เช้ามืดดาวเพิ่งร่วงจากฟ้าเจ้าลือผวาตื่นขึ้นอย่างตัวสั่นงันงก สองมือควานหาลูกหาเมียแล้วก็ถอนหายใจยาวโล่งอกเผื่อนเจ้าตื่นอยู่ก่อน แต่ที่จริงแล้วเจ้าเผลอหลับๆ ตื่นๆ มาแต่หัวค่ำไม่สนิท ผัวก็หารู้ไม่ว่าเผื่อนนั้นร้องไห้ตลอดคืน

พอถูกมือควานและเห็นเจ้าลือนั่งกอดเข่าถอนใจใหญ่จึงถามว่า

“อะไร พี่ลือ?”

“เปล่าหรอกเผื่อน พี่ฝันไปเอง”

เมื่อพลิกตัว ๒-๓ กลับแล้วลุกนั่ง “ฝันอะไร ฉันไม่เคยเห็นพี่ลือบอกว่าฝันกะใครสักที”

“จริง แต่เมื่อครู่พี่ฝัน”

“ฝันดีเร๊อะ?”

มันพยักหน้า “จ้ะพี่ฝันดี แต่จะต้องไปแก้ที่ลำกระโดง”

“ทำไมจะต้องไปนั่นเล่า คงฝันไฟไหม้ละซี จะถือสาอะไร แก้กะฉันก็ได้ เมียก็เหมือนน้ำที่จะรดให้พี่เย็นเหมือนกัน”

มันกอดเผื่อน ปลื้มที่เผื่อนพูดปลอบใจมันแล้วเล่าฝันว่า

“พี่ไม่กลัวอะไรหรอก เพราะไม่ใช่คนถือดูแต่เย็นวานซี ยังให้แม่กะอีผันขี่คอไปลงเรือได้ พี่ฝันว่าฝนมันตก แต่ฝนไฟไม่ใช่น้ำ” แล้วก็ชี้ไปบนหลังคาไม่ทันมอง “ตกมากรงนี่แหละ หลังคาไหม้โหว่ทะลุมาถึงมุ้ง ไหม้แม่เผื่อนกะไอ้แดง

เผื่อนใจหวิว ไม่อยากจะแหงนมองหลังคาที่มันชี้เลย และถึงหากจะเป็นเพลาสว่างเห็นแสงเงินแสงทองแล้วเจ้าเผื่อนก็ไม่วายหวาดในคำเล่า นี่พี่ลือมันยังไม่เห็นหลังคาถ้ามันรู้เรื่องหลังคาแล้ว ถึงหัวใจมันจะห้าวปานไร ก็คงนึกหวาดไม่น้อยกว่าเจ้า

แล้วก็แกล้งกลบเกลื่อนทำนาย “สิ้นเคราะห์ละพี่ลือ อ้ายแดงกะฉันจะอายุยืน เพราะผีมันให้แรง”

มันรับพรเมียอ่อยๆ “พี่ก็ว่างั้นแหละตื่นกันทีรียังล่ะ วันนี้พี่จะออกนาแต่เช้าด้วยเพราะตั้งใจจะไถแปรเสียเลย ไม่ต้องพักเสียเวลา”

“ฉันจะหุงข้าวเหมือนกัน” เผื่อนว่า และไม่ทันจะขยับตัวลุก ผัวมันก็กรากอุ้มเจ้าลงจากแคร่นอน กับกระซิบข้างหู “เจ้าทำนายฝันพี่ดีนัก ต้องตกรางวัล” แล้วก็จูบเมียแสนรักแสนใคร่ แต่เจ้าผัวก็หารู้ไม่ว่าเผื่อนนั้นหัวใจรอนๆ เหมือนจะดับอยู่ในอ้อมแขนผัว

พอล้างหน้าเสร็จหวนมาที่แคร่ เพราะเจ้าแดงมันตื่นต้องขรมแสงตะวันอ่อนส่องเฉพาะตรงเจ้าแดงกับที่แม่เผื่อนนอน เจ้าลือหลากใจจึงแหงนมองดู มันสะดุ้งดูตัวใจคอหาย ขนซู่เกรียวหนาวเข้าหัวใจ แล้วตะลึงมองหลังคาโหว่ เป็นแห่งเดียวกับที่มันฝันว่าลูกไฟตกเป็นฝนไหม้ทะลุมาต้องอ้ายแดง คลอกแม่เผื่อนดิ้นเร่าๆ แล้วตายไปต่อหน้า นี่อย่างไรกัน เมื่อเย็นวันวานตอนมันไปส่งแม่ยายกับเจ้าผัน หลังคายังไม่รั่วเลยสักนิด พอฝันเมื่อค่อนสว่างก็ทะลุโล่งเห็นฟ้าลอดได้สัก ๓-๔ ชั่วคน

