ประชุมคำพากย์รามเกียรติ์ ภาค ๘ ตอน ศึกไมยราพ

๑๖

๏ ฝ่ายราพณาสูรอสุรา พาฝูงกัลยา
มาดลนิเวศเวียงไชย  
๏ แสนโศกสลดเสียใจ กรายกรครรไล
ขึ้นแท่นสิริไสยา  
๏ ธยอกรก่ายพักตรา ยี่สิบนัยนา
สุชลรองรายริน  
๏ เสียดายฉัตรแก้วโกมิน อาจคู่เมืองอินทร์
ดิเรกอร่ามงามพรรณ  
๏ หาไหนสามภพฤๅทัน จะเคียงสองคัน
บมีในไตรโลกา  
๏ โอ้เสียฉัตรเสียกฤษฎา จนพานรพา
มงกุฎไปจากองค์  
๏ เสื่อมยศเสื่อมเกียรติเสื่อมพงศ์ เสื่อมศักดาวงศ์
พรหเมศวร์อันเกรียงไกร  
๏ เพราะอ้ายพิเภกจัญไร สาวไส้ส่ายไป
ประจักษ์แก่พวกไพรี  
๏ ยิ่งคิดยิ่งแค้นแสนทวี จนสุริยรพี
สหัสส่องแสงพรรณ  
๏ จึงเสด็จจากไสยาพลัน สระสรงสวมสรรพ์
สริรราชอลังกาภรณ์  
๏ ทรงกาญจนมกุฎบวร ทัดมาลากร
กระลึงคธาธำมรงค์  
๏ ออกจากห้องแก้วยรรยง เสด็จลีลาลง
มาดลพระโรงรจนา  
๏ ลดองค์เหนืออาสน์มุกดา ภายใต้มหา
วิไชยฉัตรบวร  
๏ พร้อมเสนามาตย์หมอบสลอน ท้าวยี่สิบกร
ก็เปล่งวโรกาการ  
๏ ดูกรสองสุรเสนามาร รณรงค์พวกพาล
มาตั้งประชิดลงกา  
๏ ใครเห็นสุริยวงศ์ยักษา ผู้ใดทรงอา
นุภาพอาจเอาใจ  
๏ เปาวนาสูรทูลทันใด ว่าเห็นแต่ไม
ยราพอันครองบาดาล  
๏ เปนในสุริยวงศ์พรหมาน เรืองวิทยาชาญ
เป่ากล้องสะกดกอปรมนตร์  
๏ สรรพเวทล่องหนหายตน อาจออกส่ายรณ
ไพรีก็ได้ดังใจ  
๏ ทศเศียรร่าเริงหฤทัย ยี่สิบหัตถ์ไกร
หัตถาประหารแห่งกัน  
๏ สิบโอษฐ์สรวลแซ่โรงคัล ดุจลงกาอัน
ประลัยแล้วคงคืนดี  
๏ ตรัสสั่งนนยวิกยักษี วายุเวกอสุรี
ทั้งสองผู้เปนนัดดา  
๏ ว่าเจ้าจงรีบไปหา ไมยราพขึ้นมา
ระงับสงครามพานร  
๏ สองสูรนัดดาชาญสมร ก้มกราบถวายกร
มาขึ้นดุรงค์เรืองไชย  
๏ ต่างเร่งขับตามกันไป ชำแรกลงใน
สุธาก็ดลบาดาล  
๏ ครั้นถึงนิเวศเวียงสถาน เข้าไปแจ้งการ
แก่สองอสูรเสนี  
๏ ฝ่ายจิตรกูฏจิตรไพรี นำหลานทศศีร์
ทั้งสองเข้ามาเวียงไชย  
๏ ไมราพเหลือบเห็นแต่ไกล จึงบัญชาไป
แก่สองอสุรนัดดา  
๏ ว่ากิจมีใดด่วนมา ถึงสถานมหา
นิเวศเวียงบาดาล  
๏ นนยวิกวายุเวกสนองสาร เจ้าลงการมาร
ให้ข้ามาทูลภูมินทร์  
๏ ว่าลักษณ์รามคุมพานรินทร์ ทอดถมทางสินธุ์
มาผลาญประยูรกุมภัณฑ์  
๏ ทูษณ์ขรตรีเศียรอาสัญ ลงกาขุ่นกัน
แต่ด้วยณรงค์ราญรอน  
๏ กิจนี้ท้าวยี่สิบกร หวังเชิญภูธร
ไปปราบอรินทร์ไพรี  
๏ ดับเข็ญให้เย็นธรณี บเห็นใครมี
จะดูหฤทัยราชา  
๏ ไมยราพจึงมีบัญชา ว่าลักษณ์รามา
ประยูรด้าวแดนใด  
๏ สองราชนัดดาเฉลยไข ลักษณ์รามวงศ์ใน
อโยทธยาธานี  
๏ หน่อไททศรถเรืองศรี อัชบาลธิบดี
บดินทรเปนอัยกา  
๏ ไมยราพครั้นฟังโกรธา สั่งสองนัดดา
ให้ทูลแก่ท้าวทศกัณฐ์  
๏ ว่าอย่ากริ่งเกรงกลัวมัน ไว้นักงานอัน
จะจับมนุษย์ตัวการ  
๏ นนยวิกวายุเวกสองมาร รับราชบริหาร
ก็รีบมาลงกาไกร  
๏ ไมยราพถามเสนาใน ว่าสองเวียงไชย
ประพฤติดังฤๅแต่บรรพ์  
๏ เคยกิจสุขทุกข์ช่วยกัน โดยฉันสัมพัน
ธมิตรฤๅเสนี  
๏ สองเสนาทูลทันที ว่ากิจใดมี
ในราชพงศาวดาร  
๏ ชนม์ข้าเก้าโกฏิพึงพาล ไป่ล่วงทราบการ
ทุกสรรพสิ่งทั่วไป  
๏ ผิวหวังเรื่องราชนิติ์ใน เชิญทูลถามไท
ธิราชท้าวชนนี  
๏ ขุนมารฟังสองมนตรี สั่งขุนสารถี
ให้เตรียมพิไชยรถพลัน  
๏ เทียมด้วยราชสีห์สองพัน เสด็จสู่วังจันทร์
บังคมบรมมารดา  
๏ น้อมเศียรทูลถามกิจจา ว่ากรุงลงกา
กับนัคเรศบาดาล  
๏ เคยช่วยดับร้อนรอนราญ ฤๅแต่ก่อนกาล
ก็ต่างบเคยช่วยกัน  
๏ นางนาฏชนนีกุมภัณฑ์ จึงเล่าเหตุบรร
ยายยุบลบุรพา  
๏ ว่าป่างก่อนโพ้นพ้นมา ทั้งสองพารา
ประนอมบำรุงการกัน  
๏ แต่สิ้นลัสเตียนกุมภัณฑ์ ทศเศียรอาธรรม์
ดำรงพิภพสืบมา  
๏ ประพฤติเภทพาลริษยา สัมพันธ์ลงกา
ก็ขาดกับกรุงบาดาล  
๏ สมัยพ่อเจ้าจะถึงกาล อาสัญสิ้นสาร
ให้สอนคดีลูกยา  
๏ บมิให้คบทศกัณฐา เหตุเปนพาลา
บซื่อบสัจตัดธรรม์  
๏ กิจนี้มีไฉนพ่อพลัน มาถามการอัน
อุบัติเบื้องโบราณ  
๏ ไมยราพประณตบทมาลย์ ทูลแถลงแจ้งการ
โดยยุบลเหตุอันมี  
๏ ว่าท้าวทศเศียรยักษี ใช้สองอสุรี
ผู้หลานมาแจ้งใจความ  
๏ เพื่อสองมนุษย์ลักษณ์ราม เปนเนื้อหน่อนาม
ในกรุงอโยทธนคร  
๏ คุมพลโยธาพานร มาเคี่ยวรบรอน
อสูรในลงกา  
๏ ทศเศียรหวังเดชลูกยา ไปดับโกลา
จงเสร็จจะสุขสวัสดี  
๏ นางฟังออกนามจักรี ปานสายอสุนี
อันตกลงต้องกายา  
๏ สลดเลือดเผือดผิวพักตรา ยกสองกรมา
กำบังพระกรรณทันใด  
๏ บันดาลเหื่อกาฬโซมไหล หวั่นหวั่นหฤทัย
ระทึกสะท้านอุรพา  
๏ ไมยราพทูลถามกิจจา ออกชื่อรามา
ฉันใดจึงลาญสมประดี  
๏ นางท้าวส่ายสร้อยเสาวนีย์ อัชบาลฤทธี
เปนวงศ์นารายณ์เรืองไชย  
๏ ทรงศักดาเดชเกรียงไกร สามภพฤๅใคร
จะทานกำลังเดชา  
๏ อันองค์นรนาถรามา คือพระจักรา
อันนิทรเหนือนาคี  
๏ ไวกูณฐ์จากเกษียรวารี มาบำรุงตรี
พิภพให้เย็นทั่วกัน  
๏ จงพ่ออย่าไปรบรัน เปนพวกอาธรรม์
จะพลอยประลัยแหลกลาญ  
๏ ครั้งดึกดำบรรพ์โบราณ อสุรพรหมาน
ยังแพ้พระฤทธิ์ราวี  
๏ พระนำเอาเศียรยักษี มายังธานี
ให้เฝ้าอยู่ในอุทยาน  
๏ พระฤทธิ์เลิศภพจบสถาน พ่ออย่าพะพาล
จะพาให้เสียทางธรรม์  
๏ ไมยราพทูลตอบไปพลัน เปนทางสัมพัน
ธมิตรจะละฉันใด  
๏ ทศเศียรก็มีฤทธิไกร ลูกนี้เรืองใน
พระเวททั้งเดชา  
๏ บมิควรยกย่องวงศา มนุษย์เท่าหัตถา
เปนยิ่งกว่าฤทธิ์แรงมาร  
๏ นางจันทรประภาตอบสาร พ่ออย่ากล่าวการ
อันเกินบควรพาที  
๏ คือแม่ชังชิงไยมี จึงกล่าวบมิดี
แก่พ่ออย่าหวังใจไป  
๏ แม่จะดำเนินเนืองนัย กลก่อนกาลไกล
จงแจ้งคดีลูกยา  
๏ มณโฑทศเศียรอสุรา เยี่ยมช่องมหา
ปราสาทพิมานบัญชร  
๏ นกกระจอกโจมจับสมจร ท้าวยี่สิบกร
ก็ขับสกุณีบมิไป  
๏ มณโฑทำนายบัดใจ ว่าวงศ์มารใน
จะสูญประยูรพวกพงศ์  
๏ มนุษย์จะรุ่งเรืองวงศ์ ทศกัณฐ์ก็ทรง
พิโรธแก่อรรคชายา  
๏ มณโฑจึงเสี่ยงสัจจา ทั้งเดชนรา
ธิราชองค์อัชบาล  
๏ บัดขรรค์มาโดยคัคนานต์ ฟอนฟาดประหาร
สกุณม้วยพร้อมกัน  
๏ ทศเศียรนี้คนโมหันธ์ บมิควรพ่ออัน
จะเสพสมาคมควร  
๏ แม้นพ่อพลอยตามมันชวน ชีพิตบหวน
คืนมาได้เห็นมารดา  
๏ ไมยราพครั้นฟังโกรธา เปล่งสองนัยนา
ดังดวงประกายพรึกพราย  
๏ แผดร้องชี้หน้าท้าทาย คั่งแค้นเคืองคาย
ในท้าวผู้เปนมารดา  
๏ ว่ากูจะผลาญชีวา ห่อนให้ฝูงกา
อันกินระคายคอมี  
๏ ขุนยักษ์คลั่งคลุ้มสมประดี กลับหน้าจรลี
๏ ราชสีห์สองพันบรรลัย คิดแค้นขัดใจ
มาถึงนิเวศอสุรี  
๏ จึงสั่งเสนายักษี ให้เตรียมโยธี
จงทันอรุณเวลา  
๏ มกุฎมาตย์มนตรียักษา รับราชบัญชา
ก็เกณฑ์นิกรจัตุรงค์  
๏ ขุนช้างผูกช้างตัวยง ร้ายกาจอาจอง
ปราบศึกสุเรนทร์เรืองไชย  
๏ ขุนม้าผูกม้าบัดใจ เลือกล้วนเจนใน
สงครามชำนาญราญแรง  
๏ ขุนรถขึ้นรถศึกแสยง เทียมแรดโคแดง
กิเลนละมั่งมังกร  
๏ ขุนพลเทียบพลกำธร คั่งคอยเสด็จจร
สระพราดทุกหมู่โยธา  
๏ ไมยราพสุริย์วงศ์พรหมา อ่าองค์เจษฎา
ตังเวสสุวรรณฤทธี  
๏ ขัดแล่งแสงศรโมลี หัตถาคระวี
คธาวิเชียรชัชวาล  
๏ เสด็จจากปราสาทสุรกานต์ ย่างเยื้องบทมาลย์
มาขึ้นพิไชยรถทรง ฯ  

