ภาคปฐม
ครั้นพร้อมใจกันดังนั้นแล้ว ต่างก็จุติลงยังมนุษย์โลก ในจำนวนนี้เข้าสู่รูปมนุษย์เป็นระตู
ก็และระตูทั้งสี่นี้เป็นพี่น้องกันสิ้น และต่อมาภายหลังก็กลายเป็นเรื่องนิทานที่สนุก อันพวกดาหลัง
เรื่องเทพาวตารจากโลกสวรรค์ลงสู่โลกพิภพ ที่เล่าแถลงนี้ก็มิได้มีความมุ่งมาทอย่างอื่นใดนอกจากจะให้เป็นอุบายและแบบอย่างที่จะให้เกิดเป็นนิทานเรื่องหนึ่ง ซึ่งไพเราะสนุกสนานเท่านั้น
อันระตูที่มีชนมายุยิ่งกว่าองค์อื่นๆ นั้นประทับครองบัลลังก์ราชย์ ณ นครกุรีปั่น มีเกียรติเลื่องชื่อฦๅชาขจรไปทุกประเทศเขตต์นิคมชนบท และทั่วทุกซอกตรอกทาง ร้านตลาด ด้วยอาณาเขตต์ของพระองค์กว้างใหญ่มาก และเป็นที่นิยมรักใคร่ของบรรดาพ่อค้าวานิช เหตุด้วยมีพระราชอัธยาศรัยบริบูรณ์ด้วยขันตีธรรมสุจริตเลิศโดยพระชาติวุฒิ และวิจักขณญาณ
ระตูองค์ที่สองรองลงมานั้นครองราชบัลลังก์นครดาหา.
ก็และระตูดาหานั้นมีอัครชายาเป็นประไหมสุหรีหนึ่ง มีชายารอง
ฝ่ายว่าองค์ที่สามรองลงมานั้นก็เป็นชาย และได้เป็นราชาครองเมืองกากะหลัง ก็และนครของพระองค์นั้นสงบราบคาบดีด้วยสันติภาพ มีพ่อค้าพานิชน้อยใหญ่ตั้งห้างร้านซื้อขายเป็นอันมาก ทั้งคนที่สมบูรณ์มั่งคั่งก็มีอยู่มากในนครนั้น พระราชวังก็ใหญ่โตสร้างขึ้นอย่างวิจิตรงดงาม ทั้งบรรดาเครื่องตั้งเครื่องแต่งก็ล้วนแต่งามประณีตรุ่งโรจน์ สระน้ำ และกำแพงบรรดามีอยู่ขวาซ้าย ถนนหนทางใหญ่น้อย ก็ล้วนแต่ทำด้วยศิลา ถนนหลวงสายใหญ่ก็ร่มรื่นตลอดไปด้วยต้นไม้ใหญ่อย่างงามๆ กับต้นไม้ผลอันโอชารส
อนึ่งเล่าพระราชอัธยาศรัยของพระองค์นั้น มักทรงคล้อยตามคำพูดและความประสงค์ของคนทั้งหลาย ไม่โปรดที่จะทรงถือโทษเอาผิดผู้หนึ่งผู้ใดเลย ไม่แต่คำของบัณฑิต ซึ่งสโมสรพร้อมใจกันเพื่อจะทำกิจการอันดีอย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้น แม้แต่คำของพระชายา มนตรี เสนา นักรบ และดะหมัง
ฝ่ายว่าองค์ที่สี่ในจำนวนระตูนั้นเป็นองค์หญิง มีโฉมพระพักตรงามยิ่งนัก ทรงนามว่า บีกู คันฑะส้าหรี มีที่ประทับอยู่บนเขากุหนุงวิสิส เพราะพระอัธยาศรัยของบีกูคันฑส้าหรี นั้น โปรดบำเพ็ญประตาปา และในเวลากลางวันก็ดี กลางคืนก็ดี โปรดแต่ไปประทับอยู่ในป่าชัฎบนเขานั้นเท่านั้น พระองค์ทรงศักดิ์สิทธิ
เพราะฉะนั้น บีกูคันฑะส้าหรี จึงประทับอยู่แต่บนกุหนุง ไม่โปรดที่จะประทับอยู่ในบ้านในเมือง และตามข่าวที่คนเล่าแถลงกันนั้น นัยว่าเป็นด้วยเธอเป็นสตรีซึ่งไม่มีความประสงค์จะมีสวามี พระราชามหากษัตริย์ได้มีมาสู่ขอหลายองค์แล้ว เพื่อที่จะหาไปเป็นประไหมสุหรี เธอก็มิได้ทรงรับ กลับรู้สึกเบื่อหน่ายพระหฤทัย เหตุฉะนั้น จึ่งเสด็จออกประตาปา ประทับอยู่แต่ที่อาศรมสถาน ถเ กุหนุงวิลิสนั้นแล.
เมื่อออกบำเพ็ญประตาปาแล้วมิช้านาน ระตูเธอก็ปรีชาสามารถในวิทยาคมต่าง ๆ รอบรู้ในสรรพสิ่งอันน่าพิศวงอัศจรรย์ และกลายเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์มาก ครั้นแล้วก็ทรงสั่งสอนนักพรต พราหมณาจารย์และบัณฑิตเป็นอันมาก จึงมีนามกรฦๅชาปรากฏไปโดยรอบบรรพตนั้น เป็นที่เคารพนับถือของบรรดานักพรตนักบวชซึ่งอยู่ในปกครองของเธอ ด้วยว่าจะตรัสคำใดก็ดี จะประสงค์จำนงหมายสิ่งใดก็ดี ย่อมได้รับเทวานุมัติขององค์ สัง หยัง ชคตนาถ
บัดนี้จะย้อนกล่าวถึงองค์ระตูกุรีปั่น เมื่อได้ครองบัลลังกราชย์นั้นมาแล้วมิช้านาน วันหนึ่งก็ถึงกษณฤกษงามยามดี ก็ได้พระราชโอรสองค์หนึ่ง ซึ่งมีโฉมพระพักตรงามศิริวิลาศ พระฉวีวรรณนวลละอองผ่องใสไพโรจน์ลักษณ
บัดนี้ จะกล่าวถึง สัง ระตู กากะหลัง เมื่อได้ประทับเหนือบัลลังก์ครองราชย์ ณ นครกากะหลังมาแล้ว มิช้านาน ก็ได้โอรสองค์หนึ่งได้นามว่า ระเด่นสิงหะมนตรี
บัดนี้จะกล่าวถึงระตูดาหา ท้าวเธอมีราชธิดาสององค์ ๆ หัวปีมีนามว่า พระบุตรี ก้าหลุ จันตะหนา กิระหนา
ฝ่ายราชธิดาท้าวดาหาองค์เยาวนั้นเป็นของชายารองผู้มีนามว่าท่านลิกู ส่วนมหาเดหวีไม่มีบุตร ก็แต่กิระดังสดับมานั้นว่าเธอก็มีธิดาองค์หนึ่งนามกรว่า ประบาตะส้าหรี แต่ในหนังสือเรื่องนี้หากล่าวถึงไม่ กล่าวแต่ท่านลิกูเท่านั้นว่า ได้บุตรีมีนามว่า ก้าหลุ อาหยัง
“เลิกกันเท่านั้นที, จริงสิ ข้าเจ้าเป็นเพียงหญิงชาวตลาด ไม่มีเชื้อวงศ์เทือกเถาเหล่ากอ ไม่มีใครรู้ว่าสืบพันธุ์มาแต่ไหน”
เหตุฉะนั้น สังระตู จึ่งลอายพระหฤทัย และทรงรู้สึกว่าไป ๆ ก็ถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็นธรรม แต่นั้นมาท่านลิกูจะพูดจาว่ากระไรก็ทรงคล้อยตามและตามใจทุกสิ่งทุกอย่าง ตามการณ์ที่เป็นดังนี้ไม่ช้าก็เป็นเรื่องเลื่องฦๅแพร่หลายไปจนกระทั่งถึงกรุงกุรีปั่นและกากะหลัง ซ้ำเมื่อท่านลิกูรู้สึกตนว่า สังระตู ทรงสิเนหาอาลัยในตนมาก ก็เกิดมีใจโหดร้ายขึ้นต่อองค์ประไหมสุหรี ผู้ชนนีของก้าหลุ จันตะหรา กิระหนานั้น ด้วยความเกลียดชังอย่างสาหัส ใคร่จะหาอุบายให้สังระตูทรงสละละทิ้งประไหมสุหรีเสียทีเดียว
มาวันหนึ่งประไหมสุหรีทรงแต่งองค์พระบุตรี ก้าหลุ จันตะหรานั้นด้วยเครื่องแต่งบางอย่าง ซึ่งทวีความงามของเธอขึ้นเป็นอันมาก ฝ่ายก้ากลุ อาหยัง ก็มีจิตรฤษยา จึงกลับไปขอให้พระมารดาของเธอคือท่านลิกูนั้นแต่งให้บ้าง ด้วยเธอจะไปประพาศตาหมัน
“จริงสิ ข้าเจ้านี้เป็นลูกทิ้งขว้างและเป็นลูกเมียน้อย ไม่ใช่อาหนะ
สังระตูได้ทรงฟังถ้อยคำและทอดพระเนตร์เห็นอาการของ ก้าหลุ อาหยัง ดังนั้น ก็ทรงทุกขะจิตต์
“อุวะ
จึงก้าหลุอาหยัง สอื้นทูลว่า
“หม่อมฉันไม่รับประทาน จะขอแต่ให้ผ้าคลุมของหม่อมฉันนี้เหมือนกับของพระพี่นางก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา นั้น เท่านั้น”
กาลนั้น สังระตู ก็ตรัสสั่งให้เปลี่ยนผ้าคลุมเศียรเสียใหม่ให้เหมือนกันกับของ จันตะหรา กิระหนา ก็และอันที่จริงนั้นผ้าคลุมทั้งสองผืนนั้นก็มีราคาเท่ากัน หากแต่ต่างรูปต่างสีเท่านั้น อนึ่งเล่าเมื่อจะประทานผ้าทรงเครื่องแต่งแก่สององค์นี้ครั้งใด ก็โปรดให้ก้าหลุ อาหยังได้เลือกก่อนเสมอ แลวจึงประทานเศษ
ฝ่ายก้าหลุ อาหยัง เล่า ก็ร้องฟ้องต่อมารดาอยู่แทบทุกวันเช่นว่า “ในพวกพี่เลี้ยงสาวสรรกำนัลในข้าหลวงบริวาร
ครั้นท่านลิกูได้ฟังดังนั้น ก็คาดว่าเป็นความจริง จึงลงอาชญาทุบตีตำหนิติโทษแก่บรรดาพี่เลี้ยงนางนมข้าหลวงสาวใช้ทั่วทั้งหมดด้วยกัน ซ้ำด่าว่าตั้งแต่สูงลงไปหาต่ำ ตั้งแต่ปู่ย่าตายายลงไปหาหลาน และติเตียนปรามาทตลอดเจ็ดชั้นชั่วคน นับแต่ปู่ย่าตาทวดลงไปเทียว
มาวันหนึ่ง ต่างองค์ต่างอยากจะไปประพาศเล่น ที่ในสวนบันยารันส้าหรีและเด็ดเก็บดอกไม้ ต่างองค์ก็ทรงเครื่องถึงขนาด และก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา ก็ดี ก้าหลุ อาหยัง ก็ดี สาวสรรกำนัลในก็แต่งองค์ถวายเป็นอย่างดี งามพักตรงามรูปราวกับกินรในอินทรโลก
กาลนั้นจึงพากันเที่ยวเล่นในดาหมัน บันยารันส้าหรีนั้น พลางเก็บบุหงา
ครั้นตวันขึ้นสูงมากแล้ว ร้อนจัด บางนางก็หยุดยั้งเพื่อจะพักหายเหนื่อย แต่บางนางยังเพลิดเพลินลืมตนเที่ยวเล่นอยู่ต่อไปในตาหมันนั้น เหงื่อก็ไหลเปียกทั่วสรรพางค์กายดุจอาบน้ำ แล้วก็คลุมศีรษะด้วยผ้าสีบางชะนิด
ขณะนั้นอาทิตย์เที่ยงวัน แสงแดดก็ร้อนแรงกล้ายิ่งขึ้น จึงต่างคนต่างหนีแดดเข้าอาศัยในร่มเงาต้นนุ่นต้นไทร และไต้พุ่มนาคะส้าหรี
ก้าหลุ อาหยัง จินตนาในใจว่า “ถ้าก้าหลุ จันตะหรา กิระหราทราบก็คงจะแย่งจับเอาเสียได้ อย่าเลยเราจะสั่งสาวใช้ของเราให้ช่วยกันจับนกขมิ้นตัวงามอันนี้ไห้ได้”
ก้าหลุ อาหยังติดตามนกนั้นไปอีกทางโน้นทางนี้ก็หาจับได้ไม่ จึงตะโกนไปยังพวกสาวสรรกำนัลในว่า “เฮ้ย
เหล่าข้าหลวงสาวใช้ทั้งปวงก็ลุกขึ้นและวิ่งข้ามทางไปทางโน้นทางนี้ เพื่อจะช่วยจับนกนั้น แต่ก็หาจับได้ไม่ ครั้นก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา เห็นดังนั้นจึงตรัสสั่งให้ข้าหลวงของเธอจับนกนั้น ก็พลันจับได้ดังประสงค์ น่ามาถวายแด่ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา
ฝ่ายก้าหลุ อาหยัง ก็ทรงกรรแสงทูลขอนกนั้น ตรัสว่า “พระพี่นางประทานบุหรงนั้นแก่หม่อมฉันเถิด เพราะหม่อมฉันเห็นก่อน”
นางกรรแสงร่ำไห้จนอ่อนระทวยองค์ ครั้นมหาเดหวีเห็นดังนั้นจึ่งตรัสว่า “เอ ลูกแม่ จงให้บุหรงนั้นแก่น้องเถิด”
ก้าหลุ จันตะหรา กระหนา ทูลว่า “หม่อมฉันจะให้ไปเสียอย่างไรได้ นกมีแต่ตัวเดียวเท่านี้ และหม่อมฉันก็ยังอยากจะเล่นกับนกนั้นอยู่ น้องก้าหลุอาหยังเป็นเด็ก หม่อมฉันก็ยังเป็นเด็กเหมือนกัน ทำไมข้าหลวงของเธอจึงไม่สามารถจับได้ ชรอยนกขมิ้นนี้จะไม่ชอบพอใจในน้องก้าหลุ อาหยัง หม่อมฉันคิดว่าบุหรงคงไม่อยากยอมตนให้จับไม่ใช่ว่าเพราะข้าหลวงไม่สามารถจับนกนี้ เอาเป็นแล้วกันเท่านั้นที หม่อมฉันเป็นผู้มีโชค”
เหล่าสาวสรรกำนัลในได้ฟังคำก้าหลุ จันตะหรา กิระหนาดังนั้นก็หัวเราะขึ้นทั่วหน้ากัน ครั้นวันรอนจะพลบค่ำ ดวงอาทิตย์ใกล้อัสฎงค์จึงพร้อมกันจะกลับไปลงสรงสนานในสระ มหาเดหวีกับท่านลิกูสรงด้วยกับสังระตู ครั้นสรงแล้วมหาเดหวีก็แต่งองค์ทรงเครื่องท่านลิกูก็แต่งดุจกัน มหาเดหวีเห็นดังนั้นก็ตรัสเป็นคำภาษิตกระทบกระเทียบบางประการ ด้วยความฤษยา แต่ท่านลิกูก็เฉยเสียไม่เอาธุระในคำตรัสของมหาเดหวีนั้น ยังคงแต่งกายประดับประดาอยู่อีก.
ในเวลาที่ท่านลิกูกำลังตกแต่งประดับประดาอยู่นั้น ยังได้มีคำกล่าวกระทบกระเทียบจากมหาเดหวี และสาวใช้กำนัลในของมหาเดหวีอีกต่าง ๆ นานา ๆ หลายประการ แต่ท่านลิกูก็หาเอาธุระแก่ถ้อยคำนั้นๆ ไม่ กลับตกแต่งประดับกายเรื่อยไปกล่าวคือปักปิ่นสรวมกำไลสรวมสร้อยคอฝังแก้วประพาฬ
พระธิดาของสังระตูองค์ที่มีนามว่าก้าหลุ อาหยัง ก็มีความคาดหมายเช่นว่านี้เหมือนกัน ด้วยได้ประทานภูษาและอาภรณ์สุวรรณอัญญมณีตกแต่ง ทั้งคิดอยู่เสมอดังนี้ว่า “ตัวเราก็เป็นธิดาของสังนาตะ
ครั้นแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จแล้ว ก้าหลุ อาหยัง ก็สยายเกษาออก ฝ่ายก้าหลุจันตะหรา กิระหนานั้นข้าหลวงก็แต่งองค์ถวายนวลละอองผ่องใสงามน่ารักน่าสพึงชมพิศดูไม่รู้เบื่อ ครั้นต่างองค์ต่างทรงเครื่องเสร็จแล้ว พระบุตรีสังนาตะทั้งสององค์นั้น ก็จรจัลไป มีสาวสรรกำนัลในตามเสด็จ เพื่อจะสู่ยังที่ชนนีประสบพักตรแต่ละองค์ กษณนั้นองค์ประไหมสุหรี ทอดพระเนตรเห็นพระบุตรีทั้งสอง ก็ทรงต้อนรับด้วยสุขะจิตต์ปราโมทย์ แล้วก็เสด็จลงจากแท่นชลา บรรดานางพี่เลี้ยงสาวสรรกำนัลในก็ตามเสด็จไปสมทบกับองค์สังนาตะ ซึ่งบทจรดำเนิรไปข้างหน้า ถัดนั้นมาก็มีพระนางมหาเดหวี กับท่านลิกูตามเสด็จ
ฝ่ายก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา กับก้าหลุ อาหยัง นั้น ดำเนินไปข้างหลังมีข้าหลวงตามเสด็จ ครั้นก้าหลุ อาหยังเห็นประไหมสุหรีและท่านลิกูจรลีอยู่ข้างหน้าดังนั้น กาหลุอาหยังก็สาวบาทขึ้นไปหน้าก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา อากับปกิริยาของก้าหลุอาหยังเป็นดังนี้ ก็และความมุ่งมาทของนางในอันดำเนิรขึ้นหน้าไปนั้นมิใช่อื่นไกล คืออยากจะได้รับความชมเชย และจะได้เป็นที่เจ็บใจแก่คนทั้งหลายที่เห็นนั้นด้วย โดยเฉพาะด้วยเวลานั้นกำลังเด็ดเก็บบุหงากันอยู่ที่สวนอ่างแก้ว
แต่พอก้าหลุ อาหยัง เห็นอ่างแก้วนั้น ก็รีบเข้าใกล้ เพื่อจะเก็บเอาดอกไม้นั้นๆ ดูประหนึ่งใคร่ที่จะเก็บเอาบุหงาทั้งหลายนั้นเสียให้หมด ทั้งนี้เพื่อจะรีบชิงเอาไปเสียโดยเร็ว อย่าให้จันตะหรา กิระหนาได้ไปมาก เมื่อก้าหลุจันตะหรา กิระหนาจะย้ายไปเก็บบุหงานาคะส้าหรี ก้าหลุอาหยังก็ชิงเข้าไปใกล้ต้นกะถินนั้นเสียก่อนแล้วแย่งที่ยืนเก็บดอกกะถินนั้น ใครๆ ที่เห็นความประพฤติก้าหลุ อาหยัง ดังนั้นก็พิศวงปลาดใจ ด้วยเห็นอัธยาศรัยเป็นคนโลภอย่างสาหัส ไม่ยอมแพ้ใคร เสมือนดังว่าเป็นหญิงชาวตลาด
บรรดาพี่เลี้ยงนางกำนัล สาวสรรบริวาร และพรหมจารีดรุณีเพศ ซึ่งอยู่ในที่นั้น ต่างคนก็ต่างกล่าวคำสรรเสริญมหาเดหวี กับประไหมสุหรี กับทั้งก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา ซุบซิบแก่กันและกันว่า เจ้านายทรงพระคุณธรรมสุจริตพระหทัยเยือกเย็นดี เหมือนพระรามมีแต่สมบูรณ
มหาเดหวี และจันตหรากิระหนานั้น สาวสรรกำนัลในทั้งหลายย่อมสรรเสรอญอยู่เสมอ แต่ก้าหลุ อาหยัง กับพระมารดาของเธอ ท่านลิกูนั้น มีแต่คนนินทาทางโน้นทางนี้ และเป็นเรื่องพูดของคนในวัง เมื่อข้าหลวงสาวใช้นั่งชุมนุมเป็นกลุ่มที่ไหนก็ไม่มีอื่นนอกจากจะซุบซิบพูดกันถึงเรื่องเจ้านายของตนเท่านั้น ครั้นตวันรอนใกล้จะพลบค่ำต่างองค์ก็ขึ้นยานพาหนะเสด็จกลับ จันตะหรา กิระหนา ก็ขึ้นยานพาหนะของเธอ ก้าหลุ อาหยัง ก็ขอขึ้นด้วย ต่างองค์ต่างขึ้นยานพาหนะแล้วก็ยุรยาตรกลับวัง ไม่ช้าก็ถึงวังแล้วก็ลงจากยานพาหนะเข้าไปเฝ้าสังนาตะ ประไหมสุหรีทอดพระเนตรดอกไม้ซึ่งจันตะหรา กิระหนาได้มา ฝ่ายก้าหลุ อาหยัง ก็กราบทูลว่าเธอได้มากกว่าจันตะหรา กิระหนา ครั้นประไหมสุหรีทอดพระเนตรเห็นก็ทรงสุขะจิตต์โสมนัศ และทรงพระสรวล สังนาตะทอดพระเนตรไปทางราชธิดาจันตะหรา กิระหนาเธอก็ทูลว่าเธอได้นกขมิ้นตัวหนึ่ง ซึ่งเกนบาหยัน กับ เกนส้าหงิดเป็นผู้จับได้ สังระตูได้ทรงฟังและทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ทรงแย้มสรวล ทันใดนั้น ก้าหลุ อาหยังก็ขมวดขนงทูลว่า “บุหรง นั้นมิใช่นกของกะกันดา
พระราชาสังระตู ก็ทรงสุขะจิตต์โสมนัศแล้วทรงแยัมสรวลพลางมีสุรศัพท์
“เท่านั้นที ก้าหลุอาหยังได้ดอกไม้มาก แต่ไม่ได้นก และจันตะหรากิระหนา ไม่ได้ดอกไม้มาก แต่ได้นกขมิ้นแทน เป็นอันได้เสมอภาคทั้งสองด้วยกัน ไม่มีใครยิ่งใครหย่อนกว่ากัน”
นางสาวสรรกำนัลก็ชอบใจ หัวเราะขึ้นพร้อมกัน มหาเดหวีก็เช่นกัน และใครอื่นก็พากันสรวลเสด้วยหน้าหวาน แต่ท่านลิกู กับก้าหลุ อาหยังนั้นเจ็บจิตต์ยิ่งนัก พักตรเปรี้ยวราวกับส้มมะขามค้างปี ครั้นแล้ว ต่างองค์ต่างก็กลับยังตำหนักที่อาศรัย สังนาตะ เสด็จบทจรตามก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา และก้าหลุอาหยังไป
ฝ่ายระตูกุเรปัน ณ กาลวันหนึ่ง เสด็จออกประทับ ณ ท้องพระโรงใหญ่ ข้าไทยผู้ใหญ่ผู้เฒ่าเฝ้าอยู่หน้าที่นั่งและพระมเหษีชายาก็ประทับอยู่ ณ ที่นั้นด้วย มีพานพระขันหมากตั้งอยู่หน้าที่นั่ง
พระราชาสังระตู กุรีปั่น ประทับอยู่ข้างหน้าเหลือบทอดพระเนตรเห็นพระชายามีอาการประหนึ่งคนมีใจเศร้า จึงสั่งนาตะ ตรัสว่า “เออ อะดินดา
พระมเหษีได้ทรงฟังสังนาตะตรัสดังนั้น จึ่งประไหมสุหรีนั้นทูลว่า “อะไรเล่า กะกันดาที่เป็นขอเกี่ยวดังนั้น มาปรึกษากับหม่อมฉันเถิด และจงตรัสออกมาให้สิ้น เพื่อหม่อมฉันจะได้ทราบเรื่องของกะกันดานั้น ถ้ากะกันดาไม่ตรัสความนั้นให้ทราบแด่หม่อมฉันแล้ว แน่แท้เทียวจะกลายเป็นขอเกี่ยวแก่หม่อมฉันด้วยเหมือนกัน”
จึ่ง สังระตู ตรัสว่า “อ้า น้องนาง อันพี่นี้ได้ยินข่าวว่าอะตินตาที่นครดาหานั้น มีธิดาโฉมงามล้ำเลิศ ตามจินตนาการของกะกันดานี้ ใคร่จะไปสู่ขอที่กรุงดาหา แล้วจะได้จัดการอภิเศกสมรสกับอนันดา
ครั้นประไหมสุหรี ได้ฟังสังระตูตรัสดังนั้นก็ทรงสุขะจิตต์ยินดีเป็นอันมาก ทูลสนองว่า “ที่ตรัสนั้นชอบยิ่งแล้ว จะหาผิดมิได้เลย”
ประไหมสุหรีทูลต่อไปว่า “กะกันดาทรงพระดำริดังนั้นก็ยินดีด้วยเพราะเป็นพี่น้องกัน ดีกว่าคนอื่น อย่างไรเสียก็ชื่อว่าเป็นเลือดเนื้อของเราเอง”
ครั้นตรัสปรึกษากันดังนั้นแล้ว จึงสังนาตะ ทรงสุขะจิตต์โสมนัศยิ่งนักดำรัสสั่งให้เรียกประชุมไพร่พล และมนตรีทั้งหลาย พอเสนาและมนตรีมาพร้อมกันจึงสังระตู ตรัสสั่งให้แต่งพระราชสาสน์และสั่งให้จัดบรรณาการของฝากเพื่อจะส่งไปด้วย เสร็จแล้วก็มอบแก่มนตรี ประดิษฐานเหนือพานทอง กางกลดหลายกลด
บัดนี้จะกล่าวถึงสังนาตะดาหา มาในกาลครั้งหนึ่งองค์สังนาตะนั้น ตรัสประพาศแก่เหล่ามนตรีเสนา และตำมะหงุงซึ่งเฝ้าอยู่หน้าที่นั่งนั้นว่า “เวลานี้มีข่าวกะกันดากรุงเรปั่นอย่างไรบ้าง ด้วยนานแล้วมิได้มีทูตมาแต่กุเรปั่นหรือกากะหลังเลย”
ในเวลาที่กำลังตรัสและข้าเฝ้าทูลสนองอยู่นั้น ราชทูตผู้เชิญพระราชสาสน์จากนครกุรีปันก็ไปถึง คนเฝ้าประตูเมืองก็รับรองและเชิญให้เข้าเมือง ในบรรดาพวกที่ไปนั้น บางคนก็หยุดอยู่นอกเมืองและปลูกพลับพลาอาศัยเป็นที่พัก ขณะนั้นนายประตูก็รีบเร่งเข้าไปยังหน้าที่นั่งสังนาตะ น้อมเกล้าถวายบังคมแล้วทูลว่ามีราชทูตมาจากกรุงกุรีปั่น จึ่งพระราชาสังนาตะทันใดนั้น ดำรัสสั่งให้รับเข้าไปซึ่งบรรดามนตรีเสนา ดะหมัง และตำมะหงุงกุรีปั่นนั้นๆ เขาทั้งหลายนั้นก็เข้าไปก้มศีระเกล้าถวาย อัญชลีเฉพาะธุลีลอองบาท
“เฮ้ย
ทันใดนั้นสังนาตะดาหาก็ทรงรจนาราชสาสน์ตอบ ราชสาสน์ของท้าวกุรีปั่นนั้น เพื่อส่งไปถวายพร้อมด้วยเครื่องบรรณาการของฝาก ความในสาสน์นั้นว่าสิ่งอันเป็นพระประสงค์ทั้งมวญของศรีบะคินดะนั้นเป็นอันประนอมยอมถวายแล้ว ครั้นสำเร็จแล้วจึ่งประทานมอบแก่ทูตนั้น ฝ่ายทูตก็รับด้วยเทอดสิบนิ้วประนมก้มเกล้าถวายบังคมฝ่าธุลีเจ็ดครั้ง แล้วก็ออกเดินทางกลับ เร่งม้าออกจากเมืองดาหา บ่ายหน้าสู่นครกุรีปั่นโดยรีบด่วน มิได้หยุดหย่อนทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อแสดงความซื่อสัตย์
ฝ่ายระตูดาหาก็เสด็จขึ้นพระราชมณเฑียร ครั้นทูตนั้นกลับกุรีปั่นแล้ว จึงเสด็จเข้าสู่ที่พระมเหษีพลันตรัสว่า
“เออ อะดินดา ซึ่งทูตกรุงกุรีปั่นมานี่นั้น เพื่อจะสู่ขอก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา กะกันดาได้รับราชสาสน์สู่ขอและได้ตอบตกลงตามประสงค์นั้นแล้ว”
ต่อนี้ไปจึงตรัสเล่าแถลงประพฤติเหตุตั้งแต่ต้นจนอวสาน องค์ประไหมสุหรี กับทั้งสังนาตะนั้นก็ทรงสุขะจิตต์สโมสร และยิ่งทวีพระสิเนหาอาลัยในก้าหลุ จันตะหรา กิระหนานั้น ด้วย ณ บัดนี้ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนาได้เป็นคู่ตุนาหงัน
ฝ่ายก้าหลุ อาหยัง ล่วงมาอีกสองสามวันก็ทราบข่าวเรื่องที่ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนาได้ตุนาหงันกับระเด่น อินู แล้วนั้น และก้าหลุ อาหยัง นั้นยิ่งนานวันก็ยิ่งเจ็บจิตต์ขัดเคือง ในองค์ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนานั้น ยังมิหนำซ้ำสังระตูก็โปรดปราน จันตะหรา กิระหนายิ่งขึ้นด้วย.
