๘ อยู่เมืองพนมเพ็ญครั้งหลัง

วันที่ ๗ ธันวาคม ตอนเช้าพักเหนื่อย แต่ใช้เวลาสนทนากับข้าราชการเก่าของกรุงกัมพูชา เขาหาตัวได้ออกญาพิพิธไอศูรย์ เดิมเปนออกญารัตนาธิเบศร์ ว่าที่จักรี เดี๋ยวนี้อายุได้ ๘๒ ปี แกบอกว่าเปนข้าหลวงเดิมของสมเด็จพระนโรดม ได้เปนผู้เข้าไปรับนักเยี่ยมกับนักพลอย ราชธิดาของสมเด็จพระนโรดม ซึ่งถวายตัวทำราชการฝ่ายในครั้งรัชกาลที่ ๔ กลับมาเมืองเขมรเมื่อสิ้นรัชกาลนั้น เรียกมาหมายจะถามถึงขนบธรรมเนียมกรุงกัมพูชาที่เราต้องการจะรู้อิก แต่ไม่ใคร่ได้ความด้วยแกแก่เกินกว่าจะอธิบายได้ ถนัดแต่เล่าเรื่องเก่า ๆ เช่นเรื่องสมเด็จพระนโรดมเมื่อยังเปนมหาอุปราช วิวาทกับองค์วัตถา แล้วมาวิวาทถึงรบกันอิกครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระนโรดมทรงราชย์ องค์วัตถาหนีออกมาจากกรุงเทพฯ แกได้เปนตัวแม่ทัพออกไปรบองค์วัตถา ไปตั้งอยู่ที่เมืองกำพงจามถึง ๓ ปี บอกชื่อองค์วัตถาว่าที่ฝรั่งเศสเรียกว่า ศรีวัตถานั้น ไม่ถูก ที่ถูกคือ ไวยวัตถา ชื่อคล้องกัน ๓ องค์ สมเด็จพระนโรดม ทรงนามราชาวดี แล้วถึงสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ แล้วจึงถึงพระองค์ไวยวัตถา การสืบถามเรื่องขนบธรรมเนียมเก่าที่นี่อยู่ข้างจะลำบากเสียแล้ว ด้วยข้าราชการชั้นเก่าก็เหลือน้อย แลมักจะแก่เกินทรงจำ ข้าราชการชั้นใหม่ก็มิใคร่มีใครเอาใจใส่ศึกษาประเพณีโบราณ มีแต่พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่เปนค่อยยังชั่ว ยังเอาใจใส่ทรงจำไว้ได้บ้าง

เวลาบ่าย ๓ นาฬิกา ไปดูเมืองอุดงค์มีไชย ไปรถยนต์ทางถนน ริมน้ำทำขึ้นไปข้างเหนือ ระยะทางห่างเมืองพนมเพ็ญราว ๓๕ กิโลเมต (หรือ ๘๗๕ เส้น) ถึงเขาพระราชทรัพย์ซึ่งเขาจัดเปนที่รับรอง ยังห่างตัวเมืองอุดงค์มีไชยอยู่ ๕ กิโลเมต (๑๒๕ เส้น) เขาหาได้เตรียมที่จะให้ไปถึงเมืองไม่ ว่าเพราะไม่มีอะไรน่าดู รั้ววังครั้งสมเด็จพระหริรักษ์ก็รื้อเสียหมดแล้ว เมืองอุดงค์ตั้งอยู่ที่ดอนพ้นน้ำท่วม เคยเปนราชธานีอยู่ช้านาน เมืองละแวกซึ่งเคยเปนราชธานีอิกเมืองหนึ่งก็อยู่ติดต่อเมืองอุดงค์ไปทางตวันตก เขาพระราชทรัพย์ที่เรามาดูวันนี้อยู่กลางทุ่ง เปนที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้ากรุงกัมพูชามาแต่โบราณ มีพระเจดีย์ที่บรรจุทำงาม ๆ หลายองค์ มักสร้างตามยอดเขายอดละคู่ ยอดต่ำที่ไปถึงก่อนบรรจุอัฐิสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์เองกับอัฐินักพระสัฏฐา (ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทำพิธีปฐมกรรม) แต่เขาพาเราขึ้นบันไดไปที่ยอดสูง ประมาณตาดูเหมือนจะต่ำกว่ายอดเขาที่พระนครคิรีเมืองเพ็ชรบุรีไม่มากมัก บนยอดนี้มีพระเจดีย์สององค์สูงประมาณองค์ละสัก ๑๐ วา บรรจุอัฐิพระศรีธรรมราชาองค์ ๑ เปนของสมเด็จพระนโรดมสร้าง บรรจุอัฐิสมเด็จพระหริรักษ์พระองค์ด้วงองค์ ๑ มีศิลาจารึกบอกเรื่องและศักราชปักไว้ที่พระเจดีย์ทุกๆ องค์ ศิลาจารึกเหล่านี้ทำเมื่อคฤศตศก ๑๙๑๙ (พ.ศ. ๒๔๖๒) คราวเดียวกันทั้งนั้น นับว่าเปนการดีที่สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ได้ทำอย่างหนึ่ง ป้องกันมิให้เรื่องตำนานของโบราณที่มีอยู่ในแขวงราชธานีสูญไปเสีย ออกจากที่พระเจดีย์เขาพาเดิรไต่ตามทางบนยอดเขาผ่านยอดต่ำลงมาโดยลำดับ และมีโบราณวัตถุสร้างไว้ทุกๆ ยอด มีปราสาทหินของขอมอย่างย่อมๆ สร้างไว้หลังหนึ่ง แต่ดินกลบขึ้นมาเสียจนพ้นทับหลังประตู จะรู้ว่ารูปร่างเปนอย่างใดไม่ได้ ฝรั่งเศสเคยขออนุญาตจะขุดตรวจปราสาทหินแห่งนี้ แต่สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ไม่ยอม ว่าที่เขาพระราชทรัพย์เปนที่บรรจุอัฐิธาตุของโบราณกษัตริย์ จะยอมให้ขุดค้นไม่ได้ จึงทิ้งอยู่จนบัดนี้ ต่อมาถึงวิหารน้อยหลังหนึ่ง ในนั้นมีรูปนักบุญหรือรูปเซียนอย่างญวนก่อปั้นด้วยปูน ขนาดหน้าตักสักสามศอกองค์หนึ่ง จะเปนใครสร้างสืบไม่ได้ความ ต่อมามีโบสถ์ในนั้นมีพระพูทธรูปนาคปรก ขนาดหน้าตักสักสี่ศอกองค์หนึ่ง ลักษณเปนพระขอมงามพอใช้ แต่จะเปนพระศิลาครั้งขอม หรือก่อปั้นด้วยปูนภายหลังทราบไม่ได้ด้วยลงรักไว้ทั้งองค์ ต่อนั้นมีวิหารน้อยไว้รูปโคนนทรีอาสนพระอิศวรทำด้วยศิลาครั้งขอม ฝีมือดีแต่หักหายไปเสียบางส่วน ลงมาอิกชั้นหนึ่ง ถึงโบสถ์พระอัฏฐารศ แต่เปนพระมารวิชัยขนาดใหญ่ สังเกตตาว่าเปนพระขอมของโบราณ มีศิลาจารึกของสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ว่า สมเด็จพระสังฆราชเที่ยงได้ปฏิสังขรณ์ค้างไว้ ทรงปฏิสังขรณ์ต่อจนสำเร็จ ทำเรียบร้อยดี เขาอิกยอดหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้ไปถึง เพราะอยู่ห่างไปทางตวันออก แต่แลเห็นได้ถนัด บนยอดนั้นมีวิหารน้อยหลังหนึ่งกับพระเจดีย์สององค์ เปนเจดีย์ใหญ่องค์หนึ่ง เล็กองค์หนึ่ง เขาเล่าเรื่องให้ฟัง ว่าเดิมมีพระองค์หนึ่งอยู่ที่เขายอดนั้น เลี้ยงสุนักข์ไว้ตัวหนึ่ง สุนักข์นั้นฉลาดผิดกว่าสุนักข์อื่น ได้ทำบุญปฏิบัติพระผู้เลี้ยงและบำเพ็ญคุณวิเศษต่าง ๆ ครั้นตายจึงไปเกิดเปนพระเจ้ากรุงจีน (คือพระเจ้ากรุงจีนหน้าหมา ในเรื่องนิทานศรีธนญชัย) อัฐิของพระผู้เลี้ยงและอัฐิของสุนักข์วิเศษตัวนั้น บรรจุอยู่ในพระเจดีย์ทั้งสองซึ่งกล่าวมา มองสิเออเมลีเย เรสิดังมณฑลกันดาล คือมณฑลราชธานี รวมทั้งเมืองอุดงค์มีไชยด้วย เปนผู้มาจัดการรับรองวันนี้ ปลูกปรำที่ข้างวิหารเปนที่เลี้ยงเครื่องว่าง และหาเครื่องมหรศพต่างๆ อย่างเขมรมาตั้งรายไว้ให้ดู มีทั้งมโหรีปี่พาทย์ ลิเก ละคอน เสียงประโคมครึกครื้นมีผู้คนมาดูกันมาก ถึงพวกขายของมาตั้งร้านอย่างงารไหว้พระ ต้องเที่ยวดูไปทุกแห่ง การเล่นของเขมรซึ่งควรจะพรรณาโดยฉเพาะ มีแต่เครื่องดนตรีบางอย่าง เปนต้นว่ากระจับปี่โบราณ ในเมืองไทยเลิกกันหมดแล้ว ที่เมืองเขมรเขายังเล่นอยู่ ซอสามสายก็ยังเล่น แต่ทำขนาดเล็กสักครึ่งขนาดซอสามสายของเรา ซออู้ซอด้วงนั้นต่อคันยาวขึ้นไปกว่าของเราสักคืบหนึ่ง สังเกตเพลงที่ทำเปนเพลงเขมรทั้งนั้น ขันอยู่ที่ลิเก เมื่อเราผ่านไปเห็นตัวแขกรดน้ำมนต์ออกเต้นอยู่ เราอดปากไมได้ว่า “นี่เอาอย่างมาจากบางกอก” พวกฝรั่งบางคนที่เข้าใจภาษาไทย เถียงว่าพวกที่เล่นนั้นเปนแขกจาม ลิเกเปนการเล่นของแขก เราต้องเถียงยืนยันว่า คนที่เล่นจะเปนแขกหรือฝรั่งก็ตาม แต่ลิเกอย่างที่เล่นนั้นได้แบบมาแต่เมืองไทยเปนแน่ เราได้เคยเห็นตั้งแต่แรกลิเกเกิดด้วยตาตัวเอง จะเชื่อว่าเปนอย่างอื่นอย่างไรได้ ละคอนนั้นก็น่าดู ว่าไปหามาจากเกาะแห่งหนึ่งในลำน้ำโขง มีผู้หญิงตัวละคอนสัก ๑๐ คน กับปี่พาทย์เครื่องคู่ลำรับหนึ่ง ละคอนแต่งตัวอย่างบ้านนอก แต่แต่งตามแบบละคอนหลวงกรุงกัมพูชา กระบวรเล่นเห็นรำแต่เพลงช้ากับเพลงเร็ว และมีเพลงจีนรำพัดได้ เห็นมีหนังสือบทมาวางไว้ ขอเอามาเปิดอ่านดูเปนหนังสือขอม ขึ้นต้นว่า “กาลเนาะ โฉมเจ้าไกรทองพงศา” ก็รู้ได้ว่าเอาบทละคอนไทยไปแปลงนั้นเอง นึกอยากจะให้เล่นให้ดูก็จวนค่ำเสียแล้ว มาวันนี้เรสิดังสุปีริเอก็ตามมาด้วย และมีฝรั่งทั้งชายหญิงตามมาดูด้วยอิกหลายคน กลับมาเวลาพลบ

