ตอนที่ ๒ เรื่องศึกหงษาวดี

๏ จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงศักดิ์ มหาจักรพรรดิราชนาถนาถา
เฉลิมวงศ์มงกุฎอยุธยา บำรุงราษฎร์สาสนาให้ถาวร
พระปกเกล้าชาวบุรีเปนที่ชื่น สำราษรื่นร่มโพธิ์สโมสร
มีคชาพาหนะนรินทร ห้ากุญชรเผือกผู้คู่บารมี
กับเผือกพังทั้งสองล้วนผ่องแผ้ว ชาติ์ช้างแก้วเกิดสำหรับกับกรุงศรี
เปนเจ็ดช้างต่างนามล้วนงามดี อยู่โรงที่ริมปราสาทในราชวัง
ตั้งพานทองรองหญ้าผลาผล ผ้ารัตกัมพลนั้นปกหลัง
พเนกฟูกผูกม่านเพดานบัง หมอควาญทั้งพราหมณ์กล่อมอยู่พร้อมเพรียง
บ่ายสามโมงลงน้ำนำกลองชนะ ปิ๋งเปิงปะเปิงครื่มกระหึมเสียง
เครื่องสูงสำหรับช้างสองข้างเคียง พร้อมเพรียงเพราะพระบารมี
อุดมทั้งโภไคยไอสูรย์ เพิ่มภูลภิญโญดังโกสีย์
ทั้งเหนือใต้ไพร่ฟ้าประชาชี ล้วนมั่งคั่งมั่งมีต่างปรีดา
อาณาจักรนัคเรศประเทศราช พึ่งพระบาทบุญฤทธิ์ทุกทิศา
ทุกถิ่นฐานบ้านเมืองเลื่องฦๅชา พระเจ้าช้างเผือกมหาจักรพรรดิ
ฝ่ายเสนาข้าเฝ้าเหล่าทหาร ต่างเริงร่านการศึกซ้อมฝึกหัด
ยิงปืนทั้งช้างม้าฝึกสารพัด สนามน่าจักรวรรดิหัดทุกวัน ฯ
๏ จะกลับกล่าวถึงพระเจ้าเมืองหงษา เปนปิ่นรามัญประเทศทุกเขตรขัณฑ์
พม่าทวายฝ่ายลาวเมื่อคราวนั้น อภิวันท์หงษาพึ่งบารมี
เธอทราบเรื่องเมืองไทยที่ใหญ่กว้าง มีเจ็ดช้างเผือกอยู่บุรีศรี
คิดจะใคร่ได้มาไว้ธานี ให้มนตรีคิดอ่านแต่งสารตรา ฯ
๏ ครั้นเสร็จสรรพพับผนิดปิดตราแล้ว ใส่กล่องแก้วมรกฎตามยศถา
ให้สมิงโยคราชมาตยา คุมไพร่ห้าสิบตรงเข้าดงดาล
ยี่สิบวันดั้นเดินตามแผนที่ ถึงเจดีย์สามองค์ลงทางบ้านด่าน
พบขุนพลพามาในป่าลาน เข้าแจ้งเรื่องเมืองกาญจนบุรี ฯ
๏ ฝ่ายผู้รั้งปลัดยกรบัตรแจ้ง ให้ขุนแพ่งรีบพามากรุงศรี
นำเข้าหาเจ้าพระยาจักรี พร้อมอยู่ที่ศาลาว่าราชการ
ให้มอญล่ามถามซักตระหนักแน่ อ่านเขียนเปลี่ยนแปลพระราชสาร
เปนคำไทยได้ระเบียบแล้วเทียบทาน พนักงานนำเข้าคอยเฝ้าพลัน ฯ
๏ จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงเดช ปิ่นปักนัคเรศรังสรรค์
สถิตย์แท่นแม้นมหาเวชายันต์ เสมอชั้นบัณฑุกัมพล์อัมรินทร์
สาวสุรางค์นางบำเรอเสนอบาท บำรุงราชรู้เชิงบรรเทิงถวิล
บ้างร้องรับขับขานประสานพิณ บำเรอปิ่นปัถพีให้ปรีดา
ครั้นสายแสงสุริกาญจน์พระผ่านเกล้า เสด็จเข้าที่สรงทรงภูษา
ประดับเครื่องเรืององค์อลงการ์ ออกข้างน่าพนักงานไขม่านทอง
เสด็จเหนือพระที่นั่งบัลลังก์อาศน์ พร้อมมหาดเล็กฟังรับสั่งสนอง
ประโคมดังสังข์แตรเสียงแซ่ซ้อง มโหรทึกกึกก้องท้องพระโรง
ฝ่ายข้าเฝ้าเหล่าขุนนางต่างตำแหน่ง ก็ตกแต่งกายาล้วนอ่าโถง
นุ่งสมปักชักกลีบจัดจีบโจง เข้าพระโรงบังคมก้มกราบกราน ฯ
๏ เจ้าพระยาจักรีศรีสมุหะ ขอเดชะทูลความตามราชสาร
เบิกทูตเข้าเฝ้าประนตบทมาลย์ อาลักษณ์พนักงานอ่านสารตรา ฯ
๏ ในลักษณพระราชสารสวัสดิ์ จอมกระษัตริย์ซึ่งดำรงเมืองหงษา
ทรงพระยศทศธรรม์กรุณา ให้เย็นใจไพร่ฟ้าประชาชี
มีเมืองน้อยร้อยเอ็ดเปนเขตรขอบ มานบนอบน้อมประนตบทศรี
กับกรุงเพทวาราวดี เปนทางราชไมตรีได้มีมา
ทราบว่าองค์ทรงยศมีคชเรศ ล้วนเผือกผู้คู่พระเดชพระเชษฐา
เสมอบุญจุลจักรทรงศักดา จนฦๅชาปรากฎบทมาลย์
เมืองหงษาวดีที่ใหญ่กว้าง ไม่มีช้างเผือกผู้คู่ถิ่นฐาน
ขอพระองค์ทรงมหาปรีชาชาญ โปรดประทานให้น้องสักสองช้าง
จะฦๅนามงามภักตร์สูงศักดิ์แสง สมประเทศเขตรแขวงที่กว้างขวาง
ให้ร่วมแดนแผ่นดินร่วมถิ่นทาง ขอพระองค์จงสร้างทางไมตรี
แม้นทรงศักดิ์รักข้างช้างเผือกผู้ ไม่ช่วยชูภักตร์น้องจะหมองศรี
กรุงอยุธยากับหงษาวดี จะขาดราชไมตรีซึ่งมีมา ฯ
๏ พอจบสารกรานกราบพระทราบเรื่อง ให้ขุ่นเคืองในพระไทยแต่ไม่ว่า
ให้จ่ายเสบียงเลี้ยงดูพวกทูตา แล้วตรองตรึกปฤกษาเสนาใน
ซึ่งหงษามาขอช้างเผือกผู้ จงคิดดูใครจะเห็นเปนไฉน
จะแขงอ่อนผ่อนผันทำฉันใด เร่งตรึกไตรใคร่ครวญให้ควรการ ฯ
๏ ฝ่ายเสนาข้ารองลอองบาท อยู่พร้อมพรั่งทั้งมหาดไทยทหาร
ต่างปฤกษาว่าแต่ก่อนเคยรอนราญ กับผู้ผ่านหงษาเจ้ารามัญ
จับลูกเธอทั้งสองพี่น้องได้ ก็คุมไว้ไม่ฆ่าให้อาสัญ
เมื่อโปรดให้ไปขอพระหน่อนั้น เจ้ารามัญคืนให้เปนไมตรี
เดี๋ยวนี้เล่าเขาขอคชสาร ควรประทานหงษาเปนราษี
แม้นไม่ให้เห็นจะมารบราวี ในธานีก็คงเกิดสงคราม ฯ
๏ ฝ่ายพระราเมศวรพระยาจักรี พระสุนทรอยู่ที่เฝ้าทั้งสาม
ต่างปฤกษาว่าจะให้เห็นไม่งาม จะลวนลามล่วงประมาทบาทยุคล
จึงทูลว่าข้าพเจ้าทั้งสามนี้ เห็นไม่สมควรที่ให้ช้างต้น
ที่ไมตรีมีแต่ก่อนได้ผ่อนปรน ให้ช้างดีศรีมงคลทวีปไป
ถึงสองช้างข้างมอญพม่านั้น จะขี่ขับสับฟันไม่หวั่นไหว
จึงคืนให้ไว้กับเราก็เอาไว้ เราได้ให้ได้มีไมตรีกัน
ช้างเผือกผู้คู่บุญทูลกระหม่อม มิควรยอมให้ไปจากไอสวรรย์
เหมือนกลัวดีฝีมือพวกรามัญ จะเสียชั้นเชิงมอญเพราะอ่อนตาม
แม้นหงษามาตีบุรีเรา ข้าพเจ้าพร้อมพรั่งกันทั้งสาม
ขออาสาพระองค์ออกสงคราม มิให้ลามล่วงมาถึงธานี ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินปิ่นพิภพ หมายจะรบรับศึกไม่นึกหนี
จึงตรัสสั่งทั้งสามว่าตามที ให้เสนีที่ชำนาญแต่งสารตรา
เปนความตอบมอบสมิงโยคราช บังคมลาฝ่าพระบาทนาถนาถา
กับไพร่ห้าสิบถ้วนด่วนเดินมา ถึงหงษาเข้าเฝ้าเจ้าธานี
กราบทูลความตามราชสารตอบ แล้วนอบน้อมประนตบทศรี
ฝ่ายเสนารามัญอัญชลี แล้วก็คลี่ราชสารออกอ่านพลัน ฯ
๏ ในสารว่าพระมหาจักรพรรดิ เจ้าจังหวัดเวียงไชยไอสวรรย์
เฉลิมวงศ์ทรงยศทศธรรม์ ครองเขตรขัณฑ์กรุงทวาราวดี
ซึ่งพระน้องต้องประสงค์ช้างเผือกผู้ เปนของคู่บุญบำรุงชาวกรุงศรี
อันวิไสยในจังหวัดปัถพี ผู้ใดมีบุญญากฤดาการ
จึงย่อมจักเกิดช้างแลนางแก้ว ใช่บุญแล้วถึงจะได้ไว้ถิ่นฐาน
ไม่รุ่งเรืองเครื่องจะอันตรธาน เหมือนบุราณท่านเปรียบทำเนียบความ
ประเวณีมีบุญการุญโลก อุประโภคโภไคยก็ไหลหลาม
มีม้าแก้วแล้วมีช้างมีนางงาม ศึกสงครามก็มักมาถึงธานี
ซึ่งมิได้ให้ช้างเผือกไปเลี้ยง เพราะผิดเยี่ยงอย่างพระน้องอย่าหมองศรี
เชิญดำรงหงษาประชาชี จะได้มีเกียรติยศปรากฎไป ฯ
๏ พอจบสารอ่านแสนแค้นเคืองขุ่น ให้หมกมุ่นโมโหเสโทไหล
ชะฮึกฮักยักเยื้องเจ้าเมืองไทย จะไปไล่ลุยล้างชิงช้างมา
ยิ่งฮึดฮัดตรัสสั่งมังสุระ บอกอังวะทวายเชียงใหม่หวา
เดือนสิบสองจะไปตีศรีอยุธยา ใครไม่มาเหมือนหมายจะวายปราณ
เกณฑ์ให้ทั่วหัวเมืองเครื่องรบพุ่ง เร่งบำรุงช้างม้าโยธาทหาร
มังสุระประนมก้มกราบกราน หมายประกาศราชการทุกบ้านเมือง ฯ
๏ พอถึงเดือนสิบสองพวกกองทัพ ต่างต้อนขับเกวียนต่างม้าช้างเครื่อง
เมืองปรอนแปรแซ่ซ้องมานองเนือง เมืองเสี่ยงเมืองเมาะตมะมะลำเลิง
เมืองตองอูภุกามเมืองบัวเผื่อน มากลาดเกลื่อนเมืองพสิมเมืองติมตะเคลิ่ง
เชียงใหม่ทั้งอังวะเมืองละเคิง มาสิ้นเชิงทั้งจิตตองกองทวาย
รวบรวมล้อมพร้อมเข้าสิบเก้าหมื่น หอกดาบปืนพร้อมหมดเหมือนกฎหมาย
ทั้งเกวียนต่างช้างม้ามามากมาย พม่าทวายมอญลาวเฝ้าพร้อมกัน ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์หงษาตรึกตราตรัส อันจังหวัดเมืองไทยไอสวรรย์
มีทุ่งลำน้ำรอบเปนขอบคัน ดูเหมือนกันกับลงกากลางสาชล
มีเรื่องราวคราวพระรามข้ามทหาร ต้องคิดการถมน้ำทำถนน
ครั้งนี้เราเล่าจะไปพร้อมไพร่พล ต้องคิดกลการปีจึงมีไชย
ด้วยเมืองรายฝ่ายเหนือเมืองไทยนั้น แม่น้ำคั่นเขาขวางล้วนกว้างใหญ่
เมืองพิจิตรพิศณุโลกศุโขไทย เมืองพิไชยเมืองกำแพงระแหงนั้น
จะระดมสมทบช่วยรบพุ่ง ป้องกันกรุงเทพเหมือนดังเขื่อนขัณฑ์
ทั้งเข้าน้ำลำเลียงพร้อมเพรียงกัน เปนที่มั่นกันศรีอยุธยา
เราตีให้ได้ก่อนพักผ่อนตั้ง จะย่อหย่อนอ่อนกำลังลงนักหนา
จะได้ไทยได้ทั้งช้างเผือกมา ท้าวพระยาใครจะเห็นเปนอย่างไร ฯ
๏ เจ้าอังวะพระเจ้าแปรบุตรเขยหลาน เหล่าทหารพร้อมเพรียงทั้งเชียงใหม่
ต่างบังคมชมพระปัญญาไว เห็นจะได้กรุงทวาราวดี ฯ
๏ ฝ่ายกระษัตริย์อัษฎงคต์เจ้าหงษา จัดโยธาทหารชาญไชยศรี
อุปราชทัพน่าเคยราวี คุมพลยี่สิบหมื่นพื้นฉกรรจ์
เจ้าอังวะกะเกณฑ์เปนปีกขวา ทหารสิบหมื่นพม่ากล้าแขงขัน
พระเจ้าแปรปีกซ้ายไพร่นายนั้น สิบหมื่นถ้วนล้วนฉกรรจ์เลือกสรรมา
เจ้าเชียงใหม่ให้กำกับเปนทัพหลัง ทหารทั้งสิบหมื่นถือปืนผา
ดูดาษเดียรเกวียนต่างทั้งช้างม้า อูฐล่อลาวัวควายเรียงรายไป
ถึงสองค่ำสำคัญเปนวันฤกษ์ ต่างเอิกเกริกเตรียมกันเสียงหวั่นไหว
พระองค์หงษาสำราญบานพระไทย น้ำดอกไม้ทรงสุคนธ์ปนอำพัน
ทรงภูษาค่าเมืองเรืองระยับ ปั้นเหน่งทับทิมพรายสายกระสัน
