ประชุมคำพากย์รามเกียรติ์ ภาค ๗ ตอน พระรามประชิดลงกา

๑๖

๏ ฝ่ายศรีสุครีพหนุมาน ถมทางทำการ
บรรลุตลอดลงกา  
๏ เกณฑ์พลตกแต่งมรรคา แล้วไว้โยธา
อยู่ด่านตระเวนวารี  
๏ นรให้หาฤกษ์ยามดี จะยาตรโยธี
เข้าตั้งประชิดปราการ  
๏ ตริตรัสหวังหาผู้หาญ อันข่มนามมาร
ดำรงธวัชนำพล  
๏ จึงขุนไชยามฤทธิรณ เข้านบยุคล
นเรศแล้วทูลไท  
๏ ว่าพระอิศราธิปไตย อวยข้าเดียวใด
มาธารธุชารณมาร  
๏ แม้แหนงในบาทนฤบาล ขอจงถามการ
อมรสิทธาพลัน  
๏ ท้าวให้ลูกลมจรจรัล ไปเชิญนักธรรม้
ซึ่งอยู่ยังเขาเงินมา  
๏ แล้วภูวนาถถามกิจจา โดยกาลบูรพา
ดั่งเรื่องยุบลพานร  
๏ นักสิทธ์จึงถวายพระพร ว่าสมญากร
ไชยามนิข่มนามมาร  
๏ บควรท้าวจะแหนงนาน จะทรงไชยชาญ
ประจักษ์ดั่งพระอิศรา  
๏ ว่าแล้วถวายพรลา เห็จเหิรเวหา
ไปสู่หิรัญคีรี  
๏ พิเภกทูลไทธรณี อุษาโยคดี
ด้วยราชฤกษ์เรืองไชย  
๏ สรรพปลอดร้ายจัญไร จะฟูยศไกร
ด้วยราชลาภเจษฎา  
๏ เฉกกฤษณะเลอครุทา บันฦๅไชยา
นุภาพปราบทศกันฐ์  
๏ นรสั่งลูกพระดรยัน ให้เตรียมพลขันธ์
จงสรรพกระบวนพลจร  
๏ สุครีพจัดพยุหมังกร วางพลพานร
สิบหกสมุทรกุมกัน  
๏ ให้หนุมานออกยืนยัน ถือหมวดพลขันธ์
เปนเศียรมังกรบัดดล  
๏ วาหุโรมนิลขันฤทธิรณ คุมเตียวเพชรพล
เปนตาทั้งสองโสภา  
๏ จัดเอาเกสรทมาลา คุมพลอาสา
ออกยืนเปนหงอนบัดใจ  
๏ องคตหลานท้าวสหัสนัยน์ ตั้งพลรายไป
บรรจบเปนคอมังกร  
๏ สุรเสนกับนิลเกสร วางพลพานร
เปนปากแลฟันล่างบน  
๏ เท้าหน้านิลเอกฤทธิรณ นิลราชสองตน
กำกับนิกรเท่ากัน  
๏ เท้าหลังนั้นนิลปาสัน มนตรีกุมิตัน
ทั้งสองบังคับโยธา  
๏ หางนั้นรสคนธ์เสนา พิไชยรถา
เปนตัวมังกรไกรเกรียง  
๏ อันหมู่เตียวเพชรจังเกียง ยืนซ้ายขวาเรียง
เปนเล็บแลเกล็ดเจษฎา  
๏ ครั้นรุ่งเรืองแสงสุริยา สองสุรกระษัตรา
ธจากบรรจถรณ์แท่นทอง  
๏ เสด็จสรงสุหร่ายโรยละออง เซ็นเซ็นฝอยฟอง
วารินรำเพยกลิ่นไกล  
๏ ต่างทรงอาภรณ์อำไพ เรืองรัตนามัย
ดั่งองค์พระสุริยจันทรา  
๏ พระเชษฐ์ทรงศรศักดา นรนาถอนุชา
ก็จับพระขรรค์พรรณราย  
๏ แล้วเสด็จทายทอดกรกราย ขึ้นสู่เกยหมาย
คอยราชฤกษ์จรลี  
๏ ป่างองค์อดิศรโกษีย์ รัตนอาสน์มณี
พิกลร้อนราวไฟ  
๏ พันเนตรบงเนตรส่องไป ก็เห็นเหตุใน
นารายณ์จะข้ามคงคา  
๏ จึ่งสั่งมาตุลีเทวา ให้นำรถา
ไปทูลถวายภูธร  
๏ แล้วท่านอยู่ขับรถจร กว่าพระสี่กร
จะเสร็จณรงค์ปราบมาร  
๏ สารถีเทพรับบรรหาร ก้มเกล้ากราบกราน
ตระบัดมาเทียมรถไชย  
๏ เสร็จแล้วรีบขับลงไป ถึงทูลภูวไนย
ดั่งเทวบัญชาการ  
๏ จึงน้องเจ้าลงกามาร เห็นการบันดาล
เปนราชฤกษ์อัศจรรย์  
๏ ให้พานรโห่พร้อมกัน ฆาฏฆ้องไชยพลัน
แลเปล่งสำเนียงดนตรี  
๏ ไชยามภวานเสนี ทอดธุชคระวี
ดำเนินนิกายจรดล  
๏ พระเสด็จทรงรถวิมล กงคร่ำเครือวน
เปนขดกุดั่นดุมทอง  
๏ แอกอ่อนงอนงามเรืองรอง ทวยมาศลำยอง
สะดุ้งวิเชียรชัชวาล  
๏ สี่มุขใสแสงประพาฬ บุษบกก่องกาญ
จนาด้วยไพฑูรย์ผจง  
๏ เก็จกาบสาบเสาเพราทรง บังแทรกหางหงส์
มณีปราลีราย  
๏ ช่อฟ้าช้อยเฟื้อยเฉื่อยฉาย ห้ายอดเยี่ยมพราย
โพยมจำรัสเรืองงาม  
๏ เทียมเทพสินธพเลิศสยาม พรรณผ่านผิวคราม
สลับกะเลียวแซมทราย  
