ประชุมคำพากย์รามเกียรติ์ ภาค ๖ ตอน พระรามประชุมพล

๑๖

๏ พระทรงทิพาภรณ์ไพ บูลย์เพียงสหัสนัยน์
อันยาตรยังพสุธา  
๏ สอดแล่งแสงศรโสภา กรายกรยาตรา
ขึ้นสู่พิไชยรถทรง  
๏ สุครีพสั่งให้โบกธง คลี่คลายจัตุรงค์
สะท้านสะเทือนหิมวา  
๏ ประโคมฆ้องกลองโกลา สรรพสัตวคณา
ก็ตี่นตระหนกอัศจรรย์  
๏ โพยมพยับอับแสงสุริยัน หมอกมืดเปนควัน
ชอุ่มชอ่ำอัมพร  
๏ ถึงคันธพฤกษสิงขร หยุดยั้งนิกร
ก็ตั้งเปนค่ายรายทงัน ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ ฝ่ายราพณาสูรกุมภัณฑ์ เห็นลงกาอัน
วิจุณเกรียงเกรียมใจ  
๏ สั่งเปาวนาสูรเร่งไป ยังสวรรค์ครรไล
ให้หาพระพายมาพลัน  
๏ อีกทั้งพระพิรุณรังสรรค์ พระเวสสุกรรม์
ว่ากูให้เร่งลงมา  
๏ จึงเปาวนาสูรยักษา รับสุรบัญชา
ก็เหาะระเห็จเตร็ดพลัน  
๏ ไปหาพระพิรุณเทวัญ พระวิษณุกรรม์
ทั้งองค์พระพายผู้ไกร  
๏ สามเทพก็รีบลงไป สู่ที่เฝ้าใน
ระหว่างนิกรกุมภัณฑ์ ฯ  

ฯ เหาะ ฯ

๏ พระยามารซั้นสั่งด้วยพลัน พระพิรุณรังสรรค์
จงตกลงดับอัคคี  
๏ พระพายพัดพื้นปัฐพี เป่าปัดผงคลี
ไปทุ่มเสียท้องสมุทรไท  
๏ พระเวสสุกรรมเร่งไป รังสรรค์เวียงไชย
สิงหาสน์วิมานยรรยง  
๏ ให้เหมือนเมืองเก่าคืนคง บริเวณแว่นวง
เร่งสรรพประดับรจนา ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ พระพิรุณรับสั่งยักษา ไขสหัสธารา
ให้ตกลงดับอัคคี  
๏ พระพายพัดเถ้าธุลี เตียนรื่นบุรี
แลราบดังหน้ากลองไชย  
๏ พระวิษณุกรรมจึงไป สรรค์ปราสาทไชย
สิงหาสน์พิมานไพชยนต์  
๏ ดังไตรตรึงษ์สวรรค์ชั้นบน นพรัตน์แกมกล
กระหนกรัตนชัชวาล  
๏ เสร็จโดยเทวฤทธิ์นฤมาณ เขื่อนค่ายปราการ
จำรัสทิพาราตรี ฯ  

ฯ เหาะ เจรจา ฯ

๏ จึงอสูรผู้ปิ่นธรณี พาองค์มหิษี
สถิตปราสาทรจนา  
๏ เสด็จดลสิงหาสน์เจษฎา ท่ามกลางมาตยา
จึงปิ่นอสูรบัณฑูร  
๏ เหวยมโหทรเปาวนาสูร นคเรศแต่บูรพ์
กับใหม่จะเห็นฉันใด  
๏ สองเสนามารเฉลยไข ว่าสมเด็จไท
สหบดีพรหมา  
๏ ให้เวสสพรหมรจนา ตั้งแต่งลงกา
ยุติมาจวบอันตราย  
๏ สรรพคร่ำคร่ายับทำลาย กษัตริย์สืบหลาย
พระองค์ดำรงธรณี  
๏ นี้วิษณุเทพสรรค์ศรี พิภพเห็นดี
สะอ้านสะอาดโอฬาร์  
๏ เฉกเวียงสุทัศนเทวา ควรจอมโลกา
จะหลั่งพหลเลียบเมือง  
๏ ทฤษฎีค่ายคูขนัดเนือง ป้อมค่ายรายเรือง
จำรูญจำรัสตรัสไตร  
๏ ทศเศียรรื่นเริงหฤทัย ให้เทียบพลไกร
กระบวนพยุหยาตรา  
๏ ตั้งราชวัติฉัตรไสวมา สองข้างมรรคา
ประดับประดิษฐ์ดูดี  
๏ แล้วราพณาสูรยักษี สวมรัตนราชี
พิพัฒน์พรรณาภรณ์  
๏ ทรงไชยศาตราถ้วนกร ยุรยาตรบทจร
มาขึ้นยังราชรถทรง ฯ  

ฯ บาทสกุณี ฯ

๏ พรั่งพร้อมพลพหลจัตุรงค์ แวดล้อมกันกง
ออกจากนิเวศเวียนมา  
๏ เบียนบงนัยน์เนตรทัศนา เมิลเมียงคฤหา
มหาปราสาทมณเฑียร  
๏ ลวดลายเลขาอาเกียรณ์ แกมแก้วกองเนียร
มิตทุกสิ่งสรรพการ  
๏ ซุ้มทวารบานบังชัชวาล นางจรัลแลลาน
อรินทรย่อแต่ไกล  
๏ ป้อมค่ายเขื่อนคั่นชั้นใน เรียงโรงคชไกร
อัศวรถเรียบรัน  
๏ ถัดแถวทิมคลังโรงสรร พายุทธถ้วนกัน
เจริญสง่าธานี  
๏ เสร็จเลียบเล็งรอบนัครี ท่านท้าวทศศีร์
ให้กลับพยุหคืนวัง  
๏ ขึ้นเถลิงสุรกานต์บัลลังก์ มาตยาหน้าหลัง
สะพราดทุกหมู่บริพาร  
๏ ตรัสสั่งพิโรธามาตย์มาร ให้เลี้ยงทวยหาญ
แลหมู่พหลมนตรี  
๏ จึงพิโรธามาตย์อสุรี วิ่งเปนสิงคลี
มาสั่งให้หมายบอกไป ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ทั่วหมู่วิเสทนอกใน ขุนโภชาไช
ยบานมาตั้งเรียงกัน  
๏ กับแกล้มปิ้งจี่มี่มัน กระทิงถึกหัน
สุกรพะแนงแกงควาย  
๏ ฝูงยักษ์โยธาทั้งหลาย กินอยู่สบาย
สำเริงสำราญโอฬาร์ ฯ  

ฯ เสมอลา ฯ

๏ จอมราพณ์อสุเรศปรีดา เสด็จสู่ไสยา
ยังห้องวิเชียรปรางค์ทอง ฯ  

ฯ กล่อม ฯ

๏ จนบูรพพระฮามระรอง เซ็งเสียงฆ้องกลอง
ประโคมอุทัยไขแสง  
๏ ทวยเทพสังหรณ์สำแดง นิมิตร้ายแรง
ด้วยเหตุจักวอดวาย  
๏ ขุนมารผวาตื่นฟื้นกาย นิ่งนึกแหนงฉงาย
วิจลจิตอัศจรรย์  
๏ จึงอ่าองค์ออกโรงคัล เถลิงบัลลังก์อัน
รจิตในใต้ฉัตรา ฯ  