“แม่เผื่อน” ลือตะโกนเรียกเมียในครัวเต็มเสียง “แม่เผื่อนมานี่เร็ว”

เผื่อนวิ่งมา “อะไรกันตะโกนเสียงหลง”

มันชี้หลังคา “โหว่เมื่อไหร่นี่ เมื่อวานยังดีอยู่แท้ๆ เออกรงกันเผงกะที่ฉันฝันเทียวล่ะ”

เผื่อนหน้าสลด แค้นตัวเองนักหนาแต่ก็ต้องให้เลยตามเลย และโกหกว่า

“ฉันลืมบอกพี่ เมื่อเย็นวานตอนที่ไปส่งแม่กะนังผันพายุมา”

ลือยิ่งฉงนใหญ่ “ฮึ! มีพายุ ฉันอยู่โน่นไม่รู้สึกเลย เอ๊ะ! ก็ทุ่งเดียวกันแท้ๆ ทำไมมันจะพัดแต่ที่นี่” เมื่อแหงนมองไปบนหลังคา มันก็พูดขึ้นตามความคิด “ดูซีล่ะแม่เผื่อน มันโหว่ลอดได้ตั้ง ๓-๔ คน และถ้าเป็นพายุก็คงจะเปิงไปเท่านั้น นี่ทั้งจากและแฝกที่แซมมันขาดยังกะคนขึ้นเรือทิ้ง ให้ตายเถอะถ้าหากแม่เผื่อนไม่บอกว่าพายุตีแล้ว ฉันเป็นต้องเหมาไอ้พวกนาเคียงๆ นี่แหละ แล้วจะออกหาตัวให้ได้ เป็นไรก็เป็นกันเถอะ ตึกะมันให้รู้ฤทธิ์สักหน่อยที่ลอบมาข่มเหง”

เห็นจะมากความ เผื่อนก็เลยขึ้นเสียงกลบ “อย่าพาลไปเลยใครเขาจะมาแกล้ง พี่ลือก็นอนอยู่ทั้งคนและมันก็ถูกพายุจริงๆ จะให้ฉันตอแหลว่าเป็นคนรื้อยังไงพิลึกคนแท้ๆ อ้ายเรื่องเกะกะพี่ลือฉันดูไม่สิ้นสักที ไหนสบถสาบานว่าจะเลิกยังไงล่ะ เมื่อโหว่ไปแล้วก็แซมเสียซี”

ลือเสียงอ่อน “เปล่าหรอก นึกว่าคนมันแกล้งกำลังโมโหก็พูดไปงั้นเอง”

“ท้าลมท้าแล้งอะไรไม่รู้” เผื่อนบ่นปอดแปด “ฝนลงฟ้าคะนองวานซืนที่แล้ว อ้ายเรากลัวเป็นจะตาย บ้าตะโกนทำให้ฟ้าผ่าหัว”

“ก็อ้ายแดงมันตกใจนี่ย่ะ แม่เผื่อน”

เมียเร่เข้ามา “ปากนี่อดเถียงได้เสียเมื่อไหร่”

มันหัวเราะที่ถูกเมียตบปาก คว้าข้อมือรั้งมาจูบเผื่อนเสียอีกแล้วปล่อยตัว

“หายกัน ตบฉัน ๒ ที ฉันจูบ ๒ หน ไปหุงข้าวเถอะไป๊”

เวลาที่เหลืออีกเล็กน้อย ทำให้เผื่อนเผลอคิดกอดคอมันโน้มลงมา

“จูบเสียอีกเถอะ ถ้ายังไม่อิ่ม”

มันร้องเอ็ด “เอ๊ะแน่ะ! ฉันเห็นจะสิ้นซวยแล้วแม่เผื่อนเอ๋ย แม่คุณ ถ้าตื่นขึ้นลมแล้งดียังงี้ทุกๆ เช้าละก้อ ถึงควายไม่มีฉันก็จะเอาแอกแทนควายให้แม่เผื่อนจับหางไถ” แล้วไม่รอช้าอีกอุ้มเมียขึ้นจูบเต็มรัก ทุกๆ ก้าวกระทั่งส่งตัวเข้าครัว

