คำให้การสมณทูตพะม่า

ว่าด้วยเรื่องศาสนวงศ์

๑ ได้ถามถึงเรื่องพระพุทธศาสนา ที่ได้ชักนำเข้ามาประดิษฐานในเมืองพะม่า เมื่อศักราชเท่าไร ให้ชี้แจงตำนานสังเขปของพุทธศาสนาในเมืองพะม่า

สมณทูตพะม่าชี้แจงว่าพระโคดมพุทธเจ้า เสด็จเข้าสู่พระปรินิพพานแล้ว ประมาณ ๑๕๖๑ ปี พุทธศาสนาจึงได้ประดิษฐานในเมืองพะม่า ศักราชวันเดือนจนเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ชัดเจนแน่ที่จะบอกได้ ตำนานพระพุทธศาสนาตามที่จำได้ดังนี้ ว่าประมาณพระพุทธศาสนกาลล่วงแล้ว ๒๓๕ ปี ระหว่างเวลาพระเจ้าอโศกราชาธิราชในมัธยมประเทศ ได้กระทำสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยพระอรหันต์มหาโมคลีบุดติสสเถระเป็นประธาน ด้วยมีภิกษทุศีลมาก เมื่อทำสังคายนาแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชมีพระราชประสงค์จะแผ่พระพุทธศาสนา จึงส่งพระอรหันต์ไปประกาศพระพุทธศาสนายังประเทศทั้ง ๙ อย่างเป็นมิชชันรี พระอรหันต์ ๕ พระองค์รวมทั้งพระชินโสนเถระ และพระชินโอรารเถระ ได้มายังสุวรรณภูมิ์ คือเมืองเตลงเดี๋ยวนี้ ตั้งพระพุทธศาสนาลคงแล้ว ศาสนาจึงได้ชักนำเข้ามาในรามัญประเทศหรือสุวรรณภูมิ์ ในระหว่างรัชกาลของพระเจ้ามาณพะพระเจ้าแผ่นดินสุวรรณภูมิ์ พระพุทธศาสนาจึงได้ประดิษฐาน รุ่งเรืองอยู่ในรามัญประเทศแต่นั้นมา ต่อมาเมื่อพุทธศาสนกาลประมาณ ๑๓๒๖ ปี มีพระอรหันต์องค์หนึ่งโดยนามว่าชินอรหันต์ได้เสด็จมาสู่เมืองภุกาม ซึ่งเป็นเมืองหลวงของพะม่า พระเจ้าแผ่นดินพะม่าในเวลานั้นทรงพระนามว่า นรทาเมงซอ (พระเจ้าอนุรุธมหาราช) พระชินอรหันต์ผู้มีอายุเมื่อก่อนจะไปถึงมหาแครเมืองหลวงพะม่านั้น ไปอยู่ยังป่าณแห่งหนึ่ง ไปพบนายพรานผู้หนึ่ง นายพรานผู้นั้นคิดเห็นว่าพระองค์นี้คงเป็นอริยประพฤติธรรมอันประเสริฐ จึ่งได้พามาเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินของตน พระเจ้านรทาเมงซอ เมื่อได้เห็นพระชินอรหันต์นั้นเป็นผู้มีอายุ จึงมีรับสั่งให้เลือกอาศนะและให้นั่งลง พระผู้มีอายุจึงได้นั่งลงที่ราชบัลลังก์ พระเจ้าแผ่นดินทรงถือว่าเปนชนมีตำแหน่งอันสูงยิ่ง จึงเสด็จไปณที่ใกล้แล้ว จึงมีพระราชดำรัสถามพระอรหันต์องค์นั้นว่า เป็นใครมาแต่ไหนและมาด้วยกิจอันใด ได้ตรัสถามหลายปัญหา พระชินอรหันต์ผู้มีอายุได้ทูลตอบบรรดาพระราชปุจฉาที่ทรงถาม แล้วจึงถวายพระพรด้วยเรื่องมีพระรัตนตรัย พุทธ ธัมม สังฆ ที่รามัญประเทศ คือสุวรรณภูมิ์ พระเจ้าแผ่นดินเมื่อได้ทรงทราบ ตามที่พระอรหันต์ผู้มีอายุได้ถวายพระพรแล้ว จึ่งแต่งทูตไปยังพระเจ้ามาณพะ ณรามัญประเทศขอให้ส่งพระไตรปิฎกมาถวาย พระเจ้าแผ่นดินสุวรรณภูมิ์ไม่ยอมให้ พระเจ้าแผ่นดินพะม่าเมื่อทรงทราบความปฏิเสธดังนั้นแล้ว จึงได้เสด็จยกพยุหโยธาหาญเป็นอันมาก ไปยังประเทศมอญต่อรบด้วยพระเจ้าแผ่นดินรามัญ ครั้นได้ไชยชนะแล้ว จึงได้เชิญพระไตรปิฎกมายังประเทศพะม่า แต่นั้นมาพระพุทธศาสนาจึงได้ตั้งอยู่ในเมืองพะม่าจนปัจจุบันนี้

