังห่างเหิน
น้ำข้างหน้าหายากลำบากเกิน ใครอย่าเลินเล่อจิตชีวิตวาย
ตักน้ำใส่กระบอกไปจงให้ทั่ว สำหรับตัวจะได้กินสิ้นทั้งหลาย
ด้วยยามแล้งแห้งหมดจะอดตาย เร่งขวนขวายน้ำกรอกกระบอกไป
พวกกองทัพรับบัญชาหากระบอก บ้างตัดไม่ไผ่ปอกอยู่ขวักไขว่
เสียงเปาะเปกโปกปากถากไวไว คนละใบสองกระบอกเสียงออกอึง
ต่างหาน้ำเตรียมตัวทั่วทุกหมู่ หยุดพักอยู่วังโล่งสักโมงครึ่ง
สำเร็จกิจทั้งหลายวายคะนึง เสร็จแล้วจึงออกเดินดำเนินพล
เจ้าคุณมาบนช้างทางคะนึง ร่ำบ่นถึงเทวดาขอฟ้าฝน
ด้วยมาที่แคบคับจวนอับจน ด้วยขัดสนด้วยน้ำคิดรำพึง
แล้วคิดถึงคุณทูลกระหม่อมพระจอมเกล้า รฦกเอาเป็นต้นเฝ้าบ่นถึง
ด้วยเป็นที่นับถือไม่ดื้อดึง โปรดนำซึ่งวลาหกมาตกลง
ได้อาศัยน้ำฝนคนแลสัตว์ ไม่ข้องขัดสมตามความประสงค์
จะได้ดับคับแค้นในแดนดง ขอฝนจงตกให้ทันในวันเดียว
ก็เร่งเดินรีบรุดไม่หยุดหย่อน ถึงบ้านใหม่แกงร้อนโดยฉับเฉียว
พอเกิดลมบ้าหมูมากรูเกรียว พอฝนเขียวลมปลิวละลิ่วลอย ฯ
๏ ถึงทำเนียบช้างประเทียบประทับพัก หยุดสำนักนิ์ที่ทำเนียบรอพอสักหน่อย
พิรุณร่วงรุดโรยลงโปรยปรอย ฝูงคนคอยมุ่งมองที่รองราย
พอสักครู่ซู่ซ่าลงมาใหญ่ ต่างรองได้น้ำฝนคนละหลาย
คนแลสัตว์น้อยใหญ่ได้สบาย ครั้นฝนหายเหือดพลันในทันใด
ที่ท้องห้วยลำธารในย่านทาง ท่วมท้องช้างลงพังพาบอาบอาศัย
ทั้งช้างโคกล้ำกลืนได้ชื่นใจ มีแรงไปภายหน้าได้วาริน ฯ
๏ พอเช้ามืดตีสิบเอ็ดพร้อมเสร็จสรรพ ยกกองทัพเดินไปในไพรสินฑ์
รีบเร่งเดินลัดหลีกดังปีกบิน ตั้งพักกินข้าวปลาข้างหน้าทาง
ครั้นอรุณรุ่งฟ้าเวลาเช้า เกือบจะเข้าปากดงตรงสว่าง
ก็เดินดงตรงผ่าพระยากลาง ในหนทางรกหนาลดาวัลย์
ในดงทึบดูทั่วคลุ้มมัวมืด เป็นพงพืดซ้อนซับทางคับขัน
เร่งรีบเดินเพลินมาในอารัญ รีบผายผันโดยยากออกปากดง
สักสามโมงเศษสังเกตไว้ ก็พ้นพงดงใหญ่ไพรระหง
เดินเลียบเนินเขาใหญ่ไถลลง หนทางตรงรีบเดินดำเนินพล
ข้ามเขาเหวตาบัวน่ากลัวโข ดูใหญ่โตสูงเยี่ยมเทียมเวหน
มีเขาใหญ่สูงชันอยู่ชั้นบน แลเหลือบยลแหงนฟ้าดูตาลาย
จำเพาะมีมรคาสองวาศอก แลเป็นหมอกมืดมิดใจจิตหาย