๏ มาตุลีขี่ขับเผ่นผาย น้องนรนารายณ์
นั่งหน้าประนมวรกร  
๏ อภิรุมชุมสายบวร บังแทรกจามร
สลัดขนัดอัดไป  
๏ งามพลงามราชรถไชย เงื่อนโฉมภูวไนย
แลโฉมพระนุชอนุชา  
๏ ครั้นมาเกือบกึ่งมรรคา พระบงนัยนา
ในหลังสมุทรแลยล  
๏ ชมฝูงมัศยาเสียดสน คล้ายคล่ำคลาชล
ระเริงในสายสินธู  
๏ เนืองหมู่เหราราหู ช้างน้ำค้ำชู
ศีรษะแลงาเงยงอน  
๏ เงือกน้ำม้าน้ำเผ่นจร ไหลหลั่งมังกร
ในหลังสมุทรเวียนไว  
๏ พระชมพลางเร่งรถไชย สู่ฝั่งสมุทรไท
ถึงฟากพิภพลงกา  
๏ สารัณทูตยลโยธา จึงนำกิจจา
เข้าทูลแก่เจ้าจอมมาร  
๏ ยักษ์ฟังตรัสตริตรองการ แล้วตรัสสั่งภาณ
ณุราชอันมีเดชา  
๏ ว่าเอ็งเร่งไปมารยา ดำด้นประดา
ลงอยู่ข้างใต้ปัฐพี  
๏ ฝ่ายพื้นเบื้องบนธรณี จงกอปรวิธี
นิรมิตให้เอี่ยมโอฬาร์  
๏ เปนห้วยละหานหุบธารา อาเกียรณพฤกษา
ตระการด้วยผลดอกใบ  
๏ กูคิดเห็นมันจะไป เสาะหาที่ไช
ยภูมิบรรทับโยธา  
๏ ผิวสมดุจเราจินดา จงพลิกวสุธา
ให้ขว้ำลงทับทัพไชย  
๏ แม้นเสร็จดัสกรกระษัย ถึงลงกาไกร
กูปองจะปูนบำนาญ  
๏ เสนายักษ์รับโองการ มาตรงบริพาร
พระรามอันหยุดโยธี  
๏ อสูรสำรวมอินทรีย์ ร่ายเวทวิธี
โดยสาสนแห่งพรหมาน  
๏ นิรมิตรุกขชาติพิการ ดอกผลบันดาล
อุบัติเรณูราย  
๏ เปนที่สำนักดูสบาย รสคนธกำจาย
ตรลบไปทั้งอารัญ  
๏ แล้วประดาดินลงยัดยัน หมายท่วงทีอัน
จะล้างอรินทร์ด้วยกล  
๏ จึงนรนารายณ์ฤทธิรณ ออกแสนสามนต์
ก็สั่งประโคนธรรพพลัน  
๏ ให้ไปเสาะดูอารัญ ที่ภูมิไชยอัน
จะยาตรไปยั้งโยธา  
๏ คันธรรพรับราชบัญชา เข้าในหิมวา
แสวงวนานต์ดานดง  
๏ เห็นที่ภาณุราชบรรจง ดูเพียงพิศวง
ด้วยเลศแห่งอสุรี  
๏ ทรายอ่อนรื่นราบธรณี ผลาผลชลธี
เห็นพอนิกรเลี้ยงกัน  
๏ เสร็จสมดั่งใจคนธรรพ์ สังเกตสำคัญ
แล้วกลับมาทูลบรรยาย  
๏ นรนาถแย้มโอษฐ์อภิปราย ว่าที่สบาย
พิเภกจะเห็นฉันใด  
๏ พิเภกก้มเกล้าทูลไท นอกมรกตไป
ฤๅเห็นเปนที่ถาวร  
๏ นี่กริ่งกลการราญรอน ท้าวยี่สิบกร
ทำเลศเพโทบาย  
๏ พระอย่าปรีดามุ่งหมาย น่าแหนงแคลงคลาย
ในภูมิพฤกษ์อัศจรรย์  
๏ พระสั่งหนุมานโดยพลัน คุมเอาคนธรรพ์
ไปนำวนานต์แนวพนม  
๏ จึงขุนกำแหงลูกลม รับสั่งบังคม
ก็พาประโคนธรรพมา  
๏ ครั้นถึงพิศภูมิพฤกษา เรียงร่มรัถยา
สะอ้านอรัญราวไพร  
๏ ดอกดวงพวงผลดาษไป ลมพากลิ่นไกล
แลรสเบื่อโรยมา  
๏ ทั่วทุกผลพรรณพฤกษา บมิเห็นคณา
วิหคฤๅใกล้กราย  
๏ ห้วยละหานธารชลทั้งหลาย รอยมฤคฤๅหมาย
จะมีดั่งดลก่อนกาล  
๏ ขุนกระบิลเพ่งพิศพลางดาล ใจน่าแหนงนาน
ในเหตุใต้ธรณี  
๏ จึงโอมอ่านเวทพระศุลี แล้วแผลงฤทธี
ชำแรกสุธาลงไป  
๏ แลเห็นอสุรีเกรียงไกร ลูกลมขัดใจ
ก็โถมเข้าถีบกุมภัณฑ์  
๏ ล้มแล้วเหยียบบอกไว้พลัน ซักถามเหตุอัน
มาทำวิการมารยา  
๏ อสุรภาณุราชยักษา พรั่นตัวกลัวพา
ยุบุตรจะผลาญชีวี  
๏ จึ่งแจ้งกลเจ้าธรณี ลงกาอันมี
บัญชาประกาศิตการ  
๏ ลูกลมโกรธาทะยาน ตัดเศียรขุนมาร
ระเห็จขึ้นธรณี  
๏ ยืนพิศพี้นไพรพนาศรี พฤกษาวารี
ก็หายไปกับนัยนา  
๏ คุมเอาประโคนธรรพกลับมา จึงทูลกิจจา
แด่นาถนารายณ์ด้วยพลัน  
๏ นรเล็งศีรษะกุมภัณฑ์ กริ้วโกรธคนธรรพ์
ก็สั่งกระบิลหนุมาน  
๏ ให้เอาประโคนธรรพไปผลาญ ชีพิตด้วยการ