ฉลององค์ทรงสวมเกราะนวมนั้น สังวาลวรรณพรรณรายเจ็ดสายทรง
สวมพระมาลาสลับประดับเพ็ชร แก้วเก็จเกร็ดกนกวิหคหงส์
ทองกรนวมสวมพระธำมรงค์ ครั้นเสร็จลงจากบัลลังก์มายังเกย
ขึ้นคอคชสารเริงร่านร้าย ชื่อเทวนาคพินายเดินส่ายเสย
ร้องแปร๋แปร้นแหงนหน้าชูงาเงย เปนช้างเคยเข้าณรงค์ได้ทรงชน
ได้ฤกษ์ดีตีฆ้องเดินกองทัพ ทั้งน่าหลังคั่งคับดูสับสน
ทวนธงทิวปลิวสล้างกลางอัมพน ทั้งเสียงคนขานโห่ก้องโกลา
กลองชนะประโคมครื้นโครมครึก มโหรทึกสังข์แตรแซ่ซ้ายขวา
ออกเดินทางกลางทุ่งฝุ่นฟุ้งฟ้า พวกโยธาน่าหลังคับคั่งกัน
พม่ามอญคอนหาบถือดาบหอก กลับกระบอกแบกตะพายรีบผายผัน
หม้อเข้าปลาผ้านุ่งคาดพุงพัน เบียดเสียดกันเกะกะเถียงเทลาะ
พวกอังวะพม่าว่าลาแคะ มอญว่าแกละอาระเคลิงเกลิงเผนาะ
ลาวว่าเบอเจอละน้อหัวร่อเยาะ ทวายว่าเดาะยามะเวเฮฮากัน ฯ
๏ ทางเสด็จเจ็ดเวรเปนระยะ ถึงเมาะตมะมีลำแม่น้ำคั่น
ต้องหยุดข้ามโยธาถึงห้าวัน จึงพร้อมกันขึ้นบกรีบยกไป
ยี่สิบวันครั้นถึงแขวงกำแพงเพ็ชร จึงเสด็จขึ้นพลับพลาที่อาไศรย
จึงจัดแจงแบ่งพลเกณฑ์คนใช้ เจ้าเชียงใหม่ให้รออยู่ต่อเรือ
ลำกระจังทั้งนาวาหลาวคาบ้าง เจ้าเมืองลำพูนลำปางไปทางเหนือ
อย่าประมาทกวาดเอาทั้งเข้าเกลือ บรรทุกเรือมาไว้แขวงระแหงนี้
แล้วทัพหลวงล่วงศุโขไทยตั้ง หยุดยับยั้งนั่งพลับพลาหลังคาสี
ให้ม้าใช้ไปหาเจ้าธานี ผู้รั้งที่สวรรคโลกศุโขไทย
ต่างโอนอ่อนมอญพาออกมาเฝ้า ฝ่ายพระเจ้าหงษาตรัสปราไส
ให้เกณฑ์กองสองทัพกำกับไป ยกจากศุโขไทยตามทางมา ฯ
๏ หยุดยับยั้งตั้งประชิดพิศณุโลก ตามโฉลกหลายค่ายปีกซ้ายขวา
ริมฝั่งน้ำทำประทับที่พลับพลา ทุกหมู่หมวดตรวจตราเสียงเกรียวกราว
ให้รำเต้นเล่นสนุกทุกทุกค่าย เสียงทวายมอญพม่าเฮฮาฉาว
พวกเชียงใหม่ได้แพนอ้อร้องซอลาว โอเจ้าสาวสาวเอ๊ยเจ๊ยละน้อ
พวกพม่าว่าเลเอระพะ พยายะชะดองรำยองย่อ
มอญทะแยแซ่ซ้องเสียงพองคอ โอระออระนายเฮยเยาะเย้ยกัน ฯ
๏ จะกลับกล่าวเจ้าเมืองพิศณุโลก พระธรรมราชาวิโยคเศร้าโศกศัลย์
ให้สืบดูรู้ว่าทัพรามัญ เข้าเขตรขัณฑ์ข้างเหนือเหลือประมาณ
จึงเร่งรัดจัดเรือเร็วรีบรุด ไปอยุธยามหาสถาน
ขอกองทัพรับมอญช่วยรอนราญ เปนช้านานแล้วก็ไม่เห็นใครมา
จึงลากปืนขึ้นบนเนินเชิงเทินป้อม ดูทัพล้อมหลายแสนเห็นแน่นหนา
เหลือจะนับทัพค่ายสุดสายตา พระธรรมราชาระทดสลดใจ
จึงคิดว่าข้าศึกฮึกฮักหาญ จะรบรอต่อต้านเห็นไม่ไหว
ให้กวาดครัวมั่วสุมประชุมไว้ ต้อนแต่ไพร่ขึ้นอยู่พร้อมป้อมปราการ ฯ
๏ ฝ่ายปิ่นปักนัคเรศเกษหงษา ไม่เห็นข้าศึกออกนอกถิ่นฐาน
แต่คอยฟังรั้งราอยู่ช้านาน สั่งทหารมอญลาวเฮ้ยชาวเรา
ขุดเอาดินถิ่นที่ธานีนั้น กำก้อนปั้นทำดูดังภูเขา
แล้วตรัสใช้ให้สมิงมัตเนา เปนทูตเข้าไปในเมืองแจ้งเรื่องความ
ว่าเรายกโยธามาครั้งนี้ จะไปศรีอยุธยาภาษาสยาม
ชวนชิงไชยไว้ยศให้งดงาม แวะมาถามข่าวพระอนุชา
ให้น้องเราเจ้าเมืองเปลื้องมานะ มาชมพระเกียรติเดชของเชษฐา
ซึ่งรอรั้งหวังจะสนทนา เจรจาความเมืองให้เลื่องฦๅ
ฤๅมานะจะไม่ลดที่ยศศักดิ์ ไม่ผูกรักจักไม่รับไม่นับถือ
ฤๅจะสู้ดูดีดูฝีมือ จะชิงไชยไว้ชื่อฤๅฉันใด ฯ
๏ พระธรรมราชาฟังสั่งทูตว่า พระมหาจักรพรรดิเปนกระษัตริย์ใหญ่
เราเปนข้าถ้าจะนอกเจ้าออกไป ต้องกลัวไภยผ่านเกล้าเจ้าแผ่นดิน ฯ
๏ ฝ่ายทูตรับกลับไปเฝ้าเจ้าหงษา ทูลกิจจาตามสั่งมาทั้งสิ้น
พระกลับใช้ให้ไปขู่เจ้าบุริน ว่าที่ถิ่นน้องเราเล็กเท่านั้น
แต่ทัพน่าถ้าจะให้เข้าไปตั้ง จะเต็มทั้งวังนิเวศขอบเขตรขัณฑ์
สิ้นคำพูดทูตกลับมาฉับพลัน พระธรรมราชานั้นหวั่นวิญญา
จึงสั่งให้ไปนิมนต์ภิกษุสงฆ์ ทั้งสี่องค์ออกไปเฝ้าเจ้าหงษา
ดูนอกในให้แน่เห็นแก่ตา พระสงฆ์พากันออกไปค่ายรามัญ ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าหงษาให้พาสงฆ์ ทั้งสี่องค์ไปดูรอบขอบค่ายมั่น
เที่ยวดูคูดูบันไดทำไว้นั้น ดูดินปั้นก้อนกองสำรองไว้
แล้วพระเจ้าหงษาตรัสว่าสงฆ์ ทั้งสี่องค์จงไปแจ้งแถลงไข
อันดินนั้นปั้นก้อนกองซ้อนไว้ จะใช้ให้ไพร่พลโยนคนละมือ
จะเต็มสิ้นถิ่นฐานไม่ถึงครู่ ยังจะรู้สู้รบหลีบหลบฤๅ
บอกพระน้องของเรามาพูดหารือ ถ้าขืนถือดื้อดึงจะถึงตาย
พระสงฆ์รับกลับเข้ามาเล่าเรื่อง ฝ่ายเจ้าเมืองนึกให้จิตรใจหาย
มิออกไปไม่รอดเห็นวอดวาย เสียหญิงชายไพร่ฟ้าประชาชี
จำจะออกไปเฝ้าเจ้าหงษา ถึงจะฆ่าจะฟันบั่นเกษี
จะวอดวายแต่เราเอาชีวี ไปแลกเหล่าชาวบุรีช่วยชีพราหมณ์
จึงจัดแจงแต่งองค์ทรงเสลี่ยง ตำรวจเรียงริมถนนสี่คนหาม
ทั้งข้าไทใหญ่น้อยต่างพลอยตาม พากันข้ามคูไปค่ายไพรี ฯ
๏ เจ้าหงษาปราไสเชิญให้นั่ง ประทานทั้งเครื่องอานพานพระศรี
แล้วสั่งให้ไปอยู่ในบุรี เกณฑ์โยธีไว้ให้เสร็จในเจ็ดวัน ฯ
๏ ฝ่ายพระธรรมราชาทูลลากลับ เกณฑ์กองทัพหมื่นถ้วนล้วนแขงขัน
สมทบกับทัพหลวงทั้งปวงนั้น ยกไปนครสวรรค์ตามสัญญา
ต่างตั้งค่ายรายเรียงไปริมฝั่ง ทั้งน่าหลังเกียกกายปีกซ้ายขวา
ประชุมทัพยับยั้งตั้งพลับพลา คอยรอรารวมล้อมให้พร้อมเพรียง ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่อยู่ฝ่ายเหนือ ตั้งต่อเรือรบเหลากล่อมเกลาเกลี้ยง
เสร็จสองร้อยลอยน้ำใส่ลำเลียง วางกระเชียงช่องชั้นกัลเม็ด ฯ
๏ ฝ่ายลำพูนลำปางไปทางเหนือ กวาดเข้าเกลือเรือใช้ได้สำรเจ
มารวมกับทัพระแหงกำแพงเพ็ชร ตามเสด็จมาบรรจบสมทบกัน ฯ
๏ จะกล่าวถึงพระมหาจักรพรรดิ เจ้าจังหวัดเวียงไชยไอสวรรย์
เมื่อพระธรรมราชาบอกมานั้น ขอทัพกันทัพมอญช่วยรอนราญ
จึงตรัสให้พระยาพิไชยรณฤทธิ พระยาวิชิตณรงค์ขับทัพทหาร
รีบขึ้นไปให้ทันประจัญบาน รักษาด่านพิศณุโลกไว้
พระยาพิไชยรณฤทธิ์วิชิตณรงค์ ยกทัพหมื่นดื่นธงทวนไสว
ขึ้นทางทุ่งสาลิกาลัดป่าไป ให้ม้าใช้สืบดูได้รู้ความ
ว่ากองทัพเมืองมอญตั้งนครสวรรค์ หัวเมืองฝ่ายเหนือนั้นต่างเกรงขาม
ยอมกับเขาเข้าด้วยช่วยสงคราม ยกมาตามทั้งพระธรรมราชา
พระยาพิไชยรณฤทธิวิชิตณรงค์นั้น ปฤกษากันเหลือจะรับทัพหงษา
จึงถอยทัพกลับมาทูลมูลลิกา พระมหาจักรพรรดิทราบชัดความ
เสียบุตรเขยเคยสนิทเสียพิศณุโลก ยิ่งเศร้าโศกทรวงเจ็บดังเหน็บหนาม
จึงตรัสว่าฮ้าพระสุนทรสงคราม พระยาจักรีพระรามเมศวรนั้น
บัดนี้ทัพหงษายกมารบ หัวเมืองเราเข้าสมทบทุกเขตรขัณฑ์
เดิมอาสาว่าจะรับทัพรามัญ จะป้องกันคิดอ่านประการใด ฯ
๏ พระราเมศวรศักดิ์จักรีพร้อม พระสุนทรอ่อนน้อมประนมไหว้
ทัพหงษามาตั้งแต่ยังไกล ยังมิได้ประมาณการสงคราม
แม้นประชิดติดกรุงที่ทุ่งกว้าง จะแผ่พลคนจะบางกลางสนาม
จะมากน้อยคอยดูให้รู้ความ ข้าทั้งสามจะออกรับให้ยับเยิน ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงฟังคนทั้งสาม ไม่เข็ดขามคร้ามศึกนึกสรรเสริญ
จึงว่าเจ้าเอาธุระอย่าละเมิน ป้อมเชิงเทินซ่อมแปลงตกแต่งไว้
แล้วกวาดครัวมั่วสุมประชุมพร้อม ลากปืนขึ้นป้อมซ่อมแปลงใหม่
บนเชิงเทินเดินบรรจบมัดคบไฟ ตระเตรียมไว้รบรับกองทัพมอญ
เกณฑ์เวียงวังคลังนาคนห้าหมื่น ถือทวนปืนหอกดาบกำซาบศร
ด้านไหนหนักจักสมทบช่วยรบรอน ตระเวนระวังนั่งนอนประจำซอง
ลงเขื่อนรอบขอบคูประตูหลัก เสี้ยมขวากปักปืนจุกไว้ทุกช่อง
กลางคืนขานยามตรวจทุกหมวดกอง ตีเกราะกลองฆ้องกระแตเสียงแซ่ไป
๏ ฝ่ายพระองค์หงษาพระยามอญ อยู่เมืองนครสวรรค์เสียงหวั่นไหว
ตั้งรวมล้อมพร้อมพลสกลไกร คิดสงไสยถามพระธรรมราชา
เรางอนง้อขอช้างข้างพระพี่ ตัดไมตรีไม่ประสงค์คบหงษา
ฤๅใครทัดขัดข้องพระน้องยา รู้ขึ้นมาถึงบ้างฤๅอย่างไร ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระธรรมราชาฉลาด อภิวาททูลแจ้งแถลงไข
เมื่อทราบสารท่านปฤกษาเสนาใน ต่างเห็นยอมพร้อมให้เปนไมตรี
แต่พระสุนทรสงครามรามเมศวร กับจักรีว่ามิควรให้หัตถี
แม้นศึกมาว่าจะขอออกต่อตี เหตุเท่านี้จึงมิได้ให้พระองค์ ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าหงษาว่าทั้งสาม มันเห็นตามความละโมภเพราะโลภหลง
ชาติ์สอพลอก่อศึกนึกทนง เห็นรูปทรงไส้เดือนว่าเหมือนงู
จองหองฮึกนึกเห็นเหมือนเช่นริ้น จะกลืนกินคนได้กีดใบหู
เปนแมลงเม่าเข้าในกองไฟฟู มิได้รู้ประมาณการทั้งปวง
ดังปักษากาแร้งจะแข่งครุธ ข้ามสมุทสุดคะเนชะเลหลวง
เช่นหิ้งห้อยคอยแข่งแสงเดือนดวง มันข้าหลวงสอนเจ้าบ่าวสอนนาย
จะไปตีศรีอยุธยาหยอก ให้มันออกรบพุ่งเหมือนมุ่งหมาย
แล้วเลิกทัพขับพหลพลนิกาย ทั้งไพร่นายหนุนตามแลหลามทาง ฯ
๏ พระอุปราชอาจองตรงข้ามทุ่ง เข้าถึงกรุงอยุธยาเวลาสว่าง
ให้ตั้งค่ายรายเรียดริมพเนียดช้าง พระเจ้าแปรตั้งข้างโพธาราม
