อธิบายเรื่องจันทโครบ

นิทานคำกลอนเรื่องจันทโครบ เป็นวรรณคดีที่คนไทยรู้จักมาช้านาน ด้านประวัติผู้แต่ง นักวิชาการมีความเห็นต่างกัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์อธิบายไว้ในหนังสือประวัติสุนทรภู่ว่า

...ส่วนเรื่องจันทโครบนั้น ได้พิเคราะห์ดูไม่พบกลอนตอนใดที่จะเชื่อได้ว่าเป็นสำนวนกลอนสุนทรภู่สักแห่งเดียว คำที่กล่าวกันก็กล่าวแต่ว่า สุนทรภู่แต่งกับผู้อื่นอีกหลายคน จึงเห็นว่าน่าจะเป็นสำนวนผู้อื่นแต่งตามอย่างสุนทรภู่ หากว่าจะเกี่ยวข้องกับสุนทรภู่ก็เพียงแต่งแล้ว บางทีจะเอาไปให้สุนทรภู่ตรวจแก้ไขจึงขึ้นชื่อว่าสุนทรภู่ได้เกี่ยวข้อง แต่ที่แท้หาได้แต่งไม่...

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านวรรณคดีบางท่าน อาทิ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) และ พ. ณ ประมวลมารค มีความเห็นว่า สุนทรภู่น่าจะแต่งไว้ถึงตอนพระจันทโครบเข้าถํ้านางมุจลินท์ เพราะคำประพันธ์ในช่วงนี้มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ ดังคำกลอนบรรยายความงดงามภายในถํ้านางมุจลินท์ ความว่า

แสงสว่างวามแวมแจ่มจำรัส จำรูญแสงนพรัตน์วิเชียรฉาน
วิเชียรฉายลายเลื่อมศิลาลาน ศิลาล้วนชัชวาลสว่างพลอย
สว่างพลามตามเพลิงศิลาลาด ศิลาแลเดียระดาษดั่งพู่ห้อย
เป็นฟองหินสินธุก็หยดย้อย ก็หยาดหยั่งดั่งพลอยดาดกระเด็น
ล้วนประดับซับซ้อนเป็นรูปสัตว์ เป็นรูปสิงห์ยืนหยัดอยู่แลเห็น
เป็นทีหงส์ปีกหางเหมือนอย่างเป็น เหมือนอย่างปั้นไว้เล่นประหลาดตา
ที่ลางแห่งก็เหมือนแกล้งไปกั้นห้อง เป็นช่องช่องตะละฉากกำบังฝา
เป็นที่อาสน์ลาดเลี่ยนสำอางตา แผ่นศิลาหลากหลายสลับกัน
ที่สีแดงแสงสุกดั่งน้ำครั่ง ที่ลังก้อนสีเขียวก็เขียวขัน
ที่สีขาวขาวช่วงดั่งดวงจันทร์ เป็นสีมันหมอกเมฆประราคำ
ที่สีเหลืองเรืองรองดั่งทองแท่ง ที่ลางแห่งดูดำก็ดำขำ
มีดวงแก้วสุริยกานต์ลอยประจำ ในท้องถํ้ามิได้รู้ว่าราตรี

เรื่องจันทโครบนี้ กล่าวกันว่ามีเค้าโครงเรื่องบางส่วนคล้ายกับจุลธนุคคหชาดก ซึ่งเป็นเรื่องที่ ๓๗๔ ในนิบาตชาดก นิยมนำไปแสดงในรูปละครหรือลิเกในรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ จึงทำให้วรรณคดีเรื่องนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีเรื่องย่อว่า

ท้าวพรหมทัตมีโอรสทรงพระนามว่าพระจันทโครบ เมื่อพระองค์ทรงพระชราภาพ มีพระราชประสงค์จะให้โอรสสืบราชสมบัติแทน จึงมีรับสั่งให้พระจันทโครบไปศึกษาศิลปศาสตร์กับพระฤาษีซึ่งนำเพ็ญพรตอยู่ในป่า เพื่อให้รอบรู้ในสรรพวิชาอันเหมาะสมจะเป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน

พระจันทโครบเดินทางเข้าป่า และได้พบพระฤๅษีซึ่งเมตตาสอนศิลปวิทยา และเวทมนตร์คาถาให้ เมื่อเรียนจบและฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้วจึงลากลับเมือง พระฤๅษีให้ศรและพระขรรค์เป็นอาวุธป้องกันตัว พร้อมทั้งผอบซึ่งมีนางงามชื่อโมราอยู่ภายใน ด้วยหวังให้เป็นคู่ครอง และสั่งไม่ให้เปิดระหว่างทาง แต่พระจันทโครบมีความสงสัยจึงเปิดผอบออกดูก่อน ครั้นได้นางโมราแล้วก็พากันเดินทางกลับเมืองตามเส้นทางที่ยากลำบาก พระจันทโครบต้องอุ้มนางและยอมสละเลือดให้นางดื่มแทนนํ้า จนกระทั่งมาพบพวกโจรห้าร้อย นายโจรเห็นนางโมราก็มีความพึงพอใจ จึงสั่งให้พวกโจรเข้าต่อสู้ช่วงชิงนาง แต่ถูกพระจันทโครบใช้ศรสังหารจนหมดสิ้น ขณะพระจันทโครบต่อสู้กับนายโจร ได้บอกให้นางโมราส่งพระขรรค์ที่นางถือไว้มาให้ แต่นางโมราสองใจ หันด้ามพระขรรค์ไปทางมือโจร ครั้นนายโจรได้ทีจึงกระชากด้ามพระขรรค์ฟันพระจันทโครบ ก่อนพระจันทโครบจะสิ้นชีพ ได้ประกาศให้ดูตัวอย่างหญิงพาลสองใจเช่นนางโมรา เมื่อนายโจรได้ยินก็สิ้นรักในตัวนาง ครั้นได้นางแล้วก็ทิ้งไว้กลางป่าแต่เพียงผู้เดียว

นางโมราเดินทางระหกระเหินมาถึงริมฝั่งมหาสมุทร พระอินทร์เล็งทิพยเนตรทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จึงแปลงเป็นพญาเหยี่ยวคาบเนื้อย่างมากินอยู่ที่ฝั่งพระสมุทรนั้น เมื่อนางโมราแลเห็นจึงขอแบ่งเนื้อย่างเพื่อประทังความหิว พญาเหยี่ยวจึงแกล้งลองใจนางด้วยการพูดเกี้ยวพาราสี นางโมราได้ฟังก็พูดในเชิงตอบสนองพญาเหยี่ยวเพื่อตอบแทนพระคุณที่จะแบ่งเนื้อย่างให้ พระอินทร์แจ้งประจักษ์ถึงจิตใจนางโมรา จึงกล่าวประจานและลงโทษด้วยการสาปให้เป็นชะนี จากนั้น จึงชุบชีวิตพระจันทโครบ แล้วกล่าวสั่งสอนให้เห็นโทษของการคบหญิงกาลกิณี พร้อมทั้งบอกทิศให้พระจันทโครบเดินทางไปหาเนื้อคู่ชื่อนางมุจลินท์ ซึ่งเป็นธิดาพญานาคกับนางกินรี พระจันทโครบเดินทางไปพบถํ้าที่อยู่ของนางมุจลินท์ ได้ต่อสู้ชนะทหารของพญานาค และทำลายผ้าพยนต์ยักษ์ซึ่งเฝ้าอยู่ปากถ้ำได้สำเร็จ จากนั้นจึงเข้าไปหานางภายในถํ้าและได้นางเป็นชายา

