ตอนที่ ๔ จันทโครบพบนางมุจลินท์ธิดาพญานาค

๏ พงศ์กระษัตริย์ขัตติยาวราเดช ครั้นตรีเนตรเลี้ยวลับเวหาหาย
ศรพระขรรค์สำหรับองค์ทรงสะพาย พระพักตร์หมายมุ่งทิศอุดรเดิน
องค์เดียวด้นดั้นมาสันโดษ ในหว่างโขดเงื้อมแง้มชะง่อนเผิน
ชมคณานกไม้พระทัยเพลิน จนเคลิ้มองค์ว่ายังเดินด้วยโมรา
เห็นฝูงนกกินรีพระชี้บอก เหมือนเคยหยอกกันแต่ยังไม่สังขาร์
นั่นแน่เจ้าเหล่าฝูงนางกินรา โขนงหน้าเนตรนมดั่งนางใน
แล้วรู้สึกวรกายพระอายโอษฐ์ หวนพิโรธแค้นเคืองเพียงตักษัย
เห็นต้นโศกพระยิ่งช้ำระกำใจ โอ้โศกไพรเหมือนหนี่งโศกในทรวงกรม
ไม้อัมพาเหมือนพี่พาผอบปิด ไม่แจ้งจิตจรมาแต่อาศรม
อบเชยเหมือนพี่เผยผอบชม สุกกรมกรมกรอมถนอมกัน
ชุมเรียงเหมือนพี่เรียงเจ้าเดินแซง ชุมแสงเหมือนเจ้าร้อนพระสุริย์ฉัน
พะยุงเหมือนพี่จูงเจ้าจรจัล ชิงชันเหมือนพี่ชิงกับโจรไพร
สาวหยุดเหมือนพี่ยุดเอากรขวา นางล้าเหมือนพี่หลงไม่สงสัย
โอ้กำจัดเหมือนเจ้าพลัดมานอกใจ พฤกษ์ไพรนั้นยังพ้องทำนองนาง
อินทนิลเหมือนพระอินทร์มาชุบช่วย กรมกรวยเหมือนพี่กรมอารมณ์หมาง
ขอนดอกเหมือนพี่บอกยุบลนาง พฤกษาทรางสว่างจิตอุตส่าห์จร
เห็นนกแก้วโอ้แก้วของพี่เอ๋ย เมื่อไรเลยจะได้ชมสมสมร
เห็นนางนวลโอ้นวลเจ้าลอยนอน พี่รีบจรดั่งจะมาด้วยลมลอย
เห็นฝูงหงส์ร่อนลงคูหากว้าง หงส์เอ๋ยขอยืมหางกับปีกหน่อย
จะรีบร่อนเข้าไปนอนกับน้องน้อย จะมิคอยพี่อยู่แล้วฤๅแก้วตา
นกเอ๋ยมุจลินท์ขมิ้นอ่อน ค่ำแล้วเจ้าจะนอนในคูหา
โอ้ว่าอกเจ้านกสาลิกา จับค่าคบไม้อยู่เคียงกัน
โนรีสัตวาถลาร่อน วะว้าว่อนเวียนระไวในไพรสัณท์
จัตุบาทกลาดเกริ่นเนินอรัญ บ้างโผผันแผดร้องคะนองไพร
กระบือเปลี่ยวเที่ยวเดินสะบัดเขา พยัคฆ์เหย่าเหยาะย่องขยับไล่
กระบือเบิ่งเบือนคอไม่ท้อใจ พยัคฆ์ใหญ่แยกเขี้ยวกระโดดดัง
เสียงโครมครามควายขวิดด้วยเขาขวับ กระแทกฉับถูกปอดตลอดหลัง
ควายก็เจ็บด้วยเล็บพยัคฆัง มรณังซากศพประกบกัน
กระทิงถึกมฤคีทั้งหมีเม่น กระต่ายตุ่นตามเต้นในไพรสัณฑ์
บ้างเริงร้องก้องกู่ประสานกัน พระทรงธรรม์รื่นเริงบันเทิงใจ
แล้วมุ่งเมินเดินโดยอุดรทิศ ประจงจิตจำทิวพฤกษาไสว