เวลาค่ำ ๙ นาฬิกา เข้าไปดูละคอนหลวงซึ่งสมเด็จพระศรีสวัสดิ์มีประทานเปนเกียรติยศแก่เราณพระที่นั่งจันทรฉายา คือปราสาทพลับพลาสูง ได้ยินว่าเมื่อครั้งสมเด็จพระนโรดม มีโรงละคอนอยู่ข้างใต้พระที่นั่งเทวาวินิจฉัย ปราสาทจันทรฉายาสร้างไว้เปนที่เสด็จออกสนาม ตามอย่างพระที่นั่งสุทไธศวรรย์ในกรุงเทพฯ เมื่อฝรั่งเศสสร้างแก้ไขวังถวายสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ ทำนองจะคิดเห็นว่าพระที่นั่งจันทรฉายาสร้างไว้เปล่าๆ มิใคร่จะได้ใช้การอันใด โรงละคอนของเดิมเล่าก็ไม่งดงามเปนสง่าราศีเหมือนอย่างโรงละคอนของฝรั่ง จึงคิดแก้พระที่นั่งจันทรฉายาที่สร้างใหม่ให้เปนโรงละคอนหลวง กระบวรลวดลายทำงามน่าดู แต่รูปสัณฐานภายนอกนั้นคงไว้ เปนปราสาทโถงสัณฐานยาว มีมุขหน้าหลังอยู่ตรงกลาง ตรงมุขหน้าลงมา ที่พื้นชั้นล่างเปิดเปนช่องคูหาใหญ่สำหรับรถเข้าไปจอดในนั้น มีบันไดวกทางข้างขวาสองบันได บันไดข้างนอกสำหรับคนดูละคอนขึ้น บันไดข้างในสำหรับตัวละคอนขึ้น ทางข้างซ้ายก็มีบันไดวกเช่นเดียวกัน ดูเหมือนจะเปนทางสำหรับพระเจ้ากรุงกัมพูชาเสด็จขึ้น ส่วนชั้นบนนั้นที่ตรงมุขหน้าเปนที่ประทับ ตั้งเก้าอี้เรียงเปนแถว พระเจ้ากรุงกัมพูชาประทับกลาง ตัวเราและลูกสาวนั่งข้างขวาเรียงกันไป ต่อนั้นถึงพวกผู้หญิงฝรั่ง เรสิดังสุปีริเอนั่งข้างซ้ายที่ประทับ และพวกฝรั่งผู้ชายที่ไปดูนั่งเรียงต่อไป ข้างหลังที่ประทับตั้งโต๊ะเครื่องราชูปโภค แล้วถึงเก้าอี้สำหรับเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่กรุงกัมพูชา พวกเราที่ไปก็นั่งอยู่ในหมู่นี้ ข้างหลังต่อออกไปยกที่นั่งเปนชั้นๆ ตลอดมุขหน้าปราสาท สำหรับเจ้านายและข้าราชการ ข้างหน้าที่ประทับตรงต่อพื้นโรงละคอนมีพนักยาวตลอด พื้นโรงละคอนลดต่ำลงไปสักศอกหนึ่ง ทางมุขปราสาทด้านในตรงที่ประทับข้ามก็ยกพื้นมีพนักเช่นเดียวกัน เปนที่คนนั่งดูละคอนเหมือนฟากที่ประทับ แต่ตั้งเก้าอี้อย่างเลวมีข้าราชการชั้นรองๆ (เขาบอกว่าเปนพวกกระทรวงยุติธรรม) นั่งอยู่แถวหนึ่ง ต่อมาข้างเหนือมีพวกผู้หญิงเด็กบ้างสาวบ้าง (เขาว่าเปนนักเรียนโรงเรียนในวัง) นั่งอิกตอนหนึ่ง ปราสาทตอนต่อมุขไปข้างขวามีฝากั้น ต่อไปเปนที่ละคอนแต่งตัว พวกคนร้องนั่งกับพื้นโรงละคอนเปนสองแถวอยู่ตรงข้ามกับที่ประทับ ทางด้านสกัดข้างซ้ายตั้งปี่พาทย์ และโคมไฟฟ้าสำหรับฉายตัวละคอนเปนสีต่างๆ เครื่องประดับโรงละคอนนั้นติดธงและโคมไฟฟ้า มีระย้าที่ตรงกลางทำเปนรูปเหมือนมงกุฎฝรั่งประดับไฟฟ้าแขวนไว้ระย้าหนึ่ง

เมื่อจะมาดูละคอนวันนี้ ได้ถามเขาถึงเรื่องเครื่องแต่งดัว เขาบอกว่าแต่งอย่างกินอาหารเย็น ใช้เสื้อดำก็พอสมควร แต่เรานึกระแวงว่าบางทีทางพวกเขมรจะติดตรา และตัวเราก็เปนแขกเมือง ควรจะหนักไว้สักหน่อย จึงใช้เครื่องแต่งตัวสำหรับเวลาค่ำ ติดดาราและตราราวขนาดน้อย พวกที่ไปด้วยก็ให้แต่งตัวเช่นนั้น ครั้นไปถึง เห็นสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ทรงฉลองพระองค์ครึ่งยศสักหลาดดำปักทอง สวมสายสพายอิศริยาภรณ์ฝรั่งเศส พวกเจ้านายข้าราชการก็ติดอิศริยาภรณ์ทั้งนั้น ฝ่ายเรากลับเบาไปแต่ก็นับว่าพอรอดตัว เมื่อเราไปถึงพระเจ้ากรุงกัมพูชาเสด็จออกแล้ว พระแก้วฟ้ากับข้าราชการผู้ใหญ่มาคอยรับพาขึ้นไปบนปราสาท ได้นำลูกเฝ้าเปนครั้งแรกในวันนี้ สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ตรัสเชิญให้เรานั่งข้างขวา อิกประเดี๋ยวเรสิดังสุปีริเอก็มาถึง ตรัสเชิญให้นั่งเก้าอี้ทางข้างซ้ายที่ประทับ ออกญาวังวรเวียงไชยเสนาบดีกระทรวงวังนั่งแทรกกลางอยู่ข้างหลัง คอยเปนล่ามเวลาตรัสกับเรสิดังสุปีริเอ คนที่มาดูละคอนวันนี้เขาว่ามากกว่าที่เล่นเปนปรกติ เพราะกิติศัพท์ปรากฎว่า พอเรามาถึงเมืองพนมเพ็ญ สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ก็ตรัสสั่งให้ซ้อมละคอน ว่าจะเล่นอวดให้เต็มฝีมือ ข้างพวกฝรั่งเลยโจษกันต่อไป ว่าละคอนตัวโปรดของสมเด็จพระศรีสวัสดิ์จะออกเล่นทั้งหมดในคราวนี้ ก็พากันอยากดู ที่ตามเรามาจากเมืองเสียมราษฐเพื่อจะมาดูละคอนคราวนี้ก็มี แต่การที่ฝรั่งจะเข้าไปดูนั้น ต้องให้เรสิดังสุปีริเอขออนุญาตจึงจะเข้าไปดูได้ ส่วนพวกเราได้โอกาศไปดูหมดจนคนรับใช้ที่ไปด้วย นอกจากพวกเรามีฝรั่งชายหญิงอิกมาก แต่พวกเขมรนั้นมีแต่เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยกับนักเรียนผู้หญิงที่กล่าวมา นอกจากนั้นเห็นแต่ผู้หญิงมากกว่ามาก ทำนองจะเปนพวกข้าหลวงในวัง เด็กบ้าง สาวบ้าง แก่บ้าง นั่งอยู่กับพื้นโรงละคอนตอนทางประตูโรงเต็มไปทั้งนั้น แต่วันนี้เจ้านายผู้หญิงและภรรยาข้าราชการกรุงกัมพูชาหาได้รับเชิญมาไม่ พอเราไปถึงก็มีรับสั่งให้เล่นละคอน มีโปรแกรมพิมพ์ทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาเขมร ว่าละคอนหลวงจะเล่นเรื่องพระสมุท เปนภาษาไทย ประทานเปนเกียรติยศแก่เรา กระบวรที่เล่นนั้นตั้งต้นมีเทพบุตรออกรำดอกไม้เงินทองสี่คู่เบิกโรงก่อน แล้วตัวพระสมุทจึงออก จับเล่นแต่พระสมุทอยู่ในสวน นางบุษมาลีไปชมสวน พระสมุทลักนางบุษมาลีพาหนีไป ท้าวรณจักรยกทัพตาม ในโปรแกรมกะจะเล่นไปจนรณจักรตาย และพระสมุทกลับเข้าเมือง ถ้าเล่นตามโปรแกรมเห็นจะได้เลิกต่อราว ๒ หรือ ๓ นาฬิกา ทำนองเรสิดังสุปีริเอจะไปเพททูลอย่างไร ด้วยรู้ว่าเราไม่ชอบนอนดึก ลงปลายจึงมีรับสั่งให้ตัด ได้เลิกเพียงเที่ยงคืน กับ ๑๕ นาฑี

