๕๓ ประกาศว่าด้วยบ่าวไพร่ของผู้มีอำนาจออกไปอยู่หัวเมือง

ลงวันพฤหัศบดี เดือน ๗ แรม ๑๔ ค่ำ ปีเถาะสัปตศก

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศแก่เจ้าเมืองกรมการ แลอาณาประชาราษฎรให้รู้จงทั่วกัน ด้วยแต่ก่อนได้ทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทว่า คนที่ถือเจ้าถือนายมักตั้งกองซ่องสุมสมคบโจรผู้ร้าย ลักพาค่าทาษแลลูกหนี้ชายหญิงแลช้างม้าโคกระบือของราษฎรไปไว ผู้ใดมาฟ้องร้องว่ากล่าวขัดแขงต่อเจ้าเมืองกรมการถือเจ้าถือนายก็เคยมีมากทุกๆ แผ่นดิน การเปนดังนี้เพราะเจ้าเมืองกรมการอาณาประชาราษฎรหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือพากันถือใจผิด ราษฎรมีคดีความเกี่ยวข้องจะฟ้องร้องต่อเจ้าเมืองกรมการก็ไปเกรงกลัวเสียว่า เขาเปนข้าอยู่ในเจ้าพระองค์นั้นๆ ท่านขุนนางผู้นั้นๆ ถึงเจ้าเมืองกรมการจะบาดหมางไปเอาตัวก็คงจะไม่ได้ตัวมา แล้วจะมีความพยาบาทกลับมาทำข่มเหงต่างๆ ต่อๆ มากไปอิก จึงคิดอ่านเสียเงินค่าไถ่ถอนเสีย ด้วยคิดว่าดีกว่าฟ้องร้อง ฝ่ายเจ้าเมืองกรมการเล่าก็ถือใจผิดเหมือนกัน มีผู้มาฟ้องข้าเจ้าพระองค์นั้น บ่าวท่านขุนนางผู้นั้น ใช้กรมการไปเกาะตัวไม่ได้ตัวมา ครั้นจะบอกลงไปยังศาลาเวรมหาดไทย กลาโหม กรมท่า ตามเมืองขึ้น ให้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาก็คิดเกรงว่าพระองค์เจ้านั้น ข้าราชการผู้นั้นๆ ฝ่ายน่าฝ่ายในก็ดีเปนคนสนิทในพระเจ้าอยู่หัว ถ้าท่านจะกราบบังคมทูลพระกรุณาชักนำประการใดพระเจ้าอยู่หัวก็จะทรงเชื่อถือทุกประการ ที่ไหนเจ้าพนักงานจะกล้าเอาใบบอกขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา แล้วท่านก็ได้สั่งเสียมีหนังสือฝากฝังมาไว้ พากันคิดให้ผิดๆ ไปดังนี้ การทุกวันนี้ไม่เปนเช่นนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณากับอาณาประชาราษฎรเปนอันมาก ถึงท่านผู้ใดจะมีบุญญาธิการแหลมหลักสนิทชิดชมโปรดปราน เพ็ดทูลชักนำขัดขวางประการใด ก็ทรงซักไซ้สืบสวนไล่เลียงเอาแต่ที่จริงเปนประธาน ทรงประพฤติการแต่ที่ชอบที่ควร ด้วยการซึ่งเปนอย่างไรแก่บ้านเมืองมาแต่หลัง ได้เคยทรงทราบมานานแล้วทุกประการ ตั้งพระราชหฤทัยว่าการสิ่งไรที่เปนที่ขัดข้องให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนนั้นจะมิให้มีต่อไป ตั้งแต่นี้สืบไปเมื่อน่าถ้าราษฎรเกี่ยวข้องคดีประการใดๆ ก็ให้มาร้องฟ้องต่อเจ้าเมืองกรมการ ให้เจ้าเมืองกรมการเกาะเอาตัวมาชำระให้แต่ใน ๑๕ วันฤๅเดือนหนึ่งตามระยะทางใกล้ไกล ถ้าเจ้าเมืองกรมการนิ่งความไว้พ้นกำหนดนี้ ให้มาร้องอุทธรณ์ยังท่านลูกขุนณศาลาตามเมืองขึ้น ถ้าเปนความฉกรรจ์มหันตโทษฤๅความเสี้ยนหนามแผ่นดินอันใหญ่ ฤๅได้ความเดือดร้อนยิ่งนัก ก็ให้มาร้องถวายฎีกาทีเดียว จะได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เอาตัวผู้ต้องคดีมา ให้มีตระลาการชำระตัดสินให้สำเร็จตามพระราชกำหนดกฎหมาย ฝ่ายเจ้าเมืองกรมการนั้นเล่าข้อคดีของราษฎรมีประการใด ก็อย่าให้คิดเกรงใจท่านผู้มีวาสนามากกว่าทุกข์ของราษฎรๆ จะมาร้องฟ้องข้อคดีประการใดก็ให้บาดหมายไปเกาะกุมเอาตัวผู้ต้องฟ้องมาชำระใน ๑๕ วัน ถ้าผู้ต้องฟ้องนั้นต่อสู้ขัดขวางมิมาแข็งแรง ก็ให้เร่งบอกมายังศาลาเวรจะได้นำเอาข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ถ้าเจ้าเมืองกรมการคิดเกรงเจ้าพระองค์นั้นๆ ท่านขุนนางผู้นั้น ที่เปนเจ้านายของผู้ต้องคดีจะมีหนังสือบอกลงมายังศาลาเวรก็ให้บอกเปนคำนับมาในพระองค์เจ้าฤๅท่านขุนนางที่เปนเจ้านายของผู้ต้องคดีนั้นด้วยฉบับหนึ่ง ว่าตัวโจทย์เขามีเขาจะร้องฎีกาเอา ถ้าพระองค์เจ้าฤๅขุนนางที่เปนเจ้านายของผู้ต้องคดีได้หนังสือเจ้าเมืองกรมการ ที่คำนับชี้แจงข้อคดีของบ่าวข้าลงมาแล้ว กลับเข้ากับบ่าวข้าว่ากล่าวโกรธขึ้งเจ้าเมืองกรมการ คิดอ่านผูกพยาบาทคาดเวรต่อไป ทรงพระราชดำริหเห็นว่า เจ้านายพระองค์นั้น ท่านขุนนางผู้นั้นมิได้มีใจที่จะทำนุบำรุงแผ่นดินและราษฎรให้อยู่เย็นเปนศุขเลย เปนอันธพาลโดยแท้ ที่จะเปนใหญ่ต่อไปข้างน่านั้นไม่ได้เปนอันขาด ให้ผู้มีสติพิจารณาเทียบเคียงการซึ่งเปนมาแต่หลังดูเถิด

ตีพิมพ์ประกาศมาณวันพฤหัศบดี เดือน ๗ แรม ๑๔ ค่ำ ปีเถาะสัปตศก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