๑ มโนมอบพระผู้เสวยสวรรค์

กลางเดือน ๗ เมื่อตะวันบ่าย ความร้อนกลับอบอ้าวยิ่งขึ้น หาได้ลดลงตามดวงตะวันที่คล้อยไปด้วยไม่ แดดกลางฟ้าเหลืองทุ่ง เว้นแต่ทิวไม้เขียวสุดเนื้อนาโน่นเท่าที่ครึ้มด้วยเมฆมืดลอยต่ำเขยื้อนลงมาใกล้ทุกขณะ ฟ้าแลบไกลเสียงครืนคำราม ทั้งนกกา และกระยางฝูงกำลังบินจากทิศมืดอย่างรีบร้อน มุ่งเข้าหาดงไม้

พายุยิ่งปั่นป่วนฟ้าก็แลบแล่นเป็นทางยาว กระยางหลายฝูง และนกนาผ่านไปหมดแล้ว ละอองเย็นก็กระจายใกล้เข้ามาอีก กบนามันร้องขรมเพราะได้กลิ่นฝนทั้งเมฆก้อนแลเป็นเทือกผาใหญ่ถูกพายุตีกระหน่ำ ไม้ยอดตามละเมาะและแนวดงโอนเอนแทบจะถอนรากกระเด็น ฟ้าผ่า-ไม้ล้ม แล้วฝนแสนห่าก็เทลงมาในครู่นั้น

เรือนหลังเก่าท้ายทุ่งคำหยาดไม่ห่างจากเรือนหมู่และกระท่อมทับเพื่อนบ้านอื่น หากฝนจักคะนองแต่นายทหารกรุงกว่าสิบคนก็ยังคงยืนสู้หนาวล้อมเรือนนั้นรอบ ส่วนอีก ๔-๕ คน ทั้งตัวนายที่ขึ้นค้นเรือนเล่าแม้จะมิได้กรำอยู่กลางน้ำฝนเย็นแต่ก็หนาวสะท้านถึงหัวใจ เพราะทุกคนย่อมจะรู้ดีว่าเรือนเก่าหลังนี้ หากมีหญิงอยู่เพียงสองคนแม่ลูก แต่ก็เคยเป็นเหย้าอาศัยของนายหมู่เที่ยงทหารอาหมาตฝีมือลือครั้งศึกพม่าที่อ่าวหว้าขาวปีมะโรงก่อน และถึงแกจะไม่กลับมาอีกเพราะหันหน้าพึ่งวัดไปแล้วก็ดี แต่อ้ายหนุ่มลูกชายแกที่กำลังถูกค้นหาตัวเล่า นอกจากมันจะเป็นคนยอดฝีมือดีอยู่ทั่วแคว้นวิเศษไชยชาญแล้ว ยังเคยเป็นทหารหน้ากรำศึกมาก่อน ทั้งได้ถอดฝีไม้ลายมือไว้จากนายหมู่เที่ยงทุกประการ

เมื่อทหารค้นทุกห้องหับไม่พบตัว นายกองหนุ่มผู้ควบคุมจึงหันเข้าขับเคี่ยวกับเจ้าของบ้านอีก

“จะว่าอย่างไรกันล่ะยายจันทร์ บอกเสียตรงๆ เถอะว่าเจ้าทัพมันหนีไปซุกอยู่หนไหน?”

“ไม่รู้เลยจ้ะพ่อสังข์ เป็นความสัตย์จริงเถอะ ฉันไม่รู้ด้วยเลย” แกตอบแล้วประนมมือไหว้

นายกองที่มาตามจับไม่มีความพอใจที่เจ้าของบ้านยังเรียกเขาว่าพ่อสังข์เหมือนเมื่อก่อน แล้วมองมาทางสาวจวง ซึ่งนายกองเคยผูกสมัครรักใคร่อยู่นานแต่ครั้งยังไม่มีวาสนา เมื่อนึกถึงความรักที่มีอยู่และหน้าเศร้าของจวงใจก็อ่อนลงบ้าง

“จวงเล่า ยังจะปิดบังอยู่อีกหรือ แน่ะจวง ฉันจะบอกให้รู้ไว้ว่าถ้าไม่ได้ตัวเจ้าทัพแล้วก็จะต้องได้คนอื่นแทน”

จวงไม่ประหวั่นในคำพูดของนายสังข์ เจ้ากลับแค้นไปว่าการมาค้นเรือนและขู่เข็ญครั้งนี้เป็นด้วยพยาบาทหนหลังของนายกองเอง

“ก็ให้มันเป็นไปเถอะ เมื่อบอกว่าไม่รู้แล้วถึงจะเอาไปฆ่าไปแกงยังไงมันก็ไม่รู้

“อ้าว ฮะๆ เจ้าจวง” นายสังข์หัวเราะเยาะ “ไม่ฆ่าไม่แกงหรอก แต่จะต้องริบตัวไปเป็นไพร่หลวงใช้งานแล้วจะว่ายังไง”

“ริบเป็นริบ” จวงตอบสะบัดเสียง “คนเราเมื่อจะเก็บเอาเรื่องหลังมาพยาบาทกันแล้ว ใจมันก็หยาบผิดคนกันเอง”

“ฮะ ว่าไงนะ” นายกองก้มเข้าไปใกล้ “เมื่อปากกล้ายังงี้ก็ดีล่ะ แล้วจะรู้สำนึกเมื่อต้องไปเป็นไพร่” หันมาพยักหน้ากับทหารที่ยืน “เอาตัวไปเถอะ”

เมื่อทหารตรงเข้ามา จวงก็ชี้หน้าแล้วว่า “อย่านะฉันเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้และเกี่ยวข้องด้วยในเรื่องนี้”

ทุกคนชะงักงัน ซึ่งเป็นเหตุให้นายกองเกิดโทโสหนัก จึงชักดาบออกมาเพื่อให้เห็นคำสั่งแน่ขึ้น แล้วถามทหารว่า “ใครจะขัดขืนคำสั่งข้า บอกซีว่าใครจะไม่ทำตามคำสั่ง”

เมื่อการเป็นจริงเป็นจังเกินคาดเช่นนี้ ทั้งแม่และตัวเจ้าจวงเองเลยร้องไห้เพราะความกลัวเกรง นายหมู่ขาบทหารหนุ่มคู่ใจของแม่กองจึงหันเข้าช่วยประนีประนอม

“แม่จวงก็ต้องค่อยพูดค่อยจาอ้อนวอนซี เราคนกันเองใช่ใครอื่น การที่แม่กองมาค้นก็ทำตามคำสั่งของคุณพระนาย อีกประการเจ้าทัพมันก็เป็นคนผิดให้ทหารมาตามเมื่อคืนนี้มันก็ฟันเจ็บไป ๒-๓ คน แล้วหนีไปจากบ้าน แม่จวงกับน้าจะว่าไม่รู้ไม่ได้”

แม่ลูกค่อยรู้สึกตัวขึ้น นางจันทร์ร้องไห้ดังจนจวงสงสาร เกรงจะตกใจถึงล้มเจ็บ ครั้นจะเหลียวหาใครเวลานี้พอจะช่วยได้เล่าไม่มีเลย หลวงพ่อก็บวชอยู่วัด พี่ทัพหากฝีมือจะเป็นเลิศแทนพ่อแต่ก็ซุกซ่อนหลบหน้าไปแล้ว และอย่างช้าชั่ววันมะรืน ครัวแถวบ้านคำหยาดก็จะต้องถูกต้อนเข้ากรุงหมด ด้วยข่าวทัพพระเรนทร์ฯ เจ้ากรมตำรวจแตกมาแล้วจากกาญจนบุรี

เห็นสิ้นหนทางแท้ จึงต้องหันทำใจดีต่อแม่กองแล้วพูดเป็นกันเองอย่างเก่าก่อน “พี่สังข์ ฉันเพิ่งจะรู้ว่าพลอยเป็นคนผิดกับพี่ทัพด้วย แต่ที่พูดไปก็เพราะไม่รู้ พี่ก็ต้องให้อภัย อย่าถือโกรธฉันกับแม่เลย”

โทสะของแม่กองหายเป็นปลิดทิ้งแล้วยิ้มละไม เห็นหน้าจวงและน้ำตามันแล้วไม่วายย้อนคิดถึงความหลังเลย จวงมันยังคงงดงามเป็นศรีบ้านคำหยาดแข่งอยู่กับเจ้าเฟื่องแฟงสองพี่น้องที่นายหมู่ขาบและตัวเองก็หลงรัก

“เถอะจวง อย่าร้องห่มร้องไห้ไปเลย นิ่งเสียเถอะเราก็กันเอง เมื่อพอพูดรู้กันแล้วก็ไม่เป็นไร และการที่มาวันนี้ก็มิใช่จะใจร้ายหรอกนะ ตั้งใจจะมาบอกให้รู้หรอกว่าครัวจะต้องถูกต้อนเข้ากรุงให้หมด ถ้าหากว่าบ้านใดผิดร้ายหรือลูกหลานแตกทัพหนีก็จะต้องถูกริบไปใช้งาน จึงให้รีบคิดอ่านเสียเท่านั้น”

ทั้งจวงและแม่ฟังคำแล้วหลับตานึกเห็นเป็นเรื่องลำบากข้างหน้าเมื่อถูกริบตัวไป แสนยากแสนเข็ญทั้งถูกคนข่มเหงดูแคลน นอกไปกว่านั้นก็เมื่อพม่าล้อมกรุงได้จะกระหน่ำปืนเข้าเมืองเหมือนครั้งศึกเมื่อ ๕-๖ ปีก่อนซึ่งเจ้ามีอายุพอจำความได้ดี

“แล้วพี่สังข์จะช่วยฉันข้อไรได้บ้าง”

เลือดปลื้มวิ่งจากหัวใจนายกองพลุกพล่าน มองเห็นสุขที่จะได้เจ้าจวงไปถนอมเป็นเมีย แม้จะหว่างทัพหว่างศึก แต่เมื่อพอจะหาสุขได้ก็ลืมทุกข์ไปชั่วขณะ

“ช่วยรึจวง” หัวเราะให้จวงมั่นใจขึ้นอีก “จวงเอ๋ยเมื่อฉันรับจวงกับแม่ไปเป็นครัวของนายกองคือว่าฉันแล้ว งานเบาสักนิดเดียวก็ไม่ให้แตะเลย บ้านช่องมีพร้อม ทหารก็มีล้อมรักษาแข็งแรง”