ฯ เสมอ ฯ

๏ สั่งสุกรสารให้ไปหา พิเภกเร่งมา
ยังท้องพระโรงอย่านาน  
๏ สุกรสารรับราโชงการ ด่วนดลลนลาน
ไปเชิญพิเภกเสด็จจร ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ พิเภกโสรจเสาวคนธ์ธร สวมรัตนาภรณ์
แล้วรีบมาเฝ้าอสุรา  
๏ ทศเศียรเห็นองค์อนุชา จึงแถลงกิจจา
บรรยายนิมิตอัศจรรย์  
๏ ว่าพี่หลับไหลใฝ่ฝัน คิชฌราชเผือกผัน
ผยองมาโดยบูรพา  
๏ ร่อนบินเล่นกลางเวหา มีแร้งดำมา
แต่ทิศประจิมจวบกัน  
๏ ต่างเข้าจิกตีบุกบัน ก้องโกลาครร
ชิตอื้ออัมพล  
๏ แร้งดำพ่ายแพ้บมิทน ปีกหางใหญ่ถกล
ก็ตกลงยังดินพลัน  
๏ ยังอันหนึ่งเล่าเราฝัน ว่าตามน้ำมัน
ประทีปด้วยกะลา  
๏ เอาชูไว้เหนือหัตถา สอดดูลงกา
ก็เรืองวิโรจน์โชติชวาล  
๏ สิ้นไส้ไฟลามเผาผลาญ กะลาบมิทาน
ก็ไหม้ลงติดหัตถา  
๏ พิเภกเร่งทักทายมา อย่าได้มฤษา
จะร้ายจะดีฉันใด ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ พิเภกรอบรู้แว่นไว ทูลทำนายใน
ยุติสุบินขุนมาร  
๏ ว่าซึ่งแร้งดำตัวหาญ ข้าสังเกตการณ์
จะได้แก่องค์เชษฐา  
๏ อันแร้งเผือกบินบูรพา ได้แก่รามา
จะตามมาต่อรณรงค์  
๏ ด้วยศรสุรภาพยวดยง สังหารพระองค์
ให้เสียชีวิตยอบยัน  
๏ ซึ่งฝันว่าตามน้ำมัน กะลาเปรียบกัน
กับเมืองจะมีอันตราย  
๏ สิ้นสุดสุริย์วงศ์วอดวาย น้ำมันเหือดหาย
จะงวดเหมือนไพร่พลมาร  
๏ สีดาคือเพลิงเผาผลาญ อุบัติก่อการ
กระลีดังไส้ไฟลน  
๏ ทศเศียรตอบอรรถอนุสนธิ์ น้องรักจงยล
พระเคราะห์ในดวงชันษา  
๏ ตามสารโสลกตำรา ดีร้ายทายมา
แต่จริงอย่ากริ่งเกรงใจ  
๏ พิเภกควณคูณทูลไข พระเคราะห์นอกใน
ก็ขาดทั้งดวงชันษา  
๏ อายุขาดเล็งลัคนา แรงร้ายหนักหนา
จะสู่สวรรคาลัย  
๏ ทศกรรฐ์กล่าวสารเฉลยไข จะแก้ฉันใด
พี่จึงจะพ้นมรณา  
๏ พิเภกทูลท้าวเชษฐา แม้นส่งสีดา
ไปคืนแก่รามจักรี  
๏ เห็นจะพ้นการกระลี คงชนมานมี
ทีฆายุสุขเพรางาย  
๏ ทศกัณฐ์โกรธเพียงเพลิงพราย ว่ามึงแกล้งทาย
เอาใจไปเผื่อไพรี  
๏ กูเลี้ยงมึงมาเสียที ว่ากูไม่ดี
ก็มึงอย่าอยู่ลงกา  
๏ อย่านับเปนวงศ์พงศา เร่งเร็วเสนา
จงริบเอาทรัพย์ส่งคลัง  
๏ ตัวมันขับไปลำพัง จงสาใจหวัง
ที่เผื่อข้างพวกรามา  
๏ เร่งจำอีตรีชาฎา ส่งไปสวนขวา
ให้อยู่บำเรอดวงมาลย์  
๏ หมู่เสนามาตย์ลนลาน มากุมนงคราญ
ไปจำไว้ในสวนศรี  
๏ แล้วริบราชทรัพย์อันมี จึงขับอสุรี
พิเภกให้ไปเสียไกล  
๏ พิเภกอกสั่นหวั่นไหว จะหนีแห่งใด
ก็น่าไม่พ้นทศกัณฐ์  
๏ เห็นแต่พระรามทรงธรรม์ จะพึ่งพ้นอัน
ตรายด้วยมือหมู่มาร  
๏ คิดแล้วจึงเหาะเหิรทะยาน ข้ามสมุทรกันดาร
ไปเที่ยวหาทัพภูธร  
๏ ฝ่ายหมู่โยธาพานร ตระเวนดงดอน
มาพบก็กุมพาไป  
๏ นิลราชซักถามทันใด ตัวมาแต่ไหน
จงแจ้งแต่ตามสัจจา  
๏ พิเภกแถลงโดยเดิมมา ขุนพานรพา
ไปสู่ที่เฝ้าภูธร  
๏ เข้าแทบทูลบาทมุลิกร ว่าพลพานร
ตระเวนไปปะอสุรี  
๏ ร่ำร้องไห้หาจักรี แถลงว่าทศศีร์
ผู้เชษฐเคียดเคืองระคาย  
๏ เพื่อกิจสุบินท้วงทาย ตัดญาติขาดหาย
สิเนหขับหนีคลา  
๏ พิเภกซังสาดซอนมา หวังพึ่งบาทา
ด้วยใจอันเพียบภักดี  
๏ นารายณ์แย้มโอษฐ์วาที กูยังสารี
ว่าเลศเพโทบาย  
๏ พิเภกนบนิ้วอภิปราย ขอเล่าความถวาย
แต่โดยยุบลสัจจา  
๏ ข้านี้ไม่มีฤทธา แจ้งแต่โหรา
กระบิลศาสตร์เชิงชาญ  
๏ ด้วยเดิมทศเศียรขุนมาร นิมิตพิสดาร
ประจักษ์จักมอดวอดวาย  
๏ หาข้าไปให้ทำนาย จึงข้าทูลทาย
พิบัติดาลชีพอสุรี  
๏ ทศเศียรแจ้งอรรถอัปรีย์ ให้กอปรวิธี
จะกันชีพิตกุมภัณฑ์  
๏ ข้าภักดีกล่าวโดยธรรม์ ให้คืนองค์อรร
คเรศถวายภูธร  
๏ ขุนมารกริ้วโกรธตัดรอน ขับจากนคร
บคิดว่าเปนอนุชา  
๏ ข้าไร้ที่พึ่งจึงมา หวังอยู่อาสา
เช่นทาสช่วงเชิงการ  
๏ เปนที่พำนักแก่นสาร ตราบเท่าถึงปราณ
พินาศในใต้บาทา  
๏ นารายณ์ยินคำยักษา พิศดูอสุรา
ก็เห็นบเปนแง่งอน  
๏ ธคิดเมตตาอาวรณ์ จึ่งเยื้อนสุนทร
แก่หมู่กระบิลมนตรี  
๏ ว่าอันพิเภกภักดี แสนสุรเสนี
ทั้งปวงจะเห็นฉันใด  
๏ อัษฎาทัศมงกุฎไกร พร้อมกันทูลไท
ธเรศจอมจักรพาฬ  
๏ ว่าใคร่ครวญคำขุนมาร ทูลกับดูการ
ที่โศกเห็นแม่นเหมาะกัน  
๏ แต่จะเชื่อซื่อใช่ฉัน เพราะเหตุกุมภัณฑ์
เปนพงศ์อรินทรไพรี  
๏ เห็นเราเบาไปไม่ดี ครั้นจะขับหนี
ก็ดูดั่งกลัวทศกัณฐ์  
๏ สามภพจะล่วงยิ้มหยัน ขอให้กุมกัณฑ์
ดำรงพระพัทธ์สัจจา  
๏ เลี้ยงไว้ในที่เสนา เพื่อกิจลงกา
สิแจ้งประจักษ์เต็มใน  
๏ ผิวยาตรพยุหเข้าชิงชัย ขัดสนการใด
ก็ควรจะถามอสุรี  
๏ จึงพระกฤษณุราชบดี เฉลยวัจนวาที
แก่ลูกพระสุริโยทัย  
๏ ให้เชิญศรพรหมาสตร์ไป สรงคงคาลัย
ดำรงพระพัทธ์ขุนมาร  
๏ สุครีพรับราชโองการ จึงน้อมนำพาน
สุวรรณไปเชิญศรไชย  
๏ แล้วพาพิเภกออกไป จึงยังธาไร
ชำระพระแสงสุรกานต์  
๏ ยักษ์คำรพแล้วสาบาน เทพอันทิพญาณ
แลทิพโสตศักดา  
๏ จงเห็นข้าซื่อสัตยา บได้มฤษา
มาล่อมาลวงจักรี  
๏ ผิบหวังพึ่งโดยภักดี รู้กับทศศีร์
มาอยู่เปนไส้ศึกมาร  
๏ จงเทพสิงศรมหิบาล ผลาญข้าโดยกาล
พิบัติพินาศวอดวาย  
๏ โดยอกาลมรณให้แพร่งพราย ประจักษ์วันตาย
ในสัตวารตรีวาร  
๏ เสร็จแล้วก้มเกล้ากราบกราน ดื่มชลสาบาน
แล้วใส่ศีรษะอสุรี  
๏ จึงกล่าวขอพรศรศรี ขอข้าจงมี
สวัสดิทุกวันวาร  
๏ จักอยู่สนองคุณนฤบาล ใต้บาทบทมาลย์
อย่าอันตรายราคี  
๏ แล้วว่าแก่น้องพาลี เราน้องทศศีร์
กฤษฎาธิการปานกัน  
๏ สุครีพเห็นโดยกุมภัณฑ์ ต่างอวยสัจสัน
ถวะไว้ต่อศรไชย  
๏ เสร็จแล้วพิเภกว่าไป พระตรีภูวไนย
จะเสด็จไปปราบอาธรรม์  
๏ อันวงศ์ราพณ์ร้ายโมหันธ์ ล้วนทรงเดชอัน
อากูลด้วยฤทธิ์วิทยา  
๏ เคยปราบสุรเทพเทวา ทั่วสามโลกา
ก็เกรงอำนาจอสุรี  
๏ อันหมู่พานรเสนี ไม่รู้ฤทธี
กระบิลนั้นปานใด  
๏ แต่ศรีหนุมานชาญไชย ได้เห็นฤทธิไกร
เมื่อเผานิเวศเวียงมาร  
๏ สุครีพว่าชมพูพาน บรเมศบันดาล
ด้วยไคลนทีเปนตน  
๏ อันวายุบุตรฤทธิรณ ได้พรได้มนตร์
อิศวรอวยเดชา  
๏ กระบิลสองเมืองซึ่งมา โดยเสด็จนรา
ธิราชในทัพไชย  
๏ เสร็จด้วยพระเจ้าภพไตร ถึงชีพประลัย
ก็วายุพัดเปนมา  
๏ ว่าแล้วชวนกันลีลา มาถึงพลับพลา
ก็เข้าไปเฝ้าภูธร  
๏ จึงพระจักรีสี่กร เยื้อนวัจนสุนทร
ประกาศแก่น้องทศกัณฐ์  
๏ ว่านัคเรศแห่งกุมภัณฑ์ ผู้ใดสร้างสรรค์
พิภพตั้งครั้งใด  
๏ สถิตกลางสาครซึ้งไหล บริเวณวงไป
กี่โยชน์แว่นแคว้นปราการ  
๏ อันสุริย์วงศ์ในเมืองมาร ผู้ใดชำนาญ
ในรณเรืองเดชา  
๏ มากน้อยปานใดโยธา กับเรายกมา
ภิเภกจะเห็นฉันใด  
๏ ท่านจงใคร่ดูฤทธิไกร พานรเวียงไชย
ทั้งสองประมาณเดชมาร  
๏ พิเภกก้มเกล้าทูลสาร แถลงโดยทราบการ