ข้างขวามือเขาชันกีดกั้นราย ข้างเบื้องซ้ายเหวลึกคิดนึกกลัว
จะฦกสักเท่าไรเราไม่รู้ ไม่อาจดูขนพองสยองหัว
แม้นตกลงคงเหลวเหวตาบัว ระวังตัวพลัดตกหกคะมำ
หนทางเดินฦกไกลไถลตรง กลัวช้างลงเดินเลียบเหยียบถลำ
ช้างเดินลากขาหลังมันช่างทำ กูบเอียงคว่ำข้างหน้าเมื่อขาลง ฯ
๏ ถึงที่ต่ำข้ามลำพระยากลาง เข้าเดินทางทิวไม้ไพรระหง
เข้าแขวงเมืองบัวชุมเห็นพุ่มพง ตัดทางตรงมาทำเนียบประเทียบพัก
อยู่เชิงเขาบังเหยลมเชยฉ่ำ ริมฝั่งน้ำพระยากลางต่างประจักษ์
คนหิวจริงวิงเวียนเจียนจะชัก ถึงบ่ายสักสามโมงท้องโล่งมา
ด้วยอดข้าวเช้าหิวใจหวิววุ่น จิตฉิวฉุนโมโหเกิดโทสา
บ้างทิ้งหาบผลุงหุงข้าวแล้วเผาปลา พวกโยธาพักผ่อนอ่อนกำลัง
เลยพักแรมอยู่นั่นไม่ผันผาย ด้วยวัวควายช้างม้าเดินล้าหลัง
ไม่รีบรุดหยุดหย่อนผ่อนประทัง ก็ยับยั้งที่นั่นไม่ผันแปร ฯ
๏ ครั้นพลบค่ำสนธยาย่ำราตรี นั่งชมสีแสงสว่างกระจ่างแข
ค่อยสร่างโศกโรครำคาญฤๅดานแด อากาศที่นี่ดีแท้หอมรื่นรวน
ลมพระพายชายเชยรำเพยผิว เย็นฉิวฉิวน้ำค้างพรมเมื่อลมหวน
หอมระเรื่อยเฉื่อยฉ่ำกลิ่นลำดวน เมื่อจะจวนรุ่งแจ้งแสงหิรัญ ฯ
๏ พอสว่างสูริยาส่องอากาศ เสร็จคลาคลาดกองทัพโดยคับขัน
เดินทางมรคาพนาวัน พระสูริยันแรงร้อนอ่อนกำลัง
ข้ามลำพระยากลางเรียกว่าท่ามะกอก แล้วเดินออกทุ่งใหญ่ด้วยใจหวัง
พินิจชมพฤกษาล้วนป่ารัง แลสะพรั่งดูเพลินจำเริญใจ
ข้ามลำพระยากลางชื่อว่าท่ามะกอ ก็หยุดรอพักร้อนผ่อนอาศัย
ครั้นอ่อนแสงสูริยาก็คลาไคล ยกครรไลออกทางชมยางยูง
ข้ามลำน้ำสันทิต้องปริปาก ช้างเดินยากจริงจริงตลิ่งสูง
ลางคนเดินจดจ้องบ้างต้องจูง ที่เหล่าฝูงคนเดินเกินระอา ฯ
๏ ถึงท่าปูนแรมสำนักนิ์พักอยู่ที่นั่น ครั้นสูริยันสว่างกลางเวหา
ก็ออกเดินกองทัพคับคั่งมา กำนันพานำทางไม่คลางแคลง
เข้าป่ารังบังร่มพระสูริยน เสร็จเดินพลข้ามลำแม่น้ำแห้ง
เรียกลำสันทิใหญ่ไม่ระแวง บ้านประแดงจองกอพอกลางวัน ฯ
๏ ถึงท่าฉางลำสักหยุดพักร้อน สโมสรปรีดิ์เปรมกระเษมสันต์
เหล่ากรมการเมืองบัวชุมมากลุ้มกัน ของกำนัลมาคำนับรับเจ้าคุณ