จวงกลับเข้าตาร้ายหนักอีก ถ้าไม่ถูกริบตัวไปเป็นไพร่ก็ต้องถูกริบตัวไปเป็นเมีย แต่ความนิ่งคิดของจวงหาพ้นสังเกตของนายกองไปไม่ จึงเฝ้าพูดจาปลอบโยนต่างๆ ที่จะให้จวงไว้วางใจ ทั้งมีนายขาบช่วยพูดหนุนรับปากแข็งแรง ยายจันทร์นั้นเห็นดีเต็มใจแล้วทุกประการ จึงเลยช่วยพูดจาเล้าโลมใจลูกสาวอีกคนหนึ่งจนจวงเจ้าเห็นงาม

เป็นอันตกลงกันว่าแม่ลูกจะขอพักผ่อนอีกสักวันพอมีเวลาส่งข่าวให้ภิกษุเที่ยงได้รู้ความและหมดห่วง แล้วนายกองจะแต่งคนมารับในวันมะรืนตอนเช้าด้วยตัวเองติดราชการ

เมื่อฝนหาย หากตะวันจะค่อยยอแสงลงเย็นแต่ท้องฟ้าปลอดโปร่งกลางหาวสะอาดไม่มีเมฆเหลือ ลมก็พัดเป็นทิศเป็นทางไม่ปั่นป่วนเหมือนเมื่อบ่าย จวงกับนายกองก็สนทนาปราศรัยเป็นอันดี อีกชั่วครู่ต่อมาทหารค้นทุกคนตลอดจนนายสังข์ต่างก็อำลาแล้วขึ้นม้าตระเวนไปตามหมู่บ้านทางทิศเหนือเพื่อตรวจค้นจับกุมคนหนีเกณฑ์อีกต่อไป

กระท่อมนาเล็กอยู่หลังตาลหมู่ ๕ ต้น แรงพายุเมื่อบ่ายทั้งฝนตกหนักทำให้หลังคาเก่าซวดเซไป ชายคาบางแห่งจากแซมโหว่เห็นฟ้า

บนแคร่ไม้ไผ่ที่ยกสูงพ้นพื้นกระท่อม หญิงกลางคนยังนอนหลับเพราะเพลียด้วยฤทธิ์ไข้ ถัดมามีเจ้าหนุ่มคะนองอายุ ๒๖ เลย นั่งกอดเข่าหน้าจ๋อยบอกทุกข์ ข้างแคร่นอนนั้นสาวหนึ่งเนื้อนวลหน้าสะอาดซบหน้าสะอื้นอยู่ แต่อีกสาวหนึ่งรุ่นน้องนั่งเฉยเมยทางปลายเท้าคนเจ็บ

เมื่อหญิงไข้ย่างชราพลิกตัวเลิกผ้าคลุมออก สาวผู้พี่ก็กระเถิบไปหา

“ตื่นเรอะแม่ เป็นไงมั่งล่ะจ๊ะแม่ เห็นทีจะค่อยยังชั่วขึ้นมั่งละมัง เพราะหลับไปพักใหญ่แต่ฝนยังไม่ตก”

แกตอบลูกสาวว่า “เออดูค่อยสร่าง สบายไปมากละเฟื่องเอ๋ย นี่แฟงมันไปไหนล่ะ” แล้วแกมองหา แต่เหลือบไปเห็นเจ้าหนุ่มเสียก่อนก็ทำให้แกดีเนื้อดีใจขยับตัวลุกขึ้น “เอ้อ ทัพรึนั่น มาแต่เมื่อไหร่เล่า”

ทัพ อ้ายหนุ่มที่หนีมาแต่เมื่อคืนแล้วหลบไปซุ่มอยู่ดงเพิ่งมาเมื่อก่อนฝนตอบว่า “มาถึงสักครู่ฝนก็ตก แต่เห็นอายังหลับอยู่สบายก็เลยนั่งคุยกับเฟื่องและแฟงมัน”

สาวน้องที่ชื่อเจ้าแฟงอายุรุ่น ๑๖ ร้อง “ฮึ พี่มาคุยกับฉันเสียสักคำเมื่อไหร่” แล้วค้อนให้ทั้งเจ้าหนุ่มและเฟื่องพี่สาว

ทัพอดขันไม่ได้ที่อีแฟงมันงอน แต่เฟื่องหมั่นไส้จึงกำราบเอาว่า “แฟงงอนมึงน่ะจะเกินงามอยู่แล้วล่ะ นี่ไปๆ มาๆ ก็เป็นอันว่าพี่ทัพกะข้าคุยกันแต่สองงั้นเรอะ”

แฟงเป็นคนเกรงพี่สาว แต่ความคิดอื่นในหัวใจทำให้ลืมเกรงในบางขณะเมื่อต่อหน้าเจ้าทัพที่ใครๆ เกรงกันทั้งบ้านคำหยาด แต่แฟงไม่เกรงเลย จึงเถียงเอาว่า

“ก็ไม่ว่าเช่นนั้นหรอกย่ะพี่ แต่อันที่จริงนะฉันเป็นคนอ้าปากฟังใช่ไหมล่ะ? ลางที่ได้ยินมั่งไม่ได้ยินมั่งเสียด้วยซ้ำ เพราะพี่ทัพแกเป็นห่วงม้าผูกอยู่หลังกระท่อม พี่เฟื่องก็ต้องไปนั่งพลอยห่วงม้ากะพี่ทัพ”

เฟื่องชี้หน้า “อีแฟง หนักไปนักละมึง หน็อยแน่ะอีแฟง มึงน่ะเพิ่งพ้น ๑๕ มาเมื่อไม่กี่เดือนหรอกนะมึงนะ”

“ก็ใครเถียงว่าอะไร แต่พี่เฟื่องน่ะสาวเต็มตัวย่อมรู้ดีเพราะกำลังย่างยี่สิบ”

“ชะอีแฟง” พี่สาวผลุนจะลุกขึ้น แต่ทัพยุดแขนไว้เพราะเสียงคนไข้มารดาถอนใจยาว

“เฮื้อ มีกันอยู่เท่านี้แหละลูกเอ๋ย จะขับเคี่ยวกันไปถึงไหนอีกล่ะ อ้ายฟักมันก็แยกหนทางของมันเอาตัวรอดไปแล้ว”

เจ้าคนกลางที่เป็นแขกบ้านมาจึงต้องห้าม เพราะเกรงสาวพี่สาวน้องมันจะไปกันผิดความมากขึ้น “ขอทีเถอะแม่เฟื่องเจ้าแฟงก็เหมือนกัน เรามันเป็นน้องเป็นนุ่งจะทำเกินเลยพี่เขาเช่นนั้นนักมันไม่ดีอยู่”

“ออกรับ อ๋อ ออกรับแทนกัน จะรุมแฟงงั้นเรอะ”

“อ้าวแฟง” ทัพมันนึกขันยิ่งกว่าอื่นแล้วชอบใจ “ฮะ แฟงเอ็งนี่ตั้งแต่ทิ้งผมโกนมาไว้ยาวนี่ ข้าดูเฮี้ยนใหญ่”

“เฮี้ยน” แฟงตะโกนอย่างจะถาม แล้วก็พูดทั้งๆ ที่ร้องไห้ “ถูกละฉันมันเฮี้ยน แต่คนที่มันไม่เฮี้ยนนั่นละขอให้ดูไปเหอะ”

ทั้งทัพและแม่เฟี้ยมหญิงชราคงไม่รู้เรื่อง แต่พี่สาวของแฟงขบฟันกรอดจ้องหน้าน้องสาว ในสุดท้ายของการทะเลาะไม่ลงรอยกันก็ต้องยุติ เพราะแม่เฟี้ยมห้ามปรามเด็ดขาดและขอร้องเพื่อจะปรึกษาเรื่องอื่นๆ ต่อไปอีก และแกล้งไล่แฟงให้ไปเฝ้าม้าของเจ้าทัพที่ท้ายกระท่อม ทั้งที่ใครก็ยังนึกว่าแฟงคงต้องไม่ไป แต่แล้วแฟงก็ยกชายเสื้อเช็ดน้ำตาป้อยเดินจากไปเฝ้าม้าให้ตามสั่งโดยดี

แฟงมันไปแล้ว คนไข้ถึงหากจะสร่างก็ยังเพลีย ต้องนอนคลุมผ้าอีกเมื่อแกเรียกทัพไปใกล้ก็เลยเหมาะที่ได้อยู่ชิดเฟื่องเข้าไปอีก จนเนื้อแนบเนื้อแล้วแอบหยอกหยิกและเหยียดขาใต้แคร่ให้ชิดเกยกัน

คนไข้ชะโงกหน้าถาม “เอ็งได้ข่าวอ้ายฟักมันมั่งไหมทัพ?”