ในกาลนั้นก้าหลุ อาหยังก็กรรแสงโศกาดูลย์จนนัยเนตรช้ำบวม ด้วยมาคิดว่า
“เหตุใดเล่าจึ่งไปขอกะกังจันตะหรา กิระหนา ทีตัวเรานี้ไม่ขอ หรือว่าเราไม่ใช่ธิดาสังระตูเหมือนกันเล่า”
ก้าหลุ อาหยัง จินตนาดังนี้ไม่หยุดหย่อน ทั้งกรรแสงร่ำไห้แสนสาหัสทุกเช้าค่ำ
ท่านลิกูเห็นธิดาก้าหลุ อาหยัง นั้นเนตรช้ำบวมเป็นรอยกรรแสงก็เจ็บจิตต์ยิ่งนัก แล้วก็ขึ้นไปเฝ้าธุลีสังนาตะ ท่านลิกูนั่งชิดมหาเดหวี ถัดที่ประทับ สังระตูมาข้างหน้า เวลานั้นก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา ประทับอยู่ห่างด้วยความเคารพชนนี พระราชาสังระตูทอดพระเนตร เห็นกิริยาของราชธิดามีความเคารพสงบเสงี่ยมเช่นนั้น ก็ยิ่งทวีสงสารสิเน่หาในพระหฤทัย ด้วยมาทรงตระหนักว่าพระบุตรีนั้น รู้รักษาองค์และเสงี่ยมเจียมองค์ จะทำอะไรก็อ่อนโยนลมุลลม่อม พระราชาสังนาตะตรัสเรียกให้จันตะหรา กิระหนาเสวยด้วย เธอก็มาด้วยความเคารพนบนอบ ถวายบังคมแล้วจึ่งเสวยด้วยกับสังนาตะ และมหาเดหวี ขณะนั้นท่านลิกูกับก้าหลุ อาหยัง ก็ยิ่งเจ็บจิตต์คิดร้ายในหทัยเป็นนักหนา ด้วยมาเห็นจันตะหรา กิระหนา เสวยร่วมดังนั้น แท้จริงต่างองค์ก็เสวยด้วยกันทั้งนั้น และใจของท่านลิกู และก้าหลุ อาหยัง นั้น ไม่หยุดพ้นจากความมุ่งร้ายได้ ครั้นเสวยเสร็จแล้วต่างองค์ต่างก็กลับพร้อมด้วยสาวบริวารชนตามเสด็จ ครั้นต่างองค์กลับถึงตำหนักแล้ว ท่านลิกูยังไม่หายเจ็บใจ มิรู้ที่จะทำประการใดดี ขณะนั้นเธอจึงคิดทำข้าวหมัก
“นี้เป็นของถวายอันเล็กน้อยของท่านลิกู ลังมาให้กราบถวายบังคม และถวายของนี้แก่ธุลีตวนกู”
จึ่งประไหมสุหรีทรงรับพลางทอดพระเนตร หน้าอันอ่อนหวานของข้าหลวงนั้นแก้วก็ตรัสสั่งให้ถ่ายชาม และข้าหลวงถ่ายเปลี่ยนชามนั้น ครั้นแล้ว นางสาวใช้นั้นก็กลับและรายงานตามประพฤติเหตุนั้น ท่านลิกูก็มีความยินดีปลาบปลื้ม นึกในใจว่า
“ภายในวันนี้และประไหมสุหรีจะต้องม้วยมรณ์แล้วตัวเรานี้แหละจะได้เลื่อนขึ้นเป็นประไหมสุหรีแทนที่ ถ้าจันตะหรา กิระหนาเสวยด้วยก็จะม้วยสิ้นไปอีกองค์หนึ่งแน่ๆ แล้วเราจะจัดการให้ก้าหลุ อาหยังลูกเราได้เป็นคู่ตุนาหงันของอินูกรตะปาตีให้จงได้” เพื่อเมืองดาหากับกุรีปั่นจะได้เป็นปถพีอันเดียวกัน ด้วยสมควรแล้วที่จะได้เป็นแทนที่”
คิดดังนั้นแล้ว เธอจึงสั่งให้สาวใช้ปิดประตู ครั้นแล้วพวกสาวใช้นั้นก็หลบไปซ่อนตัว คงเหลือแต่ก้าหลุ อาหยัง กับท่านลิกูเท่านั้นในตำหนักนั้น ซึ่งดูเหมือนมิได้มีความคิดอย่างอื่นเลย นอกจากว่า “ถ้าประไหมสุหรีเสวยข้าวหมักนั้นแล้ว อันจะไม่สิ้นชีพในวันนี้เองนั้นไม่ได้”
ขณนั้นจึ่งท่านลิกู เรียกน้องชายซึ่งมีชื่อว่า มนตรี และมนตรีนั้นก็มายังหน้าพี่สาว แล้วท่านลิกูจึ่งพูดว่า
“แน่ะน้องมนตรี ช่วยเที่ยวหาหมอเวทมนต์ร ซึ่งสามารถทำเสน่หยาแฝด
ครั้นแล้วมนตรีก็ได้รับเงินดีนาร์จำนวนหนึ่ง และสิ่งของนานาภัณฑ์ รับแล้วก็รีบออกเดินทางไปทันที เพื่อเที่ยวหาหมอเวทมนตร์นั้น แล้วก็เดินทางเข้าป่าออกป่าเข้าดงออกดง ทั้งผ่านเขาผ่านทุ่งหลายแห่ง ที่ไหนมีอาจารย์ หรือหมอเวทมนตร์ก็ไปจนถึง ไม่ว่ากลางวัน หรือกลางคืนเดิรทางไปคนเดียวไม่หยุดหย่อนจะหาเพื่อนไป ด้วยก็ไม่กล้า ด้วยกลัวว่าจะขยายระหัส
ครั้นเดินทางไปไต้นานแล้วก็เห็นกุหนุงลูกหนึ่ง ด้วยสุขะจิตต์ปราโมทย์อย่างแรงกล้า มนตรีปีนเขานั้นขึ้นไปจนถึงยอด คเณว่าณที่นั้น บางทีจะได้ประสพเทวดาผู้ทรงมหิทธิศักดานุภาพ
นักพรตนั้นก็ลืมตาขึ้นและพูดว่า “แน่ะมนตรีดีแล้ว เราจะช่วยเจ้า เพื่อให้บรรดามนตรีและเสนากับระตูทั้งหลาย รักพี่สาวของเจ้า และบัดนี้ก็บรรลุผลตามประสงค์แล้ว ด้วยเทวะดาผู้ทรงมหิทธานุภาพโปรดประทานแล้วตามที่เธอขอ”
ครั้นแล้วนักพรตนั้นก็คายชานหมากทิ้งลง และสั่งให้มนตรีเก็บเอาชานหมากนั้นขึ้น พลางกล่าวว่า
“ชานหมากนี้เจ้าจงห่อด้วยผ้าขาว หรือผ้าเช็ดหน้า
มนตรีจึงเก็บชานหมากนั้นขึ้นแล้วห่อด้วยผ้าเช็ดหน้า ครั้นแล้วก็น้อมศรีษะนบไหว้นักพรตนั้น แล้วก็ออกเดินทางกลับสู่ยังตำหนักท่านลิกูโดยรีบด่วนไม่หยุดยั้ง ด้วยมีความยินดีมาก มิช้านานก็ไปถึงแล้วก็ย่องเข้าไปหาท่านลิกูโดยเงียบๆ ครั้นพบแล้วก็ส่งชานหมากให้และแถลงความตามที่นักพรตสั่งมานั้น ฝ่ายท่านลิกูก็สุขะจิตตอิ่มเอิบใจยิ่งนัก รับเอาห่อชานหมากนั้น พลางพูดจาแต่ด้วยเสียงเบาๆ ด้วยเรื่องนี้เป็นระหัสความลับอย่างสำคัญ กลัวว่าจะอึกทึกแพร่งพรายไป ครั้นพูดจากระซิบกระซาบกันดังกล่าวนั้นเสร็จแล้ว ฝ่ายมนตรีก็กลับไปบ้านเรือนแล้ว ในเวลานั้นเองท่านลิกูก็สอดชานหมากเข้าไว้ใต้หมอนหนุนนอน และทำใจอธิษฐาน โดยไม่มีใครรู้เห็นแต่สักคนเดียว
ในกาลอันกล่าวนี้ ฝ่ายประไหมสุหรีกำลังประทับเอาลม
ครั้นประไหมสุหรีสิ้นชีพ
ฝ่ายบรรดาพี่เลี้ยงสาวสรรกำนัลในก็พิไรบ่นพร่ำรำพรรณไปต่างๆ กัน ก็แต่ในส่วนก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา นั้น สุดที่จะเล่าแถลงต่อไป บัดเดี๋ยวก็สลบไสลสิ้นสมฤดี บัดเดี๋ยวก็ฟื้นขึ้นกรรแสงและจุมพิตพระศพชนนี พลางรำพรรณเช่นว่า
“อุวะ พระมารดาของลูกนี้ ช่างมีพระหทัยทิ้งลูกไปเสียได้ ที่ไหนเล่าจะเป็นที่อยู่ของลูก ใครเล่าจะเฝ้าตักเตือนพร่ำสอนแก่หม่อมฉัน ด้วยหม่อมฉันนี้ยังเล็กนักยังไม่รู้ภาษา
อีกสักครู่หนึ่งก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา ก็สิ้นสมฤดีวิสัญญีอีกจนตลอดวันมิได้ฟื้นคืนองค์
ฝ่ายสังระตู เมื่อฟื้นขึ้นจากวิสัญญีภาพ จึงทรงปกคลุมพระศพประไหมสุหรี ด้วยผ้าแพรเดวังคะ
ขณะนั้นพระราชาก็ทรงพระพิโรธอย่างสาหัศ ดำรัสสั่งให้เรียกบรรดาพี่เลี้ยงสาวสรรกำนัลในมาพร้อมกัน ข้าหลวงกำนัลทั้งหลายก็มาด้วยความกลัว แล้วก็ถวายบังคมก้มเกล้าลงแทบบาทบงกชศรีษะจรดถึงพื้นดิน จึงพระราชาทรงถือไว้ซึ่งเศษข้าวหมักเหลือประไหมสุหรีเสวยนั้น พลางตรัสด้วยพิโรธว่า “เฮ้ย นางกำนัลนี้หรือเป็นต้นเหตุให้เกิดร้ายแก่ประไหมสุหรีดังนั้น ก็ของเสวยนี้เธอได้มาแต่ไหน”
นางกำนัลทั้งหลายนั้นจึงบังคมทูลด้วยสั่นระรัวไปทั่วอินทรีย์ว่า
“โอ ตวนกู ชาห์ อาลัม
ครั้นแล้ว สังระตู จึงทรงทิ้งชามข้าวหมักนั้นลงยังพื้นดิน ตรงหน้าสัตว์ต่างๆ มีสุนัข และไก่เป็นต้น สุนัขและไก่ที่กินข้าวหมักนั้นก็ตายลง ณ ที่นั้น แม้แต่แมลงวันและแมลงหวี่ที่กินข้าวหมักก็ไม่มีรอดชีวิตต์เลย ขณะนั้นสังระตูก็พิโรธแรงกล้า ฝ่ายก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา ซึ่งกำลังสลบไลลด้วยกรรแสงร่ำไห้ถึงพระชนนีนั้น พลันก็เข้ากอดพลันก็ปล่อยลงบรรธมเกลือกกลิ้งกับพื้นภูมิพสุธา
สังระตูบทจรสู่ที่ท่านลิกูนั้น ดูพระกิริยาประดุจพยัคฆชาติอันกำลังจะโจนตะครุบพ่นลมหายใจเป็นกรดพิษฉนั้น
บัดนี้จะกล่าวถึงท่านลิกู เมื่อได้ชานสลาอันศักดิสิทธิและขลังชมัดนั้นจากบัณฑิต
ท่านลิกูได้พังพระวาจาลมุนลม่อมอ่อนโยนฉนั้นก็สุขะจิตรบันเทิงใจยิ่งนัก ความที่หนักใจก็โล่งโปร่งไป จึงทูลว่า “อ้า พระราชา กะกันดา ก้าหลุ อาหยังนั้น ชรอยจะกำลังเล่นอยู่กับข้าหลวง”
ณ กาลนั้น สังระตูไม่ทรงรำลึกถึงประไหมสุหรีซึ่งวายชนม์นั้นต่อไปอีกแล้ว ด้วยมาทรงคิดว่าอันบุถุชนมลายชีพแล้วก็ย่อมคงเป็นคนตายอยู่เท่านั้นเอง เหตุเป็นกรรมอันมหาเทวราชเจ้าทรงบันดาล แล้วสังนาตะก็เลยประทับเสวยสุขารมย์
ฝ่ายสังนาตะ ครั้นเล้าโลมเสวยรมย์อยู่ด้วยกับท่านลิกู อิ่มหนำสำราญแล้วจึ่งเพิ่งจะทรงระลึกขึ้นได้ในอันจะเสด็จกลับคืนสู่พระราชมณเฑียร แล้วจึงให้ชุมนุมรี้พลลกลไกร และให้นำเอาอาวุธออกด้วยจะแห่เชิญพระศพประไหมสุหรีนั้นไปฝัง ชั้นต้นให้ปั้นพระรูปจำลองไว้ ครั้นเสร็จแล้วก็แห่เชิญพระศพไปฝัง ณ สุสาน แห่นำตามแวดล้อมไปด้วยข้าไทยรี้พลพหลโยธา ซึ่งทุกขะจิตตเศร้ากำสรดโศกาดูลย์ กาลนั้นแสงตวันก็มัวมนประหนึ่งบุถุชนในยามทุกข์ ครั้นไปถึงยังสุสาน จึงลดพระศพลงบรรจุหลุม ทั้งพระรูปที่ปั้นงามวิจิตรนั้นก็ให้ฝังไว้ด้วยกันกับพระศพประไหมสุหรี ทวยพศกนิกรชาวนาครทั้งมวญก็ทุกข์เศร้าสลดใจด้วยสิ้น นกยูงร้องเป็นเสียงยาวยืดเย็นเยือกยังใจคนทั้งหลายที่ได้ยินให้กำศรดโศกาดูลย์ ประหนึ่งดังบุถุชนเฝ้ากำชับแก่ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนาว่า “จะรู้รักษาระมัดระวังองค์ให้ดี” ฝนก็ตกปรอยๆ ประหนึ่งบุถุชนสงสารสมเพชกำพร้าซึ่งมารดาละทิ้งไว้ในยามตุนาหงัน พระพายพัดรำเพยเฉื่อยๆ ลักษณดุจบุถุชนพร่ำให้พรแก่กำพร้าเพื่อให้ทรงชีพอยู่โดยสวัสดี สถาพร ฟ้าร้องฟ้าคนองซับซ้อนสนั่นยังใจผู้ที่ได้ยินให้ประหวั่นรันทด ประดุจจะบุถุชนปริเทวะดิ้นพลิกไปพลิกมาบ่นรำพรรณว่า “กระไรเลย ช่างมาทิ้งธิดาไว้องค์เดียว ให้เป็นกำพร้าในยามกำลังตุนาหงัน”
ฝ่ายจันตะหรา กิระหนานั้นเล่า ทุกวันคืน เช้าค่ำเฝ้าแต่พร่ำออกนามชนนีไม่รู้หยุด ใครได้ยินได้ฟังแล้วใจแทบจะขาด ด้วยพระมารดามาสละละทิ้งไปแต่ยังเยาว์และในยามตุนาหงัน มีทุกข์ร้อนเคราะห์กรรมอย่างไร จะได้ใครที่ไหนเล่าเป็นที่ปรึกษาปรับทุกข์ เมื่อเธอคิดถึงเคราะห์ของเธอขึ้นมาทีไรก็มีอาการเหมือนดังบุถุชนที่ไม่อยากจะมีชีวิตรอยู่ต่อไป หรือมิฉนั้นกิเกิดความคิดใคร่จะไปเสียยังบ้านอื่นเมืองอื่น และเดินทางไปที่ใดที่หนึ่งแม้ถึงว่าเป็นที่ซึ่งยังไม่เคยพบเคยเห็นเลย.
ครั้นเสร็จการฝังพระศพประไหมสุหรีนั้นแล้ว บรรดาผู้ที่ทำการบรรจุพระศพและแห่แหนนั้น ต่างก็กลับคืนสู่พระราชฐานหรือกลับคืนยังบ้านเรือนแห่งตนๆ ฝ่ายสังระตูก็ทรงประกอบพระราชกิจจานุกิจต่างๆ ตามชอบควรแก่เวลา
ฝ่ายก้าหลุ จันตะหรา กิระหนานั้น ทุก ๆ วันไปประทับกรรแสงอยู่ ณ ที่ฝังพระศพพระชนนีจนกระทั่งพระกายพระรูปซูบซีดเนตรบวมช้ำ และเกษาซึ่งข้าหลวงเคยหวีถวายทุกวันนั้นก็กลายเป็นยุ่งเหยิงหมดสิ้น เหตุเพราะหทัยทุกข์ร้อน และเจ็บแค้นในการอันทำของท่านลิกูนั้น ครั้งมหาเตหวีทอดพระเนตรเห็นอาการของอะนะกันดา จันตะหรา กิระหนาเป็นดังนั้น ก็มีพระหทัยสมเพชเวทนายิ่งนัก พระนางเธอนี้และเป็นผู้ปลอบโยนอยู่ทุกๆ วัน และคอยชวนเล่นชวนคุย เพื่อให้จันตะหรา กิระหนาคลายทุกขระทมหทัย
ขณะนั้น จึ่งมหาเดหวี ทรงรับเอาเป็นประหนึ่งธิดาขององค์เอง ดังว่าได้ประสูติและได้อุ้มครรภ์มาถ้วนนพมาส มิได้ผิดแผกไปจากนั้นเลย และทรงสิเนหาอาลัยเป็นอันมาก ฝ่ายจันตะหรา กิระหนาเล่าก็เช่นกัน เธอรับนับถือเอาเป็นพระมารดาของเธอเองโดยแท้ แทนที่ชนนีซึ่งล่วงลับไปแล้วนั้น พฤติการณ์เป็นดังพรรณามาฉนี้แล.