อันกลศึกดูเบา  
๏ ลูกลมรับพจน์เคียมเคา รพแล้วกุมเอา
อสุรคนธรรพา  
๏ มาให้กระบิลโยธา ตระเวนยักษา
ในวงจังหวัดทัพไชย  
๏ พานรนายฉม่องว่องไว คุมคนธรรพ์ไป
ประจานให้ร้องโทษา  
๏ คนธรรพ์เศร้าสร้อยโศกา เดินพลางร้องมา
ในหว่างนิกรโยธี  
๏ ใครอย่าเยี่ยงเราบมิดี โฉดเขลาฤๅมี
มโนหรู้รอบการ  
๏ ขณะนี้ดำรัสให้ผลาญ ชีพเราประจาน
ด้วยโมหจิตใจพลัน  
๏ พานรนครบาลชาญฉกรรจ์ ตระเวนคนธรรพ์
แล้วผลาญชีวิตบัดใจ  
๏ ปางนรนารายณ์เรืองไชย ออกเสนาใน
ก็ถามพิเภกบมินาน  
๏ ว่าเขามรกตพิศาล ไกลใกล้กรุงมาร
ดั่งฤๅจะยั้งโยธา  
๏ พิเภกทูลพระจักรา ว่าทางลงกา
กับมรกตคีรี  
๏ กึ่งกันใกล้ไกลพอดี แต่ท้าวทศศีร์
ให้กุมภาสูรบริบาล  
๏ ภูวจึงใช้ศรีหนุมาน ควบคุมทวยหาญ
ไปสู่ลำเนาคีรี ฯ  

ฯ เจรจา เชิด ฯ

๏ เข้าไล่รุกราญราวี เอิกเกริกโกลี
สะเทื้อนสะท้านหิมวา  
๏ ขบกัดฟัดมารมรณา ชักฉีกแขนขา
อสูรขว้างโยนทะยาน  
๏ แสนส่ำส่ำสูรทวยหาญ พุ่งซัดยุทธการ
เข้าต่อกระบิลบัดใจ  
๏ ธุมามืดมนมัวไพร ร้อยโกฏิพลไกร
ก็ม้วยด้วยมือพานร  
๏ จึงกุมภาสูรชาญสมร เห็นพลมารมรณ์
ก็โกรธพิโรธรุกราญ  
๏ กลอกตาชำเลืองเหลือกลาน แกว่งหอกทะยาน
ออกรณรงค์กลางแปลง  
๏ จึงศรีหนุมานคำแหง จับอสุรสำแดง
สมรรถเดโชพล  
๏ ฟัดกับขุนเขาใหญ่ถกล กุมภาสูรชน
มชีพทำลายกาย  
๏ เสร็จสังหารมารวอดวาย โอรสพระพาย
ผู้ทรงพหลเดชา  
๏ ไว้พลพานรรักษา ด่านทางมรรคา
ระวังจังหวัดคีรี  
๏ แล้วเหาะหิ้วหัวยักษี มาในนาที
ก็ดลที่พักบริพาร  
๏ พานรนบถวายเศียรมาร ทูลได้ทำการ
สำเร็จดังราชบัญชา  
๏ พระกฤษณุเปรมปรีดา ให้เคลื่อนโยธา
ไปมรกตบัดใจ  
๏ เซ็งเสียงพิณพาทย์เพลงไพ เราะก้องกึกใน
อรัญเวศเพียงพัง  
๏ สุรศัพท์โหมโห่ประนัง ซ้องเสียงแตรสังข์
สนั่นบันฦๅธรณี  
๏ พระระเมียรมุ่งเมิลทฤษฎี รุกขรุ่นเรือนขจี
บังหวนสุคนธ์อบดง  
๏ อ้อยช้างรอยช้างหักลง หูกกวางกวางตรง
เข้าเล็มระบัดใบเปลา  
๏ ชงโคโคฟุบแฝงเงา ตาเสือเสือเซา
บนตอข้างรกริมทาง  
๏ หนามแรดแรดแทะหนามพลาง ควายผู้พานาง
กระบือเข้ารมย์นมควาย  
๏ ดีหมีหมีปีนขึ้นปลาย คาบโคผึ่งผาย
มากินยังคบหลบกัน  
๏ เลียงผาเลียบแผ่นผาชัน กลัวเสียงพลขันธ์
เข้าเร้นในเซาะซอกซอน  
๏ เร่งรถรัดรีบอัสดร เร่งยาตรพยุหจร
ถึงมรกตคีรี  
๏ ลูกพระอาทิตย์ฤทธี เกณฑ์พลกระบี่
ให้ตั้งประทับพลับพลา  
๏ ในที่ครุฑนามมหิมา ใต้ร่มพฤกษา
กร่างทองอันใหญ่ใบบัง  
๏ สี่มุขชาลาหน้าหลัง ไว้แถวทิมคลัง
ทุกด้านตำแหน่งนอกใน  
๏ หอรบเขื่อนค่ายรายไป เชิงเทินทวารไชย
ประดิษฐ์ประดับเจษฎา  
๏ จึงนรนารายณ์นาถา ขึ้นสถิตพลับพลา
กับองค์พระลักษณ์ร่วมใจ  
๏ แล้วสั่งพิเภกทันใด ให้นำเสด็จไป
ประพาสวิเชียรคีรี  
๏ สั่งเสร็จพระเสด็จจรลี กับองค์พระศรี
อนุชโดยเสด็จมา  
๏ เนืองหมู่เสนางค์ดาษดา น้องเจ้าลงกา
ก็นำยุบาทบทจร ฯ  

๑๑

๏ พระชายชรเมียรชม คีรีรัตน์อลงกรณ์
เทิ้งแท่งทิฆัมพร ไพโรจน์ด้วยนิลาผกา
๏ ระยับน้ำมรกต แสงใสสดตระการตา
รุ่งเรืองทิวารา ตรีจำรัสจำรูญงาม
๏ ตรวยโตรกชะโงกง้ำ มีทางถ้ำชลาลาม
พุพุ่งหลั่งไหลหลาม ลงจากเงื้อมมณีลาย
๏ ดาษดูกระเด็นโดน แทงถั่งโชนชลาขจาย
