๔ เกียรติศักดิ์รักของข้ามอบไว้แก่ตัว

ท้องฟ้าเวิ้งมีเมฆกลุ่มจับพยับสำแดงฝนต้นฤดูได้เริ่มแล้ว กรุงศรีอยุธยาพระนครหลวงซึ่งถูกพม่าศึกยกมาประชิดล้อมพระนครไว้ทั้งทัพบกทัพเรือทุกด้านนั้นก็พอจะเห็นช่องชำนะ โดยถ่วงการศึกนี้ให้ล่าช้าคอยจนกว่าฝนจะลงชุก หรือน้ำเหนือหลากมาท่วมก็จะแต่งทัพในกรุงยกออกโจมศึกนั้นให้พ่ายแพ้ยับเยินไม่ต้องเลิกทัพถอยไปเองเพราะฝนและน้ำนั้นหลากมา แต่ความคิดเห็นเหล่านี้หากจะเป็นข้อใหญ่สำคัญก็หาอาจที่จะเปลื้องความวิตกทุกข์ร้อนใจของเหล่าราษฎรซึ่งถูกล้อมอยู่ภายในกำแพงกรุงนั้นได้ไม่ ด้วยปรากฏความว่า ทัพหลวงที่แต่งออกไปต่อตีข้าศึกครั้งไรก็มีแต่พ่ายแพ้กลับมาทุกครั้งทุกหน กระทั่งกิตติศัพท์เลื่องลือมาว่าชาวบ้านระจันอันเป็นชนบทน้อยโน้น ซึ่งมีหัวใจแกล้วกล้ารักบ้านเกิดเมืองนอนต่างมีใจเจ็บร้อนแทนชาติและเพื่อนร่วมเมือง ได้พร้อมใจกันตั้งค่ายขึ้นต่อสู้พม่าข้าศึก ตีพม่าทั้งใหญ่น้อยที่ยกไปปราบปรามแตกพ่ายย่อยยับมาแล้วหลายครั้งหลายหนเป็นที่เลื่องลือจนข้าศึกเกิดระย่อกลัวเกรงฝีมือและถอยกำลังลง เพราะไพร่พลพม่าที่ยกไปและพ่ายแพ้มาทั้ง ๖ ครั้งนั้นถูกชาวค่ายระจันฆ่าตายเสียมากกว่าจะเหลือกลับอันเป็นข้ออัศจรรย์ยิ่ง พวกข้างในกรุงทั้งทหารและพลเรือนเมื่อได้ข่าวก็พากันมีใจมิ่งขวัญอันเคยหวาดกลัวว่าไทยจะพ่ายแพ้ก็อันตรธานเสื่อมหาย และต่างก็กล่าวสดุดีในความกล้าหาญสามารถของชาวค่ายระจันอยู่ไม่ขาด แล้วทัพข้างกรุงก็ค่อยเกิดกำลังน้ำใจฮึกเหิมที่จะคิดสู้ศึกยิ่งขึ้น

จึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอกทัศน์ก็โปรดเกล้าฯ ให้พระยาพระคลังถืออาญาสิทธิ์เป็นแม่ทัพพร้อมด้วยท้าวพระยาข้าราชการใหญ่น้อยทั้งปวงสมทบกับทัพหัวเมืองที่เกณฑ์ไว้เป็นพลหมื่นหนึ่งให้ยกออกไปตีค่ายใหญ่พม่าอันตั้งอยู่ปากน้ำพระประสบข้างฝ่ายเหนือเป็นการซ้ำเติมตัดกำลังเพื่อพ่ายแพ้เสียโดยเร็ว

พระยาพระคลังกับนายทัพนายกองทั้งปวงก็กราบถวายบังคมลายกออกจากพระนครในวันนั้น รี้พลมากมายเต็มไปทั้งท้องทุ่ง มีทั้งกองอาทมาตผู้ชำนาญในวิทยาคมและฝีมือนำทัพไป อันการรบนั้นเล่าทัพข้างฝ่ายกรุงก็มีน้ำใจกล้าหาญมิ่งขวัญอยู่และเข้าโจมตีจนพม่าเกือบจะต้องเสียค่าย หากแต่พระยาพระคลังแม่ทัพมิได้เตรียมการที่จะหาเครื่องกำบังกระสุนปืน เมื่อเข้าประชิดค่ายจึงต้องถอยกลับเสียครั้งหนึ่งก่อน และต่อมาอีก ๒-๓ วันจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพระคลังยกไปอีก แต่การรบครั้งนี้ทัพไทยยังมิทันจะได้เข้าตีค่ายก็ถูกพม่าแต่งกลหลอกให้รี้พลเปิดประตูหลังค่ายหาบคอนทำทีจะแตกหนี เมื่อกองอาทมาตของฝ่ายไทยยกล้ำเข้าไป เนเมียวมหาสีหบดีแม่ทัพใหญ่จึงขับพลพม่าทั้งกองม้าและพลเดินเท้าเข้าโอบหลังโจมตี ทัพข้างฝ่ายกรุงก็ล้มตายพากันแตกหนีถอยมา ณ โพธิ์สามต้นทั้งสิ้น บรรดาราษฎรที่ชักชวนกันติดตามกองทัพออกไปดูการรบก็ถูกฆ่าฟันล้มตายเสียมาก แต่วันนั้นกองทัพพระยาตากสินมิได้แตกจึงช่วยรอรบป้องกันไว้แล้วข้ามมาฟากตะวันออกต่อภายหลัง ฝ่ายข้างทัพพม่าเห็นมีชัยเป็นทีจึงให้กองทัพหน้ายกตามมาตั้งค่ายอยู่บ้านโพธิ์สามต้นประชิดใกล้พระนครยิ่งกว่าก่อน

แต่เนเมียวมหาสีหบดี แม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือของพม่ายังคงมีความร้อนใจอยู่มาก ในเมื่อจิกแกปลัดเมืองทวายซึ่งยกไปรบชาวค่ายระจันและแตกพ่ายมาเป็นครั้ง ๖ จึงเกรงไปว่าหากชาวค่ายระจันจะแต่งทัพยกมาตีเป็นศึกกระหนาบช่วยกรุงแล้วก็น่าที่ทัพพม่าจะต้องพ่ายแพ้ปราชัยเป็นแน่ เพราะกิตติศัพท์ในการรบและฝีมือของชาวบ้านระจันเป็นที่เลื่องลือและครั่นคร้ามแก่ไพร่พลพม่ามากมายนัก

ครั้นแล้วเนเมียวมหาสีหบดีก็คิดที่จะปราบปรามชาวค่ายระจันให้แพ้เสียโดยเร็วก่อนที่จะยกมาช่วยกรุง จึงสั่งให้นายทัพนายกองเรียกทหารอาสาพลสมัครเลือกสรรแต่ที่กล้าหาญคัดมาทุกๆ ค่ายจัดเป็นกองทัพมีทั้งทหารม้าและราบพลเดินเท้าเป็นพลพันเศษ และมากกว่าทุกๆ ครั้งพร้อมด้วยอาวุธ ให้อากาปันญีถืออาญาสิทธิ์เป็นแม่ทัพยกขึ้นไปปราบปรามชาวค่ายระจันเป็นศึกใหญ่

บางระจัน อันเป็นบ้านดอนชนบทอยู่หว่างแคว้นวิเศษไชยชาญกับสุพรรณและเมืองสิงห์ต่อกัน นับแต่ชาวบ้านได้ร่วมใจกันตั้งค่ายขึ้นรับศึกพม่าเมื่อเดือน ๔ ปีระกาจนถึงย่างเดือน ๗ ปีจอนี้ครัวซึ่งอพยพมาจากหนอื่นและแคว้นต่างๆ เมืองก็เพิ่มมากขึ้นเสบียงอาหารซึ่งสมบูรณ์อยู่แต่ก่อนก็ร่อยหรอขาดแคลนลง จึงผู้เป็นหัวหน้าจำต้องแต่งชาวค่ายยกออกเป็นกองเที่ยวลาดหาเสบียงตามที่ต่างๆ ที่เป็นคนระจันมีถิ่นฐานเป็นพื้นอยู่เดิมก็คิดไถคิดหว่านเพื่อสะสมเสบียงเตรียมไว้สู้ศึกแรมปี

ฝนย่างฤดูยังตกปรอยๆ ไม่ขาดเม็ด ถึงกระนั้นที่ชายแดนเปลี่ยว บ้านขุนโลกใต้บางระจันไปโน้น ชาวค่ายที่ยกกองออกลาดหาเสบียงและจากกระท่อมพักในค่ายมาแล้ว ๓-๔ วัน ซึ่งกำลังจะยกกลับก็ยังต้องอาศัยหลบฝนอยู่ตามโคนไม้ ม้าหมู่อีก ๗-๘ ตัวซึ่งคัดล้วนแต่ทหารค่ายฝีมือดีสำหรับคุมกองเสบียงก็เตรียมอยู่พร้อมที่จะยกออกเมื่อฝนหาย

ถึงไม่ใช่กองม้ากล้าบ้านคำหยาดที่เสียชีวิตไปแล้วกลางศึกหนโน้น และเป็นเพียงม้าเชลยซึ่งยึดไว้ได้ แต่คนขี่นั้นล้วนด้วยทหารฝีมือดีบ้านระจันที่เจนศึกมาแล้วทั้งขบวนรบหลังม้าและพลเท้าดาบสองมือ ตะวันบ่ายฝนปรอยเม็ดและฟ้ายังครึ้มด้วยเมฆกลางหาว ทั้งแสงแดดอ่อนกับสายฝนกลางทุ่ง ทำให้เจ้านายกองเสบียงเหงาหัวใจหวนคิดถึงทับอาศัยที่จากมาหลายวัน เมียรักเจ้าจักนอนหนาวคอยอยู่ที่ค่าย แฟงที่มันปรนปรือหัวใจให้ได้สุขเป็นยอดเยี่ยม ศึกดาบสองมือที่มันยกออกห้ำหั่นกับพม่ากลางแปลงพาชนะไปให้ชาวค่ายครั้งที่แล้วเล่า ก็เพราะแฟงเจ้าคอยบำเรอและปลอบให้เกิดมานะทำศึกอยู่หลัง

มันยืนม้ามองเร่งให้ฝนขาดเม็ดด้วยหัวใจป่วนคิดถึงแต่แฟง ถึงมิใช่หลังอ้ายเลาม้ารู้คำหยาดที่ตายไปแล้ว แต่มันก็ฝึกปรือให้เป็นม้าศึกรู้ขบวน และให้ชื่อว่าอ้ายเชลยตามที่ยึดไว้ได้

เจ้าเชลยคงผกหน้าผกหลังที่จะออกห้อคืนค่ายจนต้องรั้งบังเหียนผกกลับมาอีก แล้วเสียงหัวเราะจากคนที่ขี่อยู่ตัวหลังๆ ก็ก้ากขึ้นพร้อม

“อ้ายเชลยคงคิดถึงคอกเต็มประดา” แล้วก็ฮาขึ้นพร้อมอีก

เจ้าทัพที่ถูกอ้ายม้าเชลยทำให้เสียหน้า หันมาทำตาขุ่นเพราะรู้ว่าถูกเหน็บแนมจึงพูดตรงๆ

“มึงก็คิดถึงอีจวงวะอ้ายสังข์ ถึงอ้ายฟักก็เหอะ ป่านนี้นังโฉมมันก็คงคอยหาอยู่เหมือนกัน อย่าว่าแต่กูเลย”

เจ้าฟักไม่รู้เรื่อง “อ้าว ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ” แล้วก็พูดไม่รู้ไม่ชี้กับนายสังข์ที่ยืนม้าอยู่ข้างๆ “อีแฟงมันสวดมนต์เก่งรู้มั้ยล่ะพี่สังข์ ป่านนี้มันมิเร่งมนต์ยกใหญ่แล้วรึ อ้ายเชลยถึงได้ปั่นป่วนจะออกห้อให้ได้”

“อัปรีย์” ทัพด่าเจ้าพี่เมีย แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้ “เหอะกลับนี่กูจะยุให้เจ้าโฉมกะอีจวงตบหน้าเสียทั้งสองคน”

กลับถูกหัวเราะเยาะใหญ่โต แล้วเจ้าฟักก็ย้อนให้

“อีแฟงก็น้องฉัน ก็คงจะพอพูดพอจาให้แยกมาอยู่กะแม่ที่กระท่อมได้”

“แล้วมึงนึกว่ากูจะวิตกเพราะอยู่คนเดียวงั้นเรอะ”

“จะอะไรเสียอีก” นายสังข์สอดช่วยเจ้าฟัก “เพียงจะจากมาหาเสบียง ๓-๔ วันยังลาแล้วลาอีก อ้ายเรารึยืนคอยจนแสนเมื่อย”

“มึงเห็น”

“เห็นซีล่ะ” นายสังข์ยัน ชี้ไปที่เจ้าฟักคนโสด “ถามอ้ายฟักปะไร โอ๊ย-แอบดูแอบฟังสารพัดจะได้ยิน”

พอรู้ว่าความแตก เจ้านายม้าก็แสนอาย แล้วก็ต้องแก้อายด้วยเตือนอ้ายเชลยโผนเข้าไล่ชนม้านายสังข์และเจ้าฟัก

แต่พวกกองเสบียงทั้งชายหญิงที่เปลื้องหาบคอนนั่งพักคอยฝนหาย พากันยืนแตกตื่นชี้มือไปฟากทุ่งและเสียงพูดเสียงโจษกันแซ่ด ทั้ง ๓ คนที่กำลังชักม้าไล่ล้อกันต้องรั้งบังเหียนชะงัก ทัพมันป้องมือมองเห็นคนหมู่ใหญ่ทั้งหญิงชายกำลังวิ่งอลหม่านบ้างหอบหิ้วห่อของทั้งลุ้มลูกเล็กเด็กแดงและลากจูงกันสับสนกันอยู่ชายดงไม้ฟากทุ่งโน้นกำลังจะมุ่งมา

มันคิดไม่ออกว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่ สาเหตุก็ไม่มีที่จะให้เกิดกาหลเช่นนั้น

“สังข์ อ้ายฟักด้วย” มันเรียกเพื่อนทุกข์ร่วมใจแล้วสั่งว่า “ควบไปให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้แหละ ข้าจะทิ้งไปก็ห่วงเสบียงข้าวของทางนี้”

ชั่วสั่งนั้น ม้าคู่ของเจ้าฟักกับนายสังข์ก็ห้อตัดทุ่งลิ่วตรงไป ทัพมันยืนป้องหน้าคอย และยิ่งร้อนหัวใจนักเมื่อเห็นกลุ่มคนล้อมหน้าล้อมหลังม้าทั้งสองอยู่ลิบๆ แล้วก็ออกวิ่งตาม สักครู่ม้าของนายสังข์กับเจ้าฟักก็ห้อกลับมาถึง

“ครัวไทย พี่ทัพ” นายสังข์บอกยังหอบชี้มือไปทางกลุ่มคนร่วม ๒๐ ที่กำลังวิ่งอยู่กลางทุ่งไกลมา “ครัวชาวบ้านที่หนีมาจากตะวันออกบอกว่ารู้ข่าวพม่ากำลังยกทัพใหญ่มาเพียบทุ่งจะถึงขุนโลกนี่ราวกลางดึกหรือพรุ่งนี้เป็นอย่างช้า และพวกนี้ก็ถูกอ้ายกองล่วงหน้าลาดตระเวนมันไล่หลังมา”

ทัพชะโงกม้าเข้าใกล้ย้ำถามว่า “ฮะ พม่ายกมาอีกและกำลังไล่ครัวมางั้นรึ”

“จ้ะพี่ มันกำลังไล่มาจะจับครัว อ้ายพวกลาดตระเวนมีสัก ๑๐ กว่าคนตามที่พวกหนีมาบอกฉัน เอ้อ มาถึงกันมั่งแล้ว” สังข์ชี้ทางพวกชาวบ้านที่กำลังวิ่งมาไล่ๆ กันทั้งลูกเล็กเด็กแดงต่างก็ร้องไห้ตื่นตระหนก แต่ฟากทุ่งโน้นทหารพม่าหมู่หนึ่งกำลังโผล่ดงไม้มา

“สังข์ ชักม้าแอบเข้าดงเร็ว” มันบอก และเร่งให้พวกครัวเข้ารวมกับกองเสบียง แล้วสั่งพวกพลที่คุมกองเสบียงมาอีก ๗-๘ คน “ขึ้นหลังม้า อ้ายฟักกับเจ้าสังข์ไปคุมอยู่หลัง ระวังตามข้าให้ทัน”

ชั่วสั่ง ม้านั้นก็มีคนประจำหลังพร้อมทุกตัว ดาบแล่นจากฝักเป็นคู่ๆ กองเสบียงที่เป็นชายก็คุมเชิงอยู่รอบหาบคอนและพวกครัวที่หนีร้อนมาพึ่ง

ฝนกลับเทซ้ำลงมาอีก หากจะตกหนาเม็ดกว่าเมื่อแรกแสงแดดก็คงเหลืองจับทุ่ง พม่าวิ่งมาพร้อมด้วยเสียงโห่ขู่ขวัญพวกชาวครัวไทยอย่างกำเริบ ดาบก็กวัดแกว่งร้องเร่งพวกกันโดยหาสำนึกไม่ว่าครัวที่หนีร้อนนั้นได้แฝงอยู่หลังทหารกล้าบ้านระจันแล้วทุกชีวิต

กองลาดตระเวนนั้นคงแล่นมาอีก วิ่งคุมกันเนืองๆ มาเป็นหมวดหมู่เกือบ ๒๐ คน เพราะหวังเชลยศึกที่หนีเตลิดมาก่อน ทัพมันแฝงอยู่หลังไม้พุ่ม อ้ายเชลยก็หวนจะออกแล่น พอเห็นศึกล้ำฟากทุ่งมา ดาบสองมือก็ควงลิ่วแล้วหันพยักสั่ง

“ตามให้ทัน ย่ำเสียอย่าไว้จนคนเดียว” พอกระทืบโกลนอ้ายเชลยก็ผงาดออก ม้าหลังก็โผนตามบังเหียนมัดติดเอว พวกครัวที่หนีมาหวุดหวิดชีวิตต่างประนมมือเอาใจช่วยขอทหารกล้าจงชำนะ ผีและปู่เจ้าประจำไพรทั้งท้องทุ่งบ้านขุนโลกนี้จงคุ้มไทยให้ชนะ และเมื่อรู้จากชาวเสบียงว่ากองม้าที่ควงดาบแล่นไปโน้นคือชาวค่ายระจันที่เลื่องลือ ต่างก็กล่าวคำสดุดีพากันมั่นใจในฝีมือรบ

ชั่วแล่นถึง เจ้าม้าเชลยก็ถูกเตือนโผนเข้ากลางหมู่เหยียบย่ำและผกหน้าโถมใส่ ดาบสองเล่มในมือเจ้าของบนหลังมันเสียงฉิวติดลมตัดเนื้อและคอแขนลงหล่นเกลื่อน ม้าหลังก็วนเวียนตะลุยตามอ้ายเชลย ทุกหัวใจคะนองศึกแค้นนักหนาที่พลศึกเหล่านี้ไล่ต้อนข่มเหงครัวไทย น้ำตานองหน้าของพวกครัวที่หนีร้อนมาเมื่อครู่ทั้งลูกเล็กเด็กแดงได้ลำบากยังเห็นอยู่ติดตา ก็จงรู้เสียมั่งเถิดว่าเมืองศรีอยุธยายังไม่ไร้ผู้ชาย ไม่สิ้นทหารจะสู้ศึกและนี่ก็ทหารค่ายระจันบ้านน้อยที่ไม่ยอมจะนิ่งให้ใครมาดูแคลน ครั้นแล้วพลลาดตระเวนทัพใหญ่ของอากาปันญีก็วอดวายลงสิ้นอยู่แทบฝีเท้าม้า

“หมดแล้ว” ทัพกู่ก้องส่งเสียงสนั่นอยู่กลางพลข้าศึกหาชีวิตไม่แล้วควงดาบเตือนอ้ายเชลยแล่นมาที่พวกซึ่งชักม้าหันหวนเหมือนหนึ่งจะนับจำนวนศพ “ไม่เหลือจนชีวิตเดียวเออ ทหารเพื่อนเมือง ไปสู่สวรรค์ที่ชอบ อย่าผูกเวรเลย”

ทั้งกองลาดเสบียงและครัวเรือนโหเกรียวออกจากชายดงทุกหน้ายิ้มแย้ม บ้างตะโกนเสียงเครือล้วนแต่เป็นความปลื้ม กองครัวบ้านขุนโลกนั้นทั้งหญิงชายและผู้เฒ่าบางคนก็หลั่งน้ำตาไม่นึกว่าจะรอดก็กลับรอด อีกประการหนึ่งเล่า ตามกิตติศัพท์ที่เลื่องลือนักหนาก็เพิ่งประจักษ์มื้อนี้เอง น้ำใจและฝีมือกล้าของทหารค่ายช่างเป็นอัศจรรย์นัก

เจ้านายกองลาดเสบียงกับพลบ้านระจันถูกหญิงชายล้อมหน้าล้อมหลังทั้งกล่าวคำชมเชยและกอดรัดขอฝากชีพไว้กับทหาร บ้้างก็เข้าเก็บยึดเครื่องสาตราวุธของพม่าไว้ทำศึก และหญิงหนึ่งนั้นหน้าเจ้าคมคายก็กรากเข้ายึดบังเหียนอ้ายเชลย

“ทหารระจัน” เจ้าเรียกไม่รู้ชื่อแล้วก็ร้องไห้ “หากพบกันเร็วอีกครู่แล้วพ่อฉันคงไม่ตาย”

ทัพสงสัย “พบกันเร็วพ่อเจ้าไม่ตายงั้นรึ เอ๊ะ ก็มันเพราะเรื่องอะไรล่ะ”

หญิงนั้นกลับเพิ่มโศกเศร้าขึ้นอีก ชี้ที่เหล่าศพพม่าซึ่งนอนอยู่เกลื่อนดินแล้วก็เล่าความ “พ่อแกเป็นนายบ้านขุนโลกข้างใต้โน้น ตั้งใจจะเข้าอาศัยค่ายระจัน แต่พม่าก็ยกมาไม่หยุดหย่อนจึงต้องพาพวกครัวหลบเข้าดงอยู่นานนัก แล้วได้ข่าวว่าทหารระจันออกลาดเสบียงก็จะพาครัวเข้าหา พวกเหล่านี้แหละที่ฆ่าเพราะพ่อแกสู้ พวกฉันก็รีบหนีมา แต่อีกครึ่งหนึ่งถูกจับส่งไปแล้วทั้งแม่ด้วย”

ทัพมันนิ่งฟังเกิดสลดใจ นึกแต่ว่าเป็นกรรมแท้ของชะตาเมืองที่จะต้องเดือดร้อนทุกเส้นหญ้า ลูกแม่ทั้งพ่อและญาติพี่น้องต้องพลัดพรากไปคนละทิศบ้างตายบ้างสูญไม่ได้ข่าว และทุกข์เข็ญนั้นตกอยู่กับผู้หญิงคนเฒ่าคนแก่และเด็กไม่เดียงสานั้นมากกว่าใครอื่น

มันพูดปลอบไปตามการ และนึกสะกิดถึงคำเล่านั้น จึงถามว่า

“พวกลาดตระเวนหน้ามันมีอีกหรือ”

“มีอีก มีมากร่วมห้าหกสิบ แต่คุมครัวที่จับได้คอยพวกที่ตายนี่ เพราะนึกว่าพวกฉันจะไม่พ้นมือ”

ทัพมันได้คิดทันที พลพม่าคงจะรีบตามมาอีกเมื่อเห็นช้าและกองลาดเสบียงของบ้านระจันก็มีอยู่น้อยตัว และยังจะต้องห่วงหน้าห่วงหลังทั้งครัวและเสบียงที่ลาดหาไว้ ส่วนมานะสู้ใจร้อนด้วยคิดสงสารพวกครัวที่ถูกพม่าต้อนไปก็มีอยู่นัก มันแทบจะคลั่งใจตาย มันแทบจะร้องไห้ดังที่ต้องเกิดความจำใจครั้งนี้ รำลึกถึงกองม้าคำหยาด คิดถึงฝีมือเจ้าเคลิ้ม เจ้าขาบ และไพร่พลที่สิ้นชีพทั้งกอง หากอยู่แล้วก็จะนำไปตีครัวคืนมันเสียให้เกลื่อนทุ่งขุนโลก