ประจวบเจ็ดราตรีไม่มีภัย ถึงเขาใหญ่แดนด้าวท้าวนาคา
พระนิยมสมคำอำมเรศ[๑] มุ่งพระเนตรหมายเดินเข้าเนินผา
ฝ่ายทหารด่านนาคท้าวนาคา ทัศนาเห็นองค์พระทรงธรรม์
แสนพิโรธโลดเลิกพังพานโผน ดำทโมนตาแดงดั่งแสงฉัน
ทั้งยาวใหญ่ไล่เลื้อยมาพัลวัน พระโก่งคันขึ้นสายพระแสงทรง
รำลึกถึงจอมจักรพระนักสิทธิ์ ช่วยล้างพวกอสรพิษให้ผุยผง
แล้ววางศิลป์ดินดาลสะท้านดง ฤทธิรงค์เป็นสุบรรณทะยานบิน
กระพือโบกปีกราถลาร่อน เสียงสะท้อนลั่นป่าพนาสิน
เข้าเฉี่ยวฉาบคาบคั้นเอานาคิน ภุชงค์ผินพักตร์ไปใต้บาดาล
แล้วคืนกลับเข้าแล่งพระแสงศร นรินทรปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
พระลีลาดั่งพระยาหงส์ทะยาน มิทันนานถึงเนินยุคุนธร
ที่นงเยาว์เจ้าอยู่ในคูหา แผ่นศิลาลายเลื่อมประภัสสร
ระย้ายับจับเมฆในอัมพร เหมือนทองท่อนธรรมชาติสะอาดตา
แล้วมีสระมุจลินท์กระสินธุ์สาย ที่เชิงชายเขาล้วนแต่รุกขา
ที่พรรณดอกก็เป็นดอกออกระย้า พระพายพาหอมฟุ้งตระหลบไพร
ที่ทรงผลผลดกแต่พื้นพวง เหมือนจะหน่วงกิ่งค้อมมิใคร่ไหว
บ้างดอกแซมแกมผลระคนไป ภูวไนยเลียบชมตามคีรี
ถึงคูหาเห็นผ้าพยนต์ยักษ์ ยืนชะงักเยี่ยมยอดคิรีศรี
เห็นพระจันทโครบจบโลกี กระทืบถีบธรณียืนทะยาน
ทำตีโอษฐ์ปากอ้าสองตากลอก เขี้ยวก็งอกดั่งงาคชสาร
คำรนร้องก้องกึกจักรวาล สองมือมารกวัดแกว่งคทาธร
ทะลวงโลดโดดโผนเข้าโจนจับ พระรอรับรอนรันด้วยคันศร
เศียรกระเด็นเด็ดดิ้นกับดินดอน ไม่ม้วยมรณ์ถาโถมเข้าโจมตี
พระโฉมยงทรงพระขรรค์ประจันยักษ์ สะท้านหนักดินฟ้าทุกราศี
ธรณินดินดงเป็นผงคลี อสุรีตีตอบไม่ต้ององค์ ฯ
๏ พระขึ้นศรวางสายหมายพิฆาต แล้วซํ้าฟาดด้วยคันศรให้ผุยผง
ประเดี๋ยวเป็นเข่นเขี้ยวเข้าจับองค์ พระโฉมยงแผลงซ้ำกระหน่ำไป
พยนต์ยักษ์ต้องศรพระศอลุ่น แหลกเป็นจุณแล้วยังลุกขึ้นไล่ได้
พระทรงฤทธิ์อิดอ่อนระอาใจ รำลึกได้ถึงคำอำมรินทร์
จึ่งเสี่ยงศรยอกรขึ้นเหนือเกศ ขอตรีเนตรนักสิทธิ์เจ้าของศิลป์
แม้นจะได้เชยนุชมุจลินท์ ให้ศรศิลป์ล้างรูปอสูรมนต์
พระเสี่ยงพลางขึ้นศรแล้วผาดแผลง เป็นเพลิงแดงดาดฟ้าเวหาหน
เข้าล้อมไล่ไหม้ยักษ์พยนต์มนต์ กลับสกนธ์อสุราเป็นหญ้าไป
พระยินดีปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ วรพักตร์เพียงจันทร์จำรัสไข
กรนาดยาตรเยื้องชำเลืองไป พระเข้าในคูหายุพาพาล
แสงสว่างวามแวมแจ่มจำรัส จำรูญแสงนพรัตน์วิเชียรฉาน
วิเชียรฉายลายเลื่อมศิลาลาน ศิลาล้วนชัชวาลสว่างพลอย
สว่างพลามตามเพลิงศิลาลาด ศิลาแลเดียรดาษดั่งพู่ห้อย
เป็นฟองหินสินธูอยู่หยดย้อย ก็หยาดหยั่งดั่งพลอยดาดกระเด็น
ดั่งประดับซับซ้อนเป็นรูปสัตว์ เป็นรูปสิงห์ยืนหยัดอยู่แลเห็น
เป็นทีหงส์ปีกหางเหมือนอย่างเป็น เหมือนอย่างปั้นไว้เล่นประหลาดตา
ที่ลางแห่งเหมือนหนึ่งแกล้งไปกั้นห้อง เป็นช่องช่องตะละฉากกำบังฝา
เป็นที่สะอาดลาดเลี่ยนสำอางตา แผ่นศิลาหลากหลากสลับกัน
ที่สีแดงแสงสุกดั่งนํ้าครั่ง ที่ลังก้อน[๒]สีเขียวก็เขียนขัน
ที่สีขาวดูช่วงดั่งดวงจันทร์ เป็นสีมันม่วงเมฆกระเดนดำ
ที่สีเหลืองเรืองรองดั่งทองแท่ง ที่ลางแห่งดูดำก็ดำขำ
มีดวงแก้วสุริยกานต์ลอยประจำ ในท้องถํ้ามิได้รู้ว่าราตรี
พระชมพลางทางเดินในเนินถ้ำ วิไลลํ้าด้วยศิลาสลับสี
พอเห็นนุชมุจลินท์กุมารี ภัคินีนั่งเลือกมาลากรอง
พระแฝงองค์ทรงทัศนาโฉม งามประโลมเลิศนารีไม่มีสอง
เกศาคลํ้าคลับแสงแมงทับทอง เจ้าทรงซ้องกวดเกล้าดูสมทรง
สองโขนงโก่งค้อมดั่งนางเขียน พระศอเศียรแสนสะอาดดังราชหงส์
พาหาหัตถ์ทัดงวงคเชนทร์ทรง เนตรอนงค์ดูดำดั่งนํ้านิล
ประทุมถันเต่งตั้งทั้งสองเต้า น่าใคร่เคล้าเคล้นชมสมถวิล
ทั้งสองแก้มเจ้าแฉล้มดั่งลูกอิน พระนรินทร์พิศเพลินเจริญตา
มือช้อนเล็บเก็บดอกมาลีร้อย ค่อยกรายก้อยกรีดนิ้วพระหัตถา
อรชรอ้อนแอ้นทั้งกายา สุดอุราที่จะนิ่งไว้นานกาล
พระเยื้องย่างกางกรประคองแก้ว เจ้าร้อยแล้วฤๅนุชสุดสงสาร
พี่ขอพวงเถิดเจ้าดวงสุดามาลย์ นั่นปลิดก้านยังไม่แล้วฤๅแก้วตา ฯ
๏ สาวสวรรค์ขวัญหายเห็นชายชิด ยอดสนิทหวีดวิ่งทิ้งบุปผา
พระโอบอุ้มกุมกรนางกัลยา อนิจจาตกใจเอาจริงจัง
พี่ผูกรักเข้ามาทักถึงห้องน้อง มันน่าร้องวุ่นวายที่ไหนมั่ง
ชะผุดลุกขึ้นวิ่งเอาจริงจัง มาหยุดนั่งก่อนเถิดน้องอย่าร้องไป
แต่คนรักแล้วยังกลัวจนตัวสั่น จะอยู่ในหิมวันต์กระไรได้
