๒๖๔ ประกาศห้ามไม่ให้เอาเครื่องประดับทองเงินแต่งกายให้เด็ก ที่ยังไม่รู้จักหลีกหลบโจรผู้ร้าย

ณวันเสาร์ เดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีขาลอั๑๖ฐศก

ด้วยพระอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า ให้หมายประกาศบอกแก่ข้าราชการ ฝ่ายทหารพลเรือน ในพระบรมมหาราชวัง พระบวรราชวัง ข้าเจ้าต่างกรม ยังไม่ได้ตั้งกรมแลราษฎรให้รู้จงทั่วกันว่า เมืองไทยมีธรรมเนียมไม่ดีมาแต่โบราณอาภัพกว่าเมืองอื่นๆ ทุกบ้านทุกเมืองอยู่อย่างหนึ่ง เมืองอื่นๆ เขาถึงจะมีเงินทองเขาก็เก็บไว้เอง แลประกอบการค้าขายไปตามธรรมเนียม หรือถึงจะตกแต่งเข้าในตัว เขาก็แต่งเข้าในตัวผู้ใหญ่ คือผู้หญิงสอดกำไลสวมสายสร้อยแลแหวน ผู้ชายสอดดุมแลนาฬิกาแลเครื่องกลัดต่างๆ บรรดาของที่มีราคาก็ตกแต่งอยู่ในผู้ใหญ่ ที่เปนคนมีสติปัญญามากรู้จักคนดีคนร้ายหรือถึงจะมีอันตรายพอมีกำลังร้องแรกสู้รบได้ ฝ่ายเด็กๆ นั้นเขาไม่เอาอะไรไว้ เขาตกแต่งให้แต่เสื้อกางเกง จึงไม่มีเหตุที่จะมีผู้ร้ายจับเอาเด็กไปฆ่าเสีย ก็ฝ่ายชาวเมืองไทยนี้ เมื่อเงินทองมีขึ้นไม่ได้ พอใจอยากอวดเขาว่ามั่งมีอดอวดไม่ได้ ทำกำไลก้านบัวสอดสวมให้ลูกเล็กๆ ข้างละสิบบาทบ้าง สามตำลึงบ้าง แล้วทำกำไลเท้าให้ข้างละสามตำลึงสี่ตำลึง แล้วปล่อยให้เด็กไปเที่ยววิ่งอยู่หน้าบ้านหน้าเรือนกลางถนน ลงอาบน้ำในแม่น้ำลำคลองกลางวันกลางคืน แลไว้ใจแก่ทาสที่เปนคนมีทุกขยาก ซึ่งเปนคนไม่ควรจะวางใจให้เลี้ยงดูแลพาไปข้างโน้นข้างนี้ เหมือนหนึ่งเอาปลาย่างไปมอบส่งให้แก่แมวไว้ หรือเอาน้ำอ้อยน้ำตาลไปล่อไว้ที่มด ย่อมเปนที่มุ่งหมายปราถนาของอ้ายอีเหล่านั้น ด้วยความประมาททั้งกลางคืนกลางวัน ก็เกิดเหตุคือทาสในเรือนที่เลี้ยงบุตรนั้นเอง พาบุตรนั้นไปบีบคอกดจมน้ำทำให้ตายเสีย แต่ทาสในเรือนเปนศัตรูขึ้นเอง อย่าว่าแต่ผู้อื่นเลยมีเปนหลายเรื่องเนืองๆ แต่ที่คนบ้านใกล้เรือนเคียงชวนเอาไปแล้วฆ่าเสียบ้าง ฤๅทาสในเรือนที่คุ้นเคยกับเด็กส่งค่าตัวไปอยู่ที่อื่น ลอบลักพาเอาเด็กไปฆ่าเสียบ้าง ไม่รู้ว่าสักกี่สิบรายมาแล้ว คนก็ไม่เข็ด ยิ่งมีเงินทองขึ้นก็ยิ่งเอาของแต่งเด็กล่อผู้ร้ายหนักเข้า ทุกวันนี้คนก็เล่นเบี้ยเสียโปมากผู้ร้ายชุกชุม จนมีความเรื่องที่มีผู้จับเอาเด็กไปกดน้ำบีบคอหักคอฆ่าเสียไม่ว่างเดือนเว้นปีเลย