ทบไหลลงหาดทราย มาวิเชียรสาครควร
๏ โยธากระบิลชม สำราญรมย์สำรวญสรวล
หยอกเพื่อนชี้ชมชวน กันดูเล่นบันเทิงใจ ฯ

๑๖

๏ ชมเสร็จพระเสด็จคลาไคล พิเภกนำไป
วิเชียรสาครพลัน ฯ  

๑๑

๏ พระเสด็จสู่สระสรง กับองค์พระอนุชาบัน
เทิงราชหฤทัยหรร ษสำราญสกนธ์กาย
๏ ชลใสสะอาดแพร้ว แลน้ำแก้วกระลอกฉาย
ฝูงมัจฉาคล่ำสาย ชลป่วนกันไปมา
๏ พระชมอุบลจง กลนีเลนจงผกา
บานรับซึ่งแสงภา ณุมาศรวยสโรชขจร
๏ หมู่ภุมรินเชย รำเหยรสเกสร
บานบัดอรชร แฝงใบบานตระการตา ฯ

๑๖

๏ สรงเสร็จพระเสด็จลีลา ขึ้นสู่พลับพลา
กับองค์พระลักษณ์ลาวัณย์  
๏ ฝ่ายสิบแปดมงกุฎชวนกัน พาพวกพลขันธ์
ลงเล่นในสระสินธู  
๏ แล้วเที่ยวโพนไพรไต่ผลู ลอดเลาะเสาะดู
ผลพฤกษ์ในอารัญ  
๏ ฝ่ายกองคอยเหตุกุมภัณฑ์ เห็นภาณุราชอัน
พินาศชีวาลัย  
๏ ทั้งกุมภาสูรตักษัย ข้าศึกได้ไช
ยภูมิบรรทับโยธี  
๏ สี่นายไม่มีสมประดี เผ่นขึ้นพาชี
เข้าสู่นครทูลการ  
๏ ทศเศียรกระหนกดกดาล ให้เกณฑ์บริพาร
แลแต่งจังหวัดรอบรัน  
๏ อีกหมู่ม้ารถคชกรรม์ เมืองขึ้นขอบขัณฑ์
เร่งรวมมาไว้ลงกา  
๏ เปาวนาสูรจัดโยธา ขึ้นช่องเสมา
แลป้อมทวารชั้นใน  
๏ แยกปันหมวดกองรายไป นั่งยามตามไฟ
ระวังทิวาราตรี  
๏ ชั้นนอกตั้งพลยักษี ไว้กองอัคคี
กำหนดแต่ห่างสิบวา  
๏ แล้วแต่งนิกรยักษา ตระเวนตรวจตรา
จังหวัดนิเวศบริบาล  
๏ สารวัดจัดแจงทวยหาญ เตรียมเครื่องยุทธการ
แลหัยรถคชา  
๏ จึงวางพลกองอาสา เชื่องใช้กิจจา
ซ่อนซุ่มอยู่ในไพรวัน  
๏ คอยทีสงครามบุกบัน ไหนหนักหนุนกัน
ประคองกำลังราวี  
๏ ฝ่ายนรนารายณ์เรืองศรี ออกแสนเสนี
ในมุขพลับพลาสุรกานต์  
๏ พร้อมพิเภกสุครีพหนุมาน ศรีชมพูพาน
องคตอันเรืองฤทธี  
๏ นิลราชนิลนนท์มนตรี นิลขันเสนี
โคบุตรกระบิลไชยาม  
๏ เกสรทมาลาศรราม นิลเพชรอีกชาม
พูวราชกระบิลสุรกานต์  
๏ สุรเสนนิลเอกเหี้ยมหาญ โชติมุขแลญาณ
รสคนธ์กระบี่บิงคลา  
๏ สัตพลีมาลุนท์สุรพา วาหุโรมมา
กัญจวิกมหัทวิกัน  
๏ เตียวเพชรทวิพัทวิสัน ตราวีกุมิตัน
วิมลพานรใน  
๏ เกยูรมายูรชาญไชย ดับนั้นลงไป
จึงหมู่กระบิลจังเกียง  
๏ ถ้วนพลเตียวเพชรเรียบเรียง หมอบดาหน้าเคียง
ทั้งสองบูรินทร์พร้อมกัน  
๏ เบื้องขวาขีดขินเขตขัณฑ์ ฝ่ายซ้ายสำคัญ
พิไชยชมพูศรี  
๏ ธจึงตริปรึกษาคดี ว่าการราวี
ก็เยี่ยมเข้าเหยียบแดนมาร  
๏ ควรหลั่งเลื่อนพวกพลหาญ เข้าหักปราการ
นิเวศฤๅฉันใด  
๏ สุครีพสนองทูลบัดใจ จะหักชิงชัย
บงามแก่ราชราวี  
๏ เฉกใช่ไวกูณฐ์จักรี ปานเอาโยธี
มาถมเอาแรงพลมาร  
๏ ผิดเชิงรณราชโบราณ เห็นเปนศึกพาล
ดั่งโจรอันปล้นธานี  
๏ ขอแต่งทูตไปพาที เกลือกข้างทศศีร์
จะนำยุพินคืนถวาย  
๏ มาตรมันดึงดุท้าทาย จะยอนิกาย
ออกต่อก็ต่อตามมัน  
๏ แล้วจักเห็นฤทธิ์กุมภัณฑ์ เห็นเดชพวกกัน
อันโดยเสด็จยาตรา  
๏ ประการหนึ่งก็จะพ้นนินทา พิเภกผู้มา
อยู่ในกระบวนทัพไชย  
๏ พระฟังต้องราชหฤทัย ตรัสว่าเห็นใคร
จะควรเปนทูตทูลสาร  
๏ จึงสุครีพชมพูพาน ชามพูวผู้หาญ
นบน้อมสนองบัญชา  
๏ ว่าหลานโกสิตศักดา ทศเศียรอสุรา
แต่ก่อนก็เกรงฤทธิรอน  
๏ เห็นควรจำทูลสารจร ไปสู่นคร
พิไชยลงกามาร  
๏ นรสั่งหลานท้าวมัฆวาน ว่าจักไปการ