ละคอนหลวงกรุงกัมพูชานี้ ทราบเรื่องตำนานว่าแรกมีขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระหริรักษ์ ได้ครูไทยมาจากเจ้าพระยาบดินทรเดชาสิงห์เสนี หัดเล่นแต่ครั้งรัชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทร แต่เล่นเปนอย่างละคอนเจ้าต่างกรม ต่อมาถึงสมเด็จพระนโรดมจึงเล่นเอาอย่างละคอนหลวงครั้งรัชกาลที่ ๔ เมื่อสมเด็จพระนโรดมครองกรุงกัมพูชาอยู่นั้น พยายามหาครูละคอนมาจากกรุงเทพฯ ได้ใครออกมาก็ยกย่องชุบเลี้ยงได้ละคอนตัวดีของเจ้าคุณจอมมารดาเอมบ้าง ละคอนพระองค์เจ้าดวงประภาบ้าง ละคอนพระองค์เจ้าสิงหนาทบ้าง และละคอนโรงอื่นๆ มาเปนครูอิกหลายคน ละคอนหลวงครั้งสมเด็จพระนโรดมเล่นแต่ภาษาไทยอย่างเดียว มาถึงครั้งสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ก็โปรดเล่นละคอน ได้ละคอนของสมเด็จพระนโรดมประสมโรงเล่นต่อมาบ้าง หัดขึ้นใหม่บ้าง แต่เล่นทั้งภาษาไทยและภาษาเขมร ได้เคยให้ไปเล่นที่เมืองฝรั่งเศสถึง ๒ ครั้ง โดยปรกติเล่นแต่ข้างในพระราชวัง ทอดพระเนตรเองเดือนละครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง ออกมาเล่นข้างหน้าให้ชาวต่างประเทศดูแต่งารปีใหม่ หรือเวลามีแขกเมืองบันดาศักดิสูงมาจากต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้แม้ฝรั่งที่อยู่ในเมืองเขมรจึงมิใคร่จะได้ดู ตัวละคอนที่มาเล่นวันนี้ ตัวสำคัญมาเล่นจริงดังเล่าลือ คนเปนตัวพระสมุทชื่อนักมารศรีมณีวงศ ว่าเปนพระญาติและเปนคนโปรด ตัวนางบุษมาลีชื่อนักเมียงมะปรางหวาน เปนคนโปรดอิกคนหนึ่ง ตัวยักษ์รณจักรนั้นชื่อมิต เปนละคอนแต่ครั้งสมเด็จพระนโรดม เดี๋ยวนี้ว่าเปนตัวครูสำคัญคนหนึ่ง ได้เปนศิษย์ของสัมฤทธิ์ละคอนพระองค์เจ้าสิงหนาท ละคอนตัวโปรดสองคนนั้นแต่งเครื่องเพ็ชรเพิ่มเครื่องละคอนหรูหราผิดกับละคอนตัวอื่นๆ กระบวนรำเต้น ถึงเทียบกับละคอนกรุงเทพ ฯ ที่ควรชมว่ารำดีก็มี กระบวรร้องและเจรจาเปนภาษาไทย ที่ชัดเหมือนชาวกรุงเทพฯ ก็มี ที่แปร่งก็มี เครื่องแต่งตัวมีผิดกับละคอนกรุงเทพฯ แต่บางอย่าง คือมงกุฎสัตรี มีแต่กระบังหน้ากับยอดตั้งตรงกลางกระหม่อมสูงโทงเทงดูน่าเกลียด ชฎาทรงก็อยู่ข้างสูงไป ผ่าห่มนางตัวดีห่มสะไบเฉียง (ว่าเปนแบบของสมเด็จพระหริรักษ์) ก็ไม่น่าดู ด้วยต้องปล่อยแขนเปล่าให้แลเห็นรักแร้อยู่ข้างหนึ่ง เครื่องแต่งตัวยักษ์นั้น เจียรบาททำเปนชายปลิวอย่างรูปปั้น

ในเวลาเมื่อดูละคอน มีมหาดเล็กยกถาดรองถ้วย มีแชมเปนกับเลมอเนตมาให้เลือกดื่ม (เมื่อเฝ้าคราวแรกก็เช่นเดียวกัน เราฉวยถ้วยแชมเปนไว้ ด้วยสำคัญว่าอิกถ้วยหนึ่งเปนน้ำเปล่า) คราวนี้เราเลือกเลมอเนต สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ก็ทรงเลือกเลมอเนต แล้วตรัสประทานพร และชวนกระทบถ้วยเหมือนคราวก่อน นอกจากเครื่องดื่มมีขนมและบุหรี่แจกด้วย ไฟจุดบุหรี่ส่วนของสมเด็จพระศรีสวัสดิ์นั้นยังใช้ชุดรองพานอย่างโบราณ เมื่อประทานมาให้เราจุดบุหรี่ เราทูลว่าที่ในกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้เลิกใช้ชุดเสียแล้ว ขอประทานให้ลูกดู ด้วยเกิดมาไม่เคยเห็น ทรงพระสรวลโปรดให้ส่งไปให้ดู เรื่องที่ได้สนทนาในเวลาดูละคอนวันนี้ ตรัสถามว่าละคอนอย่างนี้ที่ในกรุงเทพฯ ยังเล่นกันมากอยู่หรือ ทูลตอบว่ามิใคร่จะมีแล้ว ยังมีละคอนผู้หญิงโรงใหญ่อยู่แต่ละคอนเจ้าคุณพระประยุรวงศ์โรงเดียว นอกจากนั้นก็มีตัวละคอนอยู่ที่นั่นบ้างอยู่ที่นี่บ้าง ถ้าจะเล่นต้องรวบรวม เพราะในสมัยนี้คนเล่นละคอนมักแก้ไขไปเปนละคอนร้องบ้าง เปนลิเกบ้าง ตรัสว่าในส่วนพระองค์เปนคนเก่า ละคอนอย่างอื่นไม่ชอบ ชอบแต่ละคอนอย่างโบราณที่เล่นอย่างนี้ ที่ในกรุงกัมพูชาต่อไปข้างหน้าละคอนอย่างนี้ก็น่ากลัวจะสูญ ด้วยคนสมัยใหม่เขาไม่ใคร่ชอบดู ทูลตอบว่าถ้าเลิกเสียก็น่าเสียดาย ควรจะตั้งพระราชกำหนดไว้ว่า พระเจ้ากรุงกัมพูชาต่อไปภายหน้าจำจะต้องมีละคอนหลวงไว้สำหรับพระนคร เพราะถ้าไม่มีละคอนเช่นนี้ไว้ เวลามีแขกเมืองมาสู่พระนครก็จะลำบาก มีละคอนไว้เช่นนี้เปนพระเกียรติยศดี ได้ทรงฟังก็ทรงพระสรวล แล้วตรัสว่าที่ในบางกอกเมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น จะไปข้างไหนก็ได้ยินแต่เสียงกลองละคอนดูครึกครื้นไปทั้งพระนคร เดี๋ยวนี้ละคอนของพระเจ้ากรุงสยามไม่มีดอกหรือ ทูลว่ามีจัดไว้เปนกรมมหรศพ เล่นได้ทั้งโขนทั้งละคอน แต่ว่าเปนผู้ชายเปนพื้น สนทนาต่อไปถึงเรื่องละคอนที่เล่น ได้ความว่าละคอนหลวงกรุงกัมพูชาเล่นทั้งละคอนในละคอนนอก เรื่องที่เล่นก็ชอบเล่นอย่างละคอนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เรื่องอิเหนาเปนต้น จนเรื่องพระอภัยก็เล่น