อดีตดึกดำบรรพ์  
๏ ว่าองค์พระพายุเทวัญ วิวาทวุ่นกัน
กับขุนวิรุณนาคา  
๏ หักเอายอดเมรุซัดมา ตกกลางมหา
สมุทรอ่าววังวน  
๏ โลกสมมุตินามดำกล สืบมาตราบดล
บัดนี้ว่านิลกาฬา  
๏ ฟูมคลื่นระลอกลั่นเลื่อนผกา กระทบซัดทรายมา
ก็ดอนขึ้นกลางชลธี  
๏ พฤกษ์รุ่นเรียงร่มเรือนขจี กากายสิทธิ์มี
มหิทธิอยู่อาศัย  
๏ จึงเรียกเกาะรังกาไกร ร้อยโยชน์ยาวใน
จังหวัดพิภพมณฑล  
๏ จึงสหมลิวันฤทธิรณ กำเริบใจดล
คะนองดำเกิงเดชา  
๏ ฝ่ายข้างองค์อรรคอิศรา เคียดขับพรหมา
ประเวศจากดุษฎี  
๏ พาเอาบุษบกมณี มาสู่ปัฐพี
สำนักในเกาะลงกา  
๏ แล้วหนีพระนารายณ์ลีลา ไปสร้างมหา
นิเวศเวียงบาดาล  
๏ จึงสหบดีพรหมไชยชาญ มาสร้างราชฐาน
ที่เกาะพิไชยรังกา  
๏ ให้มาลีวราชพรหมา อยู่ผ่านพารา
ด้วยเทพพรหมบริพาร  
๏ ในนิเวศลงกามานาน พรหมเพศบันดาล
วิบัติเปนอสุรี  
๏ สืบสายหลายชั่วธรณี จนถึงทศศีร์
ได้ผ่านพิไชยลงกา  
๏ พร้อมเหล่าอสูรโยธา ม้ารถคชา
อเนกเชี่ยวชำนาญ  
๏ กุมภกรรณอินทรชิตเหี้ยมหาญ ไตรภพบทาน
กำลังมหิทธิฤทธี  
๏ ย่อมชาญในรณราวี กอปรเวทวิธี
ชำนาญชำนิถ้วนกัน  
๏ ฝ่ายข้างพานรพลขันธ์ ไม่เห็นฤทธิ์อัน
จะเปรียบกับมารจนใจ  
๏ ธให้เนืองเดชเสนาใน ต่างต่างตามใคร
สมรรถมหิทธิ์ให้แสดง  
๏ สุครีพนำบัณฑูรแถลง ประกาศให้แผลง
ฤทธานุภาพพร้อมกัน  
๏ จึงสิบแปดมงกุฎตัวขยัน ต่างต้อนพลขันธ์
มาสู่ที่ชุมโยธี  
๏ บ้างสำแดงฤทธิราวี นิรมิตอินทรีย์
บันดาลเท่าท้าวพรหมาน  
๏ บ้างเหาะหาวกลางคัคนานต์ หลั่งบันดาลภาณ
ณุมาศแลดวงดารา  
๏ บ้างบันดาลเปลวหุดา พลุ่งโพลงลามมา
คะคึกในพื้นธรณิน  
๏ ดาลพยุหเมฆมืดมัวดิน เปล่งวิชุดาริน
แลยังพรุณบันดาล  
๏ บ้างลงวักวิดชลธาร สายสมุทรบนาน
ก็แห้งตระล่งปัฐพี  
๏ บ้างน้าวเหนี่ยวสิมพลี พลิกพื้นธรณี
แลดูดังเบาง่ายดาย  
๏ บ้างแบกภูผาเผ่นผาย ทิ้งกันกระจาย
สนั่นสำเนียงโกลา  
๏ บ้างดำน้ำด้นประดา ถอนเอาเมรุมา
ด้วยฤทธิแห่งพานร  
๏ ขุนเขาสัตภัณฑ์สิงขร โยธาถีบถอน
ขึ้นหยอกกับเพื่อนโยนกัน  
๏ ธุมามืดหมอกมัวควัน วาลุกาอัน
ธการตรลบโลกา  
๏ พิเภกกลอกกลัวฤทธา ว่าอันรามา
นุภาพปราบดินแดน  
๏ แต่ตนพานรเดียวแคลน ควรเดชมารแสน
ก็สุดจะคู่เคียงกัน  
๏ เรามาเปนข้าทรงธรรม์ เห็นฤทธิ์พลขันธ์
ประภาพพ้นภพไตร  
๏ จักเทียบอสุรเดชไป ปานหิ่งห้อยไกล
กับแสงสุรีย์เทิงทงัน  
๏ ฝ่ายกองคอยเหตุกุมภัณฑ์ เห็นศิลาอัน
บันดาลกระเด็นเกลื่อนมา  
๏ ตกถึงแดนเมืองลงกา แล้วดูคงคา
ก็ขุ่นไปทั้งสมุทรไท  
๏ ต่างขึ้นม้าควบแข่งไป ถึงราชเวียงไชย
ก็ทูลแก่เจ้าลงกา  
๏ ราพณาสูรแจ้งกิจจา ตระลึงจินดา
ก็ดาลหฤทัยอัศจรรย์  
๏ ตริตรึกตรองในเหตุพลัน พอศิลาอัน
กระเด็นมาตกทันที  
๏ จึงใช้สุกรสารเสนี ว่าเหตุใดมี
จงรีบไปดูโดยไว  
๏ สุกรสารรับสั่งบัดใจ รีบเร็วออกไป
ก็แปลงเปนเหยี่ยวบินทะยาน  
๏ มาโดยเบื้องบูรพทิศานต์ จึงเห็นบริพาร
กระบิลอันลองฤทธี  
๏ โยนศิลาเต็มเมฆี กลาดกลุ้มธุลี
ตรลบตรเลิดบดบน  
๏ คีรีแตกพังเพียงฝน ต้องทั่วสกนธ์
อสูรตกธรณี  
๏ ปีกหางโปร่งไปฤๅดี จึงแปลงอินทรีย์
เปนลิงเข้าปลอมโยธา  
๏ พิเภกล่วงรู้มายา น้อมนำกิจจา
เข้าทูลยุคลจักรี  
๏ พระสั่งโอรสพาลี ให้ไปหาศรี
หนุมานมาสู่พลับพลา  
๏ แล้วสั่งน้องเจ้าลงกา ให้บอกกิจจา
ทั้งปวงแก่ศรีหนุมาน  
๏ ลูกลมได้เลศบนาน มาดลบริพาร
ตระบัดก็แผลงฤทธิรอน  
๏ เอามือครอบพลนิกร ระบายพานร
ละตนละตนออกไป  
๏ วานรมุ่งมองผูกใจ แลดูพลไกร
เห็นสิ้นก็เปรมปรีดี  
๏ ยังแต่มายาอสุรี เงากายไม่มี
แล้วดูบพริบนัยนา  
๏ กระบิลเพ่งพิศกิริยา เห็นเปนอสุรา
อุบายมาปลอมมั่นคง  
๏ เกรียงโกรธโลดไล่เวียนวง อ้าเขี้ยวทรนง
เข้ารวบเอาตัวบมินาน  
๏ อสูรคืนเพศเปนมาร ลูกลมบันดาล
หางมัดอสูรพามา  
๏ พระสั่งสุครีพเสนา ให้ถามยักษา
จงแจ้งยุบลบัดใจ  
๏ ว่าใครใช้มาแต่ไหน ตัวเอ็งชื่อไร
เร่งบอกรหัสสัตยา  
๏ อสุรีกราบไหว้เสนา แล้วแจ้งกิจจา
ว่าเปนทหารทศกัณฐ์  
๏ นามกรสุกรสารกุมภัณฑ์ มาดูเหตุอัน
บแจ้งที่เกิดโกลา  
๏ ข้าบอบช้ำตกวสุธา จึงแปลงเปนพา
นรินทร์เข้าปลอมโยธี  
๏ หวังรอดชีวิตอสุรี ขอท่านเสนี
จงยังสติเมตตา  
๏ สุครีพนำเอากิจจา กราบบาทนรา
ธิราชเทียบทูลแถลง  
๏ นารายณ์แจ้งกลอันแสดง ตรัสแก่คำแหง
สิบแปดมงกุฎขุนพล  
๏ ใครรู้อัยการกิจกล อสูรปลอมพล
กระบิลโทษฉันใด  
๏ ศรีชามพูวเทียบทูลไท โดยบทแห่งอัย
ยการผู้ปลอมโยธา  
๏ แม้นว่าสองคนมันมา ควรผลาญชีวา
ผู้หนึ่งผู้หนึ่งปล่อยไป  
๏ นี่สุกรสารแต่เดียวใด ควรเฆี่ยนสาใจ
สักหน้าทะเวนวางมัน  
๏ พระสั่งบุตรทินกรพลัน ให้กุมลงทัณฑ์
อสูรแล้วปล่อยไป  
๏ ฝ่ายสุกรสารเสนาใน มาดลเวียงไชย
ก็ตรงขึ้นเฝ้าทศกัณฐ์  
๏ ท่ามกลางเสนานองนันต์ สะอื้นรำพัน
ยุบลทูลกรุงมาร  
๏ ยักษ์ฟังตระหนกดกดาล ตริตรองปองผลาญ
พิเภกสุครีพเสนี  
๏ แปลงเปนพฤฒาโยคี มุ่นม้วนโมลี
เฉวียงธุรำอำไพ  
๏ จุณเจิมเฉลิมพักตร์วิไล เหิรเหาะตรงไป
ยังฝั่งสมุทรบมินาน  
๏ จึงมนตร์ผูกจิตขุนมาร พิเภกพิการ
พิกลบรู้พาที  
๏ เสร็จแล้วองค์อสุรโยคี สำรวมอินทรีย์
ดำเนินมาสู่พลับพลา  
๏ ยืนอยู่ตรงพักตร์จักรา ชำเลืองนัยนา
ในหมู่นิกรแน่นนันต์  
๏ แสร้งทำร้องอวยไชยพลัน แล้วถามทรงธรรม์
ว่าท้าวจะไปแห่งใด  
๏ นรนาถตรัสตอบคำไป ข้ายอพลไกร
มาหวังจะผลาญทศกัณฐ์  
๏ จนสิ้นสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ เพราะมันลักอรร
คเรศไปลงกา  
๏ แล้วมันเบียดเบียนเทวา นักสิทธ์วิทยา
บสุขทั้งสามโลกี  
๏ อันพระดาบสจรลี มานี้เพื่อมี
จำนงประสงค์สิ่งใด  
๏ โดยศาสตร์สมญาชื่อไร ค่อยผาสุกใจ
แลฤๅด้วยพรตพิธี  
๏ ยักษ์ว่าชื่อกาลมุนี เรืองศาสตร์วิธี
บรรลุอภิญญาญาณ  
๏ เที่ยวเทวจาริกถ้วนกาล กำหนดสัตวาร
จึงลงมาสู่ภูวดล  
๏ รู้เหตุพระจะยาตราพล ไปรบราญผจญ
กับองค์อสูรปิ่นมาร  
๏ ข้าคิดปรานีนฤบาล เพื่อเห็นป่วยการ
จะแจ้งให้คืนพลจร  
๏ อันวงศ์อสุเรศฤทธิรอน ไตรภพยอบหยอน
บหาญไปราญราวี  
๏ พระจะอาลัยองค์มหิษี นางเดียวฤๅดี
ไปคงอยู่เงื้อมมือมาร  
๏ เฉกรัตนชาติพะพาน คิรีคือกาล
จะรอดพิบัติกลใด  
๏ นารายณ์เฉลยตอบบัดใจ นักสิทธ์กล่าวไย
ที่การจะแคลงบมิควร  
๏ อันพระลักษมีโฉมสงวน ห่อนรู้แปรปรวน
เช่นเลศหญิงสามัญ  
๏ ถึงมาตรตกในไฟกัลป์ ก็อย่าสำคัญ
จะบุบวิบัติราคี  
๏ ไปนับถึงองค์มหิษี เฉกต่ำมามี
คือทาสช่วงเชิงการ  
๏ ก็จะยอพยุห์ไปรอนราญ ห่อนให้อัประมาณ
ด้วยชาติบุรุษอาชา  