“ยังเลยย่ะอา” ทัพสั่นหัวแม่มือกุมมือเฟื่องบีบแน่น “ฉันหลบอยู่ในดงก็ตั้งแต่ยังไม่สว่าง เพิ่งจะมาเมื่อบ่ายนี่เอง เพราะนึกอยากจะรู้ข่าวฟักถึงแล่นมานี่”

“อาห่วงมันจริงเพราะยังอ่อนหัดนัก อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าอาคิดจะขึ้นกระทุ่มด่านไปอยู่กะลุงนังเฟื่องมันเสียเร็วๆ นี่อ้ายฟักก็เกิดมาทำห่วงให้อีก ครั้นจะไม่ไปก็ทนข่มเหงของอ้ายขาบไม่ไหว มันปรามาสไว้ว่ามันจะต้องเอาตัวอีเฟื่องไปอยู่กะมันให้ได้ เออ”

เมื่อเห็นแกถอนใจใหญ่แลเอ่ยถึงชื่อเจ้าขาบนายหมู่ที่ซุกซ่อนหลบดาบมันอยู่เมื่อคืนเจ้าทัพก็แค้นใจ หากรู้ความแท้เสียก่อน อ้ายขาบก็หารอดชีวิตข้ามเมื่อคืนนี้มาได้ไม่

“ก็ให้มันลองดูซีอา” ทัพว่า “แต่เมื่อคิดว่าเราน้ำน้อยเกรงแพ้ไฟจะหนีขึ้นกระทุ่มด่านฉันก็เห็นงามด้วย เพราะเวลานี้ฉันก็มีห่วงอยู่ที่แม่และอีจวงมันเท่านั้น เมื่อว่าอาจะคิดขยับขยายฉันก็อยากจะขอฝากแม่กะนังจวงไปด้วยพอสิ้นห่วง ส่วนอ้ายฟักนั้นฉันรับรองว่าจะตามไปให้พบจนได้ เมื่อพบแล้วก็จะตามอาไปทีหลัง”

แกปรับทุกข์ถามว่า “แล้วอาจะไปกะใครล่ะ เพราะหนทางกว่าจะถึงกระทุ่มด่านนั้นไกลโข แล้วก็มีกันแต่ผู้หญิงทั้งนั้น”

“ฉันก็ต้องไปส่งจนถึงล่ะซี เพราะแม่แกไปด้วย”

เฟื่องยังสงสัย “พี่ทัพจะไปไง เขาตามจับพี่ทั้งกลางวันกลางคืนแล้วจะพ้นเขาหรือ หน่อยจะพากันลำบากไปด้วยอีก”

มันกลับหัวเราะ “ตามจับ ฮะตามจับฉันน่ะเรอะเฟื่อง เมื่อว่าเรากันเองเขาจะไม่เอ็นดูเรามั่งมันก็ต้องสู้กันเท่านั้น”

ทั้งเฟื่องและแม่ลูกส่ายหน้าไม่ยอมลงเนื้อเห็นที่จะต้องขับเคี่ยวสู้รบกันกับทหารกรุง ทั้งไม่เห็นงามตรงไหนเลยที่แกไปด้วยหวังจะหนีภัยกลับต้องไปพบภัยอีก

เสียงแฟงตะโกนมาจากข้างนอก พอขาดเสียงตะโกนก็วิ่งตึ้กๆ เข้ามาในกระท่อม

“ทหาร พี่ทัพ ทหารกรุงกำลังห้อม้าเยอะแยะ ตรงมาบ้านเรา”

“ฮะ” ทัพจ้องหน้าซัก “ทหารกรุงจริงรีว่าคนขี่ม้าอื่น”

“ทหารแน่ย่ะ พี่ไปดูกะตาเหอะ”

ไม่ทันให้ใครเตือนอีก ทัพออกได้เผ่นมาที่ประตูกระท่อมแล้วป้องหน้าออกชายทุ่ง แม้ตะวันจะหลัวๆ ใกล้มืดก็ยังเห็นจำได้ว่าม้าหมู่นั้นมันเป็นม้าและคนขี่ทหารกรุงอย่างเจ้าแฟงว่า

หวนกลับมาในโรงนาคว้าดาบขึ้นสะพายครบ แล้วจับไหล่เฟื่องที่กำลังตระหนกตกใจเขย่า ส่วนแฟงวิ่งหายออกไปทางท้ายกระท่อม

“เฟื่อง พี่จะหลบไปก่อน พรุ่งนี้ค่ำพี่จะมาส่งข่าว เฟื่องคอยนะ”

“แต่ถ้าทหารจับฉันกะแม่ไปเสียก่อน” เฟื่องเจ้าถามค้างไว้หัวใจแลแววตาบอกเศร้าวิงวอน

“ทหารจับงั้นเรอะ ก็ให้มันจับซีเฟื่อง ถ้าชิงคืนไม่ได้ อ้ายแม่กองสังข์มันก็ฝีมือเลิศกว่าพี่ในบ้านคำหยาดละ อยู่ดีเถอะเฟื่อง พอพรุ่งนี้เลยค่ำพี่จะมาขอให้เฟื่องคอย” แล้วผละจากเฟื่องโดด ๓-๔ ก้าวออกพ้นประตูอ้อมออกท้ายกระท่อมหวังจะปลดอ้ายสีดอกเลาคู่ชีวิตวิ่งเร็วปานลม แต่แฟงมันจูงคอยอยู่ก่อน

“แฟง ไหวฉลาดเอ็งดีกว่าเฟื่องอีก”

“ไม่ปลื้มสินบนปากหรอก เพราะลมปากเมื่อกี้น้ำตาฉันถึงยังไม่แห้ง”

“เอ๋” ทัพร้องอย่างอัศจรรย์ใจเมื่อขึ้นหลังม้าแล้วกำลังจะเตือนให้โผนออก “แฟง ข้าฟังเอ็งพูดตั้งแต่เย็นแล้วไม่เหมือนอีแฟงเมื่อท้ายปีก่อนเลย”

แฟงแค่นหัวเราะแล้วตบแผงคออ้ายเลาเต็มแรง “ไปเหอะอ้ายเลา ไว้พรุ่งนี้ค่ำถึงค่อยกลับมาใหม่ตามเขานัด”

ทัพร้องได้คำเดียวว่า “หือ อีแฟง” แล้วอ้ายม้ารู้สีดอกเลาก็ผกหน้าโผนไปเพราะฤทธิ์ตกใจที่ถูกเจ้าแฟงตบเต็มแรงยิ่งถูกเตือนและเจ้าของมันหมอบหลบลง อ้ายเลาก็วิ่งราวพายุพัดห้อเหยียดไปต่อหน้าทหารกรุงซึ่งเห็นมันเพียงขมุกขมัวรำไรทั้งม้าทั้งคน

ภิกษุเฒ่าร้องอือแล้วมองไปทั่วๆ หน้าทหารอื่น และในจำนวนทหารเหล่านั้นมีคนหนึ่งท่าทางจะเป็นผู้ใหญ่ควบคุมคนเหล่านี้ยกมือไหว้ท่าน

“พวกของฉันก็เช่นกันล่ะหลวงพ่อ ไม่คิดจะกลับหลังอีกเลย เพราะถึงไงก็คงจะไม่พ้นผิดแน่ จึงคิดจะเตลิดไปตายเอาข้างหน้า ก็พอมาพบเจ้าฟักซุ่มอยู่ในดงถึงรู้ว่าพี่ทัพก็เช่นกัน จึงอยากจะคอยปรึกษาเขาพร้อมๆ เมื่อเห็นว่าพอจะคิดอ่านร่วมใจกันดีแล้วก็จะได้เปิดไปอื่น เสี่ยงตัวไปตามบุญวาสนาเราเองดีกว่า”

ภิกษุชราหรือนายหมู่เที่ยงทหารอาทมาตเก่ากำลังนั่งหลับตาเหมือนจะตรองการลึกซึ้ง เมื่อได้ยินนายหมู่เคลิ้มทหารกองม้าของพระพิเรนทรเทพซึ่งแตกมาแต่กาญจนบุรี พูดเช่นนั้น จึงว่า

“อ้ายผิดน่ะมันเป็นวิสัยของคนแตกทัพ แต่จะคิดเตลิดหนีไปเลยนั่นมันจะยิ่งซ้ำร้ายใหญ่นาเจ้า”

“ไม่กระไรหรอกหลวงพ่อ เมื่อกองม้าเรายับเยินมาเขาก็คงนึกว่าป่นปี้ตายกลางทัพเท่านั้น แต่ที่ว่าจะไม่กลับเข้ากรุงนั่นมิใช่ว่าจะเกรงต้องไปศึกพม่าอีก หากแต่ว่านายหมวดนายกองเรานี้จะหาใจสมทหารแต่สักคนแทบไม่มี พอได้กลิ่นศึกก็คิดแต่จะล่าถ่ายเดียว เมื่อเป็นเช่นว่านี้แล้วก็เท่ากับจะไปวิ่งล่อให้พม่าไล่ฟันสนุกมือเปล่า พวกฉันก็เลยพร้อมเพรียงใจกันจะยึดเอาพี่ทัพเป็นหลัก แล้วแต่ว่าจะนำจะจูงไปทางไหน พอหาสุขไปชั่วมื้อใส่ปากใส่ท้องเท่านั้น เพราะเขาเคยชำนาญมาก่อน และฉันก็มีกองม้าซุ่มอยู่ในดงอีก ๓๐ กว่าเห็นพอจะเป็นกำลังคิดอ่านได้ ในเมื่อพบกองตระเวนพม่าก็คงจะได้สู้กัน”

ภิกษุเที่ยงส่ายหน้าหนักใจ “พ่อไม่ไว้ใจเลยเคลิ้ม พ่อนอนใจไม่ลงก็เพราะอ้ายทัพมันมุทะลุอยู่หนัก ยิ่งมีไพร่พลครบมือเช่นเจ้าว่า พ่อก็เกรงว่ามันจะมุในใจสู้ไม่เลือกว่าเขาว่าเรา แล้วพวกเจ้าทั้งหลายก็จะกลายเป็นคนคิดเนรคุณแผ่นดินเสียเหล่าเสียกองทหารเท่านั้น”

“เราไม่คิดจะสู้ทหารกรุงเลยหลวงพ่อ ที่เรามีพร้อมหน้ากันแลได้พี่ทัพไปด้วยก็คิดเสียว่าพอจะมีคนเป็นหลักเป็นหัวหน้าเชื่อถือยึดเหนี่ยว เผื่อว่าจะพบกับกองโจรที่ข้าศึกแต่งออกปล้นสะดมจับกุมชาวบ้านก็จะได้สู้เท่านั้น”

“คิดได้งั้นก็พอจะเห็นด้วย” ท่านว่าแล้วมองกวาดดูทหารที่เสียทัพมาทุกคนเห็นยกมือไหว้เป็นการรับคำ

แต่ทั้งภิกษุเที่ยง และเจ้าทหารหนุ่มทุกคนก็หารู้ไม่หรอกว่าที่ใต้เงามืดต้นประตูใหญ่นอกกุฏินั้นมีคนมายืนซุ่ม ความลังเลสองใจของคนที่แฝงเงาไม้นั้นไม่ค่อยจะตกลงได้คิดไปนานาประการที่เห็นแสงเทียนจุดลอดมาข้างนอก เพราะเป็นเวลาดึกโขที่ภิกษุเที่ยงน่าจะจำวัดหลับนอนแล้ว

มันก้าวออกมาพ้นเงาประตูแล้วหักใจวิ่งปราดข้ามลานทรายเล็กตรงขึ้นกุฏิตบประตูเรียก

“หลวงพ่อเปิดรับด้วย เร็วหน่อย”

