กำนันคงบ้านโยคี

ท่านผู้ที่ได้อ่านเรื่องต่างๆ เกี่ยวข้องกับด้วยนายทองอินตั้งแต่เรื่องแรกมาจนถึงบัดนี้ ก็คงได้สังเกตแล้วว่าทุกๆ เรื่องกล่าวด้วยการซึ่งเกิดขึ้นภายในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้นเว้นแต่เรื่อง “นากพระโขนงที่ ๒” แต่ถึงแม้เรื่องนั้นก็ใกล้กรุงเทพฯ มาก ทั้งมิได้เกี่ยวข้องไปถึงการสืบสวนเรื่องสลักสำคัญต้องนับว่าเป็นการสืบเล่น เพื่อความพอใจของนายทองอิน ซึ่งเวลานั้นว่างไม่มีงานทำเท่านั้น เมื่อการเป็นเช่นนี้แล้วท่านผู้อื่นจะนึกเสียว่านายทองอินไม่ใคร่ได้ออกไปหัวเมือง และไม่ชำนาญหรือไม่สันทัดในการสืบสวนเรื่องราวต่างๆ นอกกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นในที่นี้ข้าพเจ้าต้องขออธิบายว่า นายทองอินได้เคยออกไปสืบสวนเรื่องราวตามหัวเมืองหลายครั้ง แต่เพราะการที่สืบสวนนั้นโดยมากถึงเป็นเรื่องสำคัญก็ไม่เป็นเรื่องซึ่งจะอ่านเพลิดเพลิน หรือเป็นเรื่องซึ่งแปลกประหลาดกว่าการจับผู้ร้ายธรรมดา ข้าพเจ้าจึงมิได้นำมาเล่าให้ท่านฟัง ธรรมดาคนในกรุงกับคนหัวเมืองก็ผิดกัน คนในกรุงได้คบหาสมาคมกับชาวต่างประเทศ ความคิดจึงเฟื่องฟูแปลกประหลาดกว่าความคิดคนซึ่งในหัวเมือง ในการหากินทั้งทางดีทางชั่ว ส่วนนายทองอินก็สมัครสืบการในเรื่องซึ่งเกี่ยวกับการใช้ความคิดแปลกๆ เพราะฉะนั้นจึงชอบสืบการในกรุงเทพฯ มากกว่าการในหัวเมือง เขาเองได้พูดอยู่เนืองๆ ว่าการจับผู้ร้ายในกรุงกับผู้ร้ายหัวเมืองผิดกันอยู่มากคือ การจับผู้ร้ายหัวเมืองต้องการใช้กำลังร่างกายมากกว่าใช้กำลังความคิด การจับผู้ร้ายในกรุงต้องใช้กำลังความคิดกว่าใช้กำลังร่างกาย เพราะฉะนั้นผู้ร้ายในกรุงจึงน่าจับกว่าผู้ร้ายหัวเมือง ผู้ร้ายหัวเมืองนั้น ตำรวจภูธรหรือกำนันผู้ใหญ่บ้านจับก็เหมือนนายทองอินจับ อีกประการหนึ่ง การจับผู้ร้ายในกรุงเทพฯ เป็นการสะดวกกับนายทองอินมาก โดยเหตุที่ลูกสมุนของนายทองอินเป็นชาวกรุงเทพฯ แทบทุกคน ทั้งตัวนายทองอินก็กว้างขวางในหมู่นักเลงกรุงเทพฯ มากด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ดีเมื่อออกหัวเมืองแล้ว นายทองอินก็ไม่เสียชื่อเหมือนกัน ดังท่านจะเห็นปรากฏในเรื่องซึ่งข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปนี้

เมื่อปลาย ร.ศ. ๑๒๑ ท่านคงจะจำได้ว่าในหมู่นั้น หนังสือพิมพ์เต็มไปด้วยเรื่องต่างๆ เกี่ยวข้องด้วยผู้ร้ายสำคัญผู้หนึ่ง คือ อ้ายมั่นมือเหล็ก เผื่อท่านผู้อ่านจะลืมเรื่องราวของอ้ายมั่นมือเหล็กเสียบ้างแล้ว ข้าพเจ้าจึงจะเล่าให้ท่านฟังในที่นี้แต่โดยย่อ

อ้ายมั่นคนนี้ แต่เดิมมาจากไหนก็ไม่ปรากฏ ทราบแต่ว่าเมื่อก่อนจะตั้งต้นเป็นผู้ร้ายนั้น อ้ายมั่นได้บวชเป็นภิกษุอยู่ที่บ้านทับกวางแขวงเมืองสระบุรี แต่จะเป็นเพราะเหตุไรไม่ปรากฏอ้ายมั่นต้องสึก เมื่อสึกแล้วได้ทำนาหาเลี้ยงชีวิตอยู่ประมาณ ๒ ปี อ้ายมั่นเป็นคนชอบเล่นเบี้ย ขายข้าวมาได้เท่าใดก็เล่นเบี้ยจนหมดตัวจนลงปลายก็ต้องขายนา เมื่อขายนานั้นแล้ว อ้ายมั่นก็มิได้ทำมาหากินโดยทางบริสุทธิ์ เข้าเป็นพวกพ้องกับพวกนักเลง ไม่ช้านักก็ถูกจับและต้องขึ้นศาลในเรื่องลักกระบือต้องจำคุก ๓ ปี ต่อนั้นไปอ้ายมั่นก็หาได้ทำมาหากินอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ เจ้าเมืองกรมการในสระบุรีก็สงสัยคอยจ้องจะจับตัวอ้ายมั่นอยู่เสมอ แต่ก็หาจับได้ไม่โดยเหตุที่อ้ายมั่นรักษาตัวดี ถึงเจ้าเมืองกรมการจะเชื่อในใจสักเพียงเท่าใด ว่าอ้ายมั่นเกี่ยวข้องในการปล้นกระบือรายนั้นหรือปล้นเรือนรายนี้ ก็ยังจับตัวอ้ายมั่นไม่ได้ เพราะไม่มีพยานพอที่จะให้เห็นว่า อ้ายมั่นได้ไปเกี่ยวข้องในเรื่องปล้นสะดมนั้นๆ จริง เมื่อเกิดการปล้นสะดมขึ้นครั้งไร และผู้ใหญ่บ้านเรียกลูกบ้านประชุมตรวจ อ้ายมั่นก็มารับตรวจทุกครั้ง เว้นเสียแต่คราวที่ได้ลาผู้ใหญ่บ้านไปแห่งหนึ่งแห่งใดเท่านั้นจึงจะขาดตรวจ แต่ครั้งหนึ่งอ้ายมั่นมีใจกำเริบ นำพวกพ้องเข้าปล้นเรือนผู้ใหญ่บ้านในหมู่ซึ่งตนอาศัยอยู่นั้น ทั้งได้ยิงพวกเจ้าของทรัพย์ตายลงคนหนึ่งด้วย เมื่อลงจากเรือนจะหนีไป ผู้ใหญ่บ้านผู้นั้นได้ร้องขึ้นว่า “อ้ายมั่นกูจำมึงได้แล้ว กูเอามึงละคราวนี้”

