๒๕๖ ประกาศพระราชบัญญัติลักษณลักพา

ณวันจันทร์ เดือนยี่ ขึ้น ๑ ค่ำปีฉลูสัปตศก

มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ให้ประกาศแก่ลูกขุนตุลาการโรงศาล แลราษฎรในกรุงหัวเมืองให้ทราบทั่วกันว่า เมื่อวันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรม ๗ ค่ำ ปีฉลูสัป๑๕ตศก เสด็จออกหน้าพระที่นั่งสุทไธศวรรย์ มีหญิงสาวคนหนึ่งทำเรื่องราวฎีกามาทูลเกล้าฯ ถวาย ความในฎีกาดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้าอำแดงเหมือนเปนบุตรนายเกตอำแดงนุ่น อายุข้าพระพุทธเจ้าได้ ๒๑ ปี ตั้งบ้านเรือนอยู่บางม่วงแขวงเมืองนนทบุรี มีความทุกข์ร้อนขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาศถวายเรื่องราวให้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท พระราชอาญาเปนล้นเกล้าฯ เดิมข้าพระพุทธเจ้ากับนายริดรักใคร่เปนชู้กัน บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าหารู้ไม่ ครั้นอยู่มาณเดือน ๔ ปีชวด๑๔ฉศก นายภูให้เถ้าแก่มาขอข้าพระพุทธเจ้าต่อบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาก็ยอมจะให้ข้าพระพุทธเจ้าเปนภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้ารู้ความว่าบิดามารดาจะยกข้าพระพุทธเจ้าให้เปนภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอมบิดามารดาโกรธด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้า ครั้นณเดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำปีชวด๑๔ฉศกเวลาพลบค่ำ บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าให้นายภูฉุดตัวข้าพระพุทธเจ้าไปที่บ้านเรือนนายภู ๆ ให้ข้าพระพุทธเจ้าเข้าไปในห้องเรือน ข้าพระพุทธเจ้าไม่ไป ข้าพระพุทธเจ้าก็นั่งอยู่ที่ชานเรือนนายภูจนรุ่งขึ้นเวลาเช้า ชายหญิงชาวบ้านได้รู้เห็นเปนอันมาก แล้วข้าพระพุทธเจ้าก็กลับมาบ้านเรือนบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาก็ด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้าอิกจะให้ข้าพระพุทธเจ้าเปนภรรยานายภูให้จงได้ แล้วบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าให้นายภูฉุดตัวข้าพระพุทธเจ้าไปที่บ้านเรือนนายภูอิกครั้งหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าก็หาขึ้นไปบนเรือนนายภูไม่ แล้วข้าพระพุทธเจ้าก็กลับมาบ้านเรือนบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาโกรธด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้า แล้วว่าถ้าข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอมเปนภรรยานายภู จะเอาปืนยิงข้าพระพุทธเจ้าให้ตาย