ฝนขาดเม็ดสนิท ฟ้าฉายแดดขึ้นอ่อนๆ ความห่วงพวกค่ายที่คอยเสบียงและศึกใหญ่จะประชิดถึงบ้านระจันไม่รู้ตัวเป็นเหตุให้เจ้านายกองซึ่งคิดจะย้อนไปตามประหารศึกชิงครัวคืนจำใจชักม้าเข้าสู่ดง

เพื่อให้ข่าวศึกนี้รู้ล่วงหน้าไปถึงค่ายก่อน เมื่อเห็นพร้อมกันเรียบร้อยแล้วทัพจึงเรียกเจ้าหนุ่มพี่เมียมาหา

“ฟัก เอ็งล่วงหน้าไปให้ถึงค่ายก่อนแล้วบอกกับท่านพันเรืองให้รู้ว่าพรุ่งนี้คงจะเกิดศึกใหญ่ เพราะพม่ายกทัพมาใกล้ขุนโลกแล้ว มีพลและกองม้าอีกมากมายนัก ขอให้จัดทัพเร่งมาสกัดตีเสียก่อนอย่าให้ทันเข้าชิดไปถึงค่ายได้ ส่วนข้าจะคอยกันครัวและกองเสบียงตามไปอยู่ข้างหลัง”

เมื่อเจ้าฟักรับคำและควบม้าลัดดงไปแล้ว ทัพก็สั่งให้กองเสบียงและพวกครัวออกเดิน แม้หัวใจของชาวบ้านขุนโลกและมิ่งขวัญจะหวาดเสียวด้วยภัยพม่าประการไร แต่เมื่อต่างก็ตระหนักด้วยกันแล้วว่าผู้ที่จะติดตามมาข้างหลังนั้นล้วนเป็นเหล่าไทย ฝีมือฉกาจก็ค่อยอุ่นใจ ลูกแดงและผู้เฒ่าชราทั้งชาวบ้านหญิงพากันโลดเต้นร่าเริงเหมือนตายแล้วได้เกิดมาอีก จะมีคร่ำครวญอยู่บ้างก็เฉพาะผู้ที่ต้องพลัดพ่อหลงแม่เพราะถูกพม่าจับพรากตัวไปเป็นเชลย

เสบียงที่ลาดหามาทั้งกองมากมาย และชาวขุนโลกพากันออกเดินไปแล้วเห็นหลังไวๆ เห็นแม่สาวลูกนายบ้านขุนโลกยังเดินเหลียวหน้าเหลียวหลังอยู่ท้าย และยกมือโบกอำลามันเมื่อจะเลี้ยว เว้นเสียแต่แฟงแม่เพื่อนห้องเท่านั้นที่จะงามพอเทียบพอเคียง หาไม่จะหาหญิงใดอื่นจะเปรียบงามเจ้าอีกคงเสมอไม่ได้ เป็นกุศลแท้ของหญิงงามที่รอดพ้นมาพบมันหวุดหวิดหาไม่ป่านนี้ก็คงตกเป็นเชลยให้มันกอดปล้ำข่มเหงจนเสียสาวเสียศักดิ์หญิงสยามแน่

มันเฝ้าคิดเฝ้าชมแลโฉมสาวบ้านขุนโลก ใจก็ตวัดไปถึงแฟงเมียรักป่านนี้แฟงคงคอยหาคร่ำครวญถึงมัน เมื่อชนะศึกกลางแปลงด้วยทหารดาบแฟงก็รับชนะมันด้วยโผกอด เหลือจะปลื้มเมื่ออยู่ใกล้แฟงตลอดข้างแรม ๑๕ วัน กระท่อมนิดหนึ่งที่มีอีแฟงคอยบำเรอรักนั้นช่างเกิดสุขเหลือหลาย ทั้งเมืองระจัน ๒ ค่ายน้อยมันก็ได้ชื่อว่าเป็นทหารกล้ายอดฝีมือ เมียก็งามดังเลื่อนมาแต่ฟ้าบ้านคำหยาด ๓ วันเหมือน ๓ ปี ที่ต้องจากกระท่อมและเมียรัก คิดจะได้กลับมื้อนี้พออยู่ร่วมสุขกันเล่า มารก็ตามมาอีก ศึกใหญ่ที่จะต้องประหารขับเคี่ยวกันอีกก็มาขวางเป็นตัวทำลายสุข

เจ้านักรบค่ายน้อยของบ้านระจันเฝ้าเคลิ้มไปเมื่อหญิงงามอ้ายเชลยและม้าอื่นอีก ๗-๘ ตัวก็ส่งเสียงร้องให้แปลกใจ แต่พอสิ้นเสียง กองม้าสิ้นทุกคนก็ต้องเบิ่งหูขึงตามองกัน เพราะเสียงกระพรวน เสียงร้องของม้าอื่นแว่วมาแต่ไกลมากต่อมาก และกองครัวที่กำลังเดินเลี้ยวทิวไม้โน้นก็พากันวิ่งชุลมุนหนีรุดไปเป็นอลหม่าน

มันชักอ้ายเชลยนำม้าอื่นแฝงอยู่หลังพุ่มไม้ แฝงมองไปราวป่าฟากทุ่งโน้น มาแล้ว มารใหญ่ที่ก่อเดือดร้อนให้ชาวเมืองขุนโลกแล่นตกทุ่งมาอีกร่วม ๒๐ ก็จำเป็นอยู่นักที่มันจะต้องเสี่ยงชีวิตเข้าปะทะศึกนั้นไว้ก่อนพอถ่วงเวลาให้กองครัวและพวกลาดเสบียงพ้นไป และพอให้เจ้าฟักพาข่าวไปถึงค่ายทันการ

จึงหันปรึกษาความกับนายสังข์และพวกพลเพื่อฟังน้ำใจดู

“เราจะทำยังไงล่ะวะสังข์ เออ ทุกๆ คนนั้นแหละจะคิดอ่านกันยังไง”

เมื่อเสียงตอบว่าแล้วแต่มันจะเห็นงามสิ้นทุกคน ทัพจึงชี้แจงต่อไป

“น้องเอ๋ย เราเป็นชายชาติทหาร พี่ก็รู้ว่าศึกนี้คงจะเหลือกำลังสู้ เพราะมันมีมากกว่ามาก ทั้งเป็นกองม้าเหมือนกัน และจะมีหนุนมาอีกสักเท่าไรหารู้ไม่ แต่เมื่อจะไม่สู้รั้งไว้พวกที่หนีไปข้างหน้าก่อนและกองเสบียงก็จะเสียชีวิตถูกจับหมด เราก็ทหารอาสาเมืองทหารค่ายระจันปราบศึกมานักแล้ว จะถอยหลบหน้างั้นรึ ดาบจะนอนฝักนิ่ง แล้วห้อหนีให้ครัวข้างหน้าทั้งลูกเล็กและผู้หญิงผู้เฒ่าถูกมันต้อนไปฆ่าอีกงั้นรึ”

“ไม่ยอม” เสียงตอบพร้อมๆ กันหลายคน แล้วนายสังข์ก็กล่าวว่า “ถึงตายศึกนี้ก็สมทหารที่มีน้อยตัวกว่า สู้เถอะ”

ทัพยิ้มสมใจ มิเสียแรงที่ได้เกิดมาร่วมเมืองร่วมค่ายระจันทั้ง ๘ คน หัวใจช่างสมทหารนัก

“ถ้างั้นก็สู้จนตายหมดกอง” มันว่า แล้วพูดปลอบใจอีกทั่วตัวคน “เราเห็นกันแต่เท่านี้ เถอะ ถึงหากว่าจะต้องตายหมดก็จะต้องผลาญกองม้ามันมิให้ยกไปประชิดถึงค่ายได้ น้องข้าทุกคนขอให้ปลื้ม ทหารจะมีศักดิ์ก็เพราะสู้ตายกลางศึก ถึงหากจะมิได้กลับค่ายก็ขอให้เราได้นอนเรียงศพอยู่ในดง คอยรับหน้าพี่น้องเราที่จะยกมาถึงขุนโลกพรุ่งนี้ เอ้า ผูกบังเหียนชักดาบเร็ว”

ดาบสองมือกรากออกจากฝัก เลือดยังจะเพิ่งหมาดทุกคนมุ่งอารมณ์ขอปลงชีพให้แก่ชาติ ชีพชายจักบันลือศักดิ์เพราะชายไม่หนีศึก ตายดีตายร้ายก็หนเดียวที่มีอยู่ในชีวิตชาย ก็จะขอก้มหน้าถวายชีวิตแก่สยามมิให้เพื่อนเมืองทหารอื่นดูแคลน

ทัพป้องหน้าชะเง้อตัวสูงมองข้ามพุ่มไม้ไปอีก ใกล้มามากแล้ว ศึกกำลังตกทุ่งมาถึงย่านกลางที่รบกันเมื่อครู่ กำลังก้มมองดูศพเพื่อนกัน บ้างก็โดดจากหลังม้าเดินตรวจ แต่ขณะที่ทัพมันเพ่งดูนั้น สติปัญญาในเชิงศึกเจนในขบวนรบก็ทำให้มันได้คิดแล้วแสนจะดีใจ

“น้องข้า” มันหันพูดกับนายสังข์และคนอื่น “ศึกนี้จะต้องเสี่ยงชีวิตเอาชนะอย่างอัศจรรย์ ทหารพม่าเกือบ ๒๐ ถ้าจะสู้กลางแปลงเราก็คงจะเป็นรองตายหมด เพราะมันล้วนแต่ใช้หอกแลแหลนหลาว ก็จะต้องล่อให้เข้าดงคงชนะไม่ยาก”

นายสังข์และคนอื่นๆ พอจะมองเห็นช่องอุบายจึงจัดคนอีก ๓-๔ คนให้ลงจากหลังม้าเอาซุ่มไว้ แล้วถลันวิ่งเท้าเปล่าออกชายดง แล้ววิ่งย้อนกลับวกไปข้างท้ายที่มีม้าซุ่ม

ชั่วคนวิ่งผ่านไปเท่านั้น นายสังข์กับเจ้านายกองลาดเสบียงที่จะคิดหน่วงศึกก็สมอุบาย พลพม่าต่างเกรียวกราวชี้มือแล้ววิ่งกรูขึ้นหลังม้าควบเข้าใส่ ควบพลางก็โห่ร้องทั้งควงหอกซัดและแหลนหลาวคิดแต่จะเอาชีวิตชาวบ้านระจันที่รุมฆ่าพวกมันตายแล้วก็ไล่ลับเข้าท้ายดง

เป็นป่าไม้ทึบเปลี่ยวคับขันหนทางแคบ ทัพรั้งอ้ายเชลยบังคับให้นิ่งไม่โผนออก หัวใจเต้นอยู่ระทึก ขอปู่ป่าขุนโลกและเจ้าสิงไม้ใหญ่ประจำดงนี้จงรู้เห็นเป็นพยาน ศึกมันย่ำเมืองมาข่มเหงได้เดือดร้อนไปทั่วเส้นหญ้า ก็จะขอปราบศึก

คนล่อวิ่งผ่านรวดเร็วลับตัวไป ครู่นั้นก็เสียงควบไล่หลังมาแทรกแซงเบียดเสียดกันพัลวัน และไม่ทันที่จะคล้อยสิ้นท้ายขบวน เจ้าทัพก็ควงดาบออกจากพงไม้

“ถวายชีวิตควบเถิดน้องเอ๋ย ควบไปตายกลางศึกตะลุมบอนให้สมทหารลือบ้านระจัน”

อ้ายเชลยถูกโกลนเตือนแล่นไปแล้ว นายสังข์ห้อเหยียดนำม้าอื่นๆ ตามติดอ้ายเชลยไปผกสูงอยู่กลางศึกโลดเต้นคะนองใจเจ้าทหารกล้า นายเสบียงยืนหยัดอยู่บนหลังม้าเชลยศึกฟันประกาศฝีมืออยู่กลางพลเหมือนหนึ่งจะบอกกล่าวไว้ว่า ค่ายระจัน เมืองสิงห์ ทั้งสุพรรณ และวิเศษไชยชาญไม่สิ้นชาย แล้วนายสังข์และม้าตามอื่นอันฝึกปรือชำนาญก็ผูกบังเหียนติดเอววิ่งปราดใส่ บ้างก็ยืนรบอวดฝีมือกระบวนดาบ และในชั่วศึกที่ติดพันเป็นตะลุมบอน ก็มุ่งจะประหัตประหารกันให้แหลกระหว่างกองม้ารบค่ายระจันและพม่า ระหว่างดาบสองมืออาวุธสั้นกับหอกซัดและแหลนหลาวทางไกล

เช้าตรู่ เพียงแสงเงินขึ้นเยี่ยมฟ้าเห็นใบไม้อ่อน ทุ่งและท้องฟ้าเวิ้งกึกก้องกัมปนาทด้วยเสียงฝีเท้าพลศึก ฆ้องครางกระหึ่มปืนไฟก็แลบเปรี้ยงถวายฤกษ์ เสียงโห่และข้าวตอกดอกไม้โปรยลมเช้ามืดพัดอู้คำรามมาทั่วสารทิศ ทัพบ้านระจันอันมีนายและพลเพียบทุ่งกำลังเคลื่อนขบวนแล้ว

พระอาจารย์ธรรมโชติคงยืนพรมน้ำมนต์อยู่บนไม้ยกพื้นสูงที่ประตูค่าย เมื่อทัพใดผ่านทัพนั้นก็เย็นเยือกหัวใจด้วยน้ำมนต์พรมทั้งคำพร สองฟากก็ล้วนแต่ผู้เฒ่าและเหล่าหญิงส่งเสียงขอให้ไปชนะอยู่ตลอดเวลา

เพราะศึกนี้ใหญ่หลวงนักตามที่ม้าเร็วของกองลาดเสบียงล่วงหน้ามาบอก บ้านระจันจึงต้องระดมทัพใหญ่อันพล ๑๐๐๐ เศษ แต่พ่อแท่นผู้กล้าอันเป็นนายทัพเดิมนั้นยังป่วยอยู่เพราะต้องปืนครั้งศึกสุรินทจอข่อง ทหารค่ายและผู้เป็นหัวหน้าอื่นจึงตกลงเลือกนายจันทร์หนวดเขี้ยวฝีมือลือชาวพื้นระจันเป็นแม่ทัพ ส่วนปีกขวาและซ้ายคงจัดเป็นขบวนรบดั่งครั้งตีศึกสุรินทจอข่องหนโน้น ทั้งมีท่านขุนสรรค์อันฝีมือแม่นปืนเป็นนายทหารคัดเลือกชาวค่ายที่มีฝีมือทางปืนเข้าขบวนทัพอีก ๑๐๐ เศษ สำหรับสู้กับกองม้าพม่าข้าศึก

ทัพสุพรรณพ้นค่ายไปแล้ว ทั้งทหารกล้าเมืองสิงห์และวิเศษไชยชาญกับบ้านระจัน กองหลวงก็เคลื่อนตามเป็นหมวดกองล้วนแต่เริงศึก จะรบกู้เมือง จะรบกู้หน้าชายสยามมิให้ใครหมิ่น จะลงแค้นที่ช้ำหัวใจให้สิ้นรอยด้วยดาบรบ เสียงเพลงศึกดั่งพายุกระท้อนจากฟากทุ่งปีกขวามาซ้ายและกองหลวง เมื่อมีชื่อว่าเมืองสิงห์ก็ต้องมีลูกชายเมืองสิงห์ สุพรรณไม่ไร้ชายชาติทหาร บ้านระจันจะขอสู้จนหมดคนวิเศษไชยชาญเคยล้างศึกมานักไหนเลยจะถอย ทุกหมวดทุกกองต่างสดุดีทัพของตนและขอพรคุ้มทัพระจันทั้งหมด

กระทั่งกองท้ายอันมิใช่ขบวนทัพ หากเป็นแต่เหล่าหญิงกองเสบียงและผู้ชราที่จะช่วยในสิ่งใดอื่น เมื่อจำเป็นที่ทัพใหญ่จะต้องมีศึกติดพันไม่กลับมาแรมค่ายได้ ถึงกระนั้นหญิงที่จากเหย้ามามากหลายทั้งพื้นบ้านและต่างเมืองล้วนหัวใจเปี่ยมที่จะทอดชีวิตแก่ชาติและค่ายน้อยบ้านระจัน

ทหารกล้าบ้านระจันอยู่หนไหน เจ้านายกองม้าลือบ้านคำหยาดที่ยกไปลาดเสบียงเป็นไฉนจึงไม่กลับ เมียรักที่เฝ้าคอยผัว เจ้าแฟงที่เฝ้าคอยอ้ายนายกองเสบียงด้วยแสนห่วงก็จำต้องอาสามาด้วย เพราะข่าวสู้กับกองม้าศึกบ้านขุนโลกทำให้แฟงหนักใจนัก เมื่อนึกมั่นในฝีมือแท้ที่รู้เห็นมาก่อนก็จะเบาใจ แต่จนป่านนี้จนทัพระจันพ้นค่ายมาแล้วลิบๆ เจ้าผัวก็มิได้โผล่โฉมห้ออ้ายเชลยมาให้เห็น

ดงทึบบ้านขุนโลก แสงตะวันสว่างเมื่อสายสว่างทั่วดงทึบนั้น เสียงพุ่มไม้แหวก ทั้งบุกย่ำ และฝ่าดงของชาย ๒ คน เร่งร้อนนักต่างก้มหน้าก้มตาเดินกระทั่งทะลุจะออกทุ่ง

เจ้าคนนำหน้าถึงก่อนชี้ไปบนฟ้าเหนือหัว

“สังข์ สายโขอยู่นักแล้วรีบเข้าหน่อยเหอะ หากอ้ายฟักไปถึงก่อนและรีบยกมาเร็วได้เข้าตีเสียก็ต้องชนะแน่ เพราะมันยังเพียงจะสร้างค่าย”

นายสังข์ถอนใจเหมือนจะแกล้งเหนื่อย มองมันแล้วก็ไม่วายจะนึกถึงศึกเมื่อวานเลย ทั้งม้าทั้งคนคุมเสบียงก็เสียชีวิตหมดเหลือรอดเพียงสอง แต่ม้ากองตระเวนพม่าก็เป็นผีอยู่ดงตะวันออกขุนโลกหมด

“คงยกมาแล้ว” นายสังข์ว่า “แต่พ่อแท่นก็ป่วยอยู่ใครเล่าจะเป็นนายทัพ”

“พอหาถม แต่ศึกนี้หากเรามีม้า ได้กลับเสียเมื่อคืนก็คงจะได้เปรียบมาก”

“ก็อีกละ” ผัวเจ้าจวงแย้ง “หากเรากลับเสียเมื่อคืนไหนเลยจะรู้ว่าทัพใหญ่มันมาถึง และคิดสร้างค่ายจะรบเอาเปรียบ”

ทัพพยักหน้า “อือจริง ออกเดินเหอะ จะได้เร่งให้พบทัพเสียเร็วๆ ขืนช้าพลาดพลั้งมันส่งม้ามาตระเวนป่าพบเข้าจะพากันเป็นเชลยหมด ทั้งข่าวก็จะพลอยสูญ”

แล้วเจ้าของทหารค่ายที่หลงวนเวียนอยู่ในดงแต่เมื่อคืนก็ออกวิ่งมั่งเดินมั่งแฝงตัวไปตามสุมทุมพุ่มไม้ตลอดราวป่า และก็ต้องพากันชะงักยับยั้งอยู่ท้ายทุ่งข้างหน้า เพราะแลมืดอยู่ลิบๆ โน้น

ทัพป้องมือด้วยหัวใจตื่นเต้นอึงคะนึง ทัพใหญ่บ้านระจันมาแล้ว พลเพียบทั้งปีกซ้ายปีกขวา เสียงฝีเท้าเดินสะเทือนดังหนึ่งจะถล่มบ้านขุนโลก ครั้นมองถนัดแน่ เจ้าสองหนุ่มทหารค่ายก็ออกวิ่งสุดฝีตีนลืมเหน็ดเหนื่อย มุ่งแต่จะให้ไปถึงทัพเพื่อเข้าผสมกองทำศึกเสียโดยเร็ว

ทุ่งเวิ้งขุนโลกกำลังอึกทึกเกรียวกราวด้วยการสร้างค่ายเพราะสองฟากทุ่งเป็นป่าเปลี่ยวดงทึบ เป็นทำเลคับขันแก่การทัพและความกลัวเกรงฝีมือรบของชาวค่ายระจันที่ชนะศึกมาแล้วหลายครั้งหลายหน จึงอากาปันญีแม่ทัพใหญ่ที่คุมพลมา จึงสั่งให้ทหารช่วยกันสร้างค่ายขึ้นหวังจะค่อยยกไปช้าๆ สู้กับชาวบ้านระจันเป็นศึกนานวัน ทั้งเป็นการสะดวกที่จะส่งข่าวและขอกำลังพลจากค่ายปากน้ำพระประสบเพิ่มมาอีก

ไม้ป่าถูกโค่นมาตลอดและด้วยกำลังพลนั้นในชั่วสายพื้นธรณีบ้านขุนโลกก็คับคั่งด้วยค่ายทหาร ทั้งที่ทำไปแล้วและกำลังลงมือเป็นด้านเป็นแถบ ตัวอากาปันญีนายทัพก็เข้าประจำค่ายก่อนเพื่อตรวจ แต่หารู้ไม่ว่าความโกลาหลภายนอกได้เกิดขึ้นแล้วทั้งเสียงโห่ร้อง ปืนไฟ และค่ายเล็กล้อมถูกหักพินาศ ทหารที่ต้องอาวุธบาดเจ็บวิ่งถอยมาเป็นอลหม่านจึงรู้ว่าทัพบ้านระจันยกเข้าตีอย่างทะนงองอาจ ก็สั่งให้เร่งกลองศึกขึ้นแล้วก็คุมกันเป็นหมวดเป็นกองเพื่อรักษาค่ายมั่นและบ้างก็ถลันออกรบกลางแปลง

แต่ทหารหน้าเข้าหักค่ายแล้ว ท่านขุนสรรค์นายกองปืนกรากเข้ายิงกองม้าลงเกลื่อนดิน ท่านพันเรืองและนายทองแสงใหญ่นำทัพสุพรรณกับคนพื้นระจันยกหนุนเข้ารื้อค่ายฟาดฟันกองอาสาหน้าข้าศึกตะลุยมาเป็นช่อง ทัพเมืองสิงห์ตีกระหนาบ นายอิน นายเมือง ทั้งนายโชติยอดทหารเมืองสิงห์ออกนำ ระเนียดค่ายไม่ทันแล้วจะหักลงเป็นแถบ ใครเล่าจักปล่อยให้น้ำมือเขาอื่นมาสร้างค่ายเป็นบ้านพักเล่นสบายในเมืองสยาม ค่ายใดแล้วเสร็จก็รื้อมันทิ้ง ที่เพิ่งจะลงมือก็อย่าหวังว่าจะได้ค่ายได้นอนพักสำเร็จ ทัพนายดอกไม้บ้านกรับและนายทองแก้ววิเศษไชยชาญก็โห่ร้องตะลุยมา นายทองแสงใหญ่ ทั้งนายทองเหม็นผู้ใหญ่บ้านระจันก็ควงดาบแล่นนำพล ปากก็ตะโกนก้องให้พลตาม “ตามมามาเถิดน้องเอ๋ย ไทยทั้งหลายมาเถิด ศึกมันมาชิงเมืองศึกมันมาเหยียบเมืองขุนโลกบ้านเราแล้ว มันมาหยามทหารชายระจันมาเถิดมากอดคอกันตาย ฝากยศทหารไว้แต่คนหลัง”

นายจันทร์ขุนทัพเล่าก็ควงดาบอยู่กลางพล หักค่ายเถิดค่ายอื่นผิดจากค่ายระจันแล้วจะปลูกจะสร้างอีกไม่ได้ โค่นมันลงเสียทั้งคนทั้งค่าย ขุนโลกต้องเป็นทุ่งแจ้ง มิใช่เพื่อนเมืองจะมาปลูกค่ายแข่ง แล้วขุนทัพก็โลดไป แล่นไปสารทิศใดเล่าทิศนั้นทางนั้นก็เกลื่อนด้วยศพนอนดิน ไทยม้วนลงแต่เพียง ๑ ผู้มาหลังก็สาบานแก่ศพไปสวรรค์เถิดเพื่อนค่ายกูจะล้างแค้นให้กูจะฟันเซ่นผีเพื่อนให้ครบร้อย

