เข็มร้อยดอกไม้

เวลาวันหนึ่งในเดือนตุลาคม ร.ศ. ๑๒๑ ข้าพเจ้ากลับจากออฟฟิศแล้วก็ไปบ้านนายทองอิน เพื่อสนทนากันเรื่องข่าวคนที่รู้จักข้าพเจ้ากับนายทองอิน คนหนึ่งชื่อนายบุญคงซึ่งถึงแก่กรรมลงในเช้าวันนั้น นายบุญคงได้ป่วยเป็นไข้มาสัก ๒-๓ วันแล้วก่อนนั้น แต่อาการก็ไม่หนักหนาอะไร เพราะฉะนั้นจึงเป็นการน่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่ตายลงโดยรวดเร็ว ฉะนั้นข้าพเจ้าคิดว่าบางทีจะมีอาการอื่นเข้ามาแทรกแซงซึ่งข้าพเจ้ายังไม่ได้ทราบ จึงแวะไปบ้านนายทองอินเพื่อถามดูว่านายทองอินได้ทราบข่าวคราวอย่างใดในเรื่องนี้บ้างหรือไม่ เมื่อข้าพเจ้าถามขึ้นเช่นนี้ นายทองอินสั่นศีรษะแล้วตอบว่า “ฉันก็ไม่รู้มากกว่าแกในเรื่องนี้ ที่จริงมันเรื่องน่าประหลาด อะไรล้มเจ็บเมื่อ ๓-๔ วันนี้เอง ยังไม่ทันได้ข่าวว่าไข้หนักตายไปแล้ว แกมีความเห็นยังไงในเรื่องนี้บ้าง”

ข้าพเจ้าตอบว่า “จะออกความเห็นยากเพราะฉันไม่ได้ไปเยี่ยมนายบุญคงเลย และไม่ทราบว่าอาการหนักเพียงเท่าใดด้วย ก็แกล่ะมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”

“ไม่มีอะไรหรอก มีอยู่แต่ว่านายบุญคงไม่ได้ตายด้วยไข้เท่านั้นแหละ คงมีของอื่นมาแทรกแซง แต่นั่นแหละต้องรอฟังดูก่อนว่าพลตระเวนเขาจะว่ายังไงกัน”

พอนั่งคุยกันไปอีกสักครู่หนึ่ง นายรอดลูกสมุนของนายทองอินคนหนึ่ง ซึ่งสำหรับใช้ติดตัวก็ขึ้นมาในห้องซึ่งนั่งกันอยู่ นายทองอินก็กวักให้นายรอดเข้ามาใกล้แล้วถามว่าได้ความว่ากระไร

นายรอดควักกระดาษแผ่นเล็กออกมาจากกระเป๋า อ่านหนังสืออะไรที่จดไว้ในนั้นแล้วตอบนายทองอินว่า “วันที่ ๑-๑๐๐ เศษ ๒ วันที่ ๒-๑๐๑ เศษ ๒ วันที่ ๓-๑๐๑ เศษ ๔ วันที่ ๔-๑๐๐ เศษ ๒ วันที่ ๕-๑๐๐ ถ้วน”

นายทองอินพยักหน้าแล้วพูดว่า “เออเท่านั้นแหละ”

ข้าพเจ้านั่งนิ่งอยู่สักครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “นี่อะไรกัน ฉันยังมืดแปดด้าน”

นายทองอินยิ้มและว่า “โอ! ฉันลืมไปว่าแกไม่รู้เรื่อง ฉันให้เจ้ารอดไปสืบเรื่องนายบุญคง ก็ได้ความมาตามที่แกได้ยินนี่แหละ”

ข้าพเจ้า “ถ้ายังงั้นวันที่ ๕ ก็ปรอทลดแล้วนี่นา”

นายทองอิน “ก็นั่นน่าซีมันประหลาดนัก ปรอทลดแล้วยังตายได้ แล้วก็ไม่ได้เพ้อไม่ได้มีอาการอื่นมาแทรกแซงด้วย”

ข้าพเจ้า “ทำไมแกถึงรู้ว่าไม่มีอะไรมาแทรกแซงด้วย”

นายทองอิน “ก็เพราะเจ้ารอดมันบอกน่าซี”

ข้าพเจ้า “ก็ไม่เห็นมันได้บอกอะไรนอกจากปรอทเท่าไรนี่นา”

นายทองอิน “ก็นั่นน่าซี มันบอกเท่านั้น มันก็มีอาการเท่านั้นน่าซีจะให้มันไปพูดเรื่องให้เสียเวลาทำไม”

ข้าพเจ้ากับนายทองอิน สนทนากันเรื่องอื่นอีกนิดหน่อย แล้วข้าพเจ้าก็ลากลับไปบ้าน รุ่งขึ้นพอข้าพเจ้าไปนั่งในออฟฟิศไม่ได้กี่มากน้อยได้รับหนังสือจากนายทองอินว่า “ถ้าแกไม่มีงานมากนักวันนี้ มาหาฉันสักหน่อยบางทีจะได้ฟังอะไรเรื่องนายบุญคงต่อ”