เสียงข้างในซุบซิบ เสียงกุกกักและไถตัวตามพื้นดานหาที่ซ่อน เมื่อมันเรียกซ้ำอีกและตบประตูแรงขึ้นจึงมีเสียงถามออกมา

“ใครวะนั่น”

“ฉันเปิดเร็วเถอะหลวงพ่อ ฉันเองอ้ายทัพ” ขาดคำมันเมื่อประตูเปิดโดยเร็ว ทัพก็ผลุบตัวเข้ากุฏิโดยเร็วแล้วลั่นดาล แต่พอหันกลับก็ขนเกรียวใจหายวาบอ้ายเพื่อนยากสองเล่มบนหลังแทบจะแล่นจากฝักเพราะเหลือบเห็นเครื่องแต่งตัวทหารหลวง หากแต่นายหมู่เคลิ้มโผเข้ามากอดรัดมันก่อนด้วยแสนดีใจ

“เอ้อ พี่ทัพ ยังกะเทวดาท่านดลใจเชียวละ กำลังบ่นถึงกันอยู่เชียว”

ทัพงงโดยไม่รู้ต้นสายปลายเรื่อง มองดูเจ้าเคลิ้มที่หายหน้าไปแสนนานเพราะถูกเกณฑ์ทัพ เจ้าเอิบ เจ้าช่วงก็อยู่พร้อมแลแต่งตัวอย่างทหารกรุงกับคนอื่นอีก เจ้าฟักน้ำตาคลอเมื่อเงยหน้าพบมัน เห็นหน้าฟักแล้วใจรอนๆ ไปถึงเจ้าเฟื่อง แต่คำปริศนาของอีแฟงก็กระทบหูกวนใจสิ้นดี

เมื่อนั่งลงกราบหลวงพ่อแล้วก็ถามเคลิ้มว่า “ไปไงมาไงกันล่ะวะเคลิ้มถึงได้พากันมารวมอยู่ในกุฏิหลวงพ่อนี่หมด”

นายหมู่เคลิ้มจึงตั้งต้นเล่าความจริง “ทัพกาญจนบุรีแตกยับเยิน กองม้าพ่ายหมดจนคุมไม่ติด เหลือมาแต่พลของฉันกับเจ้าเอิบสัก ๓๐ กว่าเห็นจะได้ ฉันได้ซุ่มคอยไว้ในดงแล้วเลยมาหาหลวงพ่อที่นี่”

ทัพยังฉงน “อ๊ะ แล้วนี่เอ็งจะไม่คืนเข้าทัพอีกรึ”

“ม่ายละพี่ทัพ” เคลิ้มตอบแทนพวกเหล่านั้น แล้วก็เล่าความตามที่ได้ปรึกษาไว้กับภิกษุเที่ยงให้ทัพฟังละเอียดไปทุกข้อ

ความที่คิดไว้ว่าจะอพยพครัวเจ้าเฟื่องและพาแม่ไปฝากไว้กระทุ่มด่านมองเห็นเป็นเค้าสำเร็จหมด กองม้า ๓๐ กว่าคนพอจะเป็นกำลังคุมไปด้วยดี หากใครจะกีดขวางหรือพบกองโจรก็คงจะพอสู้ แล้วจึงเล่าความให้ภิกษุเที่ยงและคนเหล่านั้นฟังตลอด นับตั้งแต่เจ้าสังข์ได้เป็นแม่กองยกทหารมาล้อมเรือนและมันตีหักออกมากระทั่งคิดการจะพาครัวขึ้นกระทุ่มด่าน

เมื่อปรึกษากันเป็นที่ตกลงพร้อมแล้ว เกือบตลอดคืนนั้นภิกษุชราซึ่งเคยเป็นทหารฝีมือลือของกองอาทมาตแต่ครั้งศึกที่อ่าวหว้าขาวถึงตะลุมบอน ผู้ขลังในวิทยาคมทั้งปวงมิได้จำวัดหลับนอนเลย เพราะต้องทำพิธีลงเลขยันต์แจกของขลังแก่คนเหล่านั้น แล้วนัดให้พาไพร่พลที่ยังซุ่มอยู่ในดงมาในคืนพรุ่งนี้เพื่อรับเครื่องรางคงกระพันชาตรีพอเป็นสิ่งมัดยึดเหนี่ยวน้ำใจต่อไป

จนใกล้ท้องฟ้าสาง เมื่ออำลาภิกษุเฒ่ามาแล้ว เจ้าทหารเก่าที่จะต้องเป็นหัวหน้าอพยพครัวต่อไป จึงนัดแนะกับเจ้าเคลิ้มและคนอื่นๆ ให้พาทหารในดงมาคอยตามเวลาและที่นัดกำหนด หากแต่ให้ละเครื่องแต่งกายเยี่ยงทหารออกสิ้นแล้วแต่งเป็นชาวบ้าน

เมื่อทหารแยกทางกันเข้าดงไปแล้ว อ้ายเลาม้าฝีตีนเปรียวก็ห้อตะบึงออกทุ่งบ่ายหน้าเข้าหมู่บ้านคำหยาดอันเป็นเรือนพำนักของนายหมู่เที่ยงมาก่อนพอสางได้อรุณ เจ้าทัพก็ย่างขึ้นเรือนเพื่อส่งข่าวแม่กับเจ้าจวงให้รู้ถึงเรื่องการที่จะพากันอพยพหนีเดือดร้อนไปอยู่อื่น

ยังไม่สาย ม้าหมู่ตระเวน ๕-๖ ตัววิ่งเหยาะมาตามฟากทุ่งกระทั่งผ่านเข้าทางอันเป็นละแวกบ้านคำหยาด แม้จะมีราษฎรแฝงหน้ามองและหลบซ่อนบ้างก็จริง แต่ส่วนมากไม่วายสงสัยว่าวันนี้ทำไมแม่กองจึงได้มาเข้าผิดเคย และติดๆกันถึงสองวัน ทั้งสีหน้าก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดีผิดกับเมื่อวันก่อนๆ

เพราะคำมั่นสัญญาของจวงกับแม่เมื่อวานนั่นเอง นายสังข์จึงต้องหวนมาอีกในเช้าวันนี้ และหวังจะเกลี้ยกล่อมน้ำใจเจ้าจวงให้สนิทสนมเป็นกันเองก่อน เมื่อสบเหมาะอย่างไรก็จะเลยรับตัวไปเสียในคืนนี้ทีเดียว เพราะขืนรอช้าถึงคืนรุ่งขึ้นนายสังข์ก็ยังไม่นอนใจสนิทลงไปได้ ในเมื่อนึกถึงเจ้าทัพว่ามันยังวนเวียนอยู่ในแขวงคำหยาดนี่ ดังที่ได้เห็นมันหนีไปอย่างองอาจต่อหน้าต่อตาที่บ้านนางเฟื่องตอนเย็นวาน

นายกองหนุ่มที่วาสนาดีกว่าเพื่อนทั้งหลายชักม้าลดเลี้ยวไปตามทาง หัวใจก็ปลื้มไปในสมบัติที่คิด เมื่อได้เจ้าจวงไปแล้วจะสุขเหลือหลาย และหากเหมาะช่องอย่างไร เจ้าแฟงที่เพิ่งรุ่นสาวก็จะต้องได้ไปบำเรออีกทั้งคน ส่วนนางเฟื่องนั้นเจ้าขาบหลงรักอยู่

เพลินคิดจนมาถึงท้ายเรือนเจ้าจวง รู้สึกหัวใจประหม่าครึกโครมเมื่อถึงว่ามาหาเจ้าจวงมื้อนี้จะต้องเล้าโลมเช่นคนรักคนใคร่ พอลงจากหลังม้าก็แลเห็นม้าผูกอยู่ก่อนโคนต้นไม้ ความประหลาดใจของแม่กองให้นึกไปว่าใครหนอมาบ้านสาวจวง ครั้นหวนชั่งใจดูว่าตัวก็เป็นถึงแม่กองใครอื่นทั้งแขวงวิเศษไชยชาญก็ย่อมจะต้องยำเกรงสิ้น จึงเดินขึ้นเรือนพร้อมด้วยพล ๓-๔ คนตามหลังส่งเสียงเรียกเจ้าจวงดังสนั่น

ทัพ อ้ายหนุ่มทหารกล้าศึกมาก่อนกำลังนั่งปรึกษากับแม่และน้องสาวถึงเรื่องที่จะอพยพครัว พอเสียงเรียกชื่อน้องสาวดังซ้อนมา ๒-๓ คำติดๆ ก็จำได้ดี จวงกับแม่กลัวลนลานเพราะคิดว่าทำอย่างไรเสียก็คงจะไม่พ้นผิดไปได้ จึงบอกให้ทัพหาที่ซ่อน แต่เมื่อทัพตรองแล้วเห็นว่าซ่อนหมดประโยชน์เปล่าเพราะม้าผูกอยู่ข้างล่างทั้งตัว และก็จะได้อายแก่เจ้าสังข์ว่าแสนขลาดกลัวมัน ฉะนั้นทางใดอื่นก็ไม่มีเหมาะไปกว่าจะดื้อเข้าสู้เสือ

หยิบดาบสองเล่มที่วางขึ้นถือแล้วก้าวออกประตู มันจับตาเห็นนายกองสะดุ้งสุดตัวจึงหัวเราะเชื้อเชิญ

“อ้อ พ่อสังข์หรอกเรอะ เชิญชี นึกว่าใครอื่นเสียอีกล่ะ”

เพื่อนเก่าของเจ้าทัพรู้สึกไม่พอใจที่มันไม่เรียกนายกอง แต่ใจสะดุ้งไม่คิดว่าจะพบมันที่นี่อีก ทำให้นายกองหน้าเสีย ถ้าหักหาญมันก็คงสู้แน่ ครั้นจะละเลยหน้าที่ไม่ทำอำนาจเหมือนก่อนแล้วก็อายทหารนักจึงพูดเป็นการงานเปรยๆ ไปว่า

“อ้าวพ่อทัพ พบกันที่นี่ก็ดีล่ะจะได้ถามให้รู้เรื่องเพราะว่าคนกันเอง”

“เรื่องไรล่ะที่พ่อสังข์จะถามนั่น”