ฝ่ายก้าหลุ อาหยัง กับท่านลิกูนั้นเล่า ครั้นสิ้นประไหมสุหริไปแล้ว สองก็สำราญใจ ตำแหน่งฐานะก็ยิ่งสูงขึ้น ไว้ท่าทางก้าวร้าวเห่อเหิมวางตนยิ่งขึ้นไปกว่าประไหมสุหรีเสียอีก ฝ่ายภคินทะ
บัดนี้จะกล่าวถึงระตูกุรีปั่น เมื่อได้ทรงฟังทราบข่าวกรุงดาหาว่าประไหมสุหรีวายชนม์ไปแล้ว จึ่งประทับรำพึงกับพระชายา ตรัสว่า
“เออ อะดินดา พี่ได้ข่าวมาว่า ระตูดาหาย้ายไปอยู่กับนางลิกู เมียสาวของเธอแล้ว จะเอาอะไรก็ตามใจทุกอย่างๆ จนกระทั่งประไหมสุหรีต้องเสียชีวิตร เพราะเสพย์ยาพิษ อันที่จริงเมื่อเป็นถึงเพียงนี้ ก็สุดที่จะคิดออกว่าเป็นได้ เพราะเหตุผลกลใด”
ขณะที่ตรัสนั้นท้าวเธอก็ถ่มเขฬะ เยี่ยงบุคคลที่มีความเกลียดชังท้าวดาหา นั้นพลางตรัสว่า
“ถ้าในนครของกะกันดานี้ มีหญิงเช่นอย่างนางลิกูนั้นสักคนหนึ่งแล้ว พี่จะฆ่ามันเสียให้จงได้เทียว สงสารก้าหลุ จันตะหรา กิระหนาเสียจริงๆ เหลืออยู่แต่ลำพังตนคนเดียวไร้มารดา ฝ่ายบิดาหรือก็ไปยอมตนอยู่ใต้อำนาจนางลิกูเสียแล้ว”
ในกาลนั้นองค์สังระตู กุรีปั่น ก็ได้ทรงยินซึ่งข่าวเลื่องฦๅนานาเรื่องความประพฤติของนางลิกูนั้นแล้ว
เมื่อท้าวเธอระลึกถึงปกติพฤติการณ์
“ถ้าเป็นดังนั้น ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา จะต้องทุกข์ยากลำบากใจยิ่งนัก ไม่มีใครแต่สักคนเดียวที่จะเป็นผู้เฝ้าปลอบโยนรักษาใจเธอ อย่าเลย เราจะส่งของปลอบใจไปให้เธอ จะให้เขาทำของเล่นสักอย่างหนึ่ง คือตุ๊กตาทองคำ
ฝ่ายระเด่นอินู ได้ฟังสังนาตะตรัสดังนั้น ก็ขวยเขินสะเทิ้นอายก้มพักตรนิ่งสงบอยู่ ครั้นพระราชาตรัสประพาศดังนั้นแล้ว พนักงานก็เชิญเครื่องมาตั้งแล้วก็เสวยด้วยกัน เสวยแล้วก็ทรงเครื่องหอม แล้วระเด่นอินูก็ถวายบังคมลาฝ่าธุลีสังนาตะกลับคืนสู่วัง อันตั้งอยู่ ณ ตำบลบ้านการังงัน ด้วยใคร่จะประสพพบตรัสกับยะรุเดะและปูนตา ฝ่ายข้าทั้งสองนั้นก็เข้ามาน้อมเกล้าบังคมแทบบาทเจ้านายแห่งตน จึ่งระเด่นอินูตรัสว่า “แน่ะ ยุระเดะ กับปูนตา จงไปเองในทันใดนี้ เพื่อเรียกน้าปาติ๊ห์
นางลิกูก็ยินดี ฝ่ายก้าหลุ อาหยัง ก็เลือกตุ๊กตาและเลือกเอาตัวที่ห่อดีคือห่อด้วยแพรเทวังคะนั้นแล้วก็หยิบเอา ส่วนตัวที่ห่อผ้าเก่าและเป็นเศษ
แล้วมหาเดหวีก็ตรัสปลอบโยนก้าหลุ จันตะหรา กิระหนาด้วยปิยะวาจาอันอ่อนหวานนุ่มนวล
วาจาของมหาเดหวีนั้นเป็นประดุจกับคำชองชนนีของเธอเอง และด้วยเหตุที่เธอมีความยำเกรงกลัวผู้ใหญ่ยิ่งนัก และได้ฟังคำมหาเดหวีเช่นนั้น เธอก็ปฏิบัติตามโดยดุษณีภาพ ด้วยเข้าแทนที่เสมอด้วยชนนีของเธอเองแล้ว จึงแก้ห่อของนั้นเปิดออก พลันเห็นในห่ออย่างเลวทรามและคร่ำคร่านั้น ซึ่งของสิ่งหนึ่ง อันเป็นของสูงคือตุ๊กตาทองคำตาฝังเพชร์มีรูปร่างงามยิ่งนัก แต่พอมหาเดหวีทอดพระเนตรเห็นตุ๊กตานั้น ก็ทรงยิ้มแล้วทรงสรวล เพราะว่าตุ๊กตานั้นรูปร่างเหมือนมนุษย์ จึงจินตนาตรัสในหทัยว่า “ผู้ที่ทำตุ๊กตานี้มีความฉลาดสามารถจริงๆ”
ฝ่ายก้าหลุ อาหยัง ก็แก้ห่อของที่ส่งมาแต่กรุงกุรีปั่นนั้น นางเธอปลื้มเปรมยินดีตบหัตถ์โลดเต้นไปมาด้วยความร่าเริง เพราะเห็นของนั้นห่อด้วยผ้าอย่างดีทอด้วยไหมเทวังคะ แล้วก็เปิดห่อ เห็นตุ๊กตาทำด้วยเงินหนึ่งตัว ตาฝังแก้ว หาทราบไม่ว่าก้าหลุ จันตะหรา ซึ่งได้จับเศษเดนเลือกนั้น ได้ตุ๊กตาทำด้วยทองคำอย่างสุกใสแวววาว ถ้าแม้เธอได้ทราบความนี้ แน่เทียว ก็คงไม่โสมนัศร่าเริงบันเทิงใจเห็นปานนั้น
ในกาลดังกล่าวนี้ ฝ่ายท้าวดาหาก็ทรงรับรองทูตกุรีปั่น โปรดให้เลี้ยงอาหารของดื่มสนุกสนาน ครั้นทูตบริโภคอาหารและผลไม้ต่างๆ และใช้เครื่องหอมลูบทาเสร็จแล้ว พลางประโคมดุริยดนตรีอึกทึกกึกก้อง องค์สังระตูก็ทรงสุขจิตต์โสมนัศเป็นอันมาก ต่อนั้นไป ทูตกุรีปั่นอยู่ในกรุงดาหาด้วยความสนุกสนานไม่ขาดสาย ตกมาวันหนึ่งเขาเหล่านั้นก็ทูลลากลับ ขณะนั้นก้าหลุ อาหยัง ก็ประทานของกินแก่ทูตเพื่อบริโภคกลางทาง และพระราชาก็พระราชทานพระราชานุเคราะห์ด้วยเสื้อผ้าอย่างงาม ๆ
ก้าหลุ อาหยังมีของฝากไปถวายแด่กะกันดา อินู กะระตะปาตี ท่านลิกูก็เช่นกัน และนอกจากของฝาก ยังสั่งเสียต่างๆไปกับทูตนั้นด้วย ครั้นสำเร็จสิ้นแล้ว จึงบรรดามนตรี เสนาข้าราชการ ดะหมัง และตำมะหงง นั้นๆ น้อมเกล้าอัญชุลีธุลีลอองบาทองค์สังระตู ออกจากพระราชฐานเดิรออกนอกเมืองมุ่งไปยังนครกุรีปั่น พนักงานดุริยดนตรีก็กระทั่งเสียงประโคมไปตลอดทางมิได้หยุดยั้ง
เดิรทางมาอย่างเร็วเช่นนั้น พลันก็ถึงนครกุรีปั่นโดยไม่เนิ่นช้า เข้าเฝ้าธุลีองค์สังระตูกุรีปั่นด้วยความเคารพ ถวายบังคมทูลแถลงซึ่งสารสวัสดี และบังคมของท้าวดาหา ดังเช่นได้กล่าวมาแล้วนั้น ภคินทะสังระตูก็ทรงสุขจิตต์โสมนัศยิ่งนัก ในอันได้ทรงสดับข่าวดีทั้งสิ้นนั้น ทั้งนี้ด้วยเดชเทวานุภาพบันดาลนั้นแล
ฝ่ายก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา เมื่อได้รับตุ๊กตาทองจากคู่ตุนาหงันนั้นแล้ว ก็ค่อยคลายทุกข์ในทหัยของนางในเหตุที่ตกเป็นกำพร้านั้นทุกๆ วัน เธอเล่นสพาย ตุ๊กตาทองคำนั้นอุ้มชู โดยใช้สใบของพระมารตา บัดเดี๋ยวก็ร่อนกล่อมตุ๊กตานั้นด้วยร้องขับ
“ลูกแม่คือแสงนัยนา
นานแล้วแม่นี้โศกจาบัลย์
เช้าค่ำเมามัวถวิลจินดา
เฉกเมฆปกคลุมดวงบุหลัน
นาสิกกลบิดานั้น
พ่อดีลูกนี้รูปงามครัน
เยี่ยงแม่ใจบุญสุนทร์ธรรม์
รู้ประพฤติหลักแหลมเลอสรร
เยี่ยงชนกผู้เลิศเผ่าพันธุ์
ไข้เจ็บอย่าได้มาโรมรัน
แม่กำพร้าได้มิตรติดพัน
ได้บุตรนี้มีคุณอนันต์
เหมือนโอสถตวงถ้วยนับพัน
บ่มีอื่นใดสู้สำคัญ
แม้ย่อมรูปเยี่ยมเทียมทัน
ยังใจแม่หายประหวั่น”
บรรดาสาวสรรกำนัลในพี่เลี้ยงนางนมใครได้ยินได้ฟังดังนั้นก็อดสงสารไม่ได้ บางคนก็หัวเราะเพราะเห็นอากัปกิริยาของจันตะหรา กิระหนาเป็นดังบุคคลซึ่งได้ลูกจริงๆ เทียว ขณะนั้นจันตะหรา กิระหนา สั่งให้นางกำนัลผู้มีนาม เกนบาหยัน และเกนส้าหงิดทำเปลขึ้นเปลหนึ่ง เกนส้าหงิดก็ทำด้วยผ้าสใบแพร แล้วจันตะหราก็เล่นไกวเปลและร่อนรับตุ๊กตาทองคำนั้น บัดเดี๋ยวก็อุ้มวางตัก บัดเดี๋ยวก็จูบกอดพลางตรัสพลอด เช่นอย่างว่า
“ฉวีวรรณเหมือนอย่างมารดา
นัยเนตรเหมือนเนตรบิดา
ริมโอษฐแม้นโอษฐมารดา
นิ้วหัตถ์เยี่ยงหัตถบิดา
ดวงเนตรวาววามงามประดัง
คู่ฉวีพรรณผิวงามปลั่ง
มีอาว์อยู่เมืองกากะหลัง
โชคชัยอย่าพร่องแม่หวัง
ดังนี้ใครพบเห็นก็จับใจ และถ้าเป็นคนใจดีมีเมตตากรุณาด้วยแล้ว เมื่อเห็นอากัปกิริยาของจันตะหรา กิระหนา ดังกล่าวนั้นก็ต้องสงสารใจแทบจะขาด อีกครู่หนึ่งเธอก็กอดและอุ้มสพายตุ๊กตานั้นด้วยสะใบของพระมารดา
ก้าหลุ อาหยังได้เห็นประพฤติของก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา นั้นทั้งหมดทางช่องประตู แล้วก็มาร่อนไกวตุ๊กตานั้นของนางบ้าง ตามอย่างเช่นที่จันตะหรา กิระหนา กระทำ แล้วก็เอาผ้าสะใบมาคล้องไหล่อุ้มสพายตุ๊กตา ตามอย่างจันตะหรา กิระหนา นั้นบ้าง แต่สะใบนั้นดียิ่งขึ้นไปกว่า ด้วยเป็นผ้าปักไหมทองประดับด้วยแก้วเลื่อม ขณะนั้นก้าหลุ อาหยังก็เห็นตระหนักขึ้นว่าตุ๊กตาของตน เป็นตุ๊กตาเงินดวงตาประดับหินแก้ว ส่วนตุ๊กตาของก้าหลุ จันตะหรา กิระหนาเป็นทองคำตาประดับเพ็ชร์ส่งแสงวาวเป็นประกายดังฟ้าแลบ ก้าหลุ อาหยัง จึงขอเอาตุ๊กตานั้น ด้วยถ้อยคำว่า
“ตุ๊กตาของเจ้าพี่นั้นประทานเสียแก่หม่อมฉันเถิด ด้วยหม่อมฉันเป็นเด็กอ่อน แล้วเจ้าพี่เอาตุ๊กตาเงินตัวนี้ไปทรง เพราะทรงเจริญแล้ว”
จันตะหรา กิระหนาตอบว่า “อ้าวน้อง แต่ก่อนนี้ทำไมน้องจึ่งไม่เอาตัวนั้นเสียเล่า น้องเลือกก่อนมิใช่หรือ แล้วพี่จึงได้รับเดนเลือกของน้อง เพราะน้องได้เลือกเหลือแล้วจึงได้ส่งมาให้พี่”
ก้าหลุ อาหยังจึงว่า “อันที่จริงนั้น หม่อมฉันมิใช่เป็นผู้เลือก สังระตูต่างหากทรงเลือก แล้วจึงประทานตัวนั้นแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันหรือจะบังอาจไปเลือกก่อนได้ที่ไหน ถ้าสังระตูไม่ประทานแล้วน้องก็ไม่กล้าด้วยน้องกลัวเจ้าพี่”
จันตะหรา กิระหนาว่า “พี่ไม่อยากให้ตัวนี้แก่น้อง เพราะที่ถูกนั้น พี่นี้ได้รับของเศษเหลือ เลือกเสร็จแล้วจึงส่งมาให้พี่”
ก้าหลุ อาหยัง ร่ำขออยู่อีกสองสามครั้ง จันตะหรา กิระหนา ก็หายอมให้ไม่จึงก้าหลุ อาหยัง ดำเนิรกลับแล้วก็กรรแสงต่อหน้าพระมารดาทั้งดิ้น เกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น ท่านลิกูก็ตกใจยิ่งนัก และถามว่า “นี่อะไรกันเล่า ลูก จำไม่ได้หรือแม่บอกว่าให้ระวังตัวให้ดี และรู้เสงี่ยมเจียมตัว เธอรู้อยู่แล้วว่าตัวเธอนั้น มิใช่พระบุตรีประไหมสุหรี ไม่มีใครเขาเคารพนับถือ แม่บอกแล้วไม่ให้ไปเล่นไกล ๆ เป็นไปไม่ได้ ที่องค์สังระตูจะโปรดลูกแม่ ยิ่งไปกว่าพระธิดาของท่าน ก้าหลุ จันตะหรากิระหนา ซึ่งระตูกุรีปั่นก็โปรดปรานมาก เอาเป็นแล้วกันทีหยุดร้องไห้เถิด”
จึงก้าหลุอาหยัง ตรัสพลางน้ำเนตรไหลพลางว่า
“ตุ๊กตาตัวนี้เป็นเงินลูกไม่เอา เพราะตุ๊กตาของพี่จันตะหรา กิระหนาเป็นทอง”
ท่านลิกูได้ฟังดังนั้นจึงว่า “ไปขอประทานเธอดี ๆ อย่างอ่อนหวานสิ”
ก้าหลุ อาหยัง ตอบว่า “ขอไม่รู้กี่หนกี่ครั้งแล้ว ก็ไม่ให้ ซ้ำพูดประชดว่าเศษเดนเลือกอีก”
ลิกูว่า “เลิกกันทีเธอ นิ่งเถิด อย่ากรรแสงอีกเลย ด้วยลูกแม่เป็นลูกคนชาวตลาด แม่ก็เป็นลูกชาวป่าชาวดง ไหนเลยองค์สังระตู จะทรงยกย่อง ให้เสมอกับพระบุตรีองค์ประไหมสุหรีคู่พระนครได้ ถึงจะทรงซ่อนเท่าไรไม่ให้คนรู้สึก ก็ย่อมรู้เช่นเห็นแจ้งว่าโปรดมากกว่ากัน ย่อมจะต่างกันดังนี้แหละ”
ฝ่ายก้าหลุ อาหยัง ก็ยิ่งกรรแสงเกลือกกลิ้งที่พื้นหนักขึ้น ไม่มีใครปลอบโยนได้อีก นางสาวสรรกำนัลในเข้าไปปลอบกันกี่มากน้อยก็ไม่ฟัง และคำปลอบโยนอันอ่อนหวานทั้งมวลนั้น ไม่เป็นเครื่องแก้ไขเยียวยาได้เลย กิริยาวาจาของเธอก็เป็นเยี่ยงหญิงชาวตลาด าวกับว่าเป็นเด็กที่ได้รับอบรมมาอย่างนั้นจริงๆ อีกครู่หนึ่งองค์สังระตูก็เสด็จมา ตรัสว่า “อไรกันนี่เธอ ดวงตาของอายันดา”
แล้วก็ทรงโอบอุ้มสร้วมสอดปลอบโยน ด้วยพระวาจาอันอ่อนหวาน ก้าหลุ อาหยังก็ทูลให้ทรงทราบซึ่งความประสงค์ใคร่จะขอตุ๊กตาทองคำของจันตะหรา กิระหนานั้น จึงสังระตูตรัสสั่งให้นางกำนัลไปขอมา นางกำนัลก็ไปตามรับสั่ง นางกำนัลนั้นๆ ยังมิได้ทันทูลขอตุ๊กตาทองต่อจันตะหรา กิระหนา ๆ ก็ชิงตรัสขึ้นว่า
“ฉันไม่ให้ ถึงภคินทะจะทรงสังหารผลาญชีวิตรเสีย ก็ตามทีเถิด ชอบไปเสียอีก ตายแล้วจะได้ไปอยู่กับพระมารดาในสุสาน ชีวิตรอันมีตัวคนเดียวอยู่เสียเปล่าในโลกนี้ สุดที่จะทนทานได้ต่อไปแล้ว สิ้นพระมารดาแล้ว เดือดร้อนอะไรก็มิรู้ที่จะไปปรับทุกขกับใครอีก ถูกฆ่าตายเสียดีกว่า”
นางกำนัลนั้นๆ ก็นำความกลับมา กราบทูลต่อองค์สังระตู ๆ ได้ทรงฟังคำนางกำนัลนั้นๆ ก็ทรงพระพิโรธแสนสาหัศ และยิ่งซ้ำร้ายขึ้นไปอีก เมื่อได้ทรงฟังสำเนียงอันออกจากปากท่านลิกู ด้วยกำลังพระพิโรธแรงกล้า จึ่งสังระตูทรงฉวยได้กรรไกรแล้วเสด็จดำเนิรไปยังที่จันตะหรากิระหนานั้น ครั้นถึงจึงเปล่งสุรศัพท์
ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา เห็นองค์พระบิดาทรงพิโรธสาหัศและทรงถือกรรไกรมาดังนั้น จึงก้มลงแทบพื้นน้อมเศียรกราบถวายบังคมพระบาท พลางทูลว่า “ดีแล้ว อายะฮันดาจงทรงสังหารหม่อมฉันเสียทีเดียวเถิด ควรแล้วที่หม่อมฉันจะตายไปเสียกับพระมารดา เพราะเหลือที่จะทนความเจ็บใจต่อไปอีกได้ หม่อมฉันไม่ยอมให้ตุ๊กตาทองของหม่อมฉัน แก่น้องก้าหลุ อาหยัง เพราะที่หม่อมฉันได้มานั้นก็เป็นเดนเลือกแล้ว ถ้าหม่อมฉันให้ไปจะต้องทุกข์ร้อนเจ็บใจไปช้านาน เพราะตุ๊กตานี้หม่อมฉันรักเสียแล้ว บัดนี้ขอพระบิดา จงทรงสังหารหม่อมฉันเสียทีเดียว”
สังระตูได้ทรงฟังดังนั้น ก็ยิ่งพิโรธหนักขึ้น จึงตรัสว่า “ดีละถ้าไม่ให้จะตัดผมเจ้าเสียเดี๋ยวนี้”
จันตะหรากิระหนาทูลว่า “พระบิดาไม่เวทนาลูกบ้างเลยหรือ ประไหมสุหรีสิ้นไปแล้วหม่อมฉันก็ตกเป็นกำพร้า จะให้ดีแล้วทรงสังหารชีวิตรเสียทีเดียว จะชอบใจหม่อมฉันยิ่งเสียกว่า มีชีวิตอยู่ก็จะต้องตกอยู่ไนสังสารทุกข์
แล้วก้าหลุ จันตะหรา กิระหนานั้นก็กรรแสง ก้มเศียรลงกับพื้นพลางกอดพระชานุสังระตู และชลนัยก็ไหลนองประดุจน้ำมุกด์ไหลจากเรือนหอยฉนั้น ด้วยเหตุเธอหทัยแข็ง จึงยังไม่ยอมให้ตุ๊กตาอยู่อย่างนั้น ใครได้ยินเสียงพิไรรำพรรณของกำพร้านี้แล้วใจหายแตกละเอียดด้วยความสงสาร ที่ต้องเจ็บใจจนถึงอยากตายตามมารดาไป ทั้งกอดและจูบพระบาท สังนาตะ แต่สังนาตะนั้นก็เพิกเฉยหาทรงเอาธุระฟังคำร่ำพิไรนั้นไม่ สังระตูทรงถือกรรไกร และทรงจับเกษาของก้าหลุ ซึ่งซบอยู่กับพื้นกอดพระชานุระตูอยู่นั้น แล้วก็ทรงตัดเกษาจันตะหรา กิระหนา แต่พอก้าหลุ จันตะหรา กิระหนาเห็นเกษาหล่นลงยังพื้น กระจัดกระจายไปทางโน้นทางนี้ เธอก็ถึงซึ่งวิสัญญีภาพสิ้นสมฤดี ใครเล่าผู้เป็นบิดา จะมีแก่ใจตัดผมทำแก่บุตรีผู้ไร้มารดาแล้วได้อย่างนี้ ใครเห็นก็ต้องสงสารสลดใจสิ้น บรรดานางพี่เลี้ยงสาวสรรกำนัลในซึ่งอยู่ ณที่นั้น ก็กรรแสงโศการำพรรณกันไปต่างๆ สิ้นด้วยกัน ในเหตุที่ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา ประสบเคราะห์ต้องระงมทมทุกข์แสนสาหัศอยู่แล้ว ยังซ้ำมาถูกองค์สังระตูเพิ่มความเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นอีก ขณะที่ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา ซบลงยังพื้นสิ้นสมฤดีด้วยวิสัญญีภาพนั้น พื้นพสุธาก็หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ประดุจว่าพิโรธโกรธเคืองแก่สังระตู ไก่ทั้งหลายก็ขันกะก้อกก้อก
นางกำนัลทั้งหลายก็ไปเรียกท่านลุงมนตรีนั้นโดยพลัน อีกครู่หนึ่งนางกำนัลก็มาพร้อมด้วยมนตรี ๔ คนด้วยกัน เวลานั้นมหาเดหวีประทับอยู่ข้างก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา ทางเบื้องขวา ฟูมฟายชลเนตรกรรแสงร่ำไห้อยู่ด้วยกัน
จึงมนตรีทูลว่า “มีเหตุข่าวคราวอันใด ที่เธอตรัสให้หาลุงมานี้ ทำไมเนตรของเธอจึงฟกช้ำ ดูเชิงว่าทุกข์ร้อนมาก”
จึงจันตะหรา กิระหนา กับมหาเดหวี ตรัสแก่ลุงมนตรีนั้นว่า “เออลุง ข้านี้สุดที่จะทนความเจ็บใจต่อไปได้ กลางวันกลางคืนไม่มีที่สิ้นสุด บัดนี้ข้าคิดจะหย่อนใจ ด้วยปล่อยตนมะงุมบาหราไปไหน ๆ ตามยถากรรม สุดแล้วแต่องค์พระอัลหล่าห์ผู้ทรงมเหศรศักดานุภาพจะทรงบันดาล และใคร่จะไปแต่ในค่ำคืนวันนี้เทียว แต่อย่าให้ใคร ๆ ผู้อยู่ในนครนี้รู้เห็น ข้าขอต่อลุงมนตรีและพระมารดาโปรคช่วยรักษาระหัส
ใคร ๆ ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นได้ฟังก็รู้สึกว่า ซึ่งจันตะหรา กิระหนาตรัสดังนั้นถูกต้องแท้ ไม่มีผิดเลย ด้วยบรรดาชนที่อยู่ในพระนครล้วนแต่เกลียดชังท่านลิกูทั้งนั้น มหาเดหวี เกนบาหยัน และ เกนส้าหงิด ว่า “ถ้าจะออกมะงุมบาหราแล้ว ขอจงพาเอาข้าเจ้านี้ไปด้วย จะไปไหนก็เต็มใจจะตามไป ถึงจะไปล้มไปตายก็ไม่ว่า ขอแต่ให้ได้ตามไปด้วย ถ้าเธอไม่เอาไปด้วยแล้วจะต้องตกทุกข์ได้ยากแสนสาหัศ ตายเสียดีกว่าที่จะมีชีวิตรอยู่ต่อไป ด้วยจะเป็นชีวิตรที่เจ็บปวดลักษณคนไข้หนักปางตาย เหตุฉนั้น จึงหวังว่าเธอจะเอาไปด้วย เพราะไม่อยากจะตกไปเป็นข้ารับรับสั่งรับใช้ของก้าหลุ อาหยัง จะไปยอมตนเป็นบ่าวเจ๊กจีนก็ยังจะดีเสียกว่า”