วันนั้นเผอิญไม่มีงานมากจริง เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าก็รีบไปที่บ้านนายทองอินทันที เห็นนายทองอินแต่งตัวเสร็จแล้วยืนอยู่ที่หน้าบ้าน พอเห็นข้าพเจ้าก็พูดว่า “เออ! ฉันกำลังจะไปเที่ยว มาไปด้วยกันเถอะ”

ข้าพเจ้าก็ขึ้นรถนายทองอินไป (รถของข้าพเจ้าได้สั่งให้กลับไปบ้านเสียเมื่อไปถึงออฟฟิศแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงต้องขึ้นรถไอมาบ้านนายทองอิน) เมื่อขึ้นรถไปแล้วข้าพเจ้าจึงถามว่า “นี่จะไปไหนกัน”

นายทองอินว่า “จะไปบ้านนายบุญคง ฉันได้รับจดหมายเจ้ากรมกองตระเวนขอให้ไป ทีจะเกิดสงสัยอะไรกันขึ้น”

แล้วก็มิได้พูดอะไรกันต่อไปในเรื่องนี้จนถึงบ้านนายบุญคง มีนายยามพลตระเวนยืนคอยอยู่ที่ประตูบ้านคนหนึ่ง พอเห็นนายทองอินมาถึงก็ถามว่า “นี่คุณทองอินหรือไม่ใช่ขอรับ”

เมื่อนายทองอินพยักหน้าแล้ว นายยามก็พูดต่อไปว่า “เชิญคุณขึ้นไปบนโน้น คุณหลวงท่านคอยคุณอยู่”

นายทองอินกับข้าพเจ้าก็ขึ้นไปพบเจ้ากรมกองตระเวนกับปลัดกรมกองสอดแนม พอได้ทักทายปราศรัยกันตามสมควรแล้ว เจ้ากรมก็พยักหน้าให้ท่านปลัดกรมเล่าความให้ฟัง ท่านปลัดกรมจึงพูดว่า “คุณคงจะทราบแล้วว่าการที่นายบุญคงตายลงในครั้งนี้ไม่ใช่ตายเพราะไข้”

นายทองอินตอบว่า “ผมยังไม่ทราบ แต่ผมก็ได้นึกแล้วว่าคงจะไม่ได้ตายเพราะไข้ เพราะสังเกตดูตามอาการดูเหมือนจะค่อยทุเลาแล้ว”

ท่านปลัดกรมพยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงทำให้ผมสงสัย ผมได้ไปตามหมอสำหรับกระทรวงมาตรวจดูก็ได้ความว่า นายบุญคงตายเพราะหัวใจหยุด แต่ทำไมถึงหยุดก็ไม่ทราบแน่”

นายทองอิน “ก็นายบุญคงเคยเป็นคนหัวใจอ่อนอยู่หรือเปล่าล่ะขอรับคุณหลวงทราบหรือไม่ทราบ”

“ผมทราบว่าไม่เป็นคนใจอ่อนมาแต่เดิม”

เพราะยังงั้นอยู่ดีๆ หัวใจหยุดเอาเฉยๆ ไม่น่าประหลาดหรือขอรับ”

“ก็ประหลาดน่าซี ผมถึงให้หมอตรวจให้ทั่ว ตรวจดูทั่วตัวแล้วก็ไม่เห็นมีบาดแผลอะไรเลย และหมอว่าไม่ได้ถูกวางยาด้วย เพราะได้ตรวจภายในตามธรรมเนียมแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านเจ้ากรมถึงได้แนะนำให้ผมไปเชิญคุณมา เผื่อคุณจะออกความเห็นยังไงได้บ้างในเรื่องนี้”

“นี่ศพนายบุญคงเอาลงหีบแล้วหรือยังขอรับ”

“ยังไม่ได้เอาลง ท่านเจ้ากรมสั่งให้เอาไว้ให้คุณดูเสียก่อน หมอฉีดยาเอมบามไว้แล้ว”

“ยังงั้นดีทีเดียว ผมจะต้องขอเข้าไปตรวจดูสักหน่อย เออนี่เมียนายบุญคงอยู่ที่ไหนล่ะ”

“อยู่ห้องเขา พอผัวตายเมื่อวานนี้ก็เป็นลมแล้วก็เลยไม่ได้ออกจากห้องจนเดี๋ยวนี้”

“ถ้ายังงั้นคุณบอกเสียอย่าเพ่อให้ออกมาเห็นจะดีขอรับ ถ้าไม่ยังงั้นจะกีดในการที่ผมไปพลิกศพผัว”