อ้ายมั่นก็ยกปืนขึ้นจะยิงผู้ใหญ่บ้านนั้น แต่เผอิญผู้ใหญ่บ้านมีสติดีล้มตัวลงไปเสียข้างหน้า ลูกปืนอ้ายมั่นจึงข้ามศีรษะไป พอเวลานั้นพวกลูกบ้านก็พากันรีบมา อ้ายมั่นกับพวกพ้องจึงหนีไป พวกผู้ร้ายปล้นครั้งนั้นจับได้หลายคน แต่อ้ายมั่นเองจับหาได้ไม่ ชาวบ้านและตำรวจภูธรติดตามไปจนถึงดงพระยาไฟยังจับตัวอ้ายมั่นไม่ได้ก็พากันกลับมา ส่วนอ้ายมั่นนั้นก็เลยกลายเป็นผู้ร้ายใหญ่ไม่มีผู้ใดทราบว่าอยู่ที่ไหนแน่ ทราบแต่ว่าอาศัยอยู่ในดงพระยาไฟแห่งใดแห่งหนึ่ง คนเดินทางไปในดงได้รับความเดือดร้อนเพราะอ้ายมั่นนี้มาก บางทีกำลังเดินไปอ้ายมั่นออกมายืนขวางทาง แล้วเรียกเอาเสบียงอาหารบ้าง ทรัพย์สิ่งของบ้าง ถ้าให้มันเสียโดยดีมันก็ปล่อยให้เดินต่อไป ถ้าทำท่าทางขัดขืนมันก็ทำอันตรายต่างๆ บางทีก็ถึงแก่ชีวิต มันเป็นคนแข็งแรง คน ๒ คน ๓ คนมันสู้คนเดียวได้ ทั้งมีคำเล่าลือกันว่ามันมีคาถาอาคมอยู่คงยิงไม่ออกฟันไม่เข้า และอีกประการหนึ่งกล่าวกันว่า ศาตราที่มันชอบถือที่สุด คือตะบองสั้นทำด้วยเหล็กซึ่งมันใช้ตีศีรษะคนซึ่งขัดขืนไม่ทำตามชอบใจของมัน คนจึงตั้งฉายามันว่าอ้ายมั่นมือเหล็กฉะนี้

ตั้งแต่อ้ายมั่นได้เกิดมีชื่อเสียงเป็นผู้ร้ายใหญ่ขึ้น มีเรื่องราวน่าประหลาดน่ากลัว ซึ่งเกี่ยวข้องด้วยการปล้นสะดมนั้นมาก ถึงวันดีคืนดีหรือจะเรียกว่าวันร้ายคืนร้ายก็ได้ อ้ายมั่นก็ออกมาจากบริเวณดงพระยาไฟนำพวกพ้องเข้าปล้นเรือนราษฎร ในจังหวัดอำเภอทับกวางบ้างหรือไกลกว่านั้นบ้างก็มี แต่ถึงจะจับพวกพ้องได้สักกี่คนก็ยังจับตัวอ้ายมั่นไม่ได้เลย ถึงกับกล่าวกันว่าบางทีเห็นตัวแล้วยิงมันก็ไม่ถูก ครั้งหนึ่งตำรวจภูธรกับชาวบ้าน ๒-๓ คน ติดตามไปพบอ้ายมั่นกับพรรคพวกอีก ๒ คน พวกชาวบ้านกับตำรวจภูธรตั้งท่าจะล้อมพออ้ายมั่นกับพรรคพวกลุกขึ้น ชาวบ้านก็ยิงปืนสาดเข้าไป อ้ายมั่นก็หากลัวไม่และมิได้ถอยหนีเลย มันกลับแกว่งตะบองเหล็กวิ่งตรงเข้ามาหาผู้ยิง พวกชาวบ้านก็พากันแต่ตื่นหนีมา แต่ตำรวจภูธร ๒ คนยังต่อสู้อยู่ จนตกกลางคืนตำรวจก็ยังหาได้กลับมาไม่ รุ่งเช้าพวกชาวบ้านออกไป ถึงที่ซึ่งได้เกิดต่อสู้กันขึ้น พบศพตำรวจภูธร ๒ คนศีรษะป่นปี้สังเกตดูเหมือนถูกทุบด้วยสิ่งอะไรหนักๆ พวกชาวบ้านก็สมมุติเอาว่าอ้ายมั่นมือเหล็กคงจะฆ่าเสียด้วยตะบองเหล็กของมัน นายอำเภอทับกวางจึงมีคำสั่งแก่กำนันผู้ใหญ่บ้านให้สั่งกันต่อๆ ไปให้คอยดูจับอ้ายมั่นมือเหล็ก