ตะวันสายค่อน ๓ โมง ฝนตกหยิมๆ เพิ่งขาดเม็ด ท้องฟ้าก็แจ่มแจ้ง “พวกบ้านทุ่งสองห้องกำลังเอิกเกริกจากเรือนนาใครนามัน ต่างก็มุ่งหน้าแต่จะพลิกดินเพื่อคอยหว่าน เจ้าผู้ชายโพกหัว บ้างก็สวมหมวกเก่าบังแดดลานงอบของนังพวกสาวๆ เป็นแสงมันยับ หัวเราะต่อกระซิกเมื่อเทียบไถดินเคียงหัวผาลก็ปักดินพลิกชำแรกขึ้นมาเป็นทางตรง ไถดะบ้าง ขวางไถแปรแล้วกระซิบกันว่าหน้าหว่านจะสนุกกว่านี้ พอข้าวตั้งท้องออกรวงทุ่งนี้จะเป็นทุ่งข้าวที่อาศัยนั่งแอบคุย ยิ่งถึงหน้าเกี่ยวก็คงจะเดินเกี่ยวก้อยกันสนุกเมื่อรวบกอข้าวยกเคียว ทำนองและกลอนเกี่ยวก็จะเป็นเนื้อเพลงได้สนุกสนานครึกครื้น

พ้นผืนนาไปชายไม้หัวคุ้งโน้น น้าในคลองไหลขึ้นแรงค่อนตลิ่ง เรือแจวประทุนใหญ่จอดอยู่ข้างไม้รก แอบๆ ถึงจะห่างไกลผู้คน แต่เจ้าหนุ่มที่นั่งท้ายเรือก็หวาดระวังจนเสียงเอ็ดมาจากในประทุนว่า

“ทำไมไม่ขึ้นวะ อ้ายเปลี่ยน มัวนั่งป้องหน้าอยู่ยังงั้นจะไปเห็นอะไร”

เจ้าเปลี่ยนอิดออด “นั่งก็เห็นจ๊ะ นี่พี่เห็นกระท่อมลิบๆโน่นแล้ว เห็นประตูโรงด้วย”

“ไม่เอา ขึ้นบก” แล้วคนดุก็คลานออกจากประทุนเรือ “ไปกะกู”

เจ้าเปลี่ยนถูกคว้ามือ ก็โดดขึ้นตลิ่งตามอย่างเสียไม่ได้

“ซุ่มอยู่ตรงนี้ก็ได้จ้ะ พี่แปลก”

“ไม่เอา” นายแปลกพี่ชายรั้งข้อมือ แล้วเอาฝักดาบตีหลัง

“ไปด้วยกันทางโน้น จะได้คอยดูพ่ออ่อนกะอ้ายแร่มด้วย ประเดี๋ยวจะคลาดกัน”

“เดี๋ยวเรือหาย”

“อ้ายบ้า ใครมันจะมาขโมย ไปเถอะ” พอลากตัวน้องชายเดินเลียบคุ้งมา เรืออีกลำหนึ่งก็แจวทวนน้ำอู้มีคนชะโงกหน้ามาจากประทุนร้องเรียก

“พ่อแปลก”

นักเลงทุ่งกูบแดงขานรับ แล้วถามหา

“อ้ายแร่มล่ะ?”

นายอ่อนชี้ไปในประทุน “อยู่นี่ เจ้าพลอยก็มาด้วย”

พอเรือประทุนเทียบ คนอีก ๒-๓ คนก็ก้าวขึ้นตลิ่งมายืนรวมกลุ่มปรึกษากันซุบซิบ และครู่ต่อมา เจ้าแฉล้มและคนอื่นๆ อีก ๓-๔ คน ก็ออกเดินเลียบชายนาเหนือขึ้นไปเหมือนคนเดินทางมีธุระ แต่นายอ่อนกับนายแปลกคงเดินอยู่วนเวียน และป้องกันคอยมองไปทางกระท่อมโดดกลางนาโน้น

ในกระท่อม สว่างเพราะแสงแดดส่องลอดหลังคาโหว่ เมื่อกินข้าวปลาอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าผัวลือซึ่งนั่งสูบบุหรี่ใบจากพ่นควันโขมง แหงนมองหลังคาก็นึกไปต่างๆ และพิศวงในความฝันของมันที่ช่างตรงเรื่องตรงราวกับหลังคาเปิงเสียจริงๆ

เผื่อนย่องเข้ามาข้างหลังกอดคอผัว “เพลินถึงอะไร?”