ฯ เสมอ ฯ

๏ พรั่งพร้อมหมู่มารจัตุรงค์ ฆาฏฆ้องโบกธง
อสูรโห่สามลา  
๏ พลมารสำแดงเดชา เพียงพื้นพสุธา
จะทรุดจะโทรมทำลาย  
๏ เร่งรถคชสีห์ผาดผาย รีบพลนิกาย
ชำแรกพิภพขึ้นมา ฯ  

ฯ กราว ฯ

๏ หยุดปลงทัพนอกลงกา เสด็จจากรถา
ไปดลสถานโรงคัล ฯ  

ฯ เสมอ ฯ

๏ ทศเศียรเหลือบเห็นหฤหรรษ์ ลงจากอาสน์พลัน
มาจูงพระหัตถ์นัดดา  
๏ ขึ้นสถิตแท่นรัตนอาภา ต่างองค์ทรงสา
ภิรมย์คำนับรับกัน  
๏ แล้วตรัสปราศรัยถามพลัน พ่อผ่านไอศวรรย์
วันนี้พึ่งได้มาเห็น  
๏ ไพร่ฟ้าประชากรค่อยเย็น ใจฤๅขุ่นเข็ญ
ภยันตรายบีฑา  
๏ ป่างนี้พิภพลงกา เกิดการโกลา
ด้วยสองมนุษย์ลิงไพร  
๏ แล้วอ้ายพิเภกจัญไร ละญาติวงศ์ไป
เปนพวกอรินทร์ไพรี  
๏ ซอนไส้ส่ายกลยักษี เห็นเปนสุดที
จะกันจะแก้ลงกา ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ ไมยราพเคี้ยวฟันโกรธา ขันขออาสา
สังหารมนุษย์วานร  
๏ ทศเศียรเฉลยสารสุนทร ถึงเรืองฤทธิรอน
ประภาพเพียงสุริยัน  
๏ รณรงค์เปรียบสาดน้ำกัน ทั้งเราแลมัน
ก็ย่อมวินาศเปลืองไป  
๏ ฤๅงามทั่วสามภพไตร แม้นจักมีชัย
แก่ลิงบฦๅเดชา  
๏ เจ้าทรงคุณศาสตร์ศักดา ขับจิตนิทรา
มหาสะกดทัพไชย  
๏ เร่งคิดจับตัวรามไป ผลาญชีวาลัย
จงพลันจะพลันเสร็จการ  
๏ ไมยราพน้อมเศียรสนองสาร กิจนี้นฤบาล
อย่าร้อนหฤทัยจินดา  
๏ หลานรักจักบังคมลา ไปกอปรวิทยา
ให้สรรพมาจับไพรี  
๏ ท้าวยี่สิบกรยักษี ฟังนัดดามี
มโนภิรมย์เบิกบาน  
๏ สิบโอษฐ์สรวลแซ่โรงธาร ลุกมาบนาน
ก็โอบเอาองค์นัดดา  
๏ ว่าพ่อกู้กันลงกา เยินเกียรติพรหมา
ให้ตรูอยู่คู่ธาตริน  
๏ ชวนเสวยภักษ์พลางเปรมถวิล เลี้ยงพลอสุรินทร์
สำเร็จสำเริงหฤทัย  
๏ ไมยราพลาเลิกพลไกร เร่งราชรถไชย
ชำแรกลงสู่บาดาล ฯ  