ข้าพระพุทธเจ้ากลัวก็หนีไปหานายริดชู้เดิมข้าพระพุทธเจ้าได้สองวันสามวัน บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าสั่งผู้มีชื่อให้บอกนายริดให้เอาดอกไม้ธูปเทียนมาสะมาบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า นายริดก็ให้ผู้มีชื่อเถ้าแก่เอาดอกไม้ธูปเทียนมาสะมาบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าจึงพาเถ้าแก่เอาดอกไม้ธูปเทียนไปที่บ้านกำนัน ในเวลานั้นนายภูไปคอยอยู่ที่บ้านกำนัน นายภูจึงอายัติตัวเถ้าแก่ไว้แก่กำนัน ครั้นณเดือน ๗ ปีฉลูสัป๑๕ตศก มีหมายหลวงสยามนนทเขตรขยันปลัดไปเกาะข้าพระพุทธเจ้ากับนายริดกับบิดามารดานายริด มาที่ศาลากลางเมืองนนทบุรี หลวงปลัดแลกรมการถามข้าพระพุทธเจ้าๆ ให้การว่าข้าพระพุทธเจ้าหาได้รักใคร่ยอมเปนภรรยานายภูไม่ พระนนทบุรีแลกรมการเปรียบเทียบตัดสินว่า ถ้านายภูสาบานตัวได้ ว่าข้าพระพุทธเจ้าได้ยอมเปนภรรยานายภู ให้นายริดแพ้ความนายภูๆ ไม่ยอมสาบาล แล้วกรมการเปรียบเทียบว่า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าสาบาลตัวได้ว่าไม่ได้ยอมเปนภรรยานายภู ให้นายภูยอมแล้วความแก่กัน นายภูก็หายอมให้ข้าพระพุทธเจ้าสาบาลไม่ ครั้นเดือน ๙ ขึ้น ๒ ค่ำปีฉลูสัป๑๕ตศก นายภูกลับฟ้องกล่าวโทษนายริดกับบิดามารดานายริดกับผู้มีชื่อเถ้าแก่ ๒ คน มีความแจ้งอยู่ในฟ้องนายภูนั้นแล้ว พระนนทบุรีแลกรมการเกาะได้ตัวนายริดกับบิดามารดานายริดกับผู้มีชื่อเถ้าแก่ ๒ คนมาแล้ว บังคับให้นายริดส่งตัวข้าพระพุทธเจ้า นายริดก็ส่งตัวข้าพระพุทธเจ้าให้ตุลาการ นายริดกับบิดามารดานายริดแลผู้มีชื่อเถ้าแก่ ๒ คน ก็เปนคู่สู้ความกับนายภู แต่ตัวข้าพระพุทธเจ้าได้ให้การไว้ต่อตุลาการเปนความสัตย์ความจริง ข้าพระพุทธเจ้าหาได้เปนภรรยานายภูไม่ แจ้งอยู่ในคำให้การนั้นแล้ว นายเปี่ยมพธำมรงค์ คุมตัวข้าพระพุทธเจ้ากักขังไว้ที่ตราง แล้วมารดาข้าพระพุทธเจ้าก็มาว่าขู่เข็ญจะให้ข้าพระพุทธเจ้ายอมเปนภรรยานายภูให้จงได้ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอม ข้าพระพุทธเจ้าเตือนตุลาการให้ชำระความต่อไปก็ไม่ชำระให้ นายเปี่ยมพธำมรงค์ก็คุมตัวข้าพระพุทธเจ้ากักขังไว้แกล้งใช้การงานต่างๆ เหลือทนได้ความทุกข์ร้อนนัก ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้หนีมาทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวาย พระราชอาญาเปนล้นเกล้าฯ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอมเปนภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้าสมัคเปนภรรยานายริดชู้เดิมของข้าพระพุทธเจ้าต่อไป ขอพระบารมีปกเกล้าฯ เปนที่พึ่ง ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขอเดชะ

ฎีกานี้ทรงแล้ว จึงทรงพระราชหัดถเลขาสลักหลังฎีกาลง ถ้าความเรื่องที่กล่าวในฎีกานี้ไม่ผิดไกลจากการที่เปนจริงนัก ให้จมื่นราชามาตย์กับนายรอดมอญมหาดเล็ก ขึ้นไปจัดการตัดสินให้หญิงผู้ร้องฎีกาตกเปนภรรยาชายชู้เดิมตามสมัค เพราะหญิงนั้นก็อายุก็มากถึง ๒๐ ปีเศษแล้ว ควรจะเลือกหาผัวตามชอบใจได้ แต่ให้ชายชู้เดิมเสียเบี้ยละเมิดให้บิดามารดาหญิงชั่งหนึ่ง ใช้ชายผู้ที่ได้หญิงนั้นด้วยบิดามารดายอมยกให้สิบตำลึง รวมเปนเงินสามสิบตำลึง ค่าฤๅชาธรรมเนียมให้ชายชู้เดิมเสียแทนบิดามารดาหญิง แลชายที่ว่าเปนเจ้าของหญิงนั้นด้วย ให้ความเปนเลิกแล้วแก่กันทั้งเรื่อง แต่ถ้าความแปลกจะมีนอกจากที่ว่าในฎีกานี้ จะต้องตัดสินตามสักสองอย่าง คือกิริยาที่บิดามารดายอมยกให้บุตรหญิงของตัวไปแก่ชายนั้นกระมัง จึงต้องยอมให้เขาฉุด ก็ถ้าการเปนดังนี้ ให้ตัดสินว่าบิดามารดาไม่ได้เปนเจ้าของบุตรชายบุตรหญิง ดังหนึ่งคนเปนเจ้าของโคกระบือช้างม้า จะตั้งราคาขายตามชอบใจได้ฤๅ ดังนายเงินเปนเจ้าของทาสที่มีค่าตัวจนจะขายทาสนั้นตามค่าตัวเดิมได้ เมื่อบิดามารดาจนจะขายบุตรต่อบุตรยอมให้ขายจึงขายได้ ถ้าไม่ยอมให้ขายก็ขายไม่ได้ ฤๅยอมให้ขายถ้าบุตรยอมรับหนี้ค่าตัวเพียงเท่าไรก็ขายได้แต่เพียงเท่านั้น กฎหมายเก่าอย่างไรผิดไปจากอย่างนี้อย่าเอา เพราะฉนั้นในความเรื่องนี้ ถ้าบิดามารดาเอาชื่อหญิงนั้นไปขายให้แก่ชายที่มาฉุดเท่าไร ก็ให้บิดามารดาใช้เงินเขาเองอย่าให้ชายผู้เดิมแลตัวหญิงต้องใช้ เพราะเห็นชัดว่าตัวหญิงไม่ยอมให้ขาย แลหญิงนั้นเมื่อหนีบิดามารดาตามชายชู้ไป ถ้าเอาเงินทองสิ่งของของบิดามารดาติดตัวไปด้วย ถ้าบิดามารดาไม่ยอมให้ ก็เร่งคืนให้เว้นไว้แต่ผ้านุ่งห่ม แลเบี้ยเงินฤๅสิ่งของราคาสักสามตำลึง ให้บิดามารดาลดให้หญิง เพื่อจะเปนเสบียงเลี้ยงตัวอยู่สักเดือนหนึ่งสองเดือน กว่าจะมีที่ทำมาหากินกับชายที่ตัวหญิงนั้นยอมเปนเมียเขา ความวิวาทอายัติแลฟ้องเถ้าแก่ให้เลิกเสียให้หมด ตามลัทธิผู้ชายในบ้านในเมืองทุกวันนี้ พอใจถือว่าหญิงคนใดชายได้พาเข้าไปในที่ลับจับต้องถึงตัวแล้ว ก็พอใจถือตัวว่าเปนเจ้าผัว ความก็ว่าอย่างนั้น ผู้ตัดสินก็ว่าอย่างนั้น แล้วตัดสินให้ผัวเปนเจ้าของ แลให้เมียเปนดังสัตว์เดียรฉาน เพราะลัทธิอย่างนั้นแลจึงได้ตัดสินในเวลาหนึ่ง ให้เลิกกฎหมายเก่าว่าหญิงอย่าชายอย่าได้นั้นให้ยก กฎหมายนั้นต้องยุติธรรมอยู่ให้เอาเปนประมาณ ความเรื่องนี้ที่เปรียบเทียบพิจารณาว่าเปนเมียว่าไม่ได้เปนเมียให้ยกเสีย เอาแต่ตามใจหญิงที่สมัคไม่สมัคเปนประมาณ หญิงใดมีชายมาขอบิดามารดายกให้ตัวยอมไปอยู่ด้วยกัน มีผู้รู้เห็นด้วยกันมากว่าเขาสองคนเปนผัวเมียกัน ร่วมสุขทุกข์ทุนรอนเดียวกันอยู่นานหลายวันหลายเดือนประจักษ์แจ้งแก่คนรอบบ้านรอบเมือง ไม่มีใครขัดใครเถียง จึงควรตัดสินว่าเปนผัวเมียกัน ในความเรื่องนี้จะให้เปนถึงอย่างนั้นจะไม่ได้ จึงต้องให้เปนไปตามใจหญิงสมัค ความคล้ายกับเรื่องนี้แต่ก่อนก็เคยตัดสินมา แต่ก่อนมีผู้มีชื่อพาบุตรหญิงไปขายไว้แก่พระยาสิงหราชฤทธิไกรผู้บิดาหลวงเสนาภักดีแต่หญิงนั้นยังเปนเด็ก ครั้นหญิงนั้นเจริญเปนสาว หลวงเสนาภักดีสมคบเปนภรรยา ครั้นภายหลังบิดามารดาของหญิงมายุยงหญิงให้ถอนตัวจากหลวงเสนาภักดีไม่ยอมเปนภรรยา จะสมัคคืนไปกับบิดามารดา หลวงเสนาภักดีก็ยอมปล่อย บิดามารดาจึงเอาเงินค่าตัวมาส่งหลวงเสนาภักดีแล้วรับตัวหญิงไปไว้ ไม่ช้าก็ไปบอกขายให้ผู้อื่นยอมยกหญิงนั้นให้เปนภรรยาผู้อื่น หญิงนั้นไม่สมัคมาร้องทุกข์ จะขอกลับคืนมาเปนภรรยาหลวงเสนาภักดี หลวงเสนาภักดีก็ยอมใช้เงินแรงกว่าค่าตัวเดิม แต่ยังน้อยกว่าจำนวนเงินที่บิดามารดาขืนใจบุตรไปขายให้ผู้อื่น ความเรื่องนี้ก็ได้โปรดตัดสินให้ตามใจหญิงแลหลวงเสนาภักดี ไม่ยอมให้ตามใจบิดามารดาแลชายซึ่งจะเข้ามาเปนเจ้าของใหม่ ความสองเรื่องนี้โปรดตัดสินให้ตามหญิงแลชายที่รักใคร่กันไม่ตามใจบิดามารดา ชรอยคนบางจำพวกที่มีคดีของตัว ที่ตัวสำคัญว่าคล้ายกับเรื่องสองเรื่องนี้ แต่ได้ถูกตัดสินไปอย่างอื่นแต่ก่อนแล้ว จะว่าจะบ่นฤๅจะคิดว่าทรงตัดสินความต่างๆ ครั้งก่อนก็ไม่เหมือนกัน การนั้นทรงพระราชดำริห์ทราบแล้ว ว่าจะมีผู้ว่าอย่างนั้นจะคิดอย่างนั้น ขอให้ผู้สังเกตคดีถ้อยความพิจารณาดูให้เลอียด ซึ่งทรงตัดสินต่างๆ ไปนั้น ตามบรรดาศักดิ์ชาติตระกูลของหญิงแลชาย แลเกี่ยวข้องในที่สูงที่ต่ำมีที่กำหนดผิดกันอยู่ จึงทรงตัดสินยักเยื้องไป ชักเรื่องเทียบให้เห็นว่า แต่ก่อนนี้ไปนายไทยมหาดเล็ก ซึ่งแต่ก่อนเปนนายรองชิด บัดนี้เปนขุนนครเขตรเกษมศรีรองปลัดกรมกองตระเวนขวา แต่งเถ้าแก่ไปขอทรัพย์บุตรพระยาเทพอรชุนเปนภรรยา ได้ปลูกหอปลูกเรือนอยู่ด้วยกัน แล้วได้ให้ท้าวสมศักดินกพาทรัพย์เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทข้างใน ได้พระราชทานเงินตราให้ทรัพย์เมื่อเวลาเข้าไปเฝ้าบ้าง ครั้นภายหลังทรัพย์กับนายรองชิดโกรธคึ่งขุ่นเคืองกัน นายรองชิดมาอยู่บ้านเดิมไปมาหาสู่ทรัพย์แต่ห่างๆ ภายหลังทรัพย์มีชู้กับพันสรสิทธิ์ปั่นในกรมพระตำรวจ แลเมื่อพระยาเทพอรชุนไม่ได้อยู่บ้านไปราชการมณฑลนครศรีธรรมราช นายรองชิดไปหาทรัพย์จับได้พันสรสิทธิ์ปั่นชายชู้ในที่นอนเถียงไม่ได้ นายรองชิดเห็นว่าทรัพย์เคยได้เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาททรงรู้จักอยู่ จึงนำความนั้นกราบทูลพระกรุณา จึงมีพระบรมราชโองการให้ลูกขุนปรับชายชู้ตามศักดินานายรองชิดเสร็จแล้ว หญิงสมัคจะไปอยู่กับชายชู้ๆ ก็สมัคจะรับไป เพราะได้เสียเบี้ยปรับมากแล้ว มีพระบรมราชโองการดำรัสว่าทรัพย์เปนบุตรขุนนางมีบรรดาศักดิ ไม่เปนหญิงบุตรบิดามารดาสามัญเสมอราษฎร จะโปรดให้เปนไปตามใจทรัพย์แลชายชู้ของทรัพย์ไม่ได้ พระยาเทพอรชุนบิดาของทรัพย์ก็ไปราชการอยู่ไกล ภายหลังเกิดความเรื่องนี้ขึ้น พระยาเทพอรชุนจะว่าอย่างไรก็ยังไม่ทราบ จึงโปรดให้หาตัวนายพิศาลหุ้มแพรในพระบวรราชวัง แลบุตรพระยาเทพอรชุนที่เปนมหาดเล็กหลายนายมาแล้วมีพระบรมราชโองการดำรัสถามว่า ทรัพย์บุตรพระยาเทพอรชุนนอกใจนายรองชิดผู้ผัวยอมให้พันสรสิทธิ์ทำชู้จนนายรองชิดผู้ผัวจับได้ บัดนี้ชายชู้ก็เสียเบี้ยปรับเสร็จแล้ว ตัวทรัพย์จะสมัคไปอยู่กับชายชู้ ญาติพี่น้องจะยอมให้ฤๅไม่ คาดเห็นว่าพระยาเทพอรชุนจะยอมยกให้ชายชู้ฤๅไม่ บุตรพระยาเทพอรชุนทุกนายกราบทูลพระกรุณาว่าไม่ยอม คาดใจพระยาเทพอรชุนว่าเห็นจะไม่ยอมให้ไปกับชายชู้ จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้มอบตัวทรัพย์ให้นายพิศาลพี่ชายของทรัพย์รับตัวทรัพย์ไปจำไว้คอยถ้าพระยาเทพอรชุน การต่อไปข้างหน้าสุดแต่พระยาเทพอรชุนผู้บิดา

อนึ่งกฎหมายเก่าว่าผัวเมียอย่าร้างกันแยกย้ายกันไป บุตรชายให้ได้แก่มารดา บุตรหญิงให้ได้แก่บิดา กฎหมายบทนี้มีพระบรมราชโองการดำรัสว่า ให้ใช้ได้แต่ในบุตรของบิดามารดาที่เปนศักดิต่ำ ก็ถ้าว่าบุตรของบิดามารดาที่เปนศักดิสูง ศักดินากว่า ๔๐๐ ขึ้นไปให้ตามใจบิดา ถ้าบิดาไม่รับเลี้ยงขับไล่บุตรเสียด้วย บุตรจึงตกเปนของมารดา ถ้าบิดารักชาติตระกูลยศศักดิอยู่ไม่ยอมให้ไปกับมารดา บุตรก็ต้องเปนของบิดาหมด ด้วยนัยนี้ถ้าในบางทีบางคราวหญิงที่มีศักดิสูงจะไปได้ผัวไพร่มีบุตรเกิดด้วยกัน บุตรนั้นก็ต้องเปนของมารดาฤๅของตาแลญาติข้างมารดาหมดตามบรรดาศักดิ เมื่อตัดสินดังนี้ จะว่าเข้าข้างผู้ดีข่มขี่ไพร่เกินไปก็ตาม แต่เห็นว่าผู้ดีมีบรรดาศักดิเปนอันมากจะเห็นชอบด้วย ถ้าจะไม่ตัดสินอย่างนั้น จะว่าไปตามกฎหมายเก่าก็จะเปนที่เสียใจแก่ผู้มีบรรดาศักดิมากนัก ชักเรื่องว่ามาทั้งนี้จะให้เห็นหลักความที่ทรงพระราชดำริห์แล้วตัดสิน อย่างความบางเรื่องคล้ายๆ กับความที่ร้องฎีกาสองเรื่องนี้ คือผู้หญิงสมัคจะไปอยู่กับผู้ชายๆ ก็สมัคจะรับ แต่ญาติพี่น้องของหญิงเปนผู้มีบรรดาศักดิสูงเขาไม่ยอมเลย ก็ในความเรื่องนั้นตามรูปความ ก็ควรจะทรงตัดสินให้ตามใจหญิงสมัค เหมือนกับความฎีกาสองเรื่องนี้ ท่านทั้งหลายเปนอันมากที่ไม่ได้มาพิจารณาการให้เลอียด