ลือมันยิ้มแย้มชื่นใจเมีย “บ้านเราดีจริงแม่เผื่อนมองทะลุฟ้า พี่ก็เลยชมเมฆเล่นแก้รำคาญ”

“มัวแต่นั่งชมอยู่เถอะ เมื่อฝนเทลงมา คืนนี้จะไม่มีที่นอน ฉันน่ะไม่อยู่นอนด้วยหรอก”

“เอ๊ะ” ลือแปลกใจเมีย “แม่เผื่อนจะไปนอนไหนล่ะ?”

บัวเผื่อนก็เพิ่งได้คิด ลางปากเจ้าออกไม่ทันรู้ตัวก็เลยไถลแก้ไปว่า

“ฉันก็เข้าไปนอนในครัวกะอ้ายแดง”

“งั้นฉันเข้านอนในครัวมั่ง”

“อย่าเลยย่ะ” เมียทำตาค้อน “ว่าแต่ขึ้นแซมให้มันเร็วๆ เข้าเหอะ”

“ต้องกลับจากนาเสียก่อนชิ แม่เผื่อน”

“ไม่ต้องไปหรอก” เผื่อนตอบซ่อนๆ เบือนหน้า “วันนี้ไถแปรไม่ใช่รึ ดินอ่อนไม่หนักแรงหรอก ฉันจะไปเอง”

“โอ้ย! มือจะด้านเสียเปล่า อยู่เลี้ยงลูกเถอะ กะอึหลังคาเท่านี้ แซมสัก ๒-๓ ชั่วโมงก็แล้ว ไม่ทันค่ำ”

“แล้วเผื่อฝนเทลงมาก่อน จะว่ายังไร” เผื่อนเถียงไม่ยอมฟังค้านของผัว “ขี้เกียจประจำตัวอยู่เสมอ ทำไมฉันไม่เคยไถรึไม่ต้องมาไยดีหรอกกะอีกรำแดดอยู่กลางนา ถึงที่ลูกเมียจะอดตายน่ะไม่คิดห่วง เอาแต่อารมณ์บ้าอยู่ งั้นก็นั่งกอดกันให้มันอิ่มไปซี”

มันหัวเราะชอบใจ แม่งามทั้งแง่งอนและปากก็ช่างว่า และครั้งนี้มันก็ลั่นคำสัญญาเป็นที่แน่แล้วว่าจะคิดตั้งหน้าทำมาหากิน เพราะห่วงเผื่อนกะอ้ายแดง และก็ได้คิดว่า แม่เผื่อนคงจะร่วมหัวจมท้ายกับมันสนิทใจจึงอุตส่าห์จะออกกรำแดดถือหางไถ

มันค้านไปอีก ๒-๓ คำ ที่จะไม่ยอมให้เมียลำบาก แต่คำค้านนั้นเกือบจะกลายเป็นต้องทะเลาะกัน จึงต้องแพ้ แล้วก็ยืนดูเผื่อนสวมเสื้อคว้างอบจะไปนา

“มาให้จูบเสียก่อนซิ ถึงค่อยไป” มันอ้าแขนทำหน้าเก้อๆ “จูบให้เต็มรักเสียก่อนแล้วก็ไปเถอะ”

“ไล่รึ?”

“อ้าว!” ลือร้องหัวใจระแวง “ก็แม่เผื่อนจะไปนาที่ก็อนุญาต มาซี”

มันแปลกหัวใจ เผื่อนยืนมองมันตาเศร้าๆ แล้วก็เดินมาหาอย่างง่ายดาย โผกอดคอผัวน้ำตาไหล

“สงสาร พี่ลือ”

“โธ่! ร้องไห้อีก” นักเลงลูกทุ่งสองห้องรับขวัญปากคออกใจ เขม่นพิกล “ทำไมร้องไห้บ่อยนักล่ะแม่เผื่อน?”

