ยาม้าบังกะโล

ท่านทั้งหลายก็คงจะย่อมทราบอยู่ว่า การแข่งม้าในเมืองไทยเรานี้มีความเจริญขึ้นเป็นอันมากแล้ว ถึงกับเป็นสโมสรใหญ่โต ใครบ้างซึ่งเป็นชาวกรุงเทพฯ ที่จะไม่รู้จักสนามม้าคงจะไม่มี การแข่งม้านี้ก็เป็นเครื่องสนุกของเศรษฐีแท้ทีเดียว เพราะคนที่ไม่มีเงินมากๆ ก็เลี้ยงม้าแข่งไม่ได้ ถ้ายิ่งมีมากก็เลี้ยงได้มาก การเล่นแข่งม้านี้ที่จริงมันก็เล่นเบี้ยกลายๆ น่ะเองแหละ มันแล้วแต่โชคแต่เคราะห์ดี ถ้าโชคดีกระเป๋าก็หนัก ถ้าโดนเคราะห์ร้ายกระเป๋าก็เบาไปเท่านั้นเอง การที่ถูกโกงนี้ก็ยาก ดูไม่เห็นช่องที่จะมีได้กี่มากน้อยเลย ตามที่ข้าพเจ้าว่าแล้วว่าผู้ที่เล่นม้าเป็นคนมั่งมีทั้งนั้น เงินเขาก็มีมากแล้วที่ไหนเขาจะโกง แต่ยังงั้นยังอุตส่าห์มีผู้โกงกันได้ แต่เอาเถอะ ถ้าจะพูดมากไปเวลานี้ก็จะขยายความลับเสียจะสิ้นสนุก ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องให้ท่านฟังให้ตลอด

ท่านผู้อ่านซึ่งเป็นคนชอบในการแข่งม้า หรือได้อ่านหนังสือพิมพ์อยู่เนืองๆ คงจะทราบแล้วทั่วกันว่า บรรดาเจ้าของม้าที่มีชื่อมีเสียงในคลับนั้น ไม่มีใครมีม้าดี หรือมากเท่าจีนอี้เลย ม้าของจีนอี้ก็ชนะอยู่เนืองๆ ซึ่งทำให้การเลี้ยงม้าแข่งของจีนอี้นั้นไม่เป็นการเสียเงินเปล่า จีนอี้ผู้นี้คงมีคนรู้จักนอกจากพวกชอบแข่งม้านี้ก็มาก เพราะเป็นเศรษฐีมาจากฮ่องกง เป็นสัปเยกของอังกฤษ และยกเสียแต่ผมเปียแล้วเกือบเป็นฝรั่งเทียว เขามาอยู่เมืองไทยก็นาน แต่ไม่นับประสาเรียนภาษาไทย พูดภาษาอังกฤษปร๋อราวกับคนอังกฤษทีเดียว ส่วนนักเลงม้าใครบ้างจะไม่เคยได้ยินชื่อจีนอี้ ใครบ้างจะไม่เคยได้ยินว่าจีนอี้ผู้นี้เที่ยวซื้อม้าที่นั่นเที่ยวซื้อม้าที่นี่ ประเดี๋ยวก็ได้ม้ามาจากอ่างทองบ้าง จากลพบุรีบ้าง จากกรุงเก่าบ้าง และใครเลยที่ได้ไปดูแข่งม้าจะไม่เคยเห็นจีนแต่งตัวเสื้อกางเกงขาวสะอาด สวมรองเท้าเหลือง สวมหมวกไหมสับประรดอ่อนพันผ้าขาวแดง มีโบแดงตัวหนังสือทองติดอกซึ่งเป็นเครื่องหมายของกรรมการคลับนั้น ใครบ้างที่ไปดูแข่งม้าที่กรุงเก่าจะไม่ได้เห็นจีนอ้วน ๆ แต่งตัวเช่นที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ยกเสียแต่โบแดง

ท่านผู้อ่านบางท่านคงจะยังจำได้ว่าเมื่อปี-(เอาเถอะปีอย่าว่าเลยดีกว่า) การแข่งม้าเป็นอย่างประหลาดอย่างไรบ้าง เมื่อวันที่ ๑ ใน ๗ เที่ยวที่แข่งกัน ม้าจีนอี้ชนะถึง ๕ เที่ยว วันที่ ๒ จีนอี้ชนะ ๓ หรือ ๔ เที่ยวทั้งถ้วยทองด้วย วันที่ ๓ ก็ชนะหลายหนเหมือนกัน แต่เกิดความสำคัญที่ข้าพเจ้าจะเล่านี้ในการแข่งถ้วยทอง ในการแข่งครั้งนี้ จีนอี้มีม้าลงชื่อไว้สองม้า คือม้าบังกะโลหนึ่ง ยักษีหนึ่ง ในเวลานั้น เป็นการเข้าใจดีทั่วกันว่า ทั้งสนามไม่มีม้าใดดีกว่าม้าบังกะโล แลไม่มีม้าใดที่น่าจะได้ถ้วยทองเท่าม้าบังกะโล เพราะฉะนั้นคนก็พากันเล่นม้าตัวนี้มากกว่าตัวอื่น ซึ่งตามภาษาสนามม้าเรียกว่า “เฟเวอร์ริต” แต่ครั้นถึงเวลาวิ่งเข้าจริงม้ายักษีของจีนอี้กลับชนะที่ ๑ ม้าบังกะโลซึ่งเฟเวอร์ริตนั้นตกลงไปเกือบสุดท้าย คนทั้งหลายก็พากันเสียใจและเสียเงินด้วยกันมาก ข้าพเจ้าก็พลอยเสียเข้าไปด้วย พอม้ากลับเข้าโรงก็พากันไปรุมอยู่ที่โรงม้าเพื่อจะฟังข่าวคราว สักประเดี๋ยวเห็นคนวิ่งออกมาตามท่านเลขานุการของคลับนั้นเข้าไป ข้าพเจ้าเห็นเลขานุการกับจีนอี้สนทนากัน ทั้งสองทำหน้าตาดูตื่นเต้นมาก พอสักครู่หนึ่งท่านราชทูตต่างประเทศผู้หนึ่งซึ่งเป็นกรรมการสำคัญในคลับนั้น ก็เดินเตาะแตะมา ในทันใดนั้นจีนอี้ออกจากโรงม้าพูดกับท่านราชทูตนั้นว่า “แน่ท่าน ม้าบังกะโลเจ็บไปแล้ว”