แม้ค่ายหน้าจะถูกรื้อถูกหักลงแล้วเป็นแถบ แต่อากาปันญีก็ต้อนพลประจำค่ายออกสู้รบอย่างแข็งแรงเข้าปะทะกันเป็นศึกประจัญบานหน้าต่อหน้าคู่ต่อคู่ฟันสั่งกันเพื่อชัยชนะ เพื่อยศศักดิ์ที่กรีฑาทัพมา เพื่อยศศักดิ์ลูกผู้ชายที่รักบ้านหวงเมืองมิให้ใครมาหยามถึงเหย้า

ธรณีขุนโลกยังหวั่นไหวสะท้านด้วยคู่รบคู่ศึก ศพเกลื่อนด้วยทหารต่างเมืองและเจ้าของบ้าน เมื่อเห็นพม่าข้าศึกตั้งรับทั้งในค่ายและนอกค่ายเข้มแข็งนักนายจันทร์หนวดเขี้ยวก็คิดหักศึกด้วยแยบคาย จึงรบเร่งขึ้นจนประชิดเจ้าทหารกล้า

ผัวเจ้าแฟงที่มาประสมทัพเมื่อเช้าเป็นกองหลวงของนายจันทร์ยังคงรบตะลุมบอนหวังจะเข้ายื้อค่ายให้ได้ ดาบศึกครั้งอ่าวหว้าขาวคงฟันกราดตลอดมามันไม่ยอมถอย จะไม่ถอยจนก้าวเดียวกว่าจะริบค่ายกลางนั้นได้ เมื่อพลกระจัดกระจายหนีและนายจันทร์แล่นมาถึงตัว มันก็หัวร่อร่าเหมือนสนุกศึกดังเล่นสงกรานต์กลางหมู่สาว

เมื่อฟังอุบายศึกจากนายทัพระจัน เจ้าคนคำหยาดก็รอรบแล้วเริ่มถอยกองทหารหน้าของมันก็ถอยตาม ถอยไปเปิดให้กองอื่นขึ้นรับแทนกระทั่งลงไปอยู่ท้าย ถอยไปอีกกระทั่งพ้นเนื้อนาย่านทุ่งที่เป็นสมรภูมิมาเข้าดง

มันวิ่งนำหน้า วิ่งแล่นมากับนายสังข์และเจ้าฟักเลือดแดงฉานตลอดใบดาบทั้งสองเล่มคู่ กองทหารหน้าเป็นหมู่เป็นเหล่าล้วนดาบสองมือร่วมร้อยตามมาเป็นขบวนวกไปตามทางลดเลี้ยวในดง

แต่ชาวค่ายชาวเสบียงทำให้มันชะงักหัวใจเต้นระริกยิ่งขึ้นอีก เมียรักเจ้าโผมาร้องสุดเสียง

“พี่ทัพ โธ่เอ๋ย แฟงนี้คอย” แล้วหญิงสะอื้นดีใจที่เห็นหน้าผัว

มันอ้าแขนรับ แม้เลือดจะท่วมสองแขนและเมื่อยล้าก็เหือดหายเมื่อกอดแฟง

“อยู่ดีเถิดแฟง คอยก่อนเถอะแฟงเอ๋ย ศึกยังติดพันอยู่หนัก พี่อาสาวกไปปล้นค่ายเดี๋ยวนี้ พี่จะชนะให้สมกะที่เป็นผัวแฟง”

แฟงเจ้ายกมือประนม โล่งใจถนัดที่ได้เห็นหน้าแน่ใจว่ามันคงยังมีชีวิต ดีใจที่มันจะได้ชื่อลือเป็นยอดทหารหักค่ายสมยศชาวระจัน

“เชิญเถิด ทำไงก็ชนะ แล้วแฟงจะตามไปเหยียบค่าย”

“อำแฟง แม่คุณ” มันหัวร่อร่า เถอะ พี่จะหักค่ายเตรียมไว้รับแฟง”

มันออกวิ่งไปแล้วทั้งพลฝีมือก็ตามไปรวดเร็ว ผ่านกองเสบียงและชาวค่ายที่โหร้องอวยชัยตามหลัง จนลับเข้าดงทึบทางท้ายค่ายพม่า

นอกดงยังสู้ชิงชัยกันสุดฝีมือ เสียงกลองรบในค่ายก็ดังไม่ขาดหู ทั้งวิ่งสับสนอลหม่าน เจ้าทัพคะเนเพลาที่จะเข้าตีให้พรักพร้อม เมื่อเห็นในค่ายยังวิ่งวุ่นเตรียมรักษาห่วงศึกทางด้านโน้นมันก็นำพลยกออกจากดงแล่นตรงเข้าล้อมขนาบข้างด้านหลัง

มันสั่งทหารให้รวมเป็นกำลังแต่กองเดียว แล้วประกาศอาญาศึก

“เราจะหักค่าย พี่น้องทั้งหลาย เราจะขอให้ตามให้ทัน ทหารต้องตายดาบข้างหน้าของศึก ชายใดถอยก็ใช่ชายระจันและเราจะตัดหัวตามอาญาทัพไป ไปตายกันในค่าย”

มันสั่งกันให้พลโห่ พอสิ้นเสียงโห่ เจ้านายกองทหารดาบก็โผนนำหน้า

“รื้อค่าย” มันตะโกนสนั่น แล้วควงดาบโบกให้พลเข้าตี “หักค่ายเร็วรื้อค่ายรื้อคนอย่าให้เหลือ”

ทหารดาบทั้งร้อยก็กรูตาม ตรงเข้าพังประตูค่ายหลังและเสียงโห่เสียงขานออกนามระจันกึกก้องเป็นสัญญา สองดาบก็เร่งตะลุยฟันศึกย่อยยับไปเป็นทาง ภายในค่ายก็เกิดโกลาหลไม่รู้ตัว บ้างก็คุมทหารกลับมาสู้แต่ก็ชุลมุนวุ่นวายเพราะศึกบ้านระจันที่กระหนาบมาข้างหลังล่วงเข้าค่ายหมด

นายจันทร์หนวดเขี้ยว นายจันทร์ขุนทัพคุมพลรออยู่ พอได้ยินเสียงกึกก้องสู้รบกันในค่ายก็คาดการณ์รู้ว่าทหารเสือเข้าค่ายแล้ว บ้านระจันเข้าย่ำยีล่วงค่ายแล้วจึงต้อนพลรุกขนาบรุกเร็วตลอดรวดเดียวทุ่มเทดั่งเพลิงกินเชื้อไม้ เบื้องซ้ายทัพวิเศษไชยชาญก็รุกกระหน่ำ ทัพสุพรรณและนักรบเมืองสิงห์เล่าก็ย้อนตีเตลิดมาเสียงบ่นเสียงแค้นยังครางหัวใจ วันนี้ชะตามึงขาด วันนี้อย่าได้รอดเหลือคืนค่ายปากน้ำพระประสบเลย เลือดเนื้อชาติสยามละลายดินเพราะมึงมากหลายนัก หญิงพรากต่อหน้าผัว ทั้งเด็กอ่อนและผู้เฒ่าต้องหลงติดตายในเพลิงนับไม่ถ้วนน้ำตาไทยเป็นเลือดแล้ว น้ำตาไทยต้องเหือดแห้งเพราะมึงจนเหลือที่อ้ายคนระจันจะนิ่ง คนสุพรรณต้องอพยพมาเข้าค่ายสู้มึง ชาวเมืองสิงห์ต้องร้องไห้เพราะจากเมือง

ค่ายใหญ่พังลง พังราบแล้วก็เหยียบย่ำไปบนซากศพกรูเข้าไปโน่นทหารหน้าพิฆาตทัพโล่งแล้วตลอดหลังค่ายแต่ยังต้องบีบต้องป่นเสียให้ละเอียดเห็นฝีมือ เมื่อเหลือรอดก็จะได้ไปบอกกล่าวพวกมันให้จำไว้ เมืองศรีอยุธยายังไม่หมดคนจะสู้ น้ำตาทหารมันไม่ตกดินก็ต้องให้เป็นทุ่งเลือด

เมื่อโห่ร้องรับพร้อมกันทั้งสี่ พลพม่าซึ่งหลงค่ายอยู่หว่างกลางก็ถูกศึกกระหนาบล้มลงครั้งละสิบครั้งละร้อย กายทอดเกลื่อนอยู่เหนือค่ายแทนพื้นดินแล้วชั่วครู่นั้น นายจันทร์หนวดเขี้ยวพ่อทัพระจันก็ควงดาบประกาศชนะยึดค่ายได้เป็นสิทธิ์ เพราะอากาปันญีแม่ทัพที่แต่งตัวตามยศก็ตายอยู่กลางค่ายกลางศึกและตลอดด้านตลอดทิศก็ล้วนแต่ศพทหารพม่า หากจะรอดไปก็เพียงสักร้อยข่าวชนะแล่นไปเร็ว ข่าวทหารระจันที่เข้ายืดหักค่ายพม่าไว้กระจายไปรวดเร็ว และทหารยังเอิกเกริกโห่ร้องชนะศึก บ้างก็เข้ายึดเสบียงม้าลาและอาวุธ บ้างยืดกระสุนดินดำ พวกชาวบ้านชาวเสบียงก็รีบร้อนมาถึง

ถึงเสบียงอาหารที่แฟงหาบจะหนักหนาและมาไกลแฟงก็สิ้นเหนื่อย ตาสองกวาดไปทั่วค่าย กวาดทั่วหน้าทหารระจันกล้าศึก กวาดหาเจ้าคนชนะผัวรักที่ได้พบแต่เพียงครู่เดียวแล้วมันก็มาหักค่ายคอย

เจ้าดอกไม้ไพรปลงหาบผลุนผลันหัวใจเต้นระทึก เจ้าโจรเก่าที่มาอาสาศึกเป็นทหารฝีมือลือมันยืนเผลอหันหลังให้ มือหนึ่งก็ลูบม้าเชลยสีประหลาดที่มันยึดได้ เจ้าวิ่งตึ้กๆ ไปข้างหลังแล้วโดดกอดคอ

“ช่างไม่ห่วงถึงมั่งเลย” แฟงว่า “มัวชมม้าเพลินจนจะลืมคนคอย”

เจ้าผัวเหลียวหน้าควับ มือก็โอบอุ้มแฟงขึ้นนั่งหลังม้า

“แม่คุณเอ๋ย ช่างต่อว่านัก” มันจับสองต้นแขนเมียรักแน่นแล้วก็กล่าวสัพยอกอีก “ใจแท้พี่น่ะว่าจะเอาอ้ายสีประหลาดนี้ไปรับเจ้ามาเหยียบค่ายให้สมยศสมศักดิ์เท่านั้นหรอก ห่วงซีแฟงเอ๋ย ๕ คืนพี่ห่างแฟงเหมือน ๕ ปีมานอนป่า”

“ประจบนัก แก้ตัวก็เป็นที่หนึ่ง”

ทัพหัวเราะ “เฟื่องมันก็ตายไปนานแล้ว พี่ก็เห็นแต่แฟงคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องประจบ”

เจ้าหัวเราะ แต่หน้าหัวเราะจะไม่สู้สนิทสนม “อ๋อ คงจะมีอีก ก็นังเชลยที่ช่วยไว้ส่งไปค่ายเมื่อคืนนั่นน่ะ เขายังคร่ำครวญถึง”

“ฮึ” ทัพนิ่งตรอง เมื่อนึกออกแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “อ๋อ นึกออกละ โธ่แฟงเอ๋ย ทำไมถึงคิดเกินไปนักล่ะเจ้า สาวบ้านขุนโลกน่ะมันไม่งามถึงจะรั้งใจพี่ให้ห่างแฟงไปได้ ใครล่ะมันจะรักพี่ จะงามต้องหัวใจอ้ายทัพเหมือนอีสาวคำหยาดกระท่อมหลังตาลหมู่”

มันถูกตบปาก ถูกหยิกข่วนและต่อว่าต่อขานดักคอไว้เสียก่อน แต่เจ้าแฟงก็ต้องถูกกอดสมใจ ครั้นนายทัพนายกองอื่นเรียกประชุมพลจะยกกลับ เจ้าคนดีของแฟงก็อุ้มเมียรักขึ้นหลังม้าเชลยร่วมมันแล้วแอบออกท้ายค่ายหลบลัดเข้าดงกันไปแต่เพียงผัวหนึ่งเมียเดียว

ถึงจะเปลี่ยนเจ้าของเปลี่ยนนาย เจ้าม้าสีประหลาดเชลยก็รู้ถนัดดีว่าคนขี่หลังมันแสนชำนาญม้า ทั้งวิ่งเหยาะและย่างเรียบมาตลอดไม่มีพยศ สองฟากทางเปลี่ยวในดงที่รกชัฏ หากจะเหงาวิเวกเพราะเสียงนกดงและเรไรหริ่งรับตลอดทาง ก็ไม่วายที่จะเกิดเสียงหัวเราะคิกของเจ้าผัวที่ยอกเมียก็ร้องรำคาญใจทั้งหยิกข่วนเง้างอน แต่แล้วก็หัวเราะกิ๊กผสมกัน แฟงเจ้าถือบังเหียนเป็นคนขับอ้ายเชลยศึก แต่ก็ต้องนั่งตักมัน ส่วนเจ้าทหารกล้าก็ทำประหนึ่งว่าไม่เคยจะขี่ม้าเกรงตก จึงกอดเจ้าไว้แน่นและเสียงก้องฟ้านอกดงไปโน้นเพลงศึกยังครางกระหึ่มทุ่ง ทั้งปี่และกลองชนะของพม่าที่เตรียมมาก็ถูกยึดเป็นกลองชนะของบ้านระจัน อันศัพท์สำเนียงเพลานั้นเจ้าสองรักสองราซึ่งหลบมาเดินดงต่างได้ยินเสมือนเสียงคลื่นและลมร้ายจักถล่มทุ่งขุนโลก

นับแต่พม่าให้กองทัพยกไปปราบปรามชาวค่ายบ้านระจันแต่เดือน ๔ ระกาปีกลายโน้น ก็แตกพ่ายล้มตายมาถึง ๗ ครั้งกระทั่งเดือน ๗ ปีจอนี้อันเป็นศึกครั้งที่ ๗ ซึ่งอากาปันญียกไปเสียค่ายบ้านขุนโลก และตัวเองก็เสียชีวิตในค่ายรบ เหลือทหารหนีมาแจ้งข่าวแต่เพียงร้อยเศษ พม่าก็ยิ่งกลัวฝีมือไทยค่ายระจันยิ่งขึ้น จะเรียกจะเกณฑ์ผู้ใดให้ไปรบอีกมิได้ ก็หยุดรอไปอีกถึงกึ่งเดือน

กิตติศัพท์ถึงกำลังพลและฝีมือรบของชาวค่ายระจันก็ยิ่งเลื่องลือมากขึ้นเป็นลำดับ จึงเนเมียวมหาสีหบดีนายทัพใหญ่ค่ายปากน้ำพระประสบก็เพิ่มความร้อนใจยิ่งขึ้น เกรงว่าชาวบ้านระจันจะเหิมใจคุมพลยกเป็นทัพใหญ่มาตีเป็นศึกกระหนาบช่วยกรุง จึงประชุมนายทัพนายกองทั้งปวงจะให้ยกไปอีก แต่ก็พากันครั่นคร้ามฝีมือไทยหมด

ขณะนั้นมีมอญเก่าคนหนึ่ง เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในศรีอยุธยามาช้านาน เมื่อพม่ายกมาก็เข้าฝากตัวเป็นพวกพ้องพม่าและช่วยรบ มีฝีมือเข้มแข็งสามารถจนแม่ทัพตั้งให้ได้ตำแหน่งสุกี้พระนายกอง เข้ารับอาสาจะยกทัพไปตีค่ายระจันให้แตกจงได้ เนเมียวมหาสีหบดีจึงเกณฑ์ไพร่พลเป็นทัพผสมทั้งพม่ามอญให้จำนวน ๒๐๐๐ เศษ แล้วตั้งพระนายกองเป็นแม่ทัพพร้อมด้วยเครื่องม้าสรรพอาวุธและปืนใหญ่น้อยยกขึ้นตีค่ายระจันเป็นศึกครั้งใหญ่หลวง

สุกี้นายทัพนั้นอยู่เมืองนี้และคุ้นเคยกับไทยมาช้านาน จึงมิได้ประมาทเหมือนนายทัพอื่นๆ เพราะรู้ดีว่าไทยกล้าทั้งฝีมือรบและน้ำใจ จึงยากที่จะสู้ศึกกับไทยเป็นศึกกลางแปลง ซ้ำหนทางที่ยกไปกว่าจะถึงบ้านระจันนั้นเป็นป่าเปลี่ยวคับขันนัก พลไทยที่ชำนาญทางก็ซุ่มซ่อนรบชนะได้ทุกคราว สุกี้จึงระมัดระวังแต่แรกยกจึงให้ตั้งค่ายไปตามทางทีละสามค่ายแล้วให้รื้อค่ายหลังผ่อนไปตั้งข้างหน้าอีกแต่เดินค่ายไปทีละสาม ตลอดทางถึงกึ่งเดือนก็ประชิดบ้านขุนโลกเขตระจันแล้วสู้รบอยู่แต่ในค่ายใช้ปืนใหญ่น้อยยิงกราดไทยที่ยกเข้ามาตีอยู่เสมอมา ถูกผู้คนชาวค่ายป่วยเจ็บเปลืองชีวิตตายลงทุกที

แดดกล้า เพิ่งคล้อยจากทุ่งระจัน กระท่อมรายและหมู่ทั้งโดดเดี่ยวอันเป็นทับอาศัยของชาวค่ายเคยสำราญมาเมื่อก่อน ยืนเหงาอยู่กลางแสงตะวันอ่อนผู้คนร้างไปมากเพราะเสียชีวิตที่ยกเข้าตีค่ายพม่า แล้วกระท่อมทับอาศัยนั้นก็จำต้องอ้างว้างที่เจ้าของสิ้นชีวิตไม่กลับมาอยู่อาศัยอีก

ทับอาศัยหลังน้อยอันแคบผาสุกของผัวเมียเมื่อก่อนงับอยู่สนิท หน้าแคร่นอนสาวหนึ่งเจ้ากำลังนั่งเหม่อทุกข์ หัวใจคิดถึงความดับสูญที่จะมาสู่ร้อยแปดต่างๆ นานา ค่ายระจันบ้านรักเคยแต่เหี้ยมหาญชำนะศึก แต่ระจันมื้อนี้ร่วงโรยเสียแล้ว ทหารกล้าระจันเสียชีวิตเพราะปืนค่ายพม่ากลาดเกลื่อนมากมายจนผู้คนร้างเหงา ทั้งนายหมวดนายกองและผู้เป็นหัวหน้าต่างจนความคิดท้อแท้ใจลงทุกวัน

แฟงเฝ้าคิดเฝ้าครวญ ยิ่งคิดคำเฟื่องพี่สาวเมื่อใกล้ตายได้กล่าวไว้ก็เกิดลางในใจนักหนา ขนก็เกรียวซู่ด้วยความหวาดหวั่นในคำลางของคนตายว่าจะเป็นร้ายอยู่ทุกขณะ จนเสียงคนเคาะประตูเรียก

“แฟงเอ๋ย แฟง เจ้าหลับหรือตื่นอยู่นั้น เปิดรับพี่ด้วย”

ใจแฟงมาอีกก่ายกองเมื่อจำเสียงได้ ทหารของแฟงมาแล้วผัวรักฝีมือลือของแฟงเท่านั้นที่จะปลอบหัวใจให้หายหวาดกลัวในอันตรายศึกที่มาประชิด แล้วเจ้าก็ถลันไปเปิดประตูรับ

มันจากไปแต่เพียงชั่วเช้าก็แสนคิดถึง พอเสียงสลักกลอนและประตูทับแง้มเห็นหน้าแฟงต่างก็โผหา

“คงจะคอยพี่นาน” เจ้าหนุ่มผัวว่า เมื่อจูบรับขวัญและลงดาลกระท่อมสนิทอย่างเดิม

“แฟงคอยพี่ตั้งแต่ไป เห็นนานนักแล้วก็กลัวจะเลยไปตีค่ายพม่าเสียอีก”

“ชื่นใจพี่แฟงเอ๋ย พี่จะไปก่อนยังไงได้ ดาบศึกอยู่นี่ครบแลแฟงของพี่ยังคอยมิได้บอกกล่าว ไปนั่งคุยกันแคร่นอนเราเถิด”

ชั่วประตูมาแคร่ เจ้าผัวก็จำถนอมอุ้มเมียรักมันมา แฟงคงจะท้องตั้งครรภ์อ่อนๆ เพราะผิวพรรณเปล่งงามยิ่งกว่าเมื่อสาว มันจะมีลูกกับแฟง หากเป็นหญิงคงงามเยี่ยงดั่งเฟื่องฟ้า ก็ต้องให้ชื่อเหมือนป้ามันที่ลับไปแล้วว่าเฟื่องฟ้าเมื่อเป็นชายก็ถนัดรบเป็นยอดทหารก็จะให้ชื่อมันว่าอ้ายรบ

มันหยอกเย้าเมียพอคลายทุกข์อื่นๆ แต่หัวใจเมียนั้นไม่สิ้นทุกข์สิ้นเศร้าไปได้เมื่อนึกถึงว่ากระท่อมสวรรค์นี้อยู่กลางศึกพม่าประชิด

“ยิ้มแย้มเสียมั่งเถิดแฟงเอ๋ย” ทัพปลอบน้ำใจ แฟงยังทอดกายอยู่บนตัก “อย่าทุกข์ไปนักเลย พี่เห็นเจ้าทุกข์เมื่อไรหัวใจมันแห้งบอกไม่ถูก”

ยิ้มของแฟงไม่สนิท แล้วก็ปรารภกับผัวว่า

“ไม่อยากจะคิดหรอกพี่ แต่ก็อดไม่ได้เลย”

“คิดอะไรถึงทุกข์นักล่ะแฟง”

“ชีวิตจะสั้น” แฟงตอบเผลอตามอารมณ์ “ชีวิตเราจะเหมือนไม้หัก แฟงก็ตั้งท้องแล้ว แต่กลัวจะไม่ทันได้เห็นลูก”

แล้วแฟงก็สะอื้นขึ้นเฉยๆ ทัพมันหัวใจวูบเหมือนปลิวจากอก กอดเมียแน่น

“ฮึแฟง เพราะอะไรล่ะแฟงเจ้าจงกลัวไปงั้น”

“ระจันคงเสียค่ายแน่ ทหารระจันเคยรบชนะแต่เพียงหนหนึ่งไม่ซ้ำสองแต่นี่ก็ตีนับไม่ถ้วนหนแล้ว คนฝีมือดีก็สิ้นลงทุกวัน”

“วิสัยศึกแฟงเอ๋ย ไม่แพ้ก็ชนะเป็นประเพณี แต่จะกลัวไปไยเล่า ทหารระจันยังมีอีกเหลือหลายนักที่จะต้องสู้”

เมียยิ่งน้ำตานอง พูดเสียงค่อยลงอีกเมื่อเกิดหวาดหวั่นในคำจะพูดนั้น

“ฉันนึกถึงคำเพ้อพี่เฟื่องว่าระจันจะเสียค่าย โอ้ถ้าระจันเสียค่ายแล้วชีวิตพี่ชีวิตฉันก็ต้องเป็นไม้หักต้องแหลกอยู่ในค่ายนี้”

ทัพขบฟันแน่น แฟงฟื้นคำพี่สาวให้มันคิดได้ ปากคนใกล้ตายมักจะพูดที่คนเป็นไม่รู้และคิดเห็นแลไม่ค่อยจะผิดปากมันนิ่งนึกไป ร่างเมียรักที่คล้ายเฟื่องพี่สาวก็แลไม่ค่อยผิดเฟื่อง ทั้งเสียงกล่าวละม้ายแม้นเหมือนมันนั่งฟังคำเฟื่องสั่งค่ายเป็นลาตาย