ว่าด้วยประเพณีสงฆ์ในประเทศพะม่า

๒ ถามถึงประเพณีและความประพฤติพระพุทธศาสนาในเมืองพะม่า สมณฑูตชี้แจงว่า พระพุทธศาสนาในเมืองพะม่าดีขึ้นทุกวัน ลักษณะการประพฤตินั้นดังนี้ ส่วนคฤหัสถ์ได้ประพฤติอัฏฐังคิกอุโบสถ คือศีลแปดเดือนละสี่ครั้ง การรักษาศีล คฤหัสถ์ต้องไปยังพระสงฆ์ นำไทยทานของถวายไปบูชาด้วย และขอให้พระสงฆ์ให้ศีลและรัตนทั้งสาม พุทธ ธัมม สังฆ คฤหัสถ์ไม่พิจารณาเห็นว่าเขาทั้งหลายจะได้ถือคืลโดยรัตนทั้งสามอันสมควร เว้นไว้แต่พระสงฆ์ได้บอกให้รับศีลว่าตามพระ จึงจะเป็นอันถือศีลได้ คฤหัสถ์ได้สวดมนต์วันละสามหน คือเช้าตรู่หนหนึ่ง บ่ายหนหนึ่ง และค่ำคืนอึกหนหนึ่ง คฤหัสถ์นั้นมีธรรมเนียมไปทำบุญถวายของแก่พระและไปวัดบ่อย ๆ นอกจากการเหล่านี้ ชาวพะม่าโดยมากในเมืองพะม่า ผู้ที่มีธุระเล็กน้อยจะกระทำแล้ว ก็ได้ไปอยู่วัด จิตต์ตั้งมั่นเพื่อสมาธิ ฝ่ายพระสงฆ์นั้นประกอบด้วยกิจ ๒ ชะนิด คือคันถธุระและวิปัสสนาธุระ พระสงฆ์ฝ่ายคันถธุระพยายามเรียนศึกษาพระไตรปิฎก และรักษาวินัยธรรมโดยมั่นคง พระสงฆ์ฝ่ายวิปัสนาธุระนั้นพยายามหลับตาสมาธิและถือวินัยธรรมโดยมั่นคง

๓ ได้ถามถึงการเปลี่ยนแปลงในพระศาสนาในเมืองพะม่าได้มีหรือเป็นต้นว่าพระสงฆ์ได้แบ่งนิกายต่างกันหรืออย่างไร และถือลัทธิผิดกันอย่างไร

สมณทูตตอบว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงในพระพุทธศาสนามาหลายครั้ง มีตำนานโดยสังเขปของนิกายต่าง ๆ และความถือในระหว่างนิกายที่ผิดกันว่าประมาณ ๑๔๗ ปี ภายหลังรัชกาลของพระเจ้านรทาเมงซอในกรุงพะม่า และประมาณ ๑๗๐๘ ปี ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพานแล้ว พระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งทรงพระนามว่า ศิรสิงหปติปรกมพาหุ ในลังกาทวีป ในระหว่างเวลานั้นมีพระสงฆ์ ๕ รูป นามว่า สุนัทรศีวรต ตมรินท อานันท และราหุล ได้มายังเมืองพะม่าจากลังกาทวีป เมื่อพระผู้เป็นเจ้าได้มาถึงเมืองพะม่าแล้ว มาอยู่ต่างหากจากพระสงฆ์ทั้งปวงผู้ที่บวชอยู่ในเมืองพะม่ามาแต่เดิม เหตุฉะนี้ประชาชนชาวเมืองได้เรียกพระสงฆ์เหล่าที่มาใหม่นั้นว่าปรคมะ และเรียกพระสงฆ์เดิมพวกอื่นเรียกว่าปุริมะ เป็นเริ่มต้นที่จะเกิดเป็นนิกายต่างกัน ครั้นภายหลังมาพระเจ้าแผ่นดินพะม่าทรงพระนามว่า นรปติเชฏฐะ ทรงพระราชศรัทธาถวายช้างแก่พระสงฆ์พฤก ปรคมะ องค์ละเชือก พระอานนทเถระ เมื่อเพื่อนสงฆ์ด้วยกันขอให้ปล่อยช้างเสียหาฟังไม่ กลับส่งไปให้ญาติในลังกาทวีปว่าทำได้ดังนั้นตามมงคลสูตร ครั้งนั้นพวกเพื่อนสงฆ์อิก ๔ รูปเกิดรังเกียจ จึงให้พระอานนทเถระนั้นอยู่เสียต่างหากไม่ยอมร่วมสังฆกรรมด้วย จึงเกิดมี ๒ นิกายขึ้นไนระหว่างพระสงฆ์ปรคมะนิกาย ภายหลังพระสงฆ์ในปรคมะนิกายองค์ที่ชื่อว่า ตมรินท ได้ขอแก่อำมาตย์และราชตระกูลในพระราชวังให้ทำบุญแก่ศิษย์ของตน เพื่อนสงฆ์ด้วยกันเห็นผิดต่อธรรมวินัยก็ห้ามปราม แต่พระตมรินทไม่เชื่อฟัง ด้วยเหตุนี้พระตมรินทรูปนั้นจึงต้องแยกจากคณะสงฆ์ไปตั้งพวกขึ้นต่างหาก จึงได้เกิดมีเป็น ๓ นิกายในระหว่างพระสงฆ์ปรคมะนิกาย รวมเป็น ๔ นิกายทั้งเดิม

ต่อมาถึงรัชกาลของพระเจ้าแผ่นดินพะม่าทรงพระนาม มองอองสย นัยหนึ่งว่าอลองมินทายี ประมาณ ๕๗๔ ปี ภายหลังรัชกาลของพระเจ้านรปติเชฏฐะ หรือประมาณ ๒๒๘๒ ปี ภายหลังพระพุทธเจ้าเข้าสู่ปรินิพพาน พระสงฆ์ในประเทศพะม่ามีเป็น ๒ นิกาย เรียกว่าโตนะนิกาย ๑ และโยนะนิกาย ๑ ความที่ผิดกันในระหว่างสองนิกายนั้น คือแปลกกันในการครองไตรจีวร พระสงฆ์โตนะนิกายเข้าในละแวกบ้านใช้รัตปคตและไม่ต้องตามสุปฏิจฉันนสิกขาบท พระสงฆ์โยนะนิกายไม่ประพฤติเช่นนั้น แต่พระสังฆราชในเวลานั้นเป็นพระสงฆ์ในพวกโตนะนิกาย พระสงฆ์ทั้งหลายในโตนะนิกายก็มีอำนาจมาก และจำนวนมากกว่าพระสงฆ์โยนะนิกาย ภายหลังมาเมื่อพระราชบุตรองค์เล็กของพระเจ้ามองอองสย ทรงพระนามว่าโบเทาพระยา นัยหนึ่งเรียกว่ามองรวิน ได้สืบราชสมบัติแทนพระราชบิดา ทรงเลื่อมใสในพระสงฆ์โยนะนิกายรูปหนึ่ง ทรงตั้งเป็นสังฆราช แต่นั้นมาพระสงฆ์โยนะนิกายก็มีอำนาจมาก และมีจำนวนมากขึ้นกว่าพระสงฆ์ในโตนะนิกายในเมืองพะม่า ภายหลังมาบรรดานิกายต่าง ๆ ที่กล่าวชื่อมานั้นก็สาบสูญไป เกิดเป็นนิกายจุลคัณฐี และมหาคัณฐี มีขึ้นในบัดนี้ ความที่ผิดกันในระหว่างต้องนิกายนี้ คือจุลคัณฐีนิกายถือตามวินัยธรรมมั่นคงนัก และกล่าวว่ามหาคัณฐีนิกายมิได้ถือตามวินัยโดยมั่นคง