อังวะตั้งหลังวัดพุทไธถนน ถึงคลองตะเคียนทั้งเกวียนคนแลล้นหลาม
วัดการ้องตองอูเมืองภูกาม ละเขิ่งจิตตองตามตั้งปีกกา
พระยาเสี่ยงพระยาพสิมตั้งริมที่ ลุมพลีหลายค่ายทั้งซ้ายขวา
ทัพหลวงตั้งหลังขนอนปากคูมา ทัพพระธรรมราชายกมาทัน
ให้ตั้งค่ายท้ายบ้านมะขามหย่อง อยู่หลังทัพหลวงต้องเปนกองขัน
ที่คลองน้ำทำตะพานเดินถึงกัน แต่ในวันเดียวเสร็จสำเร็จการ ฯ
๏ ฝ่ายนายหมวดตรวจตราทุกน่าที่ ในกรุงศรีอยุธยามหาสถาน
เห็นทัพใหญ่ใต้เหนือเหลือประมาณ ทั้งสี่ด้านด้านดูดังคลื่นยืนตลึง
สทึกสเทือนเหมือนพสุธาถล่ม เสียงหวู่หวู่ดูเหมือนลมเพ็ชหึง
เหมือนฟ้าลั่นบันฦๅเสียงอื้ออึง ตกใจจึงเข้าไปทูลมูลความ
ทัพหงษามาติดประชิดตั้ง ทั้งบกทั้งทัพเรือเห็นเหลือหลาม
ดูมากกว่ามาแต่หลังครั้งสงคราม อิกสักสามสี่ส่วนประมวญทูล ฯ
๏ ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เจ้าจังหวัดบริเวณนเรนทร์สูร
ทราบข่าวศึกตรึกตราให้อาดูร เพราะช้างดีมีตระกูลเกิดสงคราม
ศึกหลายแสนแน่นหนากว่าทุกครั้ง ดูประเมินเกินกำลังคนทั้งสาม
แขงพระไทยสั่งกำชับบังคับความ อย่าหวาดหวั่นครั่นคร้ามห้ามปรามกัน
ขึ้นรักษาน่าที่อย่าหนีหลบ คอยรับรบยิงแย้งให้แขงขัน
รักษาองค์อาทมาตราชมัน ทลวงฟันมันให้ยับทั้งทัพไชย
ผู้รับสั่งบังคมประนมสนอง มาเร่งร้องเรียกกันเสียงหวั่นไหว
จ่องหง่องจ่องหง่องฆ้องกระแตตีแซ่ไป ทุกหมู่หมวดตรวจไพร่เดินไขว่กัน
๏ ฝ่ายพระองค์หงษาศักดาเดช ตั้งล้อมรอบขอบนิเวศทั้งเขตรขัณฑ์
ไม่เห็นชาวเมืองมาถึงห้าวัน เห็นจะพรั่นหวั่นหวาดขยาดมอญ
จึงใช้สมิงโยคราชฉลาดพูด เคยเปนทูตมาขอช้างแต่ปางก่อน
ไปว่ากล่าวเจ้าแผ่นดินนรินทร เดิมตัดรอนให้ขาดราชไมตรี
ว่าเกิดนางช้างแก้วแล้วต้องมีศึก ทนงนึกฮึกฮักถือศักดิ์ศรี
เดี๋ยวนี้เล่าก็มาเหยียบธานี ไม่ต่อตีติดพันดูชั้นเชิง
อันเชื้อชาติ์ราชสีห์มีอำนาจ ไม่เขลาขลาดเหมือนมฤคถึงเถลิง
ท้าวพระยาสามันต์ย่อมบรรเทิง ที่สำเริงสำราญการณรงค์
เชิญเสด็จเชษฐาออกมารบ ให้ประสบสมคิดจิตรประสงค์
ถ้าแม้นไม่ไว้ยศจะลดลง เชิญพระองค์ออกมาพูดจากัน
แม้นละเลยเฉยอยู่เหมือนผู้หญิง จะรบชิงฉัตรไชยไอสวรรย์
จะหักเอาเมื่อไรได้เมื่อนั้น ไม่รักวงศ์พงศ์พันธุ์ฤๅฉันใด ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงศักดิ์จักรพรรดิ ให้ข้องขัดคิดต้านทานไม่ไหว
จึงเขียนคำทำบอกจะออกไป กำหนดในสามวันเปนสัญญา
แล้วส่งให้ทูตถือหนังสือกลับ ไปทูลกับพระองค์เจ้าหงษา
ฝ่ายทรงศักดิ์จักรพรรดิตรัสบัญชา ให้เสนาน้อยใหญ่แจ้งใจความ
ด้วยหงษาพาทัพมานับแสน อเนกแน่นเนืองนองท้องสนาม
เหมือนศึกเสือเหลือกำราบจะปราบปราม แม้นไม่ตามใจไปเหมือนใจจง
จะย่ำยีตีเมืองให้เคืองเข็ญ จะยากเย็นยับยุ่ยเปนผุยผง
เวทนาข้าเฝ้าพวกเผ่าพงศ์ จะปลดปลงแหลกเหลวเหมือนเปลวไฟ
ทั้งวัดวาอาวาศพระสาสนา จะโรยราเศร้าหมองไม่ผ่องใส
ถึงเรานี้ชีวันจะบรรไลย สู้ตายไปผู้เดียวเจียวจริงจริง
ให้ข้าเฝ้าชาวเมืองพ้นเคืองแค้น สู้ตายแทนคนทั้งหลายพวกชายหญิง
ถึงฆ่าฟันฉันใดไม่ไหวติง จะสู้นิ่งทิ้งชีวิตรอุทิศทาน
แล้วสั่งให้ไปปลูกพระที่นั่ง กระษัตริย์ทั้งสองสถิตย์ประดิษฐาน
เสมอกลางห่างสี่ศอกประมาณ พนักงานปูลาดอาศนะ
สูงกว่านั้นชั้นหนึ่งซึ่งจะตั้ง พระพุทธพระสังฆ์ธรรมาสาธุสะ
ชื่อว่าราชสัณฐาคารวะ หว่างวัดพระเมรุราชิการาม
ต่อกับวัดชื่อหัศดาวาศ เปนที่ราชบัลลังก์ไว้ทั้งสาม
ผู้รับสั่งบังคมก้มกราบงาม ไปแต่งตามพจนาบัญชาการ ฯ
๏ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ถึงวันนัดลงพักตำหนักขนาน
แล้วทรงเรือสุพรรณหงส์พร้อมวงศ์วาร ทั้งโหราพฤฒาจารย์ตามทรงธรรม์
ข้ามขึ้นทางหว่างวัดสหัสวาศ ทรงพระราชยานบัลลังก์นรังสรรค์
ฝ่ายพระเจ้าหงษาพร้อมรามัญ ก็แห่แหนแน่นนันต์ป้องกันมา
๏ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โองการตรัสเชิญองค์เจ้าหงษา
ขึ้นแท่นทองสองกระษัตริย์ตรัสสนทนา พระเจ้ารามัญว่าเชษฐาเรา
เชิญพระพุทธพระธรรมทั้งสังฆรัตน์ มาทำสัจตัดไพรีฉนี้เล่า
อันกรุงทวาราวดีจะตีเอา เปนของเราเล่าก็ได้ด้วยง่ายดาย
แต่ออกมาหาน้องจะครองสัตย์ ราชสมบัตินั้นจะคืนถวาย
เดิมนั้นน้องขอสองช้างเผือกพลาย พระไม่ให้ได้อายไม่วายวัน
เดี๋ยวนี้น้องต้องยกทัพมามาก ต้องลำบากบ่าวไพร่เดินไพรสัณฑ์
จะขอพี่สี่เชือกช้างเผือกนั้น จะยอมใจให้ปันฤๅฉันใด ฯ
๏ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สุดจะตรัสขัดข้องก็ต้องให้
เจ้าหงษาว่าขอราเมศวรไป จะเลี้ยงไว้เปนโอรสให้งดงาม ฯ
๏ พระมหาจักรพรรดิไม่ขัดข้อง ขอก็ต้องให้สำเร็จด้วยเข็ดขาม
เจ้าหงษาว่าพระสุนทรสงคราม ขอไปตามลูกรักกับจักรี
จะยกทัพกลับคืนไปหงษา เชิญเชษฐาทรงบำรุงซึ่งกรุงศรี
พระจักรพรรดิตรัสตอบว่าชอบที แต่คนที่กองทัพจับไว้นั้น
จะขอไว้ให้สิ้นอยู่ถิ่นฐาน ตามสำราญราษฎรจงผ่อนผัน
เจ้าหงษายอมให้พร้อมใจกัน สั่งรามัญไพร่น้อยให้ปล่อยไทย ฯ
๏ พระจักรพรรดิตรัสสั่งส่งทั้งสาม จักรีรามเมศวรสุนทรให้
ฝ่ายช้างเผือกเลือกที่ตัวดีไป แต่ล้วนได้ลักษณ์เลิศประเสริฐทรง
หนึ่งชื่อพระคเชนทโรดม พระบรมไกรสรผ่อนตามประสงค์
ทั้งพระรัตนากาศอาจณรงค์ พระแก้ว (ทรง)บาศดีทั้งสี่ช้าง
ประทานให้ไปกับองค์เจ้าหงษา ตามอัชฌาสารพัดไม่ขัดขวาง
ครั้นเสร็จสรรพเสด็จกลับกับขุนนาง ตามขึ้นทางฉนวนใหญ่เข้าในวัง ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าหงษากลับมาค่าย ได้ช้างพลายเผือกสมอารมณ์หวัง
ให้เลี้ยงไว้ในทัพหยุดยับยั้ง จึงตรัสสั่งทั้งสามตามทำนอง
พระสุนทรสงครามรามเมศวร จักรีชวนกันไปเอาซึ่งเข้าของ
ชวนบุตรภรรยาพาพี่น้อง ทั้งพวกพ้องของตัวครอบครัวมา ฯ
๏ ฝ่ายพระราเมศวรชวนจักรี พระสุนทรไปที่ถิ่นเคหา
เก็บเงินทองของสำคัญบุตรภรรยา ได้พร้อมมูลทูลลาเจ้าธานี
ออกไปค่ายตั้งดังกำหนด ต่างรันทดที่จะไปไกลกรุงศรี
ฝ่ายว่าพระองค์หงษาวดี ได้ช้างสี่ช้างกลับกองทัพไป ฯ
๏ ฝ่ายพระธรรมราชามาส่งเสด็จ ถึงเขตรแขวงกำแพงเพ็ชรพักพลไพร่
ต่อพระองค์หงษายกคลาไคล จึงเลิกทัพกลับไปในไพรวัน
ถึงเมืองพิศณุโลกแสนโศกเศร้า สงสารเจ้าอยุธยามหาสวรรค์
เสียโอรสคชเรศเสวตวรรณ จะทรงกรรแสงสลดระทดฤไทย
คงขุ่นเคืองเรื่องที่เราไปเข้าหา ช่วยหงษาน่าพระองค์จะสงไสย
ที่จำเปนนั้นไม่ล่วงเห็นดวงใจ ทุกข์สท้อนถอนฤไทยมิได้วาย ฯ
๏ ฝ่ายพระยาตานีศรีสุลต่าน คุมทหารแขกเหลื่อเหล่าเชื้อสาย
เรือสองร้อยถอยเคียงทอดเรียงราย สมอสายพวนน้ำมันล้วนมั่นคง
ทอดอยู่ถัดวัดกุฎสุดบางกระจะ ช่วยราชะสงครามตามประสงค์
ครั้นสำเร็จเสร็จศึกนึกทนง ไม่เกรงองค์มงกุฎอยุธยา
ด้วยโลภทรัพย์กลับจิตรคิดขบถ จะปล้นปลดเอาสมบัติเครื่องวัตถา
คุมแขกไทรไล่เหล่าชาวภารา ถือสาตราปืนจู่ประตูไชย
เข้าวังในใครนั้นไม่ทันรู้ ไม่รบสู้ชายหญิงวิ่งหวั่นไหว
กระษัตราพาสนมกรมใน ลงเรือไปอยู่ลเมาะเกาะมหาพราหมณ์
ต่างตื่นแตกแขกเข้าค้นเอาของ เครื่องนากทองกองแขกขนแบกหาม
ฝ่ายพวกล้อมป้อมปราการชาญสงคราม ต่างติดตามฆ่าแขกตื่นแตกแตน
บ้างล้มตายนายไพร่หนีไทยวิ่ง ต่างทอดทิ้งเข้าของเงินทองแหวน
ลงเรือออกนอกอ่าวพ้นด้าวแดน กางใบแล่นเรือรีบไปลิบลิบ
ฝ่ายขุนนางต่างตามทูลความแขก ที่ตื่นแตกสิ้นเสร็จเชิญเสด็จกลับ
พวกที่ความชอบมีตีแขกยับ ประทานสรรพเสื้อผ้าสารพัน ฯ
๏ จะกลับกล่าวเจ้ากรุงนาคนะหุต เปนมงกุฎเกษลาวพุงขาวขยัน
ทุกวันนี้ที่สำเนียกเรียกเวียงจันท์ พระองค์นั้นมเหษีสิ้นชีวา
ได้ทราบเรื่องเมืองไทยที่ใหญ่กว้าง ออกชนช้างกลางณรงค์กับหงษา
มเหษีที่ออกช่วยชนคชา พระนามแก้วกัลยาสุริโยไทย
เข้าราญรอนมอญฟาดขาดคอช้าง ธิดานางนั้นยังมีที่กรุงใต้
จะขอสู่เปนคู่ครองเวียงไชย เห็นจิตรใจจะเหมือนพระชนนี
จึงสั่งลาวท้าวแมนแสนฉลาด ให้จัดแจงแต่งราชสารศรี
ให้เพี้ยฮาดราชทูตช่างพูดดี ไปขอราชบุตรีศรีอยุธยา ฯ
๏ ฝ่ายหาญเลียเพี้ยฮาดเชิญราชสาร บรรณาการพร้อมหมดขึ้นรถา
กับบ่าวไพร่ใช้สอยห้าร้อยมา ทางเดือนหนึ่งถึงทวาราวดี
เข้าหาท่านผู้ใหญ่ปราไสทัก แล้วถามซักแจ้งการในสารศรี
ถึงเวลาพาเพี้ยฮาดราชมนตรี เข้าเฝ้าที่พระโรงก้มบังคมทูล
เจ้ากรุงศรีสัตนาคนะหุต ขอพระบุตรีปิ่นบดินทร์สูร
อภิเศกเอกฉัตรกระษัตริย์กูล สิ้นคำทูลแล้วก็อ่านสารสุนทร ฯ
๏ ในสาราว่าพระองค์มิ่งมงกุฎ กรุงสัตนาคนะหุตอดิศร
บำรุงราษฎร์สาสนาสถาพร มีนครร้อยเอ็ดเปนเขตรคัน
ขอบังคมพระบรมหริรักษ์ มหาจักรพัตรานราสรรค์