ท่านราชทูตแสดงความตกใจและถามว่า “เจ็บเป็นอะไร”

จีนอี้ตอบว่า “ไม่ทราบ เจ็บเป็นแน่ เชิญท่านราชทูตเข้าไปดูเองซิ ยืนขาสั่นอยู่นั่น”

ท่านราชทูตยกมือขึ้นลูบเคราแล้วก็เดินตามจีนอี้เข้าไปมองดูม้าบังกะโลสักครู่หนึ่ง จับขาดูทั้งสี่ขาลูบทั่วตัว แล้วก็เปิดหมวกออกชักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดศีรษะแล้วพูดว่า “ชอบกล ควรจะไปเอาหมอมาดู”

จีนอี้ก็ตกลงตาม และสั่งให้คนรถไปตามหมอมาทันที ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าจีนอี้สังเกตดูไม่สบายมาก นั่นก็เป็นธรรมดาใครเลยจะไม่เสียใจเมื่อม้าตัวเอกของตนมาเกิดมีอันเป็นขึ้นเช่นนั้น ไม่ช้าความเรื่องม้าเจ็บนี้ ก็ทราบถึงผู้ที่ไปดูแข่งม้านั้นโดยมากและทุกๆ คนคงจะมีใจสงสารจีนอี้ไม่มากก็น้อยแทบทุกคน พอหมอมาจีนอี้ก็พาเข้าไปตรวจม้าบังกะโลทันที ท่านราชทูตซึ่งกล่าวมาแล้วนั้น กรรมการอื่นๆ อีกหลายท่าน ก็เข้าไปรุมฟังกันอยู่ว่าหมอจะว่ากระไร หมอตรวจดูทั่วตัว ทำหน้านิ่งแล้วถามจีนอี้กับคนเลี้ยงม้า ๒-๓ คำ แต่จะว่ากระไรข้าพเจ้าหาทันได้ยินไม่ เพราะข้าพเจ้ายืนอยู่นอกโรงม้า สักประเดี๋ยวเห็นหมอนั้นพูดอะไรกับจีนอี้อย่างหนึ่ง สีหน้าจีนอี้ก็เผือดลงไปทันที และท่านกรรมการอื่นก็แสดงความเสียอกเสียใจและกระซิบกัน พากันเดินออกมา ส่วนม้าบังกะโลนั้นหมอก็ประกอบยาให้กินแล้วก็เอาผ้าคลุมไว้ ไม่ช้าก็ได้ข่าวว่าความเห็นของหมอนั้นว่าม้าบังกะโลถูกวางยา แต่เป็นโชคดีของจีนอี้ ม้านั้นหาได้ป่วยมากมายไม่ ถ้าได้พักเสียวันหนึ่งแล้วบางทีจะวิ่งได้ในวันที่ ๓ และข้าพเจ้าได้ยินเล่ากันว่า จีนอี้นำความแจ้งต่อท่านเจ้ากรมกองตระเวนทันที และได้ยินพูดในหมู่เพื่อนฝูงว่า ถ้าใครจับอ้ายคนร้ายวางยานี้ได้ จีนอี้จะให้เงินพันบาท พอแข่งม้าเสร็จแล้ว ในวันนั้นข้าพเจ้าก็หาตรงกลับไปบ้านไม่ ขับรถไปที่บ้านนายทองอิน เล่าเรื่องม้าบังกะโลให้ฟังทุกประการ นายทองอินฟังจนตลอดแล้วนั่งนิ่งอยู่หาได้พูดว่ากระไรไม่ ข้าพเจ้าจึงถามขึ้นว่า “ยังไงพ่อทองอินมีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้บ้างไหม”

นายทองอินยิ้มแล้วตอบว่า “แกจะมาเกณฑ์ให้ฉันเป็นเทวดาหรือเป็นผีเสียดอกกระมัง ฉันยังมิได้สืบสาวราวเรื่องจะไปมีความเห็นอย่างไรได้”

ข้าพเจ้าถามซ้ำไปอีกว่า “ไม่มีเลยทีเดียวหรือ ไม่มีแน่หรือ”

“ไม่มีความเห็นแต่มีความประหลาดใจ ประหลาดใจว่าผีสางเทวดาอะไรแอบเข้าไปวางยาเจ้าม้านั่นได้ ถ้าใครเขามาบอกกันว่านักโทษในคุกถูกวางยา ฉันจะประหลาดน้อยกว่าอีก แกรู้จักโรงม้าเจ้าจีนอี้ไหม”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ไม่รู้จัก”