วันที่ ๘ ธันวาคม เวลาเช้าไปดูโรงเรียนพระสงฆ์ ซึ่งตั้งอยู่ริมพระราชวังข้างฝ่ายใต้ ตัวตึกโรงเรียนสร้างใหม่เปนตึกชั้นเดียว แต่ทำเปนยอดปราสาท พระมหาพิมลธรรม (ทอง) เปนอาจารย์ใหญ่ มีพระภิกษุสามเณรเล่าเรียนประมาณ ๒๐๐ จัดห้องเรียนอย่างโรงเรียนสมัยใหม่ ตำนานของโรงเรียนนี้ศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์ เมื่อยังอยู่ที่เมืองพนมเพ็ญ ได้ช่วยคิดอ่านการจัดตั้ง ด้วยเห็นว่าการเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในกรุงกัมพูชา จะหาความรู้สูงไม่ได้ ถ้าใครจะเรียนความรู้สูงต้องเข้าไปเรียนในกรุงเทพ ฯ การสอบไล่มหาเปรียญที่ในกรุงกัมพูชาก็นานๆ จะมีสักครั้งหนึ่ง มีเปรียญเพียง ๕ ประโยคเปนอย่างสูง จึงคิดตั้งโรงเรียนนี้ขึ้น เพื่อจะมิให้พระเขมรต้องเข้าไปเรียนในกรุงเทพ ฯ แต่เปนความคิดฝรั่ง คิดจะสอนนักเรียนซึ่งเรียนรู้อักขรสมัยภาษาเขมรแล้ว ให้รู้ภาษามคธ ภาษาสันสกฤต และภาษาฝรั่งเศสด้วย กำหนดเวลาเรียน ๕ ปี เดี๋ยวนี้เรียนแต่ภาษามคธเปนพื้น ภาษาฝรั่งเศสและภาษาสันสกฤตพึ่งเริ่มจะสอน มีพระสงฆ์เปนตำแหน่งพระครู ๒ องค์ ซึ่งเปนครูภาษาสันสกฤตพูดไทยได้ เล่าว่ารัฐบาลส่งไปเรียนภาษาสันสกฤตต่อโปรเฟสเซอร์ฟิโน ที่เมืองฮานอย ไปเรียนอยู่ได้ ๖ เดือน ถึงฤดูหนาวทนหนาวไม่ไหว โปรเฟสเซอร์ฟิโนจึงส่งกลับมา ให้มาสอนอักษรสมัยชั้นเบื้องต้นไปพลาง เมื่อถึงฤดูร้อนปีหน้าจึงจะกลับไปเรียนต่ออิก เราถามพระมหาพิมลธรรม ว่านักเรียนที่สอบความรู้ได้จบหลักสูตรมีบ้างหรือยัง บอกว่าความรู้เท่าที่สอนอยู่ในบัดนี้ มีผู้เรียนจบหลักสูตรประมาณ ๔๐ ไปเปนครูอยู่ที่อื่นบ้าง ที่สึกหาลาพรตไปก็ไปรับราชการ เมื่อได้ทราบความคิดที่เขาจัด จึงออกความเห็นของเราให้หน่อยหนึ่ง ว่าความคิดที่จะสอนภาษาให้รู้หลายภาษานั้นก็ดีอยู่ แต่สำหรับพระสงฆ์ ภาษาทั้งปวงนั้นสำคัญไม่เสมอกัน เพราะพระไตรปิฎกพระพุทธสาสนาที่ถือกันในประเทศเหล่านี้เปนภาษามคธ การเรียนภาษามคธ เรียนเพื่อประโยชน์ให้รู้ภาษาด้วย เพื่อจะทรงความรู้พระธรรมวินัยในพระพุทธสาสนารักษาไว้ให้ถาวรด้วย การเรียนภาษามคธจึงจำต้องเปนประธานสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ถ้าเรียนรู้ได้ดีทั้งภาษามคธ สันสกฤต และฝรั่งเศสหมดทุกภาษานั้น นับว่าเปนดียิ่ง แต่ถ้าจะเรียนเอาดีไม่ได้หมดทุกภาษาแล้ว ควรเอาภาษามคธเปนหลัก ภาษาอื่นเปนแต่ดอกดวงเครื่องประดับ คำที่กล่าวนี้ท่านพวกพระสงฆ์ที่เปนอาจารย์เห็นชอบด้วยทั้งนั้น แต่ฝรั่งจะเห็นด้วยหรืออย่างไรยังหาทราบไม่ แต่นึกว่าพูดไว้ให้ปรากฎ เขาจะได้ปฤกษาหารือกัน เมื่อเขาจะตกลงกันเปนอย่างไรก็ตามที ออกจากโรงเรียนพระสงฆ์ไปดูโรงเรียนของพระองค์หญิงมาลิกาอิกแห่งหนึ่ง ที่จริงเปนการไปเยี่ยมตอบ เพราะองค์หญิงมาลิกาเคยเข้าไปกรุงเทพฯ ได้คุ้นเคยชอบพอกันมาแต่ก่อน เรามาคราวนี้เธอก็ได้มาหาและแสดงความเอื้อเฟื้อหลายอย่าง เธอมีลูกหญิง ๓ คน เรียนรู้ภาษาฝรั่งเศส ๒ คน ไปเปนครูอยู่ในโรงเรียนนโรดมคน ๑ เปนครูในโรงเรียนของเธอคน ๑ ลูกหญิงคนเล็กเมื่อเข้าไปกรุงเทพฯ กับแม่ยังพูดไทยไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้พูดได้คล่อง แต่ลูกหญิงคนใหญ่พูดไทยหาได้ไม่ โรงเรียนมาลิกาตั้งอยู่ในบ้านของเธอ จะเรียกว่าสอนในเรือนของเธอก็เรียกได้ สอนเด็กผู้หญิงมีประมาณ ๕๐ คน วิชาที่สอน ๆ ภาษาเขมร และภาษาฝรั่งเศสชั้นปฐม และหัดปักร้อย กระบวนปักร้อยฝีมืออยู่ข้างดี

เวลาบ่าย ออกญาจักรี (ปุ่น) เชิญไปเที่ยวที่สวน อยู่นอกเมืองพนมเพ็ญ ทางไปรถยนต์ประมาณสักครึ่งชั่วโมง พระองค์ฉวีวรรณราชธิดาของสมเด็จพระนโรดม ซึ่งเปนภรรยาออกญาจักรีไปคอยรับอยู่ที่นั่น มีการเลี้ยงเครื่องว่าง และให้ฟังดนตรีอย่างเขมร ในเครื่องดนตรีที่ฟังวันนี้ มีดีดพิณน้ำเต้าสายเดียวเพราะดีนัก พิณอย่างนี้เปนของโบราณ มีรูปจำหลักที่เทวสถานบรรยงก์ ในเมืองเราก็เคยมี และมีชื่อเพลงเรียกว่าพราหมณ์ดีดน้ำเต้าปรากฎอยู่ แต่ทุกวันนี้หามีใครดีดได้ไม่ ถึงที่กรุงกัมพูชาก็มีคนดีดได้น้อย และว่าไม่มีใครสู้นายอูที่มาดีดให้เราฟังวันนี้ จึงนึกขึ้นว่าถ้าได้พาเข้าไปกรุงเทพฯ ให้ไปดีดถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฟังก็เห็นจะพอพระราชหฤทัย ลองว่าชักชวนนายอูก็เต็มใจ จึงขออนุญาตรัฐบาลพามากรุงเทพฯ ชั่วคราว

วันที่ ๙ ธันวาคม เวลาเช้า ขออนุญาตเขาไปถ่ายรูปพระราชมนเทียรสถานต่างๆ แล้วไปดูพิพิธภัณฑ์สถานซ้ำอิกครั้งหนึ่ง

เวลาบ่าย ๔ นาฬิกา ไปดูอนุสาวรีย์ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสทำให้เปนที่ระลึกแก่พวกชาวกรุงกัมพูชาที่ไปเสียชีวิตในมหายุทธสงคราม มองซิเออดือคูแอง ช่างปั้นซึ่งพักอยู่ที่บ้านเรสิดังสุปีริเอกับเรา เปนตัวช่างที่ทำ ที่จริงเขายังคลุมผ้าไว้มิให้ใครเห็น กำหนดว่าจะเปิดต่อขึ้นปีใหม่ฝรั่ง (เดือนหน้า) แต่มองซิเออดือคูแองจะเปลื้องผ้าให้เราดูเปนพิเศษ