เรื่องนิกายสงฆ์ในเมืองพะม่า พระรวินทเถระอธิบายการที่ได้เป็นในชั้นหลัง เมื่อประเทศพะม่ายังไม่ได้อยู่ในความปกครองของอังกฤษนั้น ภิกษุมีอยู่ ๔ นิกาย ในเมืองพะม่าเหนือ ๒ นิกาย เรียกว่าสุตมานิกาย ๑ สุวรรณวิรัตตินิกาย ๑ ในพะม่าตอนใต้มี ๒ นิกาย เรียกว่ามหาคณีนิกาย ๑ จุลคณีนิกาย ๑ พระสงฆ์สุตมานิกาย มหาคณีนิกาย ทั้ง ๒ นี้ เป็นภิกษุพะม่าเป็นพื้น และมีมาก สุวรรณวิรัตตินิกาย จุลคณีนิกาย ทั้ง ๒ นี้ ถือลัทธิตามอย่าง ภิกษุสิงหฬเป็นครูมีน้อย ในสมัยเมื่อภิกษุในประเทศพะม่าต่างนิกายเช่นนี้ ศาสนวงศ์ในครั้งนั้นก็ไม่บริสุทธิ์ และประกอบด้วยอุบาทว์ เพราะฐานที่ตั้งแห่งวิวาทด้วยเรื่องธรรมวินัยมีมาก และการที่กล่าวติเตียนซึ่งกันและกัน ก่อเหตุให้เกิดวิวาทเนือง ๆ เมื่อเจ้ามิงดอมิงได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินพะม่า ทรงเห็นว่า ภิกษุสุวรรณวิรัตตินิกาย และจุลคณีนิกายทั้ง ๒ นี้ มากไปด้วยความริศยา และยกตนติเตียนผู้อื่นเป็นเบื้องหน้า จึงได้ทรงเกียจกันภิกษุ ๒ นิกายนั้น มิให้ตั้งเป็นหมู่เป็นคณะอยู่ได้ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุ ๒ นิกายนั้นก็น้อยไป ๆที่เหลืออยู่บ้างก็มาตั้งอยู่ในโอวาทของสุตมานิกาย และมหาคณีนิกายทั้งสิ้น เมื่อภิกษ ๒ นิกายมีลัทธิและความปฏิบัติเหมือนกันเช่นนี้ ศาสนวงศ์ในพะม่าก็เรียบร้อยบริสุทธิ์ตลอดมา จนเห็นว่าไม่ควรจะแยกเป็น ๒ นิกาย ควรจะรวมเป็นนิกายเดียวกัน เพราะไม่แตกต่างกันโดยลัทธิและความปฏิบัติ จึงได้เรียกว่าสุตมานิกาย แต่อย่างเดียวเท่านั้น

ว่าด้วยความเป็นอยู่ของสงฆมณฑล

๔ ได้ถามถึงวัดและการบำรุงพระสงฆ์ ได้ความว่า บางวัดมีที่เสนาศนะสงฆ์บริบูรณ์ บางวัดมีเสนาศนะที่พระสงฆ์อยู่น้อย ที่ไม่มีเลยก็มี ในระหว่างเวลายังมีพระเจ้าแผ่นดินพะม่านั้น พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ทั้งปวงอยู่เป็นนิจ ตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินพะม่าถูกเนรเทศเสียจากราชสมบัติแล้ว ได้อาศัยแต่ทายกเป็นผู้อุปถัมภ์ พระสงฆ์ทั้งหลายวัดนั้นทายกก็เป็นผู้ดูแลด้วย เดี๋ยวนี้อาหารบิณฑบาตก็ขัดสนลงมาก ไม่เหมือนเมื่อครั้งมีพระเจ้าแผ่นดิน พระสงฆ์ทางเมืองพะม่าฝ่ายเหนือจึงพากันมาอยู่ทางเมืองพะม่าตอนใต้โดยมาก พระสงฆ์ที่ยังอยู่เมืองมันตเล ที่เป็นวัดเล็กมีพระสงฆ์น้อย ก็ถอนพระให้มารวมอยู่เสียที่วัดใหญ่ ๆ วัดที่พระรวินทอยู่ที่เมืองมันตเล มีจำนวนพระสงฆ์เกือบพันรูป ต้องอยู่เยียดยัดกัน ด้วยเหตุนี้พระรวินทเถระและพระโสมภิกษุ จึงได้ยกมาอยู่เสียที่เมืองร่างกุ้ง ด้วยทายกในประเทศพะม่าตอนใต้ยังมีความเลื่อมใสแข็งแรงอยู่ อาหารบิณฑบาตก็ค่อยบริบูรณ์

ว่าด้วยราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินที่เกี่ยวแก่สงฆมณฑล