จึงมั่นสติจงดี  
๏ แล้วส่งขุนสัตพลี ให้แต่งสาส์นศรี
ประสาทแก่หลานอินทร์พลัน  
๏ องคตก้มเกล้าอภิวันท์ เหิรเหาะเห็จหัน
มาสู่พิไชยลงกา  
๏ ครั้นถึงนัคเรศยักษา พานรเดินมา
ยังที่ทวารเวียงไชย  
๏ ฝูงมารแลเห็นแต่ไกล ต่างตื่นตกใจ
ก็ปิดประตูบูรี  
๏ องคตร้องบอกทันที ว่ากูมามี
ธุระด้วยการแผ่นดิน  
๏ ว่าแล้วบันดาลกายิน เท่าท้าวพรหมินทร์
ออกยืนกำบังสุริยา  
๏ ฝ่ายข้างปิ่นภพลงกา ตรัสตริปรึกษา
ด้วยการณรงค์ราญรอน  
๏ พอแสงสุริยะคลุ้มอัมพร ท้าวยี่สิบกร
ก็สั่งให้ดูเหตุการณ์  
๏ ขษณะนั้นมิ่งมนตรีมาร ตื่นตนลนลาน
ไปสู่ประตูบูรี  
๏ เห็นพานรทำฤทธี ปิดแสงสุริยศรี
ก็ร้องไปถามกิจจา  
๏ หลานอินทร์ตอบคำอสุรา ว่ากูสมญา
องคตคำแหงสงคราม  
๏ เปนทูตนรนารายณ์ราม จะมากล่าวความ
จงเปิดประตูบูรี  
๏ ยักษ์ให้ยั้งนอกธานี จะนำคดี
ไปทูลแก่ปิ่นราชัย  
๏ ว่าแล้วรีบเร็วครรไล เข้าแทบทูลไท
ผู้จอมจรรโลงโลกา  
๏ ทศเศียรเกรงกลัวฤทธา ระอิดระอา
เพราะเคยขยาดมือกัน  
๏ จึงสั่งอสุรกำนัล ให้ทูลองค์อรร
คเรศยอดเยาวมาลย์  
๏ เร่งสรรพรรณโภชาหาร ออกไปประทาน
กระบิลผู้บุตรบังอร  
๏ ปลอบโยนใหโอนอาวรณ์ อย่าให้พานร
มาทำพิบัติบีฑา  
๏ สาวศรีรับสั่งแล้วมา ถึงทูลกิจจา
แก่นาฏมณโฑเทพี  
๏ จึงแน่งนฤมลมหิษี แจ้งการดาลมี
มโนธร้อนรำคาญ  
๏ เร่งสรรสาวศรีบริพาร เชิญเครื่องประทาน
ไปสู่กระบิลบัดใจ  
๏ ม้วนม่อยเมียงหมอบแต่ไกล ชม้ายชายนัย
นาประจงดุษฎี  
๏ องคตร้องถามทันที เหวยสาวอสุรี
ผู้ใดให้นำของมา  
๏ กำนัลนางสนองวาจา ว่าท้าวมารดา
ธใช้มานบทูลถวาย  
๏ วานรร้องตอบภิปราย ว่ากูระคาย
จะกินดังพิษม์นาคี  
๏ แต่หากยำคุณชนนี นบขอบอารี
จงนำเอาของคืนไป  
๏ บเอื้อสองหน้าสองใจ ผิดเพศพิสัย
ดังกูบซื่อเสียคน  
๏ ว่าพลางถอดขรรค์วิมล กระทืบภูวดล
ทะยานเข้าไล่นางมาร  
๏ นางยักษ์ต่างแล่นลนลาน มาทูลเหตุการณ์
แก่นาฏนิกรโมลี  
๏ จึงมิ่งมณโฑมหิษี ยินอรรถคดี
ก็ดาลตระลึงลานทรวง  
๏ ว่าโอ้ลูกรักคือดวง ฤดีฤๅตวง
คุณาคำนึงทดแทน  
๏ สาหัสใจห้าวเหลือแสน อาจเหียนดูแคลน
ดั่งนี้เปนน่าอนิจา  
๏ เสียแรงที่อุ้มครรภา ถึงเพียงนี้มา
ยังควรบคิดอาลัย  
๏ นางทรงโทรมนัสกลัดใน ทรวงเจ็บเจียนใคร
มาแล่งให้แตกเปนสอง  
๏ ระงับโศกตรัสตรึกตริตรอง เฝ้าท้าวผู้ครอง
พิภพทูลกิจจา  
๏ ทศกัณฐ์ครั้นฟังโกรธา ซั้นสั่งเสนา
ให้ปิดประตูบูรี  
๏ มุขมาตย์เอกองค์มนตรี รับราชวาที
แล้วรีบระเห็จออกมา  
๏ ถึงสั่งกำชับทวารา รอบทั้งลงกา
ให้ลงสลักตราตรึง  
๏ นายทวารหับทวารอึกอึง ลั่นกลอนเขื่อนขึง
ทุกด้านนิเวศเวียงไชย  
๏ ขุนกระบิลครั้นได้ยินไป โกรธาคือไฟ
อุโฆษพิกาศร้องมา  
๏ ว่าเหวยพวกพาลอสุรา กูผู้ทูตา
มาแจ้งคดีความเมือง  
๏ เหตุไฉนทศกัณฐ์ขัดเคือง ไม่ฟังสำเนือง
นุกิจกอปรก่อการ  
๏ บมิต้องฉบับโบราณ เร่งเปิดทวาร
แต่หวังกูว่าโดยดี  
๏ นับใดประตูบูรี ถีบเท้าละที
จะหักระนับทับกัน  
๏ พลยักษ์ร้องตอบคำพลัน ว่าปิ่นไอศวรรย์
บเอื้อจะฟังวาจา  
๏ องคตครั้นยินโกรธา โถมถีบทวารา
ทำลายตระโล่งลงพลัน  
๏ โผนเข้ากลางพลกุมภัณฑ์ พานรฟาดฟัน
อสูรหลู้แหลกลาญ  
