นิราศพระบาท

  ๏ โอ้อาไลยใจหายเปนห่วงหวง
ดังศรศักดิ์ปักช้ำระกำทรวง เสียดายดวงจันทราพงางาม
เจ้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่ แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม
จนพระหน่อสุริยวงศ์ทรงพระนาม จากอารามแรมร้างทางกันดาร
ด้วยเรียมรองมุลิกาเปนข้าบาท จำนิราศร้างนุชสุดสงสาร
ตามเสด็จเสร็จโดยแดนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดา
วันจะจรจากน้องสิบสองค่ำ พอจวนย่ำรุ่งเร่งออกจากท่า
รำฦกถึงดวงจันทร์ครรไลลา พี่ตั้งตาแลแต่ตามแพราย
ที่ประเทศเขตรเคยได้เห็นเจ้า ก็แลเปล่าเปลี่ยวไปน่าใจหาย
แสนสลดให้ระทดระทวยกาย ไม่เหือดหายห่วงหวงเปนห่วงครัน
ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิตร ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น
ว่าชื่อจากแล้วไม่รักรู้จักกัน มิเคราะห์ครันฤๅมาพ้องกับคลองบาง
ทั้งจากที่จากคลองเปนสองข้อ ยังจากกอนั้นก็ขึ้นในคลองขวาง
โอ้ว่าจากช่างมารวบประจวบทาง ทั้งจากบางจากไปใจระบม
แสนวิบากหลากใจอาไลยเหลียว เห็นเวียงวังก็ยิ่งเสียวถึงเคยสม
ประสานสองหัดถ์ประนังตั้งประนม น้อมบังคมเทวารักษาวัง
ขอฝากน้องสองชนกช่วยปกเกษ อย่ามีเหตุอันตรายเมื่อภายหลัง
ใครปองชิงขอให้ตายด้วยลายชัง เทพทั้งชั้นฟ้าได้ปรานี
ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี
ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน
จึงสาปนามสามแสนเปนชื่อคุ้ง เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น
นี่ฤๅรักจะมิน่าเปนราคิน แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเปนหลายคำ
ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ให้แน่นหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขำ
ถึงแสนคนจะมาวอนชอ้อนนำ สักแสนคำอย่าให้เคลื่อนจงเหมือนใจ
ถึงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิตร นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล
พี่พลัดนางร้างรักมาแรมไกล ประเดี๋ยวใจพบบางริมทางจร
ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต เหมือนซื่อจิตรที่พี่ตรงจำนงสมร
มิตจิตรขอให้มิตใจจร ใจสมรขอให้ซื่อเหมือนชื่อบาง
ถึงบางซ่อนเหมือนเขาซ่อนสมรพี่ ซ่อนไว้นี่ดอกกระมังเห็นกว้างขวาง
เจ้าเยี่ยมหน้าออกมาหาพี่หน่อยนาง จะลาร้างแรมไกลเจ้าไปแล้ว
ถึงน้ำวนชลสายที่ท้ายย่าน เขาเรียกบ้านวัดโบถตลาดแก้ว
จะเหลียวกลับลับวังมาลิบแล้ว พี่ลับแก้วลับบ้านมาย่านบาง
พฤกษาสวนล้วนได้ระดูดอก ตระหง่านงอกริมกระแสแลสล้าง
กล้วยระกำอัมพาพฤกษาปราง ต้องน้ำค้างช่อชุ่มเปนพุ่มพวง
เห็นจันทน์สุกลูกเหลืองตระหลบกลิ่น แมลงภู่บินร่อนร้องประคองหวง
พฤกษาพ้องต้องนามกานกาดาดวง พี่ยลพวงผลจันทน์ให้หวั่นใจ
แมลงภู่เชยเหมือนพี่เคยประคองชิด นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล
เห็นรักร่วงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา
พี่เวียนเตือนเหมือนอย่างน้ำค้างย้อย ให้แช่มช้อยชื่อช่อเช่นกอเก่า
โอ้รักต้นฤๅมาต้องกับสองเรา จึงใจเจ้าโกรธไปไม่ได้นาน
๏ ถึงแขวงแควแพตลอดตลาดขวัญ เปนเมืองจันตะประเทศระโหฐาน
ตลิ่งเบื้องบูรพาศาลาลาน เรือขนานจอดโจทย์กันจอแจ
พินิจนางแม่ค้าก็น่าชม ท้าคารมเร็วเร่งอยู่เซ็งแซ่
ใส่เสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ พี่แลแลเครื่องเล่นเปนเสียดาย
ชมคณาฝูงนางมากลางชล สุริยนเยี่ยมฟ้าเวลาสาย
ถึงปากเกร็ดเสร็จพักผ่อนฝีพาย หยุดสบายบริโภคอาหารพลัน
แรงกำเริบเอิบอิ่มขยายออก เขาก็บอกโยนยาวฉาวสนั่น
ถึงหาดขวางบางพูดเขาพูดกัน พี่คิดผันใจฉงนอยู่คนเดียว
เปนพูดชื่อฤๅผีภูตปีศาจหลอก ใครช่วยบอกภูตผีมานี่ประเดี๋ยว
จะสั่งฝากขนิษฐาสุดาเดียว ใครเกินเกี้ยวแล้วอย่าไว้กำไรเลย
ถึงบางพังน้ำพังลงตลิ่ง โอ้ช่างจริงเหมือนเขาว่านิจาเอ๋ย
พี่จรจากดวงใจมาไกลเชย โอ้อกเอ๋ยแทบพังเหมือนฝั่งชล