๕ ได้ถามว่า เมื่อเวลาเมืองพะม่ามีพระเจ้าแผ่นดิน มิงดอมิงหรือทีบอก็ดี อานุภาพพระเจ้าแผ่นดินมีแก่ศาสนาเพียงใด ได้ความว่าพระเจ้าแผ่นดินนอกจากตั้งสังฆราชแล้ว ไม่มีกรรมสิทธิ์และอำนาจเหนือพระสงฆ์ หรือที่จะเกี่ยวแก่การในศาสนา แต่พระเจ้าแผ่นดินอาจจะทรงหารือกับสังฆราช แล้วกระทำการที่ว่าต่อลงไปนี้ได้ คือสึกพระผู้กระทำผิดต่อพระธรรมวินัย และเนรเทศเสียจากพระราชอาณาเขตต์ ถอดหรือเลื่อนพระภิกษุที่มีสมณศักดิ์ได้ตามความผิดและความชอบ

๖ ได้ถามถึงการตั้งสมณศักดิ์ มีลำดับชั้นที่พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งหรือไม่ ได้ความว่ามีการตั้งสมณศักดิ์ โดยรับอัยบัตรเป็นแผ่นเหล็กมีด้านจารึกนามและสมณศักดิ์ในนั้น และมีดวงตราตำแหน่งทำด้วยเหล็กจารึกชื่อและตำแหน่งลงในตรานั้นตามลำดับชั้น สำหรับประทับบนใบลานก็ได้ สมณศักดิ์มีลำดับชั้นดังนี้

๑ ศาสนนัย ตรงกับพระสังฆราช

๒ สยาดอใหญ่ เป็นผู้ช่วยที่หนึ่ง

๓ สยาดอน้อย เป็นผู้ช่วยที่สอง

๔ คายชก เสมอเจ้าคณะนิกาย

๕ คายโอ๊ก ผู้ดูแลหมู่วัด

๖ คายดอก ผู้ช่วยดูแลหมู่วัด

๗ ได้ถามถึงพระสงฆ์สมณศักดิ์ ในเวลานี้ใครเป็นผู้ตั้ง ได้ความว่าในเวลาที่ไม่มีสังฆราชนี้ที่รัฐบาลอังกฤษยอมรับรอง แต่พระสงฆ์สมณศักดิ์ยังมีเหลืออยู่บ้าง คือคายโอ๊ก คายดอก ผู้ที่ได้รับสมณศักดิ์ในเวลามีพระเจ้าแผ่นดินพะม่านั้น เมื่อรัฐบาลอังกฤษไม่ตั้งสังฆราชแล้ว พวกที่ถือพุทธศาสนาก็ปรึกษากันเลือกพระสงฆ์ที่มีความรู้และมีพรรษามาก สมมติขึ้นเป็นสังฆราชควบคุมคณะสงฆ์ แต่ไม่มีอำนาจเหมือนแต่ก่อน

๘ ได้ถามว่าศาสนนัยนั้น คืออะไร ใครเป็นผู้ตั้ง มีจำนวนเท่าไร อำนาจมีแก่พระสงฆ์และวัดที่ขึ้นประการใด ฐานันดรศาสนนัยเป็นคำบาลีอย่างไร ได้ความว่าศาสนนัย คือสังฆราชนั้น พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้ง มีแต่คราวละองค์เดียวเท่านั้น มีอำนาจเหนือสงฆ์และวัดทั้งปวงดังพระเจ้าแผ่นดิน มีอำนาจเหนือพศกนิกรทั่วไปฉะนั้นฐานันตรในคำบาลีใช้ชื่อแล้ว ต่อตำแหน่งว่าธรรมเสนาบดีราชาธิราชคุรุ จารึกลงในอัยบัตรและตราเหล็กด้วย

๙ ได้ถามว่าคายโอ๊ก คายดอกนั้นอย่างไร มีจำนวนเท่าไร ทำการสิ่งไร ได้ความว่าคายโอ๊กนั้นเป็นผู้ดูแลหมู่วัด และคายดอกนั้นเป็นผู้ช่วยคายโอ๊ก มีจำนวนมาก และเป็นผู้ดูแลการวัดและพระที่ขึ้นอยู่ในหมวดหมู่ของตน แต่จะทำการสิ่งไรไม่ได้นอกจากคำสั่งคายชกและศาสนนัย

๑๐ ถามว่าที่แผ่นดินของวัดทั้งหลายจัดการอย่างไร เว้นจากภาษีอากรหรือไม่ ได้ความว่าประกาศที่เรียกว่าวรกูรวมที่ดินซึ่งใช้ทำวัดนั้น ยกจากภาษีอากรทุกชะนิด