“เรื่องไม่กลับเข้าเกณฑ์ล่ะซี ฉันเห็นว่าเรากันเองก็เตือนแต่โดยดี ไม่จับกุมใช้อำนาจเหมือนคนอื่น”

ทัพหัวเราะใส่หน้าสนั่น คิดไปว่าอ้ายสังข์กับพลเพียงหยิบมือหนึ่งเท่านี้ล่ะหรือจะเข้าจับ แต่ล้อมเรือนอยู่วานซืนยังหักไปได้สบาย

“ก็ใครล่ะให้อำนาจพ่อสังข์มาจับฉัน” มันย้อนถามน้ำเสียงบอกไม่ยอมเต็มตัว “ฉันอยากจะรู้นักว่าใครเป็นคนให้อำนาจพ่อสังข์”

เลือดอายขึ้นหน้าที่ถูกเจ้าทัพดูแคลน “พระหมื่นศรีนายเรา”

มันกลับแกล้งทำขัน “อ๋อ เดี๋ยวนี้พระนายกลับมีวาสนาอีกแล้วเรอะนี่ อ้าวฉันไม่รู้ เพราะไม่ใช่คนรั้วคนวังก็นึกว่าพระนายยังไม่พ้นจำ”

เมื่อเห็นเจ้าทัพทำเป็นแข็งขันและเย้ยหยามต่างๆ จึงพยักหน้าทหารให้ลงไปตามพวกข้างล่าง เจ้าจวงกับแม่เห็นเช่นนั้นร้องไห้โฮใหญ่วิงวอนต่างๆ นานาจึงทำให้ทัพเกิดกังวลใจ เลยคิดได้ว่าไหนๆ ก็จะพากันอพยพหนีไปในค่ำนี้จึงควรจะทำใจดีไว้ก่อนเพื่อแม่กับน้องจะได้ไม่เดือดร้อน

ตะวันใกล้เพลแดดกล้า ตาล ๕ ต้นโอนลมอยู่กลางแดดที่หน้ากระท่อม หลังหมู่ตาลนั้นเจ้าแฟงคงนั่งกอดเข่ามองเหม่อไปดูทิวไม้เขียวขอบทุ่ง ใจนึกถึงเหตุเกิดเมื่อเย็นวานที่พี่ทัพมันควบม้าหนีไปแล้ว เจ้าขาบมาขู่เข็ญล่วงเกินเพราะมีอำนาจวาสนา

ม้าห้อมาแต่ลิบๆ ข้างหน้า แฟงคงนั่งเฉยเมย จนใกล้เข้ามาถึงเอะใจลุกขึ้นป้องหน้า แล้วอ้ายเลาก็แล่นผ่านหมู่ตาลมาถึง

“แฟง” ทัพตะโกนแทบไม่ทันได้โดดจากหลังอ้ายเลา “ทำไมมาอยู่ที่นี่เล่า เฟื่องอยู่ข้างในรึ?”

แฟงชำเลืองทำเฉย ในใจมีอะไรคิดอยู่ว่าไม่อยากจะตอบคำมันเสียเลย เมื่อถูกเจ้าคนจะมาเป็นพี่เขยถามเซ้าซี้อีกก็ตอบให้อย่างเสียไม่ได้

“ก็เข้าไปดูเสียก่อนซี เมื่อไม่พบค่อยย้อนมาถาม”

“อุบ๊ะ! ถ้าเข้าไปแล้วจะต้องหวนมาถามเอาแก้วอะไรล่ะ เอ อีแฟง หมู่นี้มึงมันจะเปิดเสียใหญ่ล่ะนา กูดูจะพูดจะจามันแขวะกันเสียหัวเรื่อยไปทีเดียว”

“เมื่อไม่อยากมีเรื่องแล้วอย่าถามซิ”

“อูวะ!” ทัพร้องลั่น นึกขันอีแฟงที่พอย่างสาวก็พูดจามีแง่มีงอนชอบกล “นี่ เอ็งน่ะแฟง ใจน่ะว่าจะไม่รักพูดกะข้าอีกงั้นเทียวเรอะ เออ! มึงฮิ เมื่อเล็กๆ แววงอนก็ดูจะไม่สู้กระไรนัก เอ๊ะ! แต่พอโตขึ้นมึงกลับหนักกว่าแม่เฟื่องไปอีก”

“อย่าเอามาเปรียบกันเลย เมื่อใครดีก็รักกันไปเถอะ”

“ฮะ! อีแฟง” ทัพจ้องหน้านึกประหลาดในคำพูดของอีสาวรุ่นน้อง “นั้นมันเกี่ยวไปถึงเอ็งด้วยรึ”

แต่แฟงเอามือปิดหน้าเสียแล้ว ทัพสั่นหัวอย่างอ่อนใจ มันงอนสิ้นดี ใจน้อยก็เป็นหนึ่งตรงเข้าแกะมือ “อ้าว! ร้องไห้ เจ้าน้ำตาจริงฮึมึง” เจ้าคนที่วางตัวเป็นพี่ตบหัวแฟงเย้าเบาๆ แล้วเดินตรงเข้ากระท่อม แต่หากมันจะเหลียวมาดูแล้วน้ำตาไหลพรากสองแก้มแฟงและมองตามมันเศร้าๆ คงจะเพิ่มความสนเท่ห์ให้มันอีกมากมายนัก

ในกระท่อมเงียบ ทั้งเฟื่องและแม่หลับไหลสนิท ประหลาดอยู่นักที่ว่ากำลังจะใกล้เพล พวกบ้านทุ่งบ้านนาเขาออกทำงาน แต่ที่นี่นอนหลับหมด อีแฟงที่ไม่หลับก็เกิดพูดจาไม่ค่อยรู้ภาษาคน ครั้นก้มเข้าไปดู ประหลาดใหญ่ เจ้าเฟื่องยังมีคราบน้ำตา วะ! นี่มันไม่ใช่ทุ่งน้ำตาเลย แต่บ้านนี้มันทำไมถึงประพฤติผิดไป

แอบจูบแก้มเฟื่องค่อยๆ โดยหาเฉลียวไม่ว่าแฟงมันยืนตะลึงดู แล้วเอามือปิดตาหลบไปก็พอดีเฟื่องตื่น

“ตื่นแล้ว เป็นไรถึงร้องไห้ล่ะเฟื่อง” ทัพนั่งลงบนแคร่ข้างตัว “พี่จะมาส่งข่าวดี นั่งขึ้นคุยกันเถอะ”

เฟื่องนั่งขึ้นอย่างคนเป็นไข้โผเผตอบว่า “ฉันอดนอนตลอดคืนคิดว่าพี่จะย้อนมาอีก”

“ย้อนอะไร ติดฝนอยู่กุฏิหลวงพ่อ เลยพบอ้ายฟักมันที่นั้นเหมาะเทียว”

“พี่ฟักอยู่นั่นเรอะ ว่าไงกันล่ะ”

“ตกลงคืนนี้แหละพี่จะมารับไปกระทุ่มด่าน ได้พลอีก ๓๐ กว่าไปเป็นเพื่อน ทีนี้ไม่ต้องกลัวใครทั้งนั้น”

เฟื่องฟังได้ยินครึ่งๆ กลางๆ เพราะใจคิดไปอื่น แล้วถอนสะอื้นจนน่าสงสัย “เอ๊ะ! อะไรกันเฟื่อง มาถึงก็ร้องไห้ทุกข์ร้อนเรื่องอะไรกันบอกมั่งทีเรอะ”

“พ่อขาบโอหังนัก มานี่เมื่อวานที่พี่ทัพหนีไปแล้ว มันผลักแม่หกล้มไข้หนักไปอีก เออ มันกอดปล้ำฉันให้อายผู้อายคน อีแฟงก็ถูกพ่อสังข์ปล้ำจูบ แล้วขู่ว่า พรุ่งนี้จะมาต้อนเข้ากรุงไปอยู่บ้านบำเรอมัน”

“อ๊ะ! แรงถึงงั้นเทียวเรอะ”

“ยิ่งกว่านั้นเสียอีก” เฟื่องว่า “อ้ายลำพังรุนแรงและหยาบคายล่วงเกินฉันกะอีแฟงนั้นไม่สู้กระไร แต่ดูนั่นเถอะ” แล้วชี้ให้ดูแม่เจ้าซึ่งยังหลับอยู่บนแคร่ไม้ตรงข้าม

ทัพมองแม่เจ้าเฟื่องเห็นแขนขาถลอกมีแผลล้มอยู่หลายแผลหลับตาคิดไปถึงอ้ายขาบที่มันทำอำนาจแล้วแค้นไม่หาย คนกันเองแท้ๆ ใช่ใครอื่นที่ไหนมามันยังทำได้ ลำพังแต่ล่วงเกินหัวใจกันเข้าปลุกปล้ำเจ้าเฟื่องก็นับว่าแรงอยู่หนัก ดูรึอีแฟงเพิ่งจะรุ่นมันก็กลับหยาบหยามทำเล่นให้ได้อายแก่พลที่มาด้วย

โทสะกรุ่นขึ้นในอก หากคิดนิดหนึ่งว่าได้รับปากกับหลวงพ่อไว้แลเป็นทหารข้าแผ่นดินที่จะต้องยำเกรง หาไม่จะคุมกองม้าล้อมฟันเสียคืนนี้มิให้เหลือ

“ฟาดเคราะห์มันไปเถอะเฟื่องเอ๋ย มันกรรมก่อนเราหรอกหาใช่อื่นใช่ไกล อีกประการเราก็จะอยู่อีกเพียงครึ่งคืนนี้เท่านั้น แล้วก็จะหลบกันไปหาสุขที่อื่น เจ้าเตรียมเนื้อเตรียมตัวไว้เถอะ บอกอาและอีแฟงให้มันรู้เสียด้วย คืนนี้พอพระจันทร์ขึ้นพี่จะมารับ”

เฟื่องมิได้ตอบว่ากระไร ความทุกข์ร้อนและที่คิดลำบากข้างหน้าค่อยเหือดหายเมื่อรู้ว่าจะได้อพยพขึ้นกระทุ่มด่านในคืนนี้

แฟงเดินก้มหน้าเข้ามาเงียบๆ ผ่านไปทางครัวไฟ

“แฟงมันแปลกขึ้นมากหมู่นี้” ทัพว่า “มันจะพูดจะจาดูไม่ค่อยเข้าหูคนเลย”