พระบิตุรงค์ทรงยศทศธรรม์ เหมือนฉัตรกั้นเกษาทั้งธาตรี
ข้าพระบาทขอเปนราชโอรส เหมือนเกือกทองรองบงกชบทศรี
ด้วยไร้รักอัคราชนาถนารี ขอพระเทพกระสัตรีเปนศรีเมือง
จะจัดแจงอภิเศกเอกฉัตร ผ่านสมบัติบำรุงให้ฟุ้งเฟื่อง
ได้สืบวงศ์พงศ์ตระกูลจำรูญเรือง เพราะจอมเมืองมิ่งมงกุฎอยุธยา
ขอพระองค์ทรงพระอนุญาต อย่าเคืองขัดตัดขาดที่ปราถนา
ให้ร่วมแดนแผ่นดินถิ่นสุธา ฉลองพระคุณมุลลิกาเบื้องน่าไป ฯ
๏ ครั้นจบอ่านสารศรีมนตรีกราบ พระทรงทราบสาราตรัสปราไส
ถามถึงองค์พงศาเสนาใน ทูตสนองต้องพระไทยให้รางวัล
จึงตรองตรึกนึกว่าหงษาเล่า กับเมืองเรารบสู้เป็นคู่ขัน
แม้นไม่ให้ไปแก่ลาวพุงขาวนั้น จะผูกพันพยาบาทขาดไมตรี
เขาก็เปนเมืองเอกเสวตรฉัตร เชื้อกระษัตริย์สมภักตร์เปนศักดิ์ศรี
แล้วปฤกษาข้าเฝ้าเหล่าเสนี เขาได้มีอักษรอ้อนวอนมา
เราก็จะอนุญาตประสาทให้ ตามวิไสยสุริวงศ์เผ่าพงศา
ให้อาลักษณ์พนักงานแต่งสารตรา ตอบบรรณาการไปเปนไมตรี
แล้วมอบให้หาญเลียกับเพี้ยฮาด บังคมลาฝ่าพระบาทบทศรี
ออกจากทุ่งกรุงทวาราวดี ไปธานีเข้าเฝ้าทูลเจ้านาย ฯ
๏ ฝ่ายกรุงศรีสัตนาคนะหุต เกษมสุดซึ่งสมอารมณ์หมาย
จึงจัดเหล่าท้าวนางเจ้าขรัวนาย ทั้งรถาฝาพระฉายช้างกูบทอง
เกณฑ์โยธาห้าร้อยให้เพี้ยฮาด กับเครื่องราชโภคาบรรณาสนอง
มีเกณฑ์แห่แตรสังข์ทั้งฆ้องกลอง แล้วยกกองทัพกลับมารับนาง
ถึงกรุงศรีอยุธยาพาเข้าเฝ้า ฝ่ายพระเจ้าจักรพรรดิคิดขัดขวาง
ด้วยพระบุตรีประชวรยังครวญคราง พวกหมอวางยาอย่างไรยังไม่คลาย
จะบอกว่าป่วยไข้ไหนจะเชื่อ โรคก็เรื้อรังอยู่มิรู้หาย
จะโกรธาว่ารับแล้วกลับกลาย แสนเสียดายด้วยจะขาดราชไมตรี
จึงแต่พระแก้วฟ้าธิดาใหญ่ แต่มิใช่ลูกพระมเหษี
ประทานเครื่องต่างต่างล้วนอย่างดี สำหรับที่อรรคราชนาถนรา
แล้วฝากฝังสั่งทูตที่มารับ น้อมคำนับรับสั่งใส่เกษา
ครั้นเสร็จสรรพรับพระราชธิดา ไปภาราถึงทูลมูลความ ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าสัตนาคนะหุต ทราบว่าบุตรกำเนิดเกิดกับห้าม
เสียพระไทยไม่ประสงค์ที่ตรงงาม รักแต่ความรักหญิงไม่ทิ้งชาย
อันพระเทพกระษัตรีที่ขอสู่ บุตรพระสูริโยไทยเหมือนใจหมาย
สาพิภักดิ์รักผัวจนตัวตาย เปนเชื้อสายกตัญญูควรคู่ครอง
ซึ่งส่งพระแก้วฟ้าขึ้นมาให้ เรามิได้หมายชมประสมสอง
คืนลงไปให้พระองค์ทรงตรึกตรอง ขุนนางสองนายรับพากลับมา
กราบทูลพระมหาจักรพรรดิ์ เหมือนคำเจ้าลาวตรัสให้ต่อว่า
ฝ่ายพระองค์มงกุฎอยุธยา จึงบัญชาว่าเรารับไม่กลับกลาย
แต่องค์พระเทพกระษัตรีที่มาขอ ป่วยให้หมอแก้ไขก็ไม่หาย
มารับไม่ได้ตัวกลัวจะอาย คิดเสียดายด้วยจะขาดญาติวงศ์
จึงส่งแก้วฟ้าไปใคร่เปนญาติ์ มิให้ขาดไมตรีที่ประสงค์
แม้นบุตรีชีวิตรมิปลิดปลง เมื่อกลับฟื้นคืนคงจะส่งไป ฯ
๏ ฝ่ายพระธรรมราชาทราบว่าลาว ขอน้องสาวมเหษีทีจะได้
จึงบอกแจ้งกิจจาให้ม้าใช้ ไปทูลให้หงษายกมาชิง
เจ้าหงษารามัญครั้นได้แจ้ง หวังแสวงหาอยู่ข้างผู้หญิง
หมายชนะจะได้สมใจจริง จึงตรัสสั่งสมิงพระตบะพลัน
มังลอกระมอไปด้วยช่วยคิดอ่าน ฟ้าเสือต้านชาญกำแหงล้วนแขงขัน
เกณฑ์เอาไพร่ไปสักหมื่นพื้นฉกรรจ์ สกัดกั้นชิงเจ้าสาวจากลาวมา
สามขุนนางต่างทูลลาไปน่าฉาน เกณฑ์ทหารครบหมื่นแจกปืนผา
พระตบะแม่ทัพบังคับบัญชา กองน่าฟ้าเสือต้านคุมทหารไป
กองหลังมังลอกระมอกำกับ รีบเดินทัพธงทิวปลิวไสว
ข้ามระแหงแฝงป่าพนาไลย ถึงดงใหญ่ไม้สล้างริมหว่างเนิน
ทางอยุธยาไปนาคนะหุต ซุ่มทัพหยุดอยู่ริมลำแม่น้ำเขิน
มีชื่อว่าป่ามะเริงเปนเชิงเทิน คนจะเดินมาไปก็ไม่มี ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าช้างเผือกเลือกหมอประกอบ โอสถชอบโรคธิดามารศรี
ถึงเดือนอ้ายฝ่ายพระเทพกษัตรี ก็หายดีเดินเหินจำเริญทรง
ประทานเครื่องประดับสำหรับยศ พร้อมหมดจะให้ขึ้นไปส่ง
พระพี่เลี้ยงล้วนเหล่ามีเผ่าพงศ์ ข้าหลวงทรงโสภานั้นห้าร้อย
ทั้งขอเฝ้าเข้ากันเปนพันถ้วน เถ้าแก่ล้วนเลือกไปได้ใช้สอย
ขุนนางลาวชาวเวียงที่หยุดคอย กับไพร่มาห้าร้อยก็รางวัล
แจกเงินตราผ้าเสื้อเข้าเกลือจ่าย ให้ไพร่นายชายหญิงทุกสิ่งสรรพ์
แล้วตรัสใช้ให้พระยาแมนนั้น คุมพลพันหนึ่งไปส่งองค์ธิดา ฯ
๏ พระยาแมนแสนท้าวเจ้าล้านช้าง เชิญพระนางหน่อกระษัตริย์ทรงรัถา
พร้อมขอเฝ้าสาวใช้เคลื่อนไคลคลา ขับเกวียนต่างช้างม้าเข้าป่าไป
เดินทางครั้นค่ำทำที่ประทับ ปลูกเปนพลับพลาป่าพออาไศรย
สิบห้าวันดั้นเดินถึงเนินไพร แดนดงใหญ่ชื่อมะเริงเชิงคิรี
ฝ่ายทัพมอญซ่อนซุ่มออกรุมรบ ไทยลาวหลบล้มตายพลัดพรายหนี
พระตบะได้พระเทพกษัตรี ไปธานีถวายนางส่งข้างใน ฯ
๏ ฝ่ายพวกทัพที่มารับที่ไปส่ง มอญชิงองค์พระธิดาพาไปได้
ไทยก็กลับกรุงเฝ้าทูลท้าวไท ลาวก็ไปเมืองลาวทูลเจ้านาย ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าศรีสัตนาคนะหุต ความแค้นสุดเสียใจมิใคร่หาย
จึงว่ามอญหงษาพวกขาลาย คอยคโมยโดยไม่อายทำร้ายกู
เพราะพระธรรมราชอิจฉาจิตร สมคบคิดให้มอญมาซ่อนอยู่
เจ้ากรุงไทยได้ช่วยชุบเลี้ยงดู ก็ไม่รู้จักคุณทำวุ่นวาย
จะยกทัพไปติดพิศณุโลก จับตัวโขลกเสียให้ได้ดังใจหมาย
แล้วสั่งลาวท้าวพระยาเสนานาย บำรุงช้างพังพลายไพร่พลไว้
อย่ายั่นหนอบ่แพ้จะแก้เผ็ด เอาให้เข็ดลาวลงให้จงได้
พวกขุนนางต่างรับสั่งแล้วตั้งใจ เตรียมการไว้พร้อมตามพระบัญชา ฯ
๏ ฝ่ายพระมหาจักพรรดิ จอมกระษัตริย์โศกสลดเสียยศถา
เสียโอรสคชสารเสียธิดา เจ้าหงษาแสนหยาบเหลือปราบปราม
แล้วทราบเค้าลาวจะติดพิศณุโลก ยิ่งเศร้าโศกสั่งให้คนไปห้าม
เจ้ากรุงนาคนะหุตก็หยุดตาม การสงครามเว้นวายมาหลายปี
อันพระองค์ทรงศักดิจักรพรรดิ เบื่อสมบัติคิดหมายจะหน่ายหนี
จึงตั้งพระมหินทราครองธานี ให้บำรุงกรุงศรีอยุธยา
ครั้นเสร็จมอบขอบแคว้นแผ่นพิภพ เสด็จไปลพบุรีที่หรรษา
ให้จัดช่างสร้างพระปฎิมา ซ่อมมหาธาตุด้วยช่วยบุรณะ
แล้วจัดพวกชีปขาวชาวบ้านช่อง เปนคนสองร้อยศรัทธาอุสาหะ
คนใช้สอยร้อยคนเปนข้าพระ แล้วขุดสระแก้วประกอบเขื่อนขอบมี
ครั้นสรรพเสร็จเสด็จกลับมายับยั้ง อยู่วังหลังทรงศีลพระชินศรี
อันองค์พระมหินทราเจ้าธานี พระชนม์ยี่สิบห้าปรีชาชาญ ฯ
๏ ฝ่ายพระธรรมราชาว่าเมืองเหนือ หัวเมืองเชื่อฟังสิ้นทุกถิ่นฐาน
บังคับพระมหินทราว่าการงาน ก็ไม่หาญขัดความต้องตามใจ
พอพระยารามออกนอกตำแหน่ง เมืองกำแพงเพ็ชรมาอยู่เป็นผู้ใหญ่
พระนับถือซื่อตรงปลงพระไทย คิดความในให้ข่าวถึงลาวนั้น
เชิญกรุงศรีสัตนาคนะหุต ช่วยยงยุทธยกพหลพลขันธ์
จับพระธรรมราชามาฆ่าฟัน จงช่วยกันล้อมจับกับทัพไทย ฯ
๏ เจ้ากรุงนาคนะหุตสุดแสนแค้น จะทดแทนธรรมราชาให้จงได้
เกณฑ์โยธายี่สิบหมื่นทั้งปืนไฟ ลงทางเมืองนครไทยทัพใหญ่มา
พอรู้ข่าวเจ้าเมืองพิศณุโลกนั้น ตั้งป้องกันเขตรแคว้นไว้แน่นหนา
แต่งเรือใช้ไปศรีอยุธยา กราบทูลฝ่าลอองขอกองทัพ ฯ
๏ สมเด็จพระมหินทราบัญชาสั่ง เดโชทั้งท้ายน้ำจงกำกับ
คุมพวกไทยไปสมทบช่วยรบรับ แล้วลอบสั่งความลับกำชับไป
ถ้าทัพลาวเข้าตีตามทีเขา จงจับเอาธรรมราชามาให้ได้
แม้นสมหวังดังจิตรที่คิดไว้ จะเลี้ยงท่านเปนใหญ่ให้เงินทอง
ฝ่ายเดโชท้ายน้ำฟังกำกับ น้อมคำนับรับสั่งสิ้นทั้งสอง
มาเกณฑ์ไพร่ได้พลคนละกอง ต่างตีฆ้องขานโห่เดินโยธา
เจ็ดวันครั้นถึงพิศณุโลกนั้น พร้อมกันเกียกกายกองซ้ายขวา
นายทัพเข้าเฝ้าพระธรรมราชา ตรัสปฤกษาราชกิจคิดอ่านกัน
พระยาเดโชชอบลอบเข้าเฝ้า แล้วทูลเล่าความจริงทุกสิ่งสรรพ์
เหมือนคำพระมหินทราสั่งมานั้น คิดป้องกันพระองค์ให้จงดี ฯ
๏ ฝ่ายพระธรรมราชาว่าน้อยฤๅ เรานับถือซื่อตรงต่อไม่พอที่
มาคดเคี้ยวเลี้ยวเล่นกันเช่นนี้ เปนไรมีดีละพระมหินทรา
จึงแต่งม้าใช้ถือหนังสือลับ ไปขอทัพทูลองค์เจ้าหงษา
แล้วให้กวาดราษฎรขับต้อนมา รักษาน่าที่มั่นป้องกันเมือง ฯ
๏ ฝ่ายเจ้านาคนะหุตไม่หยุดยั้ง ยกทัพทั้งสองแสนมาแน่นเนื่อง
ปีกขวาซ้ายหลายกองดูนองเนือง มาถึงเมืองพรั่งพร้อมห้อมล้อมไว้
ทัพพระยาแสนสุรินทร์ขว้างฟ้า ตั้งค่ายน่าเนินกะเบาที่เตาไห
ตัวฦๅชื่อว่าพระยามือไฟ ตั้งค่ายใต้โรงเหล้าวัดเขาพราหมณ์
พระยามือเหล็กตั้งบางสะแก ตลอดแลไพร่พลออกล้นหลาม
ทัพพระยานครชาญการสงคราม ตั้งค่ายตามสระแก้วเปนแถวกัน
ทัพพระเจ้าเวียงจันท์นั้นมาตั้ง เนินน่าวังหลังคูตรงประตูสวรรค์
ดูคั่งคับนับหมื่นพื้นฉกรรจ์ ต่างตั้งค่ายหลายชั้นเปนหลั่นไป ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระมหินทราได้ยินข่าว ว่าทัพลาวมาติดพิศณุโลกได้
เห็นสมหวังสั่งมหาเสนาใน ให้เกณฑ์ไพร่พร้อมพรั่งเรือดั้งกัน