แล้วก็รวมกันปรึกษาหารือ ครั้นตกล่องปล่องชิ้นก็พอดีวันดับค่ำมืดลง ตกเพลาเที่ยงคืนเดือนขึ้น บุหลันฉายส่องแสงสง่าราวกับกลางวัน พระพายก็พลันพัดรำเพยเรื่อยเฉื่อยฉ่ำ ปวงบุหงาผกามาศก็ส่งกลิ่นหอมหวานขจายจรรวยระรื่น กลบุรุษย์ทอดทัศนาเห็นวงพักตร์อันหวานชื่นแห่งคู่พิศวาสดิ์ ครั้นแล้วต่างก็จัดเตรียมเดิรทาง พวกพี่เลี้ยงและนางกำนัลจัดเครื่องอุปโภคบริโภค ฝ่ายมหาเดหวี เกนบาหยัน และเกนส้าหงิด ก็จัดแต่งเตรียมของเช่นอย่างจะไปเดิรทางเรือ ครั้นพร้อมแล้วก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา ก็ดำเนิรออกจากตำหนักไป มนตรีทั้งหลายนั้นก็ตามเสด็จ ในจำนวนชาวเมืองดาหาจะมีใครแต่สักคนหนึ่งก็หาไม่ ที่ทราบเรื่องจินตะหรา กิระหนาหนีหายไปจากนครนั้น ท่านลิกูกับก้าหลุ อาหยังรวมทั้งองค์สังนาตะก็หาได้ทรงทราบไม่ ว่าพระบุตรีออกไปมะงุมบาหราเสียแล้ว ก็และก้าหลุจันตะหรา กิระหนาออกจากนครไป พร้อมด้วยมนตรีและสาวสรรกำนัลในนั้น ไปขึ้นรถ พวกพี่เลี้ยงเดิรตามเสด็จ จรจรัลไปโดยไม่มีที่มุ่งหมายแน่นอน เพราะย่อมเป็นไปตามหทัยอันกำลังเลื่อนลอย และทุกขจิตตโทมนัศอันมีการกระทำของท่านลิกูนั้นเป็นมูลเหตุต้นเดิม
เดิรทางเข้าป่าพนาวัน
เจ็บจิตรผิดคาดหวาดประหวั่น
เหตุลิกูร้ายการอาธรรม์
ก็ค่อยลืมเสื่อมคลายหายพลัน
หนีไปมะงุมบาหรา
อยู่กรุงทนทุกข์สังสารา
ไม่อยากกลับคืนสักครา
แล้วแต่บันดาลบะตาหรา
ที่หนีไปนั้นออกทางหลังเมือง ตามทางเข้าสู่ป่าดงพงชัฎ มิได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และมิได้สำนึกตนอีกต่อไป เดิรไปโดยไม่หยุดหย่อนเช่นนั้น มิช้านานก็รุ่งสว่าง ดวงพระสุริยฉานส่องแสงต้องยอดบรรพต และบุรุษย์เหลือบเห็นวงพักตรอันใสสว่างแห่งคู่รักยอดสวาทฉนั้น
ไก่ป่าขันเจี้อย กะก้อกก้อก - ก้อกก้อก ดังจะแจ้งให้ทราบว่ารุ่งรางสว่างแล้ว น้ำค้างย้อยหยาดเยือกเย็น ดังจะให้คำเตือนเขาลึกถึงกระดูก ครั้นสว่างแล้ว จันตะหรา กิระหนา จึงตระหนักว่าที่เดิรทางมานั้นตกอยู่รวางครึ่งทางไปกรุงกุรีปั่น จึงสุขจิตต์โสมนัศยิ่งนัก พลางตรัสว่า “แนะ ลุงมนตรี ณ บัดนี้เรามาหยุดที่นั้เถิด ด้วยตรงนี้ใกล้ทางเดิรไปยังนครกุรีปั่น”
ลุงมนตรีนั้นทูลว่า “ที่ตรัสนั้นถูกแล้ว เจ้ากู
จึงหยุดลง ณ ที่นั้นพร้อมกัน แล้วก็จัดสร้างเรือนหรือพลับพลาปะสังคราหัน
ครั้นสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว จึ่งก้าหลุจันตะหรา กิระหนาตรัสว่า
“ลุงมนตรี ถ้าลุงสร้างเมืองขึ้น ณ ที่นี้สักเมืองหนึ่งจะดี ด้วยข้านี้ใคร่จะเป็นราชาครองเมืองอยู่ที่นี่”
มนตรีนั้นก็สุขจิตต์ยินดี แต่เต็มไปด้วยความพิศวงสงสัยในอันฟังตรัสดังนั้น แล้วก็ช่วยกันจัดการสร้างเมืองขึ้นณที่นั่น ในจำนวนคนเหล่านั้นบ้างก็ตัดฟันโค่นต้นไม้ บ้างก็กลับปลูกต้นไม้ขึ้นใหม่ให้ได้ระเบียบงามดี และล่วงไปมิช้านาน เมืองก็ตั้งขึ้นอย่างสง่างดงาม รูปทรงแห่งนครนั้นดีนัก เป็นเมืองใหญ่อันไพจิตรและเต็มไปด้วยเครื่องแต่งเครื่องประดับนานา
ครั้นสำเร็จเสร็จสรรพแล้ว ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา ทอดพระเนตรเห็นของวิจิตรงดงามนั้น ๆ ก็ทรงสุขจิตต์ชื่นชมโสมนัศและเริงหทัยสุดประมาณ พลางยิ้มและสรวลตริในหฤทัยนางว่า “บัดนี้เมืองก็ได้ตั้งขึ้นอย่างสมควรและกว้างขวางพอแก่การแล้ว มา เราจะเป็นราชาครองเมืองนี้เพื่อจะปล้นตีชิงไพร่ฟ้าประชาชนชาวกุรีปั่น ถ้าจะต้องตายณที่นี้ก็ยิ่งชอบใจ
คิดดังนั้นแล้วเสวยโภชนาหารและเครื่องดื่มด้วยความสนุกสนาน มิช้านานตวันก็ดับลับลง นางก็เข้าที่ไสยาศน์ด้วยหทัยเริงรมย์ระคนกับประหวั่นหวาด ครั้นรุ่งเช้าตีดวงรวีไขแสงจรัสหล้า เหล่าชาวนครนั้น ก็พากันตื่นนอนด้วยสุดจะทนฟังเสียงเสือเนื้อกวาง และวิหคในอารัญประเทศ ซึ่งส่งเสียงอึกทึกครึกโครมกำปนาท ด้วยนครนั้นทั้งเบื้องซ้ายเบื้องขวาจรดป่าอันทึบใหญ่ ฝ่ายจันตะหรา กิระหนาก็บรรธมตื่นขึ้นด้วยทุกขจิตต์ แล้วก็ไปสรงน้ำในสวน ซึ่งมีนามว่าตาหมันบุษบะราวัน อันนางได้จัดทำขึ้นเองอย่างสง่างาม มีเกนบาหยันและเกนส้าหงิดตามเสด็จ ครั้นสรงเสร็จแล้วก็เสด็จกลับ นางสาวสรรกำนัลในทั้งหลายก็ช่วยกันก่อไฟต้มน้ำหุงอาหาร ครั้นเสร็จก็เสวย ๆ แล้วนางจินตะหรากิระหนา ก็เสด็จเข้าสู่ตำหนัก แล้วก็แต่งองค์ทรงเครื่องแปลงเป็นชาย รูปทรงวงพักตรงามดุจเทวาลงมาจากโลกสวรรค์ แล้วเหน็บกริสก็ยิ่งเพิ่มความงามรูปโฉมหาที่บกพร่องมิได้ ครั้นทรงเครื่องอย่างชายแล้วก็เสด็จออกบทจรไปยังที่สาวสรรกำนัลในนั้น ๆ ตรัสด้วยกับมหาเดหวี สรวลเสเฮฮา ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนาดำเนินช้า ๆ แล้วก็ไปประทับยืนอยู่ท่ามกลางนางกำนัลนั้น ๆ มหาเดหวีก็ดี นางกำนัลทั้งปวงก็ดี หารู้จักจำได้ไม่ สงกาคาดว่าเป็นองค์ปะตาระชคัตนาถลงมาจากกะยาหงัน บางคนเห็นเข้าแล้วก็ใจเต้นใคร่จะถวายบังคมองค์ปะตาระชคัต ขอประทานพรให้อยู่เย็นเป็นสุข
มหาเดหวีได้เห็นความเป็นไปของพระบุตรีดังนั้นก็สุขจิตตปราโมทย์ ตรัสว่า “ลูกแม่ช่างฉลาดแปลงกายจริงเทียว แม่คิดว่าองค์สังหยัง บะตาระ”
ก้าหลุก็แย้มสรวล และพยักพักตรตรัสว่า พระมารดากับพี่เลี้ยงทั้งหลายกับทั้งลุงมนตรี บรรดาที่อยู่ ณ ที่นี้ ข้านี้ได้แปลงตัวแล้ว ด้วยแต่วันนี้ไปจะเปลี่ยนชื่อมิให้ใครรู้ว่าข้านี้เป็นหญิง ขอให้ลุงมนตรีกับทั้งพระมารดาและทั้งหมดด้วยกันรักษาความลับของข้านี้ไว้ให้มั่นคงบริสุทธิ
ครั้นปันหยี สะมิหรัง อัสมารันตะกะใช้นามดังนั้นแล้ว นางกำนัลพี่เลี้ยงและมหาเดหวีก็ยินดีปรีเปรมทั่วกัน ส่วนชายทั้ง ๔ มนตรีและเสนานั้นตรัสสั่งให้กลับ ทั้งสี่นั้นก็กลับคืนยังนคร และรักษาระหัสความลับของปันหยี สะมิหรังนั้น มิได้แพร่งพรายให้ล่วงรู้ถึงใครแม้แต่สักคนหนึ่งเลย ด้วยมีความสงสารนัก ครั้นไปถึงกรุงดาหาแล้ว แม้แต่องค์สังระตูก็มิได้ทูลให้ทรงทราบ การณ์เป็นดังเช่นกล่าวนี้แล
ฝ่ายว่านางกำนัลของปันหยี สะมิหรัง อัสมารัน ตะกะ สองคน ผู้มีนามว่าเกนบาหยัน และ เกนส้าหงิดนั้น เมื่อเจ้านายได้ทรงเครื่องอย่างชายแล้วด้วยความโปรดปรานยิ่งนัก จึงได้ประทานเครื่องแต่งตัวอย่างชายด้วย ครั้นแต่งตัวเป็นชายแล้วรูปร่างก็สวยงามดีไม่มีที่บกพร่อง แล้วทั้งสองนั้นก็แปลงนาม ผู้ที่ชื่อเกนบาหยัน ได้นามว่า กุดาประวีระ ผู้ที่ชื่อเกนส้าหงิดนั้น ก็ได้นามว่ากุดา
กุดาประวีระ และกุดาปะรันจา รับ ๆ สั่งเจ้านายของตนดังนั้นแล้ว ก็เดิรไปยังประตูเมือง ถืออาวุธครบมือ รูปร่างองอาจงามดี ครั้นถึงจึงหยุดนั่งลงที่ธรณีประตู ใครเดิรผ่านมาก็เข้าปล้นตีชิงสิ้น ไม่มีอไรเหลือ แม้แต่ของกินก็ชิงเอามา ในจำนวนคนนั้นๆ สั่งเอาตัวมาให้แก่ปันหยี สะมิหรัง อัสมารันตะกะ แล้วก็สั่งเอาตัวลงเป็นไพร่บ้านพลเมือง ใครยินยอมโดยดีก็อนุเคราะห์ด้วยเสื้อผ้าและให้กินให้ดื่ม ใครขัดขืนไม่ยอมก็ฆ่าเสียหรือจำคุก ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น จนมีคนเปนไพร่บ้านพลเมืองมากมาย ซึ่งพอใจอยู่ในบังคับของกะละหนา
ช่างขับ ช่างฟ้อน และนักดนตรีนั้น ๆ ก็ตอบว่า พวกเขาทั้งหลายนั้นมาแต่กุรีปั่นจะไปยังกรุงดาหา
กุดาประวีระจึงว่า “เฮ้ย นักดนตรี ช่างฟ้อนช่างขับของมึงนั้นยอมยกให้แก่เราเสียดีๆ เถิด กูจะเอาตัวไปเป็นทหารของนายกู เครื่องแต่งตัวฆ้องกลองระนาดของมึงก็เอามาให้หมด ต่อเมื่อเอาเข้าไปส่งถึงในวังเสร็จหมดแล้ว มึงจึงจะเดินทางต่อไปยังดาหาได้ ถ้ามึงไม่ให้สิ่งของฆ้องกลอง มึงจะไม่ไปถึงดาหาได้ กูจะฆ่ามึงเสียแน่ ๆ เทียว”
พวกนักดนตรีช่างขับช่างฟ้อนได้ฟังคำกุดาประวีระและกุดาปะรันจาดังนั้น บ้างก็ตกใจกลัวตัวสั่น บ้างก็กล้าคิดจะต่อสู้กับทหารเอกทั้งสองนั้น จึงเกิดการกาหลอลหม่านอึกทึกครึกโครมสุดประมาณ ที่กล้าหาญก็เข้าต่อสู้กับกุดาประวีระ ที่ขลาดกลัวก็ทิ้งฆ้องกลองและเครื่องเล่นวิ่งหนีไป ทั้งนี้เสียงเอะอะโกลาหลกึกก้อง คนครึ่งจำนวนถูกกุดาปะรันจาจับได้แล้วคุมตัวเข้าไปส่งในวัง มิช้านานบรรดานักดนตรีช่างขับช่างฟ้อนเหล่านั้นก็ยอมแพ้หมด เพราะไม่สามารถทนต่อสู้กับกุดาประวีระ กุดาปะรันจานั้นได้ แล้วก็พาเอาตัวบรรดานักดนตรีนักร้องโขนลคอนเหล่านั้นเข้าไปถวายเจ้านายแห่งตน คือปันหยีสะมิหรัง ผ่ายปันหยี สะมิหรัง ก็ชื่นชมสุขจิตตนัก สั่งให้ปล่อยคนทั้งหมดนั้นหลุดพ้นจากผูกมัด พลางตรัสว่า “เฮ้ย เหล่าช่างขับช่างฟ้อน จงมาอยู่ในนครของกูนี้เถิด เป็นไพร่บ้านพลเมืองในบังคับเรา ๆ จะให้ของกินของดื่มและเสื้อผ้าแก่พวกเจ้า ถ้าพวกเจ้าไม่เอาอย่างว่านี้ กูจะให้ทำโทษหรือมิฉนั้นก็ฆ่าเสียสิ้น”
คนเหล่านั้นกลัวด้วยความกลัวอย่างแสนสาหัศ ก็ก้มศีรษะรับแต่เต็มด้วยความพิศวงอัศจรรย์ใจในอันเห็นราชานั้นรูปร่างเหมือนสังหยัง มะตาระ จึงเกิดความรักขึ้นในใจ และอ่อนน้อมยอมตนเป็นข้าในปกครองของปันหยี สะมิหรัง อัสมารันตะกะนั้น แต่เวลานั้นมาเมืองใหม่นั้นก็เอิกเริกมโหฬารไม่เงียบเหงาอีกต่อไปไม่ว่ากลางวันกลางคืน ทุก ๆ คืนปันหยี สะมิหรัง อัสมารันตะกะ สั่งให้โขนลคอนและระบำตลก บรรดาที่ได้อ่อนน้อมสวามิภักดิแล้วนั้น เล่นให้เป็นที่รื่นเริงสนุกสนาน คนเหล่านั้นได้รับ ๆ สั่งแล้วก็เล่นอย่างเอิกเริก ทั้งนี้ด้วยเทวานุภาพหากบันดาลนั้นแล
มากาลครั้งหนึ่ง ชาวเมืองมันตาหวันใคร่จะไปค้าขายณเมืองกากะหลัง ชนเหล่านั้นจึงเดิรมาถึงยังที่นั้น พอมาถึงที่ตรงครึ่งทางก็เห็นประตูเมืองอันหนึ่งจึงอัศจรรย์ใจมิใช่เล่น เต็มไปด้วยความพิศวงงงงวย ด้วยแลไปทางโน้นทางนี้ก็ไม่เห็นมีทาง
คน ๆ หนึ่งในพวกนั้น จึงกล่าวว่า “นี่จะว่าอย่างไรกันไม่เห็นมีทางต่อไป มา เราพากันเข้าไปในเมืองเถิด เพื่อขออาศัยทางเดิร”
เพื่อนเขาคนหนึ่งจึงว่า “ที่แกว่านั้นถูกต้องแล้ว”
จึงพากันเดิรไป พอถึงประตูนั้นใกล้ต้นไทรสองต้น ก็มีชายคนหนึ่งถืออาวุธครบมือสั่งให้หยุด พูดว่า “พวกมึงหยุดก่อน เปิดเสื้อผ้าของมึงออก วางของเดินทางลง เอาของกินมาให้กูให้หมด ถ้าไม่ให้กูจะฆ่ามึงเสียให้หมดเดี๋ยวนี้ กูจะปล้นตีชิงมึงแจ้งๆ ดังนี้”
ชาวมันตาหวันจึงว่า “เฮ้ย อ้ายคนร้ายนักปล้น พวกกูนี้มาแต่มันตาหวัน จะไปค้าขายที่เมืองกากะหลัง ถ้าให้ทรัพย์สินค้าแก่มึงเสียหมดแล้ว พวกกูจะไปทำอะไรได้”
กุดาประวีระตอบว่า “ถ้าให้เสื้อผ้าและของกินของมื้อที่กูปรารถนานั้นแก่กูก่อนแล้ว พวกมึงก็ไปได้”
ชาวมันตาหวันก็โต้ว่า “เฮ้ย อ้ายปล้น เรามาสู้กันก่อนสิ ถ้ามึงชนะ มึงก็เอาของ ๆ กูได้”
กุดาประวีระ และกุดาปะรันจาก็โกรธอย่างสาหัศ พลันชักอาวุธออกฟันทางโน้นทางนี้ ขณะนั้นก็เกิดการโกลาหลอึกทึก ด้วยทหารเอกทั้งสองนั้นดุร้ายเข้มแข็งน้ก ฟันซ้ายเหวี่ยงขวา ใครเห็นก็ต้องหวาดเสียวสดุ้งกลัวและเข็ดขาม ในจำนวนคนทั้งหลายนั้นมีบางคนเพียงแต่เห็นรูปร่างทหารเอกเท่านั้นก็กลัวเสียแล้ว พวกชาวมันตาหวันนั้นทนทหารเอกทั้งสองไม่ไหวก็พ่ายหนีระส่ำระสายไป กุดาประวีระ และกุดาปะรันจาก็เอาของสินค้าและของกินได้หมด บางคนในจำนวนพลเมืองมันตาหวันนั้นรีบวิ่งหนีไปทูลข่าวแก่ราชาของตน บางคนก็ถูกจับแล้วเอาตัวเข้าไปในวังกะละหนา ปันหยี สะมิหรัง สั่งเอาลงเป็นพลเมือง จนสิ้นจำนวนชาวมันตาหวันนั้น ๆ เรื่องราวมีมาเป็นประการดังนี้แล
บัดนี้จะกล่าวถึงพวกชาวมันตาหวัน ซึ่งหนีกระจัดกระจายระส่ำระสายไป เพราะถูกทหารเอกผู้กล้าหาญปล้นตีและไม่สามารถจะทนต่อสู้ต้านทานอยู่ได้อีกนั้น หนีมาแล้วก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในเมืองเพื่อจะร้องทุกข์ต่อราชาแห่งตน กิริยาราวกับถูกเสือดุร้ายไล่และทิ้งเพื่อนไว้ให้ถูกจับแล้วตนเองหนีเอาตัวรอด แล้วก็เข้าไปเฝ้าราชาแห่งตนในวังด้วยหายใจหอบซวน ก้มศีรษะถวายบังคมแล้วทูลแถลงข้อความเรื่องที่ถูกคนร้ายสองคนผู้ดุร้ายเข้มแข็งปล้นนั้น ชิงเอาทรัพย์สินไปเสียจนสิ้นเชิง และบางคนก็ถูกจับเอาตัวไว้แล้ว ครั้นท้าวมันตาหวันได้ทรงฟังข่าวดังนั้นก็ทรงพิโรธโกรธกริ้วแรงกล้า จึงตรัสสั่งให้เรียกชุมนุมรี้พลมนตรีเสนาดะหมังตำมะหงงณกาลนั้น เพื่อจะไปรบกับกะละหนา ปันหยี สะมิหรัง ครั้นพรักพร้อม และจ่ายปืนปิสตอล
ครั้นแล้วกุดาประวีระและกุดาปะรันจาก็เหลือบเห็นไพร่พลมันตาหวันมามากมายไม่มีประมาณ จึงกุดาปะรันจา โกรธยิ่งนักจนสีหน้าแดง
กุดาประวีระก็ตอบด้วยความโกรธว่า
“เฮ้ย รี้พลมันตาหวัน เจ้านายของมึงอยู่ไหน กูนี้และคือคู่ต่อสู้ของมึงทั้งหมดด้วยกัน มาสู้รบกับกูก่อน ต่อเมื่อกูแพ้ เจ้านายของกูจึงจะออกมารบกับพวกมึง”
ทั้งสองฝ่ายต่างก็เกรี้ยวกราดโกรธกริ้ว เดิรเข้าผจญกัน เสียงตวาดตะโกนข่มขู่ซึ่งกันและกันสนั่นหวั่นไหว ระคนกันไปกับเสียงฆ้องตับ ฆ้องหมุ่ย ฆ้องโข่ง และระนาดทอง ซึ่งตีประโคมอึกทึกกึกก้องไม่หยุดหย่อน แล้วก็ต่อสู้กันด้วยแทงพุ่ง แทงทิ่ม และตีกันแต่ในการสู้รบนั้น กุดาประวีระและกุดาปะรันจาสองคนนั้น มีท่วงทีท่าทางเป็นกิริยาสตรี คือว่ามือไม่ปล่อยจากยึดหน้าอกเสื้อเสียเลย ดูประหนึ่งเกรงว่าเสื้อจะเปิดแล้วคนจะเห็นว่าเป็นหญิง ถ้าเห็นดังนั้น แน่เทียว ความลับก็จะเปิดเผยขึ้น แล้วก็จะต้องได้อาย จึงพยายามจนสุดสามารถที่จะปิดไว้ซึ่งระหัส ความลับสองผลณอุระประเทศ เพื่อมิให้ใครเห็นแจ้งในขณะนั้น กุดาประวีระเข้ากระทบกันกับดะหมัง ฝ่ายกุดาปะรันจากระทบกับตำมะหงง แล้วก็พุ่งหอกพุ่งดาบทิ่มแทงซึ่งกันและกัน เมื่อดะหมังมันตาหวันชักกริสจากฝักเพื่อจะแทงอก กุดาประวีระก็รับไว้ด้วยปลายกริส แล้วก็แทงตอบไป แต่ผิด ฝ่ายกุดาปะรันจาก็เช่นกัน เมื่อตำมะหงงเอาไม้ตีที่หน้าอก ก็รับไว้แล้วโดดถอยไปข้างหลัง ถ้าตีข้างขวาก็โดดไปเบื้องซ้าย เมื่อจะจับและตีทางเบื้องซ้ายก็โดดหลบไปข้างขวา ทหารเอกทั้งสองสู้รบอยู่อย่างนี้ด้วยอาการอันฉับไวและน่าสพึงกลัวเสียงสนั่นพรรฤกสุดประมาณ รี้พลมันตาหวันก็พินาศ
กุดาปะรันจา และกุดาประวีระนั้นก็สู้รับแทงกันดะไปกับดะหมังและตำมะหงง ถ้อยทีโดดหนีไล่ตีฟัน ไม่นานดะหมังนั้นก็ทนสู้กุดาประวีระไม่ไหวเช่นเดียวกัน ตำมะหงงก็ทนสู้กุดาประรันจาอยู่ไม่ได้ แท้จริงทหารเอกทั้งสองนั้นก็เป็นเพียงสตรีเพศ แต่หากเก่งกาจกล้าหาญยิ่งไปเสียกว่าชาย ขณะนั้นกุดาประวีระแทงพุ่งถูกอกดะหมังโลหิตตกกระจายราวกับรินเท ฝ่ายตำมะหงงรบกับกุดาปะรันจา เวลานั้นกระโดดพลาดจึ่งถูกคู่ต่อสู้เตะม้วนกลิ้งล้มลงยังพื้นพสุธา กุดาปะรันจาก็รุกเข้าแทงถูกท้อง ตำมะหงงปัดป้องไม่ทันก็ถูกแทงที่ท้องตาย โลหิตไหลกระจัดกระจายไส้ทะลักออกนอกท้อง จึงดะหมังและตำมะหงงมันตาหวันม้วยมรณด้วยถูกทหารเอกทั้งสองนั้นฆ่า ครั้นรี้พลมันตาหวันเห็นดะหมังและตำมะหงงถูกทหารเอกทั้งสองนั้นฆ่าเสียชีพไปแล้วดังนั้น ก็ออกวิ่งหนีตลีตลานระส่ำระสายไปทางโน้นทางนี้ การสู้รบนั้นก็เป็นอันยุติลงเพียงนั้น
กุดาประวีระกับกุดาปะรันจาก็ปรีเปรมเกษมสันต์และทันใดนั้นก็ไล่ต้อนพลมันตาหวันไป ที่จับได้มัดไว้ก็มี บ้างก็วิ่งหนีเข้าป่าไป บ้างก็ยังซื่อสัตย์ภักดีต่อดะหมังและตำมะหงง เต้นโลดไปมาอย่างคลั่งไคล้ไร้ประโยชน์เสียเปล่า แล้วในที่สุดก็ถูกจับหรือใครไม่ยอมให้จับก็ถูกฆ่าสิ้น
แต่ก็ยังมีที่มีความคิดยาวไกล ใคร่ไว้ชีวิตรเอาตัวรอด ก็วางอาวุธยอมแพ้เสียโดยดี ที่ยอมแพ้แล้วแต่ขอให้ฆ่าตนเสียก็มี เพื่อมิให้ต้องอยู่ทนบาดแผลและความเจ็บปวดที่ขาแขน หรือที่ศีรษะหรือที่อื่น ๆ ซึ่งได้รับในเวลาสู้รบกันนั้น ผู้รจนาเรื่องนี้กล่าวว่าในเวลานั้นบรรดารี้พลมันตาหวันตกเป็นเชลยและถูกจับมัดไว้สิ้น กุดาประวีระ กุดาปะรันจาก็ชื่นชมโสมนัศยิ่งนัก จึงพาตัวเชลยพลมันตาหวันทั้งนั้นเข้าไปเฝ้าถวายแด่กะละหนา ปันหยี สะมิหรัง อัสมารันตะกะนั้น บ้างก็มัดเท้ามัดมือ บ้างก็ปล่อยไว้มิได้มัด รี้พลมันตาหวันที่พาเข้าไปเฝ้ากะละหนา ปันหยี สะมิหรังนั้นเป็นจำนวนมากมายสุดประมาณ ครั้นไปถึงวัง ปันหยี สะมิหรังนั้นกำลังประทับอยู่เหนือสุวรรณสิงหาศน์
ปันหยี สะมิหรังตรัสแก่กุดาปะรันจาว่า “แนะ กุดาปะรันจา บัดนี้ท่านจงปล่อยรี้พลเหล่านี้ให้หลุดพ้นจากผูกมัดพันธนาการเถิด ด้วยเขาได้ยอมตนสวามิภักดิ์แก่เราแล้ว เราจะให้เป็นพลเมืองในปกครองของเรา แล้วเราให้เครื่องอุปโภคบริโภคให้พอเพียง”
