บทวิเคราะห์

โคลงพระราชพิธีทวาทศมาสพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เป็นเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการพระราชพิธี ตลอดจนวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของราษฎรทั่วไปในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนอกจากนี้เรื่องโคลงพระราชพิธีทวาทศมาสยังเป็นหนังสือที่หายาก เพราะมีการพิมพ์เผยแพร่เพียง ๓ ครั้ง คือ ครั้งแรกในการพระราชทานเพลิงศพ หม่อมราชวงศ์แป้น มาลากุล เจ้าจอมในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ ปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ ครั้งที่สองในการพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงนงเยาว์ ธรรมาธิกรุณาธิบดี เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ และครั้งที่สามในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด ณ วัดบรมวงศ์อิศรวราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๙

จากการศึกษาเปรียบเทียบฉบับตีพิมพ์ครั้งที่สองและครั้งที่สามพบว่าอักขรวิธี ตัวสะกดการันต์ และข้อความในเนื้อเรื่องบางตอนคลาดเคลื่อน สมควรตรวจสอบชำระแก้ไขเพื่อใช้เป็นเอกสารอ้างอิงด้านการพระราชพิธี ประเพณีและวัฒนธรรมที่ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป

ในการตรวจสอบชำระครั้งนี้ ได้นำฉบับพิมพ์ครั้งที่สองและครั้งที่สามตรวจสอบกับสมุดไทยดำเขียนด้วยตัวดินสอสีขาว หมวดโคลง อักษร ท.เลขที่ ๒๒๗ ซึ่งหอสมุดแห่งชาติได้มาจากกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ส่วนภาษาโบราณ เนื้อความส่วนที่เป็นร่ายขาดหายและเนื้อเรื่องไม่จบ และฉบับพิมพ์ครั้งที่สองและครั้งที่สามมีความคลาดเคลื่อนจึงได้แก้ไขให้ตรงตามสมุดไทยดำ ส่วนอักขรวิธีและตัวสะกดการันต์นั้นแก้ไขให้ตรงกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๓๐ ยกเว้นคำที่จะต้องใช้เสียงเอก-โท ตามฉันทลักษณ์ ของโคลงเท่านั้น

อนึ่ง คำนำในการพิมพ์ครั้งที่สองและครั้งที่สาม กล่าวว่า โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงพระนิพนธ์ขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากการศึกษาเนื้อเรื่องอย่างละเอียด โดยการนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนชื่อต่าง ๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สรุปได้ว่าโคลงพระราชพิธีทวาทศมาสนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงพระนิพนธ์ขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น

“บำเพ็ญทานอุทิศสร้าง อาราม เอี่ยมฤๅ
โบสถ์พิหารสี่ตาม ทิศตั้ง
กุฏิหมู่ประทานนาม วัดราช บพิธเฮย
สถูปเลิศสถานทั้ง ที่ล้อมระเบียงกลม”
“ปรีชาชาญเชี่ยวแกล้ว กล่าวกลอน
โคลงกาพย์กลอนละคร ขับร้อง
ฉันทพากย์อีกอักษร ล้วนเลข แลแฮ
ไทยนับไทยหลงต้อง สูตรทั้งถอดแถลง”
“สมเด็จพระบรมนาถ เจ้าจอมสยาม ก่อนนา
เสด็จนอกพระนครขาม เศิกไส้
เกิดการราชสงคราม จึ่งแยก พยุห์เฮย
ผิบ่นั้นห่อนได้ ยาตรด้าวแดนใด”
“พระเสด็จดุจเห็จห้อง เวหา หนเฮย
ปวงไป่มีพลคลา คลาดเต้า
เห็นมหัศจรรย์ปรา กฏแก่ โลกแฮ
ควรพระเกียรติพระเจ้า คู่ฟ้าดิญสูญ”

และ

“มณเฑียรธิราชริ้ว เรืองรอง
แปลกเปลี่ยนแบบลบอง ก่อนสร้าง
มุขลดเลศลำยอก ยลเยี่ยม ยุโรปเฮย
โสดส่งทรงสูงสล้าง หลากล้นหลายองค์”