“ใจดีเถอะแฟง มิ่งขวัญเจ้าอย่าหวาดไปคิดอื่นเลย” มันฝืนปลอบน้ำใจ “ทหารระจันสู้ศึกด้วยกตัญญูชาติ เสียดายชาติจะเป็นข้าของเขาอื่น พระท่านต้องรักษาบ้านระจัน ผีค่ายและปู่เมืองท่านต้องคุมเกรงรักษา และแฟงอยู่ใกล้พี่ๆ ก็ต้องรักษา พี่ต้องตายก่อนเจ้า น้องเอ๋ย ให้ศึกล้นฟ้านับหมื่นพี่ก็จะผลาญทัพมันให้ย่อยยับมิให้ล้ำมาถึงแฟง ดาบสองเล่มพี่ไม่หักก็อย่าหมายเลยที่จะได้ล่วงกระท่อมมาแต่เพียงก้าว”

แฟงค่อยสุขใจไปชั่วขณะ แต่ก็ไม่สิ้นที่จะคิดแปรปรวนไปต่างๆ อีกเวลาสักเพียงน้อยหนึ่งนิดเดียวทำให้เสียดายที่จะต้องจากบ้านระจัน คนสิ้นสุขไปเมืองผีโน้นเมื่อเสียค่าย

เสียงคนเรียกข้างนอกอีก เคาะเรียกทั้งเบาและหนักแซ่หู

“ใคร” ทัพตะโกนถาม ส่วนแฟงนั้นจากตักนอนจะไปเปิด

“ฉันเอง เปิดหน่อยเหอะ”

เมื่อประตูทับแง้มออก นายสังข์กับเจ้าฟักพี่เมียก็ย่างเข้ามา

“เอ้อสังข์ เจ้าฟักด้วย ไปไหนกันมาเรอะ”

นายสังข์เป็นคนตอบ “มาหาพี่ ท่านพันเรืองอยากปรึกษายกไปตีอีก เพราะเมื่อวานก็เสียทัพถูกยิงพ่ายมา”

ทัพถอนใจใหญ่มองหน้าเม่ียรัก มันจากกระท่อมไปเยี่ยมทหารเจ็บเมื่อเช้าเพิ่งกลับมาถึงทับไม่ทันไรก็จะต้องจากเมียไปอีก

“ใครอยู่มั่ง ที่เรือนท่านกำนัน” เจ้าผัวที่ห่วงอาลัยเมียถามน้อยเขย “แล้วเขาปรึกษากันว่าไงอีก”

“อยู่ทุกคน กำลังพูดถึงพ่อแท่นนายทัพ เพราะกำลังเจ็บเต็มที่ ยิ่งรู้ข่าวแพ้ก็ยิ่งเสียใจอาการเพียบ”

“กูอยากจะร้องไห้” ทัพว่า “นับว่าแต่นี้คนดีบ้านระจันจะร่อยหรอ”

แฟงนั้นนิ่งฟังคำถามคำกล่าวก็ใจคอหาย มองอะไรอื่นในกระท่อมดูเหงาเศร้าไปหมด ยิ่งเมื่อเห็นเจ้าผัวลุกไปหยิบดาบจบอธิษฐานสะพาย หัวอกแฟงเกือบจะไม่ทนนิ่งได้ เจ้าอยากจะร้องห้าม แต่ยศทหารและศักดิ์ลือของชายชาตรีจะเสื่อมไปจากผัว ก็จำต้องยั้งไว้ เป็นแต่อ้อนวอนว่า

“พี่ต้องห่วงแฟงมั่ง พี่อย่าเอาแต่โมโหหวังชนะนักเพราะศึกนิ่งสู้อยู่แต่ในค่าย และยิ่งเอาเปรียบ”

ทัพก็ฝืนยิ้มปลอบเมีย อยากจะพูดจะกล่าวคำขวัญให้แฟงชื่นใจมากกว่านี่ หากแต่อยู่กันพร้อมหลายคนก็นึกละอายจึงพูดต่อพอการพอควร

“พี่ขอบใจเจ้านักแฟงเอ๋ย พี่จะจำคำเจ้าไว้ ทหารกล้าก็ต้องดูการที่ควรกล้า เมื่อเสียเปรียบแล้วเรายังจะขืนกล้าก็เท่ากับให้ศึกมันดูถูกว่าไร้ปัญญา ไม่สมควรแก่ชายชาติทหาร จะเสียชีวิต”

แฟงค่อยยิ้มได้ ถอนใจโล่งอกที่มันพูดถูกด้วยปัญญาตรองแล้วก็ยกมือไหว้ขอความสวัสดีจงเกิดแก่ผัว

“จงสมปรารถนาพี่ แฟงจะคอยพี่เหมือนเคยชนะกลับทุกคราว”

อยากจะโผกอดแฟงก็กระดากใจ จึงจับสองต้นแขน

“เออ จงสมปากสมพรของเจ้า พี่เคยชนะก็ต้องชนะ อดใจคอยกินข้าวพร้อมพี่ด้วย”

แล้วเจ้าผัวก็กลั้นกลืนความอาลัยห่วงเมีย ฝืนมุ่งแต่การศึกรำลึกถึงคุณชาติคุณเมืองและแผ่นดินได้อาศัยที่จะต้องทอดชีวิตบูชา รำลึกถึงเวทมนตร์และมืออาวุธที่ได้ร่ำเรียนจากพ่อทหารอาทมาต แล้วก็จากกระท่อมไปด้วยหัวใจตัดห่วงไม่มีเยื่อใยเหลือ กระทั่งพ้นกระท่อมงับประตูสนิทไม่ยอมเหลียวหลัง แฟงก็ทอดกายลงเหนือแคร่นอนซบหน้าสะอื้น

ตะวันบ่ายดวงคล้อยไปตะวันตกดิน การปรึกษาหารือของพวกหัวหน้าค่ายก็ยิ่งเพิ่มความทุกข์ร้อนหนักใจขึ้นเป็นลำดับ เพราะไม่เคยเสียเลยที่บ้านระจันจะต้องคับขันอับจนถึงเพียงนี้ นักรบทั้งเมืองสิงห์วิเศษไชยชาญและชาวระจันเองก็ต้องร่วงโรยเสียชีวิตไปแล้วมาก ใครก็หวังจะคิดหักศึกเข้ารื้อค่ายให้เหมือนครั้งศึกทุ่งขุนโลกคราวที่แล้ว แต่ใครเล่าจะต้านหน้ากองปืนรายประจำค่ายทั้งใหญ่น้อยหวาดไหว ก็จำต้องวิ่งเข้าพลีชีวิตสู้อย่างทหาร

ท่านพันเรืองนั้นนั่งกอดเข่า คิดไปต่างๆ นานาไม่ปริปากพูด ส่วนนายจันทร์กับขุนสรรค์ผู้แม่นปืนฝีมือดีนั้น เห็นพ้องกันว่าจะลอบรบเมื่อพม่าเปิดค่ายออกลาดเสบียงหรือสืบข่าวการทัพ แต่นายทองเหม็นผู้ใหญ่บ้านระจันเป็นผู้ห้าวหาญมุทะลุทั้งกลุ้มอกรำคาญใจ เสพสุราบานหนักก็กล่าวขึ้นตามจิตกล้าของชายที่จะสู้ว่า “แน่ะ ท่านทั้งหลายเอ๋ย อันทหารระจันนั้นก็ปราบศึกมาจนลือฝีมือไปทั่วสารทิศแล้ว และประเพณีของศึกสงครามเล่าไม่แพ้ก็ต้องชำนะเป็นธรรมดา ก็แล้วใครมั่งเล่าที่จะนั่งงอมือให้ยิงประหารกันเล่นทุกวี่ทุกวัน”

ท่านพันเรืองก็ปรับทุกข์ขึ้นบ้างว่า “ท่านผู้ใหญ่พูดนั้นถูกใจนัก แต่ก็ระจันค่ายเราเป็นเมืองเล็ก อาวุธปืนใหญ่ที่นี่จะพอหาเข้าสู้ยิงฟังค่ายมันก็ไม่มี พวกเราตายเปลืองลงทุกวันเราก็ยิ่งว้าเหว่ไปด้วยทั้งสิ้น และหากขืนรอช้าอีกก็เหมือนหนึ่งจักเอาอาหารไปป้อนเสือกว่าทหารจะหมดค่าย ฉันจึงเป็นทุกข์นัก”

ยิ่งฟัง หัวใจรบของผู้ใหญ่ทองเหม็นก็ยิ่งคุขึ้นในอก ร้อนแรงนึกถึงศพทหารเพื่อนค่ายที่นอนเกลื่อนดินจนเหลือจะนับ เพราะต้องปืนไฟทั้งใหญ่น้อยจากค่ายพม่าแล้วอนาถใจ ไทยเคยรบ ไทยเคยกล้า แต่ไทยกล้าทั้งหลายต้องสิ้นชีพให้พม่าเย้ยอยู่เกลื่อน ปืนไม่มี ปืนไทยไม่มี เพราะอ้ายคนอาวุธจะสู้ก็ต้องก้มหน้าตายระจันมันสิ้น แต่หัวใจล่ะ หัวใจที่มันจะแตกเสียเพราะถูกข่มเหง หัวใจมันยังรักเหย้าห่วงเมือง หัวใจมันหายอมที่จะนั่งให้ยิงเล่นข้างเดียวเมื่อไหร่ ถึงสองมือเปล่าก็จะรื้อค่ายมัน เถอะ วิ่งแล่นเข้าไปให้มันยิงตายเสียดีกว่าจะมีชีวิตอยู่เห็นมันเดินทัพเข้ามาเหยียบค่ายระจันเป็นเจ้าของจะขนต้อนคนบนเหย้า หญิงจะร้องรำคาญหูเมื่อช่วยไม่ได้ ตายเสียดีกว่า ตายให้มันลือว่าเกิดมาแล้วไม่หนีตายทั้งๆ ที่รู้นี่ละ ครั้นแล้วนายทองเหม็นก็ถลันยืนขึ้นน้ำตามันไหลจะสั่งเมืองและทุ่งระจัน ปากก็กล่าวสั่งค่ายและสั่งมิตร

“เพื่อนค่าย แน่ะ พี่น้องที่เคยรักเคยนับถือ ท่านกำนันพ่อจันทร์ และท่านขุนสรรค์กรมการแลคนอื่น ฉันละจะไปให้มันยิงเสียอีก ฉันละจะเข้ารื้อค่ายมันเอง ไหนๆ บ้านระจันมันก็เสียคนยับไปแล้วเพราะอาวุธสู้เราไม่มี เอาละฉันเองจะขี่อ้ายเผือกชนค่ายให้มันยิงเสียให้ตาย ให้ทหารเพื่อนเมืองเขายิงคนมือเปล่าสิ้นอาวุธดูทีรึ ฉันอยากตาย ฉันอยากจะตายๆ เสียให้มันรู้แล้วรู้รอด ยังจะดีกว่าคอยให้มันมาเยี่ยมหน้าเย้ยเมื่อเสียค่าย”

คนฟังทุกคนร้องห้าม แต่ใครเล่าจะห้ามหัวใจทหารที่เหลือแค้นอยู่ได้เมื่อกล่าวแล้ว นายทองเหม็นผู้ใหญ่บ้านระจันแท้จึงหุนหันลงจากเรือน ก็พอพบหน้ากับเจ้าทหารคำหยาด นายทองเหม็นจึงทักด้วยความปีติหัวใจ

“อ้าว น้องข้า เหมาะนักแล้วที่พบกัน พี่จะไปรื้อค่ายมันเสียเดี๋ยวนี้ ใครอื่นไม่อยากจะเกณฑ์แล้วแต่หัวใจสมัคร แต่น้องข้าต้องรู้เสียก่อนว่าเหย้านอนหรือทับอาศัยเราคืนนี้น่ะโน่นทุ่งนอกค่ายแถวขุนโลกโน่น ทหารระจันต้องนอนมันหน้าค่ายพม่า ต้องนอน นอนมันกลางกองเลือดถึงจะเรียกว่าผู้ชายสยาม”

ทัพตะลึงงัน ถึงนายทองเหม็นจักเมาอยู่ แต่ก็พูดจามิได้เสียสติ หากแต่ใจแท้นั้นมุทะลุเจ็บร้อนแทนเพื่อนที่เสียชีวิต มันเหลียวมองเจ้าสังข์กับนายฟักแล้วกล่าวกับนายทองเหม็นว่า

“ฉันตั้งใจมา ก็นึกว่าจะได้ไปตี” แล้วชี้ที่ไหล่สองสะพายดาบ “นี่ดาบก็เตรียมมาแล้วจะรื้อหรือจะหักเข้าไปก็แล้วแต่การ ดีกว่าจะนอนตายทับค่ายให้เสียชื่อ”

นายทองเหม็นหัวเราะก้องแล้วเข้าสวมกอด ทั้งเจ้าฟักและนายสังข์ต่างเต็มใจสมัครไป หากแต่ผัวเจ้าแฟงมันวิงวอนห้าม

“อยู่เถิดสังข์เอย ฟักด้วย” แล้วมันก็แลไปหลังคากระท่อมน้อยที่จากมาเห็นลิบๆ “เอ็งอยู่เป็นเพื่อนแฟงมันเถอะ”

นายสังข์และเจ้าฟักไม่ยอม ตั้งแต่ทำศึกมา นับแต่เป็นโจรกระทั่งเข้าค่ายระจัน เจ้าทัพไม่เคยจะพูดผิดหูเช่นนี้

“ฉันไปด้วย” สังข์ยืนคำ “ฉันต้องไปให้ได้ ขอให้ฟักมันอยู่”

เจ้าหนุ่มพี่ชายแฟงสั่นหัวไม่รับคำ จนทัพต้องปลอบแต่โดยดี

“อยู่เถอะฟัก เอ็งต้องอยู่เป็นเพื่อนแม่เป็นเพื่อนแฟง เอ็งอ่อนอายุก็ต้องไปศึกครั้งหลังตามอายุอ่อน เชื่อพี่เถอะที่พูดนี่มิใช่ปากข้าจะเป็นลางตายหรอก ข้าก็ทหารเคยศึกเอ็งย่อมรู้เห็นมาดี”

เจ้าฟักจำใจยืนนิ่ง มันตรองแล้วตรองอีก แต่หัวใจก็ไม่วายจะคิดว่าพี่ทัพไปตีค่ายครั้งนี้เคราะห์ไม่งามนัก ขณะที่นายทองเหม็นที่วิ่งผละไปชักชวนผู้คนมาเป็นแถวเป็นกอง ส่วนตัวเองขี่กระบือสีเผือกผู้รุ่นเปลี่ยวตะโพงมาหน้า ดาบก็ควงกวัดแกว่งตะโกนแต่คำชวนไปรื้อค่าย เจ้าคนพื้นคำหยาดกับนายสังข์ก็ผละจากเจ้าฟักเข้าขบวนไปติดๆ

ตะวันใกล้เย็น ยามบนหอค่ายของสุกี้พระนายกองต่างพากันเอะอะวิ่งชุลมุนไปบอกนาย เพราะชั่วกองสืบเหตุที่รีบมาบอกไม่ทันไร ฟากทุ่งลิบๆ ย่านขุนโลกโน้นก็เห็นชาวค่ายระจันกำลังยกกันมาอย่างเปิดเผยเอิกเกริกเหมือนเดินทัพใหญ่ แต่พลที่มานั้นเพียงน้อยหนึ่งไม่ครบร้อย และยิ่งใกล้ก็ยิ่งพากันประหลาดที่เห็นควายเผือกโผนมากลางหมู่คนมุ่งตรงมาโดยเร็ว สุกี้พระนายกองคาดว่าจะเป็นอุบายศึก จึงนิ่งคุมดูเชิง แต่กระทั่งใกล้มาอีกเห็นถนัดเพียงชั่วทางปืนก็รู้ว่าเชิงศึกนั้นไม่มี ชาวระจันมาแต่เพียงน้อยด้วยอาวุธดาบเหมือนหนึ่งจะท้ารบไว้ฝีมือศึกกลางแปลง

เมื่อคะเนจำนวนแน่แล้ว สุกี้จึงระดมทหารเพิ่มขึ้นมากกว่าชาวบ้านระจันหลายส่วน แล้วคุมกันกรูออกทั้งวิ่งดาหน้าและรายล้อม ส่วนพลหนุนก็เตรียมอยู่พรักพร้อมที่จะคุมออกช่วยอีก อันจำนวนทหารที่จะเปรียบแล้วก็เพียงชั่วโหมพักเดียวทัพระจันก็จะเหลวแหลกพินาศคามือ

อ้ายเผือกเต้นผยองเบิ่งเขาเมื่อเห็นคนมากมายข้างหน้า นายทองเหม็นผู้สละชีวิตก็เตือนอ้ายเผือกหนักขึ้น ยิ่งเห็นระเนียดค่ายและหอรบหอปืน หัวใจของผู้ใหญ่บางระจันแทบจะทะลักเป็นเลือด จะเอาอ้ายเผือกโผนเข้าขวิดค่ายแม้จะเสียชีพเล่าก็ขอให้อ้ายเผือกได้เข้าขวิดระเนียดและพังประตูเท่านั้นก็ชื่นใจทหารที่จะยิ้มลาไปเมืองผี เมื่อทหารของศึกดาหน้าและกระจายล้อมโห่ใกล้เข้ามา ผู้ใหญ่ระจันก็ชะเง้อตัวสูงควงดาบเข้าใส่แล้วร้องเร่งพล

เข้าให้ถึงค่ายน้องเอ๋ย อ้ายหอสูงนั้นแหละมันผลาญคนระจันมากนัก เราเข้าตายในค่ายศึกเถิด เมื่อมันไม่ถึงหากมือจะได้หักไม้ค่ายกำตายแต่คนละอันก็พอแก่ยศเราได้มาเยี่ยมค่ายเขาแล้ว ชีวิตเราจะแลกกับไม้ค่ายเพียงคนละอันก็ประเสริฐทหารนักหนา

สิ้นคำเจ้าทหารกล้ากับนายสังข์ที่วิ่งมาสองข้างขนาบอ้ายเผือกก็หัวใจสะอื้นดาบพ้นฝักโบกไปข้างหน้าโน้น ลืมแฟงและลืมคำเจ้าเสียสิ้น เลือดตลอดตัวนี้จะขอหลั่งทาดินฝากธรณีไว้บูชาชาติที่อาศัยแผ่นดินได้สุข ขอฝากเลือดไว้แก่หญ้าเขียวพอบอกเพื่อนหวังว่าจะลาตายแล้วมันก็ตะโกนต่อคำของนายทองเหม็นสืบไปอีก

“ตายให้หมด เพียงมือคลำรั้วค่ายก็เรียกว่าบ้านระจันมันชนะ มันบุกมาตายจนถึงเพราะตั้งใจจะตายรบ รบมันเข้าไป”

พลระจันก็โห่ขึ้นพรักพร้อม ชายระจันน้อยนักหนาแต่ก็เหมือนเพลิงที่ลุกโรจน์เข้าหาเชื้อเผาไฟวูบๆ รุกไปและฆ่าเกลื่อนตลอดไป เมื่อสิ้นแรงก็ล้ม บ้างดาบหักเข่าคุกลงประณมมือสั่งค่าย ลาก่อนค่ายระจัน เพื่อนเมืองสิงห์ทั้งสุพรรณที่เคยร่วมศึก เพื่อนวิเศษไชยชาญและศรีบัวทองบ้านนักรบจะไม่เห็นหน้าอีก หน้านี้จักยับเยินด้วยรอยเท้าย่ำ ดินหน้าค่ายจักกลบหน้าเราแทนหลุมบ้านระจัน แล้วก็สิ้นใจลาโลกตายอยู่ฟากดินของชาติ

อ้ายเผือกโผนไปลิบๆ เขาอ้ายเผือกแดงฉานตลอดสองปลายเขา ดาบหลังอ้ายเผือกก็หวดไม่เลือก เร่งแต่จะตะลุยเข้าให้ถึงค่าย เจ้าทหารเสือที่ขนาบข้างอ้ายเผือกเหงื่อโซมหน้า เลือดโซมแขนแล้วน้ำตานอง เพราะผู้ใหญ่บ้านตะโพงอ้ายเผือกถลำศึกไปแล้ว พ่อยอดเมืองระจัน ผู้ใหญ่ระจันผู้ไม่ห่วงใครอื่นไม่ห่วงชีวิตแม้สักน้อยกำลังถูกห้อมล้อมด้วยทัพนับร้อย มันกลุ้มเข้าฟัน มันรุมแทงทั้งหอกซัดและแหลนหลาว แต่อ้ายเผือกก็ตะโพงยกหน้าสูงสองเขาคะนองเลือดแล้วโผนเข้าชนระเนียดค่ายผาง ขวิดคนขวิดไม้ดะด้วยกำลังเจ็บ ดาบบนหลังก็หวดหัวกระเด็นแล้วฟันระเนียด นั่น เป็นธงชนะของผู้ใหญ่ทองเหม็นแล้วก็ถูกฉุดตัวพลัดหลังอ้ายเผือก พริบตานั้นก็สิ้นชีพอยู่หว่างทัพล้อมเหลือที่ใครจะหักเข้าแก้ อ้ายเผือกก็โผขวิดไปจนสิ้นแรงล้มตามเจ้าของ

ทัพมันสะอื้น บ้านระจันแต่นี้จักว้าเหว่ หากจะเรียกหาก็เพียงได้ยินนามว่าผู้ใหญ่ทองเหม็นพ่อยอดทหารที่ถอดชีวิตถวายชาติไปสู่สวรรค์แล้ว บ้านระจันจะสู้ศึกเหมือนคนไม่มีหัวใจ แต่ฟากทุ่งเวิ้งนี้ค่ายระจันจักจำไว้ชั่วชีพว่าเจ้าพ่อทองเหม็นท่านหัวเราะเยาะศึกอยู่ก้องฟ้าบนหลังอ้ายเผือกเป็นเจ้าทุ่งทหารสยาม

พอดีตะวันพลบ ไม้ไร่ก็ซบใบเศร้ามืดมัวดังจะไว้อาลัยคำนับศพท่านทหารหาญที่ชีวิตหาไม่ ทัพแทบจะสายใจขาดแทบจะน้ำตาเป็นเลือดที่เสียชีวิตพ่อค่าย จะถลันไปอีกก็เหมือนหนึ่งจักพาฝูงเพื่อนแมลงเม่าเข้าเล่นเพลิง ก็จำต้องรอรบและถอยมาตลอดทาง ผู้คนก็ล้มมาตลอด บ้างพลัดบ้างหลงอยู่หว่างศึกแล้วก็สู้จนกำดาบตาย ไทยยามเข็ญศึกเหยียบฟากเรือนแล้วไทยก็ก้มหน้าสู้ ไทยจักประนมมือยิ้มถวายชีวิตเป็นชาติพลีกว่าคนจะเกลี้ยงเมืองแล้วก็ขอเชิญผู้ชนะเขามาครอง

กระทั่งเข้าปากทางหลีกเร้นมาตามป่าเปลี่ยวหลบเข้าดงลึกพ้นอำนาจทหารพม่า ทัพมันก็เศร้าหัวใจนัก เจ้าสังข์ก็ชุ่มเลือดทั้งทหารเหลือก็ล้วนแต่เจ็บป่วยเพราะต้องตกอยู่กลางศึกล้อมมากมาย และก็มีชีวิตกลับค่ายไม่ถึง ๒๐ ทั้งตัวมันเอง ตะวันก็ต่ำไปสิ้นแสงแล้ว ตะวันลับดวงเหมือนจักคำนับศพทหารระจันและนายทัพทองเหม็นผู้สิ้นชีพอยู่กลางทุ่งมืดหน้าระเนียดค่ายศึกโน้น

บ้านระจันค่ายน้อย ประตูค่ายซึ่งเคยเปิดออกลาดหาเสบียงและหาไม่อย่างหมดภัยเมื่อก่อน ปิดสนิทนับแต่วันที่ผู้ใหญ่ทองเหม็นเสียชีพไปแล้ว ค่ายหน้าอันเป็นหอปืนของพม่าข้าศึกก็เหิมใจยกรุกมาอีกแล้ว ตั้งค่ายประชิดล้ำทุ่งขุนโลกมาใกล้ และขุดอุโมงค์เข้าประชิดค่ายน้อยระจัน แล้วปลูกหอรบสูงเอาปืนใหญ่ขึ้นตั้งจังก้ายิงกราดมาในค่ายตลอดเพลา