เจ้าพระยาแม่ทัพออกรับรอง ซึ่งข้าวของกำนัลไม่หันหุน
ท่านนับเงินตราให้ช่วยใช้ทุน หมีให้บุญคุณติดด้วยคิดอาย
ซึ่งข้าวสารราคาตั้งให้ถังหนึ่ง สองสลึงราคาชาวนาขาย
ซ้ำแจกเงินให้เขาทั้งบ่าวนาย ทั้งหญิงชายตามประดามาด้วยกัน
อีกผ้าเสื้อแจกให้ขอบใจเขา คิดจะเอาบุญคุณไม่หุนหัน
กรมการดีใจได้รางวัล แล้วผายผันเสร็จกลับคำนับลา ฯ
๏ ครั้นว่าบ่ายลมตกยกขยับ เดินกองทัพเข้าในไพรพฤกษา
เห็นเขาใหญ่ขวางกั้นอรัญวา ชื่อเขาตากลิ้งขวางหนทางจร
เห็นคีรีดีแท้แลคล้ายคล้าย นึกไม่วายหายกริ่งรูปสิงขร
แลแต่ไกลชอบกลเหมือนคนนอน มีกายกรไหล่หัวตัวแลมือ
เขาว่าสังกรณีตรีชวา บนยอดผาตากริ่งมีจริงหรือ
เป็นแต่คำคนเขามาเล่าลือ หาตัวคือใครได้ก็ไม่มี ฯ
๏ ถึงท่าสำโรงลำสักจวนจักค่ำ ต่างข้ามน้ำปลื้มเปรมกระเษมศรี
ข้ามตรงตื้นพื้นทรายสบายดี ดูวารีใสสะอาดมีหาดทราย
เขาว่ามีจระเข้เดรัจฉาน ตัวประมาณโตใหญ่ดุใจหาย
ถ้ำมันเนาอยู่ในเขาตากับยาย ด้วยเชิงชายเขาหยั่งกระทั่งธาร
เสร็จข้ามน้ำลำสักหยุดพักเนา ริมเชิงเขาตากับยายชายละหาน
เข้าเขตแขวงเมืองไทยไชยบาดาล กรมการมาคำนับคอยรับรอง
พักแรมทัพอยู่ที่นั่นไม่ผันผาย ครั้นจวนงายพร้อมพรั่งพลทั้งผอง
จวนอรุณรุ่งแจ้งเรื่อแสงทอง ออกเดินกองทัพใหญ่ครรไลจร
ถึงที่ห้วยเดินข้ามถึงสามแห่ง สูริย์แสงส่องฟ้าระอาอ่อน
ถึงท่าลาวลำสักพักนิกร สำนักนิ์ผ่อนพอประทังกำลังตน ฯ
๏ เหล่าพวกชาวนิคมกรมการ ในเมืองไชยบาดาลมาสับสน
พร้อมทั้งบ่าวทั้งนายมาหลายคน ด้วยกังวลคอยรับกองทัพมา
เจ้าคุณแจกเงินให้ไม่เสียดาย ทั้งบ่าวนายสมมาดปรารถนา
บ่ายลมตกเดินได้ก็ไคลคลา ยกโยธากองทัพเลยลับไป
ถึงบ้านโคกถลุงเป็นทุ่งกว้าง คนมาสร้างเคหาอยู่อาศัย
มีเรือนหลายสิบหลังช่างกระไร มาอยู่ในกลางป่าทำนากิน
เจ้าคุณเลือกเงินขาวขาวแจกชาวบ้าน กระทำทานสุดจะนับเสียทรัพย์สิน
ชาวบ้านได้เงินตราไม่ราคิน ต่างคนยินดีได้ดังใจจง ฯ
๏ ครั้นกองทัพล่วงพ้นตำบลบ้าน เข้าเชิงชานเขาใหญ่ไพรระหง
เป็นเหลี่ยมคูลดหลั่นสูงชันตรง ชื่อเขาพระยาเดินธงอยู่ริมทาง
เข้าประเทศเขตเบื้องเมืองพระบาท รีบคลาคลาดพ้นเขาลำเนาขวาง