ตั้งแต่นี้ไปขอเตือนสติมาแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงผู้มีบุตรหลานของตนฤๅขอบุตรหลานท่านผู้อื่นมาเลี้ยงไว้ ขอให้เลิกการแต่งสวมสอดของเครื่องเงินทองไว้กับเด็กๆ นั้นเสียเปนอันขาดทีเดียว เพราะเปนเหยื่อล่อผู้ร้าย เปนเหตุให้เด็กต้องตายเนืองๆ ถ้าท่านผู้ใดที่มีเงินมีทองมากยังคิดอาลัยอยู่อยากจะแต่งให้ได้ ก็จงแต่งไปตามเวลา คือคราวตรุษสงกรานต์ฤๅสารทเข้าพรรษา หน้าฤดูกฐินเทศนามหาชาติ เวลาโกนจุกแลงานบ่าวสาว แลวันทำบุญให้ทานอื่นๆ เปนคราวที่ควรจะตกแต่งบิดามารดาฤๅญาติผู้ใหญ่แลคนที่ไว้วางใจได้ จนถึงว่าจะไม่มีภัยเปนอันตรายแก่เด็กแลของที่แต่งนั้น กำกับไปด้วยคนหนึ่งสองคนแล้ว ถึงจะตกแต่งให้เปนเกียรติยศเปนคราวดังนี้ไม่ห้าม แต่การที่แต่งอยู่เปนนิตย์ไป ไม่เปนครั้งเปนคราวดังว่าแล้วนั้น ย่อมมีภัยเปนอันตรายถึงชีวิตแก่บุตรหลานของตนที่เลี้ยงไว้ ก็ถ้าจะใคร่อวดเขาว่ามั่งมีมากแล้ว เมื่อถึงปีใหม่เดือนใหม่ จะขนสิ่งของใดๆ ออกกองตั้งไว้ที่กลางบ้านกลางเรือน ทำขวัญเงินขวัญทองให้คนทั้งปวงเห็น ฤๅเวลาเช้าๆ ขนเอาสิ่งของมากองมาวางแขวนไว้ริมถนนหนทาง ให้คนเดินไปเดินมาดูเล่นทุกวันๆ อย่างนี้ดีกว่า ด้วยไว้ใจคนเดินไปเดินมานั้นว่าจะไม่มีใครลักลอบเอาไป ถึงหากว่าจะมีผู้หยิบเอาไปก็เสียแต่ของไม่มีใครต้องตาย ก็ฝ่ายเด็กๆ ที่แต่งตัวด้วยทองเงินแล้ว ไม่อยู่บนเรือนในบ้านมีผู้ดูแลระวังรักษา ปล่อยให้เที่ยววิ่งไปมาตามถนนหนทางนอกบ้านนอกเรือน มีผู้ร้ายจับตัวไปได้ฆ่าเสียแล้ว ของก็ต้องเสียเด็กก็ต้องตาย เด็กต้องตายอย่างนี้ในแผ่นดินก่อนที่ล่วงมาแล้วก็มีมากไม่รู้ว่ากี่เรื่องกี่ราย ในกรุงบ้างหัวเมืองบ้าง แต่ในแผ่นดินประจุบันนี้ ตั้งแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้วมาก็มีเนืองๆ ไม่ขาดในกรุงบ้างหัวเมืองบ้าง

๑. เมื่อปีกุนตรีศกอีดกเมืองขุขันบุรีหักคอเด็กตาย ถอดเอาสิ่งของแต่งตัวเด็ก เจ้าเมืองกรมการส่งตัวอีดกมาณกรุงเทพฯ ให้ประหารชีวิตเสีย