ว่าด้วยการบวชเรียนในประเทศพะม่า

๑๑ ได้ถามว่าจำนวนวัดและพระสงฆ์ในเมืองพะม่า มีประมาณสักเท่าไร การประชุมได้มีอย่างไร ใครเป็นประธาน ได้ความว่าพระสงฆ์สามเณรทั้งเมืองพะม่าเหนือและใต้ประมาณสามลักข์ คือสามแสน และวัดประมาณสักเจ็ดหมื่น การประชุมอุปสมบทกรรมนั้นดังนี้ ผู้หนึ่งผู้ใดปรารถนาจะบวชตนเองแล้ว ก็ไปยังที่สีมามีพระสงฆ์ไม่น้อยกว่าห้ารูปขึ้นไป มีไตรบาตรพร้อมด้วยบริกขาร เมื่อไปถึงในที่สีมาแล้ว พระสงฆ์ก็ถามปัญหาตามข้อกำหนดในบรรพชาขันธ์ ถ้าผู้ที่จะบวชนั้นพ้นจากอันตรายิกธรรมที่กำหนดไว้ไนบรรพชาขันธ์แล้ว ก็จัดว่าเป็นผู้สมควรที่จะอุปสมบทได้โดยสวดกรรมวาจาด้วยพระภิกษรูปหนึ่ง หรือมากกว่า และวิธีบวชตามที่อธิบายก็คล้ายอย่างมหานิกายบวชนั้นเองไม่จำต้องกล่าวให้พิศดาร แต่ผู้อุปสมบทเป็นภิกษุมีน้อย เพราะประเพณีพะม่าบวชแล้วไม่ใคร่จะสึก ถ้าสึกมักถูกติเตียนชาวบ้านไม่นับถือ จึงบวชเป็นแต่สามเณรโดยมาก แต่เดี๋ยวนี้แม้ที่บวชเป็นสามเณรก็น้อยลง ไม่มากเหมือนแต่ก่อน เพราะเด็กหันเข้าโรงเรียน ๆ ภาษาอังกฤษโดยมาก ด้วยเห็นว่าเรียนภาษาบาลีไม่ได้ผลประโยชน์เหมือนแต่ก่อน คนที่เล่าเรียนภาษาบาลีอยู่เดี๋ยวนี้ก็เปนที่รักพระศาสนาเท่านั้น ถึงดังนั้นชาวพะม่าก็ยังมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนา ที่จะเข้ารีดศาสนาอื่นนั้นไม่ใคร่มี มีแต่พวกเงี้่ยวพวกกะเหรี่ยงที่ไม่ใคร่จะรู้คำสอนในพระพุทธศาสนา การสังฆกรรมผูกพัทธเสมาอุโบสถกรรมเป็นต้น ก็ละม้ายคล้ายกันกับแบบคณะมหานิกายที่กระทำอยู่ทุกวันนี้ แต่ในเรื่องสังฆกรรมดูชำนาญมากกว่าสิ่งอื่น บรรดาพระที่เข้ามาคราวนี้สอบถามวิธีอธิบายได้ทุกรูป แต่การปฏิบัติเป็นปานกลางไม่สู้จะเคร่งนัก

ได้ถามว่าพระสงฆ์ในเมืองพะม่า เปนผู้รู้ธรรมวินัยตลอดทั่วไปหรือเป็นแต่บางหมู่บางพวก สมณทูตอธิบายว่า ถ้าพระสงฆ์อยู่ภายในเมืองหรือที่ใกล้เคียงเมือง ก็เป็นผู้ศึกษาพระธรรมวินัยมาก ถ้าเป็นพระอยู่ในประเทศบ้านนอกแล้ว จะหาผู้ที่รู้ธรรมวินัยไม่ใคร่จะมี

อนึ่งเรื่องสีมานั้น เมื่อครั้งมีพระเจ้าแผ่นดิน ๆ พระราชทานวิสุงคาม พระสงฆ์ถอนและผูกเป็นพัทธสีมา ครั้นเมืองพะม่าเป็นของอังกฤษแล้ว การผูกพัทธสีมารัฐบาลอังกฤษก็ให้อนุญาตที่วิสุงคาม แต่พระสงฆ์บางพวกรังเกียจว่า การให้วิสุงคามสีมานั้นต้องควรพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษพระราชทานจึงจะชอบ เพราะเป็นเจ้าของแผ่นดินพะม่าที่รัฐบาลอังกฤษในอินเดีย หรือเล็บเตลแนนต์เคาวเนอเมืองพะม่าจะให้อนุญาตนั้นไม่ควร เป็นการถุ้มเถียงเริดร้างมาช้านาน ภายหลังก็ตกลงยอมรับว่ารัฐบาลให้ได้ และเดี๋ยวนี้ได้มีไว้ในกฎหมายที่ดินสำหรับที่สีมาที่รัฐบาลอังกฤษจะให้และยกเว้นจากภาษีอากรด้วย และว่าวิสุงคามสีมานั้นถือเป็นสำคัญนัก เมื่อครั้งยังมีพระเจ้าแผ่นดินอยู่เป็นสิทธิ์ขาดแก่สงฆ์ทีเดียว ที่สุดผู้กระทำผิดเข้ามาในที่วิสุงคามแล้วจะจับกุมก็ไม่ได้ และว่าได้เคยมีตัวอย่างมาด้วย การที่พระสงฆ์รังเกียจเรื่องวิสุงคาม ที่ว่าต้องให้พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษพระราชทานนั้น เป็นด้วยไม่รู้ลักษณะการปกครองของอังกฤษ เพราะไวสรอยเป็นผู้แทนพระเจ้าแผ่นดินและมีที่ปรึกษา อาจทำการในหน้าที่เจ้าแผ่นดินได้หมด

การประชุมสงฆ์สมาคมนั้นในเวลานี้ไม่มี แต่เมื่อเวลาที่มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นศาสนูปถัมภ์อยู่นั้น การประชุมใหญ่ที่ในสุตมาสภามีบ่อย ๆ พระสงฆ์ที่เป็นใหญ่ในสุตมาสภาเป็นประธาน และพระเจ้าแผ่นดินทรงอุปถัมภ์ในการนั้น

ว่าด้วยชำระอธิกรณ์

๑๒ ได้ถามว่าพระสงฆ์ทำผิดในปาราชิก หรือโทษอื่น ๆได้รับโทษในทางอาณาจักรประการใด และชำระที่ศาลวินิจฉัยคดีหรือไม่

ได้ความว่าภิกษุที่เป็นปาราชิกต้องรับโทษต่างกัน ถ้าเป็นโทษในเมถุนปาราชิก หรืออุตตริมนุสสธัมมปาราชิก พระสงฆ์ผู้เป็นใหญ่ได้ทำโทษผู้ที่ทำผิด คือไล่เสียจากหมู่จากคณะ แต่หามีโทษแผ่นดินไม่ ถ้าเป็นโทษในอทินนาทานปาราชิก และมนุสสวิคคหบาราชิกต้องส่งไปยังศาลวินิจฉัยคดี ให้พิจารณาตัดสินลงโทษตามเหตุการณ์ที่ศาลเห็นสมควรจะลงโทษ เพราะมีอาญาหลวงด้วย๑๐