ถึงวังวัดเทียนถวายบ้านใหม่ข้าม ก็รีบตามเรือที่นั่งมากลางหน
ทุ่งละลิ่วทิวเมฆเปนหมอกมน สะพรั่งต้นตาลโตนดอนาถครัน
เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น ระวังตนตีนมือระมัดมั่น
เหมือนคบคนคำหวานรำคาญครัน ถ้าพลั้งพลันเจ็บอกเหมือนตกตาล
เห็นเทพีมีหนามลงราน้ำ เปรียบเหมือนคำคนพูดไม่อ่อนหวาน
เห็นกิ่งกีดมีดพร้าเข้าราราน ถึงหนามกรานก็ไม่เหน็บเหมือนเจ็บทรวง
ถึงบางหลวงทรวงร้อนดังศรปัก พี่ร้างรักมาด้วยราชการหลวง
เมื่อคิดไปใจหายเสียดายดวง จนเรือล่วงมาถึงย่านบ้านกระแชง
พี่เร่งเตือนเพื่อนชายพายกระโชก ถึงสามโคกต้องแดดยิ่งแผดแสง
ให้รุ่มร้อนอ่อนจิตรระอิดแรง เห็นมอญแต่งตัวเดินมาตามทาง
ตาโถงถุงนุ่งอ้อมลงกรอมซ่น เปนแยบยลเมื่อยกขยับย่าง
เห็นขาขาววาวแวบอยู่หว่างกลาง ใครยลนางก็เปนน่าจะปรานี
ดูเย่าเรือนหาเหมือนอย่างไทยไม่ หลังคาใหญ่พื้นเล็กเปนโรงผี
ระยะบ้านย่านนั้นก็ยาวรี จำเภาะมีฝั่งซ้ายเมื่อพายไป
ถึงวังตำหนักพักพลพอเสวย แล้วก็เลยตามแควกระแสไหล
ทั้งน้ำลงน่าสลดระทดใจ โอ้น้ำไหลเจียวยังมีเวลาลง
แต่โศกพี่ฤๅไม่มีเวลาว่าง ระยะทางก็ยังไกลถึงไพรระหง
ขึ้นจากน้ำแล้วจะซ้ำเข้าเดินดง เมื่อไรลงนั่นแลกายจะวายตรอม
เห็นลมอื้อจะใคร่สื่อสาราสั่ง ถึงร้อยชั่งคู่เชยเคยถนอม
ให้นิ่มน้องครองศักดิ์อย่าปลักปลอม เรียมนี้ตรอมใจถึงคนึงนาง
ถึงทุ่งขวางกลางย่านบ้านกระบือ ที่ลมอื้อนั้นค่อยเหือดด้วยคุ้งขวาง
ถึงย่านหนึ่งน้ำเซาะเปนเกาะกลาง ต้องแยกทางสองแควกระแสชล
ปางบุรำคำบุราณขนานนาม ราชครามเกาะใหญ่เปนไพรสณฑ์
ในแถวทางกลางย่านกันดารคน นาวาดลเดินเบื้องบูรพา
โอ้กระแสแควเดียวทีเดียวหนอ มาเกิดก่อเกาะถนัดสกัดหน้า
ต้องแยกคลองออกเปนสองทางคงคา นี่ฤๅคนจะมิน่าเปนสองใจ
ครั้นพ้นสิ้นถิ่นเกาะค่อยเลาะเลียบ นาวาเพียบน้ำลงกำลังไหล
โอ้อนาถเหนื่อยน่าระอาใจ ถึงบางไซด่านดักนาวาเดิน
เขาบอกชื่อสีกุกตรงด่านข้าม เปนสามง่ามน้ำนองในคลองเขิน
ปักษาโบกปีกบินลงดินเดิน มัจฉาเพลินผุดพล่านในคงคา
นกยางเลียบเหยียบปลานักขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา
กระทุงน้อยลอยทวนนาวามา โอ้ปักษาเอ๋ยจะลอยถึงไหนไป
น่าวังฤๅจะสั่งด้วยนะนก ให้แนบอกของพี่รู้ว่าโหยไห้
มิทันสั่งสกุณินก็บินไป ลงจับใกล้นกตะกรุมริมวุ้มวน
ศีศะเตียนเลี่ยนโล่งหัวล้านเลื่อม เหนียงกระเพื่อมร้องแรงแสยงขน
โอ้หัวนกนี่ก็ล้านประจานคน เมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกำทรวง
ถึงเกาะเกิดเกิดเกาะขึ้นกลางน้ำ เหมือนเกิดกรรมเกิดราชการหลวง
จึงเกิดโศกขัดขวางขึ้นกลางทรวง จะตักตวงไว้ก็เติบกว่าเกาะดิน
รำพึงพายตามสายกระแสเชี่ยว ยิ่งแสนเปลี่ยวเปล่าในฤไทยถวิล
สักครู่หนึ่งก็มาถึงบางเกาะอิน กระแสสินธุ์สายชลเปนวนวัง
อันเท็จจริงสิ่งนี้ไม่รู้แน่ ได้ยินแต่ในยุบลแต่หนหลัง
ว่าที่เกาะบางอออินเปนถิ่นวัง กระษัตริย์ครั้งครองศรีอยุธยา
พาสนมออกมาชมคณานก ก็เรื้อรกรั้งร้างเปนทางป่า
อันคำแจ้งกับเราแกล้งสังเกตตา ก็เห็นน่าที่จะแน่กระแสความ
แต่เดี๋ยวนี้มีไม้ก็ตายโกร๋น ทั้งเกิดโจรจรเข้ให้คนขาม
โอ้ฉนี้แก้วพี่เจ้ามาตาม จะวอนถามย่านน้ำพี่ร่ำไป
ถึงเกาะพระที่ระยะสำเภาล่ม เภตราจมอยู่ในแควกระแสไหล
ถึงเกาะเรียนโอ้เรียมยิ่งเกรียมใจ ที่เพื่อนไปเขาก็โจทกันกลางเรือ
ว่าคุ้งน่าท่าเสือข้ามกระแส พี่แลแลหาเสือไม่เห็นเสือ
ถ้ามีจริงก็จะวิ่งลงจากเรือ อุทิศเนื้อให้เปนภักษ์พยัคฆา
ไม่เคยตายเขาบ่ายนาวาล่อง เข้าในคลองตะเคียนให้โหยหา
ระยะย่านบ้านช่องในคลองมา ล้วนภาษาพวกแขกตะนีอึง
ดูหน้าตาก็ไม่น่าจะชมชื่น พี่แขงขืนอารมณ์ทำก้มขึง
ที่เพื่อนเราร้องหยอกมันออกอึง จนเรือถึงปากช่องคลองตะเคียน
เห็นวัดวาอารามตามตลิ่ง ออกแจ้งจริงเหลือจะจำในคำเขียน
พระเจดีย์ดูกลาดดาษเดียร การเปรียญโบถกุฏิ์ชำรุดพัง
ถึงวัดธารมาใหม่ใจระย่อ ของพระหน่อสุริย์วงศ์พระวังหลัง
อุส่าห์ทรงศรัทธามาประทัง อารามรั้งฤๅมางามอร่ามทอง