๒. เมื่อปีชวดจัตวาศก อีกลายทาสหมื่นอาจบ้านบางตนาวศรี แขวงเมืองนนทบุรี หักคอหนูเผือกอายุ ๘ ขวบตาย ถอดเอาเสมาทองคำ ๑ เอากำไลทองคำคู่ ๑ เอากำไลเท้าเงินคู่ ๑ ได้ตัวอีกลายมาแล้ว ให้ประหารชีวิตผ่าอกเสียที่ศาลเจ้าปากคลองบางขวาง

๓. เมื่อปีขาลฉศก อีปั่นบ้านบางลมุดแขวงกรุงเทพฯ หักคอเด็กบุตรนายเรืองนายเงินตาย ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๒ ยก ๖๐ ที ขึ้นขาหย่างประจาน ๓ วัน สับเสี่ยงแล้วให้นายเงินรับเอาตัวไป

๔. เมื่อปีมะเมียสัมฤทธิศก อีเมาะอีนุ่น ทาสหลวงบานเบิกบุรีรัตน บ้านหน้าวัดบพิตรพิมุข หักคอหนูเล็กอายุ ๗ ปีบุตรนายเงินตาย ถอดเอากำไลมือทองคำคู่หนึ่ง ให้ประหารชีวิตเสียที่ทุ่งนามักกะสัน

๕. เมื่อปีมะแมเอกศก อีปลีบ้านเมืองชลบุรี หักคอเด็กตายแล้วถอดเอาเสมาทองคำอันหนึ่ง ได้ตัวอีปลีมาชำระเปนสัตย์แล้ว สั่งให้ประหารชีวิตเสียที่เมืองชลบุรี

๖. เมื่อปีวอก๑๐ทศก อีเทศทาสอำแดงกลายเมืองอุไทยธานีหักคอหนูเขียวอายุ ๙ ขวบตาย ถอดเอาเสมาทองคำ ๑ กำไลเท้าคู่ ๑ ได้ตัวอีเทศมาชำระเปนสัตย์ แล้วส่งตัวไปให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๓ ยก ประหารชีวิตเสียที่เมืองอุไทยธานี

๗. เมื่อปีวอก๑๐ทศก อ้ายโหบ่าวพระพิไชยกองลวาอยู่บ้านถ้ำแขวงเมืองกาญจนบุรี เอาไม้ตีหนูฉาวอายุ ๑๔ ปีตาย ถอดเอาตุ้มหูทองคำ ๑ กำไลเท้าคู่ ๑ ให้ลงพระราชอาญาจำอยู่ณคุก

๘. เมื่อปีระกา๑๑รีศก อีอ่ำทาสอำแดงสุดบ้านริมพระราชวังหลวง กดคอหนูจูอายุ ๘ ปีตาย ถอดเอาปิ่นทองคำอัน ๑ เสมาทองคำอัน ๑ กำไลมือทองคำคู่ ๑ ให้ลงพระราชอาญาจำไว้ณคุก

๙. เมื่อปีระกา๑๑รีศก อีเปียทาสหม่อมเจ้าอัมพร ริมวังกรมหมื่นเทวานุรักษ์ หักคอหนูเล็กบุตรอำแดงต่วนอายุ ๗ ปีตาย ถอดเอากำไลทองคำคู่ ๑ กำไลเงินคู่ ๑ ให้ลงพระราชอาญาจำไว้ณคุก