ว่าด้วยการบำรุงของรัฐบาล

๑๓ ได้ถามถึงพนักงานสำหรับเกี่ยวแก่พุทธศาสนิกบริษัท และรัฐบาลอังกฤษในเวลานี้ มีเจ้าหน้าที่หรือไม่ และรัฐบาลอังกฤษได้เกี่ยวข้องแก่ศาสนาและบำรุงพระสงฆ์ประการใดบ้าง

ได้ความว่าไม่มีพนักงานในระหว่างรัฐบาลอังกฤษ กับพุทธศาสนิกบริษัทในเวลานี้ และการที่รัฐบาลอังกฤษจะเกี่ยวข้อง หรือบำรุงพระสงฆ์ก็ไม่มี

๑๔ ได้ถามถึงการเล่าเรียนศึกษาในเมืองพะม่า ครั้งมีพระเจ้าแผ่นดิน และเดี๋ยวนี้จัดการผิดกันอย่างไร

ได้ความว่า ครั้งมีพระเจ้าแผ่นดิน การเล่าเรียนศึกษาในเมืองพะม่า ก็เรียนภาษาพะม่าและภาษาบาลีตามวัด ชาวบ้านมีบุตรเอาไปฝากวัดเป็นลูกศิษย์พระคล้ายในกรุงเทพ ฯ แต่เมื่ออังกฤษได้ปกครองเมืองพะม่าตอนใต้ได้ตั้งกรมศึกษาจัดการเล่าเรียน มีโรงเรียนเป็นของรัฐบาลจัดบ้าง ของนคราภิบาลจัดบ้าง โรงเรียนไปรเวตรัฐบาลบำรุงให้เงินบ้างให้ของบ้าง ให้รางวัลแก่หัวหน้ากับนักเรียน ที่สอบไล่ได้ตามหลักสูตรบ้าง ที่เป็นโรงเวียนไปรเวตรัฐบาลไม่ได้อุดหนุนก็มี โรงเวียนตามวัดก็มี โรงเรียนใตที่รัฐบาลอุดหนุน รัฐบาลตรวจการเล่าเรียนทุกแห่ง และแบ่งเขตต์จัดการเล่าเรียนเป็นมณฑล มี ๓ มณฑล มีสารวัตรและรองสารวัตรสำหรับการตรวจสอบไล่ และมีวิทยาลัยที่เมืองรางกูน สอนวิชาชั้นสูงสำหรับเข้าสอบไล่ในมหาวิทยาลัยเมืองกาลกัตตาเพื่อจะได้ดีกรี และมีโรงเรียนพวกมิชชันนารีทั้งอังกฤษและอเมริกันและคาโธลิกฝรั่งเศส และโรงเรียนนางชีก็มี ถ้าจะต้องการทราบละเอียด รับว่าจะส่งแบบแผนและข้อบังคับการศึกษาเล่าเรียนในเมืองพะม่า ที่รัฐบาลอังกฤษได้จัดการมาให้ทราบโดยละเอียด และที่เมืองมันตเลพะม่าตอนเหนือเดี๋ยวนี้ การศึกษาก็จัดธรรมเนียมคล้ายกับเมืองรางกูนในพะม่าตอนใต้ นอกจากกรมศึกษาธิการที่ได้จัดการเล่าเรียนของรัฐบาล ยังมีที่ประชุมรับจัดการเล่าเรียน และสอบไล่ความรู้ตามหัวเมืองด้วย มิสเตอร์โปปคนอังกฤษเป็นพนักงานใหญ่ในการศึกษา

ว่าด้วยการสอบไล่พระปริยัติธรรม

๑๕ ได้ถามถึงการสอบไล่พระปริยัติธรรมมีหรือไม่ ถ้ามีได้สอบไล่ในบาลีในคัมภีร์ใดบ้าง และมีชั้นของการสอบไล่อย่างไร ใครเป็นผู้สอบไล่

ได้ความว่าเมื่อยังมีพระเจ้าแผ่นดินครองเมืองพะม่านั้น พระเจ้าแผ่นดินเป็นพระราชธุระให้จัดการสอบไล่พระปริยัติธรรม ในเดือน ๗ ขึ้น ๑๕ ค่ำจนถึงเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำเป็นเสร็จ สอบไล่ทุกปี ในการสอบไล่นั้น มีรับสั่งให้อาราธนาพระมหาเถรานุเถระเป็นผู้สอบไล่ในที่ประชุมณสุตมาสภา นักเรียนที่เข้าสอบไล่นั้น มีแต่เด็กและสามเณรเท่านั้น ภิกษุไม่มี วิธีสอบไล่นั้นจัดเป็นสามชั้น คือ ดังนี้: -

สามเณร เด็ก อายุ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ปี สอบไล่ด้วย มูลกัจจายน คือ สูตร อภิธัมมัตถสังคหบาลี มาติกาปาฐ ธาตุกถา

นักเรียนต้องว่าบาลีด้วยปากแต่แบ่งเป็นส่วน ๆกัน ถ้าสามเณร เด็ก อายุ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ปี สอบไล่ด้วย มูลกัจจายน อภิธัมมัตถสังคห มาติกาปาฐ ธาตุกถา ปัญจยมก

ถ้าสามเณร เด็ก อายุ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ปี สอบไล่ด้วย มูลกัจจายน อภิธัมมัตถสังคห มาติกา ธาตุกถา ทสยมก ปัฏฐาน อภิธานัปปทีปิกา วุตโตทัย สุโพธาลังการ