ฯ กราว ฯ

๏ ครั้นถึงเชิงเขาสุรกานต์ ประทับทวยหาญ
ให้ตั้งพิธีเจษฎา  
๏ จิตรการรับสั่งออกมา เกณฑ์หมู่โยธา
อสูรปลูกโรงรี  
๏ สามสิบเก้าห้องรูจี ดาดแดงดูดี
ด้วยพวงผกามาลัย  
๏ ดำกลอาสน์รัตน์ฉัตรไชย กลางโรงอำไพ
มีกองหุดีกาลา  
๏ แล้วเกณฑ์พลมารไปหา โขมดว่านยา
แลเพลาตะโหงกเห็ดเมา  
๏ ตั้งมหากันทะทองเพรา บัดบูชาเนา
วเทพบรรจงเจษฎา ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ ไมยราพสนานคันธธารา ทรงเศวตภูษา
สะพักธุรำอำไพ  
๏ เจิมจุณมุ่นม้วนโมไลย จับกล้องเพชรไป
ยังที่พิธีมณฑล ฯ  

ฯ เสมอ ฯ

๏ ขึ้นสู่แท่นรัตน์บัดดล อ่านเวทชุบมนตร์
พรหเมศถ้วนถึงพัน ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ ลุกขึ้นแกว่งกล้องยืนยัน เป่าลงในกัน
ทะเกิดอัปสรสองศรี ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ งามล้ำนางในธรณี ไมยราพอสุรี
ภิรมย์บำเทิงหฤทัย  
๏ ผิดลัทธิละอาลัย ประหารเสียใน
กันทะให้อันดรธาน  
๏ ขึ้นสมาธิเหนือแท่นสุรกานต์ ระงับวิญญาณ
กำหนดพระเวทวิธี  
๏ ครั้นครบพันคาบธรณี ไหวหวั่นโกลี
สนั่นบันฦๅคือพัง ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ ขุนมารจากอาสน์ผาดผัง จึงเป่ากล้องยัง
มหากันทะบัดใน  
๏ เกิดคชสีห์ขึ้นกลางไฟ สองตัวชิงชัย
คะนองประลองเดชา ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ บต้องตำหรับโกรธา แกว่งกล้องจินดา
ประหารให้สิ้นสูญไป  
๏ กลับขึ้นสู่อาสน์อำไพ หลับเนตรหน่วงใน
สมาธิมั่นภาวนา  
๏ ครบพันคาบตามตำรา ไปดลมหา
กันฑะก็เป่าลงพลัน ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ เกิดสองไกรสรตัวฉกรรจ์ เผ่นขึ้นประจัญ
กำลังกันกลางเพลิงพราย  
๏ ไมยราพชื่นชมสมหมาย ผลาญสองสัตว์วาย
ชีวาตมเอาวิญญา  
๏ ปนเห็ดเบื่อเมาโหรา กับใบพฤกษา
เจ็ดสิ่งซึ่งรู้นิทไทร  
๏ วางเหนือหินบดบดไป แล้วคิดสงสัย
ประสงค์จะรู้ฤทธิ์ยา  
๏ จึงเอาทาชงฆ์เบื้องขวา ตลอดบาทา
ก็เกิดขึ้นเปนแมวคราว  
๏ แลบลิ้นเลียเลี้ยวเขี้ยวขาว สองตาคือดาว
ประจักษ์อุบัติอัศจรรย์  
๏ แล้วทาเท้าซ้ายกุมภัณฑ์ เปนเสือยิงฟัน
คำรนคำรามราวี  
๏ จึงทากรซ้ายอสุรี เกิดเปนนาคื
เจ็ดเศียรสะพรั่งพร้อมหงอน  
๏ แล้วทายังพระวรกร เบื้องขวาสาทร
ประจักษ์เปนครุฑบินบน  
๏ จึงทาลงทั่วสกนธ์ ดาลกำบังตน
แลเงาบเห็นหุดหาย  
๏ เอิกเกริกเสนางคนิกาย วุ่นทั้งไพร่นาย
ไป่เปนตำบลสนธยา  
๏ บ้างเมียงแมกไม้มองหา บมิสบอสุรา
ธิราชเจ้าบาดาล ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ไมยราพร้องเรียกพลมาร ว่าไยเกิดการ
ระเพิ่นไปวุ่นวนหา  
๏ ว่าแล้วลงสรงคงคา ลูบล้างสรรพยา
อันซาบสกนธ์อินทรืย์ ฯ  