๏ ดาบสทศกัณฐ์ตอบมา ข้าคิดเมตตา
จึงแจ้งยุบลทุกอัน  
๏ หวังว่าให้ดีโดยธรรม์ ไม่ฟังคำกัน
ก็คงจะเห็นเดชมาร  
๏ แต่พานรินทร์เหี้ยมหาญ ยักษ์นั้นวงศ์วาน
ประยูรด้าวแดนใด  
๏ พระกฤษณุตอบคำไป สุครีพนี้ใน
ทิวากรวงศ์กษัตรีย์  
๏ พี่นั้นข้าผลาญชีวี แต่น้องภักดี
ดำเนินนิกายตามมา  
๏ ยักษ์นั้นก็ในอนุชา แห่งเจ้าลงกา
อันอยู่พำนักบทมาลย์  
๏ มายาดาบสไขขาน ว่าข้าเห็นการ
จะเสียที่คบสองนาย  
๏ เพื่อพงศ์ศัตรูเคืองคาย หวังปองร้ายหมาย
บซื่อสนิทเหมือนใจ  
๏ กิจใดนรวางหฤทัย ควรขับเสียไกล
จะชอบด้วยการบุรพา  
๏ นารายณ์เยื้อนวัจนวาจา ไฉนพระสิทธา
ดำเนินยุบลผิดธรรม์  
๏ สุครีพพิเภกดุจกัน รักษาสัตย์อัน
อดุลด้วยภักดี  
๏ ใช่เบาต่อกลไพรี ไม่ควรจะมี
มโนรังเกียจทั่วกล  
๏ พิเภกเห็นการวิจล จะแจ้งยุบล
ก็สุดอุบายสุดที  
๏ แต่คุกคลานเคลื่อนเลื่อนหนี ชิดบทธุลี
พระนุชนาถอนุชา  
๏ ยักษ์หมายไม่สมจินดา จึงยกฤทธา
อสุรอันเรืองไชย  
๏ แบ่งเบาพานรนี้ไฉน จึงโถมเข้าใน
มหาวิโรจน์เพลิงกัลป์  
๏ ภูวฟังยิ้มแล้วตอบพลัน ว่าพลมหัน
ตเดชกระบิลกำจร  
๏ ดุจเหล็กเพชรเจาะเศขร ลงกาจะรอน
ก็เสร็จแต่กึ่งนาที  
๏ บควรซึ่งพจน์ฤๅษี ยกย่องอสุรี
ประมาทกระบิลเพื่อใด  
๏ หมู่พานรต่างทูลไป ขออาสาไท
ธิราชเจ้าจักรพาฬ  
๏ ไปจับทศเศียรผู้หาญ จะมัดประจาน
มาแทบถวายทรงธรรม์  
๏ บ้างจักพลิกภพกุมภัณฑ์ เอาเมรุมาศทงัน
ไปทุ่มลงทับเมืองมาร  
๏ ทูลพลางโกรธาทะยาน สำแดงอาการ
พิกลพองโลมา  
๏ ท้าวอ้างพลเคียงคชา อันเกศกิริยา
กำเริบกำราบเหลือลาม  
๏ ถ้าบข่มขอย้ำลำทาม ละลำพังตาม
จะล่มพิภพรบรอน  
๏ ดาบสท้าวยี่สิบกร ฟังเกียรติพานร
ก็ชายชำเลืองดูไป  
๏ อสุรหวั่นหวั่นหฤทัย รีบลาภูวไนย
ระเห็จมาโดยอัมพล  
๏ พิเภกเสื่อมสิ้นแรงมนตร์ จึงทูลยุบล
อภัยประทานชีวา  
๏ ว่าสุกรสารแจ้งกิจจา จึงเจ้าลงกา
บันดาลดังเพศโยคี  
๏ ปลอมมาดูพลโยธี ข้าทราบคดี
จะทูลก็ต้องวิทยา  
๏ นารายณ์ครั้นฟังอสุรา ตระลึงจินดา
ด้วยราพณอุกอาจใจ  
๏ พลางสั่งสุครีพทันใด ให้ตรวจตราใน
กระบวนระวังแปลกปน ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ ข้างทศเศียรถึงไพชยนต์ รึงร้อนกระมล
ประหนึ่งดังต้องปืนไฟ  
๏ จึงสั่งสุรเสนาใน ให้รีบเร็วไป
อันเชิญประชุมวงศ์มาร  
๏ หกยักษ์รับราโชงการ แยกวิ่งลนลาน
ไปเชิญพระวงศ์ทุกภาย  
๏ กุมภกรรณอินทรชิตเพริศพราย มหากายอิทธิกาย
เรนทร์วิรุณฤทธิรอน  
๏ ต่างสวมสิริราชาภรณ์ รีบเร็วบทจร
มาดลพระโรงรูจี  
๏ ขณะนั้นปิ่นภพอสุรี บงเนตรทฤษฎี
พระญาติประชุมพร้อมกัน  
๏ จึงเอื้อนโอษฐ์โองการพลัน แถลงเล่าเหตุอัน
จะก่อณรงค์รอนราญ  
๏ จะคิดแก้กันกรุงมาร ส่ายศึกพวกพาล
ฉันใดจะสิ้นเสร็จไป  
๏ ประยุรต่างทูลเฉลยไข รณเริ่มแรงใน
ณรงคราญราวี  
๏ จะละให้ชิดไม่ดี หนักแรงโยธี
แล้วยากอุบายแก้กัน  
๏ กลไข้รึงรุมโรคัน ถึงเทวแพทย์อัน
จะยาก็ยากแรงยา  
๏ จำแต่งทัพออกพาธา บมิควรละมา
ถึงย่างเข้าเหยียบแดนมาร  
๏ ทศเศียรเอื้อนโอษฐ์บรรหาร ยังไม่ถึงกาล
จะแต่งให้ไปชิงชัย  
๏ เราคิดเห็นเหตุพวกภัย ต้นเดิมเนื่องใน
ณรงคเพราะสีดา  
๏ ใคร่ให้เบญกายอาสา แปลงเปนกัลยา
วินาศเลื่อนลอยไป  
๏ น่าลักษณ์รามไม่แจ้งใจ จะโศกาลัย
ถึงชีพล่วงลาญชนม์  
๏ ฝ่ายพระประยุรญาติฟังกล กราบบาทยุคล
สรรเสริญพระคุณปรีชา  
๏ ทศเศียรจึงสั่งให้หา เบญกายนัดดา
จงเร็วมาดลโรงคัล  
๏ ฝูงนางอสูรกำนัล ก้มเกล้าอภิวันท์
ไปแจ้งยุบลทันที  
๏ จึงเบญกายอสุรี ตกใจจรลี
มาเฝ้าสมเด็จบิตุลา  
๏ ขณะนั้นจอมภพลงกา เห็นราชนัดดา
ก็เปล่งสำเนียงโองการ  
๏ ว่าเจ้าจงเร่งบันดาล ดุจองค์นงพาล
สีดาผู้เฉิดโฉมผจง  
๏ ทำเปนสิ้นชีพปลดปลง ไปเกยหาดตรง
ฉนวนสนานธารา  
๏ หวังลวงรามอันลงมา ให้มันสัญญา
วิโยคสุดเสียปราณ  
๏ เบญกายน้อมเศียรทูลสาร สนองพระผู้ผ่าน
พิภพองค์บิตุลา  
๏ ว่าหญิงฤๅจักอาสา สงครามลงกา
ดั่งไร้บุรุษราวี  
๏ ทั่วเทพห่อนได้เห็นดี จักฦๅกาลี
ว่าชาติหญิงพาลา  
๏ ราพณาสูรจอมลงกา ฟังคำนัดดา
ก็กล่าวประโลมเอาใจ  
๏ ว่าเจ้าตริการเกินไป มนุษย์ลิงไพร
ห่อนเห็นจะล่วงรู้การ  
๏ ผิวเสร็จกษัยศึกพวกพาล เกียรติยศแห่งหลาน
จะแหลมอยู่ชั่วกัลปา  
๏ อันองค์พิเภกอนุชา ลุงจะรับมา
ผดุงดั่งเดิมโดยธรรม์  
๏ นางยักษ์ใคร่การผ่อนผัน หวังทูลแก้กัน
ก็เกรงอาณาจักรมาร  
๏ จะจองโทษถึงวายปราณ จึงจำทูลสาร
สนองวโรงการไป  
๏ ว่าข้าขอลาครรไล ไปดูทรามวัย
สีดาให้เต็มนัยนา  
๏ เพื่อการจะไปอาสา อันโฉมสีดา
ยังไม่ประจักษ์แจ้งทรง  
๏ ยักษ์ให้เรียกรถทองผจง พร้อมพลนำอนงค์
ไปสู่ประเทศอุทยาน  
๏ ถึงจึงหลานเจ้ากรุงมาร บทจรจวบสถาน
อสูรผู้ชนนี  
๏ แสนโศกคลั่งคลุ้มสมประดี ทูลความนางตรี
ชฎาแต่ต้นจนปลาย  
๏ ต่างร่ำรักกันบรรยาย เพื่อกลัวความตาย
จะเด็ดธิดาอาลัย  
๏ เบญกายคลายโศกลาไป เฝ้าองค์อรไท
แล้วแสร้งกำสรดโศกา  
๏ อรเยื้อนเสาวนีย์วัจนา ว่าท่านสมญา
อันใดมาโศกแสนทวี  
๏ นางมารครั้นยินเสาวนีย์ นบนิ้วชุลี
สนองด้วยเพโทบาย  
๏ ว่าข้าน้อยชื่อเบญกาย ได้ความเคืองคาย
ด้วยท้าวผู้เปนบิตุลา  
๏ ขับพระยาพิเภกบิดา ซัดจากลงกา
พิภพพลัดพงศ์มาร  
๏ พเนจรเดียวด้นดงดาน พึ่งได้แจ้งการ
ว่าไปเปนข้าจักรี  
๏ ข้าจึงหวังบาทมหิษี ปกเกศชนนี
แลตัวไปคุ้งวันวาย  
๏ ทูลพลางพิศทั่ววรกาย สำคัญมั่นหมาย
แลจำประจักษ์แก่ใจ  
๏ บังคมแล้วลาครรไล ขึ้นสู่รถไชย
ก็ตรงมากรุงลงกา  
๏ จึงแปลงเปนองค์สีดา ขึ้นเฝ้าอสุรา
ยังท้องพระโรงไชยพลัน  
๏ ทศเศียรผาดเห็นหฤหรรษ์ คลุ้มเคลิ้มสำคัญ
สีดาด้วยจิตมัวมนท์  
๏ โจนจากอาสนอำพน จูงกรจรดล
มากลางนิกรมาตยา  
๏ พลางกล่าวสุนทรวาจา เชิญเจ้าแก้วตา
มานั่งในอาสน์ทองพรรณ  
๏ อรอย่าขึ้งเคียดเดียดฉันท์ จะฝากชีวัน
ไว้คู่ภิรมย์เรียงสบาย  
๏ นางมารนบแถลงภิปราย ข้าคือเบญกาย
อันโปรดให้แปลงกายา  
๏ อสูรครั้นยินวาจา ยิ่งแสนเสนหา
กำเริบในรสฤๅดี  
๏ อุ้มองค์ใส่ตักยักษี แล้วมีวาที
เลียมโลมสมรอ่อนหวาน  
๏ เชิญเจ้าครองแสนศฤงคาร ในราชฐาน
เปนจอมมกุฎกัลยา  
๏ นางยักษ์เห็นเจ้าลงกา หลงใหลสัญญา
วิปลาสก็คืนเปนมาร  
๏ ถอยลงจากตักบนาน ก้มเกล้ากราบกราน
ยังบาทยุคลกุมภัณฑ์  
๏ ราพณ์อายใจแก้กล่าวพลัน กลตัดศึกอัน
กูตริจะเสร็จจำนง  
๏ เบญกายนบลาบาทบงสุ์ บทย่างยรรยง
มาสู่ปราสาทอำไพ  
๏ ครั้นปัจฉิมยามล่วงไป รัศมีอุทัย
จะเรืองอรุณบุรพา  
๏ จึงเหาะเหิรจากลงกา แปลงเปนสีดา
พินาศเข้าเกยชานชล ฯ  