ขอจูบทีเถิดเจ้าอย่าเศร้าใจ ภูวไนยเชยปรางแล้วกางกร
สอดประคองสองถันสุวรรณมาศ ทรามสวาทเจ้าอย่าสูญสโมสร
นางเบือนพักตร์ผลักหัตถ์สลัดกร ชำเลืองค้อนต้องเนตรกระษัตรา
อย่าเก้อเก้อเข้ามาเพ้อพิไรร่ำ ใครเขานำแนะนัดให้มาหา
นี่ที่เที่ยวฤๅจึ่งเลี้ยวทะลวงมา เขาไม่ว่าแล้วมิหนำยังซ้ำเกิน ฯ
๏ โอ้ความรักนี่ฤๅภัคินีนุช เหลือจะหยุดยั้งได้ให้ห่างเหิน
เห็นน้องน้อยนั่งร้อยมาลัยเพลิน ได้จูบเกินแล้วก็กอดเจ้าแก้ตัว
อย่าเคืองพี่เลยนะน้องให้หมองพักตร์ พิโรธนักมักปั่นให้ปวดหัว
ทั้งงูใหญ่อักนิษฐ์ไม่คิดกลัว แต่รอดตัวมาถึงน้องเป็นบุญตา
เราเคยคู่กุศลปรนนิบัติ ไม่พักนัดก็ได้ร่วมเสน่หา
ด้วยบุญปางสร้างสมนิยมมา ถึงคูหาห้องน้องประคองเชย
แม้นบุญพี่มิเคยเคล้าเยาวยอด จะจูบกอดได้คล่องฤๅน้องเอ๋ย
ไม่ควรข่วนพี่ให้เจ็บด้วยเล็บเลย โอ้แขนเอ๋ยเลือดย้อยรอยระยำ ฯ
๏ เยาวมาลย์ฟังสารทรงสวัสดิ์ โสมนัสจับจิตเจ้างามขำ
แกล้งสนองพจมานประจานคำ นี่คู่ปลํ้าฤๅมาปลํ้าให้ช้ำใจ
ฤๅชาติหลังพระยังรำลึกเห็น ว่าน้องเป็นคู่สร้างแต่ครั้งไหน
หน้าไม่เก้อช่างมาเพ้อพูดพิไร ฤๅเคยได้กี่แห่งด้วยแรงมือ
ไม่หายแค้นดอกที่ข่วนเท่านั้นนั่น อย่ามุ่งมั่นว่าจะได้ด้วยรายดื้อ
น่าเจ็บใจแล้วมิใคร่จะวางมือ ทำดื้อดื้อเดี๋ยวจะเดือดให้วุ่นวาย ฯ
๏ โอ้ยุพินช่างไม่สิ้นพยาบาท ข่วนเนื้อขาดแล้วยังเดือดไม่เหือดหาย
กระนั้นฆ่าเสียเถิดนางให้วางวาย พี่ยอมตายจริงแล้วแม่แก้วตา
พี่จูบเจ้าเจ้าก็ข่วนแต่ล้วนเล็บ ไม่สมเจ็บพี่ไม่จางเสน่หา
แม้นตัวตายเสียรู้แล้วไปลับตา ยังไม่ฆ่าก็จะจูบให้อิ่มใจ
ไม่เคยปล้ำก็มาปล้ำด้วยลำดื้อ พอวางมือก็จะวิ่งขี้เกียจไล่
พระว่าพลางสอดคล้องทำนองใน สายสุดใจเจ้าอย่าหมางระคางนวล
ซึ่งเรียมรู้เจ้าเป็นคู่ประคองถนอม เพราะพระจอมหัสนัยน์นำสงวน
แนะอรัญให้รู้จักสำนักนวล พี่ก็ด่วนเดินรีบมากลางดง
ผ้าพยนต์มนตราบิดาเจ้า ที่ยืนเฝ้าถํ้าทองนวลหง
พี่ล้างรูปราพณ์ร้ายทลายลง พระบิตุรงค์เจ้าก็เสี่ยงไว้ต่างใจ
มิใช่คู่ฤๅจะสู้พยนต์ยักษ์ นี่เคยรักจึ่งได้ร่วมพิสมัย
ถึงบิดาวาสุกรีที่อยู่ไกล เธอแจ้งใจก็จะช่วยมาอวยพร ฯ