“สงสารพี่ลือ จะต้องอยู่กับลูก”

“ป้ะโธ่! เดี๋ยวพอแซมหลังคาแล้ว ฉันก็จะออกไปทำแทนนี่นา ว่าแต่อย่าไปมัวห่วงไถมันนักเลย พอสายๆ กลับมาให้นมลูกกินหน่อยก็แล้วกัน”

เผื่อนยิ่งใจหาย หากหัวใจที่เต้นริกๆ นี้บอกได้แล้วก็จะบอกผัว เพราะแม่ที่ให้กำเนิดนั้นสร้างกรรมให้เผื่อนคนเดียว

“จ้ะ พี่ขึ้นแซมหลังคาเถอะ”

“แซมซีเผื่อน แซมเดี๋ยวนี้แหละ เผื่อนจะไปรียัง?”

เผื่อนโน้มคอมันมาใกล้ จูบแก้มผัวถอนสะอื้น

“เผื่อนจะไปละ พี่ขึ้นหลังคาเถอะ”

มันชื่นอกชื่นใจเมียจูบแต่เพียงครั้ง ก็ซาบซึ้งเข้าหัวใจลึก เมื่อจูบตอบพอปลื้มใจเผื่อนแล้ว ก็ไต่เสากลางโหนตัวขึ้นหลังคา

อ้ายแดงผวาตื่นร้องจ้า บัวเผื่อนแทบจะล้มเป็นลมแล้วหักใจหวนมาหาลูก อุ้มอ้ายแดงจากแคร่นอนให้กินนมโยกตัวอยู่ครู่ ทั้งจูบจอมถนอมเกล้า แห่งนมองบนหลังคาโธ่เอ๋ย! พ่ออ้ายแดงกำลังรื้อจากง่วน แล้วเจ้าก็ลอบหยิบเชือกมงคลที่เตรียมไว้ผูกมืออ้ายแดงปากก็พึมพำ “ขวัญเอ๋ยแม่จะห่างลูกเพราะกรรมมาทัน ยายเจ้าคิดชั่วถลำอุบายเข้าไปแล้ว อยู่เถิดอ้ายแดงเอ๋ย! อยู่เป็นเพื่อนทุกข์พ่อเขาไปก่อน แล้วแม่จะมารับ”

เผื่อนน้ำตาหยดอย่างกลั้นไม่ได้ อ้ายแดงผวาอีกครั้งแล้วก็หลับไหล บัวเผื่อนจึงวางลงเปลผลักให้ไกว ๒-๓ กลับ แล้วหักใจลุกจากอ้ายแดงมายืนที่ประตูกระท่อม

เสียงตะโกนมาจากข้างบน และผัวเจ้าชะโงก “แล้วรีบกลับมาให้ลูกกินนม”

“ฉันให้กินแล้ว พี่อยู่เลี้ยงอ้ายแดงนะ”

“ฮึ” ลือมันแปลบใจ “ฉันก็มุงหลังคาอยู่นี่แหละจะไปไหน”

เผื่อนก้มหน้า พอเงยก็แกล้งบอกผัวว่าผงจากปลิวเข้าตา แต่หากเจ้ากลั้นน้ำตาไม่ได้เอง

“ผงปลิวเข้าตา” เผื่อนบอก “ฉันไปละ พี่อยู่เถิดแล้วห่วงอ้ายแดงมั่ง”

ลือตะลึง ไม่ทันเรียกทันตอบ เผื่อนก็ผละพ้นประตูไปทุกก้าวที่มันชะเง้อดูเมียตั้งแต่เปิดคอกจนเทียมควายเจ้าไถ ใจหายใจแห้งบอกอะไรไม่ถูก แต่แล้วมันก็เห็นว่าหัวใจมันบ้าคิดไปเอง เผื่อนเจ้ารักลูกมากไม่เคยห่าง เมื่อต้องห่างไปนาก็เลยหัวใจอ่อนร้องไห้

ตะวันเพิ่งเที่ยง น้ำในคลองไหลงวดกำลังลงเรือประทุนที่จอดอยู่ต้นลำกระโดงท้ายนา กำลังขนข้าวของลงบรรทุกเต็มทั้งสองลำ แต่ถัดท้ายนามาที่เรือนนอกจากใต้ถุนจะมีคนถือดาบระวังระไวแล้ว ที่ประตูเรือนยังมีนายแปลกยืนคุมดูเฝ้าต้นทางอยู่อีก

สามคนแม่ลูกที่เป็นผู้หญิง นั่งร้องไห้อยู่ในเรือน ยายบัว แกพูดปลอบน้ำใจที่จะมิให้เผื่อนคิดมาก ส่วนบัวผันนั้นไม่พูดจาประการไร นอกจากเห็นพี่สาวร้องไห้คร่ำครวญเจ้าก็พลอยร้องตามไปอีกคน กระทั่งคนขึ้นมาบอกว่าขนของบรรทุกเรือสำเร็จพร้อมแล้ว เผื่อนจึงลุกมาหาน้องสาวจูงมือมาที่หน้าต่างเรือน

“ผัน-หากพี่ลือเขาพาอ้ายแดงมาฝาก เอ็งช่วยรับเลี้ยงดูไว้ด้วย” พูดได้เพียงเท่านี้เผื่อนก็ร้องไห้อีก

“แล้วจะสั่งอะไรถึงเขามั่ง?”