ล้วนป่าไม้ใหญ่สูงต้นยูงยาง ต้นแคคางเคี่ยมมะค่าพญารัง ฯ
๏ ครั้นถึงหนองกระดี่ที่สำนักนิ์ ก็แรมพักหยุดทัพคนคับคั่ง
ล้วนอ่อนพับหลับนอนอ่อนประทัง ครั้นรุ่งรังสีสว่างกระจ่างพราว
เสร็จคลาเคลื่อนเขยื้อนยกขยับ เดินกองทัพโยธีเสียงมี่ฉาว
เหล่าคนเดินพรั่งพรูมากรูกราว เสียงฝีเท้าคนสะเทื้อนเมื่อเคลื่อนคลา
เข้าปากดงวังส้มร่มชอุ่ม ด้วยยางพุ่มไสวใบพฤกษา
บังแฝงแสงศรีสูริยา ที่ในป่าดงคลุ้มชอุ่มมัว
ศิลาลายหลายอย่างต่างต่างสี อยู่ในพื้นปฐพีตลอดทั่ว
มาตั้งทำหินได้แล้วไม่กลัว คงเอาตัวรอดได้เห็นไม่จน
ไม่ต้องใช้หินฝรั่งแล้วครั้งนี้ เมืองไทยมีมากถนัดไม่ขัดสน
ถ้าทำวังทำวัดแล้วจัดคน ขึ้นมาขนส่งไปเห็นได้การ
ด้วยหินอ่อนลายสะอาดประหลาดเหลือ งามทั้งเนื้อละเอียดดีสีสัณฐาน
มีมากมายหลายล้นพ้นประมาณ จะทำบ้านปูวัดไม่ขัดเลย
เจ้าคุณให้คนสำรวจตรวจดูทั่ว เก็บเอาตัวอย่างมาไม่ช้าเฉย
ให้พวกช่างหินดูที่ผู้เคย ก็ชมเชยเนื้อศิลาไม่ราคิน ฯ
๏ มาถึงดงบ่อทองมองเขม้น ไม่แลเห็นทองจิตคิดถวิล
เขาว่ามีอยู่ในใต้แผ่นดิน แต่ล้วนหินคนจะขุดก็สุดแรง
แต่ก่อนมาคนปองขุดทองคำ ครั้นทำทำขุดพบกระทบแข็ง
ทั้งโตทั้งหนาศิลาแดง เอาชะแลงเข้าขุดสุดกำลัง
สิ้นมานะจึงได้ละไม่ลงขุด เพราะสิ้นสุดความคิดที่จิตหวัง
คนเราทุกวันนี้ไม่อินัง ทองอยู่ทั้งดงใหญ่ไม่นำพา ฯ
๏ ครั้นถึงที่โป่งตะแบกไม่แยกย้าย เดินเลียบชายเขาไศลใหญ่หนักหนา
อยู่กลางแจ้งบังแสงพระสูริยา สูงเยี่ยมฟ้าแลเป็นควันยอดบรรพต
ครั้นออกจากชายดงเดินตรงมา ถึงที่โคกตากฟ้าร้อนปรากฏ
เดินกองทัพฉับเฉียวไม่เลี้ยวลด รีบขับคชาชาญเป็นการไว
ครั้นถึงพุกำจานมีธารน้ำ เข้าหยุดสำนักนิ์ร้อนผ่อนอาศัย
พออ่อนแสงสูริยาก็คลาไคล เร่งครรไลรีบร้นมาลนลาน ฯ
๏ มาถึงที่พุทธบาทสมมาดหมาย ทั้งไพร่นายปรีดิ์เปรมกระเษมสานต์
ต่างคนเอิกเกริกใจเบิกบาน แวะเข้านมัสการพระบาทา
พวกชาวบ้านพร้อมพรั่งมานั่งราย หวังจะขายเทียนธูปแลบุปผา
ฝ่ายเจ้าเมืองกรมการลนลานมา คลานเข้าหาเจ้าคุณอยู่วุ่นวาย
จับปลาแห้งแตงกวามาคำนับ เจ้าคุณรับขอบใจเขาไม่หาย