สังเวชวัดธารมาที่อาไศรย ถึงสร้างใหม่ชื่อยังธาระมาหมอง
เหมือนทุกข์พี่ถึงจะมีจินดาครอง มงกุฎทองสร้อยสอิ้งมาใส่กาย
อันตัวงามยามนี้ก็ตรอมอก แสนวิตกมาตามแควกระแสสาย
ถึงคลองสระประทุมานาวาราย น่าใจหายเห็นศรีอยุธยา
ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรก เห็นนกหกซ้อแซ้บนพฤกษา
ดูปราสาทราชวังเปนรังกา ดังป่าช้าพงชัฎสงัดคน
อนิจาธานินสิ้นกระษัตริย์ เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ์
แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชน จะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง
มะโหรีปี่กลองจะก้องกึก จะโครมครึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
ดูภาราน่าคิดอนิจจัง ยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา
ทั้งสองฝั่งแฝกแขมแอร่มรก ชะตาตกสูญสิ้นพระชัณษา
แต่ปู่ย่ายายเราท่านเล่ามา เมื่อแรกศรีอยุธยายังเจริญ
กระษัตริย์สืบสุริยวงศ์ดำรงโลกย์ ระงับโศกศุขสุดจะสรเสริญ
เราเห็นยับยังแต่รอยก็พลอยเพลิน เสียดายเกิดมาเมื่อเกินน่าน้อยใจ
กำแพงรอบขอบคูก็ดูฦก ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้
ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงไชย โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย
ฤๅธานินสิ้นเกณฑ์จึงเกิดยุค ไพรีรุกรบได้ดังใจหมาย
เหมือนทุกวันแล้วไม่คัณนาตาย ให้ใจหายหวั่นหวั่นถึงจันทร์ดวง
พี่ดูใจค่ายนอกออกหนักแน่น ดังเขตรแคว้นคูขอบนครหลวง
ไม่เห็นจริงใจนางในกลางทรวง ชายทะลวงเข้ามาบ้างจะอย่างไร
ขอเทเวศร์เขตสวรรค์ชั้นดุสิต ดลใจมิตรอย่าให้เหมือนกับกรุงใหญ่
ให้เหมือนกรุงเราทุกวันไม่พรั่นใคร นั่นแลใจเห็นจะครองกับน้องนาน
สุริยนเย็นสนธยาย่ำ ประทับลำเรือเรียงเคียงขนาน
เขาเรียกวัดแม่นางปลื้มลืมรำคาญ ใครขนานชื่อหนอได้ต่อมา
ช่างแปลงโศกให้เราปลื้มพอลืมรัก จะรู้จักคุณจริงไม่แกล้งว่า
พลพายนายไพร่บรรดามา หุงเข้าหาฟืนใส่ก่อไฟฮือ
พี่ตันอกตกยากจากสถาน เห็นอาหารหวนทอดใจใหญ่หือ
ค่อยขืนเคี้ยวข้าวคำสักกำมือ พอกลืนครือคอแค้นดังขวากคม
จะเจือน้ำซ้ำแสบในทรวงเสียว ที่เค็มเปรี้ยวกล้ำกลืนก็ขื่นขม
กินประทับแต่พอรับกับโรคลม ครั้นค่ำพรมน้ำค้างอยู่พร่างพราย
ก็แรมรอนนอนวัดแม่นางปลื้ม พี่ไม่ลืมอาไลยให้ใจหาย
ทั้งไพร่นายนอนกลาดบนหาดทราย พงศ์นารายน์นรินทร์วงศ์ที่ทรงญาณ
บรรธมเรือพระที่นั่งบังวิสูตร เขารวบรูดรอบดีทั้งสี่ด้าน
ครั้นรุ่งเช้าราวโมงหนึ่งนานนาน จัดแจงม่านให้เคลื่อนนาวาคลา
เข้าลำคลองหัวรอตอระดะ เกะกะรอร้างทางพม่า
เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง
พอเลี้ยวแหลมถึงท่าศาลาเกวียน ตลิ่งเตียนแลโล่งดังคนถาง
พี่ตั้งตาหาเกวียนสองข้างทาง หมายจะจ้างบรรทุกไปท่าเรือ
แต่ทุกข์รักก็เห็นหนักถนัดอก ถึงสักหกเจ็ดเกวียนก็เจียนเหลือ
แต่โศกรักมาจนหนักในลำเรือ เฝ้าเติมเจือไปทุกคุ้งรำคาญครัน
ถึงบ่อโพงถ้ามีโพงจะผาศุก จะโพงทุกข์เสียให้สิ้นที่โศกศัลย์
นี่แลแลก็เห็นแต่ตลิ่งชัน ถึงปากจั่นตะละเตือนให้ตรอมใจ
โอ้นามน้องฤๅมาพ้องกับชื่อบ้าน ลืมรำคาญแล้วมานึกรำฦกได้
ถึงบางระกำโอ้กรรมระยำใจ เคราะห์กะไรจึงมาร้ายไม่วายเลย
ระกำกายมาถึงท้ายระกำบ้าน ระกำย่านนี่ก็ยาวนะอกเอ๋ย
โอ้คนผู้เขาช่างอยู่อย่างไรเลย ฤๅอยู่เคยความระกำทุกค่ำคืน
ถึงคุ้งแคว้นแดนพระนครหลวง ยิ่งโศกทรวงเสียใจให้สอื้น
โอ้อกเอ๋ยยังจะไปอิกหลายคืน กว่าจะชื่นแทบช้ำระกำกาย
ถึงแม่ลาเมื่อเรามาก็ลาแม่ แม่จะแลแลหาไม่เห็นหาย
จะถามข่าวเช้าเย็นไม่เว้นวาย แต่เจ้าสายสุดใจมิได้มา
ถึงอรัญญิกยามแดดแผดพยับ เสโทซับซาบโทมนัศา
ถึงตะเคียนด้วนด่วนรีบนาวามา ถึงศาลาลอยแลลิงโลดใจ
เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหง่านยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว
พยุยวบกิ่งเยือกเขยื้อนใบ ถึงวังตะไลเห็นบ้านละลานแล
ถึงบ้านขวางที่ทางนาวาจอด เรือตลอดแลหลามตามกระแส