เสด็จลงทรงเรือที่นั่งครุธ ฝรั่งจุดปืนสัญญาโกลาลั่น
เป่าสังข์แตรแห่แหนแน่นอนันต์ เสียงสนั่นน่าหลังประดังตาม
ถึงปากพิงที่ประทับหยุดยับยั้ง ทัพหลวงตั้งเรือจอดตลอดหลาม
ทัพจักรีกองน่าพระยาราม ตามชายฝั่งตั้งตามกันขึ้นไป
ถึงวัดจุฬามณีไม่มีว่าง สลับสล้างเรือล้วนธงทวนไสว
สมเด็จพระมหินทราให้ม้าใช้ ไปบอกให้เจ้าเมืองรู้เรื่องราว
ว่าทัพศรีอยุธยามาสมทบ จะบรรจบรบพุ่งพวกพุงขาว
ฝ่ายพระธรรมราชาตอบว่าลาว เราได้ข่าวว่าจะกลับถอยทัพไป
ให้ทัพเรือรอรั้งยั้งอยู่ก่อน เมื่อรานรอญจึงจะแจ้งแถลงไข
ม้าใช้รับกลับมาพลับพลาไชย กราบทูลไทแจ้งความตามกิจจา ฯ
๏ ฝ่ายทัพลาวเจ้ากรุงล้านช้างนั้น ตั้งค่ายมั่นหลายค่ายล้อมซ้ายขวา
ให้สืบดูรู้ว่าพระมหินทรา ยกทัพมาราวีก็ดีใจ
จึงสั่งให้นายทัพขับทหาร โห่สท้านสเทื้อนลั่นเสียงหวั่นไหว
ยิงปืนรุมกลุ้มกลาดพาดกระได จุดคบไฟฟาดคนบนกำแพง
พวกรักษาน่าที่ไม่หนีหลบ ยิงปืนรบประจัญไว้ขันแขง
พุ่งแหลนหลาวง้าวทวนออกสวนแทง ลาวทำแผงกันกายขึ้นป่ายปีน
เหนี่ยวสายโซ่โยทกาพวกน่าที่ เอาดาบกระบี่ฟันฟาดขาดเปนสิน
พวกบนป้อมหลอมตะกั่วบ้างขั้วดิน สาดถูกดิ้นพลาดพลัดลงบัดซบ
เจ้าเวียงจันท์นั้นทรงช้างที่นั่ง ต้อนกองหลังไล่ประจัญเข้าบรรจบ
ทั้งซ้ายขวาดาระดมเข้าสมทบ ขว้างเพลิงคบรบรอบเปนขอบคัน
ฝ่ายพระธรรมราชามายืนช้าง เกณฑ์ขุนนางนายรองพวกกองขัน
เปิดประตูพรูพรั่งออกทั้งพัน ทลวงฟันลาวตายแตกพ่ายพัง
เจ้าลาวเห็นศึกหนักหักไม่ไหว เสียพลไพร่หลายร้อยต้องถอยหลัง
กลับเข้าค่ายนายหมวดตรวจระวัง หยุดยับยั้งตั้งประชิดคิดตรองการ ฯ
๏ ฝ่ายพระธรรมราชาเห็นข้าศึก ไม่อาจฮึกคึกคักเข้าหักหาญ
เกรงทัพเรือเผื่อจะโจมเข้าโรมราญ จะคิดผลาญทัพเรือแต่งเชื้อไฟ
ให้มัดแพแต่ล้วนไม้ไผ่ป่า กว้างสิบวายาวเส้นเปนแพใหญ่
ห้าสิบแพล้วนแต่กองของเชื้อไฟ แต่งเรือใช้สองลำประจำการ
แม้นแพปล่อยลอยไปเห็นใกล้ชิด จุดให้ติดเปลวโปล่งพลุ่งโพลงผลาญ
เผาทัพเรือน้อยใหญ่ให้แหลกลาน จัดแจงการทุกหมวดตรวจเตรียมไว้
พอราตรีสี่ทุ่มชอุ่มฝน เปนลมบนชลเชี่ยวเปนเกลียวไหล
ตัดแพปล่อยลอยชิดติดติดไป ใกล้ทัพเรือเชื้อไฟจุดไหม้โพลง
เปลวเพลิงพลามลามไหม้เรือใหญ่น้อย แพเพลิงลอยดากันควันโขมง
พวกพลตื่นขึ้นตลิ่งต่างวิ่งโทง เพลิงยิ่งโพลงพลุ่งพลามลุกลามไป
บ้างเรือล่มจมตายบ้างว่ายน้ำ ถึงแก่กรรมมากมายทั้งนายไพร่
ที่หลบลี้หนีทันไม่บรรไลย ล่องลงไปทูลพระมหินทรา ฯ
๏ ฝ่ายปิ่นปักนัคเรศประเทศถิ่น พระเจ้าลิ้นดำดำรงเมืองหงษา
ครั้นทราบเรื่องเมืองพระธรรมราชา พวกลาวมาหักโหมรุกโรมรัน
จึงตรัสใช้ให้พระยาเสือหาญกล้า ทั้งพระยาภุกามสงครามขยัน
กำกับพลคนละหมื่นพื้นฉกรรจ์ กองม้าพันหนึ่งจงไปทั้งไพร่นาย
การรับสั่งทั้งสองยกกองทัพ กำหนดนับสิบวันรีบผันผาย
ถึงพิศณุโลกนั้นตวันชาย เห็นค่ายรายล้อมรอบขอบบุรี
หักเข้าทางบางสะแกต่างแร่ถึง เสียงลาวอึงออกรบไม่หลบหนี
พวกทัพมอญฟอนฟันประจัญตี ลาวเสียทีถอยแยกต่างแตกพัง
ทัพรามัญนั้นก็เข้าในเมืองได้ กราบทูลให้ทราบความตามรับสั่ง
พระธรรมราชาดีใจได้กำลัง เลี้ยงแล้วรางวัลพหลพลนิกร ฯ
๏ ฝ่ายพระมหินทรานราราช บรมบาทบพิตรอดิศร
ไม่สมคิดกิจการที่ราญรอน ด้วยทัพมอญยกมาช่วยราวี
เห็นจะไม่ได้เมืองพิศณุโลก ยิ่งเศร้าโศกขุ่นข้องให้หมองศรี
จึงเลิกทัพกลับมายังธานี คิดการที่จะบำรุงชาวกรุงไกร ฯ
๏ ฝ่ายทัพลาวเจ้าเวียงจันท์ครั้นสุดคิด ขืนตั้งติดตีเมืองจะเปลืองไพร่
ทัพหงษามาด้วยช่วยชิงไชย จะขืนให้รอนราญป่วยการแรง
จึงเลิกทัพกลับเดินข้ามเนินทุ่ง ตัดทางมุ่งดอนชมพูเคยรู้แห่ง
ผ่านนาไร่ไพร่เข้าเก็บเอาแตง ทั้งฟักแฟงแกงกินค่อยยินดี ฯ
๏ ฝ่ายพระยาเสือหาญชาญสนาม พระยาภุกามทูลว่าลาวล่าหนี
จะขออาสาไปจับไพรี ด้วยได้ทีที่จะคิดไปติดตาม
พระธรรมราชาตรัสว่าทัพ ไม่แตกยับกลับไปเองด้วยเกรงขาม
คงแต่งกองป้องกันเพราะครั่นคร้าม จะติดตามลามล่วงเสียท่วงที
สองขุนนางต่างว่าองค์เจ้าหงษา ใช้ให้มารบลาวพุงขาวนี่
จะปล่อยไปไม่คิดติดตามตี โทษจะมีเหมือนขลาดไม่อาจตาม
พระตรัสว่าถ้ากริ้วทั้งสองทัพ เราจะรับโทษผิดอย่าคิดขาม
สองขุนนางต่างไม่ฟังรับสั่งความ รีบยกตามลาวไปกับไพร่พล ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าเมืองลาวชาวล้านช้าง ถอยทัพล่ามาทางกลางไพรสณฑ์
เกรงสงครามตามติดจึงคิดกล ให้พวกพลรั้งหลังระวังการ
พระยาสุรินทร์ขว้างฟ้าพระยานคร พระยามือเหล็กซ่อนซุ่มทหาร
ตำบลป่าราวีที่กันดาร คอยต่อต้านตีทัพจับรามัญ
แล้วเกณฑ์ม้าห้าสิบกระซิบสอน คอยรับมอญล่อให้ไล่ถลัน
ครั้นเสร็จสั่งทั้งหลายสามนายนั้น คอยหมายมั่นกั้นทางอยู่กลางไพร ฯ
๏ ฝ่ายพระยาภุกามทัพเสือหาญ เข้าดงดาลเดินทางหว่างไศล
เห็นลาวล่าห้าสิบรีบยกไป ทลวงไล่ลาวน้อยทำถอยรบ
แสนสุรินทร์ขว้างฟ้าพระยานคร มือเหล็กต้อนโยธีตีตระหลบ
ทั้งกองซุ่มระดมออกสมทบ พวกมอญรบแรงน้อยต่างย่อยยับ
ลาวตีแตกแยกย้ายทั้งนายไพร่ พวกลาวไล่ฟันฟาดเสียงฉาดฉับ
บ้างเจ็บป่วยม้วยมรณ์ศพซ้อนซับ ทีเปนจับมัดจูงเปนฝูงมา
บ้างเก็บเอาเข้าของเงินทองตก เที่ยวแก้พกผีได้ใส่เสื้อผ้า
เก็บเกวียนควายหลายอย่างจับช้างม้า เครื่องสาตราอาวุธธุชธงไชย
แล้วต่างพามาถวายของหลายอย่าง เจ้าล้านช้างยินดีจะมีไหน
ให้ขานโห่โยธาเคลื่อนคลาไคล กลับไปธานีด้วยปรีดา ฯ
ฝ่ายพระยารามัญทั้งสองนาย เสียทัพอับอายเปนหนักหนา
พากันเข้าเฝ้าพระธรรมราชา ต่างรับสารภาพก้มกราบกราน
ครั้นศึกวายฝ่ายพระยาท้ายน้ำหนี ไปกรุงศรีอยุธยามหาสถาน
พระยาเดโชไม่กลับรับราชการ อยู่สำราญกับพระธรรมราชา
ส่วนสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เบื่อสมบัติตัดขาดไม่ปราถนา
จึงทรงผนวชองค์ทรงศีลา ทั้งขุนนางต่างศรัทธาชักพากัน
ทิ้งครอบครัวตัวตามเสด็จบวช อุส่าห์สวดมนต์เย็นเพนไม่ฉัน
เรียนทางธรรมบำเพ็ญถือเคร่งครัน หวังสวรรค์หรรษาพยายาม ฯ
๏ ฝ่ายพระธรรมราชาทรงตราตรึก ซึ่งเกิดศึกเบียดเบียนเปนเสี้ยนหนาม
เหตุพระมหินทราเชื่อพระยาราม ชักสงครามลาวมารบราวี
จึงตรัสใช้ให้เสมียนเขียนหนังสือ ให้คนรู้ผู้ซื่อชื่อว่าขุนศรี
ไปทูลพระมหินทราเจ้าธานี ว่าเมืองพิไชยไม่มีเจ้าเมืองตาย
ขอพระยารามไปเปนใหญ่อยู่ ด้วยเปนผู้รู้กำหนดแลกฎหมาย
ครองเมืองพิไชยให้ศุขสบาย ด้วยเมืองฝ่ายเหนือนี้มักมีการ ฯ
๏ ฝ่ายข้างพระยารามทูลความว่า แม้นพระธรรมราชาตรัสว่าขาน
บังคับคิดสิทธิ์ขาดราชการ คงเสียยศหมดทหารทั้งแผ่นดิน
เหมือนชักน้ำเข้าเรือเสือเข้าบ้าน ไปคิดอ่านกับหงษาอารมณ์ถวิล
แม้นพระองค์ส่งไปให้ไพริน จะสูญสิ้นเสนาในธานี
แม้นศึกเมืองหงษายกมาเล่า ข้าพเจ้าจะรบพุ่งกันกรุงศรี
รับประกันมั่นแม่นแม้นไพรี มาราวีก็จะสู้กู้กรุงไว้ ฯ
๏ สมเด็จพระมหินทราบัญชาตอบ ท่านรอบคอบคิดเห็นเปนไฉน
จะรับรองป้องกันทำฉันใด ให้พ้นไภยไม่ขัดตามอัชฌา
แล้วองค์พระมหินทราพระยาราม ไปทูลความแก่พระองค์ทรงสิกขา
เชิญบำรุงกรุงศรีอยุธยา ของให้ลาพรตทรงช่วยสงคราม
ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เบื่อสมบัติเบือนพระภักตร์ไม่ซักถาม
แต่องค์พระมหินทราพระยาราม เชิญถึงสามครั้งนิ่งเฝ้าวิงวอน
จงทรงพระกรุณาประชาราษฎร์ เคยพึ่งบาทบุญฤทธิ์อดิศร
มิโปรดสัตว์ตัดขาดราษฎร จะเดือดร้อนรอบจังหวัดปัถพี
พระเจ้าช้างเผือกผู้เอนดูสัตว์ รับสมบัติจะบำรุงชาวกรุงศรี
จึงลาผนวชออกมาครองธานี ชาวบุรีพรั่งพร้อมน้อมคำนับ ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์หงษาได้ทราบข่าว ว่าทัพลาวขัดสนเลิกพลกลับ
เสือหาญกับทัพภุกามตามตีทัพ กลับย่อยยับแตกพ่ายวายชีวา
เคืองพระไทยให้ตามภุกามนั้น ทั้งเสือหาญจะฟันบั่นเกษา
สองนายมอญร้อนตัวกลัวอาญา วอนพระธรรมราชาเจ้าธานี
เชิญพระองค์จงเสด็จขึ้นไปด้วย จะได้ช่วยขอโทษโปรดเกษี
พระฟังมอญวอนไหว้พระไทยดี นึกปรานีนายกองทั้งสองรา
จึงพาพระนเรศร์โอรสนั้น ไปด้วยกันกับพระองค์ถึงหงษา
ไปเฝ้าเจ้ารามัญกราบวันทา ขอพระองค์ทรงเมตตาข้าบทมาลย์
ซึ่งพระยาภุกามตามตีทัพ กลับแตกยับผิดเหลือทั้งเสือหาญ
ต้องกับบทกฎหมายถึงวายปราณ ขอประทานโทษาฝ่าธุลี ฯ
๏ เจ้าหงษาว่าทั้งสองมันต้องโทษ สิ้นทั้งโคตรควรฟันบั่นเกษี
แต่พระน้องต้องมาถึงธานี ขอชีวีพี่จะให้เหมือนใจคิด
ฝ่ายพระธรรมราชาสาพิภักดิ์ ยิ่งนึกรักเจ้าหงษาปกาสิต
อุส่าห์เฝ้าเช้าเย็นอยู่เปนนิจ ต่างชอบชิดอยู่หงษาหลายราตรี ฯ
๏ ฝ่ายพระมหินทราพระยาราม ได้รู้ความเฟื่องฟุ้งถึงกรุงศรี