๏ เท้าเหยียบมือคว้าประหาร พลมารบทาน
ก็แตกกระจายพ่ายไป  
๏ พานรองอาจครรไล มาสู่โรงไชย
บคร้านจะท้อทศกัณฐ์  
๏ ถาถึงยุรยาตรผาดผัน สถิตกลางกำนัล
นิกรมาตยามาร  
๏ ยืนตรงมุขเด็จหน้าฉาน สำแดงอาการ
ประจักษ์บเกรงอสุรี  
๏ จึงม้วนหางเข้าทันที แทนอาสน์มณี
ขึ้นนั่งให้ถึงทันเทียม  
๏ ระเห็จเหิมศักดิ์บมิเคียม คัลเคารพเลียม
จะเย้ยอสูรหยันหยาม  
๏ จึงเฉลยกิติราชราวความ เราจักแจ้งตาม
กระบิลสาส์นภูวไนย  
๏ สิบเศียรจงน้อมเนืองไป รับรองพจนไท
ธิราชจอมจักรี  
๏ ในลักษณราชสาส์นศรี นรนาถอันมี
มหิทธิปราบอาธรรม์  
๏ เสด็จเหนือหลังราชสุบรรณ นิทรเหนืออุรคะอัน
อุดมอาสน์เจษฎา  
๏ เสด็จดลขษิรซึ้งธารา จากไวกูณฐ์มา
ทั้งสังข์บัลลังก์นาคี  
๏ เปนสุริยวงศ์ทวารวดี หน่อไทธริษตรี
ทศรถอันเรืองเดชา  
๏ พระเสด็จกรีพยุหะยกมา ลุเกาะลงกา
อันร่วมประยูรพงศ์มาร  
๏ จักยอพลเข้าหักหาญ เห็นผิดโบราณ
ธเริงณรงค์คงธรรม์  
๏ เพราะท้าวปรานีทศกัณฐ์ จึงมีลักษณ์อัน
สุวภาพมาว่าโดยดี  
๏ ให้เชิญองค์พระมหิษี ทูนเศียรอสุรี
ไปน้อมถวายภูวไนย  
๏ ธบมิให้ชีพประลัย จะอยู่เย็นใจ
ทั้งพื้นสกลกรุงมาร ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ ทศกัณฐ์ครั้นฟังเดือดดาล เพียงเหล็กแดงผลาญ
มาแทงในกรรณซ้ายขวา  
๏ จึงร้องก้องกาจวาจา เหวยลิงพาลา
มากล่าวพิบัติอัปรีย์  
๏ กูคิดว่าลิงไพรศรี บมิแจ้งคดี
ว่ามึงมาดลพารา  
๏ กูเปนมงกุฎลงกา มึงเปนทูตมา
แลฤๅจึงไม่ดุษฎี  
๏ แต่ทวยเทพทุกราศี ครุฑานาคี
ก็ย่อมบังคมเคียมคัล  
๏ อันรามเปนคนอาธรรม์ พรัดพรากพงศ์พันธุ์
เที่ยวซนสัญจรดอนดง  
๏ สุครีพพาลีร่วมวงศ์ ผิดกันฤๅจง
ไปฆ่ากระบิลพี่ชาย  
๏ มึงนี้ไม่รู้ต้นปลาย เขาฆ่าพ่อตาย
ดังฤๅจึงยกยอดี  
๏ เข้าอาสาศึกราวี พาพลกระบี่
มายากลำบากทั่วกัน  
๏ มึงจงบอกรามให้พลัน กรีธาพลขันธ์
ไปรบพระพรตอนุชา  
๏ แม้นมีชัยแล้วจึงมา สงครามยักษา
จะเห็นว่าเปนชายชาญ  
๏ อันนางสีดาเยาวมาลย์ สันโดษไพรสาณฑ์
จึงโดยกูดลเวียงไชย  
๏ ตัวมึงก็ใช่อื่นไกล ลูกเลี้ยงหมายใจ
ดังบุตรอาทรแห่งกู  
๏ บมิควรเปนเสี้ยนศัตรู ฤๅมาทำดู
ดั่งใครผู้อื่นเยียใด  
๏ องคตเยาะยิ้มตอบไป ยักษ์กล่าวกระไร
บอายแก่แสนเสนา  
๏ ภูวรับสัตย์พระบิดา ชนชาติประชา
ก็แจ้งประจักษ์เต็มใจ  
๏ พระพรตตามมาเชิญไท นารายณ์เสด็จไป
ดำรงอโยทธ์มณฑล  
๏ พระไม่คืนครองสากล จึงจรอรญ
อรัญเวศคีรี  
๏ มึงใช้ม้ารีศยักษี ทำเพศมฤคี
ไปลวงพระอรรคชายา  
๏ ภายหลังเอ็งลอบลักพา วรราชสีดา
มาไว้ในสร้อยสวนศรี  
๏ เพราะเหตุสิบเศียรอสุรี จะกลาดธรณี
ด้วยศรนารายณ์เรืองไชย  
๏ ซึ่งพระยาพาลีบรรลัย เพราะเสียสัจใน
อดีตดึกดำบรรพ์  
๏ พระจะไม่ผลาญชีพชีวัน ขอโลหิตอัน
ประจักษ์ในอกเปนที  
๏ บิตุเรศกูไม่รักชี วิตอยู่จะมี
แต่ความตำเนียนไยไพ  
๏ อันหนึ่งกูจะแจ้งใจ ยักษ์หนึ่งนั้นใคร
อันมีศิโรตม์สิบอัน  
๏ กูลากเล่นต่างปูปัน ข้าวเดนกำนัล
ให้กินบเว้นเวลา  
๏ จึงรอดชีวิตอยู่มา แต่ครั้งบิดา
กูครองพิภพมณฑล  
๏ นัยหนึ่งโบราณกล่าวกล อรชุนสู่รณ
ณรงค์อสูรทศกัณฐ์  
๏ เทวจับได้ตัวกุมภัณฑ์ จึงผูกมัดมัน
ทะเวนไปในเมฆา  