ถึงท่าเรือเรือยัดกันอัดแอ ดูจอแจจอดริมตลิ่งชุม
ที่น่าท่ารารับประทับหยุด อุดตลุดขนของขึ้นกองสุม
เสบียงใครใครนั่งระวังคุม พร้อมชุมนุมแน่นน่าศาลารี
ฝ่ายพระหน่อสุริยวงศ์ทรงศิกขา ขึ้นศาลาโสรจสรงวารีศรี
ข้างพวกเราเฮฮาลงวารี แต่โดยดีใจตนด้วยพ้นพาย
อุระเรียมเกรียมตรมอารมณ์ร้อน ระอาอ่อนอกใจมิใคร่หาย
แลตลิ่งวิงหน้าในตาพราย หัวไหล่ตายตึงยอกตลอดตัว
ได้พึ่งเพื่อนเหมือนญาติเมื่อยามเข็ญ เขานวดเคล้นให้บ้างก็ยังชั่ว
พระอาทิตย์มืดมิดเข้าเมฆมัว ฟ้าสลัวแดดดับพยับไพร
กองคเชนทร์เกณฑ์ช้างยี่สิบเชือก มาจัดเลือกกองหมอขึ้นคอไส
ที่เดินดีขี่กูบไม่แกว่งไกว วิสูตรใส่สองข้างเปนช้างทรง
แล้วผ่อนเกณฑ์กองช้างไว้กลางทุ่ง เวลารุ่งจะเสด็จขึ้นไพรระหง
ที่สี่เวรเกณฑ์กันไว้ล้อมวง พระจอมพงศ์อิศยมบรรธมพลัน
อันพวกเราเหล่าเสวกามาตย์ เหนื่อยอนาถนิทราดังอาสัญ
แสนวิตกอกพี่นี้ผูกพัน ให้หวั่นหวั่นเวทนาด้วยอาวรณ์
สดับเสียงสัปรุษที่หยุดพัก เขาร้องสักรวาอึงทั้งครึ่งท่อน
บ้างชมป่าช้าปี่ทีลคร ถึงสบกลอนที่จะรู้ก็สู้เมิน
เฝ้าแหงนดูดวงแขชะแง้ภักตร์ เห็นจันทร์ชักรถร่อนเวหาเหิน
ดูดวงเดือนเหมือนชื่อรื้อพะเอิญ ระกำเกินที่จะเก็บประกอบกลอน
จนไก่เถื่อนเตือนขันสนั่นแจ้ว ดุเหว่าแว่วหวาดหมายว่าสายสมร
แสงเดือนแอร่มแจ่มอัมพร กองกุญชรผูกช้างมายืนเรียง
บรรดาเพื่อนเตือนตื่นขึ้นเซ็งแซ่ บ้างจอแจจัดการประสานเสียง
บ้างม้วนเสื่อมัดกระสอบหอบเสบียง บ้างถุ้งเถียงชิงสัปประคับกัน
บ้างขึ้นบนขนส่งคนข้างล่าง เสียงโฉ่งฉ่างชามแตกกระแทกขัน
จนคนบนสัปประคับรับไม่ทัน หม้อข้าวขันตกแตกกระจายราย
ย่ามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก กลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย
กะโปเลเชือกร้อยขึ้นห้อยท้าย เมื่อยามร้ายดูงามกว่าชามดิน
สงสารนางชาวในที่ไปด้วย ทั้งโถถ้วยเครื่องแต่งแป้งขมิ้น
หวีกระจกตกแตกกระจายดิน เจ้าของผินหน้าหาน้ำตาคลอ
จะปีนขึ้นกูบช้างไม่กางขา แต่โดยผ้ากรีดกรอมทำซอมซ่อ
มือตะกายสายรัดสคนคอ เห็นช้างงองวงหนีดก็หวีดอึง
แต่ปีนไพล่เหนี่ยวพลัดสุหรัดขาด สองมือพลาดพลัดขว้ำลงต้ำผึง
กรมการบ้านป่าเขาฮาอึง ทำโกรธขึ้งเรียกพวกผู้ชายเร็ว
บ้างขึ้นช้างพลางฉวยข้อมือฉุด ดังอุณรุทจับกินรที่ในเหว
ไม่นึกอายอัปรมาณเปนการเร็ว บ้างโอบเอวอุ้มนางขึ้นช้างพัง
สุรแสงแจ่มแจ้งอร่ามโลกย์ บริโภคอิ่มเอิบอารมณ์หวัง
ขัติยวงศ์ทรงช้างกูบบัลลังก์ รับสั่งสั่งสารถีให้ไสเดิน
จากศาลาท่าเรือเข้าทิวทุ่ง เปนฝุ่นฟุ้งนภางค์ในทางเขิน
กูบกระโดกโยกอย่างทุกย่างเดิน ขะเยื่อนเยินยอบเยือกยะยวบกาย
ทั้งสองข้างท่านวางเปนช้างดั้ง ระยะหลังมหาดเล็กนั้นเหลือหลาย
แต่ตัวพี่นี้จำเภาะเปนเคราะห์ร้าย ต้องขึ้นพลายนำทางช้างน้ำมัน
เพื่อนเขาแกล้งตบมือกระพือผัด ช้างสบัดบุกไปในไพรสัณฑ์
ผงะหงายคนท้ายเขาคว้าทัน โอ้แม่จันเจียนจะไม่เห็นใจจริง
นึกจะโจนจากช้างลงกลางเถื่อน แล้วอายเพื่อนเขาจะเย้ยว่าใจหญิง
แต่ตึงเศียรเวียนหน้าในตาวิง เอาคอพิงพาดตักมาตามทาง
ถึงชายป่าน่าประโคนรำคาญคิด ถึงมิ่งมิตรแล้วให้หมองอารมณ์หมาง
จนพ้นทุ่งมุ่งตรงเข้าดงยาง ไม่สล้างลู่ล้มระทมทับ
รุกขชาติดาษดูระดะป่า สกุณาจอแจประจำจับ
ดุเหว่าแว่วหวาดไหวฤไทยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ
ทั้งสองข้างทางเดินก็รกระ ระเกะกะพาดพันเถาวัลไสว
จักรจั่นแซ่เสียงเรไรไพร ในจิตรใจระทดท้อระย่อเย็น
ถึงบางโขมดมีธารตะพานช้าง บรรลุทางครบร้อยห้าสิบเส้น
มีโพธิ์พุ่มชุ่มชื่นระรื่นเย็น ไม่ว่างเว้นสัปรุษเขาหยุดเรียง
บ้างขายของสองข้างตามทางป่า จำนรรจาจอแจออกแซ่เสียง
พี่แกล้งไสให้คชสารเคียง เห็นของเรียงอยู่บนร้านทั้งหวานคาว
แต่น้ำยานั้นเขาว่ากิ้งกือกุ้ง เห็นชาวกรุงกินกลุ้มทั้งหนุ่มสาว
พี่คลื่นไส้ไสช้างให้ย่างยาว มาตามราวมรคาพนาวัน
ลมกระพือฮือหอบผงคลีหวน ปักษาครวญเพรียกพฤกษไพรสัณฑ์
ดุเหว่าแว่วแจ้วจับน้ำใจครัน ไก่เถื่อนขันขานเขาชะวาคู
ประจวบจนถึงตำบลบ่อโศก ยามวิโยคออกชื่อก็ครืหู
ถึงจะไม่รู้จักไม่รักรู้ แต่เพลินดูไปที่บ่อยังท้อใจ
ระยะเดินเถินทางมากลางป่า สองร้อยห้าสิบเส้นถึงสระใหญ่
พอได้กึ่งมรคาพนาไลย พี่รีบไสช้างเดินโดยลำลอง
มาลับท่อบ่อโศกจนสุดเหลียว ยังเสียวเสียวโศกกายไม่วายหมอง
ถึงหนองคณฑีมีสระละหานนอง เปนเปือกกรองแต่ล้วนหญ้าคงคาดำ
อันริมรอบขอบหนองทั้งสองข้าง รอยตีนช้างฦกลุ่มหลุ่มถลำ
โอ้น้ำใจในอุราที่ทาระกรรม เหมือนน้ำดำอยู่ในหนองเปนฟองคราม
พี่ยลน้ำช้ำใจแล้วไสช้าง มาตามทางทิวป่าพนาหนาม
กำหนดนับมรคาพยายาม ก็ได้สามร้อยเส้นห้าปลาย
โอ้ทางไกลไปเปลืองเหมือนเรื่องว่า แต่โศกข้านี่กะไรมิใคร่หาย
จะแลขวาป่าเขียวยังเปลี่ยวกาย จะแลซ้ายเห็นแต่โขดภูเขาเคียง
กับหมู่ไม้ไกรกรวยกันเกรากร่าง พยอมยางตาพยัคฆ์พยุงเหียง
ข่อยมะขามตามทางสล้างเรียง นกเขาเคียงคู่คูประสานคำ
โอ้นกคู่ดูน่าจะผาศุก พี่นี้ทุกข์เพราะจำจากเจ้างามขำ
เห็นนกหนึ่งจับนิ่งกิ่งระกำ โอ้นกน้อยเห็นจะจำจากตัวเมีย
ถ้านกผู้ดูเหมือนหัวอกพี่ แสนทวีเวทนาประดาเสีย
นิจาเอ๋ยถ้าเปนอกนกตัวเมีย จะละเหี่ยหาผัวอยู่ตัวเดียว
พี่เห็นนกแล้ววิตกถึงน้องน้อย จะครวญคอยนับวันกระสันเสียว
ไม่เห็นพี่ก็จะโหยอยู่โดยเดียว พี่ก็เปลี่ยวเปล่ากายซังตายมา
ถึงศาลาอาไศรยเจ้าสามเณร ในบริเวณอึกกระทึกด้วยพฤกษา
ที่ป่าพานขยาดพยัคฆา จะไปมาใครไม่อาจประมาทเมิน
ยามระงิดพี่ไม่คิดว่าเสือร้าย เขม้นหมายมุ่งลำเนาภูเขาเขิน
ได้สี่ร้อยทางจรไม่หย่อนเกิน เขารีบเดินการด่วนจะจวนเพน
ช้างที่นั่งก็รับสั่งให้รีบไส จนเหงื่อไหลหน้าแดงดังแสงเสน
ถึงสระยอรอช้างเสวยเพน จนกองเกณฑ์เดินทางมาตามทัน
พี่แวะเข้าเขาตกคอยนำเสด็จ ดูเทเวศร์อารักษ์นรังสรรค์
เอาเทียนจุดบูชาแก่เทวัญ ให้ป้องกันอันตรายในราวไพร
เห็นเขาตกเขาแตกมาตกฦก อนาถนึกแล้วก็น่าน้ำตาไหล
พี่ตกยากจากนางมากลางไพร วิตกใจตกมาถึงคีรี
รำจวนจิตรคิดไปน่าใจหาย ไม่เว้นวายความเทวศสวาสดิ์ศรี
จึงเลยลาอารักษ์ริมคีรี จงศุขีเถิดนะข้าขอลาจร
ถึงสระยอพอได้เวลาเสด็จ ก็ตามเสร็จแวดล้อมพร้อมสลอน
กำดัดแดดแผดเที่ยงทินกร รีบกุญชรช้างที่นั่งขนัดตาม
บ่ายประมาณโมงหนึ่งพอถึงวัด ออกแออัดผู้คนอยู่ล้นหลาม
ลงหยุดปลงไอยราริมอาราม สมภารตามเชิญเสด็จให้คลาไคล
ขึ้นกุฎีฝากระดานสำราญรื่น ก็ครึกครื้นครอบครัวเข้าอาไศรย
ทั้งไพร่นายรายเรียงกันเรียดไป ตัดใบไม้มุงเหมือนหลังคาบัง
ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไม่ได้ศัพท์เซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
ปี่ระนาดฆ้องกลองประโคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหง่างลงครางครึม
มโหรีปี่ไฉนจับใจแจ้ว วิเวกแว่วกลองโยนตะโพนกระหึม
ทุกที่ทับสัปรุษก็พูดพึม รุกขาครึ้มครอบแสงพระจันทร
เสนาะเสียงเทศนาปุจฉาถาม ในสนามเสียงสนั่นเนินสิงขร
เปนวันบรรณรสีระวีวร พระจันทรทรงกลดรจนา
ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป กระจ่างจบจันทร์แจ่มแอร่มผา
ดอกไม้พุ่มจุดงามอร่ามตา จับศิลาแลเลื่อมเปนหลายลาย
พระจันทร์ส่องต้องยอดมณฑปสุก ในน่ามุขเงางามอร่ามฉาย
นกบินกรวดพรวดพราดประกายพราย พลุกระจายช่อช่วงดังดวงเดือน
ดอกไม้ร้องป้องปีบสนั่นป่า ในแหล่งหล้าใครไม่มีเสมอเหมือน
แต่คนเดินพัลวันออกฟั่นเฟือน จนจันทร์เคลื่อนรถคล้อยลับเมฆา
สงัดเสียงคนดังระฆังเงียบ เย็นระเยียบยามนอนริมเนินผา
เมื่อยามแกนแสนทุเรศเวทนา ต้องไสยาอยู่กลางน้ำค้างพราว
ทั้งต้องน้ำอำมฤกเมื่อดึกเงียบ แสนยะเยียบเนื้อเย็นเปนเหน็บหนาว
ทั้งหนาวลมหนาวพรมน้ำค้างพราว ไหนจะหนาวซากผาศิลาเย็น
โอ้หนาวอื่นพอขืนอารมณ์ได้ แต่หนาวใจยากแค้นนี้แสนเข็ญ
ทั้งหนาวนอนไกลนุชสุดจะเย็น ใครปะเปนเหมือนหนึ่งข้าจะว่าจริง
ถึงผ้าผ่อนซ้อนห่มเปนไหนไหน ไม่อุ่นใจเหมือนกอดแม่ยอดหญิง
แต่ตรอมใจไสยาศน์หวาดประวิง จนไก่ชิงกันขันกระชั้นยาม
ได้เพลินอุ่นฉุนเคลิ้มสติหลับ ก็ฝันยับไปด้วยรักไม่พักถาม