นายทองอินพูดต่อไปอีกว่า “ฉันรู้จัก โรงม้านั่นอยู่หลังบ้านจีนอี้ เดินจากเรือน ๒-๓ ก้าวก็ถึง บ้านจีนอี้มีรั้วสูงอยู่ด้านหน้าติดกับถนน ด้านข้างแลด้านหลังมีรั้วไม้กระดานทึบ มีลวดหนาม ด้านหน้ามีแขกยามอยู่ ด้านหลังติดกับตรอก ในตรอกนั้นมีพลตระเวนเดินไปมา ส่วนโรงม้านั้นเองติดอยู่กับรั้วหลังทำด้วยไม้แข็งแรง หน้าต่างมีซี่กรงเหล็กและอยู่สูงคนเอื้อมไม่ถึง อีกประการหนึ่งได้ยินเขากล่าวกันว่าในโรงที่ไว้ม้าแข่งคนเลี้ยงม้านอนในนั้นด้วย เป็นยังงี้แหละ ฉันจึงเห็นว่าการที่ใครจะเข้าไปวางยาม้าในโรงนี้น่ะเป็นการยาก แต่นั่นแหละ ไม่ใช่กงการอะไรของเรา จะไปวุ่นวายทำไม ไหนๆ แกก็มาแล้ว กินข้าวเสียกับฉันเถอะ”

เมื่อรับประทานข้าวเสร็จแล้วข้าพเจ้าก็กลับบ้าน รุ่งขึ้นเวลาบ่ายข้าพเจ้าไปบ้านนายทองอิน พอมีคนนำจดหมายมาส่งให้นายทองอินฉบับหนึ่ง เมื่อนายทองอินอ่านแล้วก็ส่งหนังสือนั้นให้ข้าพเจ้า มีความดังต่อไปนี้

“มีผู้มาบอกกับข้าพเจ้าว่าท่านเป็นผู้สืบความต่าง ๆ ดี ถ้าเวลานี้ท่านว่างอยู่ ขอเชิญมาหาข้าพเจ้าที่บ้านบางทีจะเป็นประโยชน์กับตัวท่าน

ว. อ. อี้”

เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือนี้แล้วถามนายทองอินว่า “แกจะไปหรือไม่ไป” นายทองอินหัวเราะแล้วพูดว่า “ฟังอยู่หรือ พันบาทมันหาได้ง่ายๆ อยู่เมื่อไรล่ะ ไปด้วยกันไหมล่ะ”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ฉันน่ะเป็นอยากไปแน่ละ แต่ตาอี้แกจะไม่ว่าเอาหรือ”

นายทองอินตอบว่า “แกเห็นจะไม่ว่าหรอก ฉันจะบอกว่า ตัวแกน่ะเป็นผู้ช่วยของฉัน ไปเถอะ รถของแกยังอยู่ไม่ใช่หรือ”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ยังอยู่”

แล้วก็พากันขึ้นรถข้าพเจ้าขับไปบ้านจีนอี้ ถึงแล้วก็พากันไปบนห้องรับแขก จีนอี้จับมือกับนายทองอินแสดงความยินดี แล้วก็ตรงมาจับมือกับข้าพเจ้า ที่จริงข้าพเจ้ากับจีนอี้จะว่าไม่รู้จักกันเลยก็ว่าได้ แต่เพราะได้เคยพบกันที่สนามม้า ๒-๓ คราว แลโดยเหตุที่ข้าพเจ้าเป็นสมาชิกคลับแข่งม้านั้น จีนอี้จึงตรงเข้ามาจับมือข้าพเจ้าเพื่อแสดงความโปไล๊ต์ของเขา แลพูดกับข้าพเจ้าว่า “ขอบใจท่านมากที่ท่านมาเยี่ยมเยียนแสดงความเสียใจกับข้าพเจ้าครั้งนี้”

ข้าพเจ้ายิ้มแล้วตอบว่า “การเสียใจนั้นก็จริงอยู่ ถึงกระนั้นก็ดีข้าพเจ้าคงไม่กล้ามาหาท่านเวลานี้ แต่นายทองอินพาข้าพเจ้ามา”

นายทองอินจึงพูดขึ้นว่า “จริงข้าพเจ้าพานายวัดมา เพราะนายวัดได้เคยช่วยข้าพเจ้าในการสืบสาวราวเรื่องมาหลายครั้งแล้ว”

จีนอี้ก็ก้มศีรษะเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขามีความยินดีที่ข้าพเจ้ามาในครั้งนี้ แล้วก็เชิญให้นายทองอินกับข้าพเจ้านั่งสบาย และสูบบุหรี่ซิกกาอย่างดี แล้วจึงพูดกับนายทองอินว่า “ข้าพเจ้าเชิญท่านมาครั้งนี้ เพื่อสืบเรื่องที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องประหลาด แลเป็นเรื่องที่สมาชิกคลับแข่งม้าทั้งปวงคงจะอยากทราบ บางทีท่านจะทราบแล้วเรื่องม้าข้าพเจ้าถูกวางยา”

นายทองอินตอบว่า “ข้าพเจ้าได้ทราบเรื่องนี้จากนายวัดแล้ว เป็นเรื่องประหลาดจริง ยังไม่เคยมีในกรุงสยาม”

จีนอี้พยักหน้าแล้วถามว่า “ท่านจะรับสืบเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าได้ไหม”

นายทองอินยิ้มแล้วพูดว่า “การที่จะสืบนั้นก็เห็นจะได้ แต่นั้นแหละท่านก็ย่อมทราบอยู่แล้ว ข้าพเจ้าไม่เป็นคนมั่งมีนัก เพราะฉะนั้นถ้าข้าพเจ้าได้ค่าป่วยการบ้างก็เห็นพอจะรับได้”