๏ อรชุนไปแพ้ฤทธา รามสูรอสุรา
ในที่ประชุมเทวัญ  
๏ ฝ่ายรามสูรกุมภัณฑ์ มารณรงค์กัน
กับองค์พระรามจักรี  
๏ พ่ายแพ้สุรภาพภูมี สามฤทธิ์ราวี
แต่พ่ายสงครามต่อกัน  
๏ นี้ฤๅทศเศียรจะขัน สู้เศียรสิบอัน
จะขาดกระจายปัฐพี  
๏ ในนางกากนาอสุรี ทูษณ์ขรขุนตรี
ศิโรสวาหุมาว  
๏ ทศเศียรจึงร้องตอบสาร นายมึงเคยการ
ศึกนอกชนะหมายมี  
๏ อย่าหมายลงกายักษี จะเช่นอสุรี
ประจันตคามขอบคัน  
๏ อันองค์สีดาโฉมสวรรค์ กูสู้ตายอัน
จะส่งอย่าพึงสงกา  
๏ ไหนลักษณ์รามมีโยธา ชี้ตัวที่มา
จะรณรงค์อสุรี  
๏ เห็นแต่หน้ามึงคนดี กับอ้ายกระบี่
หนุมานจะนับว่าเปนสอง  
๏ ครั้งหนึ่งอินทรชิตจำนอง มัดมาจักปอง
ประหารให้ม้วยชีวา  
๏ กราบไหว้บอกว่าทูตา ได้ถือสาส์นมา
จึงปล่อยให้กลับคืนไป  
๏ องคตตบมือไยไพ ทศกัณฐ์กระไร
ช่างกล่าวบอายมนตรี  
๏ ล้วนน้องน้ายายยักษี ควรฤๅวาที
ว่าเหล่าอสูรชาวไพร  
๏ ครั้นหนุมานมาแจ้งใจ ลูกเอ็งบรรลัย
ทั้งพันพินาศดาษดา  
๏ แกล้งให้อินทรชิตจับมา จึงเผาลงกา
เปนจุณไหม้มอดมรณ์  
๏ อันข้าทหารภูธร ล้วนเรืองฤทธิรอน
บมีผู้เปรียบเทียบทัน  
๏ อย่าว่าแต่ตัวทศกัณฐ์ ถึงลัสเตียนอัน
เปนบิตุเรศอสุรี  
๏ ไปรณรงค์ลองสักที หัวกับอินทรีย์
ฤๅรางจะต่อติดกัน  
๏ ทศเศียรขัดแค้นหุนหัน ลุกขึ้นยืนยัน
บนแท่นวิเชียรรูจี  
๏ แผดร้องก้องเสียงคือสีห์ สั่งสี่มนตรี
ให้จับกระบิลบัดใจ  
๏ ตัดเศียรเสียบนอกเวียงไชย ทั่วสามภพไตร
จะเข็ดขยาดอสุรา  
๏ จึงสี่อำมาตย์ยักษา รับราชบัญชา
พระองค์ผู้ทรงธรณี  
๏ ต่างตนสำแดงฤทธี โถมเข้าราวี
กระบิลเดชเกรียงไกร  
๏ โอรสพาลีเรืองไชย อาจออกกลางใน
ณรงค์แต่เดียวยืนยัน  
๏ สองเท้าจับสองกุมภัณฑ์ สองกรจับกัน
กับสองอสูรเสนา  
๏ พาเหาะขึ้นสู่เวหา สงครามอสุรา
บนยอดปราสาทดูไกร  
๏ เพียงราชสกุณเวนไตย จับนาคาไคล
ยังพฤกษสิมพลี  
๏ ไหวหวั่นครรชิตธรณี พระสมุทรใสศรี
ก็ขุ่นกระฉอกชลธาร  
๏ องคตกุมเอาสี่มาร ฟาดลงวายปราณ
กับนภศูลปรางค์ทอง  
๏ พรหมพักตร์บุบันลำยอง หักละเอียดก่ายกอง
ระทมลงเกลื่อนธรณี  
๏ แล้วร้องเยาะหยันยักษี ถีบทะยานเมฆี
มาสู่สุวรรณพลับพลา  
๏ กราบทูลโดยได้เจรจา จนสี่เสนา
พินาศชีพทำลาย  
๏ จึงพระนรนาถนารายณ์ โองการภิปราย
สรรเสริญกระบิลเรืองไชย  
๏ แล้วเสด็จกรายกรครรไล ขึ้นนิทราใน
บรรจถรณ์อาสน์โอฬาร์  
๏ ฝ่ายท้าวสิบพักตร์ยักษา คิดแค้นขุนพา
นรินทรฤๅวางวาย  
๏ กลุ้มกลัดอัดใจเคืองคาย ตริตรองปองหมาย
จะทดจะแทนไพรี  
๏ ห่อนเห็นท่าทางใดดี ซึ่งจักมีที
ชนะมนุษย์วานร  
๏ นึกได้ว่าฉัตรบวร ของท้าวแปดกร
ประทานแก่องค์อัยกา  
๏ ทรงศักดาเดชมหิมา อาจบังสุริยา
ในเที่ยงให้มืดมัวมน  
๏ ตริแล้วกรายกรจรดล ออกแสนสามนต์
ในท้องพระโรงบวร  
๏ จึงโองการสั่งมโหทร ให้เกณฑ์นิกร
อสูรยกฉัตรไชย  
๏ มโหทรรับสั่งออกไป เกณฑ์พลบัดใจ
ยกเอกฉัตรรูจี  
๏ ในหน้าพระลานเลื่อนโยธี แต่งบัตรบายศรี
ทุกสิ่งสักการนองนันต์  
๏ ดาลเดชพรหมินศวรสรรค์ คลุ้มฟ้าฟูมควัน
ตรลบตรเลิกธรณิน  
๏ บดสร้อยแสงสุริยรังสิน ถึงกาลราตริน
บปานที่มืดมัวมน  
๏ ฝ่ายในลงกาสากล สว่างแสงสุริยดล
ไปมืดแต่หมู่ไพรี  
๏ ทศเศียรปิ่นภพยักษี สรงทิพชลธี