อนุสาวรีย์นี้น่าชมทั้งฝีมือทำและความคิด เปนอนุสาวรีย์หล่อด้วยทองสำริด ฐานศิลา สูงขาดยอดประมาณสัก ๕ วา ฐานล่างมีสิงห์เขมรทองสำริด ๔ ตัว ต่อขึ้นไปทำรูปช้างทองสำริดเท่าช้างจริงๆ ยืนเยี่ยมออกมาตามมุม มีนาค ๗ เศียรอยู่บนหลังช้าง ถัดนั้นขึ้นไปทำรูปอย่างองค์ระฆังพระเจดีย์ มีลายโปนเปนรูปเด็กผู้ใหญ่ชายหญิงมาต้อนรับทหาร บนหลังระฆังเปนรูปทหาร ๒ คน คนหนึ่งรูปร่างต่ำเตี้ยหน่อยหนึ่ง หน้าตาเปนเขมร ถือช่อดอกไม้มีชัยทั้งสองมือ ทหารอิกคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ คือทหารฝรั่งเศสประคองมาข้างหลัง หมายความว่าทหารฝรั่งเศสเปนผู้พาทหารเขมรมาอวดพวกชาวเมืองของตนว่าได้ไปมีชัยชนะ ตัวช่างบอกว่าทำอยู่ถึงสามปีจึงแล้ว

เวลาบ่าย ๕ นาฬิกาเศษ เข้าไปในพระราชวัง ด้วยสมเด็จพระศรีสวัสดิ์จะมีการประชุมเลี้ยงน้ำชาประทานเปนเกียรติยศแก่ลูกของเราเพื่อจะให้พบปะกับเจ้านายผู้หญิงกรุงกัมพูชาด้วย การเลี้ยงวันนี้จัดที่พระที่นั่งโภชนี เปนพระที่นั่งโถงสำหรับเปนที่เลี้ยงแขกเมือง เมื่อเราไปถึงพระเจ้าแผ่นดินยังไม่เสด็จออกจากข้างใน ได้มีเวลาพูดจาทักทายกับเจ้านาย กับทั้งภรรยาและลูกสาวเสนาบดีที่ได้รับเชิญมาประชุม รออยู่สัก ๑๐ นาฑี สมเด็จพระศรีสวัสดิ์จึงทรงรถยนต์ออกมาจากพระราชวังชั้นใน รถยนต์ที่ทรงเปนรถเก๋ง ปักธงข้างหน้ารถ (การปักธงที่หน้ารถยนต์เห็นมีแต่ ๓ คัน คือรถที่นั่งของพระเจ้ากรุงกัมพูชาคันหนึ่ง เรสิดังสุปีริเอคันหนึ่ง รถเจ้าเมืองไซ่ง่อนคันหนึ่ง นอกนั้นหาเห็นรถใครใช้ปักธงไม่) ในรถที่นั่งมีข้าราชการนั่งมาด้วย ๓ คน เปน ๔ ทั้งพระเจ้ากรุงกัมพูชา เวลารถมาจอดที่หน้าบันได ข้าราชการ ๓ คนนั้นลงจากรถมาคอยรับประคองพระองค์ลงจากรถ และประคองขึ้นบันไดพระที่นั่ง สังเกตดูอยู่ข้างทรงปลกเปลี้ย สมดังที่ตรัสบอกเราเมื่อวันเฝ้าครั้งแรก และเรสิดังสุปีริเอก็ได้บอก ว่าตั้งแต่ขึ้นปีนี้มาพระอาการปลกเปลี้ยไม่แขงแรงเหมือนแต่ก่อน แต่ถ้าเปนที่พื้นเสมอทรงพระดำเนิรได้เอง ไม่ต้องมีคนประคอง เสด็จออกแล้วสักครู่หนึ่งเจ้านายผู้หญิงจึงมา เจ้านายผู้หญิงที่มาวันนี้ เปนราชธิดาสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ ๒ องค์ คือพระองค์ผิว ซึ่งเปนที่สมเด็จพระศรีศวรศักดิ์ชันสา ๖๗ ปีองค์ ๑ สมเด็จปิ่นดาราชันษาสัก ๓๐ เศษองค์ ๑ ได้ยินว่าทรงกะให้ออกมาแต่ ๒ องค์เท่านี้ พระองค์ผิวนั้นมารดาเปนไทย เกิดที่ในกรุงเทพ ฯ เมื่อสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ออกมาเปนพระแก้วฟ้าอยู่กรุงกัมพูชา พระองค์ผิวยังอยู่กรุงเทพฯ จนเปนสาว ได้เปนหม่อมหม่อมเจ้าขุนช้าง ในกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ มีลูกด้วยกัน ๔ คน ตายเสียแต่ยังเยาว์ ๒ คน ครั้นหม่อมเจ้าขุนช้างสิ้นชีพพิตักษัย พระองค์ผิวไปพึ่งพระอรรคชายาเธอฯ อยู่คราวหนึ่ง สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ได้ครองกรุงกัมพูชา (หรือเมื่อยังเปนพระมหาอุปราช) จึงให้ไปรับออกมากรุงกัมพูชากับลูก ๒ คน แต่ลูกมาสิ้นชีพเสียที่กรุงกัมพูชาทั้ง ๒ คน เหลือแต่พระองค์ผิว พูดไทยชัดกิริยามารยาทก็เปนอย่างผู้ดีชาวกรุงเทพฯ อัธยาศรัยเรียบร้อยน่าชม ได้พบพวกเราสังเกตดูว่ายินดีมาก ยังยกย่องพระคุณของพระอรรคชายาฯ ซึ่งได้มีมาแต่หนหลัง ว่าอยากจะได้โอกาศเข้าไปเฝ้าสักครั้งหนึ่ง สนทนาปราไสกับพวกเราเข้ากันได้อย่างสนิท สมเด็จพระปิ่นดารานั้น เห็นจะเปนลูกเธอที่สมเด็จพระศรีสวัสดิ์โปรด ได้ยินว่าได้ว่ากล่าวละคอนหลวงทั้งหมด แต่พูดภาษาไทยไม่ใคร่ได้ หรือจะเปนด้วยอาย ต้องวานเจ้านายผู้ชายเปนล่าม จึงเปนแต่สนทนาปราไสกันเล็กน้อย นอกจากเจ้านายสององค์ที่กล่าวมา ยังมีหม่อมเจ้าหญิงปุก ในเจ้าฟ้าอิศราพงศ์ ซึ่งออกมาอยู่กรุงกัมพูชา ได้เปนหม่อมสมเด็จพระนโรดม ยกขึ้นเปนพระองค์เจ้าอรรคนารี เดี๋ยวนี้อายุได้ ๗๖ ปี ยังอยู่ในวัง ทูลขอมาพบพวกเราอิกองค์หนึ่ง แต่กิริยาอาการดูเปนพันทาง จะเปนเขมรก็ไม่ใช่จะเปนไทยก็ไม่เชิง ไม่ชวนสมาคมเหมือนเจ้านายพวกกรุงกัมพูชา จึงเปนแต่ทักทายพอมิให้เสียอัชฌาสัย ได้ยินว่าวันนี้กรมวังออกหมายเชิญเจ้านายที่อยู่นอกวังทั้งชายหญิง แต่พวกโอรสธิดาสมเด็จพระนโรดมไม่มาเสียบ้าง มีมาแต่พระองค์ภาณุวงศซึ่งเปนอรรคมหาเสนากับพระองค์จันทเลขา ส่วนราชบุตรของสมเด็จพระศรีสวัสดิ์นั้นดูเหมือนมาหมด ยังมีที่เปนชั้นราชนัดดาและปนัดดาหนุ่มๆ สาวๆ อิกหลายคน ได้ชักนำให้รู้จักกับเราแทบทั้งนั้น แต่พวกชั้นเล็กพูดไทยมิใคร่ได้ จึงไม่เปนโอกาศที่จะปราไสให้รู้จักกันเปนรายตัวทั่วถึง

จะบอกอธิบายเรื่องยศศักดิเจ้านายกรุงกัมพูชา ซึ่งได้มาทราบในคราวนี้ แทรกลงสักหน่อย ลำดับยศราชสกุลนั้นกำหนดเปน ๔ ชั้น คือชั้นที่ ๑ ราชบุตรราชธิดาของพระเจ้ากรุงกัมพูชา มียศเปนชั้น “พระองค์มจะ” (พระองค์เจ้า) สมเด็จพระนโรดมตั้งราชธิดาเปนเจ้าฟ้าองค์หนึ่ง แต่ก็หาได้ใช้เปนแบบต่อมาไม่ ชั้นที่ ๒ ราชนัดดามียศเปนชั้น “นักองค์มจะ” (หม่อมเจ้า) ชั้นที่ ๓ ราชปนัดดามียศเปนชั้น “นักองค์” (หม่อมราชวงศ) ต่อนั้นไปเปนชั้นที่ ๔ เปนแต่ “นัก” (นาย) ยศซึ่งสำหรับพระเจ้ากรุงกัมพูชาสถาปนานั้นแต่โบราณมีตำแหน่ง พระมหาอุปโยราช พระมหาอุปราช พระแก้วฟ้า และที่ตั้งให้เปนสมเด็จ มีนามพิเศษต่าง ๆ สมเด็จพระนโรดมได้เคยตั้งกรมหมื่นองค์หนึ่ง แต่ก็มิได้ใช้เปนแบบต่อมา เมื่อครั้งสมเด็จพระหริรักษ์ทรงราชย์ ไม่มีพระมหาอุปโยราช สมเด็จพระนโรดมเปนพระมหาอุปราช สมเด็จพระศรีสวัสดิ์เปนพระแก้วฟ้า มาถึงสมัยสมเด็จพระนโรดมทรงราชย์ สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ได้เลื่อนขึ้นเปนพระมหาอุปราช ที่พระมหาอุปโยราชและพระแก้วฟ้าก็ว่างมาตลอด จนถึงสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ขึ้นทรงราชย์ ที่พระมหาอุปราชก็เลยว่างอิกตำแหน่งหนึ่ง เปนแต่ทรงสถาปนาราชธิดาเปนสมเด็จบางองค์ จนเมื่อ ๓ ปีมานี้จึงทรงสถาปนาพระองค์มณีวงศราชบุตรองค์ใหญ่ เปนพระแก้วฟ้า กลับมีตำแหน่งตามแบบโบราณขึ้นอิก แต่ในการ์ดนามของพระแก้วฟ้าใช้ว่า “สมเด็จกรมพระ พระแก้วฟ้า” ดังนี้ จะตั้งเปนแบบขึ้นใหม่หรืออย่างไรหาทราบไม่