ฯ ลงสรง ฯ

๏ พลมารเห็นเจ้าธานี ต่างตนยินดี
สรรเสิญบรมสมภาร  
๏ ไมยราพอ่าองค์โอฬาร ขึ้นรถสุรกานต์
ดำเนินนิกรเมือเมือง ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ไปสถิตปัจถรณ์ทองเรือง สรรพแสนนางเนือง
ประจำบำเรอบริบาล  
๏ ครั้นดลสมัยเวลากาล ทวยเทพบันดาล
สุบินบอกอันตราย  
๏ ขุนยักษ์ก็ตื่นฟื้นกาย จึงนึกแหนงฉงาย
บแจ้งประจักษ์ลัคนา  
๏ ออกยังโรงรัตน์เจษฎา ให้หาโหรมา
ก็แก้สุบินบันดาล  
๏ ว่าดวงจันทร์แจ่มคัคนานต์ ทรงกลดโอฬาร
บปนด้วยมลเมฆี  
๏ ดาวหนึ่งจรจวบราศี เข้ากลดจันทรี
กำบังศศีสูญไป  
๏ เรานี้พะวงสงสัย ท่านอย่าเกรงใจ
จงทักทำนายร้ายดี  
๏ โหรเฒ่ารอบรู้คัมภีร์ ทูลทายอสุรี
ว่าชีพจักถึงปราณ  
๏ บมิเปนศรีสวัสดิ์แก่นสาร ดุจจันทรวิการ
วิกลเศร้าสูญไป  
๏ จักมีพระประยูรเรืองไชย ขึ้นผ่านโภไค
เปนจอมจรรโลงธรณี  
๏ เฉกดาวจวบจักรราศี กลบแสงจันทรี
อันเรืองวิโรจน์ดรธาน  
๏ ไมยราพตระหนกดกดาล สั่งโหราจารย์
ให้รวมเอาดวงชันษา  
๏ พระวงศ์ใหญ่น้อยมวลมา จักเห็นชะตา
ผู้ใดจะคู่ครองเมือง  
๏ โหรเฒ่าเทียบตำนานเนือง เห็นชนม์จะเรือง
จำเริญเปนปิ่นธรณี  
๏ แต่องค์ไวยวิกอสุรี จึงทูลคดี
แด่จอมมกุฎกุมภัณฑ์  
๏ ไมยราพขุนมารโมหันธ์ ดำรัสให้พัน
ธนาพิรากวนมาร  
๏ ทั้งไวยวิกไว้อย่านาน ว่าแม้นเสร็จการ
สะกดได้รามลงมา  
๏ จะลวกชีพให้มรณา สร่างเสี้ยนวสุธา
จงสูญชีวิตพร้อมกัน  
๏ ฝ่ายข้างนารายณ์รังสรรค์ ถวิลโฉมองค์อรร
คเรศธสู่ไสยา  
๏ ครวญคำนึงรสกรีฑา เสวยแสนโศกา
บหลับจนลุไตรยาม  
๏ เจียนจวนสางสุริยะพระอาม นรนารายณ์ราม
จึงเคลิ้มสติหลับไป  
๏ สังหรณ์ทวยเทพดลใจ แถลงเหตุบรรไย
ประจักษ์สุบินภูธร  
๏ พระผวาตื่นจากบรรจถรณ์ มัวดารากร
ชอุ่มสหัสเหือดศรี  
๏ บุษปไขกลีบเบิกขจี แมลงผึ้งภุมรี
ระหึ่งในห้องหาสพนม  
๏ คลึงคนธกุสุมรวยลม สบสัตว์ระงม
พนัสตื่นจากตาคลา  
๏ ทินกรร้างเร่งรัถา เยี่ยมยอดบรรพตา
กระจ่างจำรัสรังสี  
๏ พระเสด็จออกแสนเสนึ แถลงลักษณคดี
สุบินแก่โหราจารย์  
๏ พิเภกทูลทายบมินาน แก้ซึ่งข้อภาณ
ณุมาศวิมลแสงใส  
๏ ทีฆชังคาสูรอาจใจ โจมจับพาไป
อุดรทวีปโดยพลัน  
๏ พระสุริยะได้แก่ทรงธรรม์ ราหูเปรียบกัน
กับไมยราพอสุรี  
๏ มันจักกอปรกลวิธี เพโทบายมี
มหันตเลศมนตร์ยา  
๏ หวังลักนรนาถไคลคลา ไปไว้มหา
นิเวศเวียงบาดาล  
๏ แต่ปล่งปลอดเภทภัยพาล จะมีทหาร
ไปนำเสด็จกลับมา  
๏ ข้อเสด็จยืนยื่นหัตถา หักได้ฉัตรา
ในอักนิษฐ์พรหมินทร์  
๏ จะก่องเกียรติ์เกริ่นฟ้าดิน ทศเศียรอสุรินทร์
จะเสียชีวิตวายปราณ  
๏ พระบาทยันหยั่งบาดาล กฤษฎาราญมาร
จะเลื่องตะล่งวสุธา  
๏ เหตุนี้เสาร์จรจักมา เล็งยังลัคนา
จวบบาปเคราะห์โคจร  
๏ ขษณะได้เรืองแสงทินกร พระเคราะห์รุมรอน
จะสิ้นจะสุดหุดหาย  
๏ พระฟังพิเภกทูลทาย ให้จัดนิกาย
สุครีพเปนผู้ดูการ  
๏ ลูกลมอาสานฤบาล ยังเวทบันดาล
มหันตกายดำกล  
๏ เศียรจดพรหมชั้นเบื้องบน ชำแรกแทรกตน
ลงเหยียบศิลาปัฐพิน ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ อมเอาพลับพลามณิน อ้าโอษฐ์กระบิล
ไว้ช่องเปนทางไปมา  
๏ ขดหางวนวงโยธา บริรักษ์รักษา
คือเพชรไพพิมาน  
๏ ขุนอัษฎาทศทวยหาญ แบ่งกองปันการ
ออกลาดตระเวนด้อมมอง  
๏ นั่งยามตามไฟรายกอง แถวทางหว่างช่อง
ระมัดทุกหมวดตรวจตรา  
๏ สุครีพกำกับทวารา พระศรีอนุชา
พิเภกอยู่ทูลมูลิกร  
๏ สมัยนั้นไมยราพฤทธิรอน เปรมใจขจร
ด้วยล่วงเข้าราตรีกาล  
๏ สวมสรรพาภรณ์พิสดาร จับกล้องประธาน
กับสวดสะกดทัพไชย  
๏ ออกจากบาดาลโดยไว โลกธาตุหวาดไหว
ชำแรกขึ้นจากพสุธา ฯ  

ฯ ตะบองกัน ฯ

๏ ด้นดั้นเดินโดยหิมวา เร็วรีบหมายมา
ก็เห็นคีรีปราการ ฯ  

ฯ พันพิภพ ฯ

๏ ขุนยักษ์นิ่งนึกแหนงนาน เห็นสุดแรงหาญ
บอาจอุบายเบือนใจ  
๏ จึงเหิรหาสวู่ว่องไว สุดสายเมฆไป
บรรลุถึงชั้นพรหมา ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ไม่สิ้นแว่นวงภูผา มายังกาลา
คนิรุทรสุดปราการ ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ รีบขึ้นมาด้นไพรสาณฑ์ แฝงฟังบริพาร
กระบิลจะเจรจากัน  
๏ ฝ่ายพวกพานรพลขันธ์ นายไพร่แจจรร
เวียนตระเวนเกริ่นกราย  
๏ เคาะฆ้องร้องเรียกทักทาย กำชับกับหมาย
ทุกหมวดอย่าเห็นหลับนอน  
๏ ไมยราพครั้นยินอนุสร กริ่งใจอาวรณ์
จึงแปลงเปนพานรพล  
๏ เข้าพลอยตระเวนเดินวน แล้วถามยุบล
ว่าการนี้ใดชาวเรา  
๏ จึงทั่วถือตาทนเหงา เหตุผลหนักเบา
ฉันใดไป่รู้กิจการ  
๏ พานรต่างด่าขุนมาร ว่ามึงเซอะซาน
ไปซุ่มอยู่แห่งหนใด  
๏ กิจนี้พิเภกทูลไท คาดพระเคราะห์ใน
แลเสาร์มาเล็งลัคนา  
๏ ภัยรุมรึงร้ายสหัสา ขษณะได้ดารา
ประกายพรึกเพ็ญพรรณ  
๏ จะสุดเขตเคราะห์สิ้นกัน พวกเราจะพลัน
ได้เอนสกนธ์นิทรา  
๏ ไมยราพฟังอรรถปรีดา ลอดหลีกออกมา
ให้พ้นกระบิลบริพาร  
๏ เสียเพศพานรคงมาร หันหาสเหิรทะยาน
ไปโดยวิธีอัมพร ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ยั้งยอดโสฬสสิงขร เทิงเทียมทินกร
อันยาตรจะยื่นหยิบมา  
๏ ไกวแกว่งกล้องเพชรเจษฎา ฉายช่วงเมฆา
เปนดวงประกายพรึกพรรณ ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ พลพานรไม่สำคัญ เห็นมายาอัน
ประจักษ์ว่าดาวดีใจ  
๏ ร้องบอกเพื่อนให้ดูไป ว่านักขัตอะไร
ปรากฏจะรุ่งราตรี  
๏ เปลื้องปละกังขาราคี ชวนกันยินดี
ก็เอนสกนธ์นิทรา  
๏ ทุกหมวดไพร่นายดาษดา ใต้พุ่มพฤกษา
แลเชิงคีรีรายไป  
๏ บ้างละเมอครางกรนจามไอ เพ้อพึมหายใจ
ฝิดฝอบไม่เปนสมประดี  
๏ ขษณะนั้นไมยราพยักษี ลงจากคีรี
มาดลที่ชุมบริพาร ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ หยุดยืนเหนือลมขุนมาร อ่านเวทพิศาล
พิเศษประกับเป่ายา  
๏ เรี่ยโรยโดยคาบสามครา ทั่วหมู่โยธา
ก็หลับบรู้สึกตน ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ อสูรย่องมากลางพล ลากลิงลองมนตร์
บตื่นก็เปรมปรีดา  
๏ เหลือบชำเลืองเห็นขุนพา ยุบุตรดาลอา
นุภาพดูอัศจรรย์  
๏ รำพึงในใจกุมภัณฑ์ ว่าลิงนี้มัน
สมรรถฤทธิเรืองไชย  
๏ จึงร่ายเวทสาดยาไป บันดาลหลับใหล
ทั้งศรีสุครีพหนุมาน ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ ย่องเข้าโดยมุขทวาร มุ่งมาถึงสถาน
สุวรรณราชพลับพลา ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ จึงเห็นพิเภกอสุรา กับพระอนุชา
อยู่บริรักษ์บรรทม  
๏ ด้อมเข้าหว่านยาโรยลม วิทยาคมพรหม
ชะงัดระงับนิทรา ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ ขุนมารขึ้นสู่พลับพลา ไปดลมหา
บรรจถรณ์ราชด้วยพลัน  
๏ เข้าแท่นแทบท้าวยืนยัน เพ่งเพียงสำคัญ
คำนึงในใจอสุรี  
๏ เพื่อกิจหฤทัยชนนี ใฝ่ฝ่อฤทธี
มนุษย์อันน้อยปานใด  
๏ คิดแล้วช้อนองค์ภูวไนย อุ้มพาออกไป
โดยโอษฐ์กำแหงหนุมาน  
๏ รีบชำแรกลงบาดาล ไปดลดงตาล
ที่ท้ายนครกุมภัณฑ์  
๏ ไว้นรในกรงเหล็กพลัน เกณฑ์หมู่พลขันธ์
เก้าโกฏิอสูรรักษา  
๏ จึงโองการสั่งเสนา ให้ตั้งโลหา
กันทะระดมอัคคี  
๏ เร่งใช้พิรานารี ไปตักชลธี
มาใส่จงทันเวลา  
๏ ขษณะได้เรืองแสงสุริยา จะลวกรามา
แลไวยวิกพร้อมกัน  
๏ สั่งเสร็จสมเด็จกุมภัณฑ์ ไปดลสุวรรณ
บรรจถรณ์สถิตนิทรา ฯ  