วันหนึ่งทีหลังเกิดเหตุนั้นไม่ช้านานนัก กำนันคงบ้านโยคีมีธุระขึ้นม้าไปตรวจราชการตามชายดงพระยาไฟ พบอ้ายมั่นมือเหล็กกลางทาง อ้ายมั่นมือเหล็กออกคำสั่งให้หยุดและให้ลงจากม้า ในเวลานั้นกำนันคงมิได้มีอาวุธไปด้วย จึงคิดว่าครั้นจะขัดขืนใจอ้ายมั่นก็เกรงมันจะทำร้ายตน จึงลงจากม้าโดยความประสงค์จะพูดจากับอ้ายมั่นโดยดี แต่พอโดดลงถึงดินอ้ายมั่นก็โดดขึ้นหลังม้าควบไป กำนันคงจึงต้องเดินกลับมาบ้าน สิ่งของบางสิ่งซึ่งได้ผูกไปกับม้าด้วยนั้นก็เลยสูญด้วย ชาวบ้านตามชายดงก็ล้วนแต่ขยาดนามอ้ายมั่นทั้งสิ้น เพราะได้รับความเดือดร้อนเพราะอ้ายมั่นนั้นมาก เมื่อเสบียงมันหมดเข้าเมื่อใดมันก็ออกมาจากดงเที่ยวเรียกเอาที่บ้านนั้นบ้างที่บ้านนี้บ้าง ไม่มีใครกล้าขัดขืนมันได้ ถึงเวลาที่มันมามันก็ออกมากลางวันแสกๆ แต่ไม่มีใครคิดจับกุมมันเลย ต่อเมื่อมันไปแล้วจึงมีผู้ใดผู้หนึ่งเอะอะกันขึ้น แต่ก็แปลว่าจับไม่ทันเท่านั้นเอง

ท่านผู้อ่านคงจะนึกถามอยู่ในใจว่า ทำไมข้าพเจ้าจึงได้ทราบเรื่องอ้ายมั่นมือเหล็กมาก ละเอียดลออเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะตอบได้โดยง่ายว่าข้าพเจ้าได้ทราบจากข้าราชการผู้หนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าจะไม่กล่าวนามในที่นี้ เพราะไม่จำเป็นและไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้มากนัก ท่านข้าราชการผู้นั้นได้มาหานายทองอินวันหนึ่ง และมาเล่าเรื่องอ้ายมั่นให้ฟังดังข้าพเจ้าได้เล่าให้ท่านฟังแล้วนั้น เมื่อเล่าเรื่องจบแล้วจึงพูดกับนายทองอินว่า “ตัวคุณก็เป็นคนมีชื่อเสียงในการสืบสาวราวเรื่องต่างๆ ในการจับผู้ร้ายอยู่ จะคิดจับอ้ายมั่นมือเหล็กสักทีไม่ได้เทียวหรือ”

นายทองอินตอบว่า “จับน่ะเป็นได้แน่ ถ้าจะตั้งใจจริงแต่มันนอกมณฑลของผมอยู่หน่อย”

ท่านข้าราชการจึงพูดว่า “ก็จริงอยู่แต่ถ้าจับอ้ายมั่นได้แล้วจะเป็นประโยชน์หลายทาง คือจะเป็นประโยชน์แก่ราชการทาง ๑ เป็นประโยชน์กับตัวท่านเองทาง ๑ เพราะได้ยินว่าเทศาภิบาลจะให้รางวัลผู้จับมากด้วย”

นายทองอินพูดยิ้มๆ ว่า “ผมน่ะเคยจับแต่อ้ายคนธรรมดาๆ ไม่เคยจับอ้ายตัวเก่งฟันไม่เข้ายิงไม่ออกอย่างนี้ วิชาอาคมอะไรผมก็ไม่มีจะสู้กับมัน”

“ถึงวิชาอาคมคุณไม่มี ผมก็ยังนึกว่าคุณคงจับได้อยู่นั่นเองแหละ ผมเข้าใจว่าเจ้าพวกที่จับไม่ได้น่ะ จะเป็นเพราะความขลาดมากกว่าอย่างอื่น พอเห็นว่าตั้งท่าจะยิงอ้ายมั่นมันไม่กลัว ก็เลยหาว่ามันมีวิชาอาคมเสียเท่านั้นเอง คุณออกไปหน่อยเถอะเสนาบดีกริ้วอยู่หนักแล้ว ถ้าช้าไปอีกไม่ได้ตัว ความเสียคงจะไม่พ้นพวกผมเป็นแน่”

“ผมจะตริตรองดูก่อน ถ้าการงานผมว่างพอจะไปได้ผมก็จะได้ไปเปลี่ยนอากาศเสียบ้างก็ดี”

ต่อนั้นไปไม่ช้านักนายทองอินก็สั่งให้คนใช้มาบอกกับข้าพเจ้าว่าจะไปสระบุรี และไม่ทราบว่าเมื่อไรจึงจะกลับ เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบดังนั้น ข้าพเจ้าจึงรีบไปที่บ้านนายทองอิน และบอกกับนายทองอินว่าข้าพเจ้าจะไปด้วยถ้าไม่มีเหตุซึ่งขัดข้องในส่วนตัวนายทองอิน นายทองอินสั่นศีรษะยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าแกจะคิดไปหาเรื่องสำหรับแต่งรวบรวมไว้ในสมุดของแกแล้ว น่ากลัวครั้งนี้จะไม่มีเรื่องสนุกอะไร เพราะฉันเข้าใจว่าคงจะไม่มีอะไรที่จะต้องสืบสวนมากมายนัก ท่าทางดูเหมือนจะต้องการกำลังร่างกายมากกว่าต้องการกำลังความคิด ฉันเข้าใจว่าถ้ามีใครที่ไม่ไปมัวกลัววิชาอาคมของอ้ายมั่นมือเหล็กเสียแล้วก็คงจะจับมันได้ ก็นี่ดูขยาดกันเสียหมดในแถวนั้น ฉันก็อยากจะลองดูทีว่าวิชาอาคมของฉันจะสู้วิชาอาคมของอ้ายมั่นได้หรือไม่ อีกอย่างหนึ่ง ยังมีเรื่องรางวัลที่ไม่ควรจะลืม”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ในเวลานี้ฉันไม่มีงานอะไรด้วย ฉันจะไปกับแกจะได้เที่ยวตามหัวเมืองเสียบ้าง” นายทองอินก็ตกลงยอมให้ข้าพเจ้าไปด้วย ครั้นถึงวันกำหนดข้าพเจ้ากับนายทองอินก็ขึ้นรถไฟตรงออกไปที่ทับกวางพบตัวนายอำเภอที่ๆ พักรถไฟ นายอำเภอแสดงความยินดีในการที่นายทองอินได้ขึ้นมา แล้วก็พาตัวไปณ ที่ว่าการอำเภอ เมื่อได้สนทนากันพอสมควรแล้ว นายอำเภอจึงพูดต่อไปว่า