หยิบผ้าเสื้อแจกให้ไม่เสียดาย ทั้งบ่าวนายแจกเงินให้ดังใจจง ฯ
๏ พักแรมหยุดอยู่ที่พุทธบาทนั้น หวังจะวันทาตามความประสงค์
ด้วยท่านเจ้าคุณคิดมีจิตจง หวังจำนงในมนัสนมัสการ
ครั้นพร้อมด้วยพระหลวงทั้งปวงแล้ว ก็คลาดแคล้วขึ้นไปในสถาน
เข้าในโบสถ์บวรรัตน์ชัชวาลย์ หัตถ์ประสานโดยสุภาพกราบวันทา
แล้วอาราธนาพระสงฆ์มาองค์หนึ่ง สำแดงซึ่งธรรมวิเศษเทศนา
ครั้นเคารพจบคำพระธรรมา ถวายผ้ากับปัจจัยไทยทาน
แล้วนิมนต์สงฆ์มาทั้งอาวาส วัดพระบาทด้วยศรัทธาท่านกล้าหาญ
เชิญพระทนต์ขึ้นเสร็จเสด็จพาน แล้วกราบกรานบังคมบรมทนต์
นิมนต์สงฆ์ทรงสดับปกรณ์ แลสลอนพระอันดับนั่งสับสน
ถวายปัจจัยพระไม่ปะปน แล้วแจกคนผู้รักษาพระบาโท
เสร็จสรรพกลับมาสู่สำนักนิ์ ที่แรมพักผ่อนทุกข์เป็นสุโข
ครั้นจวนแจ้งแสงศรีสูริโย จวนอโณทัยแล้วคลาดแคล้วจร
ออกทางหลวงล่วงพ้นไม่วนวก ถึงศาลเจ้าเขาตกเชิงสิงขร
เจ้าคุณเสร็จผันผายถวายพร แล้วรีบร้อนเร่งเดินดำเนินพล ฯ
๏ มาถึงบางโขมดเห็นโบสถ์วัด เจ้าคุณศรัทธาใคร่ได้กุศล
ดำริพลางบัญชาใช้สั่งให้คน ไปนิมนต์สงฆ์มาข้างอาราม
ถวายเงินแก่พระสงฆ์องค์ละบาท ไม่หวั่นหวาดตระหนี่จิตจะคิดขาม
เด็กศิษย์วัดแจกให้เปลืองเงินเฟื้องงาม ด้วยมีความศรัทธาปัญญาชาญ ฯ
๏ ครั้นมาถึงท่าเรือเหลือวิเศษ สว่างเนตรเหมือนถึงซึ่งสถาน
ประดุจดังได้สบพ้องพบพาน ซึ่งบุตรหลานภรรยาที่ราแรม
ต่างคนต่างดีใจด้วยใกล้บ้าน กระเษมสานต์สุกใสหัวใจแจ่ม
บ้างพบปะพวกพ้องร้องอ๊ะแฮม บ้างยิ้มแย้มทายทักรู้จักกัน
ชาวท่าเรือที่พวกพ้องต้องไปทัพ ยืนคอยรับลูกผัวตัวกระสันต์
ได้ปะพบกันใหม่ใหม่ชื่นใจครัน บางคนนั้นคอยเปล่ายืนเศร้าใจ
พอเขาบอกว่าผัวของตัวตาย ลงทอดกายกลิ้งซบสลบไสล
บ้างโหยหวนครวญคร่ำแล้วร่ำไร ด้วยผัวไปกองทัพไม่กลับมา
บ้างมีชู้รู้ว่าเจ้าผัวตาย ทำฟูมฟายร่ำไรร้องไห้หา
ทำตรอมตรมซมซานด้วยมารยา กลัวแต่ว่าผัวหายไม่ตายจริง
แต่ที่แท้นิยมอยากชมชู้ ถ้าผัวอยู่กลัวจะนุ่งเกิดยุ่งยิ่ง
เขาบอกว่าผัวตายวายประวิง นึกกริ่งกริ่งร้องไห้กลัวไม่ตาย ฯ