“กะฉันทะเลาะกันเสียแทบจะทุกวันก็ว่าได้” เฟื่องตอบซื่อๆ ตามจริง “แต่อีแฟงมีประหลาดอยู่อย่าง เมื่อวานนี้พอถูกพ่อสังข์ฉุดข้อมือ มันก็พลั้งปากเรียกพี่ทัพให้ช่วยมัน”

ทัพสะดุ้งใจ นึกแปลกอยู่ว่าเจ้าแฟงกับมันก็พูดจาไม่ค่อยจะลงรอย แต่ทำไมมาเรียกชื่อช่วยเมื่อคราวคับขัน คิดไปอีกทีแฟงมันก็ไม่เห็นใคร พ่อตายเมื่อศึกครั้งก่อน อ้ายฟักพี่ชายมันก็หนีเตลิดไปแล้ว เห็นอยู่แต่หน้ำมันเท่านั้น

เสียงกลองเพลมาจากฟากทุ่ง ทัพนึกถึงเวลาที่จะต้องรีบไปพบกับไพร่พลในดงไม้จึงบอกลา แล้วเดินไปหาเจ้าแฟงที่ครัวเห็นกำลังก่อไฟจะหุงข้าว

“แฟง ข้าไปก่อนละนะ เอ็งเตรียมตัวไว้เถอะ ค่ำนี้จะได้ขึ้นกระทุ่มด่าน เรื่องราวอะไรข้าสั่งพี่เขาไว้สิ้นแล้ว”

แฟงมองพบตาทัพแล้วหลบแวบ ก้มหน้าพูดเปรยๆ “ไม่กินข้าวกลางวันก่อนรึ กำลังจะหุงให้กินอยู่เดี๋ยวนี้ก็เกิดจะไป”

“ขอบใจเอ็งละแฟง ไว้มื้อเย็นค่อยหุงเผื่อข้าเถอะเพราะค่ำจะได้เอาไปกินกลางทาง”

แฟงหันหน้าหนีขวับ “ก็ตามใจ แต่นี่ไฟมันก็ติดแล้ว จะให้ดับไปเสียอีกงั้นหรือ”

ทัพหัวเราะชอบใจน้องสาวนังคนรัก พอนึกได้จึงพูดเย้ามันเล่น

“ทำงอนๆ หน่อยอ้ายสังข์มันยุดข้อมือแล้วจะมาเรียกชื่อช่วยไม่ได้นา”

แฟงใจหายวาบ ไม่มีคนอื่นนอกจากอีพี่สาวจะเก็บไปฉอเลาะกัน กะอีสมบัติคำเรียกก็ยังเก็บไปคิด เลยหันมาถามเอาดื้อๆ น้ำตาไหล

“หึงกันจนเรียกชื่อไม่ได้เชียวเรอะ?”

“ฮ้า! อีแฟง” ทัพชะโงกจ้อง “มึงพูดจาจะแก่เกินหัวใจมึงเสียแล้วละ”

แฟงนิ่งงันรู้ตัวผิด กำลังแค้นจึงพูดไปไม่ยับยั้งเกือบจะเสียคน แต่แล้วทัพก็ไกล่เกลี่ยเอามือลูบผมแฟง นึกเอ็นดูมันเหมือนเมื่อก่อน และเช็ดน้ำตาให้พอถอยจากครัวเหลียวกลับก็พบเฟื่องยืนเท้าเอวมอง

มีอยู่บางอย่างที่เจ้าเสือบ้านคำหยาดรู้สึกตัวว่าออกจะกระดากแทบไม่มองหน้าเฟื่อง เลยพูดไถลเถลนัดเวลาให้คอยมันแล้วก็ผลุนผลันออกจากโรงขึ้นอ้ายเลาห้อตะบึงมุ่งเข้าแนวดง

จันทร์ท้ายข้างแรมเห็นเพียงเสี้ยวรำไร อีกครู่เดียวแสงจันทร์ก็ยังสลัวมืดด้วยเค้าฝนและเมฆต่ำอยู่ตามขอบฟ้า ไม้ไร่หักลงด้วยพายุป่า อากาศก็วิปริตครวญครางแล้วฝนก็เทลงมาอีก

ใต้ประตู่ใหญ่หลังวัดเพชร ทุกครั้งเมื่อฟ้าแลบคะนองแปลบปลาบ จะเห็นชายฉกรรจ์หมู่ใหญ่ ๓๐ กว่าคนยืนเคียงม้าเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้เครื่องแต่งกายเป็นชาวบ้านธรรมดาแต่ดาบ ๒ เล่มที่ขัดเหมือนกันทุกคนและทีท่าที่ยืนเรียงรายไม่ลักลั่น บอกอยู่ว่าทุกคนเหล่านั้นเป็นทหารเคยศึกทั้งสิ้น

แม้ฝนจะตกหนักจนเปียกโชก พายุหักกิ่งไม้ลงไม่หยุดหย่อน ฟ้าจักคะนองเป็นบ้าแลบแล่นอยู่เหนือหัว ทุกคนเหล่านั้นก็ยังยืนสงบนิ่งสดับตรับฟังโอวาทของภิกษุเฒ่าอย่างตั้งใจ

“ไปเถอะ ฤกษ์งามยามดีมันเป็นของเจ้าแล้ว แลอย่าลืมกันเสียว่าเรายังเป็นข้าแผ่นดินทุกคน เมื่อว่าพอจะเห็นช่องทำความชอบเป็นบำเหน็จแก้ตัวได้ก็จงคิดอ่านแก้ตัวหาความชอบนั้นไว้ แลจงเว้นสิ่งที่ไม่ควร ทหารหลวงนั้นเป็นข้าแผ่นดินเช่นเจ้า เมื่อเห็นแล้วจะต้องหลีกอย่าได้คิดรบรอต่อสู้เป็นอันขาด มื้อนี้เราเป็นกองโจร แต่มื้อหน้าเจ้าจงเป็นกองอาทมาตอาสาแผ่นดินเถิด”

เจ้าทัพคุกเข่าลงรับคำและทุกคนก็ตามตลอดแถว แม้จะกำลังอยู่ใต้น้ำฟ้าที่กระหน่ำหนักแสนจะหนาว แต่หัวใจทั้ง ๓๐ กว่ากำลังจะใกล้คลั่ง กำลังรำลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอน กำลังนึกถึงอาณาเขตที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ กำลังถูกฝีเท้าม้าและช้างศึกของศัตรูเข้าเหยียบยำแหลกลาญ กำลังจะพลัดพ่อพลัดแม่เมียและลูกรักกำลังถูกเดือดร้อนข่มเหง เจ้าทัพนั้นเล่า เมื่อฟังคำพระหลวงพ่อมันก็คิดไปว่าหากมื้อนี้อ้ายทัพมีพลเพียงพอค่อนหมื่น จะนำตะลุยทัพใหญ่ให้ราบเป็นผืนนาเมื่อแล้ง

ฝนซาเม็ด พายุเมฆใหญ่ข้ามหัวไป อันเป็นฤกษ์ดีอัศจรรย์ ภิกษุนายหมู่ทหารฝีมือลือเมื่อก่อนแหงนหน้าจับฟ้า ดาวเดือนค่อยกระจ่างเห็นแสง ดาวฤกษ์ลอยดวงอยู่หนเหนือทิศกระทุ่มด่านเหมือนจะคอยอ้ายทัพ

ลูบหัวลูกชายแล้วรั้งตัวให้ลุกยืน “ไปเถิดลูก” ฤกษ์ดีตั้งแต่ครู่นี้แล้วอย่าห่วงใยพ่อเลย เมื่อว่าสะดวกสบายอย่างไรก็จะตามไปภายหลัง” แล้วชี้ไปบนห้องฟ้า “โน่น ชนะคอยมึงอยู่โน่นแล้ว”

หัวใจทุกคนลำพองกายสั่นสะท้านเนื้อเต้นริกๆ เมื่อฟังคำภิกษุผู้ชรามองจับร่างเจ้าทัพที่จะเข้ามาเป็นนายเล่า งามสง่าสมเยี่ยงชายชาตรีที่จะคุมกองม้าไปประจัญกับเหตุร้ายทุกประการ

ทัพลงกราบบิดาอีกครั้งหนึ่งแล้วยกชายจีวรจูบ แสนจะห่วงท่านนักหนาเหลือรักและอาลัยในคำโอวาท ท่านเป็นทั้งบิดาให้กำเนิดและครูบาอาจารย์ มีพระคุณเป็นอเนก หากว่าอ้ายหนุ่มทั้งหลายในวิเศษไชยชาญมีบิดาเยี่ยงนี้ทั้งสิ้นแล้วศึกเหนือศึกใต้จะแหลกในชั่วพริบตา ทุกคนเรียงตัวเข้ามากราบท่านแลจูบชายจีวรเยี่ยงเดียวกับเจ้าทัพ พระภิกษุนายหมู่อาทมาตเก่าก็ลูบศีรษะพูดปลุกใจตัวแล้วก็เร่งให้กองม้านั้นเคลื่อนขบวนให้ทันฤกษ์ แลท่านก็หวนกลับขึ้นกุฏิ

เจ้าเสือบ้านคำหยาดโดดขึ้นหลังอ้ายเลา กระทืบโกลนตบแผงเผ่นนำลิ่ว กองม้าตามห้อเหยียด เมื่อพ้นนาท้ายวัดก็มุ่งเข้าลานกว้างในดงไม้แล้วตั้งแถวล้อมรอบเป็นวง

ทัพยืนม้าอยู่กลางขบวน ชักอ้ายเลาผกหน้าผกหลังหมุนไปรอบเพื่อตรวจดูพล เมื่อตั้งเจ้าเอิบเจ้าเคลิ้มไว้ในตำแหน่งนายพวกพลเหล่านั้นตามเดิมแล้ว มันก็ชักดาบแกว่งประกาศตัว

“น้องข้าทุกๆ คน!”