“ผมได้จัดที่พักไว้ให้คุณแล้ว ที่ทางคับแคบอยู่หน่อย แต่ที่จะจัดให้ดีขึ้นไปกว่านี้ก็เห็นจะยาก และผมได้สั่งให้เตรียมม้าไว้สำหรับคุณเสร็จแล้วถ้าคุณต้องประสงค์อะไรอีกขอบอกให้ผมทราบ”

นายทองอินตอบว่า “นี่คุณก็ได้จัดไว้มากเกินไปกว่าผมคาดหมายแล้วที่จริงผมจะมาพักอยู่ที่นี่ก็เห็นจะไม่ได้ประโยชน์อะไร สู้ไปอาศัยเขาอยู่ในบ้านโยคีไม่ได้ ถ้าม้าในเวลานี้ผมก็ยังไม่ต้องการ ถ้าได้เกวียนสักเล่มหนึ่งจะดีกว่า”

นายอำเภอตอบว่า “ได้ซิขอรับ ๓…๔ เล่มก็ได้”

นายทองอินสั่นศีรษะแล้วตอบว่า “เล่มเดียวดีกว่าขอรับ”

นายอำเภอก็ลุกไปสั่งให้จัดเกวียนให้นายทองอิน ส่วนนายทองอินกับข้าพเจ้าก็ไปที่พักซึ่งเขาจัดไว้ให้ และเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแต่งให้คล้ายๆ กับราษฎรในแถบนั้น เสร็จแล้วจึงกลับไปหานายอำเภอใหม่ นายทองอินพูดกับนายอำเภอว่า

“ผมจะลาคุณไปบ้านโยคีทีเดียว ได้เกวียนเมื่อไรจะไปเมื่อนั้น การสืบสวนเรื่องเช่นนี้สืบในที่ใกล้ๆ ดีกว่า”

นายอำเภอถามว่า “ท่านไม่อยากเอาตำรวจไปบ้างหรือ”

นายทองอินตอบว่า “ไม่เอาไปเห็นจะดีกว่า แต่ถ้าคุณจัดคนที่คุณไว้ใจได้ สำหรับเป็นผู้ช่วยผมสัก ๓…๔ คน ได้ก็จะดี”

นายอำเภอพูดว่า “ได้ซิ คุณจะให้คนเหล่านั้นไปกับคุณทีเดียวหรือ”

นายทองอินพูดว่า “ไม่ต้อง ให้ตามไปทีหลังก็ได้ ให้ทอยๆ กันไปเห็นจะดี อย่าให้ไปพร้อมกัน ราวสักมะรืนนี้ให้ถึงบ้านโยคี ให้พร้อมกันให้หมด”

นายอำเภอพูดว่า “ถ้าคุณรอสักประเดี๋ยวผมจะไปเที่ยวหาตัวคนตามที่คุณต้องการ แล้วคุณให้การกับเขาเองดีกว่า เขาจะได้ทราบว่าคุณประสงค์อย่างไร”

คอยอยู่ไม่ช้านักนายอำเภอก็นำคนมา ๔ คน รูปร่างล่ำสันแข็งแรงครบมือ นายทองอินจ้องดูหน้าทั้ง ๔ คน พยักหน้าแล้วถามคนที่ ๑ ซึ่งสวมเสื้ออย่างผู้ใหญ่บ้านว่า “แกได้เคยมีอะไรเกี่ยวข้องกับอ้ายมั่นมือเหล็กมั่งไหม?”

ผู้ใหญ่บ้านตอบว่า “ผมยังไม่เคยเห็นตัวมันเลย แต่มันเคยมาปล้นในถิ่นของผมครั้งหนึ่ง แต่ผมไม่อยู่ถ้าอยู่ก็คงได้เล่นกัน”

นายทองอินถามต่อไปว่า “แกไม่กลัวมันหรือ”

“ไม่กลัว”

“ก็มันมีคาถาอาคมแกไม่กลัวหรือ”

“คาถาอาคมอะไรของมันผมไม่กลัวทั้งนั้น ผมมีผ้าประเจียดกับพระที่ท่านสมภารวัดไผ่รายให้ไว้ ผมไม่ต้องกลัวใคร”

นายทองอินพยักหน้าแล้วพูดว่า “ดีแล้ว ถ้ายังงั้นละฉันกับแกเห็นจะถูกคอกัน “เห็นจะไปด้วยกันได้ละ แกชื่ออะไร”

“ผมชื่อเม่น”

“อีก ๓ คนนั่นเป็นลูกบ้านของแกหรือ”

“อยู่ในหมู่ของผม”

“มีผ้าประเจียดมีพระด้วยหรือเปล่าละ”

“มีทั้ง ๓ คน”

“ถ้ายังงั้นแกทั้ง ๔ คนเป็นไม่กลัวใครซิ”

“ไม่กลัว ท่านอาจารย์ท่านว่า ๆ ถ้าทำร่าอาการให้เจ้าชีวิตไม่ต้องกลัว พระกับผ้าประเจียดคุ้มเกรงรักษา แต่ถ้าไปทำความชั่วพระกับผ้าประเจียดก็ไม่คุ้มเกรงได้ ครั้งนี้ถ้าจะเอาพวกผมไปทำร่าอาการแล้วผมไม่หนี”

นายทองอินหันไปทางนายอำเภอแล้วพูดว่า “คน ๔ คนนี้เห็นจะได้การละขอรับ คุณสั่งเสียตามที่ผมแนะนำก็แล้วกัน เมื่อไปถึงบ้านโยคีแล้ว ผมจึงจะบอกเขาต่อไปว่าจะให้เขาทำอะไร วันนี้ก็เย็นเสียแล้วครั้นจะไปก็จะไม่ถึงจนดึก ดูเหมือนคุณว่าทางประมาณ ๒๐๐ เส้นไม่ใช่หรือ”