๏ ครั้นมาถึงศาลาท่าสมเด็จ เจ้าคุณเสร็จจรจรัลรีบผันผาย
ต่างคนลงปลงช้างของวางราย มุ่งมาดหมายอาศัยในศาลา
ด้วยไม่มีนาวาขึ้นมารับ ต้องแรมทัพรอคอยละห้อยหา
คอยดูเรือมารับยิ่งลับตา จนเวลาเทศกาลสงกรานต์ไทย
ต้องค้างอยู่ที่ศาลาใหญ่หาเรือ รำคาญเหลือหม่นหมองไม่ผ่องใส
ยามสงกรานต์ไม่เป็นสุขสนุกนิ์ใจ สักเมื่อไรเรือจะมาคอยท่านาน
ณ วันหนึ่งเรือถึงมาจอดท่า ล้วนนาวาจอดเรียงเคียงขนาน
เรือขึ้นมาสอสอเกินพอการ ด้วยพวกบ้านหมายใจจะไม่พอ
เรือโตโตขึ้นมาเป็นว่าเล่น เจ้าคุณเห็นตกใจนี่ใครหนอ
จัดเรือแพมาช่างไม่รั้งรอ เหมือนเงินบ๋อกระเป๋าอู๋ไม่รู้การ
หมีหมายใจว่าเราได้ของกำนัล คงสำคัญใจจิตคิดวิถาร
จะมีอะไรด้วยไปราชการ คำโบราณเขาว่าตำรามี
ไม่เห็นน้ำรีบรัดตัดกระบอก จะต้องออกแรงแบกแหวกวิถี
กระเป๋าอู๋เงินบ๋อก็พอดี สมกับที่จัดเรือมาเหลือพาย ฯ
๏ ครั้นเรือแพนาวาพร้อมมาเสร็จ วันแรมเจ็ดค่ำเดือนห้าเวลาสาย
ท่านเจ้าคุณจัดแจงตบแต่งกาย เสร็จผันผายสู่ท่านาวาพลัน
เจ้าคุณลงแล้วบอกให้ออกแจว ต่างคลาดแคล้วปรีดิ์เปรมกระเษมสันต์
เรือมาคว้างคว้างพอกลางวัน ถึงวังจันทรเกษมต่างเปรมปรีดิ์
แลเห็นเรือกลไฟพระไพรัช ท่านได้จัดขึ้นมารับประทับท่า
ฝ่ายว่าเจ้าคุณท่านมีบัญชา เข้าจอดหน้าวังจันทร์ด้วยทันที
แล้วให้หากรมการเจ้าบ้านเมือง มาแจ้งเรื่องกองทัพกลับกรุงศรี
ตามแบบอย่างราชการบูราณมี ด้วยบัดนี้กองทัพจะกลับไป
ด้วยว่ามีท้องตราให้หากลับ บอกคำนับชี้แจงแถลงไข
แล้วเสร็จออกนาวาล่วงคลาไคล เรือกลไฟจูงมาในสาคร ฯ
๏ ถึงวัดเชิงจอดประทับเข้ากับท่า แวะนาวาจอดเรียงเคียงสลอน
เจ้าคุณขึ้นจ้องจดบทจร ชุลีกรพระใหญ่ด้วยใจจง
แล้วเชิญพระบรมทนต์ขึ้นบนวัด ด้วยจิตศรัทธาปลื้มไม่ลืมหลง
แจกเงินให้ผู้เฝ้าเหล่าเฮียกง นิมนต์สงฆ์หมดมาทั้งอาราม
สดับปกรณ์พระทนต์ยุคลบาท พระจอมปราชญ์ซึ่งบำรุงกรุงสยาม
ถวายแผ่อุทิศผลกุศลตาม เพราะด้วยความกตัญญูรู้พระคุณ
ครั้นสำเร็จเสร็จตรงลงนาวา เรือไฟพาอีกวักใบจักรหมุน
ผลักเรือออกกลางน้ำถ่อค้ำจุน ควันไฟกรุ่นกลุ้มมาในสาคร ฯ
๏ เรือละลิ่วลิ่วมาเวลาสาย แสนสบายสุโขสโมสร