ผู้ที่รับหมายเชิญมาประชุมในวันนี้ นอกจากพวกราชวงศที่กล่าวมา ยังมีภรรยากับลูกหลานเสนาบดี พวกลูกหลานนั้นดูเหมือนจะเลือกชั้นหนุ่มสาวรุ่นเดียวกับลูกของเรา กล่าวคือชั้นที่ได้เข้าโรงเรียนเปนสมัยใหม่ทั้งนั้น และมีฝรั่งชายหญิง เห็นจะเปนพวกครูบาในโรงเรียนหลวง ที่ได้รับเชิญอิกสัก ๑๐ คน

สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ เสด็จมาถึงประทับที่เก้าอี้ต้วกลาง มีโต๊ะกลมตั้งเครื่องราชูปโภคอยู่ข้างหลัง เรานั่งข้างขวาที่ประทับตามเคย แต่คราวนี้ต่อเราไปพระองค์ผิว ซึ่งเปนสมเด็จพระศรีศวรศักดิ์นั่ง แล้วจึงถึงลูกของเรา แต่ส่วนสมเด็จพระปิ่นดารานั้น เห็นจะเปนเพราะพูดภาษาไทยไม่ใคร่ได้ หามานั่งใกล้ชิดกับพวกเราไม่ พอสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ประทับแล้วแตรวงก็ทำเพลงเต้นรำ พวกฝรั่งชายหญิงจับคู่กันเต้นรำมาหน้าพระที่นั่งก่อน แล้วพวกผู้ดีเขมรสมัยใหม่จึงจับคู่เต้นรำตามออกมา เปนทำนองว่าเต้นรำถวายทอดพระเนตร มีมหาดเล็กเชิญถาดรองถ้วยแชมเปนกับเลมอเนตออกมาแจก และสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ทรงชวนกระทบถ้วยดื่มเลมอเนตประทานตามเคย ตรัสถามว่าที่ในกรุงสยามเดี๋ยวนี้ชอบเต้นรำกันอย่างนี้หรือไม่ เราทูลว่าพวกสมัยใหม่เขาก็ชอบเต้นรำกันอย่างนี้เหมือนกัน แต่ส่วนตัวเราเปนชั้นสมัยเก่า ขอบแต่ดูเขาเต้นรำ ทรงพระสรวล ตรัสว่าพระองค์เองก็เช่นนั้น เราได้โอกาศเลยทูลขอบพระคุณที่ทรงเปนพระธุระรับรองและจะขอทูลลากลับไปบ้านเมือง สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ประทานพร แล้วสั่งให้เราเชิญพรมาถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต และกรมพระสวัสดิ์วัตนวิศิษฏ์ซึ่งได้เคยเสด็จไปกรุงกัมภูชาแต่ก่อนนั้นด้วย แล้วประทานของเปนที่ระลึก เราได้ประทานไม้ท้าวทำด้วยกระดูกงูเลี่ยมทองคำกับพระรูป และผ้าม่วงผ้าแพรเขมร ลูกและบรรดาผู้ที่ไปด้วยได้ประทานผ้าม่วงและผ้าแพรเขมร แต่ส่วนพระยาพจนปรีชานั้นได้ประทานพระรูปด้วย (ได้ยินว่าเพราะทรงยกย่องว่าเปนเชื้อเจ้า)

พอเวลาพลบต้องทูลลากลับมา ด้วยเรสิดังสุปีริเอจะมีการเลี้ยงให้เปนเกียรติยศในค่ำวันนี้ บอกว่าได้ยอมรับรองเราอย่าง “อินคอกนิโต” เช่นคนไปเที่ยวอย่างสามัญตามความประสงค์ของเราตั้งแต่ต้นจนถึงเวลาจะกลับอยู่แล้ว ขอโอกาศรับรองเปนทางราชการสักเวลาหนึ่งก็ต้องยอม

เวลาค่ำ ๘ นาฬิกา เรสิดังสุปีริเอเชิญเจ้านายและเสนาบดีผู้ใหญ่ฝ่ายเขมร ทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ฝ่ายฝรั่งเศส รวม ๓๐ เศษมาเลี้ยง

จะอธิบายถึงตำแหน่งเสนาบดีเมืองเขมรแซกลงตรงนี้สักหน่อย เสนาบดีกรุงกัมพูชามี ๕ ตำแหน่ง คือ

๑. ออกญาอรรคมหาเสนา ว่าการกระทรวงมหาดไทย (เดี๋ยวนี้พระองค์ภาณุวงศ์ ราชบุตรของสมเด็จพระนโรดม เปนตัวเสนาบดี) ออกญาโยธานรินทรเปนปลัดทูลฉลอง

๒. ออกญาวัง วรเวียงชัย (จวน) ว่าการกระทรวงวัง กระทรวงคลัง และกรมศิลปากร ออกญาศรีธรรมาธิราช เปนปลัดทูลฉลอง

๓. ออกญาจักรี (ปุ่น) ว่ากระทรวงการทหารและศึกษาธิการ ออกญาราชเดชะ เปนปลัดทูลฉลอง

๔. ออกญายมราช (เดียบ) ว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกญาวงศาอรรคราช เปนปลัดทูลฉลอง

๕. ออกญากระลาโหม (เดี๋ยวนี้พระองค์สุพันธวงศ์ ราชบุตรสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ เปนตัวเสนาบดี) ว่าการกระทรวงท้องน้ำ พาณิชย์แลเกษตร ออกญาวิบูลยราชเสนา เปนปลัดทูลฉลอง

ออกญาพินิจโวหาร กับ ออกญาวิชิตเสนา เปนตำแหน่งเลขานุการของสภาเสนาบดี

การเลี้ยงวันนี้เปนการ “กาลา” แต่งตัวติดตราเต็มที่ เรสิดังสุปีริเอลุกขึ้นกล่าวคำยกย่องและให้พรแก่เรา ทั้งแสดงความประสงค์ให้ทางพระราชไมตรีในระหว่างกรุงสยามกับฝรั่งเศสมีความเจริญยิ่งขึ้น ฝ่ายเราก็กล่าวตอบเปนภาษาไทย ขอบใจให้พรเรสิดังสุปีริเอ และแสดงความประสงค์อย่างเดียวกัน ครั้นเลี้ยงแล้ว เชิญพวกเจ้านายและข้าราชการฝ่ายเขมรทั้งพวกฝรั่งเศสชายหญิง นอกจำนวนที่เชิญเลี้ยงมาประชุมสโมสรสันนิบาตอิกเปนอันมาก นำให้รู้จักกับเรารายตัวจนทั่ว และหาฝรั่งชำนาญดนตรีประสมวงมาทำเพลงออปราจนหมดชุดหนึ่งแล้วทำเพลงเต้นรำ แขกที่เชิญมาก็ชวนกันออกเต้นรำ ทั้งพวกเขมรและฝรั่งเศส พวกผู้ดีเขมรสมัยใหม่ซึ่งได้พบแล้วที่ในวังในวันนี้ก็ได้รับเชิญมาเต้นรำที่นี่อิกทั้งนั้น