เนื้อหาของเรื่องจันทโครบนื้ แสดงให้เห็นโทษของการคบหญิงกาลกิณี พร้อมทั้งคำสอนที่มีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิต แทรกด้วยนิทานปรัมปราหรือตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับเรื่องราวของสัตว์ ซึ่งทำให้วรรณคดีเรื่องนี้มีลักษณะเด่นน่าสนใจมากขึ้น เช่น ตำนานของชะนี ซึ่งกล่าวไว้ในตอนที่พระอินทร์สาปนางโมราว่า

กูเป็นเจ้าดาวดึงส์วิมานมาศ อันสัญชาติหญิงร้ายไม่หมายสมาน
กูรู้เช่นว่ามึงนี้กาลีพาล จะประจานไว้ให้ทั่วทั้งโลกา
หญิงกาลกิณีกาลีทวีป จนสิ้นชีพมิให้ชายเสน่หา
ให้ฝูงค่างกลางดงเป็นภัสดา ชาวโลกาจึงเรียกชะนีนาง
ให้สมจิตแพศยามึงฆ่าผัว ทั้งกายตัวก็ให้คล้ายกับกายค่าง
พอขาดคำอำมรินทร์ที่สาปนาง สารพางค์กายกลับไปฉับพลัน
ทั้งแข้งขาหน้าเนื้อแต่พื้นขน ก็วิ่งซนเข้าป่าพนาสัณฑ์
อันภูษาผ้าผ่อนไม่มีพัน แต่กายนั้นเปลี่ยวเปล่าไปกลางไพร
ให้คลับคล้ายคลับคลาภาษาคน ที่บาปตนฆ่าผัวนั้นนึกได้
ที่เคยมีความอายให้หายไป ขึ้นไต่ไม้ทรมานประจานตัว
ครั้นสิ้นสายสุริยแสงแดงอากาศ รำลึกชาติขึ้นมาได้ว่าเลือดผัว
เที่ยวร่ายไม้ห้อยโหนแล้วโยนตัว ร้องเรียกผัวเสียงชัดภาษาคน
นั่นแลชะนีจึ่งไม่มีตัวผู้ผัว เพราะหญิงชั่วสาระยำทุกแห่งหน
ได้เชยค่างต่างเพศเป็นผัวตน ด้วยเดิมคนต้องคำอำมรินทร์

อีกทั้งตำนานความเป็นมาของสีขนกาและนกยูง ดังคำกลอนว่า

กูเป็นเจ้าดาวดึงส์วิมานมาศ อันสัญชาติหญิงร้ายไม่หมายสมาน
กูรู้เช่นว่ามึงนี้กาลีพาล จะประจานไว้ให้ทั่วทั้งโลกา
หญิงกาลกิณีกาลีทวีป จนสิ้นชีพมิให้ชายเสน่หา
ให้ฝูงค่างกลางดงเป็นภัสดา ชาวโลกาจึงเรียกชะนีนาง
ให้สมจิตแพศยามึงฆ่าผัว ทั้งกายตัวก็ให้คล้ายกับกายค่าง
พอขาดคำอำมรินทร์ที่สาปนาง สารพางค์กายกลับไปฉับพลัน
ทั้งแข้งขาหน้าเนื้อแต่พื้นขน ก็วิ่งซนเข้าป่าพนาสัณฑ์
อันภูษาผ้าผ่อนไม่มีพัน แต่กายนั้นเปลี่ยวเปล่าไปกลางไพร
ให้คลับคล้ายคลับคลาภาษาคน ที่บาปตนฆ่าผัวนั้นนึกได้
ที่เคยมีความอายให้หายไป ขึ้นไต่ไม้ทรมานประจานตัว
ครั้นสิ้นสายสุริยแสงแดงอากาศ รำลึกชาติขึ้นมาได้ว่าเลือดผัว
เที่ยวร่ายไม้ห้อยโหนแล้วโยนตัว ร้องเรียกผัวเสียงชัดภาษาคน
นั่นแลชะนีจึ่งไม่มีตัวผู้ผัว เพราะหญิงชั่วสาระยำทุกแห่งหน
ได้เชยค่างต่างเพศเป็นผัวตน ด้วยเดิมคนต้องคำอำมรินทร์