ไม่แวะเวียนแห่งใดครรไลจร เร่งรีบร้อนเรือเรื่อยแล่นเฉื่อยมา
เรือเลยพ้นออกจากคลองปากเกร็ด เจ้าคุณเข็ดคนจะครหา
เพราะด้วยการท่านไปทางไกลมา ไม่เห็นว่ามีสิ่งใดไปให้ปัน
บัญชาให้เรือฉุดรอหยุดจักร เข้าจอดพักด้วยอายไม่ผายผัน
จะรีบรัดขัดขวางเป็นกลางวัน ด้วยกระชั้นถึงบ้านรำคาญใจ
เข้าจอดรอพอให้ย่ำค่ำสักหน่อย จึงจะค่อยไปให้ถึงจึงจะได้
ครั้นจอดอยู่ช้านานรำคาญใจ แล้วเลยไปท่าอิฐคิดบรรเทา
ด้วยมะปรางท่าอิฐติดจะฦๅ จะต้องซื้อไปให้มากได้ฝากเขา
แม้นใครทวงออกปากของฝากเรา จะต้องเอามะปรางให้เห็นได้การ
เที่ยวถามซื้อมะปรางใหญ่ก็ไม่พบ แจวจนจบทั่วสิ้นพ้นถิ่นบ้าน
ด้วยจวนวายคลายผลไม่ทนทาน มะปรางหวานหน้านี้ไม่มีโต
ครั้นจวนเย็นแล้วก็กลับมาฉับพลัน ด้วยตะวันจวนจักบ่ายอักโข
สั่งเรือไฟให้ลอยปล่อยบุโล ออกแล่นโร่รีบมาเวลากาล ฯ
๏ ถึงกรุงเทพทวาราเวลาเย็น พอแลเห็นปรีดิ์เปรมกระเษมสานต์
ด้วยไปทัพกลับมานั้นช้านาน จะประมาณเจ็ดเดือนไม่เคลื่อนคลาย
ถึงเดือนห้าแรมแปดค่ำถ้วนคำรบ พอดีครบเจ็ดเดือนเหมือนอย่างหมาย
จิตเอิบอิ่มมาในเรือเหลือสบาย ค่อยว่างวายทุกข์ใจอาลัยวรณ์ ฯ
๏ จบฉบับทัพเรื่องเมืองหนองคาย สิ้นจดหมายแกมนิราศคลาดสมร
ซึ่งตัวข้าผู้แต่งแสดงกลอน ขออวยพรแต่งไว้เรื่องไปทัพ
ล้วนความจริงไม่แกล้งมาแต่งปด ได้จำจดผูกพันจนวันกลับ
ถึงความร้ายการดีที่ลี้ลับ ได้สดับเรื่องหมดจำจดมา
ซึ่งบางพวกไม่ได้ขึ้นไปทัพ บางคนกลับผูกจิตฤษยา
แล้วกล่าวโทษติฉินแกล้งนินทา ขอดค่อนว่ากองทัพเสียยับเยิน
ที่เหล่าพวกหูป่าตากะสือ ฟังเขาลือเชื่อใจหมีได้เขิน
พูดเสริมส่งเลยล้นไปจนเกิน อย่าด่วนเพลินเผลอพร่ำพูดลำพัง
คอยผูกใจผูกจิตคอยอิจฉา แอบนินทากองทัพอยู่ลับหลัง
ถ้าใครอยากรู้สิ่งที่จริงจัง จงวานฟังข้อคำที่รำพัน
ทำอย่างนั้นผิดอย่างนี้ที่ตรงไหน ตัดสินให้เที่ยงแท้อย่าแปรผัน
ช่วยตรึกตรองตั้งใจให้เป็นธรรม์ อย่าชวนกันนินทามุสาตาม
จงไล่เลียงสืบสวนให้ถ้วนถี่ ก็ย่อมมีผู้คนไปล้นหลาม
อย่ากล่าวโทษโฉดเขลาบ้าเบาความ พูดซุ่มซ่ามโดยเดาเปล่าเปล่าเอย ฯ