นี่เป็นธรรมดาของนายทองอิน ถ้าทำการให้คนมั่งมีมักจะพิถีพิถันในเรื่องค่าป่วยการนัก เว้นเสียแต่ถ้าเขามีความสงสารอยู่บ้าง บางทีเขาจะไม่เรียกค่าป่วยการเลย เช่น เมื่อสืบเรื่องนายสวัสดิ์ปิตุฆาตนั้น ถ้าแม้สืบเรื่องราวให้กับคนจนแล้ว ดูนายทองอินลืมค่าป่วยการเสียทีเดียว

ส่วนจีนอี้เมื่อได้ฟังนายทองอินกล่าวถึงค่าป่วยการก็นิ่งนึกอยู่สักครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “ม้าบังกะโลก็เป็นม้าดี ส่วนเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าท่านสืบได้ความจริง บางทีก็จะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นนอกจากตัวท่านด้วย เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าไม่เสียดายเงินเลยถ้าท่านสืบสำเร็จข้าพเจ้าจะยอมให้ท่าน ๑๐ ชั่ง ถ้าไม่สำเร็จก็จะยอมเสียเงินให้ท่านพอสมควรกับที่ท่านจะต้องช่วยในการสืบสาวราวเรื่องครั้งนี้”

นายทองอินยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าพเจ้าขอโทษเถอะ ข้าพเจ้าได้ทราบว่าท่านได้กล่าวที่สนามม้า มีผู้ได้ยินหลายคนว่า ถ้าใครสืบเรื่องนี้ได้สำเร็จ ท่านจะให้พันบาท ข้าพเจ้าได้บอกกับท่านแล้วว่าข้าพเจ้าไม่ใช่คนมั่งมี ตัวท่านบางทีจะเห็นว่าพันบาทกับสิบชั่งไม่ผิดอะไรกันมาก แต่ส่วนตัวข้าพเจ้านี้เห็นชัดเจนทีเดียวว่า ในระหว่างสิบชั่งกับพันบาทนั้นผิดกันอยู่ถึงสองร้อยบาท”

จีนอี้หน้าแดงนิ่งอยู่สักครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ข้าพเจ้าจะให้ท่านพันบาทก็ได้”

นายทองอินตอบว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลงกัน คราวนี้ข้าพเจ้าจะขอถามอะไรท่านสัก ๒-๓ สิ่ง”

จีนอี้พยักหน้า นายทองอินก็ถามดังต่อไปนี้

“ม้าบังกะโลนี้ท่านเอาไว้ที่ไหน”

“เอาไว้ที่โรงหลังบ้าน ท่านจะไปดูโรงนั้นก็ได้”

“ขอบใจประเดี๋ยวจะขอให้ท่านพาไปดู แต่เวลานี้ยังไม่ต้อง ข้าพเจ้าขอถามต่อไปว่า ม้าแข่งของท่านอยู่ในโรงเดียวกันทั้งหมดหรือ”

“อยู่ในโรงนั้นแต่ม้าดี ๆ”

“ม้ายักษีด้วยหรือเปล่า”

“อยู่”

“คอกม้าบังกะโลกับม้ายักษีอยู่ใกล้กันหรือ”

“อยู่ติดกัน”

“มีคนนอนในโรงนั้นหรือเปล่า”

“มี”

“มีคนนอนในคอกม้าบังกะโลหรือเปล่า”

“ไม่มี”

“ในโรงนั้นมีคนนอนกี่คน”

“มี ๒ คน”

“นอนที่ไหน”

“นอนริมประตู”

“ถ้าคนจะเปิดประตูเข้าไปไม่ให้คน ๑ คนรู้สึกได้ไหม”

“เห็นจะไม่ได้”

“ทำไม”

“เพราะเด็กทั้งสองคนนั้นนอนไว ฉันได้เลือกเฉพาะคนนอนไวทั้งสองคน แล้วอีกอย่างหนึ่ง เด็กทั้งสองคนนั้น นอนใกล้ประตูมาก ถ้าใครเปิดประตูไม่รู้ว่ามีคนนอนในนั้นคงจะต้องโดน”

“เมื่อคืนนี้เด็กทั้งสองคนไม่รู้สึกว่ามีใครเข้าไปเลยหรือ”

“ไม่รู้สึก”

“ตัวท่านสงสัยผู้หนึ่งผู้ใดบ้างไหม”

“ก็จะว่าสงสัยก็ไม่ได้”

“นี่แปลว่ามีใครที่ท่านสงสัยคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยไม่ใช่หรือ”

“ก็มี แต่ข้าพเจ้าไม่อยากพูด”

“ถ้าท่านอยากทราบความจริง ข้าพเจ้าต้องขอให้ท่านบอกว่าท่านสงสัยผู้ใดและเพราะเหตุใด”

จีนอี้นิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า “ท่านต้องเข้าใจว่า การที่ข้าพเจ้าจะพูดไปนี้ จะต้องไม่แพร่หลายไปเป็นอันขาด”

“ท่านไว้ใจข้าพเจ้าได้ทีเดียว”