แล้วทรงสุพรรณาภรณ์  
๏ ชวนสองสิริลักษณ์บังอร อนงค์นิกร
มาสู่ที่ยกฉัตรไชย  
๏ จึงสรรพลพหลแว่นไว จะลอบยกไป
พิฆาฏอรินทร์ไพรี  
๏ แล้วราพณาสูรยักษี อุ้มองค์อัคคี
แลนาฏมณโฑเยาวมาลย์  
๏ ขึ้นสู่ชั้นฉัตรสุรกานต์ พร้อมสาวบริพาร
อเนกอนงค์นางใน  
๏ มณโฑบงเนตรดูไป ในกองทัพไชย
พระรามอันชุมโยธา  
๏ เห็นพระยาพิเภกอสุรา สุครีพอีกพา
นรินทรชมพูพาน  
๏ พานรองคตหนุมาน สิบแปดทหาร
มหันตมิ่งโมลี  
๏ ประหวั่นพรั่นใจเทวี จึงทูลคดี
แก่องค์อสูรภรรดา  
๏ ว่าพลไพรีนักหนา ล้วนทรงศักดา
นุภาพเลิศฦๅไชย  
๏ ทศเศียรยิ้มพลางตอบไป มนุษย์ลิงไพร
บควรจะเกรงกลัวมัน  
๏ พี่จักสังหารชีวัน ในพรับตาพลัน
ให้สิ้นทั้งกองทัพไชย  
๏ ตรัสพลางพลางร้องเริงใจ ตบหัตถ์ไยไพ
สนั่นบันฦๅลงกา  
๏ ฝ่ายพวกพานรโยธา ยลแสงสุริยา
บส่องสหัสหายแสง  
๏ เรียกหาเพื่อนวิ่งพลัดแพลง ต่างไม่จะแจ้ง
ว่าการอุบัติด้วยใด  
๏ นรนาถนารายณ์ฤทธิไกร เอนอาสน์องค์ใน
สุวรรณพลับพลาทอง  
๏ บเห็นแสงสุริยเรืองรอง คำนึงนึกปอง
มโนพิบัติสารี  
๏ ตรัสถามพิเภกยักษี เหตุการณ์ใดมี
จึงมืดมหัตอัศจรรย์  
๏ เหมือนครั้งพิภพกุมภัณฑ์ ฤๅว่าทศกัณฐ์
ประกอบอุบายราวี  
๏ พิเภกทูลไทธริษตรี ว่าท้าวทศศีร์
ให้ยกซึ่งฉัตรพรหมินทร์  
๏ บังแสงสุริยมลทิน คลุ้มฟ้าธาตริน
ประจักษ์ดังราตรีกาล  
๏ ขอแต่งไปหักฉัตรมาร อย่าทันทวยหาญ
อสูรลอบราวี  
๏ สุครีพฟังอรรถอสุรี น้อมเศียรดุษฎี
เข้าทูลแด่จอมจักรพาฬ  
๏ ว่าครั้งก่อนโพ้นหนุมาน อาสานฤบาล
ไปทูลถวายธำมรงค์  
๏ ครั้งหลังองคตยศยง อาสาพระองค์
ไปสื่อยุบลทศกัณฐ์  
๏ ครั้งนี้ผู้ข้าขอขัน อาสาทรงธรรม์
ไปหักวิเชียรฉัตรมาร  
๏ ทูลแล้วก้มเกล้ากราบกราน เผ่นโผนโจนทะยาน
ขึ้นสู่ประเทศอัมพร  
๏ จึงเห็นทศเศียรฤทธิรอน พานาฏนิกร
อนงค์มาขึ้นฉัตรไชย  
๏ พานรรำพึงในใจ แม้นกูตรงไป
ก็น่าจะต้องราวี  
๏ ด้วยพลอสูรยักษี (ตรงนี้ขาดในต้นฉบับ)
อ่านเวทบังตา แล้วรีบระเห็จมาพลัน
๏ ขษณะนั้นเสื้อเมืองกุมภัณฑ์ เห็นพานรอัน
มาผ่านนครเกรียงไกร  
๏ กายากำยำว่องไว ตระหนกตกใจ
บอาจจะแลดูมา  
๏ สองมือปิดสองนัยนา เหาะจากลงกา
ไปเร้นยังเขาจักรพาฬ  
๏ สุครีพโจนจับขุนมาร ท่ามกลางบริพาร
พิริยยักษ์โยธา  
๏ ทศเศียรลังเลนักหนา กอดสองวนิดา
แลฝูงสนมนางใน  
๏ กรหนึ่งกรายแกว่งขรรค์ไชย หลบหลีกเลื่อนไป
บนกงมณีฉัตรา  
๏ สุครีพได้ทีโผนมา ยันเหยียบด้วยอา
นุภาพหักฉัตรไชย  
๏ บันดาลสร่างเศร้าแสงไถง สว่างแจ้งไป
ทั้งพื้นสุธาสากล  
๏ ทศเศียรตกฉัตรอำพน ลงยังดินดล
ทั้งฝูงกำนัลนงคราญ  
๏ สุครีพผลุนมาบนาน สำแดงอาการ
ประหนึ่งจะชิงนารี  
๏ ครั้นเห็นทศเศียรผละหนี พานรได้ที
ก็โถมเข้าถีบกุมภัณฑ์  
๏ เท้าคีบมงกุฎเพชรพรรณ ถอดจากเศียรพลัน
ก็พาระเห็จเหาะมา  
๏ ครั้นถึงสุวรรณพลับพลา ลูกพระสุริยา
ก็ไปบังคมเคียมคัล  
๏ ทูลถวายมงกุฎทศกัณฐ์ แล้วทูลความอัน
ได้รบกับเจ้าลงกา  
๏ จึงพระหริรักษ์จักรา แสนโสมนัสา
ด้วยบุตรพระสุรีย์มีชัย  
๏ จึงตรัสสรรเสริญฤทธิไกร แล้วเสด็จครรไล
เข้าสู่สุวรรณพลับพลา ฯ  
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