ว่าพระธรรมราชาทิ้งธานี ไปหงษาวดียังมิมา
จึงทูลพระมหาจักรพรรดิ จำจะจัดเมืองรับทัพหงษา
เชิญเสด็จพระองค์ทรงศักดา ไปรับพี่นางมาไว้ธานี
กับทั้งพระดไนยมาให้พร้อม ถึงหงษาจะมาล้อมรบกรุงศรี
ฝ่ายพระธรรมราชาช่วยราวี ก็จะมีห่วงใยอาไลยลาน ฯ
๏ พระมหาจักรพรรดิจึงตรัสตอบ เจ้าคิดชอบเชิงศึกที่ฮึกหาญ
แล้วตรัสสั่งพระยารามตามโปรดปราน อยู่ว่าขานตรวจตราข้างน่าข้างใน
แล้วจัดทัพกับทั้งเรือที่นั่งกระหนก บุษบกบัลลังก์ทองม่านสองไข
ครั้นสรรพเสร็จเสด็จลงโบกธงไชย ออกเรือใหญ่เรือน้อยสามร้อยเรียง
ต่างขานโห่โยธาเคลื่อนคลาคลาศ ประโคมคาดฆ้องกลองแซ่ซ้องเสียง
พร้อมเรือดั้งเรือกันคู่คั่นเคียง ทั้งเรือนำสำเนียงสนั่นดัง
เรือพิฆาฏราชมันกันซ้ายขวา ทั้งทัพพระมหินทรามาข้างหลัง
ถึงพิศณุโลกทัพหยุดยับยั้ง ครั้นพร้อมพรั่งตั้งประทับที่พลับพลา
ให้ข้างในไปเชิญพระราชบุตร พระวิสุทธกระษัตรีมียศถา
กับพระดไนยนารถราชนัดดา องค์เอกาทศรถกราบบทมาลย์
ข้าหลวงเดิมที่ให้ไว้แต่ก่อน ก็กวาดต้อนมาทั้งข้าธิดาหลาน
ลงเรือรับสรรพเสร็จสำเร็จการ ทั้งเครื่องอานพานพระเต้าเก็บเอาไป
ครั้นสรรพเสร็จเสด็จกลับประทับร้อน ถึงเมืองนครสวรรค์เสียงหวั่นไหว
ตั้งประทับพลับพลาเสนาใน ทั้งนายไพร่พรั่งพร้อมตั้งล้อมวง ฯ
๏ สมเด็จพระมหินทรานราราช อภิวาททูลความตามประสงค์
เมืองกำแพงเพ็ชรนั้นยังมั่นคง เปนที่หงษาสำหรับตั้งทัพไชย
ควรทำลายค่ายเชิงเทินให้เยินยับ อย่าให้ทัพมอญมาอาไศรยได้
แล้วเก็บกวาดราษฎรขับต้อนไป ไว้บำรุงกรุงไกรพร้อมไพร่พล
ทั้งกวาดเอาเข้าเกลือเมืองเหนือสิ้น ทัพมอญมาหากินให้ขัดสน
จะหิวหอบบอบช้ำด้วยจำจน ขอผ่อนปรนกลศึกตามตรึกตรา
พระมหาจักรพรรดิตรัสว่าชอบ คิดรอบคอบทั้งนี้ดีนักหนา
โอรสรับกราบก้มบังคมลา ยกโยธาน่าหลังพร้อมพรั่งกัน
ถึงเมืองกำแพงเพ็ชรขึ้นเจ็ดค่ำ ให้ทอดลำเรือเรียงเคียงเปนหลั่น
ทัพน่าตั้งฝั่งน้ำที่สำคัญ ทัพหลวงนั้นตั้งค่ายท้ายธานี ฯ
๏ ฝ่ายผู้รั้งทั้งสองเห็นกองทัพ ต่างต้อนขับโยธาขึ้นน่าที่
ทุกหมู่หมดตรวจตราจนราตรี พระยาศรีทัพน่าปรีชาชาญ
ขับพวกพลปล้นปีนกำแพงป้อม โห่หุ้มห้อมพร้อมพรักเข้าหักหาญ
ทัพหลวงขับทัพสมทบรุมรบราญ ชาวเมืองต้านต่อแย้งทิ่มแทงฟัน
ฝ่ายขุนอินทร์เสนาตัวข้าหลวง ขุนต่างใจได้ท่วงทีถลัน
คุมไพร่ออกนอกประตูวิ่งกรูกัน ทลวงฟันสองทัพแตกยับเยิน
กลับเข้าค่ายฝ่ายชาวเมืองกลับขึ้นป้อม พวกทัพล้อมปิดทางไม่ห่างเหิน
ถึงสามครั้งตั้งแต่ปีนป้อมเชิงเทิน ชาวเมืองเดินถึงกันประจัญรับ
เห็นจะไม่ได้แขวงกำแพงเพ็ชร จึงเสด็จเลิกล่าโยธากลับ
มากราบทูลทูลกระหม่อมน้อมคำนับ เชิญเลิกทัพกลับมาอยู่ธานี ฯ
๏ ฝ่ายพระยารามแต่งกำแพงป้อม ตั้งค่ายล้อมหลายชั้นกันกรุงศรี
คิดปูนก่อหอรบรอบบุรี ห่างกันยี่สิบวากั้นน่าทัพ
วางปืนใหญ่ไว้กลางหว่างหอรบ ปืนมณฑปห่างห้าวาสลับ
ที่ไหนน้ำทำเปนหอโทนไว้รับ จะกันทัพเรือมิให้ใกล้กำแพง
แล้วฝึกพลบนเชิงเทินเดินบรรจบ กองสมทบทลวงฟันให้ขันแขง
ฝึกช้างม้าสารพัดคิดจัดแจง ต่างตกแต่งเครื่องอาวุธยุทธนา ฯ
๏ ฝ่ายพวกพิศณุโลกต่างโศกเศร้า ให้ตามเจ้าเข้าดงไปหงษา
กราบทูลความตามคดีที่มีมา เขารับพระชายาบุตราไป
พระทราบเรื่องเคืองข้อที่ก่อเหตุ น้ำพระเนตรนั้นจะกลืนก็ขืนไหล
อุส่าห์กลั้นกรรแสงแขงพระไทย เสด็จไปที่เฝ้าเจ้าธานี
กราบทูลความตามพระจักรพรรดิราช มาต้อนกวาดครัวไปไว้กรุงศรี
ทั้งราชบุตรพระวิสุทธกระสัตรี สิ่งของที่ก่อนเก่าคืนเอาไป
เจ้าหงษาทราบเรื่องก็เคืองขัด ว่าพระมหาจักรพรรดิหาสัตย์ไม่
จะแก้แค้นแทนพระน้องอย่าหมองใจ จงกลับไปภาราตรวจตราการ
หัวเมืองรายฝ่ายเหนือเจ็ดเมืองนั้น สมทบกันกวาดลำเลียงเสบียงอาหาร
บำรุงช้างม้าไว้ให้สำราญ กำหนดการเดือนสิบสองยกกองทัพ
พระรับสั่งบังคมบรมนารถ ชวนพระราชบุตรพาโยธากลับ
มาถึงเมืองเคืองขัดตรัสบังคับ เกณฑ์ทั้งทัพฝ่ายเหนือเข้าเกลือไว้ ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์หงษาบัญชาสั่ง เกณฑ์ทัพทั้งลาวทวายฝ่ายเหนือใต้
เมืองใหญ่น้อยร้อยเอ็ดเขตรกรุงไกร มาพร้อมในเดือนสิบสองยกกองทัพ
มาตั้งอยู่เมืองกำแพงข้างแขวงเหนือ ทัพบกเรือตามเสด็จมาเสร็จสรรพ
ครั้นรวบรวมพร้อมหมดกำหนดนับ ที่กองทัพเมืองมอญปรอนทละ
เมืองสพัวบัวแสแลเมืองหน่าย เมืองสอบเมืองทวายเมืองมีตะ
เมืองกองตองอูทั้งเมืองอังวะ เมาะตมะปะแสในไทยใหญ่นั้น
แต่พระเจ้าเชียงใหม่เปนไข้หนัก ให้หมอรักษาโรคยังโศกศัลย์
ให้แสนหลวงพิงไชยคุมไพร่ฉกรรจ์ ตามหงษารามัญมาทันทัพ
ทั้งพระธรรมราชามาตามเสด็จ คุมไพร่เจ็ดหมื่นประจำตรวจกำกับ
ทั้งเรือบกยกมาตั้งคนคั่งคับ กำหนดนับร้อยหมื่นเสียงครื้นเครง
ทั้งเกวียนต่างช้างม้าเครื่องอาวุธ หอกดาบธุชปืนทวนชนวนเขนง
ตีฆ้องกลองร้องรำบ้างทำเพลง เล่นกันเองอื้อฉาวมอญลาวทวาย
ครั้นพร้อมสรรพรับสั่งเจ้าหงษา ให้ยาตราทัพบกเรือแลเหลือหลาย
เสียงแซ่ซ้องสองฟากคนมากมาย ดูดังสายคลื่นเคลื่อนสเทื้อนสท้าน ฯ
๏ ฝ่ายพระมหินทราพระยาราม ครั้นรู้ความข้าศึกซึ่งฮึกหาญ
ให้กวาดครัวหัวเมืองกรมการ ได้ประมาณส่วนหนึ่งซึ่งมานั้น
ที่หลบลี้หนีหายไปหลายส่วน ทิ้งเรือกสวนนาไร่เข้าไพรสัณฑ์
เมืองน้อยใหญ่ให้บรรจบสมทบกัน นครนายกสิงห์สรรค์สุพรรณบุรี
เมืองอินทร์พรหมสมทบกับไชยนาท บุรีราชสาครนครไชยศรี
เพ็ชรบุรีลพบุรีสระบุรี เกณฑ์รักษาน่าที่ในกรุงไกร
แต่หอรัตนไชยไปเกาะแก้ว เพราะคูน่าหามีแนวแม่น้ำไม่
พระยาพระคลังตั้งแต่ประตูไชย ไปถึงถนนนายไก่ได้บังคับ
ประตูไชยไปวังไชยนั้นให้ท่าน พระอินทร์นครบาลด้านกำกับ
แต่วังไชยไปชีขันนั้นนายทัพ พระท้ายน้ำสำหรับบังคับการ
แต่ชีขันนั้นไปถึงมุมศาลหลวง เปนกระทรวงสีหราชเดโชทหาร
แต่สวนหลวงไปข้างน่าท่าชลธาร ท่านธรรมาว่าขานคอยราญรบ
ระวังรอบขอบแขวงกำแพงป้อม ทหารพร้อมบนเชิงเทินเดินบรรจบ
ข้างไหนหนักจักระดมช่วยสมทบ ทั้งหอรบปืนรายทุกค่ายคู
ปืนน้อยใหญ่ใส่ประจำไว้ทุกช่อง คนยิงจ้องจุดไฟใส่ดินหู
ปืนนกสับกับปืนสั้นเกาทัณฑ์ธนู เปนหมวดหมู่อยู่รอบเขตรขอบคัน
เกณฑ์ทัพไว้ในบุรีอิกสี่หมื่น ถือหอกปืนดาบแดงล้วนแขงขัน
พระยารามผู้กำกับทัพทั้งนั้น คิดป้องกันพระนครคอยรอนราญ ฯ
๏ ทัพหงษาข้าศึกมาครึกครื้น ดูเพียบพื้นทุ่งนาสุธาสถาน
โห่สนั่นลั่นเลื่อนสเทื้อนสท้าน เข้าตั้งด้านลุมพลีที่ท้องนา
พระยารามเห็นสมอารมณ์หมาย ยิงปืนนารายน์สังหารผลาญหงษา
ถูกไพร่นายตายกลาดดาษดา ลูกปืนไปใกล้พลับพลาเข้าทุกที
เจ้ารามัญนั้นให้เก็บลูกปืนใหญ่ แคลงพระไทยให้เอาเหล่าเส้นผี
ปลูกศาลใหญ่ใส่กระสุนแล้วสรวงพลี ถอยไปตั้งยังที่มหาพราหมณ์
แล้วตรัสสั่งนายทัพบังคับพร้อม ให้ตั้งห้อมล้อมภาราภาษาสยาม
พระมหาอุปราชอาจสงคราม ยกทัพข้ามไปถึงทิศบูรพา
ให้ตั้งค่ายรายเรียงเคียงกัน ปีกกากั้นเกียกกายกองซ้ายขวา
พระเจ้าอังวะกับพระธรรมราชา ตั้งค่ายน่าเนินดินทักษิณทิศ
ไทยใหญ่แสนหลวงเจ้าเมืองพสิม ตั้งประจิมทุ่งนาชักปีกกาปิด
พระตะเบิดพระตบะเมาะตมะประชิด เมืองตองอูอยู่ทิศอุดรนั้น
เจ้าหงษามาตั้งทางจังหวัด ทุ่งหลังวัดมเหยงค์ลงเขื่อนขันธ์
ชาวเมืองยิงปืนใหญ่ไพร่รามัญ ล้มตายยับนับพันทุกวันไป
ค่ายมอญตัดตาลทำเสาสิ้น แล้วขุดดินพูนขึ้นกันปืนใหญ่
ห่างแม่น้ำสามเส้นเห็นยังไกล ครั้นตั้งได้ให้รุกเข้าทุกที
ยิ่งใกล้เข้าชาวเมืองต่างมุ่งหมาย ยิงปืนใหญ่ไพร่นายตายแตกหนี
พวกพลหลังยังเพิ่มเติมทวี รุกเข้าไปได้ทีละชั้นละชั้น
ถึงเดือนหนึ่งจึงเข้าไปได้สิบเส้น แล้วขุดเปนรางรองดินกองกั้น
ชาวเมืองเกณฑ์กองหลวงทลวงฟัน ตัดหัวไปได้ทุกวันนับพันคน
แต่พระเจ้าหงษาอุส่าห์คิด เพียรประชิดตั้งค่ายเปนหลายหน
จึงตั้งได้ใกล้แม่น้ำทุกตำบล เสียไพร่พลไพร่นายมากมายครัน ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระมหินทราพระยาราม การสงครามเข้มงวดเห็นกวดขัน
ขอทัพลาวเจ้าเมืองล้านช้างนั้น มาช่วยกันรบพุ่งกันกรุงไกร
พระยารามรับสั่งแต่งหนังสือ เลือกคนถือที่ปัญญาอัชฌาไศรย
ให้ขุนราชเสนาขุนมหาวิไชย ไปเมืองลาวบ่าวไพร่ห้าสิบคน
ฝ่ายองค์พระมหาจักรพรรดิเจ้า เวลาเช้าทรงช้างระวางต้น
เที่ยวเลียบดูหมู่หมวดเดินตรวจพล ทุกถนนสนามรอบขอบภารา
จัดอำมาตย์ราชมัณฑ์ล้วนขันแขง โจมฟันแทงมอญทวายตายหนักหนา
ใครฆ่าได้ให้ตัดเอาหัวมา เสียบไว้น่าป้อมค่ายเปนหลายพัน ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าหงษาแต่มาตั้ง ต้องระวังเตรียมตรวจกันกวดขัน