จีนอี้ถอนใจใหญ่เพื่อแสดงความโล่งในอกแล้วจึงพูดด้วยเสียงอันเบาว่า “ตัวข้าพเจ้ากับน้องข้าพเจ้านั้นไม่ใคร่ถูกกัน เมื่อประมาณสัก ๕ เดือนหรือ ๖ เดือนมานี้แล้ว น้องข้างข้าพเจ้ามาขอม้าข้าพเจ้าตัวหนึ่งเพื่อไปแข่งในคราวนี้ แต่ม้าที่น้องข้าพเจ้าเจาะจงขอนั้นเป็นม้าดี เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ามีความเสียใจจะให้ไม่ได้ น้องชายข้าพเจ้าวิงวอนอยู่นาน ข้าพเจ้าก็หาได้ยอมไม่ น้องข้าพเจ้าก็โกรธแล้วพูดว่า เถอะ เมื่อรักมากกว่ารักน้องก็แล้วไป ม้าของแกทุกๆ ตัวขออย่าให้ชนะเลย แกหวงม้าของแกนัก แล้วคงจะได้ดูดีกันวันหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้ากับน้องชายก็ไม่ใคร่พบกัน ในเมื่อวานนี้ม้าบังกะโลไม่สบาย ข้าพเจ้าให้เที่ยวหาหมอม้าก็เผอิญติดธุระเสียทั้งสองคน ข้าพเจ้าจึงให้ไปตามน้องชายซึ่งเป็นหมอ แต่ความรู้ในทางรักษาสัตว์มีบ้างเล็กน้อย ให้มาดูม้าบังกะโล น้องชายข้าพเจ้ามาตรวจแล้วบอกว่าไม่เป็นไรแล้วจะส่งยามาให้ แล้วเขาก็ส่งยามาตามที่เขาว่า ข้าพเจ้าก็เอายาให้ม้ากิน ม้าก็ดูสบายขึ้น และข้าพเจ้าก็ไม่ได้สงสัยอะไรจนมาเกิดเหตุขึ้นดังที่ท่านทราบอยู่แล้ว”

นายทองอินหยักหน้านั่งตรองอยู่ประเดี๋ยวหนึ่งแล้วพูดว่า

“ข้าพเจ้าขอดูโรงม้าสักที”

จีนอี้ก็พานายทองอินกับข้าพเจ้าไปที่โรงม้า โรงนั้นเป็นโรงไม้หลังคามุงสังกะสี พอจุม้า ๔ ตัว มีประตูด้านหน้าประตูเดียวคอกม้าบังกะโลนั้นอยู่กลาง มีหน้าต่างตรงกับคอก ๆ ละหน้าต่างมีซี่เหล็กแน่นหนา นายทองอินตรวจดูทั่วโรงแล้วก็เดินไปข้างหลัง ข้างหลังโรงนั้นใกล้รั้วไม้กระดานมีช่องห่างเฉพาะคนเดินได้คนหนึ่ง หน้าต่างนั้นก็สูงกว่าหัวคนประมาณศอกหนึ่ง ฝาโรงเกลี้ยงไม่มีที่ซึ่งคนจะอาจปีนได้ นายทองอินตรวจดูทั่วก็ไม่เห็นมีร่องรอยทั้งฝาโรงและรั้ว ที่รั้วนั้นมีลวดหนามดังนายทองอินทราบอยู่แล้ว เมื่อได้ตรวจทั่วแล้วดังนี้ นายทองอินพูดขึ้นว่า “ข้าพเจ้าอาจจะบอกท่านได้แน่นอนอย่างหนึ่งคือ ผู้ร้ายที่วางยาม้านั้น ไม่ได้ข้ามรั้วมาและไม่ขึ้นทางข้างหลังโรง ถ้าได้เข้าไปในโรงก็เข้าไปทางหน้านั่นเอง หรือบางทีผู้ซึ่งผสมยานั้นจะไม่ได้มาวางเองบ้างละกระมัง”

จีนอี้กระทำท่าแสดงความเสียใจแล้วพูดว่า “ข้าพเจ้าหวังใจว่าตระกูลของข้าพเจ้าจะไม่มาเสียลงในครั้งนี้”

นายทองอินก้มศีรษะแล้วพูดว่า “ข้าพเจ้าก็หวังใจเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ในเวลานี้ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องอยู่ต่อไปอีกแล้ว ข้าพเจ้าจะไปสืบดูในเรื่องนี้โดยเต็มกำลัง หวังว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงจะได้ความสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใดมาแจ้งต่อท่าน”

ว่าแล้วนายทองอินกับข้าพเจ้าก็ลาจีนอี้ไป ในเวลาขับรถไปด้วยกันนั้น นายทองอินถามข้าพเจ้าว่า “ยังไง พ่อวัด ความเห็นของแกเป็นยังไงในเรื่องนี้”

ข้าพเจ้า “ฉันเข้าใจว่าน้องวางยา”

“ทำไม”

“ก็เพราะเจ้าน้องนั่นโกรธน่าซี”

“วางยาแล้วได้ประโยชน์อะไร”

“ก็จะให้ม้ามันแพ้น่าซี”

“ก้แพ้แล้วตัวเจ้าน้องนั่น มันจะได้ประโยชน์อะไร”

“ไม่ได้ประโยชน์อะไรก็จริงหรอก แต่ว่ามันอยากให้แพ้สมน้ำหน้า”

“เจ้าน้องนั่นมันก็ไม่ใช่คนบ้าหรือโง่เสียเหลือเกินไม่ใช่หรือ”

“มันก็ไม่บ้า มันก็ไม่โง่”

“แล้วในเวลานี้เจ้าต้องทำงานหาชื่อไม่ใช่หรือ เพราะธรรมดาหมอไม่มีชื่อใครเขาจะหาไปรักษา”

“ก็ยังงั้นน่าซี แล้วทำไมล่ะ”

“ก็ทำไมล่ะ ไปวางยาม้านี่เสียละก็จะทำให้ชื่อมันฉาวขึ้นแล้วคนเขาจะหาไปรักษามากหรือ”