“ขอโทษเขา” เผื่อนว่า “เอ็งบอกเขาเถิดว่าพี่ยังรักเขาอยู่มาก แต่มันเป็นกรรมแท้ของพี่เอ็งก็รู้เห็นชีวิตข้าคงไม่ยืดแน่ผัน หากพี่ตายเอ็งอย่าลืมว่าอ้ายแดงต้องเป็นลูกเอ็ง”

ผันปิดหน้าร้องไห้ แล้วมองแม่ตัวเองที่ออกจากประตูเรือนอย่างยายบัวเป็นยักษ์มารมากกว่าแม่

“พี่ต้องมามั่ง หาไม่บอกที่ไว้แล้วฉันจะพาอ้ายแดงไปเอง”

ข้าไม่รู้เขาจะพาไปอยู่หนไหน ได้ยินแว่วๆ ก็ว่าบางกอก เออ” เผื่อนถอนใจ “ข้าขออธิษฐานเป็นลูกแกแต่ชาตินี้หนเดียวเท่านั้น โธ่เอ๋ย พี่ลือ”

เผื่อนเซไป จนน้องสาวต้องประคองและเรียกคนช่วย ครู่นั้นนายอ่อนก็กรากเข้ามากับยายบัวพูดจาเล้าโลมมากมายเร่งให้เผื่อนเจ้าแต่งตัวด้วยผ้าใหม่ที่เตรียมไว้ ทั้งทองหยอง/*64*และแหวนเพชรอันเป็นเครื่องบำเรอใจแล้วเผื่อนก็ถูกยายบัวจัดแจงเป็นเจ้ากี้เจ้าการ พรากตัวไปส่งเองแต่เพลานั้น

ผันชะเง้อตามพี่สาวทางหน้าต่าง กระทั่งเห็นลับตัวลงเรือประทุนแจวจากท่า เวรใดของพี่เผื่อนพี่ลือที่เกิดมาเวรอ้ายแดงที่มันจะต้องว้าเหว่เหมือนกำพร้าแม่แต่ยังเล็ก แล้วผันก็คิดถึงอกตัวเองที่ร่วมท้องกับพี่เผื่อนมีแม่เป็นนักเลงพนัน เมื่อสิ้นตัวก็กู้ยืมคดโกงเขา จนต้องแยกลูกสาวขายไปเหมือนควายคอก แล้วผันก็ซบหน้าลงกับขอบหน้าต่าง แต่แปลกใจที่เสียงคนสะอื้นอยู่โคนไม้ข้างล่าง

“อ้ายลอย“ ผันเรียกชื่อน้องชายซึ่งยืนแอบร้องไห้ “เอ็งไปไหนถึงเพิ่งมา”

ลอยแหงนหน้าตอบพี่สาว “ฉันอยู่ตั้งแต่พี่เผื่อนยังไม่ไป” แล้วเจ้าลอยที่ย่างหนุ่มก็สะอื้น นึกแช่งด่า “คนฉิบหาย เดี๋ยวฉันจะไปบอกพี่ลือ”

ผันโบกมือห้าม “เอ็งอย่าบ้า แม่แกไปด้วยจะพลอยเสียผู้ใหญ่ เอ็งรู้ไม๊เขาจะพาพี่เผื่อนไปอยู่ไหน?“

“ฉันได้ยินเขาพูดเหมือนกัน”

ผันกวักมือ “งั้นขึ้นมานี่เถอะ”

เจ้าลอยวิ่งปราดขึ้นเรือนโดยเร็วแล้วกระซิบกับพี่สาวว่า

“เขายังไม่ขึ้นบางกอกวันนี้หรอก ฉันได้ยินกะหูเชียว”

“แล้วเขาจะอยู่ไหน?”