ฯ กล่อม ฯ

๏ ฝ่ายวายุบุตรศักดา สร่างฤทธิ์มนตร์ยา
ดำรงสติตื่นตน  
๏ จึงเรียกสุครีพบัดดล แถลงกิจวิจล
ประจักษ์บังเกิดกินใจ  
๏ ว่าพระน้าจงรีบไป ดูภูวนัตตรัย
ยังที่พลับพลาทองธาร  
๏ สุครีพแว่วเสียงหนุมาน ตื่นตนลนลาน
มาสู่พลับพลารูจี  
๏ จึงเห็นพิเภกอสุรี กับองค์พระศรี
อนุชเน่งนิทรา  
๏ ขุนกระบิลเปลี่ยนใจรีบมา ดลอาสน์อาภา
บยลสมเด็จกระษัตรีย์  
๏ พานรเศร้าโศกแสนทวี ทุ่มทรวงโศกี
รำพันพระคุณภูธร ฯ  

ฯ โอด ฯ

๏ ครั้นต่อคลายเทวษอาวรณ์ ลูกไททินกร
ก็ปลุกพระศรีอนุชา  
๏ กับพระยาพิเภกอสุรา ร้องบอกกิจจา
แก่บุตรพระพายด้วยพลัน  
๏ ฝ่ายน้องนารายณ์รังสรรค์ โกรธคือเพลิงกัลป์
อุโฆษพิกาศบัญชา  
๏ ว่าเหวยทวยเทพสุรา ไยอวยวิทยา
แก่มารฉกรรจ์จัญไร  
๏ จึงทรงพรหมาสตร์ศรไชย น้าวหน่วงว่องไว
จะแผลงด้วยแรงอินทรีย์  
๏ สุครีพพิเภกอสุรี ทัดทูลบทศรี
ด้วยคำอันเสี่ยมสาทร  
๏ เพื่อกิจบควรจะรอน ให้สามัญมร
ณาศด้วยไกรจักรปราณ  
๏ ธค่อยตัดนิ้วร้ายราน โดยธรรมวิจารณ์
อันยุติเบื้องบูรพา  
๏ น้องท้าวฟังสองเสนา ซบโทรมนัสา
พิลาปลาญหฤทัย  
๏ เซียบโศกสาหัสกลัดใจ ลำบากยากไกล
บูเรศพเนจรพล ฯ  

ฯ โอด ฯ

๏ ลูกลมยินการวิจล แสนโศกทบทน
เทวษร้อนรึงใจ  
๏ รีบมาดลพลับพลาไชย กลิ้งเกลือกกายใน
สถานประชุมโยธา  
๏ สองมือทาบทุ่มอกอา ดูรดุจชีวา
จะวอดวินาศขาดปราณ ฯ  

ฯ โอด ฯ

๏ ฝ่ายสิบแปดมงกุฎบริพาร สิบหมู่ทวยหาญ
ทั้งสองบุรีโจษจน  
๏ แสนทุกข์ระทดทอดตน เศร้าหมองนองชล
เนตรทั้งทัพไชย  
๏ พิเภกทรงโศกาลัย ทูลน้องภูวไนย
ว่าการจะนานเสียที  
๏ ขอให้นัดดาพาลื ตามไปราวี
อันเชิญพระบาทเสด็จมา  
๏ พระฟังน้องเจ้าลงกา เอื้อนอรรถบัญชา
สั่งขุนกระบิลลูกลม  
๏ หนุมานนบนิ้วประนม ถามทางทุรคม
พิเภกก็บอกมรคา  
๏ พานรผูกใจโกรธา สำแดงเดชา
นุภาพแผ่นดินไหว  
๏ แกว่งตรีเพชรพรายคือไฟ เร็วรีบตามไป
บรรลุยังสระบุษบัน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ก่องเบญจกุสุมโสพรรณ ดอกใบแกมกัน
สโรชเบิกบานขจี  
๏ บ้างโรยรสเรณูมี แมลงผึ้งภุมรี
มาเวียนเอาซาบอาบละออง  
๏ ลูกลมหักก้านบัวทอง แทรกกายาผยอง
ยังไส้ประทุมลอดไป ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ จึงเห็นกำแพงด่านไศล ขวางมรคาลัย
สกัดวิถีทางจร  
๏ ขุนกระบิลสำแดงฤทธิรอน ทงานสิงขร
ขึ้นหักซึ่งซุ้มศิลา ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ฝ่ายพลโกฏิมารรักษา เห็นการโกลา
ก็โกรธพิโรธรุกราญ  
๏ โซมพุ่งสรรพศาตรสังหาร เร่งโยธามาร
ประนังเข้ารุมรอนรัน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ลูกลมเผ่นโผนเห็จหัน เข้ากลางกุมภัณฑ์
แต่ตัวผู้เดียวดูหาญ  
๏ สองมือฉวยรวบพลมาร ฟัดฟาดผาดผลาญ
อสูรเสร็จเตร็ดมา ฯ  