อ้ายผู้ร้ายฆ่าเด็กตายเช่นนี้เมื่อจับตัวได้ก็มาลงพระราชอาญาเฆี่ยนแล้วให้ประหารชีวิตเสียเปนอันมากแล้ว ที่ยังต้องรับพระราชอาญาจำไว้ณคุกก็มีอย่างว่ามานี้แล้ว อ้ายผู้ร้ายก็ยังไม่เข็ดหลาบเลิกการนั้นเสีย ยังมีอยู่ไม่ขาดจนทุกวันนี้ ก็ที่บิดามารดาแลญาติลุงป้าอาน้าแลใครๆ แต่งบุตรแต่งหลานด้วยเครื่องทองเครื่องเงินแล้ว มีความประมาทปล่อยให้เด็กเที่ยวอยู่ตามลำพัง ไม่มีผู้ระวังรักษานั้น จะว่าไม่มีความผิดนั้นไม่ได้ จะต้องปรับไหมแก่บิดามารดาแลพี่ป้าน้าลุง แลใครๆ ที่ตกแต่งให้เด็กนั้นตามพระราชบัญญัติ ซึ่งจะกล่าวไปนี้

(๑) ห้ามไม่ให้คนทั้งปวงเอาเครื่องทองตั้งแต่ทองหนักบาทเฟื้องหนึ่งขึ้นไป ผูกติดแลสวมไว้กับตัวเด็กที่เปนบุตรหลานก็ดี เปนบุตรเลี้ยงหลานเลี้ยงแลทาสก็ดี แล้วแลปล่อยให้เที่ยวอยู่เที่ยวไปในน้ำแลบก เปลี่ยวคนบ้างมีเพื่อนบ้าง ห้ามทั้งนี้เพราะเห็นว่าของนั้นเปนเหยื่อให้ผู้ร้ายฆ่าเด็กเสีย ก็เพราะบิดามารดาพี่ป้าน้าลุง เอาของที่เปนเหยื่อผู้ร้ายมาผูกไว้สวมไว้กับตัวเด็ก เหตุจึงบังเกิดมี จะเกิดด้วยเด็กไปวิวาทกับผู้ร้ายก็หาไม่เลย เมื่อรู้อยู่ดังนี้แล้วขืนทำก็ควรเห็นว่าเปนใจกับผู้ร้าย เอาเหยื่อผู้ร้ายมาติดไว้กับตัวเด็ก จนเด็กต้องตายเนืองๆ ผู้ประกอบเหยื่อผู้ร้ายไว้ในตัวเด็กจะว่าตัวไม่มีผิดว่าไม่ได้

(๒) ใครๆ เห็นเด็กมีเครื่องทองเงินผูกสวมติดตัวเที่ยวอยู่ผู้เดียวเปลี่ยวคน เมื่อเห็นดังนี้แล้วอย่าจับเด็กนั้นฆ่าเสียเลย จงจับตัวมาส่งนายอำเภอกรมพระนครบาลทั้งปวง ฤๅจะแก้เอาของมาไม่ทุบตีเด็กให้เจ็บป่วยลงจงเอามาส่งกรมพระนครบาลเถิด จะให้กรมพระนครบาลปรับผู้เปนเจ้าของเครื่องทองเครื่องเงิน ที่ผูกสวมไว้ที่ตัวเด็กด้วยความประมาทนั้น ให้ใช้ค่าถ่ายแก่ผู้จับเท่าราคาของ ถึงจะขอร้องกันไม่ควรลดให้ เพราะผู้ที่เอาเครื่องทองเครื่องเงินผูกสวมเด็กไว้นั้น ทำด้วยความประมาทเปนเหตุจะให้เด็กต้องตาย ผู้ที่จับเด็กไม่ฆ่าเสียเปนผู้เตือนสติให้รู้ มีความชอบควรจะให้รางวัล