“ก็ราวนั้นแหละ”

“ถ้ายังงั้นผมไปพรุ่งนี้เช้า แต่ตี ๑๑ เห็นจะดี”

เมื่อตกลงเช่นนั้น แล้วนายทองอินกับข้าพเจ้าก็กลับไปที่พัก อาบน้ำอาบท่าพอสบายแล้วก็ออกไปเดินเล่นตามหมู่บ้าน ถามข่าวคราวเรื่องอ้ายมั่นมือเหล็กอีกแต่ก็ไม่ได้ความอะไรมากมายกว่าที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วนั้น ที่ได้ข่าวแปลกออกไปอีกนิดหน่อยคืออ้ายมั่นมือเหล็กที่ได้เสบียงไปนั้น มักจะได้จากกำนันคงโดยมาก แต่ถึงกระนั้นกำนันคงก็ดูไม่กระตือรือร้นคิดจับกุมอ้ายมั่นให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนเลย อีกประการหนึ่งซึ่งเป็นของประหลาดคือ บ้านราษฎรอื่นๆ ยังมีเวลาที่ต้องเสียหายคือถูกอ้ายมั่นหรือพรรคพวกอ้ายมั่นปล้นทรัพย์สิ่งของไปบ้าง แต่กำนันคงนั้นมิได้ต้องเสียสินทรัพย์สมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดนอกจากเสบียงเลย และม้าซึ่งกำนันคงถูกอ้ายมั่นริบเอาเสียในกลางดงนั้น ต่อมาไม่ช้านักก็กลับมาบ้านเอง เพราะฉะนั้นกำนันคงก็ไม่ได้เสียม้าตัวนั้น เมื่อกลับมาถึงที่พักแล้วนายทองอินถามข้าพเจ้าว่า

“ยังไง แกมีความคิดยังไงในเรื่องนี้มั่งไหม”

“ยังไม่มีความคิดอะไร นอกจากที่จะไปจับตัวมันเท่านั้น”

นายทองอินพูดว่า “คนอย่างเจ้านั่นจะไปจับมันได้ง่ายอยู่หรือ ก็คนๆ เดียว พวกเราหลายคนด้วยกันจะปลอมจับมันเอาไม่ได้หรือ”

“ก็แต่ก่อนก็เคยไปจับมันเป็นหลายคน ยังไงถึงไม่สำเร็จละ”

“มันไม่สำเร็จเพราะพวกนั้นกลัวน่ะซิ นี่เราไม่กลัววิชาอาคมมันเราถึงจะจับมันได้”

“มันไม่ใช่จะเกี่ยวในเรื่องกลัวเท่านั้น มันจะเกี่ยวกับเรื่องไม่ตั้งใจด้วย เอาเถอะฉันสงสัยอะไรอย่างหนึ่ง เอาไว้ไปถึงโน่นถึงค่อยดูกันบางทีฉันจะสงสัยผิดได้ คืนวันนี้นอนกันเสียทีก็ดี พรุ่งนี้จะได้ตื่นเช้าๆ”

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาประมาณตี ๑๑ นายทองอินกับข้าพเจ้าก็ออกจากทับกวาง ออกเดินไปในดง ทางโดยมากร่มรื่นสบายดี เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ากับนายทองอินจึงไม่ใคร่ได้ไปในเกวียนชวนกันลงเดินเสียโดยมาก เดินไปจนประมาณ ๕ โมงเช้า จึงหยุดหุงข้าวรับประทานพักสบายเสียจนบ่ายโมงแล้วจึงเดินต่อไป เวลาบ่ายเกือบ ๓ โมงถึงบ้านโยคี ตรงไปที่บ้านกำนันคง นายทองอินจึงไปบอกขออาศัยอยู่ที่นั่น

กำนันคงนี้เป็นคนรูปร่างใหญ่ ท่าทางแข็งแรงอายุประมาณ ๔๐ เศษ สังเกตดูในตาแกจ้องดูข้าพเจ้ากับนายทองอินราวกับแกจะอ่านหัวใจทั้ง ๒ คน แกดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยิ้มและตอบว่า

“ได้หรอกพ่อที่จะอยู่น่ะ ถ้าพ่อไม่กลัวอ้ายมั่นมือเหล็ก อ้ายมั่นมันชอบกลน้ะพ่อ มันเห็นที่นี่เป็นที่สำหรับหาเสบียงเสียทีเดียวประเดี๋ยวๆ มันมา มาเอาไม่รู้สึกตัว”

นายทองอินตอบว่า “เอาเถอะฉันไม่กลัวหรอก ฉันกับเพื่อนฉันมีปืนมาคนละกระบอก ถ้ามันมาฉันจะช่วยลุงเอง”

กำนันคงสั่นศีรษะแล้วพูดว่า “ช่วยไม่ได้หรอก หลานอ้ายมั่นเป็นคนมีวิชา ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก”

นายทองอินหัวเราะแล้วตอบว่า “ปืนของลุงบางทีจะยิงไม่ออก แต่ปืนของฉันยิงออก เอาเถอะลุงไม่ให้เสียประโยชน์หรอก ในการที่มาอยู่ฉันจะแทนบุญคุณลุงหรอก เงินที่มีมาลุงจะใช้สักกี่มากน้อยก็ได้”

ว่าเช่นนั้นแล้วนายทองอินก็วางถุงเงินลงตรงหน้ากำนันคง เพื่อเป็นพยานให้เห็นว่าเงินนั้นมีจริง ข้าพเจ้าสังเกตดูในตากำนันคงเห็นจ้องเป๋งอยู่ที่ถุงเงิน ครู่หนึ่งแล้วก็เมินหน้าไป แต่ในครู่หนึ่งนั้นข้าพเจ้าก็พอทราบได้แล้วว่ากำนันคงมีความโลภอยู่ในสันดานมาก ข้าพเจ้านึกประหลาดใจว่า ทำไมนายทองอินจึงเอาเงินออกมาวางให้แกเห็นเช่นนั้น อาจจะทำให้เกิดความยุ่งเหยิงขึ้นได้คือถูกขโมยเป็นต้น