พวกรี้พลมันตาหวันได้ฟังตรัสดังนั้นก็ชื่นชมโสมนัศทั่วหน้ากัน จึงทูลว่า “ข้าพระองค์ทั้งปวงนี้ยินดีได้เจ้านายเป็นพระราชาที่งามเลิศกล้าหาญมีอิทธิฤทธิฦๅชา
ครั้นกุดาประวีระ กุดาปะรันจา ได้ฟังรับสั่งดังนั้น จึงแก้เชือกที่ผูกมัดรัดรึงปล่อยพลมันตาหวันนั้น ๆ สิ้น ครั้นปล่อยแดัวพลมันตาหวันทั้งนั้นก็น้อมเกล้าบังคมบาทกะละหนาผู้เยาว์นั้น ครั้นถวายบังคมแล้ว กะละหนา ปันหยี สะมิหรังนั้นก็ประทานอาหาร และของมีกลิ่นหอมจรุงจรวย และตรัสให้ประกอบการรื่นเริงบันเทิงใจทั่งทิวาราตรีกาลไม่หยุดยั้ง และให้บรรเลงดุริยดนตรีเจ็ดวันเจ็ดคืน ทั้งโขนลคอนก็เล่นไม่หยุดหย่อน เพื่อให้เป็นที่ร่าเริงบันเทิงใจแก่พวกรี้พลนั้น ๆ ฝ่ายพลมันตาหวันทั้งปวงก็คล้อยตามสนุกสนานเริงใจระคนไปกับพวกพลเมืองของกะละหนาผู้เยาว์นั้น ยินดีปรีดาเป็นข้าของกะละหนา ปันหยี สะมิหรัง ด้วยได้รับความเบิกบานบันเทิงใจ และได้รับแจกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มอย่างงาม ๆ
เพราะเหตุไพร่บ้านพลเมืองของกะละหนา ปันหยี สะมิหรัง นั้นมีจำนวนมากขึ้นแล้ว จึงจัดตั้งปาติ๊ห์
กุดาประวีระฟังตรัสปันหยี สะมิหรัง ดังนั้น ก็ยินดี จึงทูลว่า “ดีแล้ว เจ้ากู ข้าพระองค์จะได้ประชุมรี้พลสกลไกรในวันเช้าพรุ่งนี้ให้พร้อมเพรียงเพื่อการประยุทธ”
จึงกะละหนา ปันหยี สะมิหรัง อัสมารันตะกะ พยักพักตรพลางกุมกริสตรัสว่า “ดีแล้ว ในกาลวันนี้เจ้าจงไปบอกแจ้งแก่บรรดารี้พลพหลโยธา ดะหมัง ตำมะหงง ด้วยวันรุ่งพรุ่งนี้เช้าเราจะยกไป”
ครั้นแล้วกุดาปะรันจาและกุดาประวีระ ก็ก้มเกล้าบังคมกะละหนาผู้เยาว์นั้น ออกไปที่ชุมนุมมนตรี ดะหมัง ตำมะหงง แถลงข่าวให้ทราบทั่วกัน บรรดารี้พลมนตรี ดะหมัง ตำมะหงงนั้นๆ ก็ยินดีปรีเปรมทั่วกัน แล้วก็บริโภคอาหารเครื่องดื่มด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ
กุดาประวีระ และกุดาปะรันจาก็กลับเข้าเฝ้า เพลานั้นพนักงานก็เชิญเครื่องสังเวยมาตั้ง แล้วก็โปรดเลี้ยงอาหารเครื่องดื่มแก่บรรดาผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นทั่วกัน อีกสักครู่หนึ่งพนักงานก็แจกจ่ายผลไม้ต่าง ๆ น้ำผึ้ง
ในค่ำคืนวันนั้นปันหยี สะมิหรัง เสด็จออกไปสรงน้ำ มีแต่นางมหาเดหวีเท่านั้นไปด้วย ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทรแขไขจรัสดวงแวดล้อมไปด้วยปวงดารากร ก็อาวรณ์คนึงในถึงยามประทับอยู่ ณ กรุงดาหา พร้อมด้วยข้าหลวงสาวสรรกำนัลในนั่งเป็นแถว ผ่องแผ้วเบิกบานเล่นแสงเดือน พลางน้ำเนตรก็เคลื่อนไหลหลั่ง หวนรำฤกถึงความร้ายของท่านลิกู และก้าหลุอาหยังนั้น แล้วก็เจ็บแสบหฤทัยทุกขระทมอารมณ์ก็มืดมัวมนดังเมฆบัง แล้วก็ทอดถอนหทัยตรัสว่า “อุวะ
ครั้นแล้วปันหยี สะมิหรัง ก็บทจรไปยังที่สรง ซึ่งล้อมรั้วด้วยศิลาสูง แล้วยังบังมิดชิดอีกชั้นหนึ่งด้วยต้นไม้ดอกเพื่อมิให้ใครเลยล่วงรู้ระหัสในข้อที่เธอเป็นสตรีเพศ ครั้นสำเร็จสูจิกรรม
ถึงยามดึกล่วงคืน ในวังนั้นก็เงียบสงัด จะได้ยินเสียงมนุษย์แต่สักน้อยหนึ่งเลยก็หาไม่ ยินแต่เสียงไก่ขันกะก้อกก้อก ก้อกก้อกอยู่ในไพร
กษณนั้นปันหยี สะมิหรัง ก็ทุกข์ระทมตรมตรอมชลเนตรไหลหลั่งลงกระทั่งปราง แลนางก็หยิบเอาตุ๊กตาทองคำของขวัญของคู่ตุนาหงัน ระเด่นอินู กะระตะปาตีนั้นขึ้นอุ้มชู ตุ๊กตานี้แลเป็นเครื่องปลอบหฤทัยนาง พลางก็เอาขึ้นแกว่งไกวร่อนโยน จนคลายหายทุกข์พลางก็กล่าวกล่อมเป็นคำกลอน ดังนี้.-
มระปาตี
นกหนึ่งติดดักที่ครัว
โชคดีลูกเราเยาว์อ่อน
ใจสบายค่อยคลายมึนมัว
นกหนึ่งติดดักใกล้ครัว
บริหารเลี้ยงไว้จงดี
ลูกแม่เพื่อนพลอดเพื่อนหวัว
พ่อเจ้าอยู่ไกลธานี
มระปาตีนกถูกดักนั้น
ถูกดักที่ใกล้ต้นนุ่น
กรตะปาตีพงศ์กุรีปั่น
ลูกนี้แก้เศร้าซบซุน
มระปาตีร่อนไปในอุธยาน
จิกจับทับทิมรสดี
กรตะปาตีคนพุฑฒิมาน
ส่งมาแล้วซึ่งลูกหัวปี
มระปาตีเสพย์ผลดะสีมะ
หล่นลงยังเศละปถพี
ส่งมาแล้วซึ่งบุตรปฐมะ
ลูกอ่อนคนแรกของแม่นี้
ครั้นแล้วก็แกว่งไกว และกอดจูบตุ๊กตานั้นอยู่จนเพลาจวนปัจจุสมัยรุ่งสว่าง
แล้วนางก็เข้าบรรธม และในยามบรรธมนั้นมิได้ปล่อยตุ๊กตานั้นจากหัตถ์เลย ก่อนนั้นเอาวิสูตรมุ้งและม่านลงกั้นเจ็ดชั้น จนไม่มีใครมองเข้าไปเห็นที่บรรธมได้ ความเป็นไปของกะละหนา ปันหยีสะมิหรังในคืนนั้นมีประการดังกล่าวนี้แล
ครั้นรุ่งเช้ารี้พลสกลไกรทั้งปวงก็ตื่น และตระเตรียมเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์เพื่อการที่จะไปทำศึกสงคราม และกุดาประวีระ กุดาปะรันจาก็แต่งกายอย่างชายเตรียมอยู่พร้อมแล้ว
ไม่ช้า ปันหยี สะมิหรัง อัสมารันตะกะ ก็บรรธมตื่นผลัดผ้าทรงเครื่องอย่างชายพร้อมสรรพ พิศดูรูปโฉมเหมือนกับบุรุษเพศแท้จริงเทียว ประทับยืนกุมด้ามกริสอยู่ครู่หนึ่ง ยามทรงแย้มสรวลก็ก้มพยักพักตรนิดหนึ่ง แล้วหุบโอษฐพอเห็นไรทนต์วาววับดังสายฟ้าแลบ
เมื่อทรงเครื่องอย่างชายเสร็จแล้ว ก็ไว้ท่าองอาจสง่าผ่าเผยลิลาศออกยังข้างนอก พร้อมด้วยกุดาประวีระกับกุดาปะรันจาตามเสด็จ
บรรดารี้พลสกลไกรดะหมัง ตำมะหงง ซึ่งชุมพลคอยเสด็จอยู่นั้น เมื่อเห็นพระราชาแห่งตนเสด็จมา ก็ก้มเกล้าบังคมคัล พลันกระทั่งเสียงดุริยดนตรีด้วยร่าเริงเบิกบานกมล
แล้วก็ยกพยุหโยธาเดิรออกจากนครมุ่งไปสู่กรุงมันตาหวัน ด้วยความประสงค์จะทำศึกสู้รบและปล้นเมืองนั้น และในรวางเดิรไปนั้นชาวประโคมก็ตีฆ้องตับ ฆ้องหมุ่ย ฆ้องโข่ง และระนาดทองมิได้หยุดหย่อน ใครเห็นรูปโฉมปันหยี สะมิหรัง ก็ตกตลึงจังงัง บรรดาชาวบ้านร้านถิ่นก็กู่ร้องเรียกกันด้วยสำคัญว่าองค์ สังหยัง บะตาหรา เสด็จอวตารลงมาสู่โลกพิภพ
เดิรทางไปไม่ช้าก็ไปถึงยังซึ่งขอบนครมันตาหวัน
บัดนี้จะกล่าวถึงระตูผู้ผ่านมันตาหวัน กษณนั้นกำลังประทับเหนือบัลลังกราชย์ด้วยความเศร้าสลดหทัย มีมนตรี ดะหมัง และตำมะหงง พร้อมทั้งเสนาข้าราชการจำนวนหนึ่งเฝ้าอยู่หน้าที่นั่ง
ในเวลาอันกล่าวนี้ท้าวมันตาหวันตรัสว่า “แนะ มนตรี ดะหมัง และตำมะหงง บัดนี้จะว่าอย่างไรกัน ด้วยบรรดารี้พลมนตรี ดะหมัง และตำมะหงงอันไปทำศึกสู้รบสัตรูนั้นยังหากลับมาไม่ และมิได้ส่งข่าวคราวราวเรื่องเหตุการณ์ณที่นั้นมาเลย เรานี้เกรงเกลือกว่าจะไปพินาศแตกยับย่อยเสียแล้ว ด้วยตามกิติศัพท์นั้นว่า ราชาที่ผจญนั้น เป็นคนกะละหนา ซึ่งยังหนุ่มมาก มีนามว่าปันหยี สะมิหรัง อัสมารันตะกะเป็นคนเก่งกาจฦๅชา เป็นนักรบอันมีฤทธิเดช และฉลาดเข้มแข็งนักในเชิงยุทธ เราคิดว่าแน่เสียแล้ว จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ คือรี้พลมนตรีดะหมัง ตำมะหงงที่เราส่งไปทำสงครามกับสัตรูนั้น คงพ่ายแพ้เสียทีแก่ข้าศึก ถูกจับเป็นเชลยสิ้น เหตุฉนั้น จึงไม่มีใครกลับมาเลย ถ้าเป็นเช่นนั้น เรานี้จะต้องไปสู้รบกับเขาเอง แต่ทว่าไปสู้รบเขาอีกเช่นนั้น แน่เทียวจะต้องเสียรี้พลดะหมังตำมะหงง พินาศยับย่อยไปอีก จะมีคุณประโยชน์อันใดเล่า”
เมื่อทรงดำริตริตรึกดังนั้นแล้ว จึงท้าวมันตาหวันตรัสต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้นแล้ว อย่าเลย หากกะละหนา ปันหยี สะมิหรังนั้นมาทำศึกประชิดเมืองเราเมื่อใด เราจะยอมตัวแก่เขาเสียโดยดี เพื่อไพร่บ้านพลเมืองจะได้คงอยู่ในสันติภาพ
ตำมะหงงนายหนึ่งทูลว่า “เจ้ากู เป็นความจริงถูกต้องแล้วตามข่าวนั้น ซึ่งว่ากะละหนานั้นมีนาม ปันหยี สะมิหรัง ยังเยาววัยอยู่มาก มีทหารเอกสองคน คนหนึ่งชื่อว่ากุดาประวีระ อีกคนหนึ่งชื่อกุดาปะรันจา ทหารเอกสองคนนี้กล้าหาญและมีฤทธิมากไปมีใครเลยที่จะต้านทานความเก่งกาจกล้าหาญของเขาได้”
กำลังปรีกษากันอยู่ดังว่ามานี้ และการปรึกษายังไม่ทันสำเร็จ บัดดลก็มีทนายของนายประตูวิ่งเข้ามาแถลงว่า มีกะละหนาคนหนึ่งมีนามว่าปันหยี สะมิหรังกำลังเดิรมาด้วยพร้อมรี้พล ใกล้จะถึงชานพระนครแล้ว มุ่งหมายจะเข้าจับองค์ระตูผู้ครองมันตาหวัน ท้าวมันตาหวันได้ทรงฟังทนายของนายประตูว่าปันหยี สะมิหรัง จะเข้าตีเมืองและจับพระองค์ดังนั้น ก็ตกพระหทัยสั่นระรัว ดำริว่า “ในกาลวันนี้และเราจะต้องพ่ายแพ้แก่กะละหนานั้น และถูกจับเป็นเชลย เพราะฉนั้นเราจะยอมยกบ้านเมืองให้แก่เขาเสียดีกว่า เพื่อไพร่ฟ้าประชาชนของเราจะได้อยู่โดยสันติภาพสวัสดีทั่วกัน”
ครั้นแล้วท้าวมันตาหวันจึงให้เขียนราชสาสนฉบับหนึ่ง ให้ดะหมังคนหนึ่งถือไป แถลงความที่ใคร่จะยอมยกเมืองเป็นเมืองออกใต้ปกครองของปันหยี สะมิหรังนั้น จึงดะหมังนั้นก็เชิญราชสาสนไป
มิช้านานก็ไปถึงและถวายราชสาสนนั้นแก่ปันหยี สะมิหรัง ๆ ก็เปิดผนึกออกอ่าน
ในลักษณแห่งสาสนนั้น แจ้งชัดว่าท้าวมันตาหวันปรารถนาแต่จะเอาชีวิตรรอดและยอมเสียสละแล้วทั้งบ้านเมืองและบุตรภรรยา
ปันหยี สะมิหรังก็โสมนัศยินดี พยักพักตรพลางแย้มสรวลยังให้วงพักตรนั้น อ่อนหวาน ใครยลก็ยวนใจ
ก็และอันท้าวมันตาหวันนั้น มิธิดาสององค์งามยิ่งนัก องค์พี่มีนามว่า บุษบา ชูวิต องค์น้องมีนามว่าบุษบา ส้าหรี
พระบุตรีทั้งสองนั้นทรงทุกขจิตตโศกศัลย์ประหวั่นหฤทัยดุจว่าเป็นยามถึงที่ตาย
ปาติ๊ห์นั้นก็กลับด้วยความยินดี ด้วยใคร่จะเข้าเฝ้าพระราชาแห่งตนพร้อมด้วยปันหยี สะมิหรัง
นางบุตรีบุษบา ชูวิต กับบุษบา ส้าหรีนั้น เมื่อได้เห็นรูปโฉมปันหยี สะมิหรังแล้ว ก็เปนประหนึ่งว่ามิอยากจะพรากไปจากรูปโฉมนั้นอีก แต่ก่อนนั้นได้กรรแสงจริง เพราะสำคัญว่า คนที่เราเรียกกันว่ากะละหนานั้นจะต้องมีกายกำยำหยาบคายฉันใด กะละหนาปันหยี สะมิหรังก็คงเปนเช่นนั้น จะเปนอย่างอื่นไม่ได้ คงต้องเป็นคนหยาบคาย รูปร่างน่ากลัว ดาแดงหนวดดก กิริยาชั่วช้าร้ายแรง หาได้ทราบไม่ว่าปันหยี สะมิหรังนั้น มีกิริยาอาการอ่อนโยน มือนุ่ม นิ้วดังเหลา เสียงไพเราะ รูปงาม ดูก็หวานพิศก็งาม ใครได้ทอดทัศนาก็เพลินไม่รู้อิ่ม แม้ทหารเอกทั้งสองนั้นก็เช่นกัน คือกุดาประวีระ กับกุดาปะรันจา ซึ่งรูปร่างสวยงามน่ารักนัก ถ้าแม้ได้ทราบว่าปันหยี สะมิหรังมีรูปโฉมงามวิลาศดังนี้ แน่เทียว พระบุตรีบุษบา ชูวิต และบุษบา ส้าหรีนั้นคงจะยอมตนโดยดี มิพักต้องบังคับข่มขืนใจเลย พระบุตรีทั้งสองนั้นเสด็จไปด้วยนึกเสียพระหทัยไม่ขาดสาย ทั้งกรรแสงชลเนตรพร่างพรู มาบัดนี้กลับเกิดพิศวาสดิ์สิเนหาในปันหยี สะมิหรังนั้น มิช้านานก็พากันไปถึงนครมันตาหวัน แล้วก็เข้าเฝ้าพระราชา ขณะนั้นท้าวมันตาหวันก็ทรงสุขจิตตโสมนัศเป็นอันมาก พลันเสด็จลงจากสิงหาศน์ เพื่อจะเชื้อเชิญรับรองปันหยี สะมิหรังนั้น แล้วก็เชิญขึ้นประทับเหนือสิงหาศน์และเลี้ยงอาหารของดื่ม
บรรดารี้พลข้าราชการดะหมังตำมะหงง ก็เข้าเฝ้าพร้อมๆ กัน แล้วก็ให้กินเลี้ยงอาหารเครื่องดื่มสนุกสนานด้วยกันกับรี้พลของปันหยี สะมิหรัง ประกอบด้วยดุริยดนตรีบรรเลงไม่หยุดยั้งกลางวันกลางคืนไม่สิ้นสุด และรัชช์มันตาหวันนั้นก็เป็นอันยอมออกแก่ปันหยี สะมิหรังโดยราบคาบ ปันหยี สะมิหรังก็รับเอาด้วยเทอดสิบนิ้วบังคม พลางตรัสว่า “ข้าเจ้านี้ขอบพระคุณยิ่งแล้ว แต่ที่แท้นั้นหวังจะให้องค์พระบิดาคงประทับครองบัลลังก์ราชย์แห่งกรุงมันตาหวันสืบต่อไปอีกช้านาน”
ท้าวมันตาหวันนั้นก็สุขจิตต์โสมนัศยิ่งนัก พลันตกตลึงจังงังมิรู้ที่จะกล่าวว่าประการใด พลางก็พิศดูกะละหนา ผู้หนุ่มนั้น เห็นรูปโฉมราวกับเทวัญแห่งอินทรโลก แล้วก็ตริตรึกนึกในหทัยว่า “กะละหนาหนุ่มผู้นี้ชรอยจะเป็นบะตาระชคัต นาถะ องค์หนึ่ง เสด็จอวตารลงมาสู่พิภพนี้เสียแล้ว”
ท้าวมันตาหวันนั้นก็เกิดความรักสิเนหาอาลัยในกะละหนาผู้เยาวนั้นเป็นอันมาก
ครั้นปันหยี สะมิหรังได้ประทับอยู่นครมันตาหวันนานแล้ว ถึงกาลวันหนึ่งก็เตรียมการที่จะกลับคืนสู่บ้านเมืองแห่งตน กาลนั้นพระบุตรีบุษบาชูวิต กับบุษบาส้าหรีก็กรรแสง ไม่อยากจะอยู่ในธานีมันตาหวันอีกต่อไป และวิงวอนขอตามปันหยี สะมิหรังไปด้วย ไม่ว่าจะไปแห่งหนตำบลไหน จึงปันหยีสะมิหรังตรัสว่า “เออ น้องนางทั้งสอง พี่นี้เป็นคนไม่มีพงศเผ่าเทือกเถาเหล่ากอ เกรงว่าไปภายหน้าน้องจะต้องเสียใจเปล่าๆ”
พระบุตรีทั้งสองนั้นก็ทูลว่า “พระพี่ยาอย่าตรัสดังนั้นเลย หม่อมฉันทั้งสองนี้ใคร่จะตามเสด็จกะกันดา ไม่ว่าจะเสด็จไปไหน แม้ถึงว่าจะต้องเข้าลุยทะเลเพลิง อะดินดานีก็จะตามเสด็จ”
ท้าวมันตาหวันได้ทรงฟังคำพระบุตรี ทั้งสองนั้นก็ทรงโสมนัศตรัสดังนั้นแล้วพระบุตรี สององค์นั้นก้มลงกราบบาทพระชนกชนนี ปันหยี สะมิหรังก็ออกจากนครมันตาหวันเดิรทางสู่ทิศบ้านเมืองแห่งตน พร้อมด้วยพระบุตรีทั้งสองนั้น มีดะหมังตำมะหงงกับรี้พลมันตาหวันแห่นำตามเสด็จ รี้พลนี้ยิ่งเดิรทางไปก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น แล้วก็บ่ายหน้าสู่นครของปันหยี สะมิหรัง นั้นแล
มิช้านานนัก ปันหยี สะมิหรังก็กลับถึงเมือง เข้าประทับเสวยรมย์ในราชฐาน พร้อมด้วยพระบุตรีทั้งสองเป็นผาสุกทุกทิพาราตรีนิรันดร
พระบุตรีทั้งสองนั้นอยู่ในวังของปันหยี สะมิหรัง เวลาล่วงมาก็ผาสุก มิได้มีข้อขาดตกบกพร่องแต่อย่างหนึ่งอย่างใด ก็และปันหยี สะมิหรังนั้น ทุกวันคืนมิได้หยุดหย่อนที่จะกอดจูบสัพยอกหยอกเย้าผลักใสหยิกข่วนกับนางทั้งสองนั้น แต่นางก็ปลาดใจ เกิดความพิศวงขึ้นในหฤทัย ในอันเห็นกิริยาความประพฤติของปันหยี สะมิหรังนั้นแปลกประหลาตผิดปกดิ ครั้นเพลิดเพลินเจริญใจเป็นเวลาล่วงมานานแล้ว ก็ยกนางทั้งสองนั้นให้เสียแก่ทหารเอก นางบุษบาส้าหรียกให้แก่กุดาประวีระ นางบุษบาชูวิตยกให้แก่กุดาปะรันจา แม้ ณ ที่นั้นก็เพียงแต่สัพยอกหยอกเย้ากอดจูบเท่านั้นเหมือนกัน พระบุตรีทั้งสองก็ยิ่งเพิ่มความฉงนสนเท่ห์มากขึ้น
ฝ่ายปันหยีสะมิหรังประทับอยู่ในวังนั้น แท้จริงนางมหาเดหวีก็แปลกพระหทัยเหมือนกันในอันทอดพระเนตรเห็นความเป็นไปดังนั้น แต่ก็ยิ่งเพิ่มสิเนหาอาลัยในราชธิดานั้นมากขึ้น ด้วยเห็นว่าเธอฉลาดปล้นตีเมือง จนได้มาซึ่งนางบุตรีสององค์ซึ่งมีรูปโฉมงามพิลาศ ทั้งเธอฉลาดในอันหลอกลวงปลอมแปลงองค์ด้วย
มากาลวันหนึ่ง ปันหยี สะมิหรังนั้นประทับอยู่ในตำหนัก วันล่วงสายัณหสมัยใกล้ยามดึกแห่งรัตติกาลในราชฐานธานีนั้นก็เงียบสงัดไม่ได้ยินเสียงมนุษย์อีกแล้ว เธออยู่แตต่ลำพังองค์เดียว จึงหยิบเอาตุ๊กตาทองคำออกจากห้อง วางลงให้นอนเหนือตักแล้วก็กอดจูบหยอกเย้า กล่าวว่า “เออลูก ดวงยิหวาของแม่
มรปาตีร่อนเคียงคู่ไป
สู่สวนบุษบะ บรันตา
ลูกนี้พ่อเธอส่งมาให้
ปลอบใจแม่ถวิลย์จินดา
สู่สวนบุษบะบรันตา
เฉียวเฉียดบุหงากระถางใหญ่
ปลอบใจแม่นั่งจินตนา
ทูนหัวของแม่ชื่นใจ
ปันหยี สะมิหรังประพฤติอยู่เช่นนี้ทุกๆ คืน ฝ่ายนางมหาเดหวีนั้นก็ทำความสอาดและจัดแต่งวิสูตรมุ้งม่านที่บรรธมของจันตะหรากิระหนาเรื่อยไป ครั้นร่อนแกว่งไกวและกล่อมตุ๊กตานั้นเป็นบทกลอนเช่นนั้นแล้ว ถึงเวลาใกล้รุ่งสว่าง ปันหยี สะมิหรังจึงเข้าบรรธม พอเช้าก็ตื่นขึ้นสรงพักตร และกระทำกิจจานุกิจต่าง ๆ อย่างเคย
ฝ่ายข้างระตูกุรีปั่น ณ กาลนั้นมีพระประสงค์จะส่งของไปยังกรุงดาหา และในวันนั้นใคร่จะส่งเงินสินสอดและทองหมั้นไป
จึงตรัสสั่งให้หาเสนาผู้จะแต่งให้เป็นทูตพร้อมทั้งผู้นำตามทูตานุทูต เช่นที่มีนามว่า ยะรุเดะ และปูนตา และการะตาหลาและประสันตา ฝ่ายระเด่นอินูกะระตะปาตีก็ ข้าเฝ้าอยู่หน้าที่นั่งด้วย แด่ละคนเพ่งคอยฟังพระกระแสสั่งระตูในเรื่องจะส่งของเงินทอง ไปยังกรุงดาหานั้น
เขาทั้งหลายนั้นก็น้อมเศียรเกล้าอัญชลีฝ่าธุลีลอองบาทภคินทะนั้นทั่วกัน แล้วก็นั่งลงเป็นแถวหน้าพระที่นั่งด้วยความเคารพ จึงสังนาตะตรัสแก่พระชายาว่า “แนะ อะดินดา ในกาลวันนี้กะกันดาใคร่จะส่งทูตไปยังกรุงดาหา เพื่อให้นำสิ่งของทองหมั้นสินสอดไปถวายองค์อนุชา มหาราชาดาหานั้น”