ดาบทุกๆ เล่มแล่นออกจากฝักแกว่งตามคำ แล้วมันก็กล่าวประกาศต่อไป “ฟัง กูชื่ออ้ายทัพบ้านคำหยาด ข้าแลน้องข้าทุกคนล้วนแต่มีผิดเป็นหัวอกอันหนึ่งอันเดียว และจะต้องร่วมทำการกันต่อไป น้องกูเลือกกูเป็นหัวหน้า กูจะร่วมตายทุกมื้อ แผลเดียวของน้องกูคนหนึ่งคนใดที่ถูกฟันจากมืออื่น แผลนั้นแหละวะเฮ้ยจะเสมือนเป็นแผลกูถูก แผลนั้นแหละวะน้องกูทั้งหลายที่กูจะต้องแลกชีวิตมันนับด้วยร้อย”

ขาดคำเสียงสะอื้นฮึกรอบตัว บ้างน้ำตาไหล กัดฟันกรอดเปล่งเสียงไม่เป็นส่ำ

ทัพพอใจนักที่เห็นพลมีทีท่าสมัครใจยอม แล้วจึงกล่าวต่อไปอีก

“น้องกูทุกคนฟังเถอะ กูขอประกาศว่า เราเป็นกองโจรแต่เดี๋ยวนี้ โจรที่จะหาใส่ปากใส่ท้องชั่วมื้อหนึ่ง โจรที่จะปล้นโจรอื่นใช่เบียดเบียนเพื่อนบ้าน เมื่อใครไม่เห็นงามเมื่อน้องกูคนหนึ่งคนใดไม่เห็นชอบ หรือว่าน้องคนไรยังไม่เชื่อฝีมือก็ฟันกูเสียเถอะ หรือจักล้อมให้กูหักออกด้านใคร”

ดาบชูร่อนทุกเล่ม เสียงร้องแซงกันตลอดว่าเห็นงาม ข้าเชื่อ ข้าจะขอตามพี่ไปตายทุกแห่ง

เมื่อเงียบเสียงมันก็พอใจนัก ๓๐ กว่าชีวิตมาร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงให้รวมขบวนเป็นหมวดหมู่ อ้ายเลายืนหน้าผกโผนเหมือนจะรู้ว่ามันเป็นม้านายที่จะต้องตายพร้อมกับเจ้านายที่นั่งอยู่บนหลัง

“พอใจนัก เมื่อน้องเห็นงามแล้วโห่เอาฤกษ์แลตามกูมา”

ขาดคำดงไม้นั้นก็สนั่นด้วยเสียงโห่อึงคะนึง ดาบทุกเล่มคืนฝัก พอกระทืบโกลนเตือนเจ้าม้าเคยศึกตัวนำก็ออกห้อ ทุกคนตามเป็นระเบียบเรียบร้อย โฉมหน้าออกสู่ทุ่งคำหยาด

ใกล้จะถึงละแวกบ้าน ทัพจึงแบ่งพลคอยไว้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งมันนำห้อต่อไปเพื่อรับครัวแม่แลเจ้าเฟื่องแฟงที่ตั้งตาคอย

เห็นหมู่บ้านตะคุ่มฟากทุ่งที่จะถึง เร้าใจให้ทัพเตือนม้าเร่งฝีเท้าขึ้น แต่แล้วอ้ายเลาก็ถูกรั้งบังเหียนตึงแทบจะผกกลับ

แสงคบจุดเป็นแถว ๕-๖ ดวงข้างหน้า สว่างวูบ และมีหมู่คนเดินปะปนอลหม่าน มีม้าเคียงม้าแซงทั้งคุมหน้าคุมหลัง ๗-๘ ม้ากำลังจะเคลื่อนพ้นทิ้งหมู่บ้านคำหยาดลับไปทางใต้

“ทหารกรุง” ทัพหันมาบอกเจ้าฟัก “เห็นมั้ย อ้ายฟักทหารกรุง แต่เอ๊ะนั้นมันต้อนครัว มันต้อน..”

ฟักเตือนม้าขึ้นเคียงป้องหน้าดู “จริง แต่กำหนดมันถึงพรุ่งนี้ แล้วทำไมจะต้องลงมือกลางคืนให้ลำบากแก่คนอื่นด้วยล่ะ”

“กลางคืนคนกลับเรือนนอนอยู่พร้อมล่ะซี” ตอบเจ้าฟัก ส่วนใจหวนไปถึงแม่และเจ้าจวงทั้งเฟื่องแฟงที่กำลังจะไปรับ

พอแสงคบวับหายไปไกล ความคิดหนึ่งที่จะรอดูเป็นอันลืมสนิท เพราะนึกถึงอุบายเจ้าสังข์ที่เอาคำมั่นสัญญาให้มันออกพ้นวิเศษไชยชาญก่อน นึกถึงอ้ายขาบจูบเจ้าเฟื่องและอีแฟงกำลังจะต้องไปบำเรอสุขอ้ายสังข์พร้อมกับเจ้าจวงก็ใจร้อน

หันกลับสั่งเจ้าฟัก “ย้อนไปตามอ้ายเคลิ้มเดี๋ยวนี้ บอกให้มันคุมม้าที่ซุ่มตามมานี่เร็ว”

เจ้าฟักไม่รอย้อนถาม เพราะใจมันก็ร้อนอยู่ไม่น้อยกว่าใคร ห้อรวดเดียวตกชายดง ในชั่วครู่กองม้าของนายเคลิ้มก็มาถึง

“เคลิ้ม” ทัพหันมาสั่ง “ถ้าเราจะเสียกลเสียแล้วละ อ้ายสังข์ชิงต้อนครัวก่อนไม่คิดแก่ลำบากคนอื่น ขอพูดเป็นคำขาดว่าถ้าไปไม่พบแม่กะอีจวง ข้าจะปล้นกองอ้ายสังข์”

“เอา!” นายเคลิ้มตอบคำเดียว “แล้วพี่จะให้ฉันทำไง”

“คุมตามไปห่างๆ ดูกำลังก่อน ถ้าพอสู้กันแล้วก็เฉยอยู่ เมื่อมันมากกว่าก็ค่อยตัดตลบหลังเอาแต่ครัวของเราคืน” ขาดคำก็หันไปทางกองม้าที่คุมมาครึ่งแต่แรก เสียงกระทืบโกลน ดาบสองเล่มแล่นจากหลังแล้วอ้ายเลาก็โผนออก

“ห้อ” มันหันสั่ง ครู่นั้นทุ่งก็กึกก้องด้วยเท้าม้า โคลนเป็นแปลงไปตลอดทางกระทั่งถึงลานดินท้ายเรือน

ทหารมีอาวุธครบเพียง ๗-๘ คนที่นายกองสังข์ควบมา เพราะความประสงค์จะรับเจ้าจวงกับแม่โดยดี หากแต่จวงขัดขืนเพราะจะคอยนัดพี่ชายจึงต้องถูกฉุดคร่าพร้อมด้วยเพื่อนบ้านใกล้อีก ๗-๘ คนที่เกรงอันตรายจึงยอมมาแต่โดยดี ส่วนนายหมู่ขาบนั้นแยกไปต้อนทางหมู่บ้านได้

จวงร้องไห้มาตลอดทางเพราะความลำบาก แม้จะมีแสงคบพอสว่างแต่ฝนเพิ่งจะหาย ทางลื่นล้มลุกเพราะประคองแม่มา นายสังข์เวลานี้ไม่คิดเป็นกันเองเหมือนที่พูดไว้ นอกจากจะนั่งม้าสั่งเร่งที่จะให้ถึงกองด่านถ่ายเดียว

ทหารถือคบนำหยุดชะงัก แล้วชูคบสูงส่งเสียงถามกันเอะอะไม่รู้ใครเป็นใคร ครัวที่ถูกต้อนก็ชักรวนเร นายสังข์จึงเตือนม้าขึ้นหน้าเพื่อรู้ความ

เสียงตะโกนสั่งมาจากทางโน้นว่า “ล้อม ถ้าออกทางด้านใครจะตัดหัว” นายสังข์ตกใจแทบพลัดจากหลังม้า เพราะเสียงสั่งนั้นมันอ้ายทัพชัดๆ และในชั่วอึดใจไม่ทันแก้ไข ทหารและครัวเหล่านั้นก็ถูกล้อมสิ้น

อ้ายเลาโผนปราดเข้ามาตรงหน้านายกอง

“เหมาะนักพ่อสังข์จะแก้ว่ายังไง”

“พ่อทัพยังเป็นคนไม่พ้นผิด” นายสังข์เอาหน้าที่ขึ้นพูดแก้แต่กลับถูกมันหัวเราะใส่หน้า

“ผิดไม่ผิดก็ช่างเถอะ แต่ว่าเวลานี้เป็นเชลยฉันหมดนี่ หรือเมื่อจะหักออกก็ลอง ฉันก็ไม่ประสงค์จะสู้รบตบมือกับข้าแผ่นดินหรอก แต่จะแลกเชลยกันว่าไง”

จวงวิ่งร้องไห้โฮเข้าหาพี่ชายเพราะความดีใจ แล้วมันพยักหน้าให้พลที่เข้ามาด้วยรับตัวแม่และเจ้าจวงออกจากที่ล้อม

เมื่อเห็นนายกองนิ่งเป็นการยอมจึงพูดว่า “ฉันขอเท่านี้เอง พวกพ่อสังข์ไปเถิดฉันอนุญาต” แล้วตะโกนไปด้วยใจคะนองศึก “เอ้า เปิดช่องปล่อยกวางไปเถิดอ้ายเสือ”

ขาดคำศักดิ์สิทธิ์ ด้านนายกองสังข์ก็เปิดหลีกทาง ทั้งแค้นและอับอายขายหน้าแต่ยังไม่สิ้นพยศจึงหันมาบอกเจ้าทัพว่า

“ฉันน้อยกว่า แต่เราคงจะพบกันอีกในมื้อหน้า”

“ถ้าเซ่อยังงี้ก็ถูกล้อมกวางอีก”

“เถอะน่า” แล้วนายกองก็ควบม้านำทหารหลีกไป ส่วนครัวอื่นๆ เลยพลอยเป็นอิสระ บ้านใครๆ กลับ เมื่อนายสังข์ลับตาไปแล้ว แม่และเจ้าจวงถูกมอบตัวให้อยู่ในอารักขาของนายเคลิ้มให้ไปคอยอยู่ตามที่นัดหมาย ส่วนอ้ายนายกองม้าที่ชำนาญในอุบายศึกก็แหงนหน้าจับฟ้า เดือนครึ่งเสี้ยวขึ้นอยู่ขอบฟ้ารำไรแสงเดือนคงจะจับยอดตาล ๕ ต้น เป็นที่สังเกตของเจ้าเฟื่อง อีแฟงคงจะเตรียมเนื้อเตรียมตัวอพยพขึ้นกระทุ่มด่าน คงจะได้เย้าอีแฟง ดูมันงอนเล่นไปตลอดทางในดงหลายคืน