ฯ เชิด โอด ฯ

๏ สบสารใหญ่สูงเสมอผา เริงร่าสองงา
กายากำยำยืนทาง  
๏ ยังยังมันอ้อมอาบคาง บังหูโก่งหาง
ทะลวงออกไล่ลุมแทง ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ จึงศรีหนุมานกำแหง ออกรณสำแดง
ประภาพง้างคอสาร  
๏ หักพับพ่ายสมรล้มลาน กลิ้งเกลือกเสือกปราณ
พินาศคือคิรี  
๏ รีบเร็วไปโดยวิถี ดลขุนเขามี
ประเทศกั้นมรรคา  
๏ กระทบกันก้องโกลา เปล่งเปลวหุดา
โพลงพลุ่งขึ้นเต็มอัมพร  
๏ ขุนกระบิลผาดแผลงฤทธิรอน โถมถีบสิงขร
ก็แตกเปนจุณธุลี  
๏ เพิกพังทบท่าวธรณี ล่องหล่งวิถี
จึงเหาะมาโดยคัคนานต์ ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ สบฝูงยุงเติบตัวหาญ เท่าแม่ไก่ปาน
แลบินวะว่อนวงวน  
๏ เข้าตอมเกาะกินทั่วตน ลูกลมพองขน
ไล่ตบขยี้บมินาน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ยุงตายตกกลาดทิศสถาน คำแหงหนุมาน
ก็รีบมาลุสระสรง  
๏ อันอาเกียรณ์เบญจบุษบง นิ่งนึกฉงนงง
หนทางจะจรสืบไป  
๏ ฝ่ายมัจฉานุชาญไชย เฝ้าด่านชั้นใน
สถิตยังสระสาทร  
๏ สอดสวมวิภูษณาภรณ์ เห็จขึ้นเขจร
ตระเวนอรัญวิถยา  
๏ ผาดเห็นหนุมานแว่วมา ขุนกระบิลมัจฉา
จึงร้องว่าเหวยลิงพาล  
๏ ไยมึงไม่รู้จักการ วาระถึงปราณ
ด้วยหลงมาเข้าด่านดล  
๏ ลูกลมฟังพลางคิดฉงน ลิงเล็กนี้กล
ใดหางจึงเปนมัจฉา  
๏ คิดแล้วร้องตอบวาจา ว่าเหวยพาลา
กระบินทกล่าวเกินตัว  
๏ หาญอ้างเดชกูน่ากลัว ใฝ่รณบัดหัว
จะเด็ดออกกลิ้งกลางดอน  
๏ มัจฉานุเต้นตบกร ว่าแม้ลิงจร
ยังหาญบรู้สึกตน  
๏ ว่าพลางเกรียงโกรธานนต์ ผลุนเข้าประจญ
กำลังบคิดกายา ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ หนุมานจับได้มัจฉา ฟาดกับพสุธา
ก็เกลื่อนกระเด็นกายกร  
๏ มัจฉานุไม่ม้วยมรณ์ กลับเข้าราญรอน
ประยุทธคำแหงลูกลม  
๏ โถมถีบหนุมานตกจม สาครเริงชม
ไชเยศสำรวลไยไพ  
๏ ลูกลมผุดขึ้นทันใด ดาลเดือดดังไฟ
ทะยานเขารวบมัจฉา  
๏ ขว้างไปถูกเขามหิมา เหลี่ยมลานเพิงผา
ก็แตกกระจายเปนจุณ  
๏ มัจฉานุแผล็วโผนผลุน เขม้นมุหมุน
เข้าต่อคำแหงหนุมาน  
๏ สองหาญต่อหาญประหาร ฟ้าดินเกิดการ
วิจลอื้ออัศจรรย์ ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ลูกลมตริพลางถามพลัน เอ็งเปนพงศ์พันธุ์
ประยูรด้าวแดนใด  
๏ แต่กูเคยแผ้วรณชัย ยังไป่เห็นใคร
จะเทียมจะทัดเอ็งเลย  
๏ มัจฉานุตอบสารเฉลย ว่าวานรเหวย
ประสงค์จะรู้เพื่อใด  
๏ ฟอกูหนุมานเรืองไชย คู่เคี่ยวศึกไว
ยกูณฐ์ราชหริรา  
๏ แม่ชื่อสุพรรณมัศยา กูชื่อมัจฉา
นุราชเรืองฤทธิรงค์  
๏ พระยามารประสาทแว่นวง เลี้ยงดูเปนองค์
โอรสอยู่เฝ้าด่านใน  
๏ เอ็งเร่งกลับหลังคืนไป อย่าดื้อถือใจ
จะหักด้วยฤทธิ์แรงตน  
๏ ลูกลมครั้นยินยุบล สมประดีดาลดล
ตระลึงรำพึงอาลัย  
๏ ว่าโอ้อนาถน้ำใจ ดังฤๅลูกใน
อุระมาสู้บิดา  
๏ เรานี้หนุมานฤทธา มาตามนรา
ธิราชยังบาดาล  
๏ รอยบุญนำพ่อมาพาน พบยอดสงสาร
สิเนหของบิดร  
๏ มัจฉานุเต้นตบกร ว่าลิงสัญจร
ช่างเรียบแต่เท็จพาที  
๏ พ่อกูผู้ฤทธิ์ราวี สิ่งสำคัญมี
ที่หาวเปนดาวดวงเดือน  
๏ สามัญพานรห่อนเหมือน เอ็งอย่าลวงเลือน
ประสมประสานมารยา  
๏ ลูกลมปริ่มเปรมปรีดา สำแดงเดชา
ในห้องพิกาศหาสหาว  
๏ หลั่งเลื่อนสุริยจันทร์เรียบราว เมฆเกลื่อนดวงดาว
กระจ่างจำรัสธรณี  
๏ มัจฉานุเห็นฤทธี แน่ใจว่าบี
ตุเรศเศร้าเสียใจ  
๏ เข้าแทบบาทนบอภัย ว่าลูกยังไป่
ประจักษ์ว่าบิตุรงค์  
๏ จึงหาญเหิมเข้ายุทธยง ขอท่านไปล่ปลง
มหันตเวราราญ  
๏ วอนพลางกอดบาทหนุมาน แสนโศกด้วยการ
บพบมาพบพานกัน ฯ  

ฯ โอด ฯ

๏ หนุมานปลอบพลางรับขวัญ ลูบหน้าหลังพลัน
สุชลเนืองนองตา  
๏ อุ้มเอาบุตรแอบอุรา จุมพิตพักตรา
ว่าเราทั้งสองพบกัน  
๏ รอยเบื้องบุญนำมาพลัน สบแก้วตาอัน
ชำนาญในรณราวี  
๏ ขษณะนี้เล่าจงปรานี ช่วยแนะวิถี
ให้พ่อไปดลแดนมาร  
๏ มัจฉานุนบสนองสาร ว่าจอมบาดาล
ได้มีพระคุณเลี้ยงมา  
๏ ทัดเท่าเทียมคุณบิดา จะบอกมรคา
ดังฤๅจะควรแก่ตัว  
๏ ถึงท่านเปนพ่อก่อหัว ไป่อาจบอกกลัว
ดำเนียนแลบาปเบียฬตน  
๏ เดิมพ่อแทรกมาได้ดล จงคิดผ่อนปรน
แต่ควรด้วยปรีชาญาณ  
๏ ลูกลมฉลาดอาจหาญ รำพึงฟังการ
ก็แจ้งประจักษ์ใจจง  
๏ โผนเข้าหักก้านบุษบง แทรกกายาลง
ยังไส้ประทุมลอดไป ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ จึงเห็นปราการเวียงไชย พลมารเนืองใน
สถานนั้นคณนา  
๏ นับด้วยโกฏิแสนสังขยา เกริ่นกรายตรวจตรา
จังหวัดนิเวศบริบาล  
๏ ลูกลมร่ายเวทบันดาล บให้หมู่มาร
ทั้งปวงประจักษ์เห็นกาย  
๏ ขึ้นสู่แมกไม้ใกล้ชาย สาครมั่นหมาย
จะฟังรหัสเหตุการณ์ ฯ  