สังนาตะทรงแต่งราชสาสน ครั้นเสร็จแล้วก็ประทานแก่ปาติ๊ห์และตำมะหงงรับไปเทอดไว้เหนือเกล้าพร้อมทั้งสิ่งของมีค่านานามหัครภัณฑ์ ตรัสสั่งให้เชิญไปยังกรุงดาหา ครั้นแล้วทูตานุทูตทั้งหลายนั้นก็บังคมคัลฝ่าธุลีสังระตูเดิรออกมา มีกระบวนแห่หน้าตามหลัง กระทั่งเสียงดุริยดนตรีประโคมเรื่อยไปไม่รู้หยุด ฝ่ายองค์สังระตูกับประไหมสุหรีทอดพระเนตรกระบวนแห่และทรงสดับเสียงดุริยะดนตรีนั้นก็ทรงชื่นชมโสมนัศ ก็และกระบวนนั้นมียะรุเดะ การะตาหลา ปูนตาและประสันตากับรี้พลเดิรเปนเทือกแถว พร้อมด้วยคหบดีผู้ใหญ่บางนายหมายมุ่งไปสู่นครดาหา
ปืนใหญ่ปืนเล็ก ม้ารถฉัตรธงทิวอันประดับ ล้วนแล้วด้วยเลื่อมแก้วมณีคำ
จะกล่าวถึง กุดาประวีระ กับกุดาปะรันจา ซึ่งรับ ๆ สั่งเจ้านายแห่งตน คือปันหยี สะมิหรังให้เฝ้าอยู่นอกเมืองถืออาวุธครบมือนั้นทุก ๆ คนไม่ว่าใครจะเดิรผ่านมาถึงที่นั้นเป็นต้องถูกปล้นตีชิงสิ้น
เมื่อได้ยินว่าจะมีทูตกรุงกุรีปั่นไปส่งบรรณาการยังกรุงดาหา และทูตนั้นเป็นผู้เลื่องชื่อฦๅชาว่ากล้าหาญ มีรี้พลมนตรีทหารเอกมาด้วยเป็นอันมาก ทั้งมีเครื่องดุริยดนตรีฆ้องตับฆ้องหมุ่ยมาด้วย บัดดลนั้นกุดาประวีระ และกุดาปะรันจาก็เข้าขวางทางเดิรของยะรุเดะและการะตาหลานั้น
พอกระทบกันทั้งสองนั้นก็ถามว่า “นี่เป็นคนมาแต่ไหน และจะไปไหนกัน”
ยะรุเดะและการะตาหลาตอบว่า “พวกเรานี้เป็นชาวเมืองกุรีปั่นจะเข้าไปยังกรุงดาหา นำของบรรณาการไปถวายพร้อมราชสาสนนัดการเศกสมรสระเด่นอินู กะระตะปาตี”
กุดาประวีระว่า “ใคร ชื่อเรียงเสียงไรที่จะสมรสนั้น”
ยะรุเดะตอบว่า “เจ้านายของฉัน ทรงพระนามว่าระเด่นอินู กะระตะปาตีกับพระบุตรีดาหา ซึ่งทรงนามว่า ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา”
กุดาปะรันจาถามว่า “ของที่เอามานั้นอไร เสื้อผ้าหรือของกิน”
ปุนตาตอบว่า “นี้เป็นของมหัครภํณฑ์ซึ่งเราจะนำไปถวายแด่ธุลีพระราชาดาหา”
กุดาปะรันจาว่า “พระราชาดาหานั้นยากจนข้นแค้นขัดสนด้วยของมื้อซื้อกินในบ้านเมืองของเธอกระนั้นหรือ”
ปุนตาตอบว่า “ท้าวดาหานั้นหายากจนข้นแค้นต่ำช้าดังนั้นไม่ดอก เป็นมหาราชาทรงสมบูรณพูลสุขยิ่งกว่าราชาไหน ๆ ด้วยพระองค์สืบพระวงศ์ลงมาแต่เผ่าพงศ์สุขุมาลชาติ
กุดาปะรันจาว่า “ถ้าเจ้านายของมึงเปนกษัตริยมหาศาล และราชาที่จะส่งของไปถวายนั้นก็เปนมหากษัตริยด้วยก็ดีแล้ว มาเถอะ เอาของนั้น ๆ มาให้เสียแก่กู”
ปุนตาตอบว่า “ข้าไม่ยอมให้ของนั้นๆ แก่มึง ด้วยมหัครภัณฑ์นี้เป็นเครื่องหมั้นและสินสอดของพระราชาเรา”
จึงกุดาประวีระว่าแก่ยะรุเดะว่า “บัดนี้มึงต้องหยุดยั้งอยู่แต่เพียงนี้ ถ้าไม่ยอมยกของให้แก่เราจะไปต่อไปอิกไม่ได้ ถ้ามึงไม่ยอมให้จริงๆ ก็จะไม่ปล่อยตัวให้ไปจากที่นี้ ถ้าแม้นยอมให้ของแก่เราแล้วก็กลับไปได้โดยความสงบ และไปเข้าเฝ้าพระราชาของมึงได้ ถ้ามึงจะต่อสู้กับกู จงรู้ว่าคอจะต้องขาดจากตัวมึง แล้วจะต้องเสียชีวิตร”
ยะรุเดะและปุนตาได้ฟังคำคนทั้งสองนั้นก็โกรธอย่างสาหัศ แต่พอปุนตาขยับปากจะพูด กุดาประวีระก็ชิงพูด พลางเอามือข้ายจับแขนปุนตา มือขวากุมอาวุธซึ่งชักออกจากฝักแล้ว พูดว่า “ข้าจะไม่ยอมให้มึงไปจากนี้จนกว่าจะได้ยอมยกสิ่งของราชสาสนและฉัตรธงสำหรับแผ่นดินนั้นๆ ให้แก่เรา ถ้าให้แก่เราแล้วพร้อมทั้งเสื้อผ้าและสิ่งของอื่นของมึง นั่นแหละจึงจะปล่อยตัวให้มึงไปจากนี่ ถ้าไม่ยอมชีวิตรมึงและรี้พลของมึงทั้งหมดจะต้องวายปราณ”
ปาติ๊ห์ ตำมะหงง และประธานมนตรีได้ฟังคำกุดาประวีระดังนั้นก็ดาลเดือดโทษะทั่วกันสุดที่จะทนทานอีกได้ ไม่พูดอะไรอีกพลันชักดาพจากฝักออกฟันฟาดซ้ายขวาทางโน้นทางนี้
กุดาประวีระก็ปัดป้องด้วยถ้อยทีฟันโต้ตอบด้วยดาพ กุดาปะรันจาก็กระโดดโลดไปทางโน้นทางนี้ท่วงทีราวกับพยัคฆชาติจะโดดตะครุบ แล้วก็เข้าใกล้ถึงตัวรี้พลของทูตานุทูตกุรีปั่นนั้น พวกของทูตานุทูตก็ถูกฆ่าตายเสียเป็นอันมาก ที่เพียงแต่ถูกแทงปางตายก็มี ที่ถูกกริสของกุดาปะรันจาตรงอุระประเทศก็มี ที่ถูกแทงด้วยคมแหลมปลายกริสของกุดาประวีระก็มี ที่ถูกฟันด้วยดาพมือขาดแขนหักก็มี
กุดาประวีระเข้าตลุมบอนชุลมุนอยู่กับข้าศึกฝ่ายข้างซ้าย กุดาปะรันจาตลุมบอนฝ่ายข้างขวา เสียงอาวุธทั้งสองฝ่ายกระทบกันราวกับเสียงสายฟ้าฟาดยามพายุจัด ฝ่ายทูตานุทูตกุรีปั่นพลันก็ค่อยๆ ถอยหลังลงด้วยไม่สามารถจะต้านทานตลุมบอนของทหารเอกนั้นได้ ฝ่ายทหารเอกทั้งสองเห็นข้าศึกถอยยิ่งไกลออกไปก็ยิ่งไล่กระหน่ำไปอีก
เสียงอึกทึกกึกก้องไปด้วยสำเนียงมนุษย์โห่ร้องตะโกนประดุจเสียงฝูงวิหคในป่ายามร่อนหารัง
การสงครามสู้รบนั้นเป็นโกลาหลสุดประมาณ กุดาประวีระสู้รบกับดะหมังและตำมะหงง ซึ่งช่วยกันรุมทำ เช่นเดียวกันกุดาปะรันจาถูกเสนาตั้งสี่คนรุมกันสู้ คือประธานมนตรี และบูปาตีอีกสามคน ต่างก็ฟันแทงสู้รับปัดป้องกันเป็นอลหม่าน เสนาทั้งสี่รู้สึกว่าจะทนทานอยู่ไม่ได้ต่อไป ด้วยป้องปัดรับสู้ไม่ทันท่วงทีเสียแล้ว เพราะทหารเอกทั้งสองนั้นตลุมบอนอย่างมืดหน้าบ้าเลือด กำลังที่ประธานมนตรีกับปาติ๊ห์ และบูปาตีสู้รบฟันแทงป้องปัดอยู่กับกุดาปะรันจานั้น กุดาประวีระก็โดดเข้าผลักไสไล่ต้อนข้าศึก ถลำเข้าไปในกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่นั้น เหตุที่ไล่กระแทกเข้ามาด้วยแรงโกรธ จึงประธานมนตรีกระทบโดนเข้ากับปาติ๊ห์ ฝ่ายปาติ๊ห์โลดไปเหยียบเอาคนๆ หนึ่งจึ่งล้มอยู่ที่พื้นดินเกือบถึงตาย กลิ้งเกลือกอยู่กับพสุธาทั้งสามคนด้วยกัน กุดาประวีระและกุดาปะรันจาก็เลยจับตัวได้สั่งให้มัดไว้ บัดดลมีนักรบอีกหกคนรุกเข้ามาข้างหลังจะจับตัวกุดาประวีระกับกุดาปะรันจานั้น แล้วก็เข้าตลุมบอน ฝ่ายกุดาประวีระและกุดาปะรันจาก็โต้ตอบต่อสู้ด้วยความเก่งกาจกล้าหาญ ครั้นยะรุเดะกับการะตาหลา กับดะหมังและตำมะหงงอื่น ๆ เห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ร้อนใจ ด้วยมาเห็นว่าในจำนวนรี้พลเป็นเทือกแถวนั้น พ่ายแพ้และยอมตกเป็นเชลยเสียแล้วเป็นอันมาก ยังเหลือสู้รบอยู่อีกก็แต่น้อย ขณะนั้นสิ้นหวังรู้สึกว่าสิ้นอุบายที่จะต่อสู้ได้อีกต่อไป กาลนั้นยะรุเดะ และการะตาหลา จึ่งมาคิดว่า เมื่อเป็นดังนี้ ผลที่สุดจะเป็นประการใดเล่า ถ้าเราจะสู้รบเรื่อยไปเราก็คงไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะทหารเอกทั้งสองนั้นเก่งกาจกล้าหาญยิ่งนัก ถ้าเราถูกจับเป็นเชลยก็จะไม่มีใครสักคนเดียวที่จะกลับไปทูลข่าวแก่องค์ท้าวสังระตูกุรีปั่น และระเด่นอินู กะระตะปาตีให้ทรงทราบเหตุการณ์ที่ถูกปล้นนี้ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น จะให้ดีแล้ว ควรเราจะหนีไปเสีย เพื่อจะได้นำข่าวไปทูลแถลงแก่องค์สังระตู”
การะตาหลา ยะรุเดะ กับทั้งตำมะหงงอื่นๆ รู้สึกว่าไม่สามารถจะต่อสู้ต้านทานกุดาประวีระและกุดาปะรันจาได้ ดังนั้นจึงหนีเอาตัวรอดวิ่งกลับคืนไปยังกรุงกุรีปั่น ครั้นไปถึงพวกหนึ่งก็เข้าไปเฝ้าทูลข่าวแก่ท้าวสังนาตะ อีกพวกหนึ่งก็รีบเข้าไปเฝ้าทูลแถลงแจ้งเหตุแก่ระเด่นอินูด้วยอาการกระหืดกระหอบ ประดุจแพะถูกเสือร้ายไล่มา
ครั้นคนทั้งหกซึ่งกำลังประจันบานอยู่กับกุดาประวีระนั้น เห็นยะรุเดะกับการะตาหลาหนีเอาตัวรอดไปแล้ว เหลียวแลไปทางโน้นทางนี้ก็ไม่เห็นเพื่อนแต่สักคนเสียว จึงเกิดความกลัวอย่างสาหัศ ทันใดนั้นก็ทิ้งอาวุธออกวิ่งหนีบ้าง แต่ก็ถูกกุดาประวีระจับตัวมาได้สองคน รี้พลกุรีปั่นก็เป็นอันหมดสิ้นไม่มีเหลือแต่สักคนเดียว ส่วนที่ถูกจับนั้นก็มัดและนำตัวไปพร้อมทั้งทรัพย์สินและเครื่องเดิรทางที่กุดาประวีระและกุดาปะรันจาปล้นชิงได้นั้น ถวายแด่ปันหยี สะมิหรัง บรรดารี้พลที่ถูกจับและนำตัวมานั้นก็สวามิภักดิอยู่ใต้ปกครองของปันหยี สะมิหรังสิ้น ปันหยี สะมิหรังก็สุขจิตต์ชื่นชมโสมนัศเป็นที่ยิ่ง ด้วยประการฉนี้แล
บัดนี้จะกล่าวถึงระเด่นอินูนั้น ครั้นได้ฟังข่าวว่าทูตานุทูตถูกจับไปสิ้นแล้ว รวมทั้งทรัพย์สินก็ถูกคนกะละหนาผู้หนึ่งที่เก่งกาจกล้าหาญชิงเอาเสียสิ้น มีแต่ยะรุเดะกับการะตาหลาเท่านั้นหลุดพ้นมาแถลงข่าวได้ด้วยอาการกระหืดกระหอบ จึงพิโรธโกรธกริ้วอย่างแรงกล้าแทบจะทนความพิโรธอยู่ไม่ได้ ด้วยมาคิดว่ากะละหนานั้นชั่วร้ายอหังการยิ่งนักจึ่งบังอาจปล้นทรัพย์สินของชาวกุรีปั่น
จึงระเด่นอินูนั้นตระเตรียมการพร้อมสรรพแล้วก็น้อมเศียรด้วยความเคารพ บังคมลาพระชนกชนนีเพื่อจะไปรอนราญจับตัวกะละหนาหนุ่มผู้กล้าหาญเก่งกาจนั้น
องค์สังระตูก็ตรัสด้วยแย้มสรวลว่า “ดีแล้ว เธอจงไปด้วยความสดวกสวัสดีเถิด ขอองค์สังหยังเทพยดาเจ้าจงทรงคุ้มครองลูกพ่อให้มีชัยชำนะ พ่อหวังว่าลูกยาจะได้เลยไปตลอดถึงกรุงดาหาด้วย”
ฝ่ายโฉมยงองค์ประไหมสุหรีก็จุมพิตพระศีรประเทศของราชบุตรองค์เดียวนั้นซึ่งเปนดังดวงทิพากรส่องโลก พลางตรัสอวยพรเพื่อสวัสดี
ครั้นได้รับพระราชานุญาตดังนั้นแล้ว ระเด่นอินูก็เสด็จจรลีสู่ทิศที่ตั้งเมืองของกะละหนานั้น พร้อมพรั่งด้วยปาติ๊ห์ผู้น้า และเสนาข้าราชการตามเสด็จเท่าที่เหลือจากถูกปันหยี สะมิหรังจับเอาเป็นเชลย
ฝ่ายปันหยี สะมิหรัง ณ กาลนั้นกำลังทอดทัศนาตรวจรี้พลทูตานุทูตกุรีปั่น ตรัสถามพี่เลี้ยงของระเด่นอินูนั้นว่า “เฮ้ย ทูตกุรีปั่น ซึ่งนำเอาทรัพย์สินฉัตรธงทิวสำหรับแผ่นดินประดับประดาด้วยเลื่อมพลอยมานี้ มึงจะไปไหนกัน”
ทูตทูลว่า “อ้า เจ้ากู ผู้ผ่านพิภพ ทรัพย์สินมหัครภัณฑ์ทั้งมวญนี้ข้าพระองค์จะนำไปยังกรุงดาหา ด้วยว่าระเด่นอินู เจ้านายของข้าพระองค์จะทำการตุนาหงันหมั้นพระบุตรีกรุงดาหา ซึ่งทรงพระนามว่า ก้าหลุ จันตะหรา กิระหนา และนี้คือสินสอดทองหมั้นที่จะถวายแด่ระตูผู้ผ่านดาหา”
แล้วก็เล่าแถลงแจ้งเหตุที่เดิรทางมาแต่ต้นจนอวสาน ปันหยี สะมิหรังก็ยิ้มอยู่ในที หวานดังทะเลน้ำผึ้ง ตรัสว่า “เฮ้ย ทูต มึงจงไปทูลระเด่นอินูเจ้านายของมึงว่า ถ้าอยากจะได้ของนี้คืน จงเสด็จมาเอาเอง ถึงนี่แล้วกูจะคืนให้เป็นแน่แท้”
ทูลทั้งหลายนั้นก็ยินดีปรีเปรมในอันเห็นท่วงทีกิริยาของปันหยี สะมิหรังนั้นงดงามยิ่งไปเสียกว่าเจ้านายของตนเอง วาจาภาษา
ทูตทั้งหลายนั้นก็ยินดียิ่งนัก จึงก้มเกล้าบังคมบาทปันหยี สะมิหรัง แล้วก็เดิรทางกลับสู่นครกุรีปั่น และรีบจะเข้าสู่วังเจ้านายแห่งตน เห็นเจ้านายของตนนั้นเพิ่งเสด็จเคลื่อนออกยังมิทันไปได้ไกลจากวัง จึงเขาเหล่านั้นบังคมบาทพลางทูลแถลงข่าวสารสิ้นทั้งมวญ และทูลข้อที่กะละหนาเชิญเสด็จไปด้วยพระองค์เองนั้น ระเด่นอินูได้ทรงฟังคำทูตซึ่งเพิ่งกลับมานั้นแล้วก็แย้มสรวล และทันใดนั้นจึงตรัสให้ยะรุเดะจูงม้าที่นั่งมา อันมีนามว่า “รังคะ รังคิต”
ด้วยกำลังม้าเร็วไม่ช้าก็ไปถึงเมืองใหม่นั้นพร้อมด้วยรี้พล มนตรี ระเด่นอินูมีรูปเหี่ยวแห้งดังบุหงาต้องแสงแดด แต่ฉวีวรรณที่วงพักตรยังงาม กุมฝักกริสแล้วตรัสว่า “แนะ น้าปาติ๊ห์และตำมะหงงมา เราอย่าปล่อยตนให้เหน็ดเหนี่อยเมื่อยล้าเลย จงสร้างปะสังคราหันขึ้นสักหลังหนึ่ง แล้วรอคอยให้ปันหยีสะมิหรังยกพลออกมาตีเราก่อนก็แล้วกัน”
จึงพนักงานจัดตั้งปะสังคราหันขึ้นหลังหนึ่งด้วยประโจมผ้า ครั้นสำเร็จแล้วระเด่นอินูก็เข้าประทับอยู่คอยท่าสัตรู ณ ที่นั้น แต่ว่าปันหยี สะมิหรังก็ไม่อยากจะสู้รบทำสงครามด้วย ระเด่นอินูทนความกระหายที่อยากจะประสพกระทบกับข้าศึกสัตรูไม่ได้ จึงขึ้นทรงม้าเข้าไปในเมืองใหม่ หัตถ์กุมกริสไว้ไม่ปล่อย ในขณะนั้นเองปันหยีสะมิหรังก็ใคร่จะออกไปยังสนามรบนอกเมือง ไปได้มิทันไกลก็แลเห็นในระยะห่างไกลซึ่งชายคนหนึ่งรูปสวยหน้างาม จึงจินตนาในหทัยว่า “นี้หรือกะกันดา ระเด่นอินู รูปทรงช่างสวยงามและโฉมพักตร์ช่างฉลาดเฉลียวเส็ยนี้กระไร”
ฝ่ายระเด่นอินู ครั้นเห็นปันหยี สะมิหรังทรงม้ามาดังนั้นหทัยก็อ่อน กริสที่กุมไว้ก็ตกลง เพราะเห็นรูปโฉมปันหยีสะมิหรัง งามเปล่งปลั่งผ่องใส กระทั้งสีพระพักตรของระเด่นอนูเวลานั้นเป็นเสมีอนดอกไม้ยามตากต้องแสงตะวัน
ฝ่ายปันหยีสะมิหรังก็เช่นเดียวกัน ลูกศรที่กุมอยู่รู้สึกประหนึ่งว่าจะตกลงยังภูมิพสุธา เพราะหทัยเสียวซ่านในอันทัศนาเห็นระเด่นอินูนั้น พลันนำผ้าซับพักตรขึ้นปิดพักตรยิ้มลไมอยู่ในที ตรัสว่า “นี้กระมังกะกันดา อินู ท่วงทีกิริยาสมกันกับรูปโฉมที่หวานงาม ควรแล้วจะเป็นทหารเอกของกรุงกุรีปั่น”
ครั้นระเด่นอินูเห็นปันหยีสะมิหรัง ปกคลุมพักตรด้วยทรงสพักตรขาวและแย้มสรวลจนเห็นไรทนต์วาววามดังนั้น ก็ตกตลึงจังงังแล้วก็เกิดความพิศวาสดิ์สิเนหาขึ้นในหทัย พลันทวีถวิลย์จินดาขึ้นอิก คิดอยู่ในหฤทัยว่า “เปนลูกกษัตริย์ไหนหนอ กะละหนานี้ผู้มีโฉมหน้างามนัก ทั้งท่วงทีเฉลียวฉลาดและสุจริต ชรอยจะเป็นเทวาลงมาจากอินทรโลก สมควรยิ่งนักที่จะมาเป็นพี่น้องกับเรา ด้วยมิใช่คนสืบสันดานมาแต่สามัญชน รูปร่างน่าจะสืบพงศ์มาแต่กษัตริย์มหาศาลผู้สูงศักดิ์ ถึงแม้ว่าจะเป็นข้าศึกศัตรูก็จะทำอย่างไรได้ ควรจะมาเป็นสหายกับเราจึงจะชอบ เพราะไว้ท่วงทีกิริยาดีงามและสุจริตนักหนา และวางท่าประหนึ่งดังเป็นมิตรรู้จักสนิธกันมานานแล้ว”
อีกครู่หนึ่งก็เข้าถึงเผชิญหน้ากัน ขณะนั้นอังศาพยพทั้งปวงก็น่วมไปทั่ววรกาย ใจสบายเยือกเย็น ทั้งความคิดความเห็นก็พิศวงงงงวย แต่ยิ่งพิศกันนานเข้าก็ยิ่งตระหนักในความรู้สึกสิเนหาอาลัยซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย ในเวลาที่ต่างทรงม้าเผชิญหน้ากันอยู่นั้น ไม่มีใครพูดจาว่ากระไรเลย มีแต่ตกตลึงพิศวงงงงวยจังงังไปตามกัน ฝ่ายปันหยีสะมิหรังณกาลนั้นนึกลอายที่จะต้องสู้รบกับคู่ตุนาหงัน จึงกระระตะม้าทรง แต่ม้านั้นก็หาไปไม่ ฝ่ายม้ารังคะรังคิดเล่าก็ไม่ยอมเคลื่อนไหว ยืนตัวสั่น ประดุจบุถุชนใคร่จะซักถามว่านี่เรื่องอะไรกัน
ระเด่นอินูก็เห็นเป็นอัศจรรย์มิใช่น้อย ด้วยม้านั้นมีอากัปกิริยาผิดปกติจึงตรัสแก่ม้าว่า “เฮ้ย รังคะรังคิต ตั้งแต่โน่นมาแล้วข้าอยากจะไปข้างหน้า เหตุใดเล่าพอมาถึงที่ตรงนี้เจ้าจึงมาหยุดอยู่ เรานี้มาจากกุรีปั่นจนถึงนี่ก็เพื่อทดลองความสามารถ”
ปันหยีสะมิหรังได้ฟังคำระเด่นอินูทั้งมวญนั้น จึงก้มและเช็ดพักตรพลางตรัสว่า
ดูกรท่านผู้ยิ่งด้วยพงศพันธุ์
ขอท่านอย่าตรัสดังนั้น
จงทรงสงสารหม่อมฉัน
ผู้หินชาติหวาดประหวั่น
ข้าถูกทิ้งพรากจากบุรี
ทุกขยากลำบากเต็มที
ทุกวาระตราบถึงวันนี้
เคราะห์เข้าครอบงำโชคไม่มี
เช้าค่ำร่ำโศกสงสาร
เลี้ยงชีพในพงไพรกันดาร
ทุกขจิตตแสนสุดประมาณ
อยู่ธานีไร้ประโยชน์ไร้งาน
ข้าจึงออกมะงุมบาหรา
เยี่ยงคนจรจัดอนาถา
ไข้ใจทนทุกข์เวทนา
ไมมีใครปลอบโยนนำพา
ระเด่นอินูได้ฟังคำปันหยีสะมิหรังดังนั้นแล้ว ข้อลำอัษฐิก็อ่อนล้าไปหมด จึงสรวมดาพเข้าฝัก ผลักกริสไปไว้ข้างขนอง พลางตรัสว่า “ข้านี้คือระเด่นอินู กะระตะปาตี โอรสเจ้ากรุงกุรีปั่น กะกันดานี้มิได้จำนงจะมาสู้รบกับเธอ เป็นแต่มุ่งจะไปยังกรุงดาหาตามพระบัญชาขององค์สังระตู”
ปันหยีสะมิหรังยิ้มแล้วตอบว่า “กะกันดาระเด่นอินูเราทั้งสองนี้จะไม่เผชิญหน้ากันเพื่อสงครามอีกต่อไป มาเถอะ ถ้ากะกันดาเต็มพระหทัยจงพากันเข้าไปในบุรีอันเป็นที่อยู่ของหม่อมฉัน”
ระเด่นอินูตอบเป็นเชิงสัพยอกว่า “ทำไมเล่ากะกันดานี้จะไม่เต็มใจ แต่ม้าของพี่ยังไม่ยอมสู้รบแล้ว พี่นี้ไม่เต็มใจอย่างไรได้ สิ่งใดเป็นที่พอใจแก่อะดินดา ย่อมเปนที่พอใจแก่กะกันดาตั้งพันเท่าเทียว”
แล้วสององค์นั้นจึงสัมผัสหัตถ์กันและพากันเข้าไปยังวัง ในรวางที่ม้าเดิรไปนั้น ต่างก็ทรงจินตนามิหยุดหย่อนถึงพฤติการณที่เป็นมานั้น และตลอดทางผู้คนเป็นอันมากทัศนาก็เห็นเป็นประหนึ่งดวงดารา
รี้พลทั้งสองฝ่ายก็เข้าเมืองโดยความสงบ ด้วยเจ้านายได้ปรองดองเปนไมตรีกันแล้ว ก็ดีตามกันไป เปนหางก็ย่อมตามหลังหัวเป็นธรรมดา ครั้นระเด่นอินูไปถึง ปันหยีสะมิหรังก็ลงจากหลังม้าแล้วประนมบังคมทูลเชิญเสด็จระเด่นอินูประทับเหนือสิงหาศน์ ทั้งสององค์นี้สมควรยิ่งแล้วที่จะเปนมิตรภาพภราดรต่อกัน ด้วยว่าดีงามเสมอเหมือนกัน ฝ่ายอินูก็เกิดความปฏิพัทธรักใคร่ในปันหยีสะมิหรังด้วยรูปโฉมเป็นที่ต้องหฤทัย แต่ก็หาทราบไม่ว่าปันหยีสะมิหรังนั้นเป็นผู้หญิง สำคัญว่าเป็นชายด้วยกัน ประทับอยู่ดังนั้นมิช้าระเด่นอินูก็ตรัสว่า “แนะ อะดินดา มาเถอะ เรามากินเข้าด้วยกัน”