“ท่าแร้งนี่แหละ บ้านญาติไอ้แปลกไงล่ะ พี่” เจ้าลอยอธิบาย “แม่ปรึกษากะอ้ายอ่อนว่า จะให้รอแต่งที่ท่าแร้งก่อนสัก ๓ วัน ถึงจะหนีขึ้นอยู่บางกอก และนี่อ้ายอ่อนไม่ได้ไปท่าแร้งด้วยหรอก”

“อ้าว! ทำไมเอ็งรู้”

เจ้าน้องชายรับปากทันควัน “รู้ซี-มันต้องกลับบางกอกค่ำนี่แหละ เพราะจะไปเอาเงินและซื้อข้าวของมาให้ทันแต่งงานในวันปะรืน แหมอยากจะไปบอกพี่ลือแท้ ดูมันตีกันเล่นให้สนุกใจ”

“อย่านะ อ้ายลอย” เจ้าผันคาดคั้นเพราะรู้สันดานเจ้าลอยอยู่ดีว่า ลงเกลียดใครแล้วต้องอาฆาตไปนานและก็เกรงจะเสียหายไปถึงแม่

“เอ็งไม่รู้เร๊อะ ว่าพี่ลือเป็นคนไง แม่ทำเขาเจ็บแสบครั้งนี้ แลพี่เผื่อนก็ไม่ได้อยู่กะเขาแล้ว หากเขาหมดเกรงขึ้นมาแม่ก็จะต้องเดือดร้อน”

เจ้าลอยกลับเถียง “สมน้ำหน้า เล่นสกปรกพันนี้ หากฉันโตมีเมีย พบแม่ยายพันนี้เป็นได้ถอง”

“พูดเกินไปล่ะมึง” ผันเอ็ดเอาอีก แต่ใจแท้นั้นนึกขันท่าทางเจ้าลอยนัก “ว่าแต่อย่าเสือกย้อนไปสองห้องบอกพี่ลือล่ะ

แล้วเอ็งรู้ไม๊ว่าแม่จะกลับเมื่อไหร่?”

“คงพรุ่งนี้หรือวันปะรืน”

“เอ๊ะ! งั้นเอ็งก็อยู่เรือนกะข้าสองคนซิ”

“ก็จะเป็นไรไป”

ผันนึกเคืองแม่ขึ้นมาติดที่จะอยู่จะไปไม่บอก ทิ้งให้เรือนเหงา และอยู่ลำพังกับเจ้าลอยคุ้มอะไรไม่ได้ และเมื่อหวนคิดถึงเจ้าคนบาปหนาที่ทุ่งสองห้องแล้ว พลอยสลดหัวใจแทน

กระทั่งบ่าย หลังคาแซมแล้วสำเร็จไปเป็นนาน เจ้าผัวที่อิ่มอกอิ่มใจว่าเมียคงรีบกลับมาให้นมลูก แต่อ้ายแดงตื่นเสียก่อนจึงต้องอุ้มขึ้นจากเปล โอ๋และกล่อมมันไปตามเรื่องตามราวกระทั่งนิ่ง แต่ก็คงคอยหาย เผื่อนเจ้าเพลินงานเสียจนลืมลูกหาไม่ก็พบอีสาวเพื่อนนาเคียงชวนสนทนานินทาคนอื่นเพลินไป แต่แล้วเจ้าพ่อก็อุ้มลูกคอยเลยกระทั่งบ่าย

มันด่าตัวเองที่เซ่อบัดซบ ไม่ทันสังเกตด้ายมงคลผูกมือลูก เอ๋ใครผูก มันนั้นไม่ได้ผูกทำขวัญแน่ ทั้งด้ายมงคลก็ไม่เคยมีติดกระท่อมเลย เมื่อเช้าก็เห็นถนัดว่าไม่ได้ผูก ยิ่งคิดยิ่งหวั่นใจเจ้าเผื่อนร้องไห้เมื่อจะจากอ้ายแดงคำเผื่อนพูดสั่งพิกลให้มันอยู่เลี้ยงลูกหรือเผื่อนเจ้าจะตั้งพี่ทิ้งลูกเตลิดไปแล้ว