ฯ โล้ ฯ

ตอนพากย์นางลอย มีบทแก้ไขเพิ่มเติมเพี้ยนจากของเดิม ได้ทราบว่าแก้ในรัชกาลที่ ๔ แต่จะเปนพระราชนิพนธ์ทรงแก้ฤๅทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดแก้ หาได้ความชัดไม่ ได้นำมาลงพิมพ์ไว้ทั้งของเก่าของใหม่ แต่บทที่แก้ใหม่นั้นหาฉบับที่ถูกไม่ได้ เปนแต่จดลงจากที่จำกันไว้ได้ เพราะฉะนั้น คงจะมีที่ผิดเพี้ยนบ้าง

เก่า ใหม่
  ๑๖
  ๏ เสร็จจากสุวรรณราชพลับพลา
  พอพระสุริยา
  อรุณแจ้งแสงพล
๑๑ ๑๑
๏ ดาวเดือนจะเลื่อนลับ ๏ ดาวเดือนก็เลื่อนลับ
แสงทองพยับโพยมหน แสงทองระยับโพยมหน
จวนแจ้งพระสุริยน จวบจวนพระสุริยน
จะเยี่ยมยอดยุคุนธร จะเยี่ยมยอดยุคันธร
๏ สมเด็จพระหริวงศ์ ๏ สมเด็จพระหริวงศ์
ภุชพงศ์ทิพากร ภุชพงศ์ทิพากร
เสด็จจากพลับพลาจร เสด็จลงสรงสาคร
กับพระลักษณ์อนุชา กับองค์พระลักษณ์อนุชา
๏ เสนาพฤฒามาตย์ ๏ เสนาพฤฒามาตย์
โดยพระบาทเสด็จคลา โดยพระบาทเสด็จคลา
ไปดลยังฝั่งสา เกือบใกล้จะถึงสา
คเรศท้าวจะสรงชล คเรศที่ท้าวเคยสรงชล
๏ พระเหลือบเล็งในเนินทราย ๏ พระเหลือบแลกระแสสินธุ์
แทบซึ้งสายชลายล ชลพินทุอำพน
เยาวรูปอสุรกล เห็นรูปอสุรกล
อันกลายแกล้งเปนสีดา ที่กลายแกล้งเปนสีดา
  ๏ ผวาวิ่งประหวั่นจิต
  ไม่ทันคิดก็โศกา
  กอดแก้วกนิษฐา
  ฤดีดิ้นอยู่แดยัน ฯ
  ฯ โอด ฯ
๏ พระช้อนเกศขึ้นใส่ตัก ๏ พระช้อนเกศขึ้นวางตัก
ธพิศพักตร์แล้วโศกา พิศพักตร์แล้วรับขวัญ
ท้าวแทบจะถึงอา ยิ่งคิดยิ่งกระสัน
สัญแนบพระศพลง ยิ่งโศกเศร้าในวิญญา
  ๏ พิศพื้นศิโรโรตม์
  พระองค์โอษฐ์แลนัยนา
  กรแก้มพระกัณฐา
  ก็แม้นเหมือนสีดาเดียว
  ๏ พิศทรวงแลดวงถัน
  ในเบื้องบั้นพระองค์เรียว
  ชะรอยรูปสีดาเจียว
  ประจักษ์แล้วนะอกอา
  ๏ พระเล็งลักษณะเกศี
  สินีน้องจนบาทา
  แทบท้าวจะมรณา
  พินาศแนบพระศพลง
๏ พระพิโรธพิไรรัก ๏ พระพิโรธพิไรรัก
สลักลั่นพระทรวงทรง สลักลั่นพระทรวงทรง
กันแสงสะอื้นองค์ กันแสงสะอื้นองค์
อรอ่อนแล้วถอนใจ อรอ่อนทอดถอนใจ
  ๏ จึงตรัสเรียกเจ้าร่วมรัก
  พ่อลักษณ์เอ่ยจะทำไฉน
  เจ้าสีดามาบรรลัย
  เสียจริงแล้วนะอกอา
  ๏ ใจจิตพี่เพียงขาด
  พระเยาวราชมามรณา
  โอ้โอ๋อนุชา
  อนาถนักประจักษ์ใจ
๏ เซาะเนตรลันลุงชล ๏ พระลักษณ์เล็งลานเทวษ
ลนาเนืองทราลัย พระชลเนตรเธอหลั่งไหล
โศกสองพระภูวไนย โศกสองพระภูวไนย
พระหฤทัยก็ฟั่นเฟือน พระหฤทัยเธอฟั่นเฟือน
๏ พระน้องเอยเสียดายนัก ๏ พระน้องเอยเสียดายนัก
วรพักตร์ดังดวงเดือน พระวรพักตร์ดังดวงเดือน
หาไหนจะได้เหมือน หาไหนจะได้เหมือน
ไม่มีแล้วในโลกี ไม่มีแล้วในโลกี
๏ มาตรแม้นจะหาดวง ๏ มาตรแม้นจะหาดวง
วิเชียรช่วงเท่าคีรี วิเชียรช่วงเท่าคีรี
จะหาดวงพระสุริย์ศรี หาดวงพระสุริย์ศรี
ก็จะได้ดุจดังใจ ก็จะได้ดุจดังใจ
๏ ที่จะหาให้เหมือนนุช ๏ จะหาโฉมให้เหมือนนุช
ถึงสุดฟ้าสุราลัย จนสุดฟ้าสุราลัย
ตายแล้วแลเกิดใหม่ ตายแล้วแลเกิดใหม่
ก็ไม่ได้เหมือนนฤมล ไม่ได้เหมือนเจ้านฤมล
๏ เจ้าพี่เอยฤๅน้อยจิต ๏ พระน้องเอยฤๅน้อยจิต
จึงหวนคิดด้วยจำจน เจ้าหวนคิดกระหวัดวน
ผูกศอให้เสียชน ผูกศอให้เสียชนม์
มชีพแล้วก็ลอยมา สิ้นชีพแล้วจึงลอยมา
๏ ฤๅทศกัณฐ์มันกริ้วโกรธ ๏ ฤๅทศกัณฐ์มันโกรธ
พิโรธเรากระมังหนา พิโรธเรากระมังหนา
ว่าฆ่าโคตรวงศา ว่าฆ่าโคตรวงศา
จึงฆ่าเจ้าให้ตายแทน จึงฆ่าพระน้องให้ตายแทน
๏ เถิดฤๅจะรื้อรบ ๏ เถิดฤๅจะรื้อรบ
ตรลบวิ่งเข้าชิงแดน ตรลบวิ่งเข้าชิงแดน
ฟันเสียจงนับแสน ฟันเสียให้นับแสน
ให้เศียรขาดลงดาษดิน ให้เศียรขาดลงดาษดิน
๏ พระดาลเดือดแล้วดับไว้ ๏ พระดาลเดือดแล้วดับได้
สุราลัยจะติฉิน กลัวเทพไทจะติฉิน
ไฉนหนอพระยุพิน ไฉนหนอพระยุพิน
ยุพาพี่จะคืนเปน ยุพาพี่จะคืนเปน
๏ น้องเอยแต่จากเจ้า ๏ พระน้องเอยแต่จากเจ้า
ทุกค่ำเช้าแลยามเย็น ทุกค่ำเช้าแลยามเย็น
ยามค่ำพี่เคยเห็น ยามเสวยพี่เคยเห็น
ไม่เห็นแก้วก็โศกา ไม่เห็นเจ้าเราโศกา
  ๏ จะประมวลเทวษไว้
  พระชลนัยน์ที่โหยหา
  ดินฟ้าแลยมนา
  ไม่เท่าเทียมที่เรียมตรอม
  ๏ ทุกข์ทับบเหือดหาย
  พระวรกายก็ซูบผอม
  ทุกข์เท่าที่พี่ตรอม
  แต่ก่อนเก่าบเท่าทัน
  ๏ อันความทุกข์พี่ครั้งนี้
  เปนสุดที่จะรำพัน
  พ่างเพียงจะอาสัญ
  พระชนมชีพชีวา
  ๏ สีดาเอยถึงจะตาย
  จะวอดวายพระชนมา
  จงเอื้อนโอษฐ์ออกเจรจา
  จะจากแล้วจงสั่งกัน
๏ เจ้าชายเนตรดูพี่บ้าง
  ให้พี่สร่างซึ่งโศกศัลย์
  เราจะร่วมพระเพลิงกัน
  ในเขตขัณฑ์พระคงคา
๏ แต่แรกถ้ารู้เหตุ ๏ ถ้าแต่แรกพี่รู้เหตุ
ว่าอัคเรศจะมรณา ว่าเยาวเรศจะมรณา
แรกจากอยุทธยา เมื่อจากศรีอยุทธยา
จะฝากไว้พระชนนี จะฝากไว้กับชนนี
๏ พี่กับพระอนุชา ๏ พี่กับพระอนุชา
จะเดินป่าพนาศรี จะมาอยู่พนาลี
ครั้นถ้วนสิบสี่ปี ถ้วนครบสิบสี่ปี
ก็จะคืนเข้าเวียงไชย จะคืนเข้าพระเวียงไชย
๏ นี่เนื้อว่าแรงกรรม ๏ สีดาเอยชะรอยกรรม
พระเคราะห์นำเข้าดลใจ พระเคราะห์นำเข้าดลใจ
จึงดาลจำนงใน ห้ามเจ้าสักเท่าใด
มฤครูปให้เรียมตาม ไม่ฟังว่าอุส่าห์ตาม
  ๏ ทั้งพระญาติวงศา
  พระมารดาก็ห้ามปราม
  ห้ามเจ้ามิฟังความ
  เจ้าวอนว่าอุส่าห์เดิน
  ๏ ด้วยพี่เปนเพื่อนยาก
  แสนลำบากระหกระเหิน
  ในป่าพนาเนิน
  คีรีห้วยแลเหวธาร
๏ แค้นด้วยมฤคมาศ
  ดังมัจจุราชมาตามผลาญ
  ล่อลวงเจ้าดวงมาลย์
  สมรพี่จะให้พี่จร
๏ จนนิราศอุราเรียม ๏ จึงทุกข์ทับอุระเรียม
ระกำเกรียมทุกคืนยาม ยิ่งกรมเกรียมให้อาวรณ์
เรียมจงจะสงคราม สู้ยกพลากร
อสุรโคตรในลงกา มาต่อยุทธด้วยอสุรา
๏ ต่อหมดมารที่ผลาญสรรพ ๏ หมดมารพี่ผลาญสรรพ
จึงจะรับกนิษฐา จึงจะรับกนิษฐา