ว่าเช่นนี้แล้วนายทองอินกับข้าพเจ้าพร้อมด้วยเจ้ากรมปลัดกรมกองตระเวนก็พากันเข้าไปในห้องไว้ศพ ท่านปลัดกรมก็เปิดผ้าที่คลุมศพออกเห็นศพนั้นยังเรียบร้อยดี หน้าตาก็เหมือนนายบุญคงเมื่อยังมีชีวิตอยู่ แต่ดำลงไปหน่อยเท่านั้น นายทองอินสั่งให้เปิดประตูหมดทุกด้านแล้วก็จัดการตรวจศพทั้งตัว ตรวจอยู่นานมิได้พูดว่ากระไรเลย สักครู่หนึ่งข้าพเจ้าเห็นตานายทองอินจ้องอยู่ที่อกซ้าย แล้วควักเอาแว่นส่องออกมาจากกระเป๋า ส่องดูที่ตรงอกซ้ายนั้นอยู่นาน แล้วก็เอามือลูบที่ตรงส่องนั้นอีก สักครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้น จับแว่นสอดในกระเป๋าตามเดิม แล้วพูดกับท่านปลัดกรมว่า “พอแล้วข้าพเจ้าไม่ต้องตรวจศพอีกแล้ว นี่ห้องนี้เป็นห้องนอนนายบุญคงใช่หรือไม่”

ท่านปลัดกรมตอบว่า “ไม่ใช่ ห้องนั้นเป็นห้องนอนนายบุญคง เมื่อตายแล้วจึงได้ยกมาห้องนี้”

นายทองอินพยักหน้าแล้วพูดว่า “ท่านโปรดจัดการให้เขาเอาศพลงหีบเสียก็ได้ ข้าพเจ้าจะขอเข้าไปในห้องนอนสักประเดี๋ยว” แล้วนายทองอินก็กวักมือเรียกข้าพเจ้าให้ตามเข้าไปในห้องชั้นใน พอข้าพเจ้าเข้าไปแล้วปิดประตูลั่นกลอนเสีย ข้าพเจ้านึกประหลาดใจก็ถามว่า “เอะ! นี่แกทำไม”

นายทองอินตอบว่า “ฉันอยากจะตรวจอะไรของฉันเองสักหน่อยไม่อยากให้โปลิศมากวน แกคอยดูประตูไว้นะ ถ้าใครกึกกักมาละคอยร้องว่าอย่าเพ่อให้เข้ามา” พอพูดขาดคำนายทองอินก็ลงคลานกับพื้นเอามือกวาดตามพรมที่ปูอยู่นั่น ข้าพเจ้ายิ่งแลดูก็ยิ่งประหลาดใจหนักขึ้นไม่ทราบว่าเขาจะเล่นท่าไร นายทองอินกวาดอยู่สักครู่หนึ่งแล้วก็หยิบอะไรขึ้นมาจากพรมอย่างหนึ่ง แล้วพูดว่า “ได้ตัวแล้ว”

ข้าพเจ้าร้องถามว่า “ได้ตัวอะไร”

นายทองอินลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “เข็ม”

ข้าพเจ้าถามซ้ำไปอีกว่า “เข็มอะไร”

นายทองอินตอบว่า “เข็มร้อยดอกไม้ แกอยากดูหรือมาดูซี”

ข้าพเจ้าก็เข้าไปดู เข็มนั้นเป็นเข็มเหล็กยาวประมาณ ๑ คืบมีสนิมจับกรัง กับมีสิ่งประหลาดอีกอย่างหนึ่ง คือที่ท้ายมีก้อนครั่งติดอยู่ก้อนหนึ่ง ข้าพเจ้าดูแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าเข็มนั้นจะมีประโยชน์อะไร ข้าพเจ้าจึงถามนายทองอินว่า “นี่แกเข้ามาในห้องนี้สำหรับมาหาอ้ายเข็มเล่มนี้เท่านั้นแหละหรือ”

“จะว่าเท่านั้นก็ได้ แต่ฉันก็ไม่ได้รู้หรอก เมื่อเข้ามาน่ะว่าจะเป็นเข็มอย่างนี้หรือเข็มอย่างไหน แกมีกระดาษไหมล่ะ”

ข้าพเจ้าควักกระดาษออกจากกระเป๋าส่งให้นายทองอิน นายทองอินก็จัดการห่อเข็มนั้นเรียบร้อยแล้วสอดลงในกระเป๋าเสื้อ แล้วก็พากันออกมาจากห้องนั้น ท่านเจ้ากรมกองตระเวนเมื่อเห็นนายทองอินมาก็ตรงเข้ามาถามว่า “ยังไง ท่านได้ความอะไรบ้างหรือ” นายทองอินตอบว่า “ข้าพเจ้าต้องขอผลัดยังบอกท่านไม่ได้ในเวลานี้ แต่ที่นี่ไม่มีอะไรเสียอีกแล้วข้าพเจ้าขอลาท่านไปก่อน”

เจ้ากรมกองตระเวนถามว่า “นี่ท่านเชื่อว่านายบุญคงตายธรรมดา หรือถูกฆ่า”

นายทองอิน “ข้าพเจ้ายังบอกท่านเป็นแน่นอนไม่ได้ แล้วเมื่อได้ความอะไรมากกว่านี้สักหน่อย ข้าพเจ้าจะบอกกับท่าน ก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปข้าพเจ้าขอแนะนำอะไรสักหน่อยได้หรือไม่”