และนิทานเล่าถึงที่มาของพฤติกรรมฝูงกาและนกออก มีคำกลอนดังนี้

พระบอกพลางทางเบือนพระพักตร์ยิ้ม เจ้างามพริ้มยิ้มละไมอยู่ในหน้า
เห็นกาล้อมตอมตามนกออกมา กัลยาทูลถามไปทันที
เออนกออกนั่นยังไรไฉนเล่า กาจึ่งเฝ้าตอมตามอยู่อึงมี่
พระฟังนางพลางบอกยุบลมี เมื่อเดิมทีสกุณาไปหาภักษ์
เข้าฉวยฉาบคาบปลาเขามาได้ เขาก็ไล่ยิงถูกทวารหนัก
ลูกกระสุนคาทวารรำคาญนัก เจียนว่าจักขาดใจลงหลายครา
ข้างฝ่ายกาเป็นเพื่อนไปเยือนถาม จึ่งนกออกบอกความแล้วโหยหา
แม้นเกลอช่วยมิให้ม้วยมรณา จะเป็นข้าของสหายจนวายปราณ
กาฉกรรจ์มั่นหมายอุบายบอก ให้นกออกลงแช่กระแสสาร
ลูกกระสุนก็ละลายไม่วายปราณ คิดรำคาญกลัวจะต้องเป็นข้ากา
เที่ยวดัดดั้นสัญจรไปซ่อนกาย การู้ว่าไม่ตายก็ตามหา
นี่แลน้องมันจึ่งต้องมากลัวกา ใครเขาว่าพี่ก็ว่าไปตามกัน

นอกจากนี้ยังแทรกด้วยคำสอนที่มีคุณค่าต่อกุลบุตรดังนี้

จึ่งกล่าวรสพจนาตถ์สนองคำ หลานจงจำไว้หนาตาจะสอน
อันพระขรรค์ศิลป์ชัยอย่าไกลกร จะนั่งนอนกุมกอดไว้กับกาย
อันฉ้อชั้นเมืองแมนแดนมนุษย์ จะสิ้นสุดฤษยานั้นอย่าหมาย
แม้นมีของป้องกันอันตราย ไว้ห่างกายก็จะเกิดไพรีกวน
อนึ่งการโลกีย์ทั้งสี่ข้อ ประโลมล่อสามัญให้ผันผวน
คือหลงรักนารีมีกระบวน กับหลงชวนเชยชื่นที่รูปงาม
ทั้งเสภาดนตรีเป็นสี่สิ่ง ใครรักนักมักกลิ้งลงกลางสนาม
หนี่งอุบายหลายเล่ห์ในสงคราม อย่าหมิ่นความควรระมัดระวังองค์
ถึงศึกวายสุริยฉายไม่ยอแสง เร่งระแวงระวังไว้อย่าใหลหลง
จะเรียนรู้อย่าละเลิงบันเทิงทะนง อย่าอวดองค์กล้าหาญในการดี
จะครองสัจจงอุตส่าห์รักษาสัจ จงบำหยัดอย่างงาราชหัตถี
เจ้าจงจำคำตาไปธานี จะเป็นที่สรรเสริญจำเริญพร

ในการตรวจสอบชำระต้นฉบับเพื่อจัดพิมพ์เรื่องจันทโครบนั้น ได้ตรวจสอบเทียบเคียงกับต้นฉบับสมุดไทยเลขที่ ๑๓ หมวดวรรณคดี หมู่กลอนอ่าน ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึกสำนักหอสมุดแห่งชาติและหนังสือเรื่องจันทโครบฉบับพิมพ์ครั้งแรก พร้อมทั้งจัดทำเชิงอรรถอธิบายความและปรับปรุงอักขรวิธีบางส่วนเป็นปัจจุบัน เพื่อความสะดวกแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ผู้สนใจทั่วไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