ก็ดูเหมือนจะเห็นไปอย่างนั้นด้วย แต่เมื่อพิเคราะห์ให้เลอียดไปรฦกดูการแต่หลังมา เห็นว่าหญิงในตระกูลนั้นไม่เคยตกไปเปนภรรยาผัวที่ต่ำศักดิเสมอกับชายที่หญิงนั้นรักนั้นเลย ชายคนนั้นมักใหญ่ใฝ่สูงเอื้อมเข้าไปสมคบกับหญิงในตระกูลสูงเช่นนั้น เปนที่แปลกใจคนในตระกูลนั้นทั้งสิ้น ถ้าจะตัดสินให้ตามใจหญิงแล้ว คนในตระกูลนั้นทั้งสิ้นเขาคงคิดว่าผู้ครองแผ่นดินลดศักดิตระกูลเขาให้ต่ำไป ตัวอย่างจะเปนที่ให้เขาเสียใจไม่รู้หาย ถึงจะบังคับชายให้เสียเบี้ยเลมิดให้แก่เขาตามกฎหมายอย่าว่าเลย ถึงจะเสียให้เขาสัก ๑๐๐ ชั่งเปนเบี้ยปรับ เขาก็ลั่นวาจาว่าไม่ยอมยินดีรับเปนอันขาดทีเดียว อนึ่งถ้าจะตัดสินให้ชายหญิงคู่นั้นได้อยู่ด้วยกันตามสมัครักใคร่กันแล้ว ผู้ตัดสินก็ดูเปนโง่งมนักไม่รู้เท่ารู้ทันคนเสียคมเสียคาย ถูกหลอกถูกลวงกล้ำกลายเข้ามาในพระราชวัง โทษเสมอขบถแต่แผ่นดินเก่ามาจนแผ่นดินใหม่ ก็จะเปนอันไม่รู้เท่าอ้ายขบถอีขบถเสีย การที่ปรากฎว่าไม่รู้เท่านั้นจะเปนที่จะให้คนลามๆ ต่างๆ เดินทางนั้นมาลูยลายพระราชฐานต่อไปในภายหน้า จึงประกาศมาขอให้ผู้มีปัญญาตริตรองดู

แต่ความสามัญในโรงศาลในกรุงแลหัวเมืองทั้งปวง ให้ตุลาการพิจารณาสังเกตตระกูลหญิงตระกูลชาย แลเปรียบเทียบให้คล้ายกับกระแสพระราชดำริห์ ก็ซึ่งถือลัทธิว่าชายถูกต้องหญิงแล้ว ก็ชื่อว่าเปนเมียนั้นใช้ไม่ได้ ให้บังคับตามใจสมัคในตระกูลหญิงที่ต่ำ แลตามใจบิดามารดาพี่น้องหญิงในตระกูลที่สูงศักดิตามบังคับนี้เถิด

วิสัยตระกูลต่ำมีแต่คิดจะหาเงินหาทอง ย่อมข่มขืนบุตรหลานของตัวแล้วเอาไปขายไปให้ ให้ไปต้องทนยากอยู่ในที่ที่ตัวจะได้เงินได้ทองมาก แต่บุตร์ไม่ควรที่จะต้องยากเพราะบิดามารดา จึงต้องตัดสินให้ตามใจบุตรสมัค ประการหนึ่งหญิงก็ไม่ควรจะสึกหรอมากไปหลายแห่ง ในตระกูลต่ำ ถ้าตัดสินให้เปนของบิดามารดาแล้ว ก็จะทำให้สึกหรอมากไป ดังเช่นเปนในความฎีกาสองเรื่องนี้ ก็ในตระกูลสูงโดยว่าหญิงพลัดไปสึกหรอในสถานที่ต่ำ เปนที่อับอายขายหน้าแก่ญาติพี่น้องก็เมื่อคืนมาให้ญาติพี่น้อง ถึงไปต้องสึกหรอเปนสองซ้ำสามซ้ำ ญาติพี่น้องทั้งปวงคงจะไม่ยอมให้ไปสึกหรอในตระกูลต่ำ โดยจะต้องสึกหรอเขาคงจะให้ไปสึกหรอในที่มีศักดิสูง เปนที่ยำเยงกลัวของคนเปนอันมาก คนทั้งปวงเกรงใจไม่ออกปากพูดถึงความเรื่องนั้นได้ ก็เปนอันแก้อายให้หายไปโดยลำดับ เพราะจะทำคนทั้งหลายให้ลืมความนั้นเสีย

ประกาศมาณวันจันทร์เดือนยี่ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีฉลูสัป๑๕ตศก ศักราช ๑๒๒๗ ฤๅเปนวันที่ ๕๓๓๒ ในรัชกาลปัตยุบันนี้

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