“ก็ใครเขาจะไปรู้ล่ะว่ามันวางยา”

“แกรู้ ฉันรู้ เจ้าพี่รู้ สามคนแล้ว แกนึกดูว่าตาอี้กับเจ้าน้องมันก็ไม่ชอบกันตาอี้แกจะนิ่งหรือ”

“ตาอี้แกจะพูดก็ช่างแกเป็นไร ใครๆ เขาก็รู้ว่าไม่ชอบกันก็อยากไปหาให้มันมารักษาทำไมล่ะ แล้วกับคนอื่นมันไม่ได้ไปโกรธกับใครนี่”

“อ๊ะ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ หมอที่วางยาม้าเล่นง่ายๆ ยังงี้ยังไรอยู่ดูมันไม่น่าไว้ใจนักนา”

“ถ้ายังงั้นแกนึกว่าใครวางล่ะ”

“แกรู้จักฉันดีพอแล้วทีเดียว ฉันรู้ก็รู้ทีเดียว ไมรู้ก็ไม่รู้ฉันไม่ทาย”

“ก็เดี๋ยวนี้รู้หรือยังล่ะ”

“ยังน่าซี แต่เอาเถอะถ้าแกสงสัยถามหมอเอี่ยวเอาให้ได้ความเดี๋ยวนี้ก็ได้ บ้านแกอยู่นี่เองแหละ แวะเข้าไปด้วยกันหรือยังไร ตกลงไหมล่ะ”

“เอา เข้าไปลองดู”

ว่าดังนั้นแล้วนายทองอินกับข้าพเจ้าก็แวะเข้าไปในบ้านหมอเอี่ยว หมอเอี่ยวลุกขึ้นต้อนรับเชิญให้นั่ง แล้วจึงถามว่า “ท่านทั้งสองมาทำไมขอรับ”

นายทองอินพูดว่า “ท่านได้ยินเรื่องม้าบังกะโลของพี่ท่านถูกวางยาแล้วหรือ”

หมอเอี่ยวแสดงความตกใจแล้วว่า “ยังไม่ทราบ ถูกวางยาเมื่อไร”

นายทองอินก็เล่าความให้ฟังตามที่เกิดขึ้นที่สนามม้านั้น

พอหมอเอี่ยวฟังคำอธิบายนี้เสร็จแล้วก็ยิ้มแล้วพูดว่า “นี่ท่านพี่ชายคงสงสัยข้าพเจ้า” นายทองอินก็รับว่า “เป็นเช่นนั้นแหละ” แล้วพูดต่อไปว่า “เมื่อการเป็นเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงกล้าเข้ามา เพื่อจะถามอะไรท่านสัก ๒-๓ สิ่ง”

จีนเอี่ยวก้มศีรษะแล้วพูดว่า “เชิญท่านถามเถอะ ข้าพเจ้าจะมีความยินดีที่จะตอบ”

นายทองอินจึงถามว่า “ตั้งแต่ท่านทะเลาะกับพี่ท่าน ท่านได้ไปบ้านพี่กี่หน”

“จำไม่ได้ แต่ไม่กี่หน”

“เมื่อวานนี้พี่ท่านให้มาตามท่านไปดูม้าไม่ใช่หรือ”

“เช่นนั้น”

“ม้าตัวนั้นน่ะเจ็บมากหรือ”

“ไม่มาก ฉันบอกกับพี่ว่าไม่สบายไปนิดหน่อยเท่านั้น ให้กินยาเสียรุ่งขึ้นเช้าก็คงหาย”

“ยานั่นผสมเองหรือ?”

“ฉันไม่ได้ผสมเอง ฉันไปให้เขาผสมที่ร้านขายยา ถนนเจริญกรุง ท่านอยากจะทราบว่าผสมอะไรบ้างไปที่ร้านยาก็ได้”

“ยานั้นผสมแล้วแล้วใครเป็นผู้เอาไป”

“ไม่ทราบ พอข้าพเจ้าบอกให้เขาผสมแล้วข้าพเจ้าก็กลับมาบ้านแล้วสั่งให้เอาไปบ้านพี่ชาย”

“เขาไม่ได้เอามาที่บ้านนี้ก่อนหรอกหรือ”

“เขาจะเอามาทำไม ข้าพเจ้าสั่งเขาแล้วให้เอาตรงไปทีเดียวเพราะพี่ชายเร่งนัก”

นายทองอินลุกขึ้นแล้วพูดว่า “ข้าพเจ้าต้องขอบใจท่านในการที่ท่านตอบคำถามข้าพเจ้าจนตลอดแล้วข้าพเจ้าไม่มีอะไรที่จะถามท่านอีก”

นายทองอินกับข้าพเจ้าก็ลาหมอเอี่ยวขึ้นรถใหม่ นายทองอินก็ถามข้าพเจ้าว่า “ยังไงพ่อวัดยอมหรือยัง”

ข้าพเจ้า “ยัง”

“เอ้า ยังงั้นก็ไปร้านยา”

พอถึงร้านยาแล้วนายทองอินก็ตรงเข้าไปถามฝรั่งคนผสมยาว่า

“เมื่อวานนี้หมอเอี่ยวมาสั่งให้ท่านผสมยาขนานหนึ่งสำหรับม้ามิสเตอร์อี้ไม่ใช่หรือ”

“ได้สั่ง ข้าพเจ้าได้ผสมกับมือข้าพเจ้าเอง”

“ในยานั้นมีอะไรที่อาจจะทำให้ม้าไม่สบาย ที่จะเกิดพิษในตัวม้าได้บ้างไหม”