นอกจากนี้ยังทรงกล่าวถึงช้างเผือกที่ขึ้นระวางในพระราชพิธีคเชนทรัศวสนานสี่เชือกเป็นช้างเผือกที่ขึ้นระวางในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหนึ่งเชือก คือ พระวิมลรัตนกิริณี อีกสามเชือกนั้นเป็นช้างเผือกขึ้นระวางในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังพระนิพนธ์ว่า

“ต้นพระวิมลรัตนล้ำ กิริณี หนึ่งเอย
พระศรีเสวตรวรลักษณ์ ผ่องแผ้ว
พระเสวตรสุวพามี พรรณผุด ผาดแฮ
พระเสวตรวรวรรณแกล้ว กลั่นกล้ากลางสมร”

ส่วนระยะเวลาที่ทรงพระนิพนธ์เรื่องนี้คงจะอยู่ระหว่างพุทธศักราช ๒๔๑๘ ถึงพุทธศักราช ๒๔๒๘ โดยพระองค์ทรงกล่าวถึงการเสด็จประพาสชวาและสิงคโปร์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ ๑ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๓ และเสด็จประพาสครั้งที่สอง เมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๔ ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินเลยไปยังพม่าและอินเดียด้วย นอกจากนี้ยังทรงกล่าวถึง “กรมพระปวเรศ” ขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกและทรงได้รับสถาปนาพระอิสริยยศเป็นสมเด็จฯ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า

กรมพระปวเรศเจ้า จอมสงฆ์
อีกหม่อมเจ้าห้าองค์ แฉกล้วน
ราชาคณะเจ็ดสิบคง เศษสี่ อีกนา
รวมแฉกงาสานถ้วน ครบได้ดังนิมนต์”

หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่สนับสนุนการวิเคราะห์เรื่องระยะเวลาที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงพระนิพนธ์โคลงพระราชพิธีทวาทศมาสคือ พระราชนิพนธ์คำนำเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือนซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชนิพนธ์เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๑ ว่า

...การซึ่งคิดจะเรียบเรียงพระราชพิธีสิบสองเดือนลงในหนังสือวชิรญาณครั้งนี้ด้วยเห็นว่าคำโคลงพระราชพิธีทวาทศมาสซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงแต่งขึ้นไว้กรรมสัมปาทิกปีกลายนี้ได้นำมาลงไว้ในหนังสือวชิรญาณเกือบจะตลอดอยู่แล้ว แต่คำโคลงนั้นท่านทรงไม่ทันจบครบสิบสองเดือน และในสำเนาความนั้นว่าความละเอียดทั่วไปจนการนักขัตฤกษ์ ซึ่งเป็นส่วนของราษฎร...”

จากบทพระราชนิพนธ์คำนำเรื่องพระราชพิธีสอบสองเดือนนี้ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงพระนิพนธ์ขึ้นขณะดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งพระองค์ทรงได้รับสถาปนาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๗ ดังนั้นระยะเวลาที่ทรงพระนิพนธ์ควรจะอยู่ระหว่างพุทธศักราช ๒๔๑๘ ถึงพุทธศักราช ๒๔๒๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิใช่ทรงพระนิพนธ์ขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามที่สันนิษฐานไว้แต่เดิม

อนึ่ง เรื่องโคลงพระราชพิธีทวาทศมาสนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรบปักษ์ มิได้ทรงพระนิพนธ์การพระราชพิธีในเดือน ๓ และเดือน ๔ เอาไว้อาจเนื่องจากทรงเห็นว่าในเดือน ๓ มีพิธีธานยเฑาะห์ คือการเผาข้าวเสี่ยงทาย และพิธีศิวาราตรีอันเป็นพิธีเฉพาะของศาสนาพราหมณ์ ส่วนในเดือน ๔ นั้น มีพระราชกุศลวันมาฆะบูชา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีขึ้นและเสด็จพระราชดำเนินเสมอมิได้ขาด ครั้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินบ้างเป็นบางครั้ง จึงมิได้ทรงกล่าวถึง นอกจากนี้ยังมีพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ และพระราชพิธีตรุษอันเป็นพระราชพิธีที่ทำก่อนวันสงกรานต์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำต่อเนื่องกับวันสงกรานต์ โดยให้เริ่มพระราชพิธีตรุษในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ และได้ยึดถือปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