จบบริบูรณ์



[๑] เคาซิลลอ (Councillor) ที่ปรึกษา, เจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง ได้รับตำแหน่งเคาน์ซิลลอร์ออฟสเตด

[๒] ต้นฉบับว่า “กระไรเลยรู้หาย”

[๓] ข้อความตอนต้นเรื่องนี้ สันนิษฐานว่าหลวงพัฒนพงศ์ภักดีแต่งเพิ่มขึ้นหลังจากต้องโทษโบย ๕๐ ที และจำคุกเมื่อตีพิมพ์เรื่องนี้ในพุทธศักราช ๒๔๒๑

[๔] “นุ่ง” เป็นสำนวนคำสมัยที่แต่งเรื่องนี้ หมายถึง มากด้วยกลอุบาย ฉ้อฉล

[๕] ความในนิราศหนองคาย ๔ คำกลอนนี้น่าจะแต่งแทรกหลังจากหลวงพัฒนพงศ์ภักดีได้รับโทษแล้ว

[๖] สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

[๗] เดนเย่อร์ (danger) = อันตราย, แฟมลี่ (family) = ครอบครรัว

[๘] ดูรายละเอียดในโองการดุษฎีสังเวยยกทัพ สมัยรัชกาลที่ ๕ ในภาคผนวก

[๙] สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี

[๑๐] มินิต (minute) = นาที

[๑๑] พ้อม = กระพ้อม ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ ทรงกลม ขนาดใหญ่ สำหรับใส่ข้าวเปลือกในยุ้งฉาง

[๑๒] วัดสมุหประดิษฐ์ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี

[๑๓] หมดความในสมุดไทย เล่ม ๑ ความต่อไปเป็นสมุดไทย เล่ม ๒

[๑๔] ไปรเวต (private) = เป็นส่วนตัว

[๑๕] เจ้าคุณราชวรา หมายถึง พระยาราชวรานุกูล

[๑๖] หมวกกะเรนเซน (garrison cap) = หมวกหนีบ

[๑๗] กงซุล (consul) = กงสุล

[๑๘] ปรีเซนต์ (Present) = การนำเสนอ, การแนะนำ

[๑๙] หมดความในสมุดไทย เล่ม ๒ ความต่อไปเป็นสมุดไทย เล่ม ๓

[๒๐] อินชุรรัน (Insurance) = การประกัน

[๒๑] เฟิสท์ (First) = อันดับแรก

[๒๒] แอดดิกง (aide de camp) ตำแหน่งนายทหารคนสนิทของแม่ทัพ

[๒๓] หมดข้อความที่นายสวัสดิ์ จั่นเล็ก คัดลอกจากสมุดไทย เล่ม ๑-๒-๓ เพียงเท่านี้

[๒๔] ซายัน (sergeant) = เทียบเท่ายศทหารชั้นสิบเอกในกองทัพอังกฤษ

[๒๕] กอโปราล (Corporal) = เทียบเท่ายศทหารชั้นสิบโทในกองทัพอังกฤษ ในขณะนั้นการแบ่งยศทหารอย่างใหม่ใช้เป็นแบบยุโรป

[๒๖] แคทะริงตัน (gatling gun) = ปืนกล

[๒๗] ทหารอย่างวาลันเตีย (Volunteer) คือทหารอาสาสมัคร

[๒๘] ซีเกร็ตตอรี (secretary) คือตำแหน่งเลขานุการ

[๒๙] วัดกลาง หรือวัดกลางนคร ปัจจุบันคือวัดพระนารายณ์มหาราช

[๓๐] เข้าทู เป็นคำลาว มีคำแปลดังใจความในคำกลอนคำต่อมา คล้ายๆ กับธรรมเนียมจ่ายเงินให้นักเลงโตคุ้มครองสวัสดิภาพของตนเอง

[๓๑] บ้านสีถานอยู่ในเมืองท่าแขก นครหลวงเวียงจันท์ สาธารณรัฐปรชาธิปไตยประชาชนลาว

[๓๒] ตรวนขานกยาง คือ ตรวนชนิดหนึ่งทำด้วยเหล็ก ๒ ท่อน ปลายข้างหนึ่งเป็นห่วงข้อต่อ

[๓๓] ปัศตัน (pistol) คือ ปืนชนิดหนึ่งบรรจุปลอกลูกกระสุนในรังเพลิงต่างจากปืนไฟแบบดั้งเดิมที่บรรจุกระสุนดินดำทางปากกระบอก

[๓๔] หมายถึงเจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์)

[๓๕] หมายถึงเจ้าพระยาภูธราภัย

[๓๖] ตาแสง คือ กำนัน, ผู้มีตำแหน่งปกครองภายในหมวด (ตำบล) เขตปกครองในสมัยโบราณ เมืองหรือจังหวัดหนึ่งแบ่งดังนี้ หลายหลังคาเรือนเป็นบ้าน หลายบ้านเป็นหมวด (ตำบล) หลายหมวดเป็นแขวง (อำเภอ) หลายแขวงเป็นเมือง

[๓๗] หมดเนื้อความสมุดไทย เล่ม ๓ ต่อไปเป็นสมุดไทย เล่ม ๔

[๓๘] พระราชริน หมายถึง พระราชวรินทร์

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