ในนิมิตรว่าได้ชิดพงางาม เหมือนเมื่อยามยังสำราญอยู่บ้านน้อง
สบายนิดหนึ่งที่ฝันก็พลันรุ่ง ตื่นสดุ้งเขาประดังระฆังก้อง
พอลืมตาก็ผวาคว้าประคอง ไม่พบน้องสุดแค้นแสนรำคาญ
จนแจ่มแจ้งแสงสายไม่วายโศก บริโภคโภชนากระยาหาร
แล้วเลือกธูปเทียนจัดไปนมัสการ เข้าในลานแลเลื่อมละอองทราย
มีร่มโพธิ์รุกขังเปนรังรื่น พิกุลชื่นช่อบังพระสุริฉาย
แสนระโหโอฬาน่าสบาย ทั้งหญิงชายกลาดกลุ้มประชุมกัน
ทวาราที่ตรงน่าบันไดนาค มีรูปรากษษสองอสูรขยัน
แสยะแยกโอษฐ์อ้าสองตามัน ยืนยิงฟันแยกเขี้ยวอยู่อย่างเปน
บันไดนาคนาคในบันไดนั้น ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเล่น
ขย้ำเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเปน ตาเขม้นมองมุ่งสดุ้งกาย
มีต้นกำมพฤกษ์ทานในลานวัด ลูกหมากยัดเงินทิ้งอุทิศถวาย
คนประชุมกลุ้มชิงทั้งหญิงชาย บ้างกอบปรายเบี้ยโปรยอยู่โกรยกราว
ทิศประจิมริมฐานมณฑปนั้น มีดาบศรูปปั้นยิงฟันขาว
นุ่งหนังพยัคฆาชฎายาว ครังเคราคราวหนวดแซมสองแก้มคาง
ชั้นบันไดจะขึ้นไปมณฑปนั้น สิงโตตันสองตัวกระหนาบข้าง
ดูผาดเผ่นเหมือนจะเต้นไปตามทาง พี่ชมพลางขึ้นบนบันไดพลัน
ทั้งสาวหนุ่มเข้าประชุมกันแออัด ประนมหัดถ์ทักษิณเกษมสันต์
แต่เวียนเดินเพลินชมมาตามกัน ตามช่องชั้นกำแพงแก้วอันแพรวพราย
ทั้งซุ้มเสามณฑปกระจกแจ่ม กระจังแซมปลายเสาเปนบัวหงาย
มีดอกจันทน์ก้านแย่งสลับลาย กลางกระจายดอกจอกประจำทำ
พื้นผนังหลังบัวที่ฐานบัตร เปนครุธอัดยืนเหยียบภุชงค์ขยำ
หยิกขยุ้มกุมวาสุกรีกำ กินรรำรายเทพประนมกร
ใบระกาหน้าบันบนชั้นมุข สุวรรณสุกเลื่อมแก้วประภัศร
ดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคุนธร กระจังซ้อนแซมใบระกาบัง
นาคสดุ้งรุงรังกระดึงห้อย ใบโพร้อยระเรงอยู่เหง่งหงั่ง
เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง วิเวกวังเวงในหัวใจครัน
บานทวารลานแลล้วนลายมุก น่าสนุกในกระหนกดูผกผัน
เปนนาคครุธยุดเหนี่ยวในเครือวัล รูปยักษ์ยันยืนกอดกระบองกุม
สิงโตอัดกัดก้านกระหนกเกี่ยว เทพเหนี่ยวเครือกระหวัดหัดถ์ขยุ้ม
ชมภูพาลกอดก้านกระหนกรุม สุครีพกุมขรรค์เงื้อในเครือวง
รูปนารายน์ทรงขี่ครุธาเหิร พรหมเจริญเสด็จยังบัลลังก์หงษ์
รูปอมรกรกำพระธำมรงค์ เสด็จทรงคชสารในบานบัง
ผนังในกุฎีทั้งสี่ด้าน โอฬ่าฬารทองทาฝาผนัง
จำเภาะมีสี่ด้านทวารบัง ที่พื้นนั่งดาดด้วยแผ่นเงินงาม
มณฑปน้อยสวมรอยพระบาทนั้น ล้วนสุวรรณ์แจ่มแจ้งแสงอร่าม
เพดานดาดลาดล้วนกระจกงาม พระเพลิงพลามพร่างพร่างสว่างพราย
ตาข่ายแก้วปักกรองเปนกรวยห้อย ระย้าย้อยแวววามอร่ามฉาย
หอมควันธูปเทียนตระหลบอยู่อบอาย ฟุ้งกระจายรื่นรื่นทั้งห้องทอง
พี่เข้าเคียงเบื้องขวาฝ่าพระบาท อภิวาทหัดถ์ประนังขึ้นทั้งสอง
กราบกราบแล้วก็ตรึกรำฦกปอง เดชะกองกุศลที่ตนทำ
มาคำรบพบพุทธบาทแล้ว ขอคุณแก้วสามประการช่วยอุปถัมภ์
ฉันเกิดมาชาตินี้นี้มีกรรม แสนระยำยุบยับด้วยอับจน
ได้เคืองแค้นแสนยากลำบากบอบ ไม่สมประกอบทรัพย์สินก็ขัดสน
แม้นกลับชาติเกิดใหม่เปนกายคน ชื่อว่าจนแล้วจงจากกำจัดไกล
สัตรีหึงหนึ่งแพสยาหญิง ทั้งสองสิ่งอย่าได้ชิดพิศมัย
สันชาติชายทรชนที่คนใด ให้หลีกไกลร้อยโยชน์อย่าร่วมทาง
ถ้ารักใครขอให้ได้คนนั้นด้วย บุญจงช่วยปฏิบัติอย่าขัดขวาง
อย่ารู้มีโรคาในสารพางค์ ทั้งรูปร่างขอให้ราวกับองค์อินทร์
หนึ่งบิดรมารดาคณาญาติ ให้ผุดผาดผาศุกเปนนิจสิน
ความระยำคำใดอย่าได้ยิน ให้สุดสิ้นสูญหายละลายเอง
ทั้งหวายตรวนล้วนเครื่องที่ลำบาก ให้ปราศจากทั้งคนเขาข่มเหง
ใครปองร้ายขอให้กายมันเปนเอง ให้ครื้นเครงเกียรติยศปรากฎครัน
อธิฐานแล้วก็ลาฝ่าพระบาท เที่ยวประพาศในพนมพนาสัณฑ์
ขึ้นเขาโพธิ์ลังกาศีลาชัน มีสำคัญรุกขโพธิ์ลังกาเรียง
ศาลารีมีทั้งระฆังห้อย เขาตีบ่อยไปยังค่ำไม่ขาดเสียง
ดงลั่นทมร่มรอบคีรีเรียง มีกุฎิ์เคียงอยู่บนเขาเปนหลั่นกัน
มีชวากคูหาศิลาหุบ ในถ้ำมีพุทธรูปนรังสรรค์
แต่คนนมัสการขนานกัน บนเขานั้นแจ้งจริงทั้งหญิงชาย