กำนันคงนิ่งอยู่ประเดี๋ยวหนึ่งแล้วก็พูดว่า “พ่อจะอยู่ก็ได้แต่ขอให้ระวังเงินหน่อยนา อ้ายมั่นมือเหล็กมันมีพวกพ้องมาก ถ้ามันรู้ว่ามีเงินมาอาศัยอยู่ที่นี่ ฉันจะถูกปล้นเป็นแน่”

นายทองอินตอบว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับลุง ฉันจะอยู่พอพักหายเหนื่อยหน่อยเท่านั้นแหละ มะรืนนี้ก็จะไปหรอก”

เมื่อพูดตกลงแล้ว นายทองอินก็ชวนข้าพเจ้าลงเรือนไปว่าจะไปตรวจดูโคซึ่งเทียมเกวียน ให้หญ้าให้น้ำตามสมควร พอลงไปพ้นเรือนแล้วและพ้นทางที่จะได้ยินได้แล้ว ข้าพเจ้าพูดกับนายทองอินว่า

“ทำไมแกถึงเอาเงินออกมาอวดเช่นนั้น ดูน่ากลัวอันตรายอยู่ สังเกตดูหน้าตากำนันคงดูเป็นคนโลภ”

นายทองอินพยักหน้าแล้วนิ่ง ไม่ตอบข้าพเจ้าว่ากระไร เฉยอยู่สักครู่หนึ่งแล้วจึงถามขึ้นว่า “แกเคยตกปลาไหม”

ข้าพเจ้าตอบว่า “เคย แต่ยังเล็กๆ อยู่”

นายทองอินถามต่อไปว่า “ก็แกเคยตกปลาไม่มีเหยื่อบ้างไหมล่ะ”

ข้าพเจ้าหัวเราะและตอบว่า “ตกไม่มีเหยื่อมันจะติดยังไง”

นายทองอินพยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็นั่นน่าซี มันก็ไม่ติด”

พอนายทองอินพูดขึ้นเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็เข้าใจทันทีแล้วจึงถามต่อไปว่า “ทำยังไงเราถึงจะรู้ตัวว่าเมื่อไรอ้ายมั่นมันจะมา”

“นายทองอินตอบว่า “รู้สิ มาพรุ่งนี้แหละ”

“เอะ แกรู้ยังไงน่ะ”

“ฉันนัดมันนี่”

“แกนัดมันเมื่อไรฉันไม่รู้”

“เมื่อตะกี้นี้แหละ”

“อะไร ก็ฉันไม่เห็นแกเขียนหนังสือหนังหาอะไรนี่”

“ก็ฉันไม่ได้เขียนน่าซี”

“ก็ยังงั้นแกนัดยังไงล่ะ”

“ฉันบอกกำนันคงน่าซี”

“ก็ฉันไม่ได้ยินแกบอกว่าอะไรนี่”

“อ้าว ฉันบอกว่าฉันจะไปมะรืนนี้นี่นา แต่ก็เอาเถอะ แกคอยดูเถอะถ้าอ้ายมั่นมือเหล็กไม่มาเรียกเอาเงินที่บ้านกำนันคงเวลากลางคืน พรุ่งนี้ละก็ฉันยอมให้แกถองทีหนึ่ง”

เมื่อพูดกันเสร็จแล้วนายทองอินกับข้าพเจ้า ก็พากันไปหุงข้าวรับประทาน แล้วก็นั่งสนทนากันอยู่ที่ริมกองไฟ กำนันคงออกมาสนทนาอยู่ด้วย พูดจากันด้วยเรื่องต่างๆ จนเวลาดึกหน่อยต่างคนก็ไปนอน ข้าพเจ้าต้องรับว่าคืนนั้นข้าพเจ้านอนไม่ใคร่หลับ เพราะไม่ไว้ใจตากำนันคง แต่นายทองอินนั้นนอนหลับสนิทตลอดคืน

วันรุ่งขึ้นเวลาเช้าก็ไม่มีอะไรแปลกประหลาด นายทองอินกับข้าพเจ้าไปเที่ยวเดินเล่นตามในหมู่บ้านนั้น และสนทนากับชาวบ้านที่แห่งโน้นบ้างที่แห่งนี้บ้าง ตามสมควร ในส่วนเรื่องอ้ายมั่นมือเหล็กนั้น ก็ได้ความสมกันหลายปากว่าเมื่อมันต้องการเสบียงเมื่อใด มันก็ออกมาจากดงเที่ยวเรียกเอาตามบ้านต่างๆ แต่มักจะเป็นบ้านกำนันคงเสียมาก

เวลาประมาณเที่ยวเศษ นายสินกับนายอยู่พวกพ้องของผู้ใหญ่บ้านเม่นก็มาถึง พอเวลาบ่าย ๓ โมง ผู้ใหญ่เม่นกับนายแปลกจึงมาถึงเมื่อมาถึงครบ ๔ คนแล้วเช่นนั้น นายทองอินก็หาโอกาสพบพูดด้วยผู้ใหญ่เม่น และสั่งการงานสำหรับคืนวันนั้น คือสั่งให้ประจุปืนไว้พร้อมทั้ง ๔ คน แล้วตกกลางคืนให้คอยอยู่ที่ไหนใกล้ๆ บ้านกำนันคงพอจะตะโกนถึงกันได้ และพอนายทองอินร้องว่า “พวกเราเอาโว้ย” เมื่อใด ให้ทั้ง ๔ คนวิ่งมาช่วย

ครั้นตกกลางคืนนายทองอินกับข้าพเจ้าก็หุงข้าวรับประทานเหมือนอย่างวันก่อนแล้ว ก็ไปนอนเรียบร้อยเหมือนกับไม่มีเหตุการณ์อันใด ส่วนกำนันคงนั้นได้ไปจากบ้านตั้งแต่เวลาเช้า จนเวลาค่ำจึงได้กลับ ข้าพเจ้าสังเกตดูท่าทางกระสับกระส่ายแต่ก็ตั้งใจจะมิให้ข้าพเจ้ากับนายทองอินสังเกตกิริยาอันนี้