เพราะทัพไทยในกำแพงออกแทงฟัน เสียโยธารามัญทุกวันไป
จึงปฤกษาข้าเฝ้าเจ้าอังวะ กับทั้งพระเจ้าแปรคิดแก้ไข
อันแหล่งหลักนัคเรศประเทศไทย แม่น้ำใหญ่ล้อมรอบขอบนคร
ทั้งค่ายคูดูป้อมกำแพงเล่า ดังขุนเขาเมรุมาศราชศิงขร
คิรีเรียงเคียงกันสีธันดร ล้ำนครเขตรแคว้นทุกแดนไตร
ทั้งรี้พลคนล้อมอยู่พร้อมพรัก จะรุกโรมโหมหักเห็นไม่ไหว
ต้องคิดอ่านการปีจึงมีไชย นายทัพให้หาเสบียงมาเลี้ยงคน
จงสำรวจตรวจตราทุกน่าที่ กำหนดปีหนึ่งอย่าให้ไพร่ขัดสน
แม้นเสบียงกองไหนไม่พอพล อันโทษคนตัวนายถึงวายวาง
ฝ่ายตัวนายรายไปทั้งใต้เหนือ กวาดเข้าเกลือทุกจังหวัดไม่ขัดขวาง
ผู้น้อยผู้ใหญ่ได้ทั่วตัวขุนนาง ตั้งยุ้งฉางใส่เสบียงพร้อมเพรียงไว้
ถึงเดือนหนึ่งจึงให้ตรวจสำรวจเช้า ขุนนางเจ้าเมืองมีพอปีได้
ทั้งหมื่นขุนมุลนายทุกค่ายไป พอเลี้ยงไพร่ไม่ขาดราชการ
แต่ข้าหลวงเดิมมะโดดที่โปรดเลี้ยง ได้เสบียงน้อยให้เอาไปประหาร
แต่รอรั้งตั้งมั่นประจัญบาน ทั้งสี่ด้านไพร่ล้อมพรักพร้อมกัน ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์มงกุฎอยุธเยศ เจ้าเสวตรคชานราสรรค์
ประชวรหนักรักษายี่สิบห้าวัน ไม่ฟื้นองค์ทรงสวรรคาไลย
สมเด็จพระมหินทราได้ว่าขาน ราชการผ่านพิภพสบไสมย
ก็ละเมินเหินห่างอยู่ข้างใน การณรงค์ปลงให้พระยาราม
พระยารามยามดีขี่เสลี่ยง กั้นฉัตรเคียงคนแห่นั้นแลหลาม
เที่ยวตรวจตราว่าขานการสงคราม ทหารตามน่าหลังพร้อมพรั่งกัน
ให้พระยาจักรรัตน์จัดกองนอก ทหารหอกดาบแดงล้วนแขงขัน
ออกเผาค่ายไหม้โขมงพลุ่งโพลงควัน ไล่แทงฟันโยธาพระยาเกียรดิ์
พวกมอญมัวดับไฟไทยประหาร ไล่ล้างผลาญวิ่งพลัดฉวัดเฉวียน
ทั้งไพร่นายตายกลาดลงดาษเดียร พระยาเกียรดิ์ต้อนมอญเข้ารอนรับ
พวกรามัญฟันแทงลัดแลงไล่ ตีทัพไทยย่นแยกต่างแตกกลับ
แต่พระยาจักรรัตน์พลัดกองทัพ พวกมอญจับตัวได้ไปให้นาย
พระยาเกียรดิ์พาไปเฝ้าเจ้าหงษา กริ้วพระอุปราชาว่ากฎหมาย
ซึ่งไทยเข้าเผาค่ายให้ทลาย ตัวเปนนายเหตุไรไม่ว่ากัน
พระอุปราชทูลว่าพระยาเกียรดิ์ โทษถึงเฆี่ยนแล้วฆ่าให้อาสัญ
แต่จับนายทัพไทยไว้ได้นั้น พอเกลื่อนกลบลบกันจึงงดไว้
เจ้าหงษาว่าให้เขาเข้าเผาค่าย ถึงได้นายก็หาพ้นอาญาไม่
ตัวก็ผิดคิดทำแต่น้ำใจ เปนนายใหญ่ไม่พินิจกิจการ
อย่าอยู่ทัพขับไปเสียให้พ้น บ่าวสองคนขี่ช้างไปต่างสถาน
พระยาเกียรดิ์กฎหมายถึงวายปราณ ให้ประหารเสียบไว้ค่ายน่าทัพ ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระมหาอุปราช กลัวพระราชอาญาบิดาขับ
ไปค่ายตั้งสั่งมหาดเล็กกำชับ ไปทูลกับองค์พระธรรมราชา
ต้องขับไล่ให้พระพี่ช่วยขอโทษ คงคลายโกรธโปรดเกษพระเชษฐา
ผู้รับสั่งบังคมก้มกราบลา ไปทูลพระธรรมราชาสารพัน
ไม่ถึงครู่ผู้รับสั่งมากำชับ ขัดบังคับกลัวจะฆ่าให้อาสัญ
รีบขึ้นช้างกับสองนายหัวท้ายนั้น จะผายผันผ่อนปรนให้พ้นไภย
พอพระธรรมราชาให้มาห้าม ไปทูลความขอโทษตรัสโปรดให้
คืนดำรงคงที่ก็ดีใจ เปนนายใหญ่ได้อยู่ทิศบูรพา ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ซึ่งดำรงรามัญประเทศ มงกุฎเกษสุริวงศ์ครองหงษา
ให้พระเจ้าแปรกำกับทัพนาวา ล่องลงมาตรวจทางขึ้นบางไทร
แล้วตั้งค่ายท้ายคูอยู่ฝ่ายเหนือ มิให้เรือขายค้าไปมาได้
จัดตระเวนเกณฑ์กองเรือล่องไป ข้างทิศใต้เมืองนนท์ธนบุรี
ถึงปากน้ำออกไปใกล้หลังเต่า เห็นสำเภากวางตุ้งเข้ากรุงศรี
พระเจ้าแปรกำกับทัพออกตี สำเภาหนีออกไปห่างกลางชลา
จะตามไปใจหวาดขยาดคลื่น จึงกลับคืนขึ้นไปเฝ้าเจ้าหงษา
กราบทูลความตามที่ตีเภตรา พระเจ้ารามัญโกรธคาดโทษกร
สั่งให้เอาพระเจ้าแปรตระเวนรอบ ริมเขตรขอบค่ายตั้งเหมือนสั่งสอน
คงกำกับทัพว่าพม่ามอญ เหมือนแต่ก่อนสิทธิ์ขาดราชการ
แล้วพระเจ้าหงษาบัญชาตรัส ให้ฝึกหัดจัดแจงแต่งทหาร
ขึ้นหักโหมโรมรันประจัญบาน เข้าทางด้านหัวรอหอรัตนไชย
พวกชาวกรุงมุ่งแม่นพุ่งแหลนหลาว ถูกมอญลาวเลือดโซมชโลมไหล
ที่เหลือตายนายมอญต้อนเข้าไป พาดกระไดก้าวปีนตีนกำแพง
พวกบนป้อมหลอมตะกั่วคั่วทรายสาด คบไฟฟาดรามัญกันด้วยแผง
โยนสายโซ่โย้เหนี่ยวด้วยเรี่ยวแรง ชาวเมืองแทงถูกตกหกคะเมน
พม่ามอญต้อนคนขึ้นบนฝั่ง ถือแตะบังตัวบางป้องกางเขน
ถูกปืนใหญ่ไพร่นายตายระเนน ในเมืองเกณฑ์กองหลวงทลวงฟัน
เสียงดาบฟาดฉาดฉับบ้างรับรบ บ้างหลีกหลบไล่ฆ่าให้อาสัญ
เหลือกำลังทั้งพม่าลาวรามัญ ต่างขยั้นย่นแยกตื่นแตกแตน ฯ
๏ ฝ่ายกระษัตริย์อัษฎงค์ตเจ้าหงษา เสียลาวพม่ามอญทวายตายนับแสน
ต้องรอทัพยับยั้งยิ่งคั่งแค้น จะทดแทนไทยเข้าเผาภารา
จะถมน้ำทำถนนให้คนข้าม จึงสั่งสามสุริวงศ์เผ่าพงศา
เขาดินไซร้ให้พระอุปราชา ตั้งตรงน่าเกาะแก้วแนวนที
พระเจ้าแปรตั้งข้างบางเอียนนั้น ริมวัดจันทน์ขอบคุ้งใกล้กรุงศรี
เจ้าอังวะสพานเกลือเหนือทั้งนี้ ด้วยเปนที่ท่าลาดเกิดหาดทราย
เร่งระดมถมน้ำทำถนน ให้พวกพลเดินข้ามทั้งสามสาย
ต่างรับสั่งต่างไปเกณฑ์ไพร่นาย ต่างตั้งค่ายรายกันตามบัญชา
แล้วเร่งไพร่ให้ระดมถมคูกรุง ดูคนยุ่งขุดดินแบกหินผา
บ้านโยนทิ้งกลิ้งลงในคงคา ตรงน่าท่าที่จะข้ามสามตำบล ฯ
๏ ฝ่ายพระยารามพระยากลาโหมนั้น เห็นรามัญถมน้ำทำถนน
ให้ยิงปืนป้อมไปผลาญไพร่พล ถูกพวกขนดินตายลงหลายร้อย
ยัดปืนใหญ่ใส่ลูกปรายทั้งสายโซ่ หมายยิงโยธาทัพผับผอยผอย
ยิ่งยิงสำร่ำไปปืนใหญ่น้อย ตัดตีนหัวตัวลอยกระเดนไป ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าหงษาเธอมาเห็น ยังไม่เปนทางถนนพ้นน้ำได้
ยิ่งกริ้วกราดคาดโทษนายทัพไว้ แต่ใช้ให้ถมน้ำทำเท่านี้
ถึงเดือนเศษเหตุไฉนทำใจเฉย ไม่แล้วเลยเลื่อยล้าทุกน่าที่
ถ้าตัวนายตายกับคนถนนนี้ เห็นท่วงทีจะเสร็จสำเร็จการ
ตรัสกริ้วกราดคาดโทษแล้วคืนกลับ พวกนายทัพรีบร้อนต้อนทหาร
ขนดินก้อนคอนแบกสาแหรกคาน ทั้งสามด้านเดินไขว่ทั้งไพร่นาย ฯ
๏ ฝ่ายขุนนางข้างในผู้ใหญ่น้อย ระวังคอยพรั่งพร้อมทุกป้อมค่าย
ยิงปืนใหญ่ไปถูกล้วนลูกปราย คนขนดินดิ้นตายหลายร้อยคน
เจ้าอังวะพระเจ้าแปรอุปราช เห็นปืนสาดซ้ายขวาดังห่าฝน
ให้ทำทุบทูตั้งพอบังพล เร่งให้ขนดินถมระดมกัน
ฝ่ายชาวกรุงมุ่งตรงประจงจ้อง ยิงสองพี่น้องก้องสุธาดังฟ้าลั่น
ถูกทุบพังทลายไพร่นายนั้น สายโซ่หันหวดกวาดตายดาษดา
พวกผู้ตรวจหมวดกองทุกกองทัพ ไปทูลกับพระองค์เจ้าหงษา
ชาวเมืองยิงคนถมดินสิ้นชีวา วันละห้าหกร้อยตายบ่อยไป
เจ้าหงษาว่าเสียพลคนหนึ่งนั้น เปนดินปั้นก้อนเข้าสักเท่าไหน
ผู้ตรวจว่าถ้าคนหนึ่งบรรไลย ถมสักห้าก้อนได้ตามใหญ่น้อย
เจ้าหงษาว่าเช่นนั้นชั่งมันเถิด อันตายเกิดธรรมดาอย่าให้ถอย
ผู้ตรวจฟังบังคมก้มคลานคล้อย มาค่อยค่อยทูลความทั้งสามองค์
เจ้าอังวะพระเจ้าแปรแลอุปราช ก็ไม่อาจขัดความตามประสงค์
เร่งให้คนขนระดมทิ้งถมลง จนเต็มคงคาข้ามทั้งสามทัพ
ยิ่งใกล้เข้าชาวกรุงพอมุ่งหมาย ยิงลูกปรายใหญ่น้อยปล่อยปืนตับ
ถูกตีนตัวหัวขาดล้มพาดพับ ทิ้งดินก้อนซ้อนซับทับศพตาย ฯ
๏ กลาโหมมหาเทพพระยาราม เห็นมอญข้ามเข้ามาได้ดังใจหมาย
ทั้งเวียงวังคลังนาบรรดานาย ต่างตั้งค่ายรายไปในกำแพง
ปืนจินดาขาเหรี่ยมแลมณฑป สำหรับรบรายจุกไว้ทุกแห่ง
ปืนจังกาขานกยางวางทะแยง ต่างจัดแจงแต่งไว้กันไพรี ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าหงษาคอยท่าถนน สามตำบลข้ามคุ้งถึงกรุงศรี
จึงข้ามทัพขับทหารเข้าต้านตี ชาวบุรีรบพุ่งกันกรุงไกร
มอญระดมสมทบทัพเรือขนาบ ยิงกำสาบปืนประจัญเสียงหวั่นไหว
เหมือนห่าฝนพลรบต้องหลบไป เข้าอยู่ในค่ายมั่นประจัญบาน
พวกมอญรุมขึ้นทางมุมเกาะแก้วนั้น ทำลายชั้นเชิงกำแพงด้วยแรงขวาน
พังทลายฝ่ายมอญรุกรอนราญ พวกไทยต้านตอบปืนเสียงครื้นครึก
เปนด้านพระมหาเทพตำรวจใหญ่ ยิงปืนไฟไปสังหารผลาญข้าศึก
เสียงสนั่นลั่นเลื่อนสเทื้อนสทึก พวกมอญฮึกแหกค่ายล้มตายครัน
พระศรีเสาวราชโอรสทรงคชสาร ต้อนทหารชาญกำแหงล้วนแขงขัน
ช่วยรบรับทัพมอญช่วยฟอนฟัน พวกรามัญแตกพ่ายเปนหลายครั้ง ฯ
๏ ฝ่ายพระยารามปฤกษาพวกข้าเฝ้า ไพร่พวกเราก็น้อยต้องถอยหลัง
มอญทำลายค่ายแขวงกำแพงพัง เหลือกำลังรบสู้กู้ภารา
คิดจะอ่อนหย่อนเสียพูดเกลี่ยไกล่ ขอเปนไมตรีกับองค์เจ้าหงษา
อยู่พร้อมเพรียงเวียงวังทั้งคลังนา ที่เราว่านี้จะเห็นเปนอย่างไร
พวกขุนนางต่างว่าถ้าแต่ก่อน แม้นผันผ่อนเปนไมตรีทีจะได้
นี่รบราฆ่าฟันกันบรรไลย พวกมอญไพร่นายตายมากมายครัน
จะไปเปนไมตรีเดี๋ยวนี้เล่า เห็นว่าเขาจะหัวเราะเยาะเย้ยหยัน
เมื่อไหนไหนได้รบจะขบฟัน คิดรับรองป้องกันจนบรรไลย