เจ้าเณรน้อยเสด็จมาดูน่ารัก พระกลดหักทองขวางกางถวาย
พี่เหลียวพบหลบตกลงเจียนตาย กรตะกายกลิ้งก้อนศิลาตาม
เปนบุญจริงจับกิ่งสะแกได้ ในจิตรใจยอกเจ็บดังเหน็บหนาม
กำลังอายก็ซังตายพยายาม ลงเลียบตามตีนเขาลำเนาไพร
พบพวกนางเข้าที่หว่างชวากผา เขาแกล้งว่าเยาะเย้ยเฉลยไข
พี่แกล้งเฉยเลยแลดูอื่นไป ให้เจ็บใจจำนิ่งดำเนินมา
ถึงเขาขาดพี่ถามถึงนามเขา ผู้ใหญ่เล่ามาให้ฟังที่กังขา
ว่าเดิมรถทศกรรฐ์เจ้าลงกา ลักษีดาโฉมฉายมาท้ายรถ
หนีพระรามกลัวจะตามมารุกรบ กงกระทบเขากระจายทลายหมด
ศิลาแตกแหลกลงด้วยกงรถ จึงปรากฎตั้งนามมาตามกัน
พี่พูดพูดเขาขาดแล้วหวาดจิตร พี่ขาดมิตรมาไกลถึงไพรสัณฑ์
นึกเฉลียวเสียวทรวงถึงดวงจันทร์ จะขาดกันเสียเหมือนเขาพี่เศร้าใจ
แล้วย่องเหยียบเลียบเนินลงเดินล่าง ตามแถวทางหิมวาพฤกษาไสว
เห็นพุ่มพวงบุบผายิ่งอาไลย สลดใจขุกคิดถึงคู่เคียง
ไม้แก้วกางกิ่งพิงกับกิ่งเกด ฝูงโนเรศขันขานประสานเสียง
น้ำตาคลอท้ออกเห็นนกเรียง เหมือนเรียมเคียงร่วมคู่เมื่ออยู่เรือน
ระกำป่ากาหลงกะลิงจับ ระกำกับเราระกำก็จำเหมือน
เห็นไม้จันทน์พี่ยิ่งฟั่นอารมณ์เฟือน เหมือนจันทน์เตือนใจตัวให้ตรอมใจ
โอ้นามไม้ฤๅมาต้องกับน้องพี่ ขณะนี้นึกน่าน้ำตาไหล
เจ้าอยู่เรือนชื่อเชือนมาอยู่ไพร เหมือนเตือนใจให้พี่ทุกข์ทุกย่างเดิน
มาถึงเชิงคีรีที่มีถ้ำ ศิลาง้ำเงื้อมแหงนเปนแผ่นเผิน
ไม้รวกรอบขอบเขาลำเนาเนิน พิศเพลินพฤกษาบรรดามี
อันชื่อถ้ำแต่บุรำบุราณเรียก ชื่อสำเหนียกถ้ำประทุนคิรีศรี
สำคัญปากคูหาศาลามี ชวนสัตรีเข้าถ้ำทั้งหกคน
เที่ยวชมห้องปล่องหินเปนภู่ห้อย มีน้ำย้อยหยาดหยัดอย่างเม็ดฝน
พอเทียนดับลับแลไม่เห็นคน ผู้หญิงปนเดินปะปะทะชาย
เสียงร้องกรีดหวีดก้องในห้องถ้ำ ชายขยำหยอกแย่งผู้หญิงหวาย
ใครกอดแม่แปรกอกแตกตาย ใครปาดป้ายด้วยมินหม้อเหมือนแมวคราว
ครั้นออกจากคูหาเห็นหน้าเพื่อน มันมอมเปื้อนแปลกหน้าก็ฮาฉาว
บ้างถูกเล็บเจ็บแขนเปนริ้วยาว ก็โห่กราวกรูเกรียวไปเที่ยวดง
ถึงถ้ำหนึ่งชื่อถ้ำกินรนั้น สะพรั่งพรรณพฤกษาป่าระหง
ดูคูหาก็เห็นน่ากินรลง เปนเวิ้งวงฦกแลตลอดดิน
พาดพะองจึงจะลงไปเล่นได้ เปนเหวใหญ่ลองโยนด้วยก้อนหิน
เสียงโก้งก้างก้องกึงไม่ถึงดิน กว่าจะสิ้นเสียงผาเปนช้านาน
พี่กลัวตายชายชวนไปชมอื่น ร่มระรื่นรุกขาขึ้นขนาน
ถึงบ่อหนึ่งมีน้ำคำบุราณ ว่าบ่อพรานล้างเนื้อที่ในไพร
พิเคราะห์น้ำสมคำบุราณกล่าว ยังมีคาวเหม็นหืนจนคลื่นไส้
ถนอมหอมกลิ่นนุชเปนสุดใจ โอ้เปนไรจึงไม่ติดอุรามา
น่าฉงนจนใจสงไสยจ้าน ด้วยรอยพรานจาฤกอยู่กับผา
แต่กล่าวไว้ว่าพรานไล่มฤคา รอยตีนหมาก็ยังมีสำคัญครัน
บนยอดเขามีสองสุนักขา สังเกตตาก็พิกลเหมือนคนขัน
ทั้งคอคางหางหูขึ้นชูชัน สี่เท้ายันเหยียบยอดคีรีเรียง
เช่นนี้เจ้าสาวภาคย์มาตามพี่ จะถามจี้ไปทุกสิ่งไม่ขาดเสียง
พี่จะทำเฉยเมินเข้าเดินเรียง ประคองเคียงให้เจ้าค้อนชอ้อนชม
นี่นึกนึกแล้วก็น่าน้ำตาตก เพราะแนบอกมิได้มาเปนสองสม
ขืนสนุกไปทั้งทุกข์ระทมตรม ซังตายชมไปทั้งช้ำระกำทรวง
ถึงคูหาชื่อชาลวันถ้ำ วิไลยล้ำไปทุกเหลี่ยมภูเขาหลวง
ศิลาแลแวววาวดังดาวดวง เปนเมฆม่วงมรกฎทับทิมแดง
สมมุติแลแง่หินชง้อนหุบ เปนที่รูปสิงสัตว์เข้าเฟี้ยมแฝง
กระต่ายเหมือนกระต่ายป่าสองตาแดง ที่ลางแห่งพิศแลเห็นแต่ตัว
ที่ลางแห่งแกล้งพิศประดิฐต่อ เห็นแต่คอบ้างก็เห็นแต่เพียงหัว
ที่แผ่นเผินเนินผานั้นน่ากลัว ดูเงื้อมตัวเหมือนจะพังลงทับตาย
เทียนสว่างกลางห้องคูหาแจ่ม ศิลาแวมวาววามอร่ามฉาย
พี่ชมแล้วให้ตรมระบมกาย ด้วยเจ้าสายสุดใจมิได้มา
แล้วชักเชือนชวนเพื่อนให้กลับหลัง ที่อื่นยังมีอยู่หลายคูหา
จะแต่งเล่นก็ที่เห็นกับไนยนา ด้วยเวลาสุริยนก็พ้นเย็น
จะกลับหลังยังพระพุทธบาท เหนื่อยอนาถอกใจมิใช่เล่น
ครั้นค่ำนอนตะละตายทั้งกายเย็น ครั้นเช้าเปนก็เที่ยวไปตามทาง
เขม้นเมินว่าจะเดินไปหินดาษ ลัดตลาดแลตลอดคนสล้าง
เห็นขนเม่นพี่ยังหมายเสียดายนาง เจ้าเคยสางสอยเส้นกระเด็นราย