เจ้ากรมกองตระเวนว่า “ฉันจะมีความยินดีรับความแนะนำของท่าน ๆ พูดมาเถอะ”

นายทองอินจึงพูดด้วยเสียงเบาว่า “ขอให้ท่านจัดพลตระเวนลับคอยอยู่ใกล้ๆ ที่นี่ ถ้าภรรยานายบุญคงไปไหน ให้สะกดรอยตามไป และถ้าใครมาหาภรรยานายบุญคง ให้คิดอ่านสืบชื่อให้ได้ว่าใครหรือจะสืบชื่อไม่ได้ก็ให้คอยดูเวลากลับแล้วสะกดรอยตามไปจนถึงบ้าน เมื่อถึงบ้านแล้วคงจะมีพวกเพื่อนบ้านรู้จักบ้างเป็นแน่”

เมื่อเจ้ากรมกองตระเวนได้รับว่าจะทำเช่นนี้แล้ว นายทองอินกับข้าพเจ้า ก็พากันลงจากเรือนนายบุญคงพาขึ้นรถขับไป ข้าพเจ้าสังเกตดูหน้านายทองอินเห็นกำลังตริตรองการงานอยู่ ข้าพเจ้าจึงมิได้ถามว่าจะขับไปไหนต่อไหน และมิได้ไต่ถามหรือสนทนาเรื่องหนึ่งเรื่องใดเลย จนถึงบ้านหมอกรมสุขาภิบาล นายทองอินจึงหยุดรถ ตรงขึ้นไปหาหมอ แก้เข็มร้อยดอกไม้ออกแล้วพูดว่า ฉันอยากให้หมอตรวจเข็มเล่มนี้ด้วยกล้องไมโกรสะโก๊บสักหน่อย”

หมอนั้นก็ตกลงหยิบเข็มนั้นไปตรวจในกล้อง และบอกให้นายทองอินกับข้าพเจ้า สูบบุหรี่และอ่านหนังสือพิมพ์ตามสบายแล้วหมอก็เข้าไปในห้องใน หมอหายเงียบเข้าไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วจึงออกมาอีก นายทองอินถามว่า ยังไงหมอได้ความว่ากระไรบ้าง”

หมอตอบว่า “ที่เข็มของท่านนั้นข้าพเจ้าได้ตรวจดูได้ความว่ามีเลือดคนติดอยู่ เพราะมีสัตว์ซึ่งอยู่ในเลือดคนติดอยู่หลายตัว”

นายทองอินพยักหน้าแล้วถามว่า “ท่านอาจจะบอกได้หรือไม่ว่าเลือดคนนั้นเป็นเลือดคนเจ็บหรือเป็นเลือดคนธรรมดา”

หมอสั่นศีรษะแล้วตอบว่า จะบอกให้เป็นแน่นอนยาก เพราะเลือดที่ติดอยู่ที่เข็มนั้นน้อยนัก”

นายทองอินพูดว่า “ข้าพเจ้าขอบใจท่าน และขอให้ท่านจำเรื่องนี้ไว้ให้จงดี บางทีกองตระเวนจะต้องการตัวท่านเป็นพยานในเรื่องซึ่งข้าพเจ้ากำลังสืบอยู่เดี๋ยวนี้” นายทองอินก็รับเข็มมาจากหมอห่อกระดาษเก็บลงกระเป๋าตามเดิมแล้วก็ลาหมอกลับ ในเวลาที่ขับรถกลับไปบ้านข้าพเจ้าถามว่า

“นี่แกเอาเข็มไปให้หมอตรวจน่ะมีประโยชน์อะไร”

นายทองอินตอบว่า “เพราะฉันอยากรู้น่าซี”

“ก็สำเร็จความประสงค์แกไหมล่ะ”

“สำเร็จซี ที่จริงฉันก็จะว่ารู้แล้วแต่ยังไม่แน่ใจ ถึงต้องเอาไปให้หมอตรวจเสียให้เป็นการแน่นอน”

“ก็เมื่อได้ความแล้วเป็นประโยชน์อะไรล่ะ”

“แกคอยดูเอาซี อ้ายเข็มนี่แหละมันเป็นพยานสำคัญพิลึก”

“เป็นพยานอะไร”

“แล้วแกคงรู้หรอก”

ข้าพเจ้าเห็นว่านายทองอินไม่คิดจะขยายความในเรื่องนี้อีก ข้าพเจ้าก็นิ่งมิได้พูดว่ากระไรอีกต่อไป สักครู่หนึ่งนายทองอินถามขึ้นว่า “เออนี่แกจะไม่กลับไปออฟฟิศอีกหรือ”

ข้าพเจ้าตอบว่ามันก็บ่ายเสียแล้วละ ไปก็เห็นจะไม่มีประโยชน์อะไรหรอก แล้วฉันอยากอยู่ดูแกสืบเรื่องนี้ด้วยนี่”

นายทองอินพูดว่า “อ๋อ! ในเรื่องนั้นแกไม่ต้องกลัวหรอก คงไม่ได้ความอะไรอีกก่อนค่ำ”