ศพเกลื่อนค่ายทั้งทหารกล้า หญิง และเด็กแดงผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งอาศัยอยู่เป็นชาวค่ายต้องสับสนอลหม่าน เสียงเรียกหาเมื่อปืนใหญ่กราดแล้วต่างก็สิ้นชีวิตเพราะกระสุนดั่งเม็ดฝน หอกดาบและมีดไม้ของคนระจันหมดประโยชน์แล้วที่จะออกต่อศึก ก็ได้แต่ปิดประตูค่ายคร่ำครวญคอยเวลาตาย

เช้านี้ฝนแล้ง เมฆขอบฟ้ามีเพียงก้อนเล็กกลุ่มน้อย แต่อากาศโปร่งไม่มีฝนนั้นกลับเพิ่มกลัวให้แก่ชาวค่ายอาศัยเป็นอเนกเพราะจะต้องวิ่งวุ่นด้วยปืนรบบนหอสูงโน้นอีก

ในทับอาศัยชั่วคราว ผู้คนกำลังล้อมแคร่นอนอยู่มากหลายล้วนแต่ตัวหัวหน้าและทหารใกล้ชิดฝีมือดี คนป่วยนั้นยังพอมีสติออกปากห้ามมิให้เพื่อนผู้หนึ่งผู้ใดที่จะพาย้ายหนีไปค่ายใหญ่ให้พ้นระยะปืน อันหัวใจเด็ดเดี่ยวของนายแท่นแม่ทัพซึ่งป่วยเพราะต้องปืนแต่ครั้งศึกสุรินทจอข่องนั้นเล่าใครเลยจะเว้นชม ใครเลยจะกลั้นน้ำตาเสียได้เมื่อแม่ทัพศรีบัวทองคนเมืองสิงห์กล่าวยิ้มแย้มว่า

“เพื่อนค่ายทั้งหลาย และพี่น้องไทยเรา ฉันเป็นชายชาติทหาร เราอพยพหอบครัวมาตั้งค่ายขึ้นก็เพราะใจรบมันไม่สิ้นสู้มันเพราะแสนเจ็บใจ อย่าเลยอย่าได้พาฉันย้ายไปอื่นเลย ไหนๆ ก็จะต้องตายก็ขอให้ตายคาค่ายเก่า ตายอยู่กลางลูกปืนเม็ดฝนที่มันตกตามฤดู เถอะ ฉันไม่ทิ้งค่าย คนทิ้งค่ายตายมิใช่ทหาร ผู้ใหญ่ทองเหม็นเขาตายดี เขาตายสมกะเกิดมาเป็นคนระจันแท้ ก็ขอให้ฉันตายกลางปืน ขอให้ฉันได้นอนดูลูกปืนมันตกมาฆ่าทหารเถิด ชาวเมืองสิงห์และลูกหลานศรีบัวทองที่อยู่หลังก็จะไม่ค่อนว่า ชาวเมืองสิงห์ตลอดแคว้นจักตบมือดังเพราะคนชื่อแท่นชายเดียวมันรั้งค่ายจนสิ้นลม ลุกจับดาบไม่ไหวแล้วแต่ก็นอนให้ฆ่าไว้ลายทหาร”

นายจันทร์ร้องไห้ทั้งท่านขุนสรรค์และพันเรืองกำนันต่างฟายน้ำตา นายโชตินายเมืองอันเป็นชาวเมืองสิงห์แท้เล่าก็กอดอยู่แทบเท้ารำพันถึงแม่ทัพยอดทหาร ถัดไปสองข้างแคร่ทั้งนายทองแก้ว นายอิน นายดอกไม้ กับเจ้าทหารเสือคำหยาดต่างก็คุกเข่าฟังนิ่งหัวใจเหมือนถูกมนต์ตรึง เว้นเสียแต่น้ำตาแล้วก็จะหาเสียงใดอื่นอีกมิได้นอกจากฟันขบฟัน

แสงตะวันสายลอดหลังคาทับและลมหอบแดดอุ่นมาจากข้างนอก อาการของหัวหน้าค่ายก็เพียบลงตามเพลา พิษปืนที่ต้องเข่ากระดูกหักกำเริบเรื่อย แต่นายแท่นมิได้ตั้งสติเสียแล้ว เพราะเสียงโกลาหลวุ่นวายข้างนอก เสียงปืนแผดสิงหนาทเริ่มมาอีก เสียงกราวและตกหนักบนหลังคา ผู้คนที่ยืนเคียงก็พากันห้อมล้อมกอดไว้แน่น คำท้ายของปากทหารเมืองสิงห์กล่าวว่า

“ทิ้งฉันเถิด เสียงปืนนี่ทหารจะตายเป็นสุขเหมือนเสียงเขาประโคม ขอลาเพื่อนค่ายทุกคน เมื่อค่ายนี้เสียแล้ว ผีฉันจะรับแขกเขาเอง แต่เพื่อนร่วมศึกที่อยู่หลังขอให้สู้จนสิ้นค่ายเกลื่อนศพรับหน้าเขาให้สมทหารดีกว่าจะทิ้งค่ายหนี ฉันลาบางระจันไปก่อน”

นายแท่นมิได้กล่าวสิ่งไรอีก คงหลับตาฟังเสียงปืนเสียงชาวค่ายวิ่งวุ่นกระทั่งอาจารย์ธรรมโชติมาถึง พอมีพระเป็นธงชัยนำชีวิตกล้าของชาติทหารพ่อแท่นขุนทัพก็ลาชายชาวเมืองสิงห์ทั้งหลาย ลานักรบทั้งสองค่าย ฝากชื่อจารึกไว้ยังผืนดินระจันเมืองน้อยแต่เพลานั้น

ทหารคุกเข่าขมาศพกันทั่วคน ล้วนแต่ร้องไห้รักหัวใจแท้ พ่อแท่นไปสวรรค์แล้วสมศักดิ์ทหาร ชื่อพ่อแท่นจักหอมหวนติดใจผู้ชาย พ่อแท่นผู้อพยพมาร่วมเพื่อนไทยสร้างค่ายคงจะยืนกอดคอเคียงนักรบระจันผู้หาญคือผู้ใหญ่ทองเหม็นเยาะศึกอยู่ฟากสวรรค์โน้นแล้ว

พอชักผ้าคลุมศพ หน้าทหารจักถูกกลบดินแต่นี้ไป ก็พอเสียงโห่ร้องอึงคะนึงขึ้นหน้าค่ายระเนียดโน้น ผู้เป็นหัวหน้าทั้งหลายทุกคนจึงถลันออกพ้นทับยืนที่แจ้ง ประตูหน้าค่ายน้อยพังแล้ว พม่าหักค่ายพักทหารรักษาลงเกลื่อนดิน โอ้ราษฎรระจัน อ้อมแขนแม่ยังกอดลูกต้องปืนตาย ผู้เฒ่าที่มิได้สู้ก็ต้องนอนเกลือกกองเลือดสิ้นชีพ หญิงนั้นจากเหย้าชุลมุนจะหนี แต่แล้วก็ถูกผู้ชนะห้อมล้อมรั้งแขนอุ้มไป

เหลือแต่ค่ายใหญ่ถัดไปโน้นที่จะต้องรักษาตราบหมดชีวิตชาวระจันทุกคนท่านกำนันพันเรือง และขุนสรรค์และนายจันทร์กับทหารอื่นจึงรุดออกด้านหลังค่ายเล็ก เจ้าทัพทหารลือกับนายสังข์และฟักเจ้าหนุ่มพี่เมียก็วิ่งสุดฝีตีนมุ่งกลับกระท่อมพัก

หากปืนบนหอรบพม่าจะยิงไม่ถึง แต่มิ่งขวัญของแฟงที่อยู่เหย้าคอยผัวซึ่งไปเยี่ยมไข้หนักของแม่ทัพนายแท่นก็หวาดหวั่นเมื่อเสียงปืนระดมรับตะวันสายฟ้าโปร่ง เมื่อประตูกระท่อมเปิดโครมครามทลายลง แฟงก็ร้องสุดเสียงเรียกผัวช่วย เพราะไม่นึกเป็นใครอื่น ผิดพม่าเข้าหักค่าย

“พี่เอง แฟง” ทัพตะโกนบอกเมื่อวิ่งมาถึง “แฟงเอ๋ย ระจันเสียค่ายแล้ว ศึกมันหักเหยียบลานค่ายมาแล้ว หนีเถอะ หนีเร็ว”

แฟงสิ้นสติสิ้นคำจะตอบ แล้วชวดเซลงในอ้อมแขนผัวมันก็รับแฟงอุ้มวิ่งออกพ้นประตูทับทลาย ครัวกระทุ่มด่านหนีไปแล้วลิบๆ ทั้งเจ้าสังข์เจ้าฟักและนางจวงกำลังจูงแม่วิ่ง เออยามยากเข็ญกลียุค นอกจากผ้าพันกายแล้วก็มีแต่สองมือเปล่าพากันหนีซุกพอชีวิตรอดได้อีกมื้อ ครั้นแล้วเจ้าผัวที่อุ้มเมียงามก็วิ่งต่อไปอีก หน้านองด้วยน้ำตา แค้นที่เหลือจะกลั้นกลืนลงได้วิ่งไปปากก็พร่ำเรียกแต่ชื่อแฟงให้รู้สึก ทิ้งกระท่อมทับที่เคยสำราญไว้ให้เป็นเชลยพม่า กระทั่งเหยียบเข้าฟากประตูค่ายใหญ่ลิบๆ

ฝ่ายสุกี้พระนายกองซึ่งอยู่ยังค่ายใหญ่อันตั้งถัดไปนั้น เมื่อเห็นชาวบ้านระจันทิ้งค่ายน้อยหนีแล้วจึงถ่ายเทพลพม่ารามัญเข้ายึดอาศัยทำค่ายมั่น เพราะคิดจะขุดอุโมงค์ประชิดเข้าไปอีกเพื่อเอาปืนใหญ่ตั้งจังก้ายิงทำลายค่ายให้ชาวระจันเกิดระส่ำระสายอีกก็จะเข้าตีหักเอา แต่ทหารรบชาวระจันก็มิได้นิ่งนอนใจเพราะรู้เท่าอุบายศึก จึงแต่งทัพออกโจมตีอยู่เสมอ และพ่ายแพ้ล้มตายเพราะปืนประจำค่าย ผู้คนก็หมดเปลืองลงทุกวันจนพากันท้อใจแทบจะมานะสู้สิ้น

แต่ถึงไทยจักสิ้นฝีมือแล้วเพราะไร้อาวุธ บ้านระจันต้องว้าเหว่ ขาดไทยอื่นจักช่วยได้ แม้แต่ทหารกรุงที่มีทัพมากมายล้นเหลือก็ยังจำต้องนิ่งอยู่รักษาพระนคร ชาวระจันก็จำต้องเสี่ยงชีพเสี่ยงชีวิตเข้าโจมตีศึกอีกด้วยอาวุธสั้นแล้วแต่วาสนาเมือง ทัพผสมอันเรียกว่าบางระจันซึ่งมีทั้งชาวสิงห์ สุพรรณ และวิเศษไชยชาญเคยชนะ จะต้องวิ่งกรากเข้าสู้กระสุนปืน จะต้องวิ่งถือดาบแร่เข้าใส่เมื่อต้องปืนก็ลาตาย หากเล็ดรอดไปถึงเพียงริ้วค่ายแล้วก็จะรื้อทำลายเสีย ถึงจะตายอยู่แทบไม้รั้วเหยียดศพขวางประตูค่ายพม่าก็นับว่าเป็นทหารประเสริฐ และได้ศักดิ์ทหารติดตัวไปแล้วเมื่อขาดลม

เขานั่งร้องไห้รักเมือง นายจันทร์ผู้ควงดาบประกาศชนะศึกอยู่กลางค่ายขุนโลกเมื่อโน้นกับท่านสรรค์กรมการและพวกหัวหน้าทุกคนกำลังทุกข์ร้อนสาหัส ระจันจะแพ้นั้นไม่ว่า ทหารระจันจะสิ้นชีวิตวอดวายหมดจนเสียค่ายก็หาน้อยใจไม่ แต่ขอให้ได้สู้กัน ให้มีปืนได้กราดไปตั้งยิงตอบโต้มั่งแล้วหัวใจสู้มันจักตื่นมาอีก ไทยจักเต้นออกท้ายิงนอกค่าย แต่ระจันมันเป็นเมืองบ้านนอกที่ไร้สมบัติ อาวุธก็หาตามมีตามได้ และก็หนีร้อนอพยพมีแต่ผ้าพันกายมาด้วยกันแต่เพียงผืนพร้าเล่ม ก็จำต้องนั่งให้เขายิงนิ่งคอยวันตายไม่ทิ้งค่าย คอยให้เขาเห็นแต่ซากศพเกลื่อนดังว่าระจันนี้เป็นป่าช้าฝังผีไทยเสียจะดีกว่า

เมื่อได้ตรองกันจะแจ้งไปอีก พูดปรึกษาปรับทุกข์ปรับร้อนกันหนักขึ้นความเก่าที่คับแค้นสาหัสก็พลุ่งขึ้นในอก ใครจะนิ่งตาย ใครจะนิ่งให้เขายิงกันเล่นข้างเดียวเหมือนคนขลาด กาเห็นปืนก็พอจะบินหนีพ้นได้ แต่นี่มันคนเมื่อไม่หนีก็ต้องแล่นเข้าหาดีกว่าจะมุดหัวให้เขายิงเล่น แล้วนายจันทร์ผู้ปลงชีวิตถวายชาติด้วยหัวใจเด็ดก็กล่าวกับเพื่อนน้ำตาคลอๆ

“ยกไปตีมันอีก จะเป็นตายพ่ายแพ้ก็ขอให้ยกออกไปสู้อวดหัวใจมัน อย่าให้มาเย้ยว่าไทยกลัวปืนเหมือนกาขลาดตาขาวชั่วเห็นธนูโก่ง เออน่ะ เมื่อว่ายิงถูกก็เป็นบุญมือเขา ถ้าผิดก็จะแล่นเข้าค่ายให้อลหม่าน ก็ฝากเชลยไว้ก็แต่ศพเท่านั้น”

ท่านกรมการขุนสรรค์ผู้แม่นปืนก็เหลือจะนิ่งได้ คำนายจันทร์ล้วนแทะแปลบต้องใจทหาร ใครจะอยู่ให้ขายหน้าอีกเล่า ยิ่งนิ่งมันยิ่งแค้น จึงกล่าวขึ้นมั่งว่า

“คำพ่อจันทร์ถูกต้องหัวใจนัก ถึงจะนิ่งอยู่ก็ไม่พ้นตาย รบมันก็ได้ตายเร็ววันขึ้นไปอีก แต่ก็ยังแลกชีวิตกันได้มั่งเถอะ เราจะเรียงหน้าผลัดเวรกันออกไปให้มันฆ่าเสียทุกวันก็เอา ให้มันล้างเสียให้สิ้นคนระจันเถอะ คนแพ้คนน่ะอย่าอยู่เลย เขาจะเยาะเอาเปล่า เชลยศึกต้องรับใช้งานน่ะเสียผู้ชาย คนชนะก็มีหน้ามีตาเมื่อยังอยู่เป็นคน แต่อ้ายที่มันยอมก้มหน้าสู้แล้วหนีตายไปเพราะไม่อยากจะแพ้น่ะว่าไร เมื่อตัวมันแพ้ก็ให้ตายเสียรู้แล้วรู้รอด แต่หัวใจน่ะไม่ยอม ถึงมันริกๆ เต้นช้ากระทั่งดับก็ไม่ยอม หากชนะตัวก็ให้มันเอาศพไปปะไร”

พอจบคำกล่าวของท่านขุนสรรค์ เสียงสะอื้นและพึมพำก็มีทั่วคน แล้วทัพระจันก็กะเกณฑ์กันอีกเป็นศึกใหญ่เสี่ยงชีวิตไม่ชนะก็ไม่คิดกลับ อันพลระจันมื้อนี้ทุกหัวใจต่างคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันว่าเราจะเหมือนโคฝูงที่ยอมต้อนตัวเองไปสู่ที่ฆ่า เมื่อคืนเป็นราตรีท้ายที่ได้นอนค่ายแล้วตื่นมาสู้ศึก หากแพ้เขาเสียวันนี้ เหย้าเรือนอันเป็นเครื่องรักของหวงก็ขอมอบให้คนอยู่หลัง

กองอาสาตายของระจัน อันมีท่านขุนสรรค์กับนายจันทร์หนวดเขี้ยวเป็นขุนทัพนำศึก พลเพียบทั้งปีกซ้ายขวาล้วนอาวุธสั้นดาบหอกและแหลนหลาวตามมีตามหา จะขอแทงเพียงคนละแผล ฟันคนละที หรือได้เอื้อมมือผลักเพียงรั้วค่ายโยกแล้วจะต้องเสียชีวิตลาบ้านเกิดเมืองระจันทั้งลูกรักเมียถนอมก็เต็มใจ

ที่เหลือคือท่านพันเรืองกำนัน และนายทองแสงใหญ่เชื้อระจันชาติชาตรีต่างก็ระดมคนให้เตรียมรักษาค่ายมั่น ค่ายที่จะรักยิ่งซึ่งจะขอเป็นเรือนตายไม่ทิ้งไปอีก แล้วคนไปกับคนอยู่ก็ร่ำรักกอดคอลา ผัวฝากลูกกับเมียรักให้ทะนุถนอมลูกจักอยู่ต่างหน้าพ่ออุ่นเรือนหายเหงา เพื่อนกอดเพื่อนกระซิบ ขอฝากลูกและเมียรักเราไว้ ขอฝากแม่ฝากปู่ย่าเคยเคารพ เมื่อเราตายก่อนแลเสียค่ายแล้วค่อยพบกันเมืองผี ครั้นแล้วทัพระจันซึ่งรู้กำหนดตายก็จากไป ทัพผีของบ้านระจันส่งเสียงโห่ เสียงรับของโห่สั่นครวญพ้นประตูค่ายไปแล้ว

กระทั่งเหยียบเข้าย่านศึกสมรภูมิพันขุนโลกมานั้นก็พบทัพใหญ่พม่าตั้งรับอยู่ ด้วยสุกี้คะเนกำลังพลบ้านระจันรู้อยู่ดีว่าค่ายใหญ่เหลือทหารเท่าใด และด้วยความครั่นคร้ามของพลพม่ายังมีอยู่อีกมาก สุกี้จึงเกณฑ์พลเพิ่มมีกำลังเหนือบ้านระจันหลายส่วน

พอเห็นศึกตั้งรับกลางแปลงดาหน้าอยู่นอกค่าย ขุนสรรค์แม่ทัพและนายจันทร์ก็แสนปีติ ถึงพม่าจะมีพร้อมทั้งกองม้ากองปืนก็ยังได้แล่นเข้าดูหน้าให้ถนัด ได้ฟันกันชิดๆ ถึงจะมากมายกว่าก็ยังตายชื่นใจทหาร ถึงศพแลกศพไทยจักหมดก่อน แต่ก็อย่าหมายเลยว่าพม่าเพื่อนเราจะเหลือลอยนวลไปถึงครึ่งไม่ถูกฟัน

ท่านขุนสรรค์ยิ้มพยักให้เข้าตี ผู้ยอดฝีมือน้ำใจทหาร นายจันทร์ก็ยิ้มตอบโบกดาบประกาศแก่พลศึก

“พี่น้องและเพื่อนค่าย ศึกตั้งรับเรา เรายกมาแล้วจะหยุดรับเหมือนเขานั่นผิดวิสัย ทหารเราใช่คนขลาดจะหยุดรับเอาเชิง ศึกมาแล้วก็จำต้องรีบรุกไปตายให้หมด ถึงแพ้ก็ยังเป็นทหารกล้าที่ชนะอยู่หน้าค่าย โห่แล้วตามฉันมา โห่ลาค่ายและเมืองระจันโห่ไว้ยศทหารเรา แล้วก็โห่ให้คนชนะที่เขามีชีวิตช่วยฝังศพพร้อมเป็นสามลา”

เสียงโห่สามลาครบ ลาก่อนค่ายระจันและเมืองสยามที่เกิด ลาสองนี้เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ของทหารเองที่ต้องรักษาไว้ ใครอื่นจะแย่งศักดิ์นี้ไปจากตัวมิได้ ถึงตายแล้วศักดิ์ชายก็ยังหอมหวนติดโลก ติดปากคนอยู่หลัง มิ่งไม้และฟ้าเขียวมันจักเป็นพยานว่าวันนี้ทหารลาโลกเพราะไว้ยศ กองพันระจันครบ ๓ ลาสุดท้ายที่ขอคำนับผู้ชนะเราแต่เพียงกาย

สิ้นเสียงสะเทือนทุ่งทัพระจันก็เคลื่อนเข้าหาศึก นายจันทร์และท่านกรมการขุนทัพทั้งสองก็วิ่งนำหน้าแล้วเข้าปะทะทัพฟันฟอนหลั่งชีวิตกันหมดปรานีห่วงใยอะไรอีก แต่ทัพระจันผู้ไร้วาสนา ทัพระจันเมืองน้อยและคนน้อยได้ถูกโอบหลังแล้ว ข้าศึกที่ซุ่มอยู่ก่อนในค่ายเองที่เสียไป ทั้งพลหนุนแห่งอื่นได้ ลอบยกโอบหลังมา

เขารู้ตัวว่าต้องตาย รู้ชีวิตว่าตกอยู่กลางศึกล้อมของพม่า เดือนตะวันจะขึ้นค่ำคืนและพรุ่งนี้เช้าจะมิได้อยู่เห็นอีก แล้วต่างประกาศลาค่ายลาเมืองสยามและระจันบ้านน้อย ชาติไทยที่แสนรักชาติที่เขาตั้งค่ายสู้เพราะชาติเดือดร้อนก็สิ้นวาสนาจะได้มีชีวิตกู้ชาติกู้ชื่ออีก

มิทันดวงตะวันจะชิงพลบ ชาวระจันก็ชิงหนีโลกไปก่อนแล้วศพเกลื่อนสมรภูมิบ้านไทยเอง เขาตายชอบแล้วทุกศพ นายจันทร์ผู้กล้ายอดชายของบ้านระจันนอนเคียงสิ้นชีพอยู่เบื้องซ้าย เบื้องขวาเล่าท่านขุนสรรค์กรมการสรรค์บุรีนั้นทอดกายสิ้นชีวิต ศีรษะบ่ายสู่ทิศหนค่ายระจันที่จากมา เขาตายกันหมด ตายอย่างชาติลูกผู้ชายที่ตั้งใจว่าจะตาย เขาเอาศพออกรับเพื่อนศึกซึ่งเป็นแขกเมืองมาเยี่ยมกรุงไทย พลพม่าอันมีเกียรติมีน้อยก็ปลาบปลื้มที่ได้ชำนะบ้านระจันทุกชีวิต แต่สุกี้กับนายทัพนายกองทั้งปวงซึ่งมีสติปัญญาเป็นทหารแท้ต้องสลดใจ ศพเจ้าบ้านตายอนาถอยู่กลางดิน เชลยศึกเชลยไทยผู้อยู่หว่างล้อมไม่มีชีวิตให้จับเลยแต่สักคน น้ำใจเขาเป็นกระนี้ ศึก ๗ ครั้งที่ยกมาจึงพ่ายพินาศแพ้หัวใจกล้าบ้านระจันหมด

ดึกสงัดย่างยามปลาย ฟ้าแลบอยู่หนไกลแปลบปลาบ กลางหาวมืดและฝนก็ยังตกพรำพายุต้นฤดูหอบเมฆามาทั่วสารทิศ ค่ายระจันเพลาดึกกำลังเงียบเชียบนอกจากยามเดินและคอยระวังเหตุศึกแล้วชาวระจันทั้งหลายอื่นก็พากันพักผ่อนสิ้น