คืนเข้าอยุทธยา คืนเข้าอยุทธยา
บุรีราชเมืองเรา บุรีราชเมืองเรา
๏ ยังมิทันจะผลาญโคตร ๏ ยังมิทันจะผลาญโคตร
ให้รากโษสมันบางเบา ให้รากโษสนั้นบางเบา
ควรฤๅพระนงเยาว์ ควรฤๅพระนงเยาว์
มาสิ้นชีพเสียกลางคัน มาสิ้นชีพเสียกลางคัน
๏ แม้นม้วยในเมืองเรา ๏ แม้นเจ้าม้วยในเมืองเรา
พระศพเจ้าจะเฉิดฉัน พระศพเจ้าจะเฉิดฉัน
จะโสรจสุคนธ์อัน จะโสรจสรงสุคนธ์อัน
ตรลบด้วยกลิ่นมาลี กรลบด้วยกลิ่นสุมาลี
๏ โกศทองจะรองรับ ๏ พระโกศทองจะรองรับ
สำหรับราชเทพี สำหรับราชเทวี
จะเชิญศพขึ้นสู่สี เชิญศพขึ้นสู่สี
วิกาแก้วอันเรืองรอง วิกาแก้วอันเรืองรอง
๏ มายังพระเมรุมาศ ๏ เข้าสู่พระเมรุมาศ
อันโอภาสพรรณรายทอง อันโอภาสด้วยเทียนทอง
นพรัตน์ตระกองตรอง แสงเพลิงจะเริงรอง
กับแสงเพลิงเถกิงพราย ไปต้องศรีวิสูตรพราย
๏ อัจกลับจงกลกลีบ ๏ อัจกลับจงกลกลีบ
ประทีปทองจะส่องฉาย ประทีปทองจะส่องฉาย
พู่ห้อยเพดานราย พู่ห้อยเพดานราย
ระรวยกลิ่นรำเพยลม ระรวยรื่นรำเพยลม
๏ วิสูตรทองจะวงวัง ๏ พระวิสูตรจะวงวัง
บัลลังก์รัตนบรรทม บัลลังก์ทิพยบรรทม
รูปภาพจะเรียงรมย์ รูปภาพจะเคียมคม
กินนรฟ้อนชะอ้อนผัน กินนรฟ้อนอยู่ผาดผัน
๏ ทั้งพระญาติวงศา ๏ อีกพระญาติวงศา
ก็จะมาประชุมกัน ก็จะมาประชุมกัน
แสนสาวพระกำนัล แสนสาวพระกำนัล
จะนบน้อมถวายกร จะนอบน้อมประนมกร
๏ ยามค่ำจะร่ำไห้ ๏ ยามค่ำจะร่ำไห้
วิเวกใจด้วยอาวรณ์ วิเวกใจให้อาวรณ์
เสียงสังข์แลแตรงอน เสียงสังข์แลแตรงอน
มโหระทึกบรรเลงเพลง จะประโคมอยู่ครืนเครง
๏ อยุทธยาก็จะระย่อ ๏ อยุทธยาจะเย็นระย่อ
จะทุกข์ท้อด้วยวังเวง ระทดท้ออยู่วังเวง
ฝูงราษฎร์จะครื้นเครง ฝูงราษฎร์จะบรรเลง
ทั้งสากลแว่นวง เมื่อถวายพระเพลิงปลง
๏ นิจจาเอ๋ยเมื่อยามไร้ ๏ อนิจจาเจ้าเพื่อนไร้
มาบรรลัยอยู่เอองค์ มาบรรลัยอยู่เอองค์
พี่จะได้สิ่งไรปลง พี่จะได้สิ่งใดปลง
พระศพน้องในหิมวา พระศพน้องในหิมวา
๏ จะเชิญศพพระเยาวเรศ ๏ จะเชิญศพพระเยาวเรศ
ไปนิเวศอยุทธยา เข้ายังนิเวศอยุทธยา
เกรงแต่พระวงศา ทั้งพระญาติวงศา
จะพิโรธพิไรเรียม จะพิโรธพิไรเรียม
๏ ว่าพามาให้เสียชนม์ ๏ ว่าพี่พามาเสียชนม์
ในกระมลพี่กรมเกรียม ในกระมลให้กรมเกรียม
จะเกลี่ยทรายขึ้นทำเทียม จะเกลี่ยทรายขึ้นทำเทียม
พระแท่นทิพย์ที่บรรทม ต่างแท่นทิพยบรรทม
๏ จะอุ้มองค์เข้าต่างโกศ ๏ จะอุ้มองค์ขึ้นต่างโกศ
เอาแต่โอษฐ์อันร่ำระงม เอาพระโอษฐ์มาระงม
แทนเสียงคณาสนม ต่างเสียงพระสนม
อันร้องร่ำประจำเวร อันร่ำร้องประจำเวร
๏ สาครจะต่างเมือง ๏ สาครจะต่างเมือง
สีขรเนื่องจะต่างเมรุ สีขรเนื่องจะต่างเมรุ
มังกรแลกิเลน มังกรโตกิเลน
จะต่างรูปพนานนต์ จะต่างพาหนะยล
๏ ดาวเดือนจะแทนเทียน ๏ ดาวเดือนจะต่างเทียน
วิเชียรแก้วกลีบจงกล วิเชียรแก้วกลีบจงกล
เมฆหมอกเวหาหน เมฆหมอกในเวหน
จะต่างพู่แลเพดาน จะต่างพู่แลเพดาน
๏ พฤกษาจะต่างฉัตร ๏ พฤกษาจะต่างฉัตร
สุวรรณรัตน์อันไพศาล สุวรรณรัตน์อันไพศาล
ดอกไม้ในหิมพานต์ ดอกไม้ในหิมพานต์
จะต่างพุ่มระย้าราย จะต่างพุ่มอยู่เรียงราย
๏ ฟากฝั่งมหรรณพ ๏ ฟากฝั่งมหรรณพ
จะวงศพเจ้าโฉมฉาย จะวงศพเจ้าโฉมฉาย
แทนเทียมวิสูตรสาย ต่างศรีวิสูตรสาย
สุวรรณรัตนามัย สุวรรณรัตน์อันอำไพ
๏ เสียงคลื่นจะต่างกลอง ๏ เสียงคลื่นจะต่างกลอง
ทั้งพาทย์ฆ้องประโคมใน พิณพาทย์ฆ้องประโคมใน
จักรจั่นแลเรไร จักรจั่นแลเรไร
จะต่างสังข์แลแตรงอน จะต่างสังข์แลเสภา
๏ จะเก็บพรรณดอกไม้ ๏ จะเก็บพรรณไม้หอม
มาเรียงไว้ยังเชิงตะกอน มารวมล้อมขึ้นบูชา
จะเชิญศพเจ้าดวงสมร เชิญศพเจ้าสีดา
ขึ้นวางไว้เหนือเพลิงรุม ขึ้นวางไว้ในเพลิงรุม
  ๏ จะอุ้มองค์เข้ากว่าจะม้วย
  จะตายด้วยเมื่อไฟชุม
  ร้อนเร่าหฤทัยจุม
  พลราชเธอรำพัน
  ๏ แค้นคิดบรู้หาย
  เสียดายทำสงครามขัน
  ขับเคี่ยวประจำกัน
  เจียนจะสิ้นลงหลายครา
๏ ไม่คิดกายจะสู้ม้วย ๏ ไม่คิดกายเสียดายรัก
จะตายด้วยเมื่อเพลิงชุม กับเจ้าลักษณ์อนุชา
เสียดายแต่ได้คุม คุมพลโยธา
พยุหมาจะราวี มาถมทางในวารี
๏ เพราะจะเชิญพระนุชคืน ๏ หวังจะรับพระนุชคืน
ไปชมชื่นยังกรุงศรี ไปชมชื่นในกรุงศรี
ฤๅมาพบแต่ซากผี พี่มาพบแต่ซากผี
สีดานี้พี่เจ็บใจ สีดาพี่น่าน้อยใจ
๏ เสียแรงรู้พระเวทมนตร์ ๏ เสียแรงรู้พระเวทมนตร์
ทั้งศรพลอันเกรียงไกร ทั้งศรพลอันเกรียงไกร
เจ้าสีดามาบรรลัย เจ้าสีดามาบรรลัย
จะทำศึกไปไยมี จะทำศึกไปไยมี
๏ คทาธรแลศรขรรค์ ๏ คทาธรแลศรขรรค์
จะห้ำหั่นให้ยับยี จะหักสะบั้นให้ยับยี
โยนเข้าในอัคคี โยนเข้าเผาอัคคี
ให้มอดหมดจะปลดปลง ให้ม้วยไหม้จะตายตาม
  ๏ เจ้าลักษณ์เอยถ้าพี่ม้วย
  เพราะตายด้วยเจ้าโฉมงาม
  อย่าคิดแค้นทำสงคราม
  จงคืนเข้าอยุทธยา
  ๏ พระชนนีเจ้าทั้งสาม
  จะถามถึงพระพี่ยา
อีกทั้งเจ้าสีดา
  อย่าทูลว่าพี่บรรลัย
  ๏ พระชนนีจะสร้อยเศร้า
  พระญาติเราจะร่ำไร
  ว่าพี่นี้อยู่ไพร
  ประพฤติเพศเปนมุนี
  ๏ สั่งพลางพระทางร่ำ
  แต่แรกย่ำอรุณศรี
  จวบจวนพระรวี
  จะบ่ายเบี่ยงลงยอแสง
  ๏ พระกำลังสลดเลือด
  พระพักตร์เผือดลงโรยแรง
  พระวรกายก็เย็นแสยง
  สยองเส้นพระโลมา
  ๏ สิ้นเสียงก็สิ้นสั่ง
  แลสิ้นทั้งพระเขฬา
  เหือดแห้งพระกัณฐา
  พระนัยน์เนตรก็หลับลง
๏ คั่งคลองนาสาแสยง ๏ พระเสโทธโซมชาบ
ธสุดแรงจะทานองค์ ก็ไหลอาบพระทรวงทรง
โอนเอียงศิโรตม์ลง เอนแอบพระองค์ลง
กันแสงซบกับเกศนาง ฯ กับเกศแก้วกุณฑลนาง
  ๏ สิ้นโสตพระนาสา
  พระวาตาก็สิ้นทาง
  เหลือแต่หทยางค์
  ระริกริกอยู่ริมทรวง
  ๏ ทึกทึกสะท้อนจิต
  นิ่งสนิทฤดีวง
  ดังหนึ่งจะสูญทรวง
  วิสัญญีนิคาลัย