“ทำไมแกถึงรู้ว่าเวลาใดจะได้ความอีก”

“ฉันไม่รู้หรอก ฉันทายเอาน่ะ แกคอยดูเถอะว่าฉันจะทายถูกหรือผิด” แล้วก็พากันขึ้นไปบนบ้านนายทองอิน รับประทานข้าวและสนทนากันไปตามสมควร ครั้นเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม ท่านปลัดกรมกองสอดแนมขึ้นมาหานายทองอินแล้วพูดว่า “ผมได้ความอะไรมาอย่างหนึ่งแล้ว”

นายทองอินก็พูดว่า “เชิญคุณหลวงนั่งให้สบายก่อนซีขอรับแล้วเล่าให้ผมฟัง”

ท่านปลัดกรมนั่งลงใกล้นายทองอิน แล้วก็พูดต่อไปว่า “ตามที่คุณแนะนำให้วางคนไว้คอยตรวจตราที่บ้าน นายบุญคงนั้น ผมได้จัดให้คนดีไว้ใจได้ไปประจำอยู่ ๓ คน ตั้งแต่เวลาเช้าเมื่อคุณไปจากบ้านนายบุญคงแล้ว มีผู้ไปเยี่ยมภรรยานายบุญคง ๒-๓ คน”

นายทองอินเงยหน้าขึ้นแล้วถามว่า “ทราบหรือเปล่าว่าเป็นคนชนิดใด”

ท่านปลัดกรมตอบว่า “ได้ความแล้วทุกคนว่าใคร ในตอนเช้าได้มีผู้ซึ่งเป็นเพื่อนนายบุญคงไปสองคน ชื่อนายแปลกกับนายดี สองคนนี่ไปด้วยกันและกลับด้วยกัน ตอนบ่ายมีเสมียนกระทรวงซึ่งนายบุญคงได้ทำการอยู่นั้นไปเยี่ยมอีกสามคน ชื่อนายแดงนายจ่างนายอ้น คนที่ไปเยี่ยมภรรยานายบุญคงทั้ง ๕ คนที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ไม่ได้อยู่นานสักคนหนึ่ง”

นายทองอินพยักหน้าแล้วพูดว่า “ท่านทราบที่อยู่คนเหล่านี้ด้วยหรือเปล่า”

ท่านปลัดกรมตอบว่า “ฉันจดเอาเสร็จแล้ว” แล้วก็ส่งกระดาษให้นายทองอินแผ่นหนึ่ง

นายทองอินหยิบกระดาษนั้นมามองอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วจึงถามต่อไปว่า “คุณทราบหรือเปล่าว่านายแปลกกับนายดีทำการอะไรบ้าง”

ท่านปลัดกรมตอบว่า “ผมทราบว่านายแปลกกับนายดีเป็นบุตรจีนมีเงิน เวลานี้ยังไม่ได้ทำอะไรออกจากโรงเรียนใหม่ๆ”

นายทองอิน “ในพวกห้าคนน่ะ มีใครได้เคยไปยุโรปบ้างแล้วหรือยัง”

ท่านปลัดกรม “ไม่ปรากฏว่ามีใครได้เคยไป”

นายทองอิน “ในห้าคนนั้นมีใครรู้ภาษาอังกฤษบ้างไหม”

ท่านปลัดกรม “ผมไม่ทราบแน่ แต่นายแปลกกับนายดีน่ะ ได้เรียนหนังสืออังกฤษ”

นายทองอิน “แล้วมีข่าวอะไรที่จะบอกผมอีกหรือไม่ขอรับ”

ท่านปลัดกรม “ไม่มีอะไรอีก พวกคนของผมคอยอยู่จนทุ่มหนึ่งก็ไม่เห็นมีใครมาอีก และไม่เห็นใครออกมาจากบ้านนายบุญคงเลย คนหนึ่งจึงได้มาบอกกับผมตามที่ผมเล่าแล้ว แต่อีกสองคนนั้นยังคงประจำคอยดูท่วงทีอยู่”

นายทองอิน “ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นจะคอยรอฟังอยู่”

ท่านปลัดกรม “ถ้ายังงั้นผมไปได้นะ มีราชการเรื่องอื่นที่จะต้องไปสืบอีก”

นายทองอิน “เชิญคุณหลวงเถิดขอรับ ถ้ามีข่าวคราวอะไรในเรื่องนี้ผมจะบอกให้คุณหลวงทราบ”

ท่านปลัดกรมก็ลานายทองอินกลับไป พอท่านปลัดกรมไปพ้นบ้านแล้ว นายทองอินก็ลุกขึ้นและพูดกับข้าพเจ้าว่า “ไปเถอะ”

ข้าพเจ้า “ไปไหนกัน”

“ไปบ้านนายบุญคงน่ะ ไปเถอะ” แล้วก็พากันไป พอถึงบ้านนายบุญคงก็บอกกับคนใช้ว่า จะมาเยี่ยมแม่เลียบภรรยานายบุญคง คอยอยู่สักครู่หนึ่งคนใช้นั้นก็มาเชิญให้ขึ้นไป นายทองอินขึ้นไปสนทนากับแม่เลียบแสดงความเสียใจตามธรรมเนียมแล้วจึงพูดต่อไปว่า