๏ วรนุชฟังสุดสารแถลง ประจักษ์แจ้งเต็มทรวงดวงสมร
แต่ความอายกระษัตรีเป็นทีงอน ทำคมค้อนผลักหัตถ์พระจักรี
เพราะพระเรืองศักดาวราเดช ไม่เกรงจิตบิตุเรศเท่าเกศี
มาหักหาญผลาญยักษ์แล้วยํ่ายี แม้นปรานีฤๅจะทำให้ช้ำใจ
พระทรงศักดิ์ก็รู้จักบิดาข้า แม้นเมตตาก็จะทำตามวิสัย
มาสู่ขอต่อองค์พระทรงชัย แม้นท้าวให้หรือน้องจะขัดคำ
นี่พระองค์จงแจ้งว่าอยู่เดียว ในป่าเปลี่ยวไม่มีใครจะอุปถัมภ์
จะทำเล่นเหมือนเช่นหญิงระยำ จะนอกคำบิตุรงค์อย่าสงกา
แม้นรักน้องฤๅจะทำให้ช้ำจิต จงคืนคิดหักความเสน่หา
แม้นว่าองค์ทรงฤทธิ์พระบิดา พระเมตตาให้น้องจึ่งครองกัน ฯ
๏ โอ้แสนชื่นดังจะกลืนไว้กลางจิต จะให้ปลิดเปลื้องรักเจียวฤๅนั่น
เมื่อบิดาดวงใจอยู่ไกลกัน พี่จะดั้นไปกระไรถึงบาดาล
แต่ขุนยักษ์รักษาคูหาน้อง ท้าวก็ปองปลงจิตพิษฐาน
เหมือนหนึ่งองค์พระบิดายุพาพาล ด้วยภูบาลพระก็รู้ว่าอยู่ไกล
อันพยนต์มนต์ยักษ์เธอเสี่ยงทาย ใครฆ่าตายเหมือนออกพระโอษฐ์ให้
มิเช่นนั้นเธอจะทำไว้ทำไม อย่าเสียใจเลยนะน้องไม่ต้องการ
พี่ใช่ชายพาลาจะพาชั่ว ก็รู้ทั่วเทพไทในไพรสาณฑ์
เป็นเชื้อชาติจักรพรรดิพิสดาร จากสถานมาสถิตพนาวัน
มาพบเจ้าคราวจนแล้วแก้วพี่ ถึงบูรีเถิดเรียมจะทำขวัญ
แล้วสวมสอดกอดรัดสัมผัสพลัน เกษมสันต์ไสยาสน์เหนืออาสน์ทอง ฯ
๏ อัศจรรย์บันดาลสะท้านถํ้า แก้วประจำคูหาก็มัวหมอง
เทวฤทธิ์ที่สถิตในถํ้าทอง ประหารฆ้องโห่ครื้นขึ้นสามลา
เสนาะเสียงฆ้องหมั่งระฆังเหม่ง อลเวงหวั่นไหวในคูหา
กระทบกังดังกางหว่างศิลา เกิดมหาอัศจรรย์ทั้งโลกี
ทั้งปู่เจ้าเขาเขินบนเนินถํ้า เกิดวิบัติพลัดระยำทั้งไพรศรี
ให้มืดทั่วตัวสัตว์ทั้งปัถพี ค้างคาวที่โหนห้อยก็พลอยบิน
ฤๅษีอื่นพลอยตื่นตกประหม่า เอามือคว้าลูกประคำหัวตำหิน
ตกใจตัวดั่งว่ากลัวอสุรินทร์ บ้างชูหินแบกตึงตะบึงมา
พวกข้างนอกร้องบอกว่าเกินเหตุ ดูพยนต์มนต์เวทก็สังขาร์
ก็มอดม้วยตักษัยกลายเป็นหญ้า จึ่งรู้ว่าเกิดอัศจรรย์การ ฯ

[๑] สมุดไทยเลขที่ ๑๓ ว่า “พระเห็นเขาสมคำอำมเรศ”

[๒] ลังก้อน = ลางก้อน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