ฯ เชิด เจรจา ฯ

๏ ขษณะนั้นพิรากวนมาร อุ้มหม้อตักธาร
มาถึงที่ฝั่งชลธี  
๏ ทรุดนั่งลงร่ำโศกี ว่าจวนสุริย์ศรี
จะรุ่งอรุณเวลา  
๏ โอ้ชีพไวยวิกลูกยา จะจำมรณา
กับนาถนารายณ์ทรงธรรม์  
๏ เพราะอ้ายไมยราพโมหันธ์ อิสสารมณ์มัน
เปนพาลจิตมิจฉา  
๏ บเอื้อเฟื้อญาติคณา รับกู้ลงกา
ไปจับพระรามมาดล  
๏ ธบได้พ้องผิดกับตน ก่อโกลาหล
ด้วยกิจอันใช่การงาน  
๏ ขอจงทวยเทพบริพาร ช่วยแก้กันดาร
พินาศให้ปลอดไป  
๏ ร่ำพลางนางโศกาลัย ซบเสือกกายใน
ประเทศฝั่งวารี ฯ  

ฯ โอด ฯ

๏ หนุมานครั้นยินวาที สำแดงอินทรีย์
ปรากฏเฉพาะนางมาร  
๏ แถลงกิจโดยนฤบาล ว่าอย่าเกรงการ
พินาศอันถึงลูกชาย  
๏ จงเร่งตริตรองปองหมาย พาเราผาดผาย
ไปดลนิเวศภายใน ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ อสูรถอนใจจนใจ จะคิดกลใด
ก็ขัดทำนองทุกอัน  
๏ ด้วยทวารนิเวศกุมภัณฑ์ เข้าออกขึ้นชัน
สูตรเปนตราชูยนต์  
๏ พิจารณาผู้คนแปลกปน ไป่คิดเห็นกล
อันใดจะเสร็จจินดา  
๏ ลูกลมตอบคำอสุรา จะข้ามสิมา
ไปดลนิเวศกุมภัณฑ์  
๏ พิรากวนตอบคำพลัน ว่าจักรกรดอัน
วิเชียรพรหมบันดาล  
๏ ผันพัดอยู่เหนือปราการ บริรักษ์ราชฐาน
บคลาดทิวาราตรี  
๏ ขษณะได้ล้างจักรยับยี จะเกิดโกลี
อสูรรุมราญรอน  
๏ หนุมานเฉลยสารสุนทร จะกลายกายกร
บันดาลไปเปนแมลงวัน  
๏ นางมารตอบพานรพลัน ว่าการจวนกัน
ดำริจะเกินการไป  
๏ ท่านจงแปลงตัวเปนใย ห้อยชายสไบ
เห็นการจะเสร็จสงกา  
๏ ลูกลมบันเทิงปรีดา บันดาลกายา
เปนใยประทุมทันที ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ อสูรครั้นยลยินดี ไปตักวารี
แล้วรีบมาดลเวียงไชย ฯ  

ฯ เพลง ฯ

๏ ขึ้นสู่คันชั่งทันใด เงี่ยหนักเอียงไป
กว่าเดิมประมาณผงคลี  
๏ ตราชูหักลงทันที เกิดการโกลี
อสูรเนื่องนับพัน  
๏ เข้าล้อมพิรากวนพลัน เถียงถามอึงกัน
ในที่ทวารโจษจน ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ นางมารตอบหมู่มารพล ว่าตราชูยนต์
นี้นานมาหลายโกฏิปี  
๏ จึงหักซบโทรมธรณี บควรยักษี
จะรุมกินแหนงเราไย  
๏ เถียงพลางพลางรีบเดินไป ดลพระลานไชย
ก็บอกกำแหงหนุมาน  
๏ ว่าไมยราพนิทรเนาสถาน เฉียงนี้ดงตาล
ที่ไว้นารายณ์ในกรง  
๏ นั่นที่สนามลองจัตุรงค์ ไว้ตรุจำคง
ไวยวิกากุมภัณฑ์  
๏ ผิวท่านขัดสนการอัน จะทำจงพลัน
ถามเราจะแจ้งกิจจา  
๏ ลูกลมรับคำอสุรา แล้วรีบตรงมา
ยังท้ายนครดงตาล ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ สะกดท้ายแสนยามาร เข้าไปดลสถาน
นเรศอันนิทรา ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ พานรก้มกราบวันทา จบบาทนรา
ธิราชร่ำโศกี ฯ  

ฯ โอด ฯ

๏ แล้วช้อนเชิญองค์กระษัตรีย์ ทูนเศียรกระบี่
ระเห็จขึ้นสู่อัมพร ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ไปดลสุรกานต์สิงขร คำแหงพานร
มาสู่ที่ถ้ำเพชรพราย ฯ  