“ฉันเสียใจแท้ๆ เทียวไม่ได้มาเยี่ยมพ่อบุญคงเมื่อเขาเจ็บ”

แม่เลียบ “ก็ไม่มีใครทราบว่าเขาเจ็บมากนี่ค้ะ แต่ถึงยังงั้นก็ยังมีคนมาเยี่ยมมาก”

นายทองอิน “หมอคนไหนรักษาน่ะย้ะ”

แม่เลียบ “หมอศิริเขารักษา”

นายทองอิน “นายศิริที่กลับมาจากเมืองนอกใหม่ๆ ไม่ใช่หรือย้ะ”

แม่เลียบ “นั่นและค้ะ เขาเป็นญาติกับดีฉันเอง”

นายทองอิน “อ้อ! เหมาะดีจริงไม่ต้องหาคนอื่นคนไกลเทียวนะ แล้วรับประทานโทษเถอะ นี่เรื่องมรดกพกสถานเป็นอย่างไรกัน”

แม่เลียบ “คุณบุญคงจัดไว้เสร็จแล้ว ยกให้ดีฉัน”

นายทองอิน “อ้อ! ยังงั้นก็แล้วไปซิ ฉันหมายว่ายังยุ่งอยู่ถึงได้พานายวัดเขามา เขาเป็นหมอกฎหมายเผื่อเขาจะได้ช่วยในเรื่องนี้ได้มั่ง”

แม่เลียบ “ไม่ต้องดอกค้ะ จัดเรียบร้อยแล้ว”

นายทองอินสนทนาอยู่อีก ๒-๓ คำแล้วก็ลาลงจากเรือน ตรงไปที่โรงพักพลตระเวนซึ่งอยู่ใกล้ที่นั่น บอกให้ไปรักษาบ้านนายบุญคงอยู่และให้ห้ามคนมิให้ออกมาจากบ้านนั้น ถ้าใครขืนจะออกให้จับตัว แล้วก็ขึ้นรถรีบขับไปหาท่านปลัดกรมกองสอดแนมพากันไปที่บ้านนายศิริหมอ (นายทองอินสืบจากคนใช้ที่บ้านนายบุญคงได้ความแล้วว่า บ้านนายศิริอยู่ที่ไหน) เมื่อถึงบ้านนายศิริแล้วก็พากันขึ้นไปหานายศิริทั้งสามคน

นายศิริต้อนรับอย่างแข็งแรง เชิญให้นั่งเก้าอี้แล้วก็ถามว่า “ท่านมาธุระอะไร”

นายทองอินตอบว่า “ในเวลานี้ตัวฉันกับคุณหลวงกำลังสืบเรื่องประหลาดอยู่เรื่องหนึ่ง คือคนๆ หนึ่งเจ็บก็ไม่มากมายอะไรนักอยู่ดีๆ ก็ตายลงไป กองตระเวนสงสัยจึงให้หมอตรวจได้ความว่า ไม่ได้ถูกวางยาพิษและมิได้ตายเพราะโรค กับชันสูตรศพแล้วก็หาบาดแผลไม่ได้เลย เจ้ากรมกองตระเวนเกือบจะตกลงแล้วว่าตายไปเองตามธรรมดา แต่คุณหลวงท่านสงสัยอยู่ท่านจึงมาปรึกษาฉัน ฉันจึงบอกกับท่านว่า จำได้ว่าได้อ่านหนังสือฝรั่งเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งไปเต้นรำหกล้มลง ในเวลานั้นก็ได้ร้องกรีดขึ้นว่าถูกเข็มที่กลัดอกอยู่นั้นตำที่หน้าอก สักครู่หนึ่งก็รู้สึกเวียนศีรษะจึงไปนอนบนเก้าอี้นอน หน้าก็ซีดลงทุกที คนพากันตกใจจึงไปตามหมอ แต่หมอมายังไม่ทันถึง ผู้หญิงนั้นก็ตายเสียแล้ว หมอตรวจดูตามตัวก็ไม่เห็นบาดแผลอะไรมากมาย มีแต่รอยเข็มตำที่หน้าอกซ้ายนิดเดียวเท่านั้น หมอก็สั่งให้ค้นดูเข็มที่ปักอก ค้นได้เข็มทองหัวฝังเพชรตกอยู่ในห้องเต้นรำ เข็มนั้นเปื้อนเลือดยังเปียกอยู่ หมอจึงแสดงความเห็นว่าเมื่อผู้หญิงนั้นล้มลง เข็มตำที่หน้าอกซ้ายทะลุเข้าไปถึงหัวใจเลือดตกภายในจึงตาย ฉันจึงมานึกขึ้นว่า ถ้าใครรู้เรื่องนี้แล้ว อยากฆ่าใครอาจเอาเข็มแกล้งแทงเข้าไปเช่นนั้นบ้างแต่ที่ยังไม่แน่ใจนั้น คือว่าจะเป็นได้จริงตามความเห็นของหมอนั้นได้หรือไม่ ตัวของท่านเป็นหมอ ท่านบอกได้ไหมว่าจะเป็นได้หรือไม่ได้”