แต่หลังค่ายมืด คนตะคุ่มอยู่ที่ประตูกลุ่ม ๓-๔ คน ถัดไปอีกพ่นค่ายเพียง ๕-๖ ก้าว ม้าพร้อมเครื่องพร้อมอาน ยืนเล็มหญ้าอ่อนคอยคู่ผัวคู่เมียที่ร้องไห้ร่ำรักลากัน

“มันหน้าที่ แฟงเอ๋ย” เจ้าผัวกระซิบใกล้หู “นอกจากพี่อาสาแล้วใครเล่าจะขันอาสาได้ หนทางจากระจันกว่าจะถึงกรุงหลวงใช่ใกล้เมื่อไหร่ คนชำนาญลัดป่าก็สูญสิ้นชีวิตกันหมด เมื่อวาสนาบ้านระจันดี พี่ลอบเข้ากรุงเอาใบบอกเสนอได้ระจันเราก็จะได้ปืนมารบมัน มีปืนยิงรื้อค่ายมันพินาศลง”

แฟงรู้ทุกอย่าง เข้าใจสิ้นในหน้าที่ของทหารรักษาชาติ แต่ใครเล่าจักไม่ว้าเหว่ ชีวิตนายทัพระจันร่อยหรอลงทุกวันทั้งไพร่พล เห็นแต่หน้าผัวพอจะเป็นที่พึ่งพอเรียกหาเป็นเพื่อนตายที่อยู่ใกล้ หน้าที่จำเป็นก็ต้องบังคับให้พรากกันอยู่เสมอ

“ก็รู้แล้วพี่ทัพ” แฟงตอบคำผัวไม่สิ้นสะอื้น “หน้าที่สำคัญนักชีวิตชาวระจันทุกคนก็หวังที่พึ่งธุระสำคัญที่พี่ไป แต่พี่คนเดียวฉันห่วงนัก ทางนี้ผู้คนก็ร่อยหรอหมดเปลืองจะเสียค่ายเมื่อไหร่ยังหารู้ไม่ หากศึกเข้ายึดค่ายได้ก่อนพี่กลับพี่คงไม่เห็นหน้าฉัน”

ทัพน้ำตาคลอๆ จากแฟงนับหนไม่ถ้วนทั้งไปศึกคับขันและลาดเสบียงไม่เศร้าใจเหมือนมื้อนี้เลย สุขกันเพียงชั่ววันชั่วคืนก็มีเหตุมีธุระจำเป็นคอยแทรกมาเสมอแต่ไหนแต่ไร

“หักใจเสียเถอะแฟง อย่าคิดอื่นให้มากนักจะหมองน้ำใจเปล่า นึกทอดบุญทอดกรรมถวายพระให้แก่ชาติก็พอแล้ว พี่น่ะไม่ต้องห่วงหรอก เพราะหนทางป่าที่จะลัดไปกรุงพี่ชำนาญสิ้นหมดแต่ครั้งยังหลบหนีอาญาเมืองกับม้ากองคำหยาดอยู่ คอยเถอะแฟงเมื่อสิ้นธุระได้หน้าที่ราชการแล้วพี่ก็จะรีบกลับในข้างขึ้นย่างนี้แหละ เข้าค่ายเสียเถอะเดี๋ยวฝนจะตกหนักอีก เจ้าจะเจ็บไข้อยู่ลำบากไกลตาพี่”

แฟงเจ้านิ่งอั้น น้ำตาไหลสองแก้มพรากไม่ขาด หัวใจแห้งและเหงาว้าเหว่ ผัวจะจากเจ้ามื้อนี้แฟงหนักใจยิ่งกว่าเขาบอกจะไปศึกตะลุมบอนอีกสักร้อยครั้ง

“ฉันก็ได้แต่ตั้งใจคอย” เจ้าตอบ ฟ้ามืดรอบทิศและแสงแลบคำรามอยู่สนั่นห้าว ฝนก็ตกพรำยังไม่ขาดเม็ดยิ่งเพิ่มทุกข์ให้แฟงอีกมากมายนัก เมื่อหวนนึกถึงว่าค่ายจะต้องเสียแก่พม่าข้าศึกก่อนพี่ทัพจะทันนำปืนใหญ่กรุงกลับมาค่ายแล้วแฟงก็ท้อหัวใจ

“ใช่ฉันจะพูดพร่ำให้เป็นลางปากหรอกพี่ ฉันจะคอยพี่กว่าจะสิ้นชีวิตฉันไปเถอะ พี่ไปดีสมปรารถนาได้หน้าที่ราชการเถอะ ทำไงพี่ก็ต้องพบฉันเมื่อกลับ แม้ว่าค่ายนี้จะเสียก่อนพี่มาถึงก็อย่าหมายเลยว่าฉันจะยอมเป็นหญิงเชลยให้เขาหยามเล่น ฉันจะตายคอยพี่ เอาศพคอยรับหน้าพี่เมื่อเสียค่าย

ทัพหัวใจแห้ง เมียมันประเสริฐหญิงยากจะหาอีก คำแฟงสั่งแต่เพียงน้อยแต่เหมือนจะล้างผลาญหัวใจรบของชายให้หวาดไปต่างๆ นานา

ฝนยิ่งเพิ่มพรำๆ หนาเม็ด ปัจจุสมัยก็กระชั้นมาทุกขณะเหมือนจะเร่งเร้าให้มันจากแฟง จึงรวบสองมือเมียกำไว้แน่นอ้อมแขนก็กอดเข้าแนบ

“ขอบใจเจ้านักแฟง คอยอยู่ก่อนเถอะ เวลาสว่างมันใกล้มานักแล้ว เถอะแฟงเอ๋ย เมื่อแฟงครองตัวคอยพี่ถึงจะกลับมาพบแต่ศพแฟงก็ขอให้รู้เถอะว่าเพียงแต่ดาบสองมือพี่ชีวิตเดียวก็จะต้องไปเรียกหัวมันมาเซ่นศพเจ้าเสียก่อนแล้วพี่จะเชือดคอตายเคียงแฟง มิยอมตายด้วยมือศึก”

เจ้าทรุดตัวลงนั่งกราบผัวน้ำตาหยดลงเท้าจนมันรู้สึกอุ่นผิดเม็ดฝน จึงก้มประคองขึ้น โอ้แฟง เจ้าทุกข์ใจเหมือนถูกบังคับจนสิ้นสติเป็นลม แฟงหลับตาจะเรียกจะขานหารู้สึกไม่ แล้วเจ้าผัวก็ต้องเสียน้ำตาเพราะแฟงมื้อนี้

พอกวักมือ คนกลุ่ม ๓-๔ คนก็วิ่งมา

“ฟัก แฟงเป็นลมเสียแล้ว เออ เอ็งอุ้มมันกลับกระท่อมด้วยแล้วก็หมั่นดูแลเป็นเพื่อนทุกข์ปลอบมันมั่ง” แล้วพูดกับน้องเขยสั่งเสียอีกว่า “สังข์เอ๋ย ใช่ข้าจะพูดเป็นลางร้ายอะไรหรอก แน่ะข้าก็ทหาร ไปนี่จะเป็นตายอย่างไรก็รู้ไม่ได้ หากย่างข้างขึ้นข้าไม่กลับก็บอกท่านกำนันพันเรืองให้ส่งคนไปอีก เพราะถ้าคลาดเวลาแล้วข้าก็คงตายกลางทาง เอ็งสองคนอยู่ค่าย ข้าก็ขอฝากแม่แกและแฟงมันด้วย”

ทั้งนายสังข์และเจ้าฟักพากันเศร้าไปหมด เคยร่วมศึกมาทุกครั้งจะต้องต่างคนต่างแยกไม่รู้ข่าว เมื่อรับคำมั่นสัญญาแล้วทัพก็หันมามองหน้าเมียเหมือนจะจำให้ติดตาไว้นึกถึงแฟงกลางดง เพียงฟ้าแลบหนึ่งที่แวบมาเท่านั้นจึงจะเห็นหน้าแฟงถนัด แล้วก็ส่งแฟงซึ่งสิ้นสติให้แก่พี่ชาย

“เอ้า พามันไปค่ายเถอะ เดี๋ยวก็คงจะฟื้นเอง มันเป็นลมเพราะร้องไห้มากและทุกข์หัวใจ”

พอฟักรับน้องสาวจากอ้อมมือ หัวใจเจ้าผัวหวิวดังจะหายตามแฟงวับไป แหงนดูท้องฟ้าเหนือค่าย ดาวฤกษ์เพิ่งขึ้นหรุบหรู่ ดาวโจรกับสวาตีนางช้างครบดวงอยู่หนป่าตะวันออกที่มันจะมุ่งลัดดงเข้าศรีอยุธยา

มันตบมือฉาดเรียกอ้ายม้าสีประหลาดของเชลยซึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่ห่างแล้วว่า

“เข้าค่ายเถอะฟัก ข้าได้เพลางามจะขึ้นกรุงเดี๋ยวนี้แล้ว เมื่อปืนกรุงมาแล้วคงจะได้กรากเข้ายิงกะมันมั่ง”

ฟักยืนน้ำตาคลอ สองมือต้องอุ้มแฟงน้องสาวก็ได้แต่ก้มหัวรับคำมัน นายสังข์ยกมือไหว้และสวมกอดพูดเสียงเครือ

“สิ้นห่วงเถอะพี่ทัพ ฉันกะเจ้าฟักจะอยู่แทนพี่เอง เมื่อมันจะต้องตะลุมบอนกันก่อนพี่กลับ พี่เอ๋ย ถ้าฉันดาบหักแล้วก็ขอให้เอาศพไปเท่านั้น”

“เออ ควรแล้วสังข์” มันแสนปลื้มในคำของเพื่อนทุกข์ทหารคำหยาดเก่า “ยศลือของทหาร เกียรติยศเกียรติศักดิ์ต้องติดทหารไปจนตาย”

มันเหยียบโกลนขึ้นหลังอ้ายสีประหลาดหัวใจค่อนๆ อ้ายม้าเชลยที่แฟงเคยนั่งร่วมหลังก็หันหวนหมุนจะออก “เป็นสุขเถิดน้องข้าทั้งสอง ขอค่ายระจันจงสวัสดีคอยข้า”

พอเตือนอ้ายม้าศึกใหม่ออกโผน ก็เสียงสะอึกสะอื้นร้องไห้ของนายสังข์และเจ้าฟักส่งท้าย แฟงเจ้าก็ฟื้นลืมตาในอ้อมแขนพี่ แต่อ้ายสีประหลาดก็ควบเกิน ๕-๖ วาไปแล้วก็ได้แต่ดิ้นรนและตะโกนส่งเสียงฝากพระพายและสายฝนตามไป

“ทหารเสือระจัน สวัสดี”

แต่ม้าเคยศึกของพม่ากับเจ้าคนขี่ที่ปราบมาร้อยแดน ทั้งนายโจรเข้าหักทัพหักค่ายได้ห้อลิ่วไปแล้ว ไกลไปทุกฝีเท้า ม้าเร็วที่ถือใบบอกขึ้นกรุงจากพื้นดินระจัน ละเมียและเพื่อนค่ายไว้ในย่านศึกล้อม แล้วก็หายมืดไม่เห็นอีก

ข้างฝ่ายในกรุงหลวงพระนครศรีอยุธยา นับแต่ให้พระยาพระคลังเป็นแม่ทัพถือพลหมื่นออกไปตีค่ายใหญ่พม่าที่ปากน้ำพระประสบข้างเหนือและพ่ายแพ้พินาศ พม่าฆ่าฟันทหารกับราษฎรที่ตามไปดูศึกล้มตายลงมากมาย แล้วยกทัพหน้าเคลื่อนมาตั้งมั่นอยู่ ณ ค่ายโพธิ์สามต้นประชิดชานพระนคร แต่นั้นมาข้างในกรุงก็มิได้มีผู้หนึ่งผู้ใดคุมทัพออกไปต่อตีข้าศึกอีกเลย คงรักษามั่นอยู่แต่ในพระนครและกะเกณฑ์ผู้คนเพิ่มขึ้นและปืนป้อมก็เพิ่มจำนวนขึ้นอีกมาก นิ่งสู้อยู่แต่ในกรุง

อันข่าวศึกของชาวบ้านระจันที่เคยเลื่องลือเป็นกิตติศัพท์ทั่วทิศนั้น เมื่อทางกรุงทราบว่ากำลังคับขันเพลานี้ ทั้งค่ายน้อยก็เสียไป แต่ก็คงนิ่งจนปัญญาอยู่ไม่มีผู้ใดจะอาสาช่วยด้วยประการไรได้ กระทั่งทหารเข้าค่ายเหยียบกรุงนำใบบอกของผู้เป็นหัวหน้าค่ายท่านพันเรืองกำนันกับนายทองแสงใหญ่ขึ้นเสนอเสนาบดี แต่ความอาภัพของชาวค่ายระจันเหมือนหนึ่งจะสิ้นวาสนาที่จะคิดทำสงครามช่วยชาติกู้บ้านระจันไว้อีก จึงเสนาบดีและขุนนางท้าวพระยาใหญ่น้อยทั้งปวงต่างมีความเห็นต้องกันว่าปืนใหญ่และกระสุนดินดำที่ชาวบ้านระจันทำใบบอกขอมานั้นจะให้ไปมิได้ ด้วยเกรงว่าหากเสียค่ายแก่พม่าข้าศึกแล้ว พม่าก็จะริบปืนและกระสุนดินดำเหล่านั้นไว้เป็นกำลังย้อนมาระดมยิงทำพินาศให้แก่กรุงหลวงอีก หาไม่ก็อาจถูกพม่าช่วงชิงเสียกลางทางมิถึงค่าย

ส่วนพระยารัตนาธิเบศร์ ผู้ร่วมปรึกษามิได้ลงเนื้อเห็นด้วยแต่ก็สิ้นอำนาจที่อนุญาตให้ไปได้ จึงคิดจะออกไปบ้านระจันด้วยตัวเอง เพื่อบอกกล่าวชาวบ้านเรี่ยไรทองสำหรับหล่อปืนใหญ่ขึ้นยิงสู้กับพม่า เมื่อตระเตรียมพร้อมเสร็จแล้วพระยารัตนาธิเบศร์ก็ออกจากกรุงพร้อมด้วยผู้คนและเจ้าทหารที่ถือใบบอกมาแต่ค่ายระจันเหนือโน้น

พอสว่างเลยอรุณ วันสว่างหัวใจของบ้านค่ายบ้านที่เคยหดหู่เงียบเหงาก็ตื่นเต้นมาอีก วันนี้ระจันจะหล่อปืนศึกสังหารศัตรู ปืนค่ายที่กรุงหลวงมิยอมให้มายิงสู้พม่า ชาวระจันมันก็ต้องหาต้องทำขึ้นเอง ไม่ยอมจะนิ่งตาย คนช่วยคนอุดหนุนไม่มี บ้านระจันก็จะต้องช่วยตัวช่วยค่ายของตัวเองกว่าจะชนะหรืออับปางเป็นที่สุด หญิงแต่งตัวงามนับร้อยแม้หัวใจจะเศร้าหมอง เจ้าก็จำฝืนสีหน้าให้รื่น หญิงสุพรรณงามเหลือหลาย สตรีวิเศษไชยชาญและสาวรุ่นเลือดระจันแท้กับแม่งามชาวสิงห์พากันจากเหย้าเป็นแถวเป็นขบวน ดอกไม้เสียบผมและหูทัด แพรสีโศกและสีเลือดอันรบเร้าเตือนหัวใจบ้านระจัน ห่มสะพายเฉียงตามมีตามหาแลสะพรึบทั้งละแวกบ้านระจัน

เจ้าย่างขึ้นชานเรือนอื่น พูดปราศรัยกับผู้ครองเหย้าและกระท่อมทับนั้นสุดท้ายแล้ววันนี้ ทองเรี่ยไรยังขาดแต่เพียงน้อยที่จะหล่อปืน และฤกษ์สุมทองจะลงมือในค่ำ ทองเหลืองและสีดอกบวบบ้านเราจักเป็นปืนใหญ่รบของค่ายระจันกรากเข้ายิงพม่า กู้บ้านระจันไว้ กู้ชาติและชื่อของนักรบบ้านนอกชนบท เขาอื่นทอดมือนิ่งดูดายปล่อยระจันไว้ตามเวร ระจันมันก็จะสู้จนสิ้นคิด แม้ทรัพย์และสมบัติแท้ในเหย้าก็ขอบริจาคเพื่อสู้ เมื่อสิ้นทรัพย์สิ้นชีพ แต่บางระจันก็สมเกียรติยศ เมื่อสิ้นค่ายระจันแล้วอย่าว่าแต่ชายเลย ถึงหญิงก็เชือดคอตายไม่ยอมอยู่เป็นนางเชลยอีก

ค่ำคืนเป็นยามค่ำ เพลาฤกษ์ที่ราษฎรและนักรบชาวบ้านระจันที่ครองชีพว้าเหว่อยู่ในค่ายจะต้องจดจำไว้ ต้องประนมมือบนบวงขอความสำเร็จจงมาบังเกิดแด่ ณ ใจกลางค่ายอันมีสายสิญจน์ล้อมวงกว้างศาลบวงสรวง ทั้งข้าวตอกดอกไม้และเครื่องสังเวยเตาและถ่านเพลิงสว่างโชติช่วง เบ้าหลอมเรียงรายทองก็สุมอยู่กรุ่น หญิงพรหมจรรย์เจ้าแต่งตัวสะอาดเข้าร่วมพิธี

นักรบปลดอาวุธ เดินกรายมาคู่กับร่างน้อยหญิงงาม ตั้งแต่กลับจากกรุงหลวงแล้ว คู่ผัวคู่เมียก็ค่อยเพิ่มผาสุกขึ้นมาก หัวใจเมื่อค่ำของเจ้าผัวหนุ่มมื้อนี้แสนจะระเริงสนุกสนาน มันปลดอาวุธไว้บนหิ้งบูชา แล้วแต่งตัวเยี่ยงราษฎรไว้เชิงนักเลงบ้านทุ่งเหมือนเที่ยวชมงานนักขัตฤกษ์เมื่อยามปลอดศึกเตร่มากับเมียสาวถึงใจกลางค่าย ประดาเพื่อนฝูงก็ถามถึงข่าวข้างในกรุงที่มันได้ไปเห็นเมื่อวันถือใบบอกไปขอปืน

พระอาจารย์ธรรมโชติกำลังทำพิธีอยู่บนศาลบวงสรวงกล่าวโองการชุมนุมเทวดาขอพร ขอความศักดิ์สิทธิ์สำเร็จที่จะหล่อปืนกู้บ้านน้อยระจัน ส่วนตัวหัวหน้าอื่นและพระยารัตนาธิเบศร์นั้นนั่งเป็นองค์ประธานมีคนห้อมล้อม ครู่นั้นเมื่อทัพมาถึงเจ้าแฟงก็ชี้ไปยังกลุ่มคนที่นั่งถัดมาให้ผัวดู

“พี่สังข์อยู่โน่น อ้า แม่และลุงใครๆ ก็อยู่กันเยอะพร้อมกันหมด”

“งั้นเราไปนั่งรวมเถอะรึแฟง” เจ้าผัวชวน ลดผ้าที่ห้อยสองไหล่ลงเป็นสไบเฉียง “หลายๆ คนถึงจะคุยสนุก”

“ไปก็ไป แม่จวงกะพี่ฟักก็อยู่ด้วย เอ๊ะ” เจ้าเพ่งมองแล้วชำเลืองทางผัว “ถัดหลังแม่โฉมของพี่ฟักลงไปนั่นพี่รู้จักจำได้มั้ยว่าใคร”

ทัพพาซื่อ ป้องแสงไฟชะเง้อมอง โอย นางเชลยขุนโลกที่มันช่วยชีวิตไว้กำลังนั่งเท้าแขนมิได้เข้าวงสายสิญจน์ร่วมพิธีกับหญิงพรหมจรรย์อื่น แล้วก็อดขำหัวเราะขำใจเมียมิได้จึงตอบว่า

“ถ้าเป็นแฟงของพี่ก็คงจะจำได้แต่ไกลนี่มองแล้วมองอีกพี่ก็ยังไม่รู้ว่าใคร”

“ปากแสนจะดีนัก” เจ้าว่า มือก็หยิกแขนผัว “แฟงน่ะมันเป็นเลิศหัวใจหละ แต่เผลอตาเป็นไม่ได้ จะมืดจะค่ำก็ต้องพบดุ่มอยู่แถวกระท่อมแม่เชลยขุนโลกอยู่เสมอ”

ทัพละอายใจ ยิ้มเก้อๆ นึกถึงเย็นวานซืนที่แฟงเจ้าพบกำลังเดินอยู่คลอคู่ ยามศึกมันก็รบเด็ดเดี่ยว แต่เมื่อปลดศึกทหารมันก็ต้องมีรักมีใคร่เที่ยวประลองไปพอให้หัวใจได้เบิกบานพักผ่อน แล้วจูงมือเมียหลีกฝูงคนเบียดตรงมาที่หมู่ญาติพี่น้องซึ่งนั่งกันพร้อม

“ไม่ค่อยจะเห็นหน้าเลย” นายสังข์ทักขึ้นเมื่อทัพมาถึง “นั่งนี่เถอะพี่ทัพรวมๆ กัน คุยหลายคนสนุกดี”

“อีแฟงคงจะไม่สู้ชอบ” พี่เขยเจ้าทหารฝีมือเอกเคาะมา “ดูแต่อยู่กระท่อมเถอะ แสนจะร้อนยังปิดประตูเงียบ”

แฟงค้อนพี่ชายแล้วกราดไปทางลูกสาวพ่อบ้านขุนโลก

“พี่ฟักจะเป็นบ้าเสียใหญ่ กระท่อมปิดน่ะมิใช่เป็นเชิงฉันหรอก เพราะหน้าต่างมันเปิด เสือมันไปหากินอยู่ถ้ำอื่นยังจะมามัวงม”

ทัพสีหน้าเจื่อน พวกเหล่านั้นไม่มีใครรู้เรื่องก็ฟังกันไปต่างๆ แล้วทัพก็ซื้อรำคาญพูดเถลไถลนั่งร่วมกับหมู่ญาติพี่น้องคุยถึงเรื่องราวสนุกต่างๆ นานาเมื่อถือใบบอกขึ้นกรุง

กำนันกระทุ่มด่านลุงเจ้าแฟงกระเถิบมาชิดเพื่อน แกเป็นคนเก่าแก่ที่จำอะไรแม่นและกังวลใจแต่ในเรื่องข่าวสงครามที่ประชิดเมือง จึงถามหลานเขยว่า

“เออ เมื่อขึ้นกรุงน่ะ เอ็งเห็นท่าทางเป็นยังไงมั่ง”

“ท่าอะไรลุง” ผัวเจ้าแฟงย้อนถาม “เรื่องศึกรึอย่างอื่น”

“ศึกซีล่ะ เรื่องของปืนน่ะข้ารู้แล้วว่าไม่ได้ เราถึงต้องเรี่ยไรทองมาช่วยกันหล่อ”

ทัพถอนใจใหญ่ นึกเห็นรูปร่างกรุงหลวงที่มันเพิ่งกลับแล้วตอบตรงไปตรงมา

“หนักใจแทน” มันว่า “ทหารกรุงมีมากมายนักหนาแต่จะหาหน้าไหนอาสาออกรังควานศึกมั่งก็ทั้งยาก นิ่งรบอยู่ แต่ในเมืองเหมือนกะว่าศรีอยุธยาจะสิ้นฝีมือหมด คนดีจะหาไม่ได้อีกในศรีอยุธยาแล้ว ศึกมันก็ได้ใจ”

นายสังข์เป็นคนพูดตรง จึงถามมั่ง “ก็ระจันทำไมถึงไม่ให้ปืน ระจันทำกินแต่เพียงปากเพียงท้องไม่มีเบี้ยหวัดเงินปี แต่ก็ต้องรบเพราะใจเองมันรักบ้านเกิด”

ทัพพยักหน้า “อือจริง ท่านอ้างไม่ให้ก็เพราะเกรงจะถูกชิงกลางทางหรือเสียค่ายเสียปืนให้มันย้อนเอาไปยิงกรุงอีก แต่ปืนชั่ว ๒ กระบอกน่ะถึงจะได้ไปยิงกรุงข้าก็เห็นว่าไม่ทำอะไรได้ นึกไปอีกทีมันก็เป็นวาสนาของระจันเอง เราขออาวุธจะสู้ศึกเอาเลือดพลีให้เมืองถวายชีพแก่เจ้าเหนือหัว เพราะเกิดมาในแผ่นดินสยามแล้ว เมื่อเขาจะทิ้งดูดาย ทิ้งระจันให้สิ้นอาวุธมีแต่กายเปล่าวิ่งเข้าใส่ศึกก็ต้องจำก้มหน้าตาย จะทำไงได้”