นักเรียนต้องว่าบาลีด้วยปากทั้งนั้น เมื่อสอบไล่บาลีไม่คลาดเคลื่อนแล้ว ท่านผู้สอบไล่ย้อนถามให้อธิบายเป็นภาษาพะม่าอีก ถ้าสอบไล่ได้บาลีและอธิบายได้แล้ว ก็นับเข้าในชั้นเป็นชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี พระเจ้าแผ่นดินยกพระราชทานบำเหน็จต่าง ๆ กัน นักเรียนสอบได้ชั้นเอก โปรดให้เว้นการเก็บภาษีอากรในบรรดาญาติของผู้ที่สอบไล่ได้ทั้งหมด เพื่ออุดหนุนการเรียนพระปริยัตธรรม เพราะผู้ที่สอบไล่ได้ชั้นเอกนั้นน้อย ปีหนึ่งก็ได้เพียงคนหนึ่งสองคน ด้วยต้องการทั้งความจำความรู้และเสียงด้วย จึงให้เป็นประโยชน์พิเศษอันใหญ่ยิ่ง ผู้ด้อบได่ได้ในชันโทนั้น โปรดให้เว้นภาษีอากรแก่ญาติแต่ ๗ หลังคาเรือน เพื่อที่จะอุดหนุนผู้ที่จะเข้าเรียนสอบไล่ได้นั้น แต่ชั้นตรีนั้นเจ้านายในราชตระกูลอุปถัมภ์ตามแต่จะให้ ถ้าผู้ที่สอบไล่ได้เป็นคฤหัสถ์ พระเจ้าแผ่นดินประทานไตรและบริกขารให้อุปสมบทเป็นสามเณรหลวง แต่ในปัจจุบันนี้การสอบไล่มีข้อบังคับของกรมศึกษาธิการในรัฐบาลอังกฤษ ผู้เข้าสอบไล่เข้าได้ทั้งพระสงฆ์สามเณรและคฤหัสถ์ให้รางวัลดังต่อไปนี้

รางวัลที่ ๑ ๑๕๐ รูเปีย

รางวัลที่ ๒ ๑๐๐ รูเปีย

รางวัลที่ ๓ ๗๕ รูเปีย

รางวัลที่ ๔ ๕๐ รูเปีย

และให้ประกาศนียบัตรด้วย แต่การทีรัฐบาลอังกฤษจัดการสอบไล่ขึ้นได้ ๒ ปีเท่านั้น การสอบไล่ยังไม่เรียบร้อยดีได้เหมือนแต่ก่อน

ว่าด้วยการพระราชพิธีที่เกี่ยวแก่สงฆ์ในประเทศพะม่า

๑๖ ได้ถามว่าเมื่อพระพุทธศาสนาอยู่ในความอุปถัมภ์ของพระพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุดหนุนแก่พระสงฆ์ประการใดบ้าง และมีการพิธีตามพระพุทธศาสนาประจำเดือนในพระราชวังตั้งแต่เดือนจิตรมาศ ถึงเดือนผคุณมาศนั้นประการใดบ้าง

ได้ความว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงอุปถัมภ์พระสงฆ์ โดยพระราชทานเข้าสารกับโงเป คือปลาเค็มปลาแห้งปลาย่างและน้ำมันทุกเดือน พระสงฆ์บางองค์ทีทรงสมณศักดิ์ ก็ได้เพิ่มเติมจากของพระราชทานที่กล่าวมาแล้ว เป็นเงิน ๑๐ รูเปียบ้าง ๒๕ รูเปียบ้าง ๒๐ รูเปียบ้าง โดยลำดับตามสมควรจะได้

พิธีประจำเดือนในทางพระพุทธศาสนานั้น ในเดือนจิตรมาศพระเจ้าแผ่นดินได้เคยโปรดให้นิมนต์บรรดาพระสงฆ์ที่มีฐานันดรเข้าไปในพระราชวกัง พระราชทานข้าวและปลาเค็ม ฯลฯ แก่พระสงฆ์ในเดือนวิสาขมาศ พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ทรงทำพิธีวิสาขบูชา แต่หมู่ราษฎรได้กระทำพิธีวิสาขบูชาทุกปี มีจุดโคมไฟและฟังพระธรรมเทศนาเป็นต้น ไนเดือนเชษฐมาศนั้น มีการสอบไล่พระปริยัตธรรมเป็นการหลวงดังกล่าวมาแล้ว ในเดือนอาสาธมาศปุริมพรรษานั้น พระเจ้าแผ่นดินทรงบำเพ็ญพระกุศล ถวายดอกไม้ธูปเทียนแก่พระสงฆ์ซึ่งอยู่จำพรรษาในพระอารามหลวงทั่วไป เดือนสาวนมาศไม่มีการบำเพ็ญพระราชกุศล ในเดือนโปฏฐปทมาศมีการกวนมธุปายาศในพระราชวัง แต่ไม่มีพระเข้าไป เป็นแต่เมื่อกวนแล้วนำไปถวายพระทั่วไป และหมู่ราษฎรก็ทำบุญเช่นนี้ ทั้งตักบาตรด้วยในเดือนอัสยุชมาศเวลาออกพรรษา พระเจ้าแผ่นดินได้บำเพ็ญพระราชกุศลนิมนต์พระสงฆ์สมณศักดิ์ และภิกษุอนุจรอันดับนับด้วยพันรูปเข้าไปรับอาหารบิณฑบาตที่ในพระราชวัง ทรงบาตรและทรงประเคนเลี้ยงพระด้วย ครั้นพระสงฆ์กระทำภัตตกิจเสร็จแล้วถวายอนุโมทนาสวดรัตนสูตร เมตตสูตรเท่านั้น