๑๖

๏ เบญกายปริ่มใจฟังพลาง เพื่อภูวจะวาง
ชีวาตมในอัคคี  
๏ นึกสมใจหมายยักษี อาสาอสุรี
จะเสร็จดังใจจินดา  
๏ นรนาถฟื้นสมประดีมา แผดสุรบัญชา
พิโรธแก่ศรีหนุมาน  
๏ เพื่อฆ่าอสุรบุตรราพณ์ราญ ยักษ์จึงจงผลาญ
ยุพินทให้วายชนม์  
๏ วานรนบสนองบัดดล ข้าคิดเห็นกล
เปนเลศแห่งอสุรี  
๏ ด้วยซากศพทวนนที แล้วยังสดดี
ฉันใดจึงลอยฟุ้งฟอง  
๏ จะขอชันสูตรเพลิงลอง แม้นสมเหมือนปอง
จะหายไปกลางเพลิงพลัน  
๏ ทูลแล้วลูกลมชาญฉกรรจ์ ยกศพจรจรัล
มาดลที่ชุมพลไกร  
๏ ขดหางเวียดเวียนวงไป เขม้นหมายใจ
จะกุมอสุรมายา  
๏ เร่งหมู่จังเกียงโยธา นำเชื้อเพลิงมา
แล้วสั่งให้จุดอัคคี  
๏ นางยักษ์ร้อนเร่าอินทรีย์ เหิรหาสทันที
เข้าแอบในกลีบเมฆา  
๏ ลูกลมเล็งเล่ห์อสุรา กระทืบบาทา
พิโรธรุมรึงใจ  
๏ เผ่นโผนโจนตามว่องไว ขะยิกไล่ไป
ครั้นทันก็รวบตัวมาร  
๏ มัดด้วยหางแล้วพาทะยาน มาเฝ้านฤบาล
ในหว่างนิกรดาษดา  
๏ นรซั้นสีหนาทโกรธา ลูกพระสุริยา
จงเร่งไปถามอสุรี  
๏ ราชมัลพานรเสนี กุมตัวยักษี
มาผูกกับหลักโยนยัน  
๏ สุครีพขู่ซักถามพลัน ยักษ์กล่าวพาดพัน
จึงบอกยุบลสัจจา  
๏ ว่าชื่อเบญกายอสุรา คือเปนธิดา
พิเภกผู้น้องกรุงมาร  
๏ ข้ายินข่าวพ่อวายปราณ โดยทัณฑ์ประหาร
บแจ้งประจักษ์มาเยือน  
๏ สุครีพเอาอรรถฟั่นเฟือน คัดคำมั่นเหมือน
เข้าทูลยุบลบรรยาย  
๏ ภูวนาถโกรธเพียงเพลิงพราย สั่งลูกพระพาย
ให้รีบไปถามความมา  
๏ ลูกลมเฆี่ยนถามอสุรา ครั้นได้สัจจา
ก็นำยุบลทูลพลัน  
๏ ภูวให้พิเภกกุมภัณฑ์ ปรึกษาโทษอัน
จะควรดังฤๅโดยสถาน  
๏ ยักษ์ยกโทษลวงนฤบาล ขอทำประจาน
จงยิ่งด้วยราชาทัณฑ์  
๏ แหวะปากลากลิ้นลิดกรรณ รอนเท้ามือมัน
ละน้อยละน้อยเหลื่อมไป  
๏ แล้วจึงผลาญชีวาลัย โดยอุกฤษฏ์อัย
การอันตั้งต่อมา  
๏ นรยกอภัยชีวา ตรัสให้ขุนพา
ยุบุตรไปส่งนางมาร  
๏ ลูกลมรับราชโองการ อุ้มองค์นงพาล
ตระบัดก็เหาะเหิรจร  
๏ ลุสายสินธุสาคร กำแหงพานร
ก็ลงยังฝั่งธารา  
๏ ฤดีฟุ้งรสกรีฑา ถนอมวัจนวาจา
ประโลมยุพินเลียบเลียม  
๏ ว่าอันแสนสุดเสน่ห์เรียม หวังนุชเท่าเทียม
ชีวาตม์วิตกเตือนใจ  
๏ จะทูลขอโทษอรไท พอพระภูวไนย
มหันตทัณฑ์แปลงปลง  
๏ พี่เปรมปรีดาจำนง ฝากไมตรีตรง
บหน่ายสนิทในนาง  
๏ เบญกายคมค้อนคำพลาง นี่ชีพบวาง
กระบิลจึงปองปรานี  
๏ เดิมจำนองภัยมากมี กล่าวร้ายกลับดี
บเชิงจะชิดเชื้อใจ  
๏ ลูกลมสนองคำทรามวัย ว่าโองการไท
ธใช้เฉพาะแต่เรียม  
๏ บควรอรเคียดเคืองเกรียม กรมโกรธแหนงเหนียม
สิเนหป่วยใจปอง  
๏ กิจใดจำนงสมพอง ถ้าสองต่อสอง
บมิจะพ้นมือชาย  
๏ พลางโอนองค์อิงแอบกาย เน้นแนบไม่คลาย
สโรชกองกรรพุม  
๏ ภุมรินมั่วรสรึงรุม เกสรโกสุม
ก็ไขสุคันธแบ่งบาน  
๏ สองรู้รสรักร่วมปราณ สองแรกรสกาล
กำเริบด้วยกองอาลัย  
๏ เบญกายแสนโศกร่ำไร ด้วยการจะไกล
กระบิลเอื้ออาทร  
๏ จำใจจากจำลาจร ระเห็จขึ้นอัมพร
มาลุพิภพอสุรา  
๏ เข้าแทบทูลองค์บิตุลา พลางทรงโศกา
สะอึกสะอื้นรำพัน  
๏ ทศเศียรปลอบเอาใจพลัน นิ่งเถิดหลานขวัญ
อย่าแสนกำสรดเสียใจ  
๏ แม้ลุงส่ายรณเสร็จไป จะปันราชัย
พิภพกึ่งปูนสนอง  
๏ ตรัสแล้วลุกจากแท่นทอง กระมลหม่นหมอง
มาสู่สิริไสยา  
๏ พระกรเกยก่ายพักตรา ตระลึงจินดา
ในการจะหักไพรี  
๏ ฝ่ายนรนาถเรืองศรี ปรึกษาเสนี
จะยกเข้าติดเมืองมาร  
๏ จึงอัษฎาทัศเหี้ยมหาญ ยินราชโองการ
ก็ซ้องศิโรตม์อาสา  
๏ จะถอนเมรุทุ่มคงคา ทอดเปนรัถยา
ไปดลจนเกาะกรุงมาร  
๏ บ้างจักวักวิดชลธาร นำทวยบริพาร
ไปหักพิภพอสุรี  
๏ อึกอึงอาสาจักรี โดยมีฤทธี
ประภาพเหี้ยมแห่งตน  
๏ จึงชามพูวราชฤทธิรณ ทูลว่าขุนพล
อันขันจะขอทำการ  
๏ ก็จะเสร็จโดยฤทธิแรงราญ แต่เกียรติปราบมาร
ไป่งามเจริญเรืองขจร  
๏ เฉกใช่หริรักษ์สังหรณ์ หากได้พานร
จึงง่ายณรงค์มารา  
๏ ขอให้พหลโยธา ไปขนศิลา
มาถมหนทางตรงไป  
๏ ให้ถึงเกาะลงกาไกร พระฤทธิ์กฤษณ์ไท
จะพ่านทั้งพื้นจักรวาฬ  
๏ จึงพระหริรักษ์มหิบาล ฟังชามพูวชาญ
ดำริจะไว้เดชา  
๏ สั่งสุริยบุตรให้พา จังเกียงโยธา
ไปจองถนนทันใด  
๏ สุครีพให้สองเวียงไชย ปันเที่ยวผ่อนไป
อยู่รับแลส่งเสลา  
๏ ต่างรุ่งเรืองฤทธิ์วิทยา เหาะเหิรเวหา
อากาศนั้นปั่นดิน  
๏ เข้าง้างเงื้อมแง่ศีขริน ทุ่มลงสายสินธุ์
สมุทรจะทรุดโทรมทลาย  
๏ นิลพัทฤทธิ์เพียงเพลิงพราย แค้นลูกพระพาย
จะทดจะแทนฤทธา  
๏ เหาะเหิรเข้ายกภูผา แบกเขามหิมา
ก็เหาะมาดลชลธี  
๏ ร้องเรียกหนุมานกระบี่ จะโยนคีรี
อันชูไว้ทั้งสองมือ  
๏ หนุมานขานตอบใดคือ โยนพร้อมกันฤๅ
จะรับทั้งสองอันทัน  
๏ นิลพัทร้องตอบคำพลัน ทหารตัวขยัน
แลฤๅมากล่าวช้าการ  
๏ ว่าแล้วโยนมาบมินาน คำแหงหนุมาน
ก็รับเอาทุ่มธารา  
๏ ครั้นเสร็จไปขนศิลา พัวผูกโลมา
จนทั่วทั้งตัวพานร  
๏ ร้องเรียกนิลพัทฤทธิรอน ให้รับสิงขร
ดั่งเดิมที่ผลัดจัดแจง  
๏ นิลพัทขานขุนคำแหง ว่าข้าเหลือแรง
จะรับแต่มือฤๅทัน  
๏ ลูกลมร้องลงมาพลัน ที่ท่านทำกัน
ดั่งฤๅไปคิดเพื่อใด  
๏ ว่าแล้วสลัดศิลาไป เต็มคัคนาลัย
ดังห่าพิรุณโปรยปราย  
๏ นิลพัทฤทธิ์เพียงเพลิงพราย ระเห็จรับวุ่นวาย
ด้วยเท้าแลมือซ้ายขวา  
๏ เข้าไล่ฉวยรวบศิลา โยนลงคงคา
สะท้านสะเทือนเมรุไกร  
๏ หนุมานกริ้วโกรธร้องไป ว่าเอ็งกระไร
มาทำทะนงศักดา  
๏ ทีมึงไปขนเอามา กูรับภูผา
ด้วยสัจเคารพโดยดี  
๏ ส่วนกูไปขนคีรี ไฉนทำอัปรีย์
เอาเท้าเข้ารับศิลา  
๏ มึงดูหมิ่นกูหนักหนา ว่าอวดอหังการ์
บเกรงกำลังฤทธิรอน  
๏ แต่ท้าวชมพูพานร กูยังพาจร
ทั้งแท่นมาแทบทูลถวาย  
๏ เปนหนึ่งนิลพัทชั่วชาย ศักดิ์ศรีรอยหมาย
จะสู้ไม่สิ้นฝีมือ  
๏ มึงใช่เชลยกูหรือ เร่งคิดดูฤๅ
ว่าใช่ก็ให้ว่ามา  
๏ นิลพัทตอบตามโกรธา กูนี้เทวา
ก็นับว่าชายยิ่งชาย  
๏ เปนหนึ่งแต่ลูกพระพาย กูไม่กลัวกลาย
จะสู้ให้รู้ฤทธิไกร  
๏ กูเปนเชลยไม่แจ้งใจ ตัวเอ็งก็ไหน
เปนพวกเชลยเก่ามา  
๏ ถ้อยทีถ้อยเชลยราชา มึงอย่าอหังการ์
ใช่กูจะกลัวหนุมาน  
๏ ลูกลมโกรธเพียงเพลิงผลาญ เผ่นโผนโจนทะยาน
เข้าจับขึ้นเหวี่ยงเวหน  
๏ ฟัดกับขุนเขาใหญ่ถกล ภูผาบมิทน
ก็แตกเปนจุณธุลี  
๏ นิลพัทไม่ช้ำอินทรีย์ ผาดแผลงฤทธี
สะเทือนทั้งพื้นแผ่นดิน  
๏ โถมจับหนุมานกระบิล ทุ่มลงสายสินธุ์
ก็จมไปจนบาดาล  
๏ อากาศเนียรนาททุกสถาน สาครฟูมธาร
คะนองระลอกเลื่อนผกา  
๏ นารายณ์จอมภพนาถา ได้ยินโกลา
บันฦๅเลวงแดนไตร  
๏ ข้าศึกศัตรูฤๅไฉน ฉงนหฤทัย
ก็สั่งพระศรีอนุชา  
๏ เจ้าลักษณ์ไปยังคงคา นำเหตุผลมา
ให้รู้ยุบลร้ายดี  
๏ พระอนุชประณตบทศรี มาดลชลธี
ก็เห็นทั้งสองราญรอน  
๏ จึงตรัสห้ามขุนพานร แล้วมีสุนทร
แก่ศรีสุครีพนายการ  
๏ เปนไฉนจึงเกิดรบราญ ช่างนิ่งดูดาล
มิห้ามมิแหนกลใด  
๏ สุครีพก้มเกล้าเฉลยไข ข้าห้ามเท่าไร
ทั้งสองบฟังวาจา  
๏ พระสั่งให้คุมสองวา นรผู้บีฑา
แก่กันมาตามเสร็จพลัน  
๏ ครั้นถึงพลับพลาทองพรรณ พระอนุชเคียมคัล
พระเชษฐแทบทูลไท  
๏ นารายณ์เอื้อนโองการไข ทั้งสองชิงชัย
ทะนงทะนุกรุกราน  
๏ แม้นข้ามไปเกาะกรุงมาร สองหาญต่อหาญ
จะรบกันเองโกลา  
๏ สุครีพจงเร่งปรึกษา สองล่วงอาญา
เห็นไว้ไม่ได้สองคน  
๏ สุครีพทูลเจ้าจุมพล ชมพูภูวดล
บัดนี้ธครองสองเมือง  
๏ แก่เฒ่าจะรำคาญเคือง กิจการเมืองเนือง
เกลือกเห็นจะเปนภัยพาล  
๏ จะขอให้ลูกพระกาฬ ไปอยู่บริบาล
ขีดขินพิภพอำมร  
๏ จึงพระหริรักษ์ฤทธิรอน ฟังขุนพานร
ก็สบพระทัยภูบาล  
๏ ธเปลื้องสร้อยสนสังวาล ยกออกประทาน
แก่ศรีสุครีพเสนา  
๏ สั่งให้นิลพัทฤทธา ไปรั้งพารา
ขีดขินนครทันที  
๏ นิลพัทประณตบทศรี กันแสงโศกี
แล้วทูลแก่เจ้าจอมธรรม์  
๏ ขออยู่สงครามกุมภัณฑ์ กลับไปเขตขัณฑ์
จะถ่อมด้วยความอับอาย  
๏ หนึ่งท้าวชมพูเพริศพราย จะแค้นเคืองคาย
ว่าหลบณรงค์มารมา  
๏ นารายณ์โองการวัจนา อยู่รั้งพารา
ก็เหมือนดังอยู่ราญรอน  
๏ ซึ่งท่านรักษาพระนคร ปราบปรามดัสกร
ความชอบก็มีมากมาย  