“แต่ปืนหล่อสมบัติแท้ของระจัน ๒ กระบอกนี่ เมื่อสำเร็จก็คงจะลากเข้ายิงกะมันมัง” เจ้าฟักพี่ชายของแฟงพูดไปอีกทาง แต่กำนันกระทุ่มด่านซึ่งนั่งกอดเข่าฟัง แกพูดกระซิบกระซาบค่อยลง

“ข้าน่ะ อดหัวใจระแวงถึงเพลงยาวทำนายกรุงไม่ได้เลย คิดแล้วขนลุกนัก”

“ทำนายอะไร” ทัพถาม หัวใจประหลาดที่สุ้มเสียงพูดของกำนันกระทุ่มด่านสั่นไม่ปกติ “ใครทำนาย”

“โบราณ” แกตอบ “ข้าน่ะท่องจำได้หมดมาแต่ยังเด็กๆ กลัวมันจะเข้าเค้าเสียล่ะน่า”

คนทั้งหลายตลอดจนตัวเจ้าทัพพากันเงียบกริบ ใจระทึกไปด้วยท่าทางของกำนันมีอายุและเอาหูใส่ทุกคน

“เข้าเค้ายังไง เขาทำนายว่าไง” เจ้าฟักก็ร้อนใจฟัง “ลุงจำได้หมด ลองว่าดูทีเรอะ”

“โอ๊ยแยะ” แกตอบ “ฟังแต่พอเป็นเค้าเป็นตอนเถอะคือว่า” เสียงกำนันยิ่งเพิ่มสั่นกว่าเมื่อแรก ทั้งกระซิบเบาลงไปอีกจนต้องพากันรวมหูมาตะแคงใกล้ปากแก “ต้นไม่ต้องฟังกันละนะ เออ มันมากมายนัก คือตลอดกลางโบราณท่านว่าไว้ยังงี้

คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ

อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศา

มหาเมฆพิสดารทุกบ้านเมือง

พระคงคาจะแดงเดือดดังเลือดนก

อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง

ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง

ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร

พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี

พระกาฬกุลีจะเข้ามาเป็นไส้

พระธรณีจะตีอกไห้

อกพระกาฬจะไหม้อยู่เกรียมกรม

ในลักษณะทำนายไว้บ่อห่อนผิด

เมื่อวินิจพิศดูก็เห็นสม

มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม

มิใช่เทศกาลลมลมก็พัด

มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น

มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ

ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสารพัด

เกิดวิบัตินานาทั่วสากล”

แกท่องทิ้งไว้เพียงนี้ แล้วกำนันกระทุ่มด่านก็กอดตัวเองขนลุกเกรียว และเจ้าหนุ่มทั้งหลายก็พลอยเสียวใจแสยงในคำนั้นสิ้นทุกคน แล้วซุบซิบพูดกันไปต่างๆ มิ่งขวัญหวาดไปด้วยความคิดและคำสนทนากระทั่งพิธีบวงสรวงเสร็จ

ยิ่งตกดึก ผู้คนที่มาดูแลสิ้นหน้าที่ต่างก็พากันคืนเหย้าพักผ่อนหมด เจ้าทัพผัวหนุ่มของแฟงมันเดินทอดน่องปล่อยอารมณ์คิดเรื่อยเปื่อยกอดคอเมียคลอกันมา ใครอื่นพวกญาตินั้นกลับไปก่อนหมดแล้วเมื่อครู่ใหญ่ แฟงเจ้าท้องอ่อนๆสมจริงเจ้าผัวจึงต้องเอาใจ ใฝ่แต่จะหาสุขหาสำราญให้เมีย แต่ถึงจะประการไรเมื่อมันเดินพลางมองพลางแหงนขึ้นฟ้าเห็นดาวแล้วก็ไม่วายจะคิดถึงคำลุงกำนันที่แกท่องขึ้นต้นว่า คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศา

จนถึงทับน้อยที่กั้นขึ้นเป็นหับเล็กพออาศัยสุขอยู่ร่วมด้วยแฟงถัดครัวกระทุ่มด่านไปชิดกัน เดือนข้างแรมก็แอบเมฆไรๆ อยู่ขอบฟ้า และแสงดาวยังเต้นอยู่ระยิบเหมือนจะเตือนให้คู่ผัวคู่เมียเข้าคืนกระท่อมนอน อีกครู่ ร่างชายก็คลอเคลียกอดหญิงก็ลับหายเข้ากระท่อมเห็นแต่ประตูงับสนิท

ล่วงวันไปอีก วันที่ชาวค่ายทุกหัวใจกระสับกระส่าย คอยจะให้ครบกำหนด เพราะพิธีสุมและฤกษ์งามยามดีเมื่อเททองก็พ้นมาแล้ว เหลือแต่กำหนดจะแกะดินหล่อดูปืนระจันทั้งสองกระบอก ปืนที่เชิดหน้าชูตาเป็นศรีบ้านระจันกราดเข้ายิงรื้อค่ายศึกที่สังหารคนระจันไปแล้วนับไม่ถ้วนทุกวี่วัน

กระทั่งถึงเพลานั้น เวลาซึ่งผู้เป็นหัวหน้าค่ายมาห้อมล้อมดูพิธี ดูเหล่านายช่างหล่อและแกะพิมพ์อันมหึมาที่มีเนื้อทองดังหนึ่งดวงใจของชาวค่ายซึ่งแฝงอยู่ในอก แต่ดวงใจคู่นั้นแตกแยกสลาย ทองเหลืองปืนหล่อคู่บ้านระจันทั้งสองกระบอกซึ่งเรี่ยไรได้ทองของชาวบ้านแห่งละเล็กละน้อยมาหลอมรวมกันเหมือนร่วมใจกลับร้าวรานเป็นระแหงแตกแยก สิ้นหวังแล้วแต่นี้ไประจันจะสิ้นหวังได้กู้บ้านน้อยและกู้ชีพของตนเองอีก

เมื่อการแปรปรวนไปไม่สำเร็จ พระยารัตนาธิเบศร์ผู้ออกมาเรี่ยไรทองจะคิดการสงครามกับพวกที่ติดตามมาก็ออกจากบ้านระจันกลับคืนพระนคร แล้วความว้าเหว่ก็ครอบงำไปทั่วทุกแห่งของค่ายระจันผู้หมดที่พึ่ง จำนวนครัวอพยพหนีก็เพิ่มมากมายไม่เว้นวัน แต่ผู้กล้ายังอยู่ พ่อค่ายพันเรืองกับนายทองแสงใหญ่ทั้งนักรบอื่นที่ใจทหารหายอมจะทิ้งค่ายไม่ ถึงไทยจะสิ้นฝีมือเพราะไร้อาวุธก็จะขอสู้ตาย ขอเอาผีเฝ้าค่ายฝากนามไว้แก่นักรบหลัง

ฝ่ายสุกี้พระนายกองซึ่งให้พลพม่าขุดอุโมงค์เป็นทางเดินเข้าประชิดค่ายระจัน แล้วปลูกหอรบสูง เอาปืนใหญ่ขึ้นจังก้ายิงกราดโทรมค่ายระจัน ผู้คนล้มตายเกลื่อนจนยึดค่ายน้อยได้แล้วนั้น ยังคงเร่งระดมพลก่อสร้างขุดอุโมงค์แยกย้ายมาอีกจนเข้าประชิดอ้อมค่ายใหญ่อีก แล้วปืนใหญ่น้อยทุกกระบอกก็ขึ้นตั้งบนหอสูงกระหน่ำซ้ำเติมอยู่ตลอดวัน ศพเกลื่อนดินหามไปฝังไป เสียงแซ่ร่ำไห้ของญาติและพี่น้องหลัง เสียงคร่ำครวญของหญิงและเด็กอ่อน ผู้เฒ่าชรา ปากที่พึมเพ้อเจ็บช้ำหัวใจของนักรบที่สิ้นอาวุธจะสู้ แต่ปืนค่ายของสุกี้ก็คงกราด กระหน่ำหมดที่จะปรานีปราศรัยแก่คนสิ้นอาวุธ ยังอยู่แต่จะกำหนดวันระดมพลเข้ายึดเอาค่ายให้ได้เท่านั้น

วันจันทร์ วันซึ่งชีวิตว้าเหว่ของชาวค่ายทั้งหลายไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่า ๒ ค่ำข้างแรมวันจันทร์เดือน ๘ ปีจอนี้ จะฝากความเศร้าสลดและน้ำตาไว้แก่คนอยู่หลังไทยทั้งหลายที่อยู่หลังจักเสียน้ำตาเมื่อเอ่ยขานนามระจัน แต่เพื่อนค่ายผู้กล้ามิได้ท้อแท้ นักรบและราษฎรตายเกลื่อนนับร้อยทุกวัน กระทั่งเย็นวานก็หาที่จะถอย หลบทิ้งค่ายไม่ ขอให้ฆ่าคนระจันเสียให้เกลี้ยงค่ายเถิด จะได้สมใจที่มันไม่มีอาวุธสู้

ชั่วสว่าง ปืนสุกี้ก็เบิกท้องฟ้ามาอีก กราดกระหน่ำมายิ่งฝนห่าแก้ว กระท่อมกระเทือน เหย้าเล็กเรือนน้อยหลังคาพังเสียงครวญในเหย้า พ่อตายเสียแล้วแม่กำลังจะสิ้นใจ โอ้ลูกรักไม่รู้เดียงสาฟุบตายกำลังคลานสนุก ตายคาเบาะกำลังดื่มนมแม่ กรรมมึงเอง กรรมก่อนของชาวระจันที่ไร้อาวุธก็ต้องคอยเขาฆ่า

เสียงปืนเงียบเมื่อสาย ปืนอุบาทว์กาลีที่เบิกฟ้ามาแต่เช้าเงียบสนิท หูโล่งใจโล่งหญิงที่เกาะแน่นซุ่มอยู่ในอกในอ้อมแขนชายตัวสั่น ตาหลับตั้งแต่เสียงปืนมันเปิดฟ้าเยี่ยมค่าย เหมือนจะปลุกทาสมันผู้หลับสนิทให้ฟังกำหนดตาย

หัวอกที่ถอนใจใหญ่ ฟันที่ขบฟันอยู่กรอดของเจ้าหนุ่มผู้โอบแขนปกป้องเมีย ตาชำเลืองไปที่ดาบคู่บนหิ้ง ดาบศึกจะสิ้นคมเสียแล้วหรือไร ดาบอาทมาตประจุเงินและด้ามคร่ากินศพเป็นร้อยเป็นพันนอนนิ่งให้เสียงปืนหยาม

แล้วเขย่าแขนเรียกเมีย “แฟง ลืมตาเถิดมิ่งขวัญของพี่มันหยุดแล้ว อ้ายปืนฉิบหายมันหยุดยิงไปแล้วเมื่อสักครู่”

หญิงเจ้าลืมตา หูที่แนบประทับได้ยินหัวใจผัวมันเต้นตึ้ก แม้เสียงปืนมันจะเงียบไปสมคำ แฟงก็ไม่หมดที่จะหวั่นใจได้

“เดี๋ยวมันก็คงจะยิงมาอีก โธ่พี่ทัพเอ๋ยชีวิตเห็นจะสิ้นอยู่ค่ายนี้ในเร็ววันแน่” แฟงคร่ำครวญ ใจก็ประหวัดไปถึงคำพี่สาวอีก “จะสมคำพี่เฟื่องเสียก็รู้ไม่ได้ เออ เสียค่ายพี่เฟื่องว่าจะเสียค่ายสิ้นชีวิตไปตามกันหมด”

ทัพก็ได้แต่ปลอบเล้าโลมใจ “อย่าทุกข์นักเลยแฟงเอ๋ย วันหน้าใครเล่าจะรู้ได้ ถึงปืนระจันจะหล่อไม่สำเร็จผู้คนร่อยหรอลงบางค่ายบางตา แต่มานะสู้ของไทยมันไม่สิ้น และวาสนาก่อนเรามีแล้วคุณพระท่านก็จะคุ้มค่ายให้เรารับอยู่ได้หรือศึกท้อถอยเลิกทัพไปเอง”

“ยากนัก” แฟงว่า ใจแฟงนั้นกำลังหวั่นไหวเป็นลางอยู่ในคำพี่สาวตลอดเวลา “คำพี่เฟื่องถูกไปแล้วเมื่อค่ายเล็กเสีย และที่เรามีชีวิตอาศัยอยู่ในค่ายใหญ่นี้เล่าจะผิดคำไปเชียวหรือ” แล้วเจ้าก็ร้องไห้รำพันไปอื่นอีก “พี่เอ๋ย เราจะตายนั้นไม่ว่า ชีวิตที่เราเกิดมาในร่มฟ้าร่มแผ่นดินสยาม เลือดเนื้อก็ต้องเป็นของชาติ แฟงไม่เสียดาย แต่ลูกเอ๋ยเดือนตะวันที่ส่องค่ายเพียงแต่แสงอ่อนก็จะหาได้คลอดมาลืมตาเห็นไม่ ร่มค่ายที่เจ้าได้คลอดถือกำเนิดมาเป็นชาวระจันหว่างศึกก็จะเป็นเพียงประนมมือตายอยู่ในห้อง”

ทัพเสียน้ำตา เมียร้องไห้รำพันพูดถึงก้อนเลือดที่เกิดมาเป็นลูกรัก ลูกไทยแท้ นักรบระจันดั่งหนึ่งดาบคมจะเฉือนเนื้อตลอดหัวใจ โอ้ กุมารในท้อง ลูกพี่ลูกแฟง จักต้องหลับตาย้อนไปเมืองผีอีกไม่ทันเกิดเป็นคนได้

“ตามกรรมเถอะแฟง” ทัพกอดแน่น มือเชยคางให้แฟงเงยมองหน้ามันมั่ง “ตายน่ะใครเล่าจะหนีพ้น ไม้ใหญ่มันยังรู้โค่นแล้ว เราหรือจะหนีตายพ้นไปได้ แต่เจ้าก็เป็นเมียรักของพี่ แฟงเป็นเมียทหาร ฝากชื่อไว้มั่งซีแฟงเอ๋ย เมื่อเสียค่าย เมื่อไรศึกมันไม่ละเลือกหรอกว่าเจ้าเป็นหญิงก็จะเฉยให้ฆ่าทำไม ดาบหญิงฟันชายนั่นแหละมันแสนประเสริฐ มันจะเลื่องลือไปชั่วฟ้าดินถล่มว่านักรบระจันมีหญิงตายเฝ้าค่าย และก็สู้เขาจนหมดคนแล้วทั้งชายหญิง เมื่อพ่ายแพ้นั้นจะทำกระไรได้อีก”

เจ้านั่งฟังผัว คำผัวที่ยุแหย่หัวใจให้เกิดมานะเกิดเดือดร้อนกระวนกระวายเหลือที่จะสะกดใจนิ่งให้เขาดูหมิ่นอีก เกิดเป็นคนมันต้องตายแน่ไม่สงสัย แฟงก็ขึ้นชื่อว่าเป็นชาวค่ายระจัน และก็ค่ายระจันมันเป็นค่ายรบตั้งขึ้นเองเพราะเดือดร้อนแทนชาติบ้านเกิด มันตั้งขึ้นสู้ศึกเพราะรักเหย้าและผืนดินระจันของสยามเอง หาใช่ใครมาเคี่ยวเข็ญบังคับไม่ แล้วคนที่ร่วมค่ายก็ไม่จำจะต้องเลือกว่าเป็นชายหญิง มันก็ต้องเป็นนักรบทั้งสิ้น

เจ้าปลงใจแน่ ปลงใจบูชาชีวิตให้แก่ชาติ ขอฝากนามไว้แก่หญิงสยามที่จะเกิดมาหลัง หัวใจกลัวของแฟงเมื่อแรกก็ตัดขาดลงในฉับพลัน เจ้าซุกหน้าจูบหัวอกผัว จูบที่หัวใจทหารมันเต้นริกๆ สมกะที่เกิดมาเป็นผัวของแฟง แล้วหัวเราะประหนึ่งว่าแฟงมื้อนี้มันจะแปลกจริตวิกลไปแล้ว

“ชื่นใจของแฟง ทูนหัวของเมีย” แล้วหัวเราะเสียงใสดังยิ่งเดิมไปอีก “แฟงเป็นผู้ชายแล้ว พี่พูดแต่เพียงคำน้อยก็เหมือนจะชุบหัวใจฉันให้เกิดใหม่อีก หมดกลัวแล้วเพราะถึงจะกลัวแสนกลัวมันก็ต้องกอดคอกันตาย เถอะแฟงจะถือดาบรบ แฟงย่ำตามรอยเท้าพี่รบกะมัน แรงน้อยประสาหญิงก็จะสู้ประสาหญิงและตายมันเสียทั้งที่แฟงเป็นหญิงระจัน เอาละ แน่ใจละ”

ทัพตะลึงมอง แฟงสติมันเคลิ้มเสียไปแล้วหรือไรแฟงแม่ร่างน้อยอรชรเมียพี่เปลี่ยนสติเสียกะทันหัน แล้วก็กอดเมียแน่น

“โธ่ แฟงเอ๋ย เจ้าเป็นอะไร เจ้าเป็นอะไรถึงพูดจาเยี่ยงนี้เล่า”

“เปล่า พี่ทัพ แฟงหาเจ็บไข้หรือแปลกเปลี่ยนอะไรไปไม่ แต่แฟงนี้ตัดใจสำเร็จแล้ว แฟงสิ้นกลัวเกรงที่จะต้องตายอีกต่อไปไม่”

เมื่อพิจารณาละเอียด เจ้าผัวก็ตระหนักในใจว่าเมียรักมิได้กลัวหรือตกใจเกินกว่าที่มันจะคิดว่าแฟงเจ็บไข้เพ้อไปไม่ หากความกลัวนั้นสิ้นสุดลงเมื่อตรองความรอบคอบ

“แม่คุณ เออ หญิงสยาม” มันบ่นพึมพำแล้วชี้ไปข้างฝากระท่อม “โน่นดาบของแฟง พี่ก็ได้ฝึกปรือเจ้าไว้แล้ว ชายน่ะไม่ประหลาดหรอกน้องเอ๋ยหากหญิงจะคิดสู้ เนื้อหนังชายใช่มันจะเหนียวทนเหล็กไปได้เมื่อไหร่ และฝีไม้ฝีมือเล่า เมื่อฝึกแล้วหญิงมันก็รบคล่องอย่างชายถมไป ประเสริฐ ประเสริฐแท้เทียวแฟง ทัพระจันมันจะประสมหญิงสู้ศึก นอนศพเคียงไว้ยศให้คนเห็น”

แล้วผัวเมียต่างก็พร่ำพรอดกัน ร่าเริงเหมือนจะเอาเวลาอันน้อยนี้รักกันให้สมกะที่ชีวิตเหลืออยู่คอยนับชั่วโมงตาย ลืมหมด ลืมอะไรๆ ที่แล้วมาและจะเกิดอีก ขอแต่ก้มหน้ารักกันกอดคอกันยิ้มแย้มคอยเวลาอันประเสริฐซึ่งจะดับหัวใจไปพร้อมเหยียบประตูสวรรค์โน้น

ตะวันพ้นเที่ยง แสงอาทิตย์เดือน ๘ เข้าฤดูฝนกลับร้อนกล้าเป็นวิปริตปรวนไปกับความผันแปรของค่ายระจันซึ่งเคยครื้นครึกเอิกเกริกผู้คนแน่นหนา แล้วกลับมาทรุดโทรมลงกระท่อมและเหย้าร้างเรียงราย บ้างหลังคาเปิงไปเพราะอำนาจปืนบนหอค่ายพม่า บ้างหักทำลายลงล้วนอนาถ

แต่เสียงปืนเงียบเมื่อสายกระทั่งบัดนี้ และความระส่ำระสายจะเกิดแก่ราษฎรทั้งวิ่งวุ่นและล้มตายประการไร พันเรืองกับนายทองแสงใหญ่พ่อค่ายซึ่งอยู่ควบคุมก็มิได้นอนใจ เมื่อเสียงปืนเงียบจึงให้คนปีนไม้สูงดูศึกแล้วก็ประจักษ์ว่าค่ายสุกี้พม่าโน้นกำลังระดมทหารจัดพลเป็นการใหญ่สิ้นทั้งค่ายแน่นักแล้ว อายุของค่ายบ้านและชีวิตพลระจันจะสุดสิ้นเสียวันนี้ เชิญเถิดเชิญกันคุมเข้ามาหักให้ได้สมใจ มาฆ่าคนระจันเสียให้เกลี้ยงอย่าเหลือเลย ครั้นแล้วพันเรืองกับนายทองแสงใหญ่พ่อค่ายผู้เด็ดเดี่ยวก็ระดมศึกระดมทหารกล้าและราษฎรระจันตามที่มีเหลือมีดไม้หามา ปืนเชลยทั้งหอกดาบตามแต่จะได้ ชายจากเหย้ามาเป็นแถวแต่หนุ่มฉกรรจ์กระทั่งผู้เฒ่าพ่อเรือนมากันพร้อม โอ้ หญิงระจัน หญิงสยามผู้ปลงชีพให้ชาติแล้ว เจ้าแต่งตัวกะทัดรัดผ้าตะเบ็งมานพร้าหวดแต่พอแรงถือดาบเชลยที่เขายึดมาแจก ทั้งมีดไม้แหลนหลาวพากันแล่นมาถึง อ้า หญิง อิสตรีเมื่อยามสุขนั้นเจ้าอรชรอยู่เหย้าแต่โฉม มือนุ่มนิ่มหญิงจักโลมเล้าประคองหน้าผัวให้หายเหนื่อยเมื่อกลับจากนาหน้าและเนื้อนวลผัวเจ้าจักหายเหนื่อยเพียงชั่วประคอง แต่ยามศึกษามีเข็ญ หญิงงามใช่จะหนีหน้า หญิงจับอาวุธมาหนุนหลังร่วมตาย วาจาอ่อนเสนาะหูกลับปลอบใจชายให้เหิมศึกเสียงใสไพเราะของเจ้านั้นสะอื้นรักชาติ อ้า ร่างน้อยจักทอดเหนือดินแทนฟูกนุ่มบนเหย้า

เจ้าดอกไม้ไพรเพิ่งแล่นมา สาวคำหยาดเมียทหารเจ้าถือดาบยิ้มแย้มมาเคียงผัว แฟงมันจะตายก่อนหญิงอื่นถ้าทัพตายถัดไปก็เจ้าจวงน้องทหารเมียนายหมู่ม้าคำหยาดและหลังๆ ไปโน้นก็ล้วนร่างอรชรของทัพสตรีที่จากเหย้ามาตายกันด้วยหัวใจสมัครเหลือหลาย

พลระจันแลเพียบ พลระจันมื้อนี้หัวใจเดือดเกินกว่าเมื่อแรกสร้างค่ายหลายส่วน ราษฎรหญิงก็รู้กำหนดตัวตาย เจ้าหนุ่มและผู้เฒ่าผู้แก่กอดคอล่ำลากัน เขาแลหลังคาเหย้าและกระท่อมทับ อ๋อ ค่ำนี้กูจักให้พม่ามันนอน ค่ำนี้ทรัพย์สมบัติและเหย้าเรือนจักมอบให้เขาแล้ว เชิญเถิด เชิญผู้ชนะเข้าครองเมื่อกูสิ้นลมแล้ว

พ่อค่ายพันเรืองยืนคู่กับนายทองแสงใหญ่ตระหง่านบนไม้สูง ตบมืออยู่ฉาดฉาน แล้วมือก็ตบอกตัวเองป้องตะโกนไป

“ขอให้สู้จนละเอียด อีกเดี๋ยวเท่านั้น อีกเดี๋ยวเดียวเขาจะมาแย่งที่เราอยู่ มันจะมาแย่งเหย้าในระจันเป็นของมัน เอาละเมื่อมันอยากจะได้ก็ขอให้ฆ่าเจ้าของตายเสียก่อน”