(๓) ถ้ามีผู้ร้ายฆ่าเด็กตาย ผู้ร้ายต้องโทษถึงตายตกตามตัวเด็กทุกเรื่อง ค่าปลุกตัวเผาผีโดยจะเรียกได้ อย่าให้ได้แก่ผู้แต่งผู้สวมในเด็กนั้นเลย ค่าเผาผีเด็กผู้ตายนั้น ถ้ามีญาติให้ญาติอื่นไปทำ ค่าปลุกตัวซื้อทรายโปรยถนนเสีย เครื่องทองเครื่องเงินที่ผู้ร้ายลักไปได้มาแล้ว ก็อย่าคืนให้เจ้าของเอาจำหน่ายซื้อทรายโปรยถนนเสีย แลผู้ที่ผูกสวมเครื่องทองเครื่องเงินให้แก่เด็กนั้นมา ให้ปรับค่าปลุกตัวอีกต่อหนึ่ง มาซื้อทรายโปรยถนน ก็ถ้าเครื่องทองเครื่องเงินซึ่งผู้ร้ายลักไปนั้น ชำระไม่ได้ผู้ร้ายจะไม่ได้ตัวก็ดี ให้ใช้ค่าเครื่องทองเครื่องเงินนั้นจงครบ มาซื้อทรายโปรยถนน

(๔) ถ้าผู้มีบรรดาศักดิ์เอาเครื่องทองเครื่องเงินแต่งให้บุตรให้หลาน แล้วบังคับให้ทาสน้ำเงินก็ดี ทาสเกิดในเรือนเบี้ยก็ดี บ่าวตามสังกัดตัวเปนเจ้าขุนมุลนายก็ดี ลูกจ้างก็ดี ให้กำกับควบคุมพิทักษ์รักษา แลบ่าวลูกจ้างจะจับตัวเด็กนั้นมาส่งกรมพระนครบาล ให้ปรับใช้ค่าถ่ายของดังว่านั้นไม่ได้ เพราะอยู่ในอำนาจเขาเขาใช้ต้องทำตามนายใช้ระวังไว้ให้ดี แต่ถ้าทาสละเลยประมาท ไปทำให้มีผู้จับเอาเด็กไปส่งกรมพระนครบาลได้ ค่าถ่ายของทั้งปวงนายต้องเสียๆ แล้วก็จะคิดแก่ทาสจนเต็มราคาไม่ได้ คิดให้ทาสใช้ได้แต่ส่วนหนึ่งในสาม เพราะตัวเปนนายขืนใจให้มันระวังเด็กๆ ก็ไม่อยู่ในอำนาจมันแท้ๆ ฤๅอีกอย่างหนึ่ง ถ้ามีผู้มาฆ่าเด็กนั้นตาย แลผู้ที่นายบังคับให้ระวังเด็กเปนแต่ประมาทไปไม่ได้รู้เห็นเปนใจด้วยอ้ายผู้ร้าย ก็ต้องช่วยเสียค่าปลุกตัวแลค่าใช้ของ เปนค่าทรายโปรยถนนตามบังคับในข้อ (๓) แต่ส่วนหนึ่งในสามเหมือนกัน เพราะมันทำด้วยนายใช้ แลเด็กนั้นก็ไม่อยู่ในอำนาจมันแท้ ก็ซึ่งว่าเด็กไม่อยู่ในอำนาจมันแท้นั้น คือเด็กอายุมากกว่า ๗ ปีขึ้นไป ถ้าอายุใต้กว่า ๗ ปีลงมา มีเหตุ ๒ อย่างดังว่าแล้วนั้น ทาสแลบ่าวแลลูกจ้างต้องเสียกึ่งค่ามากกว่าส่วนหนึ่งในสาม ข้อพระราชบัญญัติทั้งนี้ ให้กรมมหาดไทย กรมกลาโหม กรมพระสัสดีหมายบอกแก่ข้าราชการ ฝ่ายทหารพลเรือนในพระบรมมหาราชวังแลพระบวรราชวัง ข้าเจ้าต่างกรมเจ้ายังไม่ได้ตั้งกรม ให้รู้จงทั่วกันทุกหมู่ทุกกรม อย่าให้ขาดได้ตามรับสั่งหมาย

ประกาศมาณวันเสาร์ เดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีขาลอั๑๖ฐศก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