การที่ลูกสาวเรามาด้วยคราวนี้ ดูเหมือนจะได้นำแบบแผนมาให้กรุงกัมพูชาสักอย่างหนึ่ง คือหญิงสาวสมัยใหม่ในกรุงกัมพูชาเดี๋ยวนี้ก็ไว้ผมยาว หัดพูดฝรั่งและหัดเต้นรำ เช่นเดียวกับหญิงสาวสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ แล้ว แต่ส่วนเครื่องแต่งตัวนั้นยังเร่อร่าอยู่ บางคนแต่งแหม่ม บางคนก็ยังนุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่เสื้อสั้นคาดเข็มขัดเพ็ชร์ เมื่อเต้นรำดูขัดนัยตา ส่วนลูกเราแต่งนุ่งสิ้น ตั้งแต่แรกไปถึง พอฝรั่งเห็นก็ชมทั้งชายหญิง ว่าเครื่องแต่งตัวผู้หญิงไทยอย่างใหม่งามดี ได้เห็นกันหลายครั้งเข้า ครั้นถึงงารเต้นรำค่ำวันนี้เห็นผู้หญิงเขมรสมัยใหม่เอาแพรทำเปนสิ้นนุ่งมาก็มี ได้ยินว่าสั่งให้ไปซื้อสิ้นในกรุงเทพฯ ก็มี เห็นพวกผู้หญิงเขมรจะนุ่งสิ้นกันต่อไป สังเกตดูผู้ชายก็แต่งตัวเปนสองสมัย พวกสมัยเก่าแม้ใส่เสื้อยศก็ดี เสื้อไปรเวต เช่นใส่เสื้อกั๊ก เสื้อชั้นนอกเปิดคอ ผูกผ้าผูกคอก็ดี ยังนุ่งผ้าม่วงหรือผ้าปูมคาดเข็มขัดเพ็ชร์ พวกสมัยใหม่ใส่กางเกง แต่น้อยคนจะแต่งเรียบร้อย ยังมักจะเร่อร่าอยู่โดยมาก พวกผู้ดีชาวเมืองพนมเพ็ญชั้นสมัยเก่ามักพูดไทยได้คล่องทุกคน อย่างต่ำก็พอฟังเข้าใจ เพราะเมื่อครั้งสมเด็จพระนโรดมตรัสแต่ภาษาไทย ถึงกล่าวกันว่าตรัสภาษาเขมรมิใคร่จะคล่อง พวกที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักจึงต้องพูดไทยเปนนิจ มาถึงครั้งรัชกาลสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ถึงทรงทราบภาษาไทยตรัสได้ดี แต่ก็มักตรัสภาษาเขมรเปนปรกติ พวกเขมรรุ่นใหม่ที่พูดไทยได้จึงมีน้อยลง มักมีแต่พอฟังเข้าใจ แต่ว่าพวกชั้นสมัยใหม่พูดภาษาฝรั่งเศสได้แทบทุกคนทั้งชายหญิง ในการเลี้ยงที่บ้านเรสิดังสุปีริเอวันนี้ ได้พบลูกเธอสมเด็จพระนโรดม ซึ่งยังมิได้พบแต่ก่อนอิก ๒ องค์ ฝรั่งชมว่าเปนผู้มีอัชฌาสัยเรียบร้อยทั้งเจ้าชายเจ้าหญิง จึงเชิญมาเพื่อจะให้เรารู้จัก คือ พระองค์สุทธารส กับพระองค์หญิงพงางาม ซึ่งเปนชายา อัธยาศัยน่าชมทั้งสององค์ เวลานั่งดูเขาเต้นรำ ได้สนทนากับเจ้านายกรุงกัมพูชาเกือบตลอดเวลา ได้ความรู้แปลกจากพระองค์สุทธารส ว่ารับหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ ได้อ่านข่าวกรุงเทพฯ อยู่เสมอ ในเวลาเต้นรำนั้นมีเลี้ยงของว่างตามธรรมเนียมการเต้นรำ แต่เรสิดังสุปีริเอเกรงว่าเราจะเหนื่อย จัดโปรแกรมเต้นรำไว้แต่ ๖ เพลง ฝ่ายไทยเราที่ไป มีหลวงสุริยพงศ์พิสุทธิแพทย์คนเดียวที่เต้นรำได้ ได้อุส่าห์ออกเต้นรำกับเขาทุกเพลง นึกขอบใจ หาไม่พวกชาวกรุงกัมพูชาก็อาจจะเข้าใจว่าไทยเต้นรำไม่เปน มีการเต้นรำอยู่จนเวลาเที่ยงคืน หมดเพลงก็เลิกการประชุม

วันที่ ๑๐ ธันวาคม วันนี้ได้ยินว่าสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ให้มาถามเรสิดังสุปีริเอว่า มีพระประสงค์จะใคร่มีการเลี้ยงประทานพวกเราอิกสักครั้งหนึ่ง จะกะวันถวายได้หรือไม่ เรสิดังสุปีริเอสั่งให้ทูลว่าวันในโปรแกรมกะการเต็มเสียหมดแล้วหามีว่างไม่ ก็เปนอันงดกันไป ส่วนตัวเราก็ได้ขอให้ว่างโปรแกรมเพื่อจะจัดของเตรียมเดิรทางขากลับ มีกิจที่จะต้องทำวันนี้หลายอย่าง เช่นส่งรูปไปถวายสมเด็จพระศรีสวัสดิ์และให้คนอื่นๆ และมีโทรเลขไปขอบใจเคาวเนอเยเนอราลที่เมืองตังเกี๋ยในการที่รัฐบาลฝรั่งเศลได้รับรองเปนต้น แต่มีผู้มาหาเพื่อส่งเสียหลายคน มีพระแก้วฟ้าเปนต้น และออกญาวังวรเวียงชัย เสนาบดีกรมวังพาภรรยามาหา มาเชิญขอให้ไปเหยียบบ้าน เรารับจะไปในบ่ายวันนั้น ได้ยินว่าผู้ที่อยากมาหามักจะกลัว ด้วยเราอยู่บ้านเรสิดังสุปีริเอ เข้าใจกันว่าจะต้องได้รับอนุญาตในทางราชการก่อนจึงมาได้ แต่ที่จริงเขาก็ไม่ได้ห้ามปรามใคร มีคนจำพวกหนึ่ง คือผู้หญิงไทยชาวกรุงเทพฯ ที่ออกมาเปนครูละคอนหรือเปนพนักงารอยู่ในวังแต่ครั้งสมเด็จพระนโรดม ซึ่งเราได้เคยรู้จักเมื่อเขาอยู่ในกรุงเทพฯ บ้าง ไม่รู้จักบ้าง พากันมาหาหลายคน มีนายโรงปริงตัวอิเหนาของเจ้าคุณจอมมารดาเอม ในกรมพระราชวังบวรฯ เปนต้น ออกมาอยู่กรุงกัมพูชา ได้เปนหม่อมสมเด็จพระนโรดม เปลี่ยนชื่อว่าหม่อมเหลียง พวกเหล่านี้ถึงแม้คนที่เคยรู้จักอยู่แต่ก่อนก็จำไม่ได้เกือบทั้งนั้น ด้วยมาอยู่เมืองเขมรเสียตั้ง ๓๐-๔๐ ปี จนหัวหงอกฟันหัก แรกพบรู้ว่าเปนไทยแต่ด้วยสำเนียง ต้องถามนามและโคตร์ จึงได้รู้ว่าเปนใครต่อใคร พวกเหล่านี้มักยังมีความขวยเขินในข้อที่ทิ้งบ้านเมืองมา พอใจจะชี้แจงเหตุแก่เรา โดยอ้างว่ายากจนเปนต้น ต้องตอบตัดความเสียว่าเกิดมาเปนมนุษย์ย่อมรักสุขชังทุกข์เปนธรรมดา จะอยู่เมืองไทยหรือเมืองเขมร ที่ไหนเปนสุขก็ควรอยู่ที่นั่น สำคัญแต่อย่าทำความชั่วให้เขาติเตียนขึ้นชื่อได้ว่าไทยเลวทราม ได้ไต่ถามถึงที่ออกมาอยู่ ได้ความว่าที่เปนครูละคอนครั้งสมเด็จพระนโรดมนั้น สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ก็ชุบเลี้ยงให้เปนครูละคอนต่อมา ได้รับเงินเดือนตั้งแต่ ๒๐ เหรียญ ลงมาจน ๑๒ เหรียญ ดูก็ควรจะมีความสุข