นายทองแสงใหญ่หันป้องไปอีกทาง แล้วก็กู่ตะโกนไปรอบๆ

“ขอลาตาย เพื่อนเอ๋ย พี่น้องทั้งหลายเอ๋ย ร่มฟ้าจะคุ้มหัวเราอยู่ชั่วแสงตะวันนี้ไม่ทันดับเข้าเย็น ร่มค่ายหลังคาเรือนเขาจะยื้อไปเป็นเจ้าของ เอา ให้มันมาปล้น ช่ะช้า ใครล่ะมันจะมาปล้นเมืองระจัน ไม่มีชีวิตมาแลกใครจะยอมให้เพื่อนเดินทัพลอยชายมาเหยียบถึงลานค่าย”

เสียงโห่กระหื่ม สะอื้นจากหัวอกนับร้อยๆ อาวุธทั้งหอกดาบปืนผาชูสะพรึบดังจะสอยฟ้า เขาร้องไห้ เขาเจ็บใจ คนระจันทั้งชายหญิงมันใกล้จะทะลักเลือดหัวใจแตก พูดเต็มเสียงตะโกนเต็มเสียง ร้องไห้โฮๆ

เอาชีวิตเฝ้าบ้าน ศพร่วมพันนี่แหละจะรับหน้ารับแขกแต่ที่จะไม่เสียค่าธรรมเนียมเหยียบค่ายมั่งนั้นอย่าหมาย หญ้าเขียวระจันจะให้มันเปลี่ยนเป็นสีแดงถึงฝนจักไม่มีอีกสักร้อยมื้อพันวัน นาเลือดมันก็จักมีน้ำพอข้าวงอกให้รวงข้าวมันฉานไปทั้งทุ่ง เมื่อหน้าไถก็จะพบแต่กระดูกนับด้วยหมื่น

ชั่วเวลาอื้อฉาวนั้น เสียงกลองศึกกลองชนะก็กลบขึ้นดินสะเทือนดังทุ่งระจันจักถล่มทลาย ปืนใหญ่บนหอรบโน้นก็กราดมาอีก อ๋อ มันมาหักค่ายแล้ว

พันเรืองตะโกน นายทองแสงใหญ่ก็ช่วยกู่ตะโกนต่อไปอีกโห่รับ เออบ้านระจันโห่รับแขกเมืองซีน่ะ โห่รับให้มันเข้าตะลุมบอน

สิ้นคำขาน ค่ายก็คำรามรับไป เสียงคำรามข้ามระเนียดไปนั้นขอฝากให้พม่าฟัง เสือคำรามในถ้ำนั่นมันเสือขู่ แต่คำรามของค่ายระจันไม่เป็นอื่นไปจากเมื่อสิ้นเสียงก็สิ้นคนแล้วจงมาช่วยกันเก็บศพฝัง

ประตูค่ายหัก ประตูค่ายกำลังหลั่งไหลด้วยทหารค่ายปากน้ำพระประสบแล้วก็แล่นเข้าปะทะกัน ระเนียดค่ายพังมาอีกแถบอำ ล้อมมาก็ต้องสู้กันจนเหลวแหลก แล้วก็แล่นเข้าปะทะทัพราษฎรผู้ไร้อาวุธมีแต่พอติดเหย้าแต่แร่เข้าหาทหารหลวงอังวะศพเกลื่อนลงปะปน ศพถมดินระจันทั้งรามัญและพม่า ทั้งชาวค่ายไม่เลือกหญิงเลือกชาย ผู้เฒ่าหากจะสิ้นแรงล้มแต่ดาบผู้เฒ่าก็กัดเนื้อดื่มเข้ากระดูกเมื่อพ่อเฒ่าระจันสิ้นชีพไปแล้ว ลูกหลานมันก็แล่นขึ้นไปแทน หญิงเจ้าห่มตะเบ็งมานแล่นถลำ พร้าหวดและเคียวถือเมื่อหน้าเกี่ยวก็กวักแกว่งเข้าเกี่ยวชีวิตชายที่มาย่ำยีบางระจันลงเป็นศพ แต่แล้วหญิงงามก็ต้องทอดกายอนาถร้องหวีดสิ้นเสียงดับชีพไปเคียงชาย

จนแดดร่ม สีแดดจับฟ้าเหลืองบอกอาเพศเป็นพยาน ทัพใหญ่พม่าที่หนุนก็ล่วงเข้าค่ายได้ อันพลพม่าที่เหยียบลานค่ายนั้นหลั่งไหลดังธารน้ำจะเข้าท่วมบ้านระจันทั้งดาหน้าและห้อมล้อม แม้จะเอาศพเข้าแลกเป็นกำนัลค่าเยือนค่ายมากมาย แม้ศพราษฎรระจันเล่าก็กลาดเกลื่อน นักรบเมืองสิงห์ย่อยยับพินาศหมดชายเมืองสิงห์สู้จนละเอียดไว้ลายให้ลูกหลาน ทัพกล้าสุพรรณแล่นปะทะยอมเหลวแหลกมอบศพเป็นเชลย นายอิน นายเมือง นายโชติ พ่อยอดชายเมืองสิงห์ชาวศรีบัวทองเล่าท่านม้วยชอบแล้ว ท่านแล่นไปกลางพลศึกทัพใหญ่ฟันสั่งฝากฝีมือเมืองให้ลูกหลานและชายผู้ร่วมเมืองอยู่หลังได้ปลื้มแล้วก็สิ้นแรงล้มเห็นแต่ศพนอนเรียงเชื้อเชิญศึกเข้าค่าย นายทองแก้วบ้านโพธิ์ทะเลทั้งนายดอกไม้บ้านกรับชาววิเศษไชยชาญสองชายชาตรีนั้นแล่นตามพ่อเพื่อนร่วมศึกยอดเมืองสิงห์ไปติดๆ โอ้ทหารเมืองสิงห์สหายกูสิ้นชีพแล้ว ยศศักดิ์อยู่แก่ทหารผู้ตายเต็มเปี่ยมเหลือจะปลื้มเชิญเถิด ฟากสวรรค์ขอบฟ้าระจันโน้น ยอดทหารค่ายนับพันยืนยิ้มเข้าแถวรอรับท่านอยู่ เดี่ยวข้าจะตามไป จะไปอยู่เดี๋ยวนี้แหละ แล้วทหารวิเศษไชยชาญสองเสือก็โถมใส่ปลิดหัวศัตรูคนละเรือน ๑๐ แผลตัวนั้นเหลือจะนับแล้วก็แหงนหน้ามองฟากสวรรค์ พ่อค่ายทั้งหลาย ท่านนายจันทร์และขุนสรรค์ พ่อแท่นและผู้ใหญ่ทองเหม็นนักรบลือที่สถิตอยู่หลังอ้ายเผือกรับข้าไปด้วย อีกครู่ลูกผู้ชายก็ก้มหน้าตาย

ทหารคำหยาดมันรังควานทัพฟันไม่เป็นส่ำ กระดูกหัวขาดไปเพียงครึ่งคอและแขนกระเด็น ทหารหลวงอังวะและพลเกณฑ์มาเข้าทัพตามรายทางบุกรุกนัก บุกมาถึงเหย้าดินระจันที่กูหวงหากชีวิตยังเหลือแล้วใครจะอยู่มิได้ หันมาพยักน้องเขยและพี่เมีย โธ่เอ๋ยอ้ายฟักเลือดปรี่ตลอดเวลา นายสังข์เล่า เออเจ้าสังข์ทหารเก่าฝีมือลือก็ไล่ตะลุมบอนทั้งที่มันเองจะสิ้นแรง ต่างรบดาหน้านำหญิงมากลางศึก แฟงจวงดาบคนละสองเล่ม หญิงอื่นที่แกล้วอีก ๗-๘ คนก็ถือพร้าหวดตามมาเป็นช่อง แต่อ้ายฟักร่อแร่นักจึงกรากเข้าไปใกล้

มันยิ้มสีหน้าผิดไปมาก พูดหอบเหน็ดเหนื่อย “พี่ทัพฉันคงจะตายก่อนพี่”

“ก็ตายด้วยกันทุกคน ฟักเอ๋ย” มันปลอบพลางรบรับจะพาถอยออก “มึงตายก่อนก็ตายดีสมทหาร แต่อย่าห่วงพี่ อย่าห่วงกูไปอีก ขอให้กูได้เห็นใจบอกสวรรค์ให้เถอะ”

ไม่ทันได้ถอย เจ้าหนุ่มฟักบ้านคำหยาดก็ถูกดาบลิ่วมาอีกแผลล้มลง นายสังข์ก็โลดเข้าหวดหัวคนฟันเจ้าฟักกระเด็นหาย อ้ายนายกองม้าก็โจนไปยืนคร่อมเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นอีกที่จะกันเจ้าฟักให้ตายสงบมิให้ถูกเหยียบย่ำ

“ขอลาพี่ทัพไปก่อน พี่สังข์” เจ้าหนุ่มฟักยังเรียกได้สติ “รบไปเถิดพี่สังข์ฉันผู้น้องสิ้นฝีมือแต่เพียงนี้เอง เอ้อ ใครยืนคร่อม นายกองคำหยาดทหารเสือคำหยาดพี่ฉันหรือ”

เจ้าคนคร่อมที่ยืนหยัดรับไม่ถอยสะอื้น อ้ายฟักจะลาโลกเสียงมันแหบพร่าเต็มประดาคงอยู่ไม่ถึงอึดใจ จึงคุกเข่าลงให้สติน้ำตาไหลหยด

“ฟักเอ๋ย คุณพระ เอาคุณพระนึกนำทางไป เราตายให้ชาติมึงตายชอบแล้ว ผืนดินระจันไม่มีใครลืมมึงได้น้องเอ๋ย ทหารตายกลางแปลงควรจะปลื้มเพราะสมยศ ไปก่อนเถิด ไปคอยพี่สวรรค์โน้น”

ฟักหลับตาไปแล้ว เพียงชั่วหยุดควงดาบฟาดฟันก้มหน้าลาจูบผมเจ้าฟักทหารกล้ามันก็ถูกดาบฟาดเต็มหลัง เสียงหญิงตะโกนหวีดแล่นมา ดาบหญิงดาบเมียมันก็แล่นเข้าใส่ศึก ล้างชีพแก้ให้ผัว

ทัพลุกโงขึ้นยืนซวดเซ แผลหลังไม่ถึงจะตาย มันชมเชยขอบคุณเมียแล้วก็นำรบต่อไปอีก ย้อนไปทางทัพที่คนเบาบางโอ้บ้านระจันจักล่มแล้ว ค่ายระจันจะมีแต่ศพเรียงราย มองรอบทิศเล่า ค่ายเอ๊ย หน้าทหารนักรบระจันแทบจะไม่เหลือยืนเป็นเพื่อนหน้า พม่าร้อยไทยแต่สามจะเห็นกันกระไรได้ แล้วสามไทยก็ในหมู่พม่าดังถูกเกลียวคลื่นม้วนหาย อ้า! เจ้าประคุณของค่ายระจัน ท่านนายทองแสงใหญ่ที่รั้งค่าย ท่านพันเรืองกำนันผู้มีพระคุณปกหัวปกค่ายไม่ทิ้งไปอื่น สองนักรบท่านใกล้จะสิ้นแรงแล้ว เลือดทหารโซมหน้าโซมกาย สองแขนก็เมื่อยล้า คอยครู่เถิดพ่อค่าย คอยทหารคำหยาดไปแก้ก่อน แล้วเจ้าทัพก็เรียกนายสังข์

“เร็วเถอะสังข์ ท่านกำนันพ่อค่ายและทองแสงร่อแร่แล้วเออ แฟง จวง เอ็งตามพี่ให้ทัน ไปตายเรียงพ่อค่ายเราโน้นไปตายเป็นเพื่อนอย่าให้เขาว้าเหว่”

นายสังข์นั้นโซมเลือด เจ้าจวงเมียรักกับแฟงก็ดูจะไม่เป็นหญิงเพราะเลือดชุ่ม และหญิงอื่นก็ม้วยแล้วรายตามทาง เหลือแต่เพียงสองคู่ผัวเมียรบรับตลบมาหาพันเรืองแต่ท่านโซมเสียแล้ว เพียงห่างชั่วตาเห็นลับล่ออยู่กลางศึกหันหลังชนท่านทองแสงยอมสู้จนตัวตาย ยิ่งฟันศพมันเกลื่อนมันยิ่งหลั่งไหลโห่ร้องทุ่มทัพเข้าใส่ มันดาดาบลงครั้งละ ๑๐ และ ๒๐ สุมไปที่พ่อค่าย โธ่เอย มนุษย์แต่เพียงสองไยเล่าจักทานแรงไหว ก็ได้แต่ส่ายหน้าชะแง้หา ชะแง้สั่งค่ายขอลาบ้านระจันอันเป็นท้องที่และบ้านเกิดแล้วก็ทรุดกายสูญหน้าหายไปกลางพลศึก

สี่ชีวิตที่เห็นกาลกิริยาของพ่อค่ายต่างหลั่งน้ำตายกดาบชู จบคำนับชีพท่านเกียรติศักดิ์ของท่านจักจารึกไว้ ณ ฟากบ้านน้อยบางระจัน แล้วศึกก็กรูกรากเข้าใส่ กองทหารร่วม ๒๐ ของสุกี้โห่ร้องชี้ดาบดาหน้ามาเป็นแถว ทัพมันยิ้มปลงชีวิต อ๋อ! เขาก็ตายกันหมดแล้ว ใครเหลือเป็นเชลยก็แสนอาย ถ้าดาบหักละก็เอาศพไป หัวยังตั้งอยู่บนบ่า ยังลืมตาอ้าปากละก้อให้แล่นกันมาสัก ๑๐๐ เออ ฟ้าก็เหลืองแล้ว เมฆวิปริตหรือลมหวนมีแต่คาวเลือด ก็ใครเล่าจักอยู่ไปค้ำฟ้า มีแต่ถมดินแต่ยศและเกียรติศักดิ์นั่น ถึงเป็นศพแล้วก็ติดศพไปเมืองผี ร่มฟ้าบ้านระจันมันจักลือไปชั่วชาติอีกร้อยกว่าปีก็คงจะมีคนจำ ร่มโพธิ์ในวัดโพธิ์เก้าต้นจักยืนเป็นพยานว่าอีกพันปีนามระจันมันก็ไม่สูญ ขอฝากนามฝากชื่อฝากชีพกูและนักรบทั้งหลายปักโลกไว้เหมือนเดิมสยามบางระจัน

บุตรชายนายทหารอาทมาต เมื่อปลงชีวิตถวายเป็นที่ระลึกบูชาชาติเสร็จก็ล่ำลาและให้สติคนอื่น

“สังข์ เราจะตายพร้อมกันหมด เราไม่รอดแล้ว บ้านระจันก็ล่มแล้วเราจะอยู่ดูหน้าใครอีก”

น้องเขยทหารกล้ามองมันเศร้าหัวใจ รอบค่ายก็ล้วนแต่หน้าศึกพรั่งพร้อมแต่ไทยนั้นนอนสนิทหน้าแนบผืนดินซบไปแล้วทั้งสิ้น

“ฉันจะตามไปตายร่วมทุกแห่ง แต่หญ้าหย่อมไหนเล่าจะนอนตาย”

“หย่อมศึกมากข้างหน้านี้แหละ แฟงเอ๋ย ขึ้นมาเคียงพี่เถิดมาตายเคียงพี่ใกล้ผัวใกล้เมีย” มันกวักมือแฟง เมื่อเจ้าประชิดมาแล้วและจวงก็ขึ้นคู่นายสังข์ยืนหยัดรับศึกเป็นสองคู่ ทัพก็กล่าวไปอีก “เราจักยืนตายตรงนี้ ก้าวเดียวก็จะไม่ถอยและไม่รุกล้ำหน้า เพราะจะทำให้แยกกันตาย”

แฟงโผกอดคอผัวรวดเร็ว “ลูกเราจักคลอดที่เมืองผี แฟงน่ะไม่ถอยเลยถ้าพี่ตายก่อนจะเชือดคอให้สิ้นใจพร้อมกัน”

“ประเสริฐแล้ว เมียทหารของพี่ โน่นศึกเขาดาหน้ามากระจายรบมัน”

จวงกับผัวก็สั่งเสียจะตายพร้อมกัน สาบานกันทั้ง ๔ ว่าจะไปเกิดร่วมท้องร่วมผัวเมียกันอีกเป็นชาวบ้านระจันในชาติหน้า แล้วก็ยืนควงดาบอยู่เรียงตัวกวักมือเรียกเชื้อเชิญศัตรูให้เหยียบเหย้า

ผู้หักค่ายเล่ามาถึง ๔ คนแรกที่ยืนเรียงหน้าล้มคว่ำกัดดินอีก ๔ อีก ๕ ก็คะมำตาม ๗-๘ ศพก็ตามไปอีกเพราะดาบนายสังข์และฝีมือหญิงเจ้าจวงบุตรสาวทหารอาทมาต ฝีมือหญิงที่สู้ไปตามแรงตามประสาก็สิ้นลงเมื่อดาบสุมมาระดม จวงทรุดกายสิ้นชีพไปแล้วแทบเท้าผัว และมือผัวก็ประหารคนที่ฆ่าจวงได้อีก ๓-๔ ศพ แล้วเขาก็คร่าชีวิตไปเสียอีก กายฟุบลงทอดร่างบังศพเมียไว้ หัวใจที่ริกๆ ดังปลาดิ้นนั้นดับไปโดยชอบไล่ๆ กัน

แฟงเหนื่อยอ่อนเต็มที่ ร่างน้อยน่าถนอมเมื่ออยู่เหย้าเป็นแผลยับหมด นวลเนื้อแดงฉานด้วยเลือดสตรีที่พลีถวายแผ่นดินรักษาชาติบ้านน้อย แต่อย่าหวังเลยว่ามือศึกนั้นจักได้หยามมาแตะต้องเนื้อ แฟงจะตายด้วยเกียรติของหญิงที่จะต้องเนื้อได้ก็ชั่วแต่ดาบ แล้วก็ปลิดชีพชายเสียอีกที่ดาหน้ารุมเข้ามา คงเหลือแต่เพียง ๓ คน ที่กลุ้มรุมฟันผัวเจ้า แล้วแฟงก็สิ้นกำลังเหยียดร่างเคียงเท้าผัวจะทรุดตามอีกไม่ช้า

ชายคำหยาดยืนโผเผ แผลหลังและหน้าตลอดกายเลอะเทอะ ยืนอาบน้ำเลือดตัวเองโซม ทั้งไหลปรี่และหลั่งพลั่ง บางแผลพุ่งโกรก โอ้ระจันล่มแล้วเขาตายกันเสียหมดแล้ว โธ่เอ๋ยสังข์ จวง เจ้ากอดศพรักกันตาย โถ แฟงของพี่เจ้านอนดิ้นรนเนื้อระริก คอยก่อนแฟงเอ็ย หัวใจแฟงอย่าเพิ่งสิ้นอยู่คอยพี่ก่อน

ทหารสุกี้ทั้ง ๓ นายด่าวดิ้นไปทีละคน ทัพมันก็เหลือจะปิดจะป้องถึงแม้เหลือตัวต่อตัวเพราะอ่อนแรง เมื่อกราดฟันมามันก็กัดฟันเรียกมานะยกดาบรับแล้วก็ฟันสุดแล้ นี่เป็นดาบที่หวดไปสุดท้ายของทหารจะได้ถือออกศึกอีก ดาบปราบสงครามแต่ครั้งศึกปีมะโรงที่อ่าวหว้าขาวก็ปะทะกัน สะบั้นแล้ว ดาบหักค่อนเล่ม เหลืออีกมือก็ซ้อนตามสะพายแล่งทรุดไปต่อหน้า มันเองก็ซอกคอเออ ปลดชีพทหารหลวงอังวะเกลี้ยงหมดกองทั้ง ๒๐ นี้แล้วก็สิ้นแรงยืนเข่าคู้ลงเคียงเมีย โอ๋ แฟง แม่ทหารสาวระจันของพี่ยังลืมตาคอย จะสั่งอะไรหรือ อย่าเลย พี่จะตามไปเดี๋ยวนี้ ปากสั่งนั้นรำลึกคุณชาติดีกว่า อธิษฐานฝากชาติแด่คุณพระท่านดีกว่า

แฟงกำลังจักหมดสมประดี มือไขว่คว้าจนพบผัว

“เดี๋ยวแฟงจะสิ้นใจ” เสียงแฟงเบาจนต้องก้มหูฟังชิด “พี่จะรอดไหม”

“ไม่รอดแล้วน้องเอ๋ย แผลพี่หนักเหลือจะรอด แฟงยกมือไหว้ชาติสยามเสียเถิด แผ่นดินสยามจะกลบหน้าเราแต่มื้อนี้แล้ว”

แฟงประนมมือ “ระจันล่มแล้ว ขอคุณพระอยู่คุ้มศรีอยุธยาตลอดกว่าฟ้าจะล่ม”

ทัพฟุบหน้าลงเหนืออกเมีย แม่เอ๋ยใจริกๆ อยู่เพียงครู่หยุดเต้นไปแล้ว

ทหารกล้ามันก็เกิดมรณญาณให้ง่วงเหงา ฟ้าเหลืองก็เห็นเป็นมัวมืด รู้แต่ว่าซบหน้าอุ่นอยู่แนบอกแฟง เมื่อใจรู้ว่ามันจะดับเสียแน่ก็เหลือแต่มือชูดาบหักชูขึ้นประกาศเทวดา ประกาศแก่วิญญาณทั่วบ้านน้อยบางระจัน

“ขอไหว้เมืองสยาม บางระจันล่มศึกเสียค่ายแล้ว แต่ศรีอยุธยาจักค้ำฟ้า ระจันเพียงทัพชาวบ้านน้อยก็สู้จนหมดคน แต่สยามจักอยู่ค้ำฟ้า”

ดาบตก มือนั้นก็ผล็อยลงกอดแฟง ทหารกล้าดับชีวิตลับโลกไปแล้วเป็นคนที่สุด หากสิ่งทิพยศักดิ์สิทธิ์อย่างใดๆ จักสำแดงให้ประจักษ์เล่า คนอยู่หลังชีวิตในบ้านระจันก็คงจักเห็นในขณะนั้นว่าชายหนุ่มคำหยาดผู้กล้ากำลังเดินจูงมือแฟงเมียรักย่างเหยียบไปภพหน้า และภพนั้นมีกองทหารตั้งเรียงราย กองม้าคำหยาดเก่าประจำหลังเพียบชักดาบจากฝักควงโห่รับ ท่านพันเรืองขุนสรรค์ นายแท่นชาวศรีบัวทองทั้งนายทองเหม็น นายจันทร์ นายทองแสงใหญ่กับผู้ร่วมคิดอื่น ๑๐ คน จักอ้าแขนยิ้มแย้มรับวิญญาณทหารกล้าศึกเข้าสู่เมืองใหม่ แล้วต่างก็เปล่งวาจาพร้อมกันว่าขอฝากค่ายระจันที่เสียไปแล้วให้คนเกิดมาหลังช่วยกันจำไว้ ขอลูกหลานและผู้ร่วมชาติร่วมเมืองจงหวงบางระจันตลอดชีพ ค่ายระจันเสียเพราะไร้อาวุธจะสู้ บางระจันต้องเหลวแหลกเมื่อวันจันทร์เดือน ๘ แรม ๒ ค่ำ พ.ศ. ๒๓๐๙ เป็นปีจอ อัฐศก รวมเวลาแต่ตั้งค่ายสู้พม่าเมื่อเดือน ๔ ปีระกา จนเสียค่ายได้ ๕ เดือน เสียชีวิตชาวบ้านระจันพันเศษ ได้ชัยชนะ ๗ ครั้งติดๆ กัน ส่วนพม่าข้าศึกผู้เข้าเยือนบางระจันฐานเป็นผู้ชนะนั้น ต้องเสียชีวิตเป็นค่าเหยียบเหย้าร่วมสี่พัน

จึงเกียรติคุณของนักรบชาวบ้านบางระจันก็กึกก้องจับใจอยู่จนบัดนี้และตราบหน้ามิรู้ลืม

จบบริบูรณ์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