ครั้นเวลาประมาณ ๔ ทุ่มได้ยินเสียงเหมือนหนึ่งมีผู้เอาก้อนอิฐหรือก้อนหินปาฝาเรือนกำนันคง สักครู่ได้ยินเสียงกำนันคงลุกเดินออกมาจากห้องใน แล้วร้องถามไปว่า

“นั่นใคร”

เสียงชายผู้หนึ่งตอบมาจากข้างเรือนว่า “เอ็งรู้อยู่แล้วจะต้องถามทำไม”

กำนันคงทำหน้าตกใจตรงมาปลุกนายทองอินกับข้าพเจ้า โดยจริงนายทองอินกับข้าพเจ้าก็หาได้หลับอยู่ไม่เวลานั้น แต่แกล้งทำนอนหลับตานิ่งเสีย กำนันคงแกเขย่าทั้ง ๒ คนแล้วพูดว่า “ลุกขึ้น ลุกขึ้น อ้ายมั่นมือเหล็กมาแล้ว”

นายทองอินแลดูตาข้าพเจ้าเป็นทีเหมือนจะพูดว่า “ยังไงล่ะฉันว่าแล้ว”

ส่วนตัวข้าพเจ้านั้นต้องรับว่าใจออกจะเต้น เพราะตั้งแต่เคยจับผู้ร้ายมากับนายทองอิน ยังไม่เคยจับผู้ร้ายใจอำมหิตเช่นอ้ายมั่นมือเหล็กนี้เลย และเชื่ออยู่แน่ในใจมันคงสู้จนเต็มกำลัง ถ้าไม่มันก็เราคงเจ็บลงไปข้างหนึ่ง บางทีจะถึงแก่เป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ แต่ถึงกระนั้นก็ดีไหนๆ ได้มาแล้ว จะทำขลาดอยู่ไม่สมควรจึงแข็งใจลุกขึ้นหยิบปืนมาตรวจดู เห็นประจุอยู่เรียบร้อยแล้ว ก็วางไว้ข้างตัวพอให้หยิบง่ายๆ ได้

ฝ่ายกำนันคงเมื่อแกเห็นข้าพเจ้ากับนายทองอินลุกขึ้นแล้วแกก็ออกไปพูดกับอ้ายมั่นต่อไปว่า

“ก็ประสงค์อะไรเล่า”

อ้ายมั่นตอบว่า “วันนี้เอ็งมีเงินหลายชั่งในบ้าน ข้าจะมาเอาเงินนั่นแหละ”

กำนันคงตอบว่า “เงินอะไรของฉันไม่มีหรอก”

อ้ายมั่นเถียง “ทำไมจะไม่มี อย่ามาโกหกข้าเลย ประเดี๋ยวข้ายิงตายเดี๋ยวนี้แหละ”

กำนันคงตัวสั่นแล้วตอบว่า “เงินน่ะมีดอกแต่ไม่ใช่ของฉันดอกยะ”

อ้ายมั่นพูดว่า “ไม่ใช่ของเอ็งก็ช่างเถอะ ของใครๆ ก็เอามาเถอะข้าจะเอาละ เงินนั่นน่ะ”

กำนันคงหันมาทางนายทองอินแล้วพูดว่า “ได้ยินไหมล่ะหลานมันจะเอาให้ได้ ให้มันเสียเห็นจะดีกว่าละกระมัง”

นายทองอินสั่นศีรษะแล้วตอบว่า “เงินน่ะ ฉันไม่ให้มันหรอกลุง ฉันจะให้ลูกปืนมัน”

ว่าเช่นนั้นแล้วนายทองอินก็หยิบปืนขึ้น ข้าพเจ้าก็หยิบปืนของข้าพเจ้าขึ้นเหมือนกัน

ในทันใดนั้นกำนันคงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “หลานอย่าทำเขาหลานอย่า”

นายทองอินกระโดดเข้าไปที่กำนันคง เอามืออุดปากไว้แล้วพูดว่า “แกอย่าร้องไป ถ้าขืนพูดอีกคำเป็นตายเทียว”

แล้วนายทองอินก็เดินออกไปที่หน้าเรือน แอบฝาเรือนมองออกไปข้างนอกเห็นอ้ายมั่นกับพรรคพวกอีก ๒ คน รวม ๓ คน ยืนอยู่ที่หน้าบ้าน นายทองอินก็หัวเราะแล้วก็ร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

“พวกเราโว้ย”

นายทองอินร้องเช่นนั้น ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่งมา นายทองอินยกปืนขึ้นประทับบ่ายิงเปรี้ยงออกไปที่คน ๓ คน ยืนอยู่ เห็นล้มลงคนหนึ่ง นายทองอินกับข้าพเจ้าวิ่งออกจากเรือนลงตามไป พวกพ้องอ้ายมั่นอีก ๒ คนนั้นไม่รอช้าออกวิ่งทีเดียว เพราะเห็นว่ามันเสียที พอนายทองอินลงถึงพื้นดิน ผู้ใหญ่เม่นกับพวกพ้องก็วิ่งมาถึง นายทองอินจึงพูดกับผู้ใหญ่เม่นว่า “นั่นแน่-อีก ๒ คน ไล่ซี-พวกแก ๔ คนจับมันให้ได้ซี”

พอผู้ใหญ่เม่นกับพวกพ้องวิ่งตามผู้ร้าย ๒ คนไปแล้ว นายทองอินก็เดินเข้าไปที่อ้ายผู้ร้ายที่ถูกยิงล้มอยู่ ก้มลงไปมองดู ในทันใดนั้นได้ยินเสียงปืนเปรี้ยงมาจากเรือนกำนันคง ลูกปืนเฉียนศีรษะนายทองอินไป นายทองอินก็พูดกับข้าพเจ้าว่า

“แกไม่ควรจะทิ้งอีตากำนันนั่นไว้คนเดียวเลย เอาเถอะแกเฝ้าอ้ายคนนี้ไว้เถอะ ฉันจะขึ้นไปจัดการอีตากำนัน” ว่าเช่นนั้นแล้วก็วิ่งตรงขึ้นไปบนเรือนอีก