ฯ ปฐม ฯ

๏ ประกาศทวยเทวนิกาย ว่านรนารายณ์
มาแผ้วประยูรอาธรรม์  
๏ โดยสัจแห่งข้ารำพัน ขอแท่นทองพรรณ
จงผุดขึ้นรับกระษัตรีย์  
๏ ครั้นสิ้นสัตยาวจี แท่นทิพมณี
ก็ผุดตระบัดบคลา ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ กระบิลบันเทิงปรีดา วางนรไสยา
ทิพบรรจถรณ์ทองธาร  
๏ ฝากฝูงสุเรนทร์บริบาล นบบาทบทมาลย์
บดินทรอยู่สวัสดี  
๏ แล้วพานรเรืองราวี มาดลมนทรี
ขึ้นยืนบนรัตน์บัญชร  
๏ แผดร้องปลุกมารกำธร ว่ามึงมัวนอน
บรู้พระกาฬตามมา  
๏ ขุนมารผวาตื่นนิทรา ตระลึงจินดา
คะนึงในคำมารดร  
๏ กับโหรทายฆาฏเคราะห์จร แน่ชีพจะมร
ณาศเศร้าเสียใจ  
๏ ตระลึงสมประดีอาลัย ยิ่งคิดคิดไป
ก็ท้อระทดแรงราญ  
๏ แล้วหุนมานะใจมาร ว่าจะเกรงการ
พินาศนั้นเพื่อใด  
๏ กูชาติอาชาไนย ถึงจะบรรลัย
ก็ตามแต่เวรเวรา  
๏ คว้าได้พระขรรค์เจษฎา หมายหมุนผลุนมา
ประยุทธคำแหงหนุมาน  
๏ ลูกลมต่อรณรุกราญ แกว่งตรีประหาร
อสูรเลือดลุมตน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ไมยราพจับจักรารณ ขว้างด้วยฤทธิพล
บันดาลเปนเพลิงพลุ่งพราย ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ลูกลมแกว่งขรรค์ท้าทาย ฟาดจักรหักหาย
อัคนีโหดจำราญ ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ไมยราพสาดศรสังหาร เต็มทั้งคัคนานต์
สำเนียงบันฦๅคือฝน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ หนุมานว่องไวยิ่งยนต์ ไล่รวบศรพล
ขยี้บทันพรับตา  
๏ เต้นตบมือหยันยักษา ว่าชีพอสุรา
จะเหี้ยนจะหุดสุดหาย  
๏ ยักษ์จับกระบองเพชรพราย ขว้างด้วยแรงกาย
สนั่นบันฦๅโลกา  
๏ หนุมานเผ่นผยองเวหา ฉวยได้คทา
ทะยานเข้าตีขุนมาร ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ อสูรหลีกล้มก้มกราน สรรพศาตรจะราญ
กระบิลก็สิ้นสุดไป  
๏ ระอาออกมืออ่อนใจ ทอดถอนหฤทัย
ตระลึงรำพึงพิศวง  
๏ หวังกอปรกลมายายง ลวงลิงให้หลง
ในธรรมรณอุบาย  
๏ กูไม่มีจิตกับกาย วานรจะตาย
แต่โดยฝีมือกูตี  
๏ ตริแล้วอสูรวาที ว่าเหวยกระบี่
ผู้เชื่องชำนิรอนรณ  
๏ แต่เราสองต่อฤทธิพล ต่างเดชละกล
ก้ำกึ่งบเก่งกว่ากัน  
๏ ควรจะสงครามตามธรรม์ เอาตาลสามพัน
มาบิดเข้าผลัดกันตี  
๏ หนุมานครั้นยินยินดี หมายใจอสุรี
จะม้วยบพักยากใจ  
๏ จึงตอบขุนมารทันใด ว่าเรากริ่งไป
แต่ท่านจะเท็จพาที  
๏ ไมยราพตอบคำกระบี่ สามัญอสุรี
ก็นับกูเปนจอมมาร  
๏ แม้นกูกอปรเท็จบรรหาร เทพอย่าบริบาล
ให้ชีพอยู่ครองวัน  
๏ แต่เอ็งมาต่างแดนกัน เปรียบสัญญาอัน
จะตีกูตีก่อนมึง  
๏ ลูกลมสมดุจรำพึง ชวนกันบหึง
มาดลประเทศดงตาล  
๏ พานรลงนอนบนาน ร้องเรียกขุนมาร
มาตีกูดูฝีมือ  
๏ อสูรถอนตาลบันฦๅ ควบบิดเข้าคือ
จะฟาดพระเมรุล้มลาญ  
๏ กุมสองมือเคียงประหาร สามทีหนุมาน
ก็จมลงในธรณี ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ กระบิลไม่ม้วยชีวี ลุกจากปัฐพี
เข้าชิงกระบองกุมภัณฑ์  
๏ ว่ากลัวตายไหว้กูพลัน จะไว้ชีวัน
หาไม่บรอดวอดวาย  
๏ อสูรโกรธเพียงเพลิงพราย ว่ากูกลัวตาย
แลฤๅจึงกล่าวไยไพ  
๏ แล้วนอนยังดินบัดใจ ร้องว่าไวไว
มาตีกูตามสัญญา  
๏ พานรเงือดเงื้อคทา ประหารอสุรา
สนั่นบันฦๅธรณี  
๏ เศียรบาทขาดหวิ้นอินทรีย์ บัดติดคือดี
ดังเดิมบได้วายปราณ  
๏ ลูกลมฉีกอกขุนมาร ขว้างโดยคัคนานต์
ก็ปลิวไปบนเสมา  
๏ ถูกจักรกรดซึ่งรักษา ปราการพารา
ระทมทำลายลงพลัน  
๏ อสูรไม่ม้วยชีวัน ผลุนเข้าประจัญ
กระบิลด้วยแรงราวี ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ พานรถีบถูกยักษี หันซวนเสียที
ก็ล้มยังพื้นวสุธา  
๏ กระบิลเหยียบอกอสุรา รำพึงสงกา
ก็หลากประหลาดแก่ใจ  
๏ จึงถามพิรากวนไป ไมยราพฉันใด
จึงฆ่าไม่สิ้นสุดปราณ  
๏ นางยักษ์แถลงเลศบนาน ว่าเจ้าบาดาล
ชีวิตไม่อยู่กับกาย  
๏ ผิดสามัญมารทั้งหลาย ขอท่านทำลาย
ตรีกูฏคีรีจงพลัน  
๏ จับแมลงภู่ชีพกุมภัณฑ์ ขยี้จึงมัน
ละเอียดอสุรจักปราณ ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ ขุนพานรได้แจ้งการ ยืดกายบันดาล
พ้นพฤกษเพียงพรหมา  
๏ ง้างเงื้อมตรีกูฏภูผา จับได้ภุมรา
มาชูตรงพักตร์อสุรี ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ แล้วกล่าวเยาะหยันยักษี พลางยี่ชีวี
อสูรสิ้นสุดปราณ ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ขรรค์ฟาดฟอนเกล้าบนาน เหวี่ยงซากศพมาร
ไปทุ่มลงยังชลธี  
๏ เอิกเกริกเทพทุกราศี ครุฑานาคี
สำเริงสำราญบานใจ ฯ  

ฯ สาธุการ ฯ

๏ พานรมาดลเวียงไชย จึงเษกองค์ไวย
วิกเปนจอมบาดาล  
๏ พร้อมราชสิริยศถ้วนการ มัจฉานุกุมาร
เปนอุปราชเอกองค์ ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ แล้วรีบเร็วมาโดยจง เข้าแทบบาทบงสุ์
นเรศรอันนิทรา  
๏ นบอัญเชิญเหนืออังสา คีบเศียรอสุรา
เร็วรีบระเห็จเหาะทะยาน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ถับถึงพลับพลาทองธาร วานรเนาสถาน
วิเชียรบรรทมพลัน  
๏ พอเรืองทิพาพุ่งพรรณ ลูกลมอภิวันท์
พระนุชด้วยภักดี  
๏ ฝ่ายหมู่มุขมาตย์มนตรี ทั่วไพร่นายมี
มโนบันเทิงปรีดา  
๏ ขณะนั้นนรฟื้นนิทรา สนานคันธธารา
อลังวิภูษพรายผจง  
๏ กรกุมขรรค์เพชรฤทธิรงค์ บทบาทยรรยง
มาออกยังมุขพลับพลา  
๏ ตรัสแก่องค์อัครนุชา ว่าพ้นเวลา
พระเคราะห์จะสิ้นสุดปราณ  
๏ พระลักษณ์แทบทูลรำพัน โดยดังเหตุอัน
อุบัติในราตรีกาล  
๏ นรนาถนิ่งนึกแหนงนาน แล้วเบี่ยงบรรหาร
ประภาษแก่มิ่งมนตรี  
๏ ว่าเราไม่รู้สมประดี พระนุชพาที
ฉะนั้นยังเปนฉันใด  
๏ ท้าวพระยาพานรแน่นใน หน้าฉานทูลไข
ดังคำพระลักษณ์ภูมินทร์  
๏ พระถามหนุมานกระบิล ไมยราพอสุรินทร์
มันเปนดังฤๅพานร  
๏ ตัวท่านสิได้ราญรอน มีสำคัญกร
ฉันใดซึ่งได้ผลาญมาร  
๏ ลูกลมนบนอบทูลสาร โดยได้ทำการ
ด้วยยากลำบากทุกอัน  
๏ แล้วถวายศีรษะกุมภัณฑ์ เปนสิ่งสำคัญ
ที่รณรงค์ราวี  
๏ ภูวเพ่งพิศเศียรอสุรี แล้วมีวาที
สรรเสริญคำแหงหนุมาน  
๏ ว่าเจ้าผู้อรรคทหาร สู้สิ้นเสียปราณ
ด้วยใจอันเพียบภักดี  
๏ ความชอบเชิดฟ้าธาตรี บหวังใดมี
จะปูนบำนาญพานร  
๏ ขษณะใดเสร็จการราญรอน จะแบ่งนคร
อโยทธน้อมบำนาญ ฯ  
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