แล้วขุนนางต่างตั้งระวังทัพ ไม่ฟังบังคับพระยารามตามวิไสย
พวกหงษามาตีทัพทีไร ก็แตกยับกลับไปเสียไพร่พล ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าหงษาตรึกตราเหตุ เข้าเดือนเศษจวนเทศกาลฝน
สิ้นเสบียงเลี้ยงทัพจะอับจน จะผ่อนปรนกลความตามทำสอง
หาพระธรรมราชาเข้ามาเฝ้า กระซิบเล่าเล่ห์กลนุสนธิ์สนอง
พระยารามแต่งทัพรบรับรอง เปนนายกองป้องกันเมืองมั่นคง
ถ้าแม้นเราเอาพระยารามมาไว้ เห็นจะได้เวียงวังดังประสงค์
เหมือนแบ่งเบาเราจะชนะณรงค์ พระน้องจงคิดอ่านการข้างใน ฯ
๏ พระธรรมราชาชอบนบนอบรับ ทูลลากลับมาพลับพลาที่อาไศรย
ให้เสมียนเขียนความตามพระไทย ครั้นเสร็จให้พับปิดสนิทดี
แล้วให้หาข้าหลวงเดิมแต่ก่อน ชื่อนายก้อนทองของพระมเหษี
ถือไปให้พระวิสุทธกระสัตรี ซึ่งเปนพี่นางพระมหินทรา
ทรงอ่านดูรู้ประจักษ์ในอักษร ให้นายก้อนทองคอยฟังอยู่ข้างน่า
ทรงถือไปให้กับพระอนุชา รับสาราอ่านตามเนื้อความใน
ว่าพระธรรมราชาเมตตาสัตว์ จะทานทัดตัดสงครามตามวิไสย
เมื่อทรงศักดิ์จักรพรรดิครองฉัตรไชย กับหงษามาไปเปนไมตรี
เพราะพระเชื่อพระยารามทิ้งความสัตย์ จึงเคืองขัดรบพุ่งถึงกรุงศรี
แต่พระองค์หงษายังปรานี คิดอาไลยไมตรีซึ่งมีมา
แม้นส่งตัวพระยารามต้นสงครามให้ จะเลิกทัพกลับไปเมืองหงษา
จึงแจ้งความตามแต่พระอนุชา จะตรึกตราคิดอ่านประการใด ฯ
๏ พระทราบความถามบรรดาเสนาพร้อม ควรจะยอมฤๅว่าจะคิดไฉน
ขุนนางว่าถ้าแม้นทัพเลิกกลับไป เปนสัจจังดังหนึ่งในหนังสือมา
ก็ควรส่งพระยารามไปตามที สืบไมตรีไว้กับองค์เจ้าหงษา
พระเห็นชอบตอบความตามสงกา นายก้อนทองทูลลาฝ่าธุลี
ไปทูลพระธรรมราชาที่ตาทัพ เธอใช้กลับเข้าไปเฝ้าเจ้ากรุงศรี
ทูลว่าองค์หงษานั้นปรานี เปนไมตรีมั่นคงอย่าสงกา
พระทรงฟังหวังว่าจริงไม่กริ่งตรึก จะเสร็จศึกซื่อตรงต่อหงษา
นิมนต์พระสังฆราชให้ยาตรา แล้วจำพระยารามนั้นให้มั่นคง
ส่งให้นายก้อนทองไปกองทัพ ทั้งพระสังฆราชกับคณะสงฆ์
ฝ่ายพระธรรมราชาปัญญายง ให้สี่องค์ทรงประทับที่พลับพลา
แล้วปลดเปลื้องเครื่องจำนำพระยาราม ให้เดินตามไปเฝ้าเจ้าหงษา
กราบทูลความตามพระมหินทรา ให้พระสงฆ์ออกมาส่งพระยาราม ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าหงษาบัญชาสั่ง ให้เบิกสังฆราชองค์สงฆ์ทั้งสาม
มานั่งอาศน์ลาดเจียมเสงี่ยมงาม แล้วจบพระหัดถ์ตรัสความตามทำนอง
จงบอกเล่าเจ้าไทยถ้าใจรัก จะสมัคสมานมีไมตรีสนอง
ให้องค์พระมหินทราพาพวกพ้อง นายทัพนายกองข้าเฝ้าเหล่าเสนา
มาพร้อมพรั่งบังคมขอสมบัติ กระทำสัจจานุสัจมนัศา
แม้นผู้เปนเจ้าเข้าไปบอกมิออกมา สองภาราก็จะขาดราชไมตรี ฯ
๏ พระสังฆราชรับคำแล้วนำสงฆ์ ทั้งสามองค์เข้ามาเฝ้าเจ้ากรุงศรี
แล้วทูลความตามหงษาเธอพาที ครั้นเสร็จลามากุฎีทั้งสี่องค์
สมเด็จพระมหินทราถามข้าเฝ้า ซึ่งพระเจ้าภาราหงษาประสงค์
จะออกไปให้สำเร็จเสร็จณรงค์ เห็นจะคงคำมั่นฤๅฉันใด
ฝ่ายขุนนางต่างว่าส่งพระยาราม หาเลิกทัพกลับตามสัญญาไม่
เห็นเหมือนคำตำราท่านว่าไว้ เคียวอยู่ในนาภีไม่มีตรง
แม้นออกไปถึงทัพคงจับมัด ริบสมบัติตัดคอไม่หลอหลง
อันชีวาข้าทั้งหลายถวายองค์ ขอณรงค์รามัญจนบรรไลย
แต่พระยาธรรมาปฤกษาแย้ง เห็นเหลือแรงรบต้านทานไม่ไหว
แต่ปฤกษาน่าที่นั่งถามครั้งไร ขุนนางไม่ยอมมอญขอรอนราญ ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าหงษารอท่าอยู่ มิให้จู่จ้วงโจมหักโหมหาญ
ถึงเจ็ดวันครั้นเห็นว่าจะช้านาน จึงตรัสการกับพระธรรมราชา
เจ้าเมืองไทยไม่ออกมาอ่อนน้อม เห็นไม่ยอมถ่อมถดถือยศถา
ควรจะขับทัพเข้าเผาภารา ให้สมสาแก่ใจพวกไพรี
พระธรรมราชาว่าโปรดเกล้า อย่าเพ่อเข้ารบพุ่งตีกรุงศรี
จะขอบังคมลาเข้าธานี ไปพาทีชี้แจงให้แจ้งใจ
เจ้าหงษายอมตามความประสงค์ จึงทูลลามาทรงเสลี่ยงใหญ่
พวกขุนนางต่างตามคนหามไป ตรงหอรัตนไชยใกล้ทวาร
ให้ร้องบอกไปว่ามาดับร้อน ราษฎรได้เปนศุขสนุกสนาน
ฝ่ายพระมหาเทพเดินตรวจการ เปนนายด้านค่ายต่อกับหอพระ
ให้สาดปืนครื้นครั่นสนั่นเสียง ถูกคนหามพระเสลี่ยงล้มเกะกะ
เห็นวุ่นวายฝ่ายขุนอินทร์เดชะ เข้าแบกพระองค์วิ่งเลียบตลิ่งมา
ทั้งคนตามหลามหลั่งมาคั่งคับ ถึงกองทัพเข้าเฝ้าเจ้าหงษา
กราบทูลความตามที่ได้ไปพูดจา พระเจ้ารามัญเคืองว่าเมืองไทย
เพราะถึงที่ชีพราหมณ์สยามภาค จะพลัดพรากไพร่เลวแหลกเหลวไหล
แล้วสั่งเหล่าท้าวพระยาเสนาใน จงเร่งให้หักเข้าเผาภารา
พวกนายทัพรับสั่งตั้งประชิด ยกเข้าติดตีค่ายทั้งซ้ายขวา
ยิงปืนสาดฟาดโซ่โยทกา เกี่ยวเสมาเหนี่ยวสายขึ้นป่ายปีน
พวกน่าที่ตีรันแทงฟันฟาด ถูกหน้าหลังดังฉะฉาดขาดเปนสีน
บ้างหมายมุ่งพุ่งแหลนหลาวฟาดง้าวจีน ถูกตัวตีนตกตายศพก่ายกัน
พม่ามอญต้อนไพร่เข้าไปอีก ไม่เลี่ยงหลีกล้อมรอบทั้งขอบขัณฑ์
ต่างรบพุ่งรุ่งค่ำประจำประจัญ เสียงครื้นครั่นลั่นเลื่อนสเทื้อนสุธา ฯ
๏ ฝ่ายพระมหินทราอยู่ปราสาท ให้พระศรีเสาวราชโอรสา
พึ่งรุ่นหนุ่มคุมทัพสรรพสาตรา คนหมื่นห้าพันตั้งระวังการ
ด้านมหาเทพศึกเสียงครึกครื้น จึงมายืนพระคเชนทร์เกณฑ์ทหาร
ออกรบรับทัพมอญช่วยรอนราญ ข้าศึกต้านแตกพ่ายกระจายไป
แล้วมาตั้งฟังความสนามหลวง แม้นศึกล่วงเข้าประชิดข้างทิศไหน
ช่วยสมทบรบพุ่งกันกรุงไกร แต่มิได้ทูลกิจพระบิดา
สมเด็จพระบิตุรงค์ทรงพระโกรธ ให้ลงโทษถอดยศโอรสา
แล้วตรัสใช้ให้พระยาธรรมา เอาไปฆ่าเสียที่ถัดวัดพระราม
ฝ่ายขุนนางต่างสงสารพระหน่อนารถ เคยช่วยราชรณการชาญสนาม
มาวายวางต่างขยั้นคิดครั่นคร้าม ต้องรบตามรักตัวครอบครัวมี ฯ
๏ ฝ่ายผู้ถือหนังสือสารไปล้านช้าง เข้าไปหาขุนนางนำเฝ้าเจ้ากรุงศรี
ให้อ่านสารทราบว่าหงษาวดี ยกมาทำย่ำยีศรีอยุธยา
คิดเคืองขัดจัดทัพถ้วนห้าหมื่น หอกดาบปืนปีกป้องกองซ้ายขวา
ครั้นเสร็จสรรพขับพหลพลโยธา ทั้งเกวียนต่างช้างม้าเคลื่อนคลาไคล ฯ
๏ ฝ่ายพระธรรมราชาม้าคอยข่าว เห็นทัพลาวลงมาแจ้งแถลงไข
จึงทูลองค์หงษาตามม้าใช้ ว่าทัพใหญ่ล้านช้างล่วงทางมา
องค์กระษัตริย์อัษฎงค์ตได้ทรงทราบ ว่าทัพจะกระหนาบมาแน่นหนา
จึงตรัสถามพระยารามตามสงกา ทัพลาวมาช่วยไทยโดยไมตรี
ฤๅว่าใช้ให้คนไปขอทัพ มาช่วยรับรบพุ่งกันกรุงศรี
พระยารามทูลว่าเจ้าธานี ให้ข้ามีหนังสือคนถือไป
ขอทัพลาวเจ้าเมืองล้านช้างช่วย จึงมาด้วยวอนว่าอัชฌาไศรย
เจ้าหงษาว่าจะละเลยไว้ ให้มาใกล้ไทยแจ้งจะแขงมือ
จึงกระซิบสั่งพระธรรมราชา ให้ปลอมตราราชสีห์ตีหนังสือ
จะถ่ายเทเล่ห์กลให้คนฦๅ จัดให้ถือขึ้นไปรับเร่งทัพมา
อุปราชคุมไพร่ไปสระบุรี คอยดักตีสองฝ่ายทั้งซ้ายขวา
มหาอุปราชรับขับโยธา ขึ้นไปป่าสักตั้งระวังทาง ฯ
๏ ฝ่ายพระธรรมราชาพระยาราม คิดเขียนความตามตรัสไม่ขัดขวาง
แล้วจัดบ่าวชาวไทยให้ขุนกลาง เดินสวนทางรีบถือหนังสือไป
ถึงทัพลาวเข้าหาท้าวเพี้ยควาน ทูลเจ้าล้านช้างแจ้งแถลงไข
ให้อ่านความตามเรื่องว่าเมืองไทย มาต้อนรับทัพใหญ่ด้วยยินดี
เดิมหงษาข้าศึกนั้นฮึกหาญ ครั้นรอนราญรบพุ่งชาวกรุงศรี
ถูกปืนใหญ่ไพร่นายวายชีวี ทั้งคอยตีตัดเสบียงลำเลียงพล
พม่ามอญอ่อนกำลังลงทั้งสิ้น จะหากินในจังหวัดก็ขัดสน
เห็นเรรวนจวนทัพถึงอับจน จะเลิกพลพวกไทยจะได้ที
เชิญพระองค์ลงไปให้ใกล้ทัพ ช่วยกำกับกันไว้อย่าให้หนี
แม้นทัพถอยคอยกระหน่ำซ้ำเติมตี เห็นจะมีไชยชนะในณรงค์ ฯ
๏ ฝ่ายพระเจ้าล้านช้างฟังหนังสือ คิดพาซื่อเสียเชิงละเลิงหลง
รีบเดินทัพขับช้างตัดทางตรง ออกจากดงตายะถึงสระบุรี
พอโพล้เพล้เพลาท้องฟ้าคลุ้ม หยุดทัพซุ่มฆ้องหึ่งเสียงอึงมี่
ปลงเกวียนต่างข้างวัดริมนัทธี บ้างก็สีไฟก่อตั้งหม้อทอง
พวกทัพหลังยังเมื้อร้องเผือโว้ย เสียงร่อโรยโหวยหวูกันกู่ก้อง
ปั้นเข้าเหนียวเคี้ยวแซบบ้างแสบท้อง บ้างดูดลองเหล้าอุพูดงุงะ ฯ
๏ ฝ่ายทัพพระมหาอุปราช ร้องประกาศโรปะถะกึร้องอึอะ
เสียงโคลงเคลิงเกลิงเขนาะเตาะอาระ เข้าไล่ฉะฟันลาววิ่งกราวเกรียว
พวกทหารล้านช้างต่างแตกตื่น บ้างนั่งกลืนเข้าเจ้าปนเข้าเหนียว
พวกรามัญฟันแทงลัดแลงเลี้ยว เข้ารกเรี้ยวร้องเรียกกันเพรียกไป
เจ้ากรุงลาวสุดรู้จะสู้รบ ขึ้นช้างหลบหลีกกลับรีบขับไส
บุกรกเรียวเลี้ยวหลงเข้าพงไพร พวกมอญไล่ลาวกระจายวิ่งพรายพลัด
พระอุปราชอาจองทรงช้างสาร ต้อนทหารโหมหักร้องปรักฉัด
ได้เกวียนต่างช้างม้าสารพัด จับลาวมัดมือจูงเปนฝูงมา
แล้วเลิกทัพกลับหลังมายังค่าย ได้ช้างพลายช้างพังทั้งปืนผา
เข้าเฝ้าทูลมูลกิจพระบิดา เจ้าหงษาทราบสิ้นก็ยินดี ฯ

(หมดฉบับเพียงเท่านี้)

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