ปันหยีสะมิหรังตอบว่า “โอ กะกันดา เสวยแต่ลำพังองค์เดียวก่อนเถิด แล้วหม่อมฉันจึงจะรับประทาน”
อินูก็ว่า “ทำไมเล่า อะดินดา มิได้พาพี่มานี่ด้วยความพอใจดอกหรือ เธอไม่เต็มใจให้พี่มานี่หรือ”
ปันหยีสะมิหรัง ยิ้มแล้วทูลว่า “ที่น้องจะไม่เต็มใจนั้นหามิได้ แต่กลัวต่ำสูงเปนตุหลา ตุอะห์
ระเด่นอินูจึงเสวยองค์เดียว เสร็จแล้วปันหยีสะมิหรังจึงเสวยพร้อมด้วยกุดาประวีระ และกุดาปะรันจา ชื่นชมปรีดาทั่วหน้ากัน ครั้นเสวยแล้วเครื่องที่เหลือนั้นก็ยกไปตั้งให้แก่ยะรุเดะกับการะตาหลา แล้วเลื่อนต่อลงไปจนถึงไพร่พล ครั้นแล้วพนักงานก็แจกจ่ายของหอมและมีคนนั่งดูปันหยีสะมิหรังกับระเด่นอินูนั้นอยู่แน่นหนาล้นหลาม ครั้นวันล่วงไปไกลถึงรัตติกาล ระเด่นอินูก็ชวนบรรธม ตรัสว่า “เออ อะดินดา พี่นี้ง่วง หนังตาเบื้องบนเกือบจะผนึกติดกับหนังตาเบื้องล่างอยู่แล้ว”
ปันหยีสะมิหรังยิ้มพลางตรัสตอบว่า “หม่อมฉันไม่เข้าใจความที่ตรัสนั้น ถ้าพระพี่ยาหาวบรรธม ก็เชิญบรรธมก่อนเถิด ด้วยตาหม่อมฉันยังไม่ง่วง ที่ถูกหม่อมฉันควรจะนอนกับกุดาประวีาะ และกุดาปะรันจา”
อินูก็พิศวงสงสัยยิ่งนัก จึงจินตนาในหฤทัยว่า “อะอินดานี้ชรอยจะเป็นหญิงเสียกระมัง จึงไม่อยากจะนอนด้วยกับเรา”
ปันหยีสะมิหรังตอบว่า “ใช่ว่าอะดินดาจะไม่อยากนอนร่วมกับกะกันดาเมื่อไรมี แต่ไม่วางใจ ด้วยน้องนี้มีไข้อย่างหนึ่ง กลัวว่าจะติดต่อไปถึงกะกันดา”
ระเด่นอินูก็บรรธมแต่ลำพังองค์เดียว ปันหยีสะมิหรังทูลลากลับตำหนักเพื่อไปพบกับมหาเดหวี เห็นองค์มหาเดหวีกำลังเล่นอยู่กับนางบุษบาชูวิต และบุษบาส้าหรี ปันหยีสะมิหรังจึงว่า “อไร ยังเล่นกันอยู่จนดึกดื่น”
มหาเดหวีก็แย้มสรวลพยักพักตร ณกาลนั้นก็เป็นเวลาล่วงคืน ใครๆ ก็เข้านอนแล้วตามที่แห่งตนๆ ปันหยีสะมิหรังก็เข้าสู่ที่บรรธมแล้วก็ร่อนไกวตุ๊กตาทองคำ ขับร้องกล่อมด้วยถ้อยคำบางประการ จนเพลาใกล้จะรุ่งปัจจุสมัยจึงไสยาพร้อมด้วยตุ๊กตานั้น ก็และบรรธมนั้นเพียงสักพริบตาเดียวก็ตื่นขึ้นแต่งองค์ทรงเครื่อง ฝ่ายพี่เลี้ยงผู้มีนามว่าเกนบาหยัน และเกนส้าหงิด ก็ล้างหน้าแต่งกายเยี่ยงเพศชายพร้อมสรรพ
ครั้นแล้วก็จรลีไปยังที่ระเด่นอินูกะระตะปาตี และระเด่นอินูนั้นตื่นบรรธมอยู่ก่อนแล้ว ประทับให้เสนาข้าราชการเฝ้า คือยะรุเดะ และปูนตาเปนต้น ระเด่นอินูเห็นปันหยีสะมิหรังมากับทหารเอกทั้งสองผู้มีรูปร่างลออองค์ดังบุหงาส่องสว่างด้วยแสงตวันนั้น ก็แย้มสรวล พลางจินตนานิ่งนึกถึงการณ์ที่เป็นมาด้วยความพิศวงจังงัง แล้วจึงตรัสแก่ปันหยีสะมิหรังว่า “เออ อะดินดา พี่นี้ขุ่นเคืองน้องด้วยช่างมีแก่ใจทิ้งให้กะกันดานี้นอนอยู่แต่เดียวดาย”
ปันหยีสะมิหรังยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบประการใด ระเด่นอินูจึงตรัสต่อไปว่า “กะกันดานอนคนเดียวคืนหนึ่งนี้ รู้สึกดังว่าต้องพรากจากน้องไปตั้งเดือน พี่ฝันไปว่านอนร่วมกับเธอในที่นอนอันเดียวกัน”
ปันหยีสะมิหรังก็ยิ้ม ฝ่ายระเด่นอินูนั้นยิ่งนานวันก็ยิ่งเพิ่มพูลประฏิพัทธพิศวาสดิ์ ปันหยีสะมิหรังก็นั่งเฝ้าระเด่นอินู พนักงานก็เชิญเครื่องเสวยมา ระเด่นอินูจึงตรัสว่า “มาเถอะน้องมาเสวยกับกะกันดา”
ปันหยีสะมิหรังตอบว่า. “เชิญพระพี่ยาเสวยก่อนเถิด หม่อมฉันจะรับประทานทีหลัง เพราะกลัวต่ำสูงตุหลาตุอะห์เสนียดจัญไร”
ระเด่นอินูก็เสวย พลางใคร่ครวญในหฤทัยว่า “ปันหยีสะมิหรังนี่ชรอยเป็นหญิงเสียแน่แล้ว ถ้าเช่นนั้นเราจะเอาเป็นเมียแล้วจะไม่มีเมียอื่นอีกเลย นอกจากปันหยีสะมิหรังนี้”
ครั้นเพลาใกล้รัตติกาล ระเด่นอินูก็ตรัสว่า “มาเถอะ อะดินดาเรามานอนด้วยกัน ถ้าเธอไม่ปลงใจด้วยจะต้องเห็นเปนแน่เทียวว่าเธอไม่พอใจให้พี่ค้างแรมอยู่ที่นี่”
ปันหยีสะมิหรังตอบว่า “ที่หม่อมฉันจะไม่เต็มใจนั้นเปนไปไม่ได้ กะกันดาอย่าตรัสดังนั้นอีก หม่อนฉันหวังว่า ถ้ากะกันดาเสด็จไปดาหาเป็นคู่สมรสอภิเศกแล้ว เมื่อจะเสด็จกลับคืนกรุงกุรีปั่น คงจะพอพระหทัยแวะที่นี่อีก ถึงเวลานั้นและ น้องจึงจะร่วมบรรณฐรณ์ด้วยกับกะกันดา”
ระเด่นอินูแยมสรวลตรัสว่า “แน่เทียวอะดินดา ถ้ากะกันดาอยู่ดาหาไม่สบายเป็นไข้ใจด้วยพิศวาสดิ์สิเนหานี้แล้ว อยู่ที่นั่นไม่ได้ ก็จะรีบกลับมานี่”
แท้จริงเวลานั้นราตรีก็ล่วงเข้ายามดึกแล้ว บุหลันทรงกลดส่องสว่างดังกลางวัน พวกเสนารี้พลกุรีปั่นทั้งหลายก็ยังใคร่จะเล่นหวัวอึกทึกอยู่ในแสงเดือน จึงเข้ากลุ่มชุมนุมคุยกันเล่นกันระคนไปกับไพร่บ้านพลเมืองของปันหยีสะมิหรังนั้น
ณ กาลนั้นการะตาหลา ปูนตา และยะรุเดะ กับทั้งเสนาข้าราชการทั้งปวงก็ขับลำทำเพลงตบมือและรำเต้นอยู่ไม่หยุดหย่อน และพากันสรวลเสเฮฮาเมื่อเหนปูนตากับการะตาหลารำเต้นและร้องว่า
รู้สึกแล้วหากเพิ่งจินดา
สุดคิดสุดคาดสุดคณนา
เสียงจังหรีดสำคัญว่าแมลงดานา
อยู่ที่ใจมิใช่ที่ปากเพ้อหา
บรรดาพี่เลี้ยงสาวสรรกำนัลในซึ่งเข้าสู่ที่ไสยาแล้ว ครั้นได้ยินเสียงผู้คนสรวลเสเฮฮาอึกทึกก็ตื่นขึ้น และไปดูช่างฟ้อนรำจากกุรีปั่นนั้น ปันหยีสะมิหรังกับกุดาประวีระและกุดาปะรันจา ได้ยินคนชาวกุรีปั่นขับลำเป็นปฤษณาดังนั้น ถึงแม้ว่าจะยิ้มจะสรวล ก็แต่ภายในนั้นใจประหวั่นเต้นรัว ก็และความสนุกสนานของคนทั้งหลายในคืนนั้นเปนที่เอิกเริกครึกครื้นมาก ปันหยีสะมิหรังจึงทูลลาเพื่อจะไปบรรธม
ระเด่นอินูตอบว่า “เธอจงไปบรรธมก่อนเถิด”
การเล่นทั้งหลายนั้นก็ให้ระงบเลิก ด้วยเป็นเวลาใกล้จะรุ่งเช้าอยู่แล้ว และพากันไปนอนสิ้น ครั้นถึงเพลารุ่งสว่างดวงตวันขึ้นสูงแล้ว จึงปันหยีสะมิหรังตื่นบรรธมก่อนใครหมด สรงพักตรทรงเครื่องและใช้ของหอมแล้วก็ลีลาไปยังตำหนักระเด่นอินู ครั้นไปถึงก็เห็นระเด่นอินูยังกำลังบรรธมหลับสนิธ ปันหยีสะมิหรังค่อยประทับลง ณ ขอบแท่นบรรธมมิให้รู้สึกองค์ พิศพักตรระเด่นอินู ซึ่งกำลังหลับสนิธดูเหมือนเหนื่อยล้า ระบายลมอัสสาสะปัสสาสะสั้นยาวอยู่นั้น พลันจินตนาในหทัยว่า
ยามตื่นใจไม่สบายครัน
ยามหลับกลับรู้เท่าทัน
ดวงจิตต์พิศวาสดิ์เจือประหวั่น
เช่นนี้ระเด่นผู้เลอพงศพันธ์
ครั้นแล้วปันหยีสะมิหรัง ก็กล่าวคำด้วยสำเนียงแต่เบาๆ ว่า
ตื่นเถิดพระองค์ ตื่นเถิดราชา
ส่องแสงสูงแล้วดวงรวี
หลับดังจงใจเจตนา
จะสิ้นสำนึกสมฤดี
ตื่นเถิดพระองค์ หนุ่มน้อยเอวบาง
สูงแล้วเด่นสุรียส่องแสงสว่าง
สมรสผิดคู่จักไร้สวัสดี
จะซูบจะซีดรูปโฉมวรรณฉวี
บัดดลนั้นระเด่นอินูก็สดุ้งตื่นฟื้นจากนิทรารมณ์ เห็นปันหยีสะมิหรังนั่งอยู่ณขอบที่บรรธม และเห็นริมโอษฐอันแดงนั้นแล้วจึงตรัสว่า “เออนี่แน่ะ เธอ ถึงวันมะรืนนี้ กะกันดานี้จะอภิเศกเป็นคู่สมรส พี่นอนจนตวันสูงยังไม่ตื่นก็เพราะเกรงว่าหน้าของกะกันดาจะเหี่ยวซีด” ครั้นแล้วก็ลุกขึ้นประทับพลางสัมผัสลูบไล้หัตถ์ของปันหยีสะมิหรัง รู้สึกว่าหัตถ์ปันหยีสะมิหรังนั้นอ่อนนุ่มนวลดังมือสตรี ฝ่ายปันหยีสะมิหรังรู้สึกสัมผัสลูบคลำที่หัตถดังนั้น ก็ให้เสียวสั่นหฤทัยระรัวไปถึงข้อลำอัษฐิ พลางตรึกตริว่า “ณกาลวันนี้และ ระหัสความลับของเราจะเปิดเผยเสียแน่แล้ว ในข้อที่เราเป็นหญิง”
หฤทัยไหวหวั่นเต้นระริก แต่ก็ยังหวังอยู่ว่า จะไม่ถึงแก่ต้องเปิดเผยให้ล่วงรู้ความลับ ล่วงไปอีกครู่หนึ่งระเด่นอินูก็ปล่อยจากหัตถ ขณะนั้นรู้สึกโล่งโปร่งหทัยราวกับได้เพชร์พลอยกองเท่าภูเขา ครั้นแล้วระเด่นอินูและปันหยีสะมิหรังก็เคลื่อนลงจากที่ไสยาศน์
ระเด่นอินูจึงสรงพักตร ครั้นแล้วเหลือบเห็นยะรุเดะ ปูนตาและการะตาหลา จึงตรัสว่า “จงไปชุมนุมจัดเตรียมรี้พลมนตรี ด้วยณกาลวันนี้นี่และ เราจะเข้าไปยังนครดาหา”
ครั้นแล้วจึงตรัสแก่ปันหยีสะมิหรังว่า “แนะ อะดินดา มา ไปด้วยกันกับกะกันดาเถิด เพื่อจะได้เข้าเฝ้ามะมันดา
ปันหยีสะมิหรังตอบว่า “เชิญกะกันดาเสด็จเข้ากรุงดาหาก่อนเถิด ด้วยโรคของหม่อมฉันนั้นยังไม่หาย”
ระเด่นอินูได้ฟังคำปันหยีสะมิหรังดังนั้นก็เสียดายอาลัย รู้สึกหนักไปทั่วสรรพางค์กาย แทบจะไม่สามารถคลาดคลา ปันหยีสะมิหรังจึงว่า “กะกันดาอินูเสด็จไปก่อนก็ดีแล้ว จะได้เข้าเฝ้าท้าวดาหา และทำพิธีอภิเศกสมรสได้โดยเร็ว แล้วภายหลังน้องจะตามเข้าไปดูกะกันดา ซึ่งจะตามเสด็จไปด้วยกันแต่ในวันนี้นั้นหาได้ไม่”
ก็และปันหยีสะมิหรังนั้น แท้จริงเมื่อระเด่นอินูจะจากไป หทัยก็ไม่เสบย แต่ก็หาไปด้วยไม่ กาลนั้นปันหยีสะมิหรังได้เวรคืนบรรดาทรัพย์สินมหัครภัณฑ์อันได้ปล้นชิงไว้นั้นให้แก่ระเด่นอินูแล้ว และเมื่อจะจากไปยังถวายผ้ารัดองค์ที่ใช้แล้วอีกผืนหนึ่งไปเป็นที่ระลึก แล้วก็อวยสวัสดีสัมผัสหัตถ์และระเด่นอินูก็ยาตราไป มีผู้โดยเสด็จคือยะรุเดะกับการะตาหลา กับเสนามนตรีทหารเอกจำนวนหนึ่งพร้อมด้วยพาหนะทรง คือม้าและช้าง ระเด่นอินูนั้นพิศโฉมราวกับดารายามใกล้อรุณ พักตรซีดเผือดเพราะมิได้บรรธมราตรีหนึ่ง เพลียไปทั้งวรกาย ทรงอาชานัยม้าต้นกุมกริส รูปทรงงามระหงเป็นที่เริงใจแก่คนทั้งหลายที่ได้เห็น ท่าทางดังบะตาระเทพจุติลงมายังโลกพิภพ ในรวางเดิรทางไปกรุงดาหานั้น ตลอดทางมิได้หยุดหย่อนในอันคำนึงถึงปันหยีสะมิหรัง พลางตรัสในหทัยว่า “เหตุใดเล่าบรรดาสิ่งของมหัครภัณฑ์ที่ได้ปล้นชิงไว้นั้นจึงมาคืนให้แก่เรา ถ้าเขาไม่ให้ไม่คืนแก่เรา ๆ ก็จะไม่ได้สมรสกับพระบุตรีดาหาเป็นแน่แท้”
นี้เป็นข้อข้องอยู่
เดิรทางมิช้านานก็ไปถึงซึ่งประตูเมืองดาหานั้น ระเด่นอินูจึงสั่งให้ยะรุเดะกับการะตาหลาเข้าไปเฝ้าฝ่าธุลีองค์ท้าวดาหา เพื่อถวายของที่ระลึกและของฝากของท้าวกุรีปั่นนั้น การะตาหลากับยะรุเดะก็เข้าไปแล้ว เข้าเฝ้าอัญชลีบังคมลอองบาทพระราชาด้วยความเคารพยิ่ง ระตูดาหาก็ทรงรับรองเขาทั้งสองนั้นด้วยยินดีปรีดา ตรัสสั่งให้หาระเด่นอินูไปเข้าเฝ้าด้วย ระเด่นอินูก็มาเข้าเฝ้าถวายบังคมโดยเคารพ ท่านลิกูก็มารับรองด้วยเหมือนกัน ชื่นชมเกษมสันตเพราะเห็นผู้อันจะเป็นเขยนั้นงามดีนักประดุจดวงบุหลันวันบุรณมี
สังระตูได้ทรงฟังคำลิกูดังนั้น ก็ทรงสุขจิตต์โสมนัศยิ่งนัก แต่ระเด่นอินูนั้นดูมีความขวยเขินลอาย
ครั้นแล้วจึงสังนาตะมีสุรศัพท
แล้วก็มีการประชุมดังว่านั้น และให้รับไว้ซึ่งของฝากของบรรณาการมหัครภัณฑ์ของหมั้นสินสอด
ส่วนปันหยีสะมิหรังนั้นก็กลับคืนสู่วัง เดิรทางไปไม่ช้าก็ถึงและเข้าในตำหนัก ครั้นมหาเดหวีเห็นดังนั้นจึงมีกระทู้ถามว่า “นี่เธอไปไหนมา ค่ำคืนดึกดื่นถึงเพียงนี้ยังขี่ม้าอีก”
ปันหยีสะมิหรังทูลว่า “หม่อมฉันไปเมืองดาหามา ดูคนแต่งงาน เอิกเริกสนุกสนานเหลือเกิน ท่านลิกูกับก้าหลุ อาหยัง กำลังหัวเราะต่อกระซิกเบิกบานสบายใจ”
มหาเดหวีได้ฟังคำพระบุตรีดังนั้น ก็ตบทรวงผาง ๆ พลางตรัสว่า “เธอนี้ช่างกล้าจริง เข้าไปในเมืองดาหาแต่ลำพังคนเดียวได้”
ปันหยีสะมิหรังยิ้มลไม ไม่ว่ากระไรอีก ก็และเพลานั้นก็ดึกมากนักแล้วจึงเข้าที่บรรธม แล้วก็เล่นด้วยตุ๊กตาทองคำ นำวางบนกรแกว่งไกวต่างเปล แล้วก็อุ้มร่อนและวางตักไปจนตวันใกล้จะปัจจุสมัยรุ่งสว่าง ครั้นถึงเวลาเช้าก็บรรธมตื่น ด้วยอาการเศร้าหมองทุกขระทมตรมตรอม
จะย้อนกล่าวถึงเหตุเอิกเริกในกรุงดาหานั้น บางคนก็สงกาว่ามีคนบ้าเลือด แต่ก็หาทราบไม่ว่าใคร เห็นแต่จานถ้วยกระทะแตกสลายไปสิ้น บางคนก็สงกาว่าจะเป็นโจรหรือผู้ร้าย แต่เที่ยวค้นหาติดตามก็ไม่พบตัวโจรหรือผู้ร้ายนั้น และดูไปก็ไม่เห็นมีของอไรหายแต่สักสิ่งเดียว เป็นแต่สิ่งของเครื่องใช้แตกสลายพินาศไปเป็นอันมาก คนที่คิดสงกาเป็นอย่างอื่นก็มีเหมือนกัน คือว่าเหตุการณ์อันนั้นอาจเป็นการกระทำของบุคคลผู้ที่มีข้อเจ็บจิตตแค้นใจชรอยว่าก้าหลุอาหยังจะแต่งกับผู้ซึ่งเป็นที่รักของเขา ด้วยต้องเปนการกระทำของคนใกล้ชิด แต่ก็มิรู้ว่าจะเป็นใคร ไม่รู้ว่าคนร้ายนั้นไปทางไหน หาแต่เช้าจนค่ำก็ไม่ได้ตัว
ส่วนพระบุตรก้าหลุอาหยังนั้น พนักงานก็จัดทรงเครื่องประดับประดา คือฉลององค์แพรสรวมสอดเศียร สังวาลย์คล้องคอและวไลทองกร เพิ่มความสวยงามแห่งรูปโฉมขึ้นอีกเป็นอันมาก ฝ่ายอินูนั้น ตำมะหงงก็ใคร่จะแต่งองค์ทรงเครื่องถวาย แต่ตรัสว่า “ช้าก่อนน้า ข้านี้ไม่อยากจะตกแต่งประดับประดาอันใด ถ้าจะเป็นที่ขุ่นเคืองแก่พระราชาและเสนาข้าราชการทั้งหลายก็ขออภัยโทษได้โปรดแก่ตัวข้า”
ครั้นแล้ว ระเด่นอินูก็ขึ้นม้าเผือกแห่ไปรอบพระนคร มีเครื่องดุริยดนตรีมหรศพในกระบวน คือโขน ละคอน พิณพาทย์ต่าง ๆ ส่งเสียงสนั่นอึงมี่มโหฬาร เหตุฉนั้นขบวนแห่นั้นจึงเอิกเริกครึกครื้น เด็กผู้ใหญ่ชายหญิงเฒ่าหนุ่มก็ออกจากบ้านเรือนหมู่บ้านร้านแขวง เพื่อที่จะดูเจ้าบ่าวคู่สมรสนั้น จนแออัดยัดเยียดเบียดเสียดแน่นหนาไปทั่วทุกซอกตรอกทางและถนนหลวง ซึ่งขบวนนั้นผ่านไป ครั้นแห่ไปทางโน้นทางนี้เสร็จแล้วก็เชิญเจ้าบ่าวคู่สมรสนั้นขึ้นประทับเหนืออุสงหงัน
อันระเด่นอินูนั้นแท้จริงก็กำลังอยู่ในพิธีสมรส แต่จิตต์ใจไม่ปล่อยวางจากความคิดถึงคนึงหาปันหยีสะมิหรังเสียเลย เฝ้าแต่ทอดถอนหฤทัยสั้นยาว ถึงแม้ว่าในวงพักตรจะแลเห็นเสมือนว่าชื่นชมปรีดีและวรรณฉวีเปล่งปลั่งผ่องใสก็ตาม แต่ในหฤทัยนั้นยุ่งเหยิงเลื่อนลอย แม้จะประทับนั่งอยู่ดังนั้นก็รู้สึกราวกับว่าลอยคว้างอยู่ในเมฆ
-
๑. ต้นฉะบับว่า “บาหาลิยัน ปรตามะ” ↩
-
๒. ต้นฉบับว่า “กายังงัน” แปลว่าสวรรค์ ในพระราชนิพนธ์อิเหนาใช้คำกะยาหงัน ↩
-
๓. คำมะลายู “ลาคอน” หรือ “ละลาคอน” แปลว่าเรื่องที่เล่นละคอน ไม่ใช่ตัวละคอน ↩
-
๔. ในพระราชนิพนธ์อิเหนา ระตูเป็นเจ้าครองเมืองชั้นต่ำๆ เท่านั้น แต่ในฉบับนี้ เรียกสี่กษัตริย์วงศ์อสัญแดหวาว่าระตู ↩
-
๕. พ.ร.น. อิเหนา กูเรปั่น ↩
-
๖. พ.ร.น. อิเหนา กาหลัง ↩
-
๗. ต้นฉบับใช้คำ “ปุตรี” ↩
-
๘. คำ “บีกู” นี้มาจากคำภิกขุ หรือ ภิกษุ ใน พ.ร.น. อิเหนาใช้นำชื่อพราหมณ์ เช่น “บีกูปะระมาหนา” (คำปะระมาหนา มาจากมะลายู “บราหมานะ” คือ พราหมณ) ↩
-
๙. พ.ร.น. อเหนา สิงหัศส้าหรี ↩
-
๑๐. พ.ร.น. อิเหนา เรียกเทวิลิสมาหรา ↩
-
๑๑. พ.ร.น. อิเหนา ใช้คำปะตาปา, คำมะลายู “บูรตาปา” หรือ “ปรตาปา” ผูกมาจากคำสันสกฤต ตะปะ คือ บำเพ็ญตะบะ ↩
-
๑๒. คำ “ดาลัง” แปลว่าผู้พากย์ละคอน. โขน. กับทั้งพากย์ทั้งเชิด หุ่น. หนัง พ.ร.น. อิเหนา “ดาหลัง” ↩
-
๑๓. ต้นฉบับใช้คำ “มิจักซานะ” – พิจักษณ ↩
-
๑๔. ต้นฉบับ “ตะมังงุง” แปลว่าขุนนางชั้นหนึ่ง พ.ร.น. อิเหนาใช้ว่า ตำมะหง และใช้ฉะเพาะเสนาผู้ใหญ่ ↩
-
๑๕. ต้นฉบับใช้คำ “คุนดิ๊ก” ซึ่งแปลโดยนัยสามัญว่าอนุภรรยา ใน พ.ร.น. อิเหนามีระเบียบมเหษี ๕ คือประไหมสุหรี, มะดีหวี, มะโต, ลิกู และเหมาล่าหงี, คำคุนดิ๊กไม่มีใช้ใน พ.ร.น. อิเหนา. ↩
-
๑๖. ต้นฉบับว่า “ตอน ปุตรี ปุสปะ นิงรัต” ↩
-
๑๗. ต้นฉบับว่า “มาหาเดวี” คือมหาทวี ใน พ.ร.น. อิเหนากลายไปเป็นมดีหวี, ในคำแปลนี้เขียนมหาเดหวีเพื่อจะรักษาสำเนียง พ.ร.น. อิเหนาไว้บ้าง. ↩
-
๑๘. ต้นฉบับว่า “ปาดุกะ ลิกู” คำปาดุกะ เป็นคำยกย่องใช้ได้แต่เจ้าแผ่นดินลงไปจนถึงขุนนาง ตรงกับพระบาท, ฝ่าบาท, ใต้ท้าว ฯลฯ ในคำแปลน่าใช้ “ท้าว” แต่เกรงจะกลายเป็นเฒ่าแก่ท้าวนางไป จึงใช้ “ท่าน” ซึ่งเป็นคำกลาง ๆ ↩
-
๑๙. ต้นฉบับใช้คำ “จินตะ” ↩
-
๒๐. กะหมังเป็นขุนนางหรือเสนาชั้นรองตรงกับใน พ.ร.น. อิเหนา ↩
-
๒๑. ต้นฉบับใช้คำ “สักติ” ↩
-
๒๒. “สัง” ใช้เป็นคำนำหน้าชื่อเทวดา หรือคำยกย่องอย่างสูง “หิยัง” หรืออ่านรวบเป็น “หยัง” เป็นคำเรียกทำนอง “โอม” ของเรา. คำนี้มีใน พ.ร.น. อิเหนา เช่น ชื่อเต็มของอิเหนาขึ้นต้นว่า “หยังๆ” ฯลฯ คำชคตนาถนั้นในภาษามะลายูว่า “ชะคัตนาตะ” คงมาแต่ภาษาสันสกฤตในปทานุกรม มอเนียร วิลเลียมส์ ค้นพบ “ชคตปติ” แปลว่าเจ้าโลก ↩