ได้ถามว่าพระสงฆ์อนุโมทนาแล้ว ถวายอติเรกด้วยหรือไม่ ว่าไม่มี แต่มีวิธีเมื่อสวดอนุโมทนาจะจบออกพระนามมหาราชา ถึงอนุโมทนาที่อื่น เช่นที่วังพระราชวงศ์ หรือบ้านอำมาตย์ก็ออกนามเหมือนกัน เพราะให้ฉะเพาะตัว ถ้าไม่เช่นนั้น ก็ไม่เป็นการอนุโมทนาฉะเพาะ ในเดือนกัตติกมาศ มีกฐินหลวง แต่พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้เสด็จไปทอดพระกฐินตามวัดเลย เป็นแต่มีพระราชดำรัสให้อำมาตย์นำไตรจีวรและเครื่องบริกขารครบตามจำนวนพระอารามหลวง ไปยังศาลาที่ประชุมสุตมาสภา แล้วอำมาตย์ผู้รับสั่งก็มีหมายไปยังเจ้าอาวาศซึ่งอยู่ในพระอารามหลวงทุก ๆ พระอาราม ให้มารับไตรจีวรและเครื่องบริกขารไป พระเถรสมณศักดิ์ เจ้าอาวาศก็ให้สามเณรและศิษย์ไปขนไตรจีวรและเครื่องบริกขาร สำหรับวัดของตนไปยังอารามแล้ว อำมาตย์จึงสั่งให้ราชบุรุษตามไป ถวายกฐินเป็นภาษาบาลีว่า อิมํ กินทุสฺสํ สงฺฆสฺส เทม ในท่ามกลางสงฆ์อารามละคน ๆ ทุก ๆ พระอารามตามจำนวนวัดหลวง แต่ราษฎรกระทำไม่เหมือนของหลวง คือต้องนำไตรจีวรและเครื่องบริกขารไปทอดกฐินตามอารามคล้ายอย่างที่ทำในกรุงสยามทุกวันนี้ ในเดือนมิคศิรมาศ และเดือนปุสยมาศ เดือนมาฆมาศ ผคุณมาศ ๔ เดือนนี้ถามไม่ได้ความว่า ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างใดบ้าง ได้ความแต่ว่าทรงบำเพ็ญเป็นครั้งเป็นคราว และในฤดูหนาวนั้น ราษฎรมีการประชุมก่อพระเจดีย์ทราย แต่ก็ไม่ก่อที่วัด มักเลือกที่ตามเห็นสมควรแล้วนัดกันประชุมก่อ แต่พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย

๑๗ ได้ถามถึงการปลงศพนั้น ทำการมีวิธีอย่างไรบ้าง พระสงฆ์เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

ได้ความว่า ถ้าสังฆราชถึงมรณภาพลง พระเจ้าแผ่นดินโปรดให้ปลูกเมรุทำฌาปนกิจ มีเทศนาและบังสุกุลถวายเครื่องไทยธรรมแก่ภิกษุสงฆ์ และพระสงฆ์คฤหัสถ์ราษฎรเป็นอันมากก็ไปมาประชุมกันทำบุญในการปลงศพสังฆราชเป็นการใหญ่ แต่พระสงฆ์อื่นมรณภาพเมื่อทำการฌาปนกิจมีดอกไม้เพลิง พระสงฆ์คฤหัสถ์ชาวบ้านประชุมกันปลงศพ มีการจุดลูกหนูดังพะม่าทำกันอยู่ในกรุงนี้

แต่ส่วนพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตนั้น ไม่มีการถวายเพลิง พระราชวงศ์และอำมาตย์จัดพระศพลงในหีบ แล้วก่อปราสาทด้วยอิฐปูน เชิญพระศพบรรจุไว้ในนั้น ถ้าเป็นพระอรรคมเหษีที่ ๑ ที่ ๒ พระเจ้าแผ่นดินก็โปรดให้ทำปราสาท แล้วฝังอย่างเดียวกัน แต่ชั้นพระราชบุตรและพระราชธิดาสิ้นพระชนมายุลงไม่ได้ฝัง พระเจ้าแผ่นดินโปรดให้ทำเมรุพระราชทานเพลิงตลอดลงมาถึงอำมาตย์ก็เผาทั้งนั้น แต่ศพราษฎรนั้นเผาโดยมาก แต่ที่ฝังก็มี

การไต่ถามได้ความเพียงนี้ เพราะเวลาที่ถามมีน้อย ได้แต่เวลากลางคืน ด้วยเวลากลางวันมีกิจ และมีผู้มาเยี่ยมเยียนเสีย

----------------------------

หมดฉะบับเพียงนี้

พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรโสภณ เลขที่ ๘๔๑ เชิงสะพานเสาชิงช้า พระนคร

นายเล่งแซ แซ่เตียว ผู้พิมพ์โฆษณา ๒๐/๑๐/๗๙

  1. ๑. เรื่องตำนานพระพุทธศาสนา ที่สมณทูตพะม่าชี้แจงต่อไปนี้ เห็นได้ว่ากล่าวตามเนื้อความในศิลาจารึกกัลยาณีของพระเจ้ารามาธิบดีปิฎกธร เท่าที่ทรงจำไว้ได้ จารึกนั้นหอพระสมุด ๆ ได้แปลและพิมพ์แล้ว

  2. ๒. เมืองเตลงหมายความว่าเมืองมอญ ในจารึกว่าเมืองสะเทิม หรือสุธรรมนคร ในรามัญประเทศ

  3. ๓. เรื่องตำนานที่กล่าวตรงนี้ก็มีพิศดารอยู่ในจารึกกัลยาณี เล่าตามที่จำได้

  4. ๔. ในจารึกกัลยาณีว่า พระ ๕ รูปนี้ไปบวชแปลงมาแต่ลังกาทวีป

  5. ๕. คือที่เรียกในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า พระเจ้ามังลอง เป็นต้นราชวงศ์ ที่สุด

  6. ๖. โยนะนิกาย น่าจะเปนพวกไทยใหญ่

  7. ๗. ที่เรียกในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า คะแดงปะดุงได้ครองประเทศพะม่า ตรงกับรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์

  8. ๘. ที่เรียกว่าจุลคัณฐีกับมหาคัณฐีในที่นี้ จะตรงกับจุลคณีและมหาคณีที่กล่าวต่อไปข้างหน้านั่นเอง

  9. ๙. จำนวนพระสงฆ์และวัดดังกล่าวนี้ น่าจะเปนแต่คาดคะเน ผู้บอกเห็นจะไม่รู้จำนวนทีเดียว

  10. ๑๐. ความที่กล่าวด้วยเรื่องตัดสินโทษปาราชิก สงสัยว่าจะว่าตามแบบแผนเมื่อเมืองเป็นของอังกฤษแล้ว

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