“ไม่ได้เป็นแน่”

“ท่านแน่ใจนะ”

“ข้าพเจ้าแน่ใจ” แล้วผู้ผสมก็หยิบสมุดออกมาพลิกอ่านและอธิบายให้เราทั้ง ๒ ฟัง ได้ความว่ายาซึ่งหมอเอี่ยวสั่งให้ผสมนั้นมีเครื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

ผงอบเชย๑๐ แกรม
ผงขิง๑๐ แกรม
ผงแสลงใจ๒ แกรม
ผงกวาน๑๐ แกรม
ผงลิคคอร์ริช๒๐ แกรม
แบ่งเป็นแค๊บซูล ๓ แค๊บซูล

นายทองอินเมื่อได้ทราบเช่นนี้แล้วจึงถามว่า “ข้าพเจ้าจะขออนุญาตลอกเอาไปได้หรือไม่ เพื่อเกิดความจะได้เป็นพยานอันดี”

ผู้ผสมยาก็ยอมให้นายทองอินลอกไปตามประสงค์

“ยานั่นเมื่อผสมแล้วท่านให้ใครเอาไป”

“หมอเอี่ยวเข้ามานั่นเป็นเวลาจวนค่ำ ถึงเวลาที่ข้าพเจ้ากลับบ้านแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเอาไปส่งให้มิสเตอร์อี้เองเวลาย่ำค่ำครึ่ง”

“ขอบใจ ข้าพเจ้าไม่ต้องถามอะไรท่านอีกแล้ว”

แล้วก็พากันออกเดินออกไป พอขึ้นรถ ๆ ออกเดินแล้ว นายทองอินถามข้าพเจ้าว่า “ยังไงพ่อวัด ยอมหรือยัง”

“ข้าพเจ้ายิ้มและไม่ตอบว่ากะไร”

นายทองอินก็พูดว่า “เถอะ วันนี้เลิกกันเสียที เอาไว้พรุ่งนี้จึงค่อยสืบกันใหม่”

แล้วต่างคนก็กลับบ้าน รุ่งขึ้นเวลาเช้าข้าพเจ้าไปหานายทองอินหาพบนายทองอินไม่ คอยอยู่จนบ่ายโมงก็ยังไม่มา ข้าพเจ้าก็กลับไปรับประทานข้าวแล้วก็เลยไปสนามม้า เพราะวันนี้เป็นวันแข่งวันที่ ๓ ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าการแข่งม้านี้นายทองอินไม่สู้ชอบนัก ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นไปเลย เพราะฉะนั้นจึงประหลาดใจมากที่วันนี้พบนายทองอินที่สนามม้า และยังประหลาดมากขึ้นอีกที่เห็นนายทองอินเข้าไปกลมเกลียวอยู่กับเจ้าแขกบุ๊กกี้คนรับพนัน ข้าพเจ้าเดินแกร่วๆ อยู่ตามราวนั้นพอนายทองอินเดินออกมาจากแขกบุ๊กกี้ ข้าพเจ้าจึงถามเป็นทีล้อๆ ว่า “ยังไงพ่อทองอิน วันนี้วันดีคืนดีแกมาถึงสนามม้าได้เทียวหรือ”

นายทองอินหัวเราะแล้วตอบว่า “ยังงั้นซิ คนอื่นเขายังไงมาเล่นกันได้ ฉันก็มาได้บ้างเหมือนกันแหละ คนอื่นทำไมอยากได้เงิน ฉันก็อยากได้เงินเหมือนกันแหละ”

“ถามได้ไหมว่าแกเล่นม้าตัวไหน”

“ได้ ฉันเล่นม้าบังกะโลน่ะซี”

“อ๊ะ บังกะโลมันเป็นเฟเวอร์ริตที่เล่นแกจะได้สักกี่มากน้อย”

“ได้น่ะ ห้าสิบต่อ”

“อ๊ะ ๕๐ ต่อยังไง แกพูดน่ะดูมันเข้าใจยากอยู่นี่”

“ไม่ยากหรอกแก ฉันเสียไป ๒๐ บาทแล้ว นี่ถ้าฉันได้ ๆ ๑๐๐๐ บาทแน่”

“แกนึกว่าจะได้หรือ”

“คอยดูเอาเถอะ” แล้วนายทองอินก็ไม่พูดกับข้าพเจ้าเรื่องที่จะชนะนี้อีกต่อไปจนกลับ นายทองอินชวนข้าพเจ้าขึ้นรถไปด้วย ข้าพเจ้าถามว่า “นี่จะไปไหนกัน”

นายทองอินยิ้มแล้วตอบว่า “คอยดูเอาเถอะ” แล้วก็เรื่อยไปไม่พูดไม่จาจนกระทั่งถึงบ้านจีนอี้ บอกกับบ๋อยจีนอี้ว่าจะขอพบนาย บ๋อยหายไปประเดี๋ยวก็กลับมาบอกว่านายให้เชิญขึ้นไปข้างบน นายทองอินกับข้าพเจ้าก็ขึ้นไป พอจีนอี้จับมือด้วยทั้งสองคนแล้วก็ถามว่า “ยังไรท่านได้ความอะไรมาหรือ”

นายทองอินคำนับ แล้วพูดว่า “ข้าพเจ้าได้ความมาแล้วขอให้ท่านเตรียมสมุดเช๊กของท่านไว้เถิด”

ข้าพเจ้าสังเกตดูหน้าจีนอี้ เห็นหน้าเผือดลงไปครู่หนึ่งแล้วก็หัวเราะเป็นทีแค้นๆ และพูดว่า “ท่านได้ตัวคนวางยาม้าบังกะโลแล้วหรือ”