นายศิริหน้าซีดลงไปทันทีเลียปากแล้วจึงตอบว่า “เห็นจะได้ถ้าจะว่าตามตำราหมอก็ได้ แต่ผมเชื่อว่ายังไม่มีใครในเมืองไทยมีความรู้พอที่ทำยังงี้”

นายทองอินตอบว่า “ท่านอย่าหมิ่นประมาทคนไทยนะ ความรู้ไม่เลวนักหรอก ท่านจะว่ากระไรถ้าฉันจะบอกว่าได้มีผู้ใช้วิธีเข็มแทงหัวใจนั่นแล้ว”

นายศิริถามด้วยเสียงเครือว่า “ใคร เมื่อไร”

นายทองอินตอบว่า “เมื่อวานนี้ นายบุญคงเป็นผู้ถูกฆ่าด้วยเข็ม คนฆ่าฉันก็รู้แล้วว่าใคร”

นายศิริคุกเข่าลงกับพื้นทันทีแล้วพูดว่า “คุณหลวงขอรับโปรดกรุณาทีเถอะ แม่เลียบยังสาวอยู่มากขอรับ แล้วได้ความเดือดร้อนเหลือเกิน นายบุญคงกดขี่เสียยิ่งกว่าทาสอีก เหลือที่มนุษย์จะอดกลั้นได้ ตัวผมที่เป็นญาติแม่เลียบก็สงสารเหลือทนเพราะยังงั้นจึงเล่าถึงฆ่าคนด้วยเข็มให้แม่เลียบฟัง ไม่ได้นึกเลยว่าแม่เลียบจะกล้าทำ เมื่อมาทำขึ้นเช่นนี้แล้ว ผมขอรับผิดเองเถอะ นี่ผมไม่บอกเขายังงี้แล้วแม่เลียบคงไม่คิดขึ้น เอาโทษกับผมเถอะผมจะรับคนเดียวเอง ไหนๆ จะต้องตายๆ แต่คนเดียวเถอะ ถ้าฆ่าแม่เลียบผมต้องตายด้วย”

นายทองอินลุกขึ้นแล้วพูดว่า “อย่าไปคลายอยู่นั่นเลย ลุกมาให้คุณหลวงท่านใส่กุญแจมือเสียดีๆ เถอะ”

นายศิริลุกมายื่นมือให้ท่านปลัดกรมใส่กุญแจมือโดยดี แล้วนายทองอินก็พูดว่า “จับได้คนหนึ่งแล้วไปจับเสียอีกคนเถอะขอรับเห็นจะดี”

พอไปถึงบ้านนายบุญคง นายหมวดซึ่งไปประจำอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว ก็วิ่งออกมาทำหน้าตาตื่นแล้วก็พูดว่า “เกิดความแล้ว”

นายทองอินโดดลงจากรถแล้วถามว่า “อะไร”

นายหมวดตอบว่า “พอผมมาถึงได้ประเดี๋ยวหนึ่งมีคนลงมาบอกว่า แม่เลียบเข้าไปในห้องปิดประตูลั่นกุญแจแน่น เรียกให้เปิดก็ไม่เปิด ผมก็รีบวิ่งขึ้นไปทั้งเรียกทั้งตบประตูก็ไม่ขาน ผมกับพลตระเวนก็ช่วยกันงัดประตูเข้าไปเห็นแม่เลียบนั่งพิงเตียงอยู่ ผมเข้าไปจับตัวจึงทราบว่าตายแล้ว แผลก็ไม่มีศาตราอาวุธอย่างหนึ่งอย่างใดก็ไม่มี ขวดยาพิษก็ไม่มี ไม่ทราบว่าตายยังไง”

นายทองอินหันหน้ามาทางปลัดกรมแล้วพูดว่า “เชิญคุณหลวงขึ้นไปบนโน้นเถอะขอรับ คุณคงได้เห็นความจริงของคำที่ผมพูดเมื่อตะกี้นี้” นายทองอินก็พาท่านปลัดกรมกับข้าพเจ้าตรงเข้าไปในห้องแม่เลียบ นายทองอินตรงเข้าไปที่ศพแม่เลียบคลำดูที่หน้าอกซ้ายครู่หนึ่ง แล้วก็ชักเข็มร้อยดอกไม้ออกมาจากหน้าอกเล่มหนึ่งแล้วพูดว่า “นี่ประไรขอรับ”

ท่านปลัดกรมพยักหน้าแล้วว่า “จริงๆ นี่แกเห็นจะฆ่าตัวเมื่อเห็นพลตระเวนมา รู้สึกว่าความเห็นจะปิดไว้ไม่มิดแล้ว ผมต้องยอมรับนับถือความคิดของคุณ แต่ผมยังไม่เข้าใจว่าเมื่อแรกทำไม คุณจึงสงสัยว่านายบุญคงถูกฆ่าด้วยเข็ม”