ข้าพเจ้าก้มลงมองดูหน้าอ้ายผู้ร้ายที่นอนอยู่ และคลำดูที่หน้าอกซ้ายรู้สึกเป็นน้ำเปียกๆ เปื้อนมือ จึงทราบว่านายทองอินยิงแม่น เพราะอ้ายผู้ร้ายคนนั้นขาดใจตายเสียแล้ว พอสักครู่หนึ่งชาวบ้านได้ยินเสียงปืนขึ้นก็พากันมา ข้าพเจ้าจึงเล่าความให้ฟังทุกประการ ชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งมีไต้ในมือก็เข้ามาส่องหน้าอ้ายผู้ร้ายที่ตายแล้วก็ร้องขึ้นว่า

“โอ๊ย ไม่ใช่เสียแล้ว นี่น่ะไม่ใช่อ้ายมั่นหรอกครับ อ้ายสังชาวบ้านนี่แหละ เขาสงสัยกันอยู่นานแล้วว่าจะเป็นพวกอ้ายมั่น มันตายเสียก็ดีหรอก”

พอข้าพเจ้าได้ยินเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปบนเรือนเห็นนายทองอินนั่งอยู่บนหน้าอกกำนันคง พอเห็นข้าพเจ้าก็พูดว่า

“เออดีละพ่อวัดมาแล้ว มาช่วยกันมัดอ้ายหมอนี่ทีเถอะมือมันไวนัก ประเดี๋ยวหยิบโน่นฉวยนี่ไม่รู้สึกตัว ไว้ใจมันไม่ได้”

ข้าพเจ้าก็แก้ผ้าคาดออกมามัดมือกำนันคงไว้ ตามนายทองอินสั่ง เมื่อมัดแน่นหนาแล้ว นายทองอินจึงลุกขึ้นสลัดแขนทั้งสองข้างแล้วพูดว่า

“ตานี่แกมีกำลังมากพอใช้ ถ้าแกได้เอ็กเซอร์ไซฝึกหัดเหมือนฉันละฉันแทบสู้แกไม่ได้เทียว แต่เมื่อกี้ยังต้องปล้ำแกตั้งใหญ่ เออยังไงอ้ายเจ้าคนที่ฉันยิงนั่นไปได้ไหม”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ไปได้อะไร แกยิงทะลุถึงหัวใจไม่ได้กระดิกอีกเลยทีเดียว แต่เสียทีที่ไม่ใช่อ้ายมั่นมือเหล็กเท่านั้นแหละ”

นายทองอินพยักหน้าแล้วว่า “เออ! เออ! ฉันนึกอยู่แล้วว่าน่ากลัวจะยิงผิดเสีย กลางคืนมันเล็งให้ถูกยาก แต่ก็เอาเถอะถึงยังไงยังไงก็ได้ชื่อว่าต่อสู้กับอ้ายมั่นมือเหล็กครั้งหนึ่งแล้วและ เออ พ่อวัดออกไปดูทีหรือ ผู้ใหญ่บ้านเม่นกับพวกพ้องเรามาหรือยัง”

ข้าพเจ้าก็ลงไปดูได้ความว่ากลับมาแล้ว ผู้ใหญ่บ้านเม่นนั้นสังเกตดูกิริยาเสียใจมากที่จับอ้ายผู้ร้าย ๒ คนไม่ได้ และอธิบายกับข้าพเจ้าว่า

“ตามมันเข้าไปไม่ได้ดอกขอรับ มันไม่ได้เดินตามทางนี้ มันบุกรกเข้าไปยังงั้นเอง ผมไม่เคยเดินตามแถวนี้ เดินเข้าไปไม่ได้หลงเสือกินตาย ถ้าเดินทางใกล้ๆ ทับกวางโน่นค่อยยังชั่วทางนี้ไม่ไหวขอรับ”

เมื่อข้าพเจ้าได้เล่าให้นายทองอินฟังเช่นนี้แล้ว นายทองอินพูดว่า

“เอาเถอะ จะเอายังไงอีกล่ะ เราได้พยายามจนสุดกำลังแล้ว เมื่อมันไม่ได้ก็เคราะห์ร้าย”

ครั้นรุ่งขึ้นเช้า นายทองอินกับข้าพเจ้าและพวกพ้องซึ่งมาจากทับกวางก็พากันกลับ จับตัวกำนันคงไปด้วย

เมื่อถึงทับกวางแล้ว นายทองอินก็เล่าความให้นายอำเภอฟังทุกประการ และแสดงความเสียใจว่าจับอ้ายมั่นมือเหล็กยังไม่ได้ ข้าพเจ้าสังเกตดูหน้านายอำเภอดูเสียใจมาก และถามนายทองอินว่า

“ก็นี่คณะคุณจะไม่คิดกลอุบายจับมันอย่างอื่นอีกหรือ”

นายทองอินตอบว่า “ผมคงจะยังไม่เลิกการจับนี้ แต่เวลานี้มันคงระวังตัวเสียแล้ว จะคิดจับอีกคงไม่มีประโยชน์ รอให้เงียบกันไปเสียทีก่อนเห็นจะดี แต่การที่จับตัวกำนันคงมาได้นี่ก็เสมือนกับตัดทางหาเสบียงของอ้ายมั่นมือเหล็กเสียทางหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นมันคงจะซ่อนอยู่ในดงไม่ได้นานนัก คงจะออกมาปล้นที่นอกๆ เมื่อมันออกมาข้างนอกแล้วการที่จะจับมันก็คงไม่ยาก ขออย่างเดียวอย่าให้คนที่คอยจับไปกลัวอำนาจอิทธิฤทธิ์มันเสียเท่านั้น”

แล้วนายทองอินก็เลยพูดเรื่องอื่นต่อไป วันรุ่งขึ้นเวลาเช้า นายทองอินขอยืมม้านายอำเภอ ๒ ม้า แล้วข้าพเจ้ากับนายทองอินก็ลานายอำเภอ ขึ้นม้าออกเดินไปทางสระบุรี เพื่อไปเที่ยวเล่นตามสบาย

ในเรื่องนี้ท่านคงจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่ ๒ ซึ่งได้กล่าวถึงนายทองอินทำการจับผู้ร้ายไม่สำเร็จ

นายแก้ว

นายขวัญ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