นายทองอินตอบว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว”

จีนอี้ถามว่า “เป็นคนชนิดใดเล่า”

นายทองอินตอบว่า “เป็นคนชนิดอย่างตัวท่านเองแหละ”

จีนอี้ทำเป็นประหลาดใจแล้วพูดว่า “เอ๊ะ ถ้าเป็นคนอย่างข้าพเจ้าแล้ว จะมาวางยาม้าบังกะโลเพื่อประโยชน์อะไร”

นายทองอินสั่นศีรษะแล้วตอบว่า “ในข้อนี้ข้าพเจ้าคงจะไม่ทราบดีเท่าตัวท่านเอง”

จีนอี้ทำตกใจแล้วพูดว่า “ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ”

นายทองอินยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านบางทีจะเข้าใจดอกกระมัง ถ้าข้าพเจ้าบอกกับท่านว่า คนๆ นั้นอยู่ในบ้านนี้เองในเวลานี้และนั่งอยู่ในห้องนี้ด้วย”

จีนอี้ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ลุกขึ้นไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ หยิบสมุดเช๊กออกมา หยิบปากกาจิ้มหมึกแล้วถามว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้ท่านอยู่เท่าไรน่ะ ตัวท่านเองพันห้าร้อย และเพื่อนท่าน ๕๐๐ มิใช่หรือ”

นายทองอินตอบโดยหน้าตาเฉยว่า “ไม่ใช่ ท่านบอกกับข้าพเจ้าว่าพันหนึ่ง”

จีนอี้ยิ้มแห้งๆ แล้วพูดว่า “ก็ถ้าข้าพเจ้าจะเติมให้ท่านอีก ๕๐๐ แล้วจะขอไม่ให้ท่านทั้งสองพูดในเรื่องนี้ต่อไปอีกไม่ได้หรือ”

นายทองอินสั่นศีรษะแล้วพูดว่า “ที่ได้ตกลงกันไว้แต่เดิมอย่างไร ข้าพเจ้าขอให้ท่านถือตามแต่อย่างนั้น”

จีนอี้ถอนใจใหญ่แล้วก็ก้มลงเขียนเช๊ก แล้วเดินมาส่งให้กับนายทองอินและพูดว่า “ข้าพเจ้าเขียนให้ท่านพันบาทตามสัญญา”

นายทองอินรับเช๊กมาตรวจดูเห็นถูกต้องแล้วก็ขอบใจจีนอี้แล้วก็ลากลับมาบ้าน เวลาขับรถมานั้นนายทองอินยิ้มมาตลอดทาง พอถึงบ้านแล้วนายทองอินถามข้าพเจ้าว่า “ยังไงพ่อวัดแกเห็นยังไง”

“ฉันก็เห็นแกเก่งตามเคย แต่ฉันอยากรู้อยู่สักหน่อยว่า เมื่อเช้านี้หายไปไหน”

“ฉันไปหาเจ้าคนเลี้ยงม้าบังกะโล แม้ลำบากจริงแก กว่าจะพบตัวมันได้ต้องให้เจ้าแจ่มเข้าไปล่อเสียออกแย่จึงได้ออกมา”

“แกอยากพบมันเพื่อประโยชน์อะไร”

“เพื่อจะเอาความจริงน่าซี”

“เอายังไง”

“เอายังไงน่าหรือ ๑๐ บาทน่าซี”

“สิบบาทยังไงไม่เข้าใจ”

“สิบบาทมันออกจากกระเป๋าฉัน ไปอยู่กระเป๋าคนเลี้ยงม้า ความจริงมันก็มาอยู่กับฉัน”

“ความจริงน่ะว่ายังไง”

“ว่าม้าบังกะโลน่ะไม่เจ็บ จีนอี้เอายาอะไรอย่างหนึ่งไปให้มันกินเลยไม่สบายไป แล้วจึงไปตามหมอเอี่ยวส่งไปให้น่ะ จีนอี้ได้เอาไปให้ม้ากินเอง เมื่อเอาไปตรอกเวลาเกือบ ๒ ทุ่ม แกคงจะจำได้ว่ายานั้นฝรั่งคนผสมเอาไปที่บ้านจีนอี้เวลาย่ำค่ำครึ่ง นอกจากนั้นก็ทายเอาว่า ในระหว่างย่ำค่ำครึ่งกับ ๒ ทุ่มนั่นจีนอี้คงไปจัดการผสมอะไรเข้าไปนอกจากผสมมาจากร้านยา แต่ถึงยังงั้นฉันก็ยังไม่ตกลงว่าเป็นการแน่นอนแท้ ยังมีของที่อยากทราบอยู่อีกอย่างหนึ่ง ว่าในการที่ม้าบังกะโลแพ้ แลม้ายักษีชนะครั้งนั้นใครจะเป็นผู้ได้ผลประโยชน์มากกว่าผู้อื่น แลเสียเงินเสียอีก ๒๐ บาทที่สนามม้า ก็ได้ความว่า จีนอี้ไม่ได้เล่นม้าบังกะโลไว้เลยในคราวถ้วยทองนั้นเล่นม้ายักษีไว้มาก และได้จากแขกบุ๊กกี้ไว้ถึง ๓๐๐๐ บาทกว่า เข้าใจซึมหรือยัง”

ข้าพเจ้าตอบว่า “เข้าใจละ”

นายทองอินหัวเราะแล้วว่า “ถ้ายังงั้นกินข้าวกันเสียทีจะได้ละกระมัง”

นายแก้ว

นายขวัญ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