นายทองอินตอบว่า “คุณก็ได้ยินตามที่ผมได้ว่ากับนายศิริว่าทำไมผมจึงได้สงสัย ที่ผมพูดนั้นก็จริง ผมได้สงสัยเช่นนั้นมาแต่บ้านแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงได้เตรียมแว่นสำหรับส่องมาด้วยพร้อม คุณหลวงคงจะจำได้ว่าผมมองอยู่ที่อกซ้ายนายบุญคงนาน นั่นคือผมตั้งใจจะหาแผลเข็ม ที่จริงผมก็ไม่ได้นึกว่าจะเป็นเช่นนั้นได้แต่นึกว่าลองดูที ก็เผอิญหาแผลนั้นได้จริงๆ แล้วผมจึงได้เข้าไปในห้องนอนนายบุญคง ก็ไปหาตัวเข็มได้ในนั้น ผมได้เอาเข็มนั้นไปให้หมอตรวจด้วยกล้องไมโกรสะโก๊ป ก็ได้ความว่าเข็มนั้นเปื้อนเลือดคน ความที่ผมสงสัยก็เลยเป็นความแน่นอนไป”

ท่านปลัดกรมพูดว่า “ก็แล้วเมื่อไรคุณถึงทราบว่าใครเป็นผู้ฆ่า”

นายทองอิน “พอได้เข็มผมก็นึกว่าคนที่จะฆ่าเช่นนี้ได้ จะต้องเป็นคนที่สนิทกับนายบุญคง คือเป็นคนที่ได้พยาบาลอยู่ คนพยาบาลนี้ก็มีแต่ภรรยานายบุญคงกับคนใช้ ๒-๓ คน คนใช้นั้นก็ไม่ต้องนึกถึงเพราะในการที่จะฆ่าคงไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นยังเหลือภรรยาที่จะต้องนึกถึง นายบุญคงไม่มีบุตร ผมก็ทราบว่าทรัพย์สมบัติคงจะยกให้ภรรยา ภายหลังผมได้ถามตัวภรรยาเองก็ได้ความว่าเป็นเช่นนั้น”

ท่านปลัดกรม “ก็ส่วนนายศิริล่ะทำไมคุณถึงได้ทราบว่าเป็นต้นคิด”

นายทองอิน “ผมเชื่อแน่ว่าภรรยานายบุญคง คงจะไม่ได้คิดเองในการที่จะใช้เข็มฆ่าผัวเช่นนั้น ผู้ที่คิดนั่นคงจะต้องเป็นคนที่เคยไปยุโรป หรือที่รู้ภาษาอังกฤษพอจะอ่านหนังสือเข้าใจได้ ผมจึงคอยฟังดูว่าคนที่รู้จักกับนายบุญคงและภรรยานั้นจะเป็นคนรู้ภาษาอังกฤษหรือไปยุโรปกี่คน ได้ความจากคุณว่ามีอยู่สองคน แต่สองคนนั่นก็เป็นลูกเศรษฐี และเรียนในกรุงเทพฯ คงจะไม่รู้ดีนักและคงจะไม่ได้อ่านหนังสืออังกฤษด้วย ผมก็ยังไม่พอใจ จึงมาหาตัวภรรยานายบุญคงเอง จึงได้ทราบถึงนายศิริผู้นี้ว่ามิใช่แต่เคยไปยุโรปทั้งได้เล่าเรียนวิชาหมอด้วย ผมถึงได้คิดว่า ยังไงๆ ลองไปที่นายศิริดูสักที ถ้านายศิริไม่ได้เป็นผู้แนะนำภรรยานายบุญคงในเรื่องฆ่าคนด้วยเข็มนี่ก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นผู้แนะนำตามที่ผมสงสัย นายศิริก็จะต้องแสดงพิรุธออกมาเอง นอกจากนี้คุณหลวงก็ทราบอยู่แล้ว”

ท่านปลัดกรมเข้ามาจับแขนนายทองอิน “แล้วพูดว่า ผมนับว่าคุณเป็นคนประหลาดคนหนึ่งทีเดียว ถ้าคุณมารับราชการในกองตระเวนคงจะต้องมีชื่อเสียงใหญ่เป็นแน่”

นายทองอินยิ้มแล้วพูดว่า “ก็นี่ผมก็ช่วยราชการอยู่เต็มกำลังแล้ว ปล่อยให้ผมเป็นคนธรรมดาอยู่เช่นนี้จะดีกว่า ถ้าผมไปเป็นคนราชการเสียแล้ว บางทีการสืบสวนก็จะยากขึ้น ผมก็จะช่วยราชการไม่ได้ดีเหมือนกับเวลานี้ คุณหลวงปล่อยผมไว้ตามสบายดีกว่าขอรับ เมื่อมีราชการอะไรก็เรียกผมใช้ได้เสมอ ในเรื่องนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไรจะสอบสวนอีกแล้ว ผมกราบลาที”

นายแก้ว

นายขวัญ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