๏ จงสนผลพฤกษ์ทั้งหลาย เกณฑ์พลไพร่นาย
มาส่งยังกองทัพไชย  
๏ ข้อชมพูจะแค้นใจ จงนำศรไป
ให้เห็นเปนสิ่งสำคัญ  
๏ นิลพัททูลไททรงธรรม์ ขอนิลนนท์อัน
เปนน้องผู้ร่วมเรียงวงศ์  
๏ คุมพานรอยู่รณรงค์ ตามพวกพ้องพงศ์
อย่าพลัดนิกรกุมกอง  
๏ นรนาถก็ได้ดั่งปอง แล้วอวยศรสนอง
ให้รีบไปรั้งธานี  
๏ นิลพัทรับแสงศรศรี ลาไทธรณี
มาดลที่ชุมโยธา  
๏ กอดคอนิลนนท์อนุชา เรียกนิลราชมา
แล้วเล่ายุบลรำพัน  
๏ ทั้งนิลขันนิลปาสัน โศกาสั่งกัน
ด้วยจำจะต้องจากจร  
๏ เสร็จสั่งเสนาพานร นิลพัทฤทธิรอน
ก็เหาะระเห็จเตร็ดทะยาน  
๏ ถึงกรุงชมพูไพศาล โอรสพระกาฬ
ก็มายังราชโรงคัล  
๏ ฝ่ายท้าวชมพูใจฉกรรจ์ เห็นนิลพัทอัน
อัญเชิญพระแสงศรมา  
๏ รีบลงจากอาสน์อาภา รับศรจักรา
มาวางในพานทองพราย  
๏ แล้วถามนิลพัทหลานชาย เหตุผลต้นปลาย
ดั่งฤๅจึงนำศรมา  
๏ นิลพัทความกลัวอาญา นบนิ้ววันทา
แล้วแจ้งคดีทุกอัน  
๏ ชมพูขัดแค้นหุนหัน ลุกขึ้นยืนยัน
ในหว่างนิกรเสนา  
๏ ก้องกาจสำเนียงโกรธา ใคร่ผลาญชีวา
ให้เปนธุลีแหลกลาญ  
๏ หากูเกรงศรนฤบาล หาไม่จะผลาญ
ชีวิตให้ม้วยบรรลัย  
๏ อย่าอยู่ช้ามึงเร่งไป ตามพระภูวไนย
ธิราชอันบัญชา  
๏ นิลพัทก้มกราบอำลา เชิญศรรีบมา
ขีดขินนครพาลี  
๏ แจ้งความดารามารศรี อีกแสนเสนี
แลหมู่นิกายพานร  
๏ ข้างราพณ์รู้การดัสกร จึงสั่งมโหทร
ให้รีบไปหามัจฉา  
๏ มาถึงแล้วสั่งธิดา ให้นำภูผา
ไปทอดยังห้วงอันไกล  
๏ มัจฉานบอำลาไป ป่าวบริวารใน
มหาสมุทรนับพัน  
๏ คล่ำคาบขนผาพาผัน สับสนปนกัน
ไปทิ้งยังอ่าวชลธี  
๏ ลูกลมพิศดูวารี แหนงน่าเหตุมี
ก็โถมลงท้องธาไร  
๏ จึงเห็นมัจฉาเนืองใน สายสินธุ์ซึ้งไหล
คะคล่ำมาขนคิรี  
๏ วานรโกรธคืออัคคี หัตถาแกว่งตรี
เข้าไล่ประหารฝูงปลา ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ จับได้สุพรรณมัจฉา คุกคามโกรธา
จะผลาญให้ม้วยบรรลัย ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ มัจฉาคิดพรั่นหวั่นไหว ไหว้วอนอภัย
ชีพิตต่อวานร  
๏ ข้าจะให้ฝูงมัศยากร คืนขนสิงขร
มาส่งยังที่เดิมดล  
๏ หนุมานแสร้งโกรธานนต์ ใคร่ฆ่านฤมล
ให้ม้วยบทันพรับตา  
๏ นี่หากคิดโฉมชายา ในพื้นวสุธา
บมีที่เทียบถึงสอง  
๏ สิริลักษณ์เลิศล้ำลำยอง เพียงแท่งพิมพ์ทอง
ไม่ควรจะฆ่าราตี  
๏ พี่ขอมอบมิตรไมตรี ฝากชีพชีวี
ไว้คู่สนิทในสมร  
๏ มัจฉาตอบขุนพานร ข้าอยู่สาคร
เปนชาติเชื้อมัจฉา  
๏ ไม่ควรคู่ผู้ศักดา ใช่ชาติภาษา
จะร่วมสนิทชิดชม  
๏ สรรเสริญเยินยอไม่สม ประดิษฐ์คิดคม
จะลองจะล่อพอสบาย  
๏ วางข้าจะลาผันผาย มารัดรึงกาย
ให้ช้ำระกำน้ำใจ  
๏ วานรลูบโลมอรไท วรโฉมวิไล
วิลาสล้ำสาวสวรรค์  
๏ พี่ได้แนบสนิทติดพัน ถึงต่างชาติกัน
ก็ควรจะครองใจชาย  
๏ เรียมห่อนให้อรอับอาย ปลอบพลางแนบกาย
บรรสานสนิทเนียนนอน  
๏ โพยมพยับอับแสงทินกร นิกรหมู่ภมร
ก็มั่วในกลีบกุสุมาลย์  
๏ กลั้วเกลือกรสกลิ่นมณฑาร เสาวคนธ์แบ่งบาน
ก็ฟุ้งด้วยกลิ่นมาลา  
๏ เสร็จสั่งสุพรรณมัจฉา เจ้าป่าวฝูงปลา
ให้ขนคิรีคืนสถาน  
๏ ขอลายุพยอดเยาวมาลย์ ไปเฝ้าอวตาร
เพราะราชกิจติดพัน  
๏ มัจฉาวิโยคโศกศัลย์ ข้าว่าทุกอัน
มิฟังซึ่งข้าวาที  
๏ บัดนี้จะคิดบิดหนี โอ้อกสตรี
จะม้วยด้วยความอาวรณ์  
๏ จงเอาพระขรรค์ฟันฟอน ให้ชีพเมียมร
ณาศแล้วจึงไป  
๏ พานรปลอบโลมทรามวัย เรียมหากจำใจ
นิราศก็เพราะกุมการ  
๏ เจ้าค่อยอยู่ยังชลฉาน เสร็จการนฤบาล
จะกลับมาชมสมสมร  
๏ ว่าพลางชวนนางบทจร ช่วยขนสิงขร
มาส่งถึงฝั่งธารา  
๏ จึงนางสุพรรณมัจฉา ประกาศฝูงปลา
ให้ขนคิรีคืนไป  
๏ ฝูงปลาใหญ่น้อยคลาไคล คืนคาบไศล
มาส่งยังฝั่งชลธี  
๏ เสร็จฝูงปลาขนคีรี โลมลาเทวี
ระเห็จขึ้นจากชลธาร  
๏ ฝ่ายสุพรรณมัจฉานงคราญ อยู่จำเนียรนาน
ก็แจ้งว่าทรงครรภา  
๏ จึงรำพึงการไปมา เกลือกท้าวบิดา
ธทราบจะแค้นเคืองคาย  
๏ นางจึงมาดลหาดทราย นบเทพนิกาย
อัญเชิญประชุมจงพลัน  
๏ ช่วยสำรอกลูกจากครรภ์ ดับสรรพไภยัน
ตรายนิราศราวี  
๏ ให้รู้บุญญาบารมี อันจักเปนดี
ในหมู่ทหารหริวงศ์  
๏ ร้อนอาสน์อัมรินทร์โดยจง จึงนำอนงค์
แลเทพไทไวมา  
๏ เข้าช่วยแปรครรภ์กัลยา แวดล้อมซ้ายขวา
สะพรั่งทั้งฝั่งสาคร  
๏ ครั้นมหุรดิฤกษบวร มัจฉาสายสมร
สำรอกซึ่งบุตรบัดใจ  
๏ ผิวพรรณผุดผ่องประไพ กลกายฤๅไกล
กับวายุบุตรบิดา  
๏ แต่ท่อนหางเปนมัจฉา องค์อัมรินทรา
ก็สรรเอานามพานร  
๏ กับนามมัจฉามารดร สฤษฎิ์สมญากร
มัจฉานุราชฤทธี  
๏ แล้วเทพดลใจยักษี ไมยราพให้มี
มโนวิจลแดดาล  
๏ หวังเที่ยวโพนไพรพนสาณฑ์ จักสบกุมาร
มัจฉานุราชพาไป  
๏ เปนบุตรบุญธรรมพิสมัย เสร็จแล้วเทพไท
ก็คืนพิมานรูจี  
๏ อรอุ้มบุตรพลางโศกี ร่ำสอนคดี
อันเปนสิริเรืองไชย  
๏ ว่าท่านหนึ่งทรงมาลัย กุณฑลแก้วไกว
แลหาวเปนดาวดวงจันทร์  
๏ เขี้ยวเพชรขนเพชรพรายพรรณ ชื่อหนุมานอัน
ประภาพปราบสากล  
๏ เปนยอดโยธาสามนต์ นารายณ์ฤทธิพล
อันแผ้วประยุรมารพาล  
๏ ผิวพบเจ้าอย่าอหังการ เร่งยำกราบกราน
ผู้นั้นคือท้าวบิดา  
๏ ขุนพานรเศร้าโศกา เกาะกอดกัณฐา
พิลาปลาญอาลัย  
๏ มัจฉาปลอบโลมเอาใจ แล้วฝากเทพไท
สุเรนทรท้าวบริบาล  
๏ บำบัดสรรพโรคภัยพาล จงสุขสำราญ
นิราศกระลีบีฑา  
๏ ไปพลางแลดูบุตรา โศกเสียววิญญา
บใคร่จะจากจำไป  
๏ จะกล่าวไมยราพเรืองไชย อันผ่านโภไค
อยู่ภพบาดาลมาร  
๏ ฝันว่าเทพท้าวรำบาญ นำแก้วประพาฬ
มาวางบนหัตถ์บัดดล  
๏ ครั้นรุ่งเรืองสุริยมณฑล จึงเล่ายุบล
แก่หมู่นิกรโหรา  
๏ โหรเฒ่าทายลาภเจษฎา โดยเห็นลัคนา
จะได้ทหารพานร  
๏ สุรภาพเพิงเทียมทินกร มาไว้นคร
พิภพบาดาลมาร  
๏ ไมยราพครั้นฟังเบิกบาน คิดใคร่สำราญ
ประพาสโพนไพรวัน  
๏ ร้องเร่งเสนามารพลัน ให้เตรียมพลขันธ์
จงสรรพแต่ในนาที  
๏ สั่งแล้วสวมรัตนราชี ขัดแล่งศรศรี
ขึ้นราชรถอำไพ  
๏ ให้เคลื่อนพหลพลไกร ผยองราชรถไชย
ขึ้นจากสุธาบาดาล  
๏ เมียงสบพฤกษ์เพล็ดดวงบาน พุ่มพวงร่วงราน
สุคนธระรวยโรยลม  
๏ พะยอมยมโดยยางยม เกดแก้วสุกรม
กระถินกระทุ่มพุมเรียง  
๏ ตุ่มเต็งแต้วตาดปรูเปรียง มะหาดหันเหียง
อเนกเนืองชายไพร  
๏ ขุนมารเร่งพลครรไล บากทางตรงไป
ถึงขอบสมุทรทันที  
๏ ชายชมหาดแก้วมณี นิลเนียรคันถี
แลดาษด้วยศิลาทอง  
๏ มีทั้งประวะหล่ำเลื่อมฟอง มุกโมราตอง
ระยับกับแสงสุริยน  
๏ เห็นมัจฉานุบัดดล จึงคลาสามนต์
มาใกล้แล้วถามพานร  
๏ ว่าไยปละญาตินิกร ซังสาดสัญจร
มาอยู่สันโดษอาทวา  
๏ มัจฉานุทูลอสุรา ว่าข้าเกิดมา
เปนเพศประยูรพานร  
๏ บเช่นหมู่มัศยากร จะสู่สาคร
ก็กลัวจะสิ้นสุดปราณ  
๏ ยักษ์รักอาลัยกุมาร คำนึงสงสาร
ว่าเจ้าจะอยู่ฉันใด  
๏ มาเถิดพ่อจักรับไป บำรุงเลี้ยงไว้
สถานบุตรบุญธรรม์  
๏ พลางลงอุ้มพานรพลัน ประเวศพลขันธ์
มาใกล้จะลุเวียงไชย  
๏ ยั้งยังแนวด่านชั้นใน จึงเกณฑ์พลไกร
อสุรขุดสระพลัน  
๏ แล้วปลูกลินจงสัตตบรรณ หลากหลากหลายพรรณ
สล้างไปทั้งชลธี  
๏ สระนั้นกว้างขวางยาวรี ชลสุทธิ์ใสศรี
แลลึกก็โปร่งเห็นไป  
๏ ไมยราพเบิกบานหฤทัย ยกด่านชั้นใน
ประสิทธิ์แก่ขุนพานร  
๏ แล้วเคลื่อนพยุหเขจร เข้าสู่นคร
พิไชยราชบาดาล ฯ  
  1. ๑. ในต้นฉบับมีรอยดินสอเขียนเพิ่มเติมไว้ว่า ฯ พระราชนิพนธ์แต่นี้ไป ฯ

  2. ๒. ในต้นฉบับมีรอยดินสอแก้ว่า พระเหลือบเล็งชลาสินธุ์

  3. ๓. ในต้นฉบับมีรอยดินสอแก้ว่า ในวารินทะเลวน

  4. ๔. ในต้นฉบับมีรอยดินสอแก้ว่า จึงเห็นรูปอสุรกล

  5. ๕. ในต้นฉบับมีรอยดินสอแก้ว่า อันกลายแกล้งเป็นสีดา

  6. ๖. ในต้นฉบับมีรอยดินสอแก้ว่า แม้นพระแม่เจ้าทั้งสาม

  7. ๗. ในต้นฉบับมีรอยดินสอแก้ว่า จงว่าพี่นี้อยู่ไพร

  8. ๘. ในต้นฉบับมีรอยดินสอแก้ว่า พระวาตาก็อับปาง

  9. ๙. ในต้นฉบับมีรอยดินสอแก้ว่า สวรรคตนิคาลัย และเขียนเพิ่มเติมตอนท้ายว่า ฯพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ เพียงนี้ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