ความคิดมันกลุ้มอกขึ้นทุกขณะ วางลูกลงบนแคร่นอนพอได้ยินเสียงเขากู่เขาต้อนควายกันอยู่กลางทุ่ง ก็ระแวงสงสัยว่าจะเป็นบัวเผื่อนจึงไปชะเง้อคอยที่ประตู เปล่าเลยหาไม่เห็นพวกลงทุ่งก็ต้อนควายกลับเหย้าเรือนหมด เหลือแต่ทุ่งโล่งลิบๆ จึงป้องหน้าดูควายตะคุ่มนอนเอื้องหญ้าอยู่ทั้งคู่ ควายคู่นั้นเอง ควายเก่าที่แม่ยายยืมเจ้าอ่อนมาให้ แต่เผื่อนของพี่เล่า

เหลือที่จะอัดใจคอยและคิดอื่นต่อไปอีก เมื่อเห็นเจ้าแดงหลับสนิทมันก็ผลุนผลันออกจากโรง วิ่งมั่งเดินมั่งจนถึงกลางนา มองรอบตัวแล้วก็เห็นแต่ทิวไม้กับตะวันเย็นสุดทุ่งลิบๆจึงป้องปากกู่

“เผื่อน”

เสียงก้องคงกระท้อนกลับ ได้ยินคำเผื่อนย้อนมาเข้าหูมันอีกเหมือนล้อเลียน ทั้งสองและสามเผื่อนเสียงกู่ก็คงกระท้อนขึ้นฟ้าสูญไปเหมือนเผื่อนเจ้าสูญหน้า

ก้มมองผืนนาที่เจ้าควายหมอบอยู่สบาย โอ๋รอยไถ เผื่อนเจ้าไถแปรขวางรอยของพี่ไว้แต่เพียงชั่วสุดคันนา แต่ไถหักเดินตามจนสุดลอย โธ่ เผื่อนเอ๋ยสุดทางไถของเจ้าแต่เพียงนี้แล้ว หัวผาลยังจมดินลึก แน่แล้วเผื่อนทิ้งพี่ไปหาสุขอื่น แต่ฝีมือเผื่อนยังเป็นรอยดินให้พี่เห็น แล้วมันก็ทรุดตัวลงคุกเข่ามองรอยดินที่เผื่อนไถแปรทิ้งไว้ หัวใจก็หวิวระริกไปเหมือนจะขาด แม่คุณเสียแรงที่พี่รักและถนอมเผื่อนเอ๋ย เจ้าร้องไห้จะบอกผัวมา ๓ วันแล้ว แต่ก็เกรงภัยแม่เจ้าถึงขัดแค้นจะไม่มีเลย แต่ก็เป็นกรรมแท้ของพี่เองพี่พอจะรู้เค้า ตั้งแต่อีผันกล่อมอ้ายแดงเป็นอุบายบอกอยู่วานซืน เออ-แม่เผื่อน รักใคร่ของเราดูชั่วเดียวเท่านั้นสุดแล้วสุดเหมือนทางไถที่หัวผาลหัก

น้ำตามันหยดลงรอยไถฝีมือเมีย นึกมองรางๆ เป็นสีหน้าอ้ายอ่อน อ้อ-ควายยืมก็ของมึง ก็มึงกับอีบัวหละที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย แล้วหัวใจเศร้าก็เปลี่ยนเป็นแค้นฉับพลันต้องขึ้นกูบแดง หากดึกคืนนี้เผื่อนไม่กลับพอรุ่งสว่างกูต้องถึงกูบแดง ไม่เลือกแล้วใครๆ ไม่ละมันทั้งสิ้น

มันถลันยืน พอจิตกระหวัดไปถึงอ้ายแดงก็ออกวิ่งกระทั่งถึงลูกเอ๋ยเจ้าตื่นแล้วไม่ร้องกวน แล้วก็พูดกับอ้ายแดงเหมือนคนเพ้อ

“แม่เองเขาหนีไปแล้ว เออ-กรรมแท้ของมึงจะต้องอดนมลูกเอ๋ย”

“เจ้าแดงเบ้ร้องไห้ มันก็เลยก้มลงกอดลูกรักได้ดังสิ้นจะอายใครอีก เหลียวมองเปล โธ่ผ้านุ่งเผื่อนเจ้าผลัดไว้หยกๆ จึงอุ้มอ้ายแดงลงเปล หัวใจเศร้านักจึงจำกล่อมของเจ้าผันมันกล่อมขึ้นทั้งร้องไห้ พอคลายทุกข์

“วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ มีต้นข้าวโพดสาลี ลูกเขยมันตกยาก แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี โอ้ข้าวโพดสาลี ป่านฉะนี้จะโรยรา”

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