เวลาบ่าย ไปบ้านออกญาวังดังได้รับปากไว้ บ้านอยู่ตรงหน้าพระราชวัง อย่างเช่นที่โรงงารกรมศิลปากรในกรุงเทพฯ บริเวณบ้านใหญ่ โตกว่าวังเจ้าหรือบ้านขุนนางแห่งอื่น ซึ่งสังเกตเห็นในเมืองพนมเพ็ญ ออกญาวังคนนี้ชื่อตัวชื่อจวน เขมรใช้เรียกชื่อตัวต่อราชทินนามเปนประเพณีมาแต่โบราณ ดังเช่นปรากฎในหนังสือพงศาวดารเรียกว่า ออกญายมราชแบน ออกญาเดโชแทน ดังนี้เปนต้น ยังคงใช้ประเพณีนั้นอยู่จนปัจจุบันนี้ เรียกออกญาวังคนนี้ในทางราชการว่า “ออกญาวังจวน” แต่ฝ่ายข้างฝรั่งนั้นประเพณีเรียกชื่อเขาเอานามสกุลไว้ท้าย เรียกกันมักเรียกด้วยนามสกุล เมื่อเห็นขุนนางเขมรใช้ชื่อตัวต่อราชทินนาม ฝรั่งก็ชอบเรียกชื่อตัวเปนเช่นนามสกุล เช่นเรียกออกญาวังว่า “มองสิเออจวน” คงเรียกว่าออกญาวังแต่พวกเขมร ได้เห็นตัวอย่างการ์ดเชิญของออกญาวัง ที่เขาส่งมาเชิญพระยาพจนปรีชา กับหลวงสุริยพงศ์พิสุทธแพทย์ไปกินอาหารเย็นที่บ้านเขาเมื่อวันที่ ๘ พิมพ์การ์ดเปนภาษาฝรั่งเศสขึ้นต้นว่า “มาดาม เอต์ มองสิเออจวน” ถ้าแปลเปนภาษาไทยก็ว่านางและนายจวน เสนาบดีกระทรวงวัง ขอเชิญ ฯ ล ฯ ดูแปลกอยู่ ถึงขุนนางเขมรคนอื่นๆ ก็ได้ยินฝรั่งเรียกว่ามองสิเออนั่นนี่ทำนองเดียววัน ตำแหน่งออกญาวังนั้นเปนทั้งเสนาบดีกระทรวงวัง และว่าการคลังมหาสมบัติด้วย สังเกตแต้มคูใหญ่ยิ่งกว่าใครๆ ในบรรดาข้าราชการเขมรทั้งนั้น พูดไทยได้คล่องแคล่วทั้งตัวและภรรยา ๆ นั้นดูฉลาดเฉลียวมาก การต้อนรับแขกก็แขงแรง มีเลี้ยงของว่าง และมีมโหรี เปนมโหรีสมัยใหม่เช่นของเรา คือมีจเข้ ซอ กระจับปี่จีนและขิมจีน ให้ทำเพลงไทยพวกมโหรีร้องไปด้วย ออกจากบ้านออกญาวังเลยไปแวะที่บ้านมองสิเออฮาแบร์ ผู้กำกับการกระทรวงยุติธรรมกรุงกัมพูชา ซึ่งได้มาเชิญไว้ด้วยอิกแห่งหนึ่ง มีการเลี้ยงเครื่องว่างอิกครั้งหนึ่ง มองสิเออฮาแบร์เตรียมหนังสือกฎหมายกรุงกัมพูชา ซึ่งเขาได้รวบรวมพิมพ์ไว้ ๒ ชุด ให้เราชุดหนึ่ง ฝากมาให้หอพระสมุดสำหรับพระนครด้วยอิกชุดหนึ่ง เมื่อสนทนากันหมายจะหาความรู้เรื่องฝรั่งเศสจัดการศาลในกรุงกัมพูชา แต่เกิดลำบากด้วยพูดกันเองไม่ได้ต้องใช้ล่าม คงได้ความรู้แต่ว่าการศาลเขมรที่ฝรั่งเศสจัด หมายเอาความเรียบร้อยและสดวกเปนประมาณ กฎหมายและประเพณีเดิมอย่างใดก็คงไว้อย่างนัน แก้ไขที่ขัดข้องไม่สมสมัย ทุกวันนี้ยังไม่ยอมให้มีทนายความเข้าว่าความในศาล ถ้าใครบังอาจเข้าเสี้ยมสอนคู่ความ ดูเหมือนจะเอาโทษด้วย

นายพลแม่ทัพฝรั่งเศสผู้ที่มาเปนตำแหน่งผู้บังคับการทหารทั่วไป ซึ่งเราได้พบที่เมืองไซ่ง่อน ขึ้นมาตรวจทหารที่เมืองพนมเพ็ญวันนี้ มาพักอยู่ที่บ้านเรสิดังสุปีริเอด้วยกันกับเรา ทหารที่เมืองพนมเพ็ญดูเหมือนมีทหารฝรั่งไม่ถึงร้อย นอกนั้นเปนทหารเขมร ผู้บังคับการมียศเพียงนายพันตรี เวลาค่ำกินอาหารเย็นพร้อมกับแม่ทัพและผู้บังคับการทหารที่เมืองพนมเพ็ญ แต่เปนอย่างเลี้ยงปรกติเหมือนทุกวัน กินอาหารแล้วเรสิดังสุปีริเอให้เอาหนังฉายมาเล่นให้ดู เพื่อจะฉายรูปเราซึ่งเขาถ่ายในที่ต่างๆ เอาขึ้นขยายให้ดูในจอ นอกนั้นเปนหนังข่าวและหนังเรื่อง ได้เห็นเรื่องตลกฮาโรลด์ลอยด์ (แว่นตาโต) เรื่องหนึ่ง ออกคิดถึงพวกที่เคยดูหนังฉายด้วยกันในกรุงเทพ ฯ เพราะไม่ได้คาดว่าจะไปเห็นตลกแว่นตาโตที่ในแดนฝรั่งเศส ดูหนังอยู่พอ ๑๐ นาฬิกาก็เลิก ด้วยพวกเราจะต้องออกเดิรทางแต่เวลาเช้า แม่ทัพฝรั่งเศสเล่าก็เดิรทางแต่เมืองไซ่ง่อนมาตลอดวัน อยากผ่อนพักแต่หัวค่ำด้วยกัน

การที่เรามาพักอยู่บ้านเรสิดังสุปีริเอ เขาจัดให้อยู่ตึกรับแขกซึ่งอยู่เคียงกับตึกที่ตัวเขาอยู่เองอิกหลังหนึ่ง เพราะพวกเรา (นอกจากศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์ ซึ่งไปพักอยู่ที่บ้านออกญาจักรี อันเปนญาติของภรรยา) ไปอยู่ที่บ้านเรสิดังสุปีริเอถึง ๖ คนด้วยกัน เปนหญิงสาวก็ ๓ คน เวลานี้ภรรยาเรสิดังสุปีริเอไปเมืองนอก เขาจึงไม่สามารถจัดให้พวกเราอยู่ตึกหลังเดียวกับเรสิดังสุปีริเอ แต่พาเที่ยวดูเรือนตลอดหมด แขกไปใครมาก็ให้รับแขกที่ห้องรับแขกของเรสิดังสุปีริเอ การกินเวลาเช้าต่างคนต่างกินที่ห้องของตน กลางวันเวลาเที่ยงไปกินพร้อมกัน แล้วเล่นหัวอยู่ด้วยกันจนถึงเวลาพัก ตั้งแต่บ่าย ๒ นาฬิกาจนเวลาบ่าย ๔ นาฬิกา มีน้ำชาและชอกโคเลตกับขนมเลี้ยงที่ ๆ อยู่ เวลาค่ำ ๘ นาฬิกาไปกินพร้อมกันแล้วเล่นหัวอยู่ด้วยกันอิก คือเล่นบิลเลียด และมาชองไพ่นกกระจอกเปนต้น อาหารเลี้ยงอย่างฝรั่งเศสทำดีอย่างยิ่ง การที่อยู่กิน เมื่ออยู่กินด้วยกันหลายวันก็ยิ่งชอบพอกันสนิทสนมขึ้นทุกที สังเกตเห็นได้ว่า ในตอนเมื่อแรกไปถึง แม้เขาตั้งใจจะรับรองให้พอใจเราในการทุกอย่างที่จะพึงทำได้ ก็ยังอยู่ในเปนฐานรับแขกเมือง ครั้นอยู่ด้วยกันนานกันเข้าก็เกิดถูกอัชฌาสัยกัน การรับรองเห็นได้ว่าเปนฐานมิตร์ทำให้แก่มิตร์ยกตัวอย่างดังการที่เราจะกลับ ที่จริงเรสิดังสุปีรีเอไม่จำเปนเลยที่จะต้องไปส่งถึงนอกเมืองพนมเพ็ญ หากเขาเต็มใจเอง ถึงคิดอ่านชักชวนให้ไปเที่ยวที่เขาบอโค และเปลี่ยนทางไปลงเรือที่บ้านเรียม ตัวเรสิดังสุปีริเอจะออกไปพาเที่ยวเองให้ตลอดทางดังนี้ ส่วนมองซิเออดือคูแองช่างปั้นนั้น เกิดชอบหญิงพูนพิศมัย ถึงขออนุญาตปั้นรูปหญิงพูนเพื่อจะหล่อเปนแผ่นทองแดงให้ดูฝีมือสักรูปหนึ่ง ยังนายร้อยโท กอนเน นายทหารคนสนิทของเรสิดังสุปีริเอ ได้เรียนภาษาอังกฤษเมื่ออยู่ในโรงเรียน แต่มิใคร่มีโอกาศจะได้พูดภาษาอังกฤษก็เรื้อ เมื่อเราแรกไปถึงเวลาไม่มีคนอื่นเปนล่าม นายร้อยโท กอนเนต้องเปนล่ามให้เรากับเรสิดังสุปีริเอสนทนากัน ดูได้ความลำบากประดักประเดิด แต่หลายวันเข้าพูดภาษาอังกฤษก็คล่องขึ้น จนถึงเมื่อวันเรามาลงเรือ ตัวติดธุระอยู่เมืองพนมเพ็ญมาส่งไม่ได้ อุส่าห์เขียนหนังสือภาษาอังกฤษมาอำนวยพร ยังมีผู้ซึ่งเรารู้สึกขอบใจอย่างยิ่งอิกคนหนึ่ง คือนางสาวซืซานคาปูเลส์ ที่ได้มาอยู่เปนเพื่อนเจ้าหญิง และได้ไปเที่ยวด้วยกันตลอดทาง เมื่อครั้งเขาเข้ามาพักอยู่ในกรุงเทพฯ ตัวเราและลูกได้ช่วยอุปการะเขาบ้างก็จริงอยู่ แต่ที่เขามาอุปการะตอบแทนครั้งนี้ ดูเหมือนจะเหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่าที่เราได้อุปการะให้แก่เขาเปนอันมาก การที่เรามาอยู่เมืองพนมเพ็ญทั้งสองคราว นับว่ามีความสุขสบาย และมีความพอใจทุกอย่าง นึกเสียดายไม่หายอย่างเดียวที่พูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ สู้หญิงพูนหญิงพิลัยก็ไม่ได้ นั่นเธอพอพุ้ยไปได้บ้าง แต่ตัวเราเองขัดสนเปนพ้นคิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