-
๒๓. “บะตะระ” หรือบางที “ปะตาระ” แปลว่าเทวดา, พ.ร.น. อิเหนา “ปะตาระกาหรา” สันนิษฐานว่าจะมาแต่คำสันสกฤต ภัตตารกะ ซึ่งแปลว่าผู้ซึ่งพึงเคารพนับถือ ใช้แก่เทวดาก็ได้ มนุษย์ก็ได้ (ดูมอเนียร วิลเลียมส์) ↩
-
๒๔. ต้นฉบับ ใช้คำมลายูว่า “ปชะชารัน” แปลโดยอรรถาธิบายว่า คนกลายเป็นเสือ แต่เสือสมิงของไทยเราดูเหมือนว่า เสือซึ่งกลายเป็นคนได้และกลับเป็นเสืออีกก็ได้ ↩
-
๒๕. นางยุบล ในพ.ร.น. อิเหนาอาจมาจากชื่อนี้ แต่ในต้นฉบับนี้ไม่ปรากฎว่าเป็นนางค่อม คำ “อินหนัง” นั้นที่ถูกอินดัง แต่ออกเสียง น.ด. กล้ำเสียง ด หายไป ตามความเข้าใจในปัจจุบันนี้แปลว่าหญิงขอทาน หรือหญิงต่ำ คำ “แอหนัง” ที่ใช้ใน พ.ร.น. อิเหนา หมายความว่าชีนั้นคงมาจากคำนี้ ซึ่งตามความเข้าใจในหนังสือนี้ก็เข้าเค้าเป็นชี ↩
-
๒๖. ต้นฉบับใช้คำ “ลักซานะ” ↩
-
๒๗. ต้นฉบับใช้คำ “บะตาระ อินดระ” คำอินดระในภาษามลายูแปลว่า พระอินทร์ก็ได้ แปลว่าเทวดาเท่านั้นก็ได้ เหมือนกับคำ “เดวะ” “เดวาตะ” ↩
-
๒๘. “อินู” ตรงกับ อิเหนา “กรตปาตี” ไพล่ไปตรงกับ กะรัตปาตี แต่ในสร้อยอิเหนา ใน พ.ร.น. ก็มีทั้งคำ กรตะทั้งปาตี – คำกรตะ แปลว่า ความสงบก็ได้ แปลว่าเมืองก็ได้ ส่วนปาตีนั้นก็คือ บดี ↩
-
๒๙. “ระเด่น อัสมารา นิงรัต” ↩
-
๓๐. ต้นฉบับใช้คำ “กาซิห์ ดัน ซายัง” กาซิห์แปลว่ารัก ซายัง แปลว่าเสียดาย ↩
-
๓๑. พี่เลี้ยงสี่ ตรงกับ พ.ร.น. อิเหนา จะเพี้ยนก็แต่ด้วยสำเนียงเล็กน้อยเท่านั้น ↩
-
๓๒. ต้นฉบับว่า “คะลัก คะลัก” จึงแปลว่า ก๊ากๆ ↩
-
๓๓. ต้นฉบับว่า “สิงคะมันตรี” ใน พ.ร.น. อิเหนา เรียกอิเหนาว่าระเด่นมนตรี ↩
-
๓๔. ต้นฉบับใช้คำ “อุปามะ” ↩
-
๓๕. ต้นฉะบับใช้คำ “อนฺคราหะ” ↩
-
๓๖. “ซาบุก” แปลว่าผ้าคาดเอว, รัตปคต ฯลฯ ใน พ.ร.น. อิเหนา “ส้าโบะ สะใบ” ↩
-
๓๗. ต้นฉบับ ใช้คำ “โสปัน” ↩
-
๓๘. ก้าลุห์” ในหนังสือนี้ดูเป็นคำนำนามพระบุตรี ใน พ.ร.น. อิเหนาไม่มีใช้ แต่ในอิเหนาใหญ่มี “บุษบา ก้าโหละ” จึงได้ใช้ตามไปว่า ก้าหลุ-“จันดระ” คือจันทร ในหนังสือเรื่องอื่นพบบ่อยๆ มีชื่อนาง “จันดระวาดี” คือ จันทรวดี สันนิษฐานว่าตรงกับ “จินตะหราวาตี” ใน พ.ร.น. อิเหนา แต่ในเรื่องนี้ไปได้แก่ตัวนางบุษบา, ส่วนบุษบากลายเป็นชื่อชนนีไป ↩
-
๓๙. ชื่อพี่เลี้ยงพอลงรอยกับ พ.ร.น. อิเหนา แต่หากมีเพียงสองนาง คำ “เกน” ชรอยเป็นคำนำเรียกชื่อนางชั้นต่ำ ใน พ.ร.น. อิเหนามีที่เทียบ “คือ เกนหลงกับชื่อนางพี่เลี้ยงแปลงมี “เกน ปะจินดา” “เกนปะระหงัน” เป็นต้น ชื่อส้าเหง็ด ในหนังสือนี้เป็น “ซังงิด” จึงแปลงลงไว้เป็นส้าหงิด ↩
-
๔๐. ต้นฉบับใช้คำ “สัตยะ” ในภาษามะลายูชอบใช้ในที่หมายความว่าจงรักภักดี เช่นไทยเราก็ชอบใช้ แต่คำ “บั๊กติภักดี”เขาก็ใช้เหมือนกัน ↩
-
๔๑. ที่ถูกแท้ตามต้นฉบับ “อาเช็อง” อักษร ช อ่านเป็นเสียง j อังกฤษจึงแปลงเสียงไปให้เข้าทำนองหนังสืออิเหนาของเราทุกวันนี้ บุตรีของระเด่นถ้ายังไม่สมรสก็ใช้ยศระเด่น อาเช็อง ทุกคน ตลอดจนเจ้านาย ↩
-
๔๒. “ตาหมัน” แปลว่าสวน ใน พ.ร.น. อิเหนา ใช้คำสะตาหมัน ซึ่งแปลว่า สวนหนึ่ง ↩
-
๔๓. ต้นฉบับใช้คำ “ดุกะ” ↩
-
๔๔. ต้นฉบับใช้คำ “สังกา” ↩
-
๔๕. “อานัก” แปลว่าลูก ใน พ.ร.น. อิเหนาใช้ อาหนะ ↩
-
๔๖. ต้นฉบับใช้คำ “ดุกะจีตะ” ↩
-
๔๗. ต้นฉบับว่า “วะห์” ↩
-
๔๘. ต้นฉบับใช้คำ “ซีซา” ↩
-
๔๙. ต้นฉบับใช้คำ “บีติ บีดิ ปรวระ” แปลว่าสาวบริวาร ↩
-
๕๐. ต้นฉบับใช้คำ “กะอินดราอัน” แปลว่าที่อยู่ของเทวดา คือสวรรค์ ↩
-
๕๑. ดอกไม้ มีใช้ใน พ.ร.น. อิเหนา ↩
-
๕๒. ต้นฉะบับว่า “เมระห์ชัมบู” โดยพยัญชนะแปลว่าแดงชมภู่ กล่าวคือสีชมภู ↩
-
๕๓. คำมลายูที่ใช้ว่า “ชะนิส” ↩
-
๕๔. ต้นฉะบับใช้คำว่า “ละล้าห์” ↩
-
๕๕. กะถิน ↩
-
๕๖. ต้นฉะบับว่า “บุรุง กะปุดัง – บุรุงแปลว่านกตรงกับคำบุหรง ที่ใช้ใน พ.ร.น. อิเหนา ↩
-
๕๗. ต้นฉบับว่า “ไฮ้” ↩
-
๕๘. ต้นฉบับใช้คำว่า “มะระชาน” ตามปทานุกรมว่าเปนมณีสีแดง แท่งยาวๆ จึงสันนิษฐานว่า คอรัล แต่ชื่อคอรัลนี้ไม่มีคำไทย ระลึกได้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เคยทรงเหยียดใช้แทนแก้วประพาฬ จึงได้ใช้คำนั้น ↩
-
๕๙. “นาตะ” คือ นาถะ ↩
-
๖๐. “ตาหมัน ชัมบังงัน รัตนะ” ↩
-
๖๑. ต้นฉบับใช้คำ “สัมปูรณะ” ↩
-
๖๒. ต้นฉบับใช้คำ “โอรัง ปิลิฮัน” แปลตามพยัญชนะว่าบุคคลอันเปนที่เลือกแล้ว ↩
-
๖๓. ที่ใน พ.ร.น. อิเหนาใช้กะกัง เปนคำสามัญ ส่วนกะกันดา เปนคำสูง เช่นว่าเจ้าพี่ หรือพระเชฏฐาเปนต้น ↩
-
๖๔. ต้นฉบับใช้คำ “สับดะ” ↩
-
๖๕. มาแต่สามัญ อาดิ๊ก แปลว่าน้อง เมื่อแปลงเปน อะดินดา กลายเปนคำสูง คือเจ้าน้อง อนุชา หรือกนิฏฐา ใน พ.ร.น. อิเหนา ใช้ยาหยี ซึ่งเป็นคำแปลว่าน้องอีกคำหนึ่ง ↩
-
๖๖. สำนวนมะลายูตามต้นฉบับดังนี้ หมายความว่า มีห่วงในใจอยู่อย่างหนึ่ง ↩
-
๖๗. อะนันดา เปนคำสูงแปลว่าราชบุตร ผู้จากคำอานัล ซึ่งแปลว่า ลูกหรือเด็ก ใน พ.ร.น. อิเหนา ใช้ “อะหนะ” ↩
-
๖๘. ตรงกับสำนวนไทยว่า “หนักนิดเบาหน่อย” ↩
-
๖๙. ฉัตรไม่มีใช้ แต่มีธรรมเนียมกางกลดหลายคันดังนี้ ทำนองแห่นาคทางหัวเมืองภาคพายัพ ↩
-
๗๐. ลักษณคล้ายฆ้องวงของเรา แต่ของเขาผูกเปนตับ ไม่ผูกเปนวง ฆ้องอย่างนี้เรียก “กะมง” ↩
-
๗๑. ลูกฆ้องรูปร่างคล้ายฆ้องวง แต่ทรงสูงและขนาดใหญ่เท่าบาตรขึ้นไป ใช้ลำพังใบเดียว ๆ หรืออย่างมากผูกเปนตับเพียง ๒ ใบ ฆ้องอย่างนี้เรียก “กัมปุล” ↩
-
๗๒. ฆ้องใหญ่แขวนตรงกับฆ้องหมุ่ยของเรา ฆ้องอย่างนี้เรียก “คุง” หรือ “คอง” ↩
-
๗๓. ระนาดทอง เรียก “ซารุน” ↩
-
๗๔. ต้นฉบับใช้คำ “ดุลี” ↩
-
๗๕. สั่งคำนับ ↩
-
๗๖. “กันดัง” รูปเหมือนกลองแขกหรือกลองมะลายู ↩
-
๗๗. ต้นฉบับใช้คำว่า “อนุคราหะ” ↩
-
๗๘. ต้นฉบับใช้คำ “นันดะ” ↩
-
๗๙. ต้นฉบับว่า “ไฮ้” ↩
-
๘๐. แปลว่าเจ้าแผ่นดิน ↩
-
๘๑. ต้นฉบับใช้คำ “สะติยะ” ↩
-
๘๒. หมั้น ใน พ.ร.น. อิเหนาก็ใช้คำเดียวกัน ↩
-
๘๓. ต้นฉบับว่า “ตาแป๊ะ” ตรงกับเข้าหมากของเรา ซึ่งที่ถูกเห็นว่าควรจะเรียกข้าวหมัก ↩
-
๘๔. “ตวนกู” แปลโดยพยัญชนะว่า เจ้ากู ↩
-
๘๕. คนนี้ชื่อ “มันตรี” คือมนตรีขึ้นมาเฉยๆ ไม่ใช่ระเด่น มนตรี ↩
-
๘๖. ภาษามะลายูใช้คำ “คุนะตุนะ” ตรงกับคำว่าคุณ แปลว่าทำเสน่ห์เศกเป่าอะไรได้ทั้งนั้น ตลอดจนทำร้าย เช่นนี้เราเรียกว่า “ถูกกระทำถูกคุณ” นั้นก็ได้ แต่ในที่นี้หมายถึงทำเสน่ห์ ↩
-
๘๗. ต้นฉบับใช้คำ “ระหะสิยะ” แปลว่าความลับ ↩
-
๘๘. ต้นฉบับใช้คำ “สังขาระ” ↩
-
๘๙. ต้นฉบับว่า “เดวาตะ ยัง มหามูลิยะ” ↩
-
๙๐. ต้นฉบับว่า “ซาปุ ตังงัน” แปลโดยพยัญชนะว่าผ้าเช็ดมือ แต่ตามที่ใช้นั้นตรงกับที่เราใช้เรียกผ้าเช็ดหน้า ↩
-
๙๑. หมายความว่าตากอากาศ ↩
-
๙๒. ต้นฉบับใช้คำ “ชีวะ” คำนี้เป็น “ยิหวา” ใน พ.ร.น. อิเหนา เช่น ดวงยิหวา เหตุที่กลายไปเพราะ ช นั้นออกเสียงเหมือน J อังกฤษ ซึ่งไม่มีในภาษาไทย ↩
-
๙๓. ต้นฉบับใช้คำ “บะฮาซา” ในที่นี้หมายความว่ายังไม่รู้ผิดรู้ชอบ ↩
-
๙๔. ว่าเป็นแพรทอด้วยไหมเทศชนิดหนึ่ง ↩
-
๙๕. รงกับสำนวนไทยว่า “ขอประทานโทษร้อยโปรดพันโปรด” ↩
-
๙๖. ต้นฉะบับใช้คำ “หิมะ” เป็นสำนวนเคารพยิ่ง ↩
-
๙๗. “ชาห์ อาลัม” ภาษาอาหรับแปลว่าผู้ผ่านพิภพ หรือเจ้าโลก ↩
-
๙๘. ต้นฉบับใช้คำ “บูมิ” ↩
-
๙๙. ต้นฉบับใช้คำ “ปันเดตา” ↩
-
๑๐๐. ตอนนี้ผู้แต่งประสงค์กล่าวความหยาบโลนตลกคนอง แต่ปกคลุมเสียด้วยถ้อยคำอันไพเราะเข้าทำนองบทอัศจรรย์ของไทยเรา ↩
-
๑๐๑. ต้นฉบับว่า “ชีวะ กะกันดา” ↩
-
๑๐๒. ต้นฉบับว่า “รูปะ”จะแปลว่ารูปก็ขัดสำนวนไทย ↩
-
๑๐๓. ต้นฉบับใช้คำ “บรสุกา-สุกาอัน” ↩
-
๑๐๔. คำมะลายูว่า บะคินดะ แปลว่าเจ้าแผ่นดิน มาแต่สันสกฤต ภคว่า MAJESTY ส่วนอินทะว่า CHIEF แต่คำอินดะข้างท้ายอาจเป็นสำนวนยกย่องต่อท้ายคำตามระเบียบภาษามะลายูเท่านั้นก็ได้ เช่น อะดินดา = อาดิ. อินดา แปลว่าพระน้อง กากันดา = กากะ + อันดา = พระพี่ อายันดา = อายะห์ + อันดา = พระบิดา อานะกันดา = อานัก + อันดา = พระโอรส เป็นต้น ↩
-
๑๐๕. ความตอนนี้ ต้นฉบับใช้สำนวนและคำภาษาอาหรับว่า “วะอัลลาฮูอาลัม บิสซาวับ” แปลโดยอรรถว่าการณเป็นดังนี้ เทพเจ้าเท่านั้น หากทรงทราบได้ ไม่เป็นสำนวนไทย จึงได้แปลแปลงไปเสียบ้าง ↩
-
๑๐๖. ต้นฉบับใช้คำ “บูติ ปกรตี” คือ ปกติพุฒิ ↩
-
๑๐๗. ต้นฉบับใช้คำ “วระนะ” คือ วรรณ ↩
-
๑๐๘. สำนวนมะลายูในที่นี้แปลตามพยัญชนะว่า “แดงดับ” หมายความว่าเปลี่ยนสีวับวาบประดุจแสงเพลิงบัดเดี๋ยวก็โพลงขึ้น บัดเดี๋ญวก็อ่อนลง ↩
-
๑๐๙. ต้นฉบับใช้คำ “กันจานะ” คือ กาญจน ↩
-
๑๑๐. อายะห์ ว่าบิดา อายะฮันตา หรือ อายันดา ว่า พระบิดา ↩
-
๑๑๑. ตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ คำนี้มาจาก ปติ. บดี. ใน พ.ร.น. อิเพนาว่าปาเต้ะ ที่ระเด่นอินูเรียกน้านั้นเป็นการยกย่อง ↩
-
๑๑๒. ต้นฉบับตอนนี้กับตอนก่อนออกจะขัดกัน ชักฉงน ตอนก่อน ตุ๊กตาทำเสร็จแล้วท้าวกุรีปั่นยื่นประทานแก่อินู ตอนนี้ว่าอินูเปนผู้ทำตุ๊กตานั้นเอง อาจหมายความว่า อินูเข้าแย่งช่างทำโดยท้าวกุรีปั่นมิทรงทราบ หรือมิฉะนั้นอินูรับตุ๊กตาจากท้าวกุรีปั่นมาแล้ว ไม่ส่งตัวนั้น กลับมาทำขึ้นใหม่ ความไม่ชัดว่าอย่างไรแน่ ↩
-
๑๑๓. ต้นฉบับใช้คำ “มานุสิยะ” ↩
-
๑๑๔. แพรเทวังคะ นั้นว่าทอด้วยไหมเทศมาแต่อินเดีย ↩
-
๑๑๕. ต้นฉบับว่า “เมระห์ ชัมบู” แปลโดยพยัญชนะว่า แดงชมภู่ คำไทย สีชมภู ที่ถูกบางทีจะควรเปนสีชมภู่ ↩
-
๑๑๖. บูปาติ คือ ภูบดี สมัยปัตยุบันนี้เป็นตำแหน่งเจ้าเมือง ↩
-
๑๑๗. ต้นฉบับใช้คำ “ชาลาม ตาลิม” ภาษาอาหรับ แปลว่า คำนับอวยพร ↩
-
๑๑๘. ต้นฉบับใช้คำ “ซีสะ” คือ คำเศษนั้นเอง ↩
-
๑๑๙. ชาวชวาอุ้มเด็กใช้ผ้าสใบห่อใหเด็กนั่ง แล้วสพายเฉียงไหล่ข้างหนึ่ง ↩
-
๑๒๐. บาทกลอนมะลายูตามต้นฉบับเป็นดังนี้ คือ ไม่มีบังคับครุละหุ ไม่มีบังคับจำนวนพยางค์ มีแต่สัมผัสท้ายวรรคเป็นชุดสี่เว้นแต่บทต้นทิ้งสัมผัสเปนคู่สลับ ในการแปลได้รจนาตามไปดังบทกลอนในต้นฉบับนั้น โดยรักษาความให้ตรงกัน และสัมผัสทิ้งก็ตรงกัน ตัวอย่างเช่นบทแรก ว่า “ยะ อานักกู จะฮายะมาตา ลามาละห์ บุนดา มะนังคุง ราวัน เลียง มาลัม มาบุก บรจินตา สะบาเดะ บุลัน ติซาปุด อาวัน” ↩
-
๑๒๑. ต้นฉบับใช้คำ “มวสัปดะ” มาจากคำศัพท์ แปลว่าตรัส ↩
-
๑๒๒. ต้นฉบับใช้คำ “สังสาระ” แปลว่าทุกข์ ↩
-
๑๒๓. ต้นฉบับใช้คำ “คุณะ” แปลว่าคุณ ว่าประโยชน์ ↩
-
๑๒๔. ต้นฉบับใช้คำ “ตรก้อกก้อก—ก้อกก้อก” ↩
-
๑๒๕. ต้นฉบับใช้คำ “ลักซะ” นะ ↩
-
๑๒๖. ต้นฉบับใช้คำ “ตรจังงัง – จังงัง” ↩
-
๑๒๗. ต้นฉบับใช้คำ “มานิก – มานิก” ↩
-
๑๒๘. มะงุมบาราก็ใช้ ใน พ.ร.น. อิเหนา มะงุมมะงาหรา ↩
-
๑๒๙. ต้นฉบับใช้ว่า “ระฮาสิยะ” ↩
-
๑๓๐. เทวดา ใน พ.ร.น. อิเหนา ปะตาระกาหรา ↩
-
๑๓๑. ต้นฉบับใช้คำ “ตวนกู” ↩
-
๑๓๒. แปลว่า ราชปิตุลา ↩
-
๑๓๓. คำ “ปะสังคราหัน” นี้มาแต่คำสงเคราะห์ เติม “ปะ” ข้างหน้า “อัน” ข้างหลัง ตามไวยากรณ์มะลายู กลายเป็น “ที่” คือที่สงเคราะห์ หมายความว่าที่พักคนเดิรทาง ปัจจุบันนี้ในชวายังคงเรียกเช่นนั้น เว้นแต่ที่ตั้งเป็นโฮเต็ลแล้ว ↩
-
๑๓๔. ตอนนี้ทำฉงนว่าไม่มีข้อเกลียดชังกุรีปั่นอย่างไร เหตุไฉนจึงคิดร้าย ทั้งนี้หมายความว่าจันตะหรา กิระหนา อยากจะตาย จึงอยากจะยั่วให้กุรีปั่นส่งรี้พลมาปราบปรามแล้วตนจะได้ตายในที่รบ บางอาจารย์อธิบายอีกนัยหนึ่งว่าเพื่อจะยั่วให้อินูตามมารบจะได้พบปะกัน ↩
-
๑๓๕. ต้นฉบับใช้คำ “มูราห เรสะกี” แปลตามพยัญชนะว่า ให้ได้อาหารประจำวันโดยสดวกดาย ↩
-
๑๓๖. ต้นฉบับใช้คำ “สูติ” คือ สุทธิ ↩
-
๑๓๗. คำกุดา ภาษามลายู แปลว่าม้า การที่เอามาใช้เป็นคำนำหน้าชื่อคงเป็นคำยกย่อง เช่นในสำนวนของเราว่า “บุรุษชาติอาชานัย” ฉนั้นใน พ.ร.น. อิเหนา ในจำนวนชื่อแปลงก็มีกุดานำอยู่หลายชื่อ เช่นชื่อพวกพี่เลี้ยงเป็นต้น อนึ่งชื่อย่าหรันที่มีใน พ.ร.น. อิเหนาก็มาจากคำภาษาชวา “ชารัน” แปลว่าม้าเหมือนกัน ↩
-
๑๓๘. “กะละนะ” แปลว่าคนไม่มีสำนักหลักแหล่งหรือคนจรจัด ใน พ.ร.น. อิเหนา กะละหนา เป็นคนต่ำหรือชั่วช้า ↩
-
๑๓๙. ต้นฉบับใช้คำ “กุลี กุลี” ↩
-
๑๔๐. ต้นฉบับใช้คำ “โตเป็ง” แปลว่าลคอนใส่หน้ากาก ↩
-
๑๔๑. ใน พ.ร.น. อิเหนาว่า “ว่าหยัง” คำว่ายังนั้น เรียกได้ทั้งลคอน หุ่น หนัง เติมคำแยกไปแต่ละอย่างเพื่อให้รู้ชัดว่าอะไร เช่นวายังวอง = ลคอนคน วายังโกเล็ก = ลคอนหุ่น วายังกุลิต = ลคอนหนัง ส่วนคำมลายู “ลาคอน” หรือ “ละลาคอน” แปลว่าเรื่องที่เล่น ไม่ใช่แปลว่าการเล่นหรือตัวลคอน ↩
-
๑๔๒. ต้นฉบับว่า “เปสตอล” คือคำฝรั่ง ปิสตอล ↩
-
๑๔๓. ต้นฉบับใช้คำ “บินาสะ” ↩
-
๑๔๔. ต้นฉบับใช้คำ “สิงคะซานะ กะอามาซัน” ↩
-
๑๔๕. ต้นฉบับว่า “มะตาระ อินดระ” ↩
-
๑๔๖. ต้นฉบับใช้คำ “ประกาซา”มาแต่คำประกาศ ↩
-
๑๔๗. ต้นฉบับใช้คำ “บูติมัน” บูดิ คือ พุฑฒิ, วุฒิ ↩
-
๑๔๘. พ.ร.น. อิเหนา ปาเต๊ะ เสนา ↩
-
๑๔๙. คือภูบดี ปัจจะบันนี้เป็นตำแหน่งเจ้าเมือง ↩
-
๑๕๐. ต้นฉบบใช้คำ “อานุคราหะ” ↩
-
๑๕๑. ต้นฉบับใช้คำ “มาดู” คือมธุ ↩
-
๑๕๒. วิธีเติมหน้าเติมหลังเช่นนี้ ทำคำให้กลายเป็นที่อยู่ เช่น กะดะหมังงัน ก็แปลว่าจวนดะหมัง ฯลฯ ↩
-
๑๕๓. ต้นฉบับว่า “วะห์” ↩
-
๑๕๔. ต้นฉบับใช้คำ “สูจิ” ↩
-
๑๕๕. .ต้นฉบับใช้คำ “ปูริ” แปลว่าวัง-ในเกาะบาหลี ปัจจุบันนี้เรียกวังว่า “ปูริ” เรียกเทวสถานว่า “ปูระ” ↩
-
๑๕๖. มระปาตี – นกเขา ↩
-
๑๕๗. “บูติมัน” แปลว่าคนใจบุญ ซื่อสัตย์สุจริต ↩
-
๑๕๘. มาจากคำ ตะลีมะ แปลว่าผลทับทิม ↩
-
๑๕๙. ต้นฉบับใช้คำ “ประตามะ” คือคำปฐม คำ ตะลีมะ แลประตามะ ใช้รับสัมผัสอย่างนี้ในต้นฉบับ ↩
-
๑๖๐. ต้นฉบับใช้คำ “สันโตสะ” สันโดษ ในภาษามะลายูแปลว่าสงบสุข ↩
-
๑๖๑. ตามต้นฉบับ “ปุสปะ ชูวิตะ” กับ “ปุสปะ ซารี” ชื่อหลังนี้มีในหนังสืออิเหนาใหญ่ ↩
-
๑๖๒. ตรงนี้ต้นฉบับใช้คำ “กิอามัต” แปลว่า อันพระเจ้าตัดสินว่าผู้นั้นๆ จะพึงไปสู่โลกสวรรค์ หรืออบายภูมิ สำนวนไทยไม่มีจึงได้แปลงความไปเสีย เอาแต่พอเข้าใจว่าทุกขร้อนถึงเพียงไหน ↩
-
๑๖๓. ต้นฉบับใช้คำ “สุวามี” ↩
-
๑๖๔. ต้นฉบับใช้คำ “ชาวากู” ยาวาหรือบีวา แปลว่าชีวิตร ใช้ได้ทั้งสองคำ ยีวา มาแต่ ชีวะ แต่ยาวานั้นเลือนไป ใน พ.ร.น. อิเหนา ใช้ ยิหวา ↩
-
๑๖๕. ต้นฉบับใช้คำ “รัตนะมูตุ มะนีกัม” ↩
-
๑๖๖. ต้นฉบับใช้คำ “กุสุมา” คำนี้นัยหนึ่งแปลว่าโกสุมตรงสำเนียง แต่อีกนัยหนึ่งแปลว่าสุขุม คือเลือนมาแต่คำสันสกฤต สุกษุมะ ในนามเจ้านายต่างกรม และนามบรรดาศักดิ์ขุนนางปัตยุบันนี้ มีใช้เกลื่อน เช่น ชาติกุสุมา ไชยะกุสุมา วีระนาตะกุสุมาเปนต้น ซึ่งต้องแปลว่าสุขุม ถ้าแปลเปนโกสมก็ไม่ได้ความอไร ↩
-
๑๖๗. ต้นฉบับใช้คำ “บะฮาซา” ↩
-
๑๖๘. สงสัยโดยสำเนียงว่าจะเลือนมาแต่ “รังครณชิต” ↩
-
๑๖๙. ต้นฉบับว่า “บินตัง โชฮาร์” แปลว่าดาวพระพุธ ↩
-
๑๗๐. ต้นฉบับใช้คำ “ตุละห์ ตัน ตุอะห์ ตวน” แปลโดยพยัญชนะว่าเดชแช่งสาบของพระองค์ สำนวนไทยไม่มีจึงแปลว่าเสนียดจัญไร ซึ่งได้ความตรงกันโดยอรรถ ใน พ.ร.น. อิเหนามีใช้คำ “ตุหลาปาปา” ปาปา ก็คือคำสาปนั้นเอง แต่ในหนังสือนหามีใช้ไม่ ↩
-
๑๗๑. ในต้นฉบับ สองวรรคนี้ก็ใช้สัมผัสซ้ำดังนี้ ↩
-
๑๗๒. พระเจ้าอาว์ ↩
-
๑๗๓. ต้นฉบับใช้คำ “สังกุตัน” แปลโดยพยัญชนะว่าเปนขอเกี่ยวอยู่ ↩
-
๑๗๔. ต้นฉบับใช้คำ “บุหลัน ปุรนามะ” ↩
-
๑๗๕. ต้นฉบับใช้คำ “บระสับดะ” ↩
-
๑๗๖. “อุซงงัน” หรือ “อุซุงงัน” เปนที่นั่งหลังคาและมีคานหาม แต่ในที่นี้เปนบัลลังก์ตั้ง คงมีดาดหลังคาเหมือนกัน ใน พ.ร.น. อิเหนาใช้อุสงหงัน เปนเครื่องหามคือเสลี่ยงหรือวอ ↩