สารพรรณกันไภยลูกนาคพช เครื่องโอสถชาวป่าเขามาขาย
ลักกระจั่นวัลเปรียงแก่นปรูลาย เปนยาหายโรคไภยที่ในตัว
หัวล้านลูกละเบี้ยดูเสียหน้า ลูกขี้ข้าอะไรล้านประจานหัว
ใครล้านจ้อนควรเจียมเสงี่ยมตัว มันสิบหัวสิบเบี้ยออกเรี่ยทาง
พี่แกล้งเมินเดินมาข้างบ่อโพง เห็นท่าเลี่ยนเตียนโล่งเปนทางถาง
พิศพนมชมเพลินแล้วเดินพลาง ถึงระหว่างแนวน้ำที่ลำธาร
กระแสสินธุ์หินดาษสอาดเอี่ยม วารีเปี่ยมปริ่มไหลในละหาน
เห็นหญิงชายว่ายคล่ำในลำธาร เสียงประสานสรวลสันต์สนั่นอึง
เห็นชีต้นปนประสกสีกากลุ้ม โถมกระทุ่มฟองฟุ้งอยู่ผลุงผึง
พี่หลีกเลียบไปให้พ้นที่คนอึง กระทั่งถึงธารเกษมค่อยส่างใจ
ต้นโศกทอดยอดขวางออกกลางห้วย พี่ก็ช่วยผูกชิงช้าให้อาไศรย
พวกผู้หญิงชิงขึ้นให้ช้าไกว สนุกใจร้องเตือนให้เพื่อนโยน
ดูทำนองนางในไกวชิงช้า ดังสีดาผูกคอที่โรงโขน
เถาวัลเปราะเคราะห์ร้ายพอสายโยน ก็ขาดโหนลงในน้ำเสียงต้ำโครม
ผ้าห่มเปลื้องเครื่องเล่นอล่างฉ่าง ทั้งสองข้างผู้คนเขาฮาโหม
พี่แลลานธารหลวงเพียงทรวงโทรม ให้แสนโทมนัศทัศนา
คำขนานธารเกษมก็สมชื่อ สนุกคือเรื่องอิเหนาเสนหา
เมื่อใช้บนเล่นชลธารา อันเรื่องว่ากับเราเห็นก็เช่นกัน
ประดับด้วยก้อนแก้วปัทมราศ สดสอาดทาเขียวก็เขียวขัน
มัจฉาว่ายรายเรียงมาเคียงกัน แล้วมีพรรณบุบผาก็น่าชม
หล่นลงกลาดดาษเกลื่อนที่กลางน้ำ ถึงใจช้ำก็ค่อยชื่นอารมณ์สม
ทั้งหญิงชายชิงชวนกันเก็บชม แสนภิรมย์เบิกบานสำราญเรียง
แต่หนุ่มสาวคราวเรานี้นับร้อย ลงเล่นลอยกลางธารประสานเสียง
ล้วนจับคู่ชู้ชายชม้ายเมียง ที่คู่ใครใครเคียงประคองกัน
แสนสนุกจะมาทุกข์อยู่เพียงพี่ ยิ่งทวีความวิโยคให้โศกศัลย์
เห็นคู่รักเขาสมัคสมานกัน คิดถึงวันเมื่อมาดสวาดิ์นาง
แต่วอนเวียนเจียนวายชีวิตพี่ จึงได้ศรีเสาวภาคมาแนบข้าง
เจ้าเคืองขัดตัดสวาดิ์ขาดระวาง จนแรมร้างออกมาราวอรัญวา
ครั้งอิเหนาสุริวงศ์อันทรงกฤช พระทรงฤทธิ์แรมร้างจินตหรา
พระสุธนร้างห่างมโนรา พระรามร้างแรมสีดาพระไทยตรอม
องค์พระเพ็ชรปาณีท้าวตรีเนตร เสียพระเวทผูกทวารกรุงพาลถนอม
สุจิตราลาตายไม่วายตรอม ล้วนเจิมจอมธรณีทั้งสี่องค์
แสนสุขุมรุ่มร้อนด้วยร้างรัก ยังไม่หนักเหมือนพี่โศกสุดประสงค์
ไม่ถึงเดือนเพื่อนรักเขาทักทรง ว่าซูบลงกว่าก่อนเปนค่อนกาย
พี่แกล้งเฉยเลยชมชลาสินธุ์ ในที่ถิ่นธารเกษมกระแสสาย
แต่เพลินชมอยู่นั้นตวันชาย ก็กลับหมายมุ่งมายังอาราม
ถึงพบเพื่อนที่รู้จักเคยรักใคร่ ก็เฉยไปเสียมิได้จะทักถาม
แต่คอยฟังเทวราชประภาษความ เมื่อไรจะคืนอารามวัดระฆัง
พี่จะได้ทูลลาไปหาเจ้า เปนทุกข์เท่านี้แลน้องไม่วายหลัง
พอแรมค่ำหนึ่งวันนั้นท่านพระคลัง หาบุญยังไปฉลองศาลาไลย
มีลครผู้คนอลหม่าน กรับประสานสวบสวบส่งเสียงใส
สุวรรณหงษ์ทรงว่าวแต่เช้าไป พี่เลี้ยงใส่หอกยนต์ไว้บนแกล
ตวันบ่ายเข้าห้องก็ต้องหอก ชาวบ้านนอกตกใจร้องไห้แส้
บ้างฮาครืนยืนยัดอยู่อัดแอ บ้างจอแจสุรเสียงที่เถียงกัน
ลครหยุดอุตลุดด้วยมวยปล้ำ ยืนประจำหมายสู้เปนคู่ขัน
มงคลใส่สวมหัวไม่กลัวกัน ตั้งประจันจดจับกระหยับมือ
ตีเข่าปับรับโบกสองมือปิด ประจบติดเตะผางหมัดคว่างหวื
กระหวัดหวิดหวิวผวาเสียงฮาฮือ คนดูอื้อเออเอาสนั่นอึง
ใครมีไชยได้เงินบำเหน็จมาก จมูกปากบอบบวมอลึ่งฉึ่ง
แสนสนุกศุขล้ำสำมดึงษ์ พระผู้ถึงนฤพานด้วยการเพียร
แต่รอยบาทอนุญาตไว้ยอดเขา บุญของเราได้มาเห็นก็เย็นเศียร
บังคมคัลวันละสองเวลาเวียน แต่จำเนียรนับไว้ได้สี่วัน
จอมนรินทร์เทวราชประภาษสั่ง จะกลับยังอาวาศเกษมสันต์
วันรุ่งแรมสามค่ำเปนสำคัญ อภิวันท์ลาบาทพระชินวร
ถึงท่าเรือลงเรือไม่แรมหยุด ก็เร็วรุดตั้งหน้ามาหาสมร
แต่ตัวพี่ยังมาในสาคร น้ำใจจรมาถึงเสียก่อนกาย
ได้วันครึ่งถึงเวียงประทับวัด โทมนัศอาดูรค่อยสูญหาย
นิราศนี้ปีเถาะเปนเคราะห์ร้าย เราจดหมายตามมีมาชี้แจง
ที่เปล่าเปล่ามิได้เอามาเศกใส่ ใครไม่ไปก็จงจำคำแถลง
ทั้งคนฟังคนอ่านสารแสดง ฉันขอแบ่งส่วนกุศลทุกคน เอย
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