ไพร่พลทุกคนกำลังใจเหิมเพราะเท่ากับชนะเป็นฤกษ์แรก ทุกคนมั่นใจในฝีมือและอุบายศึกของอ้ายนายกอง พอมันเตือนม้าออกนำก็ห้อลิ่วตามกันเป็นแบบขบวนกระทั่งเห็นตาล ๕ ต้น ยอดมันระยับด้วยแสงเดือนอยู่ข้างหน้า แล้วหมู่ม้าก็ล่วงเข้าถึงหน้ากระท่อม

ทัพโดดจากหลังอ้ายเลาด้วยความดีใจ ป่านนี้เฟื่องคงตั้งใจคอย อีแฟงและอาคงจะดีใจเมื่อเห็นมันกับเจ้าฟักมาพร้อมหน้า แต่กระท่อมมืด จะหาอีแฟงหรือเจ้าเฟื่องอยู่คอยรับหน้าไม่มีสักคน ค้นแล้วค้นอีกทั้งตะโกนกู่และเรียกหาก็คงได้ยินแต่เสียงเรียกมันเหมือนเสียงขาน

ค้นอีก ค้นทั่วกระท่อม เมื่อไม่เห็นมีจึงออกอ้อมไปข้างหลังอันเป็นชายลำกระโดง ฟ้าผ่าเถอะ แสงเดือนรำไรให้เห็นร่างคนตะคุ่มอยู่ในลำกระโดงจึงตรงเข้าหาด้วยใจร้อน

เสียงครางร้องไห้ วิงวอนขอชีวิตและยกมือไหว้ โอ๋อีแฟงไยแปลกพี่กระนั้นเล่า

กระทั่งฉุดตัวขึ้นมาแล้วเรียกชื่อเขย่าตัว “แฟง อีแฟง นี่เกิดอะไรกัน ถึงเป็นเช่นนี้”

แฟงได้สติจำเสียงได้ ตัวยังเย็นเฉียบด้วยแช่น้ำใกล้จะหนาวตาย

“พี่ทัพเรอะ”

“เออ พี่เองแฟง”

“เอ้อ สิ้นเคราะห์ ฉันยังคิดว่าพวกอ้ายขาบ”

“ทำไมแฟง อ้ายขาบทำไม แล้วนี่อากะเฟื่องไปไหนฮึ” ทัพถามเร็วสติปัญญาหมุนไปหมด

แฟงยังหนาวตัวสั่นและไม่สิ้นหวาดจนต้องกอดตัวไว้

“พี่ทัพมาช้า อ้ายขาบฉุดพี่เฟื่องไปแล้ว แม่กำลังเป็นไข้หนาวมันก็รั้งตัวกรำฝนไป ฉันเดชะบุญจะคดข้าวไว้ให้พี่ตามสั่งที่ในครัวจึงได้แหวกจากหนีทัน ป่านนี้แม่คงหนาวตาย โธ่พี่ทัพแม่แกคงตายแน่ ทั้งพี่เฟื่องก็คงได้ลำบาก”

ใจทัพเหมือนดับวูบไปพร้อมกับคำเจ้าแฟง เออเฟื่องเอ๋ยช้าหน่อยเดียวที่ล้อมอ้ายสังข์เท่านั้นก็เสียเจ้าไป แต่อีแฟงมันใจซื่อเข้าไปคดข้าวตามสั่งก็รอดมาได้แล้วจะทำกระไร เสียเฟื่องเหมือนเสียชีวิต บ้านคำหยาดจักหยาดน้ำตาไม่รู้สิ้น ก็ดีละ เดี๋ยวคงได้เห็นกันไม่ให้ถึงสว่าง

“มันไปนานแล้วหรือยังแฟง”

“ป่านนี้ลิบแล้ว เพราะมีพี่เฟื่องกับแม่เท่านั้น”

“แฟง มึงไปกะอ้ายฟักมันก่อน พี่จะตามแก้เอง”

แฟงกลับกอดแน่นไม่ไว้ใจ “ทิ้งฉันไว้นี่ดีกว่าที่จะให้รนไปหาเคราะห์กลางทาง”

“คนเรามีคอยทางโน้นมากหลาย อีจวงกับแม่ก็คอยอยู่พร้อมที่โน่นไปเถอะ แล้วพี่จะกลับไปก่อนสว่าง”

ความห่วงพี่และรักแม่ทำให้แฟงไม่กล้าขัด เมื่อเจ้าฟักกับพวกรับตัวแฟงไปแล้วพลที่เหลืออยู่เป็น ๑๑ ทั้งตัวมันก็ขึ้นม้าเตือนออก หัวใจเจ้าทัพลอยไปคอยอยู่ข้างหน้าที่เจ้าเฟื่องก่อนคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่หลวงพ่อเมื่อค่ำลืมแล้วสิ้น ดาบขัดหลังกับชื่ออ้ายขาบท่องอยู่ในใจ ถ้าดาบหักหรือตัวตายก็ตามแต่เรื่อง ส่วนที่จะให้เจ้านักเลงรุ่นหลังอย่างอ้ายขาบทำเล่นตามชอบนั้นอย่าหมาย

เมื่อถูกปล่อยจากที่ล้อมมาแล้วด้วยความอับอายขายหน้า ที่เจ้าทัพซึ่งนายสังข์นึกว่ามันจะพ้นวิเศษไชยชาญไปตามคำสั่งสัญญา แต่กลับหวนมาคุมไพร่พลมาล้อมชิงครัวไปได้ นายกองผู้เคยเป็นเพื่อนเก่าของเจ้าทัพก็เกิดแค้นอาฆาตมันไม่วาย แต่ก็ไม่วายที่จะสงสัยว่าเจ้าทัพเอาไพร่พลมาจากไหนมากมายก่ายกองและจัดเจนในการล้อมแลขบวนศึก

นายกองเร่งทหารให้ครบเพื่อไปถึงด่านเร็วที่สุดหวังจะเอาทหารเพิ่มมาตามจับเจ้าทัพ กระทั่งพระจันทร์ที่ขึ้นลดดวงใกล้จะตกไปจึงมาถึงกองด่าน และพบนายขาบพร้อมด้วยทหารคอยอยู่ก่อน

เฟื่องยังร้องไห้แทบไม่เป็นสมประดี ข้างๆ เจ้ามีมารดานอนสลบไสลเพราะตกใจกลัวแลพิษไข้กำเริบที่ถูกกรำฝนมาตลอดทาง

ยิ่งเหลือบเห็นเฟื่อง แค้นของนายกองก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

“ร้องไห้เรอะ ชะ นังตัวดี?”

นายขาบไม่รู้เรื่องราวจึงถามว่า “อะไรกันพี่สังข์ เกิดอะไรกันขึ้นแล้วหรือ”

สังข์พยักหน้าพลอยจะเคืองนายหมู่ของตนไปด้วย เพราะเป็นชิ้นเจ้าเฟื่อง “อีเฟื่องใช้ไม่ได้หรอกพ่อขาบ อีหญิงเจ้ากลมีมารยาร้อยแปด” แล้วจึงเล่าถึงความที่เจ้าทัพนำพลเข้าล้อมชิงแม่กับเจ้าจวงคืนไป แล้วว่า

“เห็นมั้ยล่ะ มันรับปากทำดีอยู่ชั่ววันแล้วก็นัดแนะให้อ้ายทัพยกมา ถึงพ่อขาบก็เถอะ เคราะห์ดีที่เร็วไปหน่อย หาไม่ก็คงจะไม่ได้ตัวเฟื่องมาหรอก แล้วนี่อีแฟงไปไหน”

“ค้นแล้วไม่พบเลย” เขาตอบ หลบตาเพราะเกรงนายสังข์นัก ด้วยรู้อยู่ว่าแฟงเป็นที่สังข์จะต้องการ และก็เพราะได้เฟื่องมาคนเดียวเหมือนไม่เอาใจใส่

จริงดังว่า เมื่อฟังตอบสีหน้าแม่กองก็บูดบึ้ง หากแต่ยังนึกถึงกิจอื่นสำคัญกว่าทั้งนั้นจึงหันเข้าพูดเป็นการงาน

“ประชุมคนเถอะ มีเท่าไหร่”

“ห้าสิบ”

“เอาละ” นายกองว่า “ทิ้งไว้ด่านนี่สัก ๒๐ ก็พอ ที่เหลือต้องยกไปบ้านอีเฟื่องเดี๋ยวนี้ เพราะทำไงเสียอ้ายทัพก็จะต้องไปที่นั่น ถ้าจับไม่ได้พรุ่งนี้ทำใบบอกขอทหารกรุงเพิ่มมาอีก อ้ายทัพเห็นทีจะคิดการใหญ่เป็นขบถแน่”

เฟื่องหยุดร้องไห้ทันที ความแค้นเจ้าชู้รักที่มันนัดให้คอยเหือดหายไปสิ้น มันยังคิดรักคิดใคร่อยู่หากแต่มาไม่ทันการเท่านั้น ยิ่งฟังคำกล่าวหาของนายกองแล้วเฟื่องก็เกิดทุกข์ใจเพิ่มขึ้นอีก มันกลายเป็นอ้ายคนขบถแผ่นดินไปแล้ว และคืนนี้มันจะถูกจับ หาไม่ทหารของนายกองก็จะยกติดตามมันจนถึงกระทุ่มด่านก็จะต้องพากันวอดวายสิ้น

ในครู่ต่อมา เมื่อวางยามรักษา ๒๐ คนไว้ที่ด่านเสร็จ นายกองกับหมู่ขาบจึงนำทหารเหลืออีก ๓๐ นายยกออกเดินไปแต่เพลานั้น

เดือนตกไปแล้ว ท้องทุ่งมืดสนิท ที่เป็นเนื้อนากล้าเขียวเมื่อกลางวันก็เหมือนสีดำคล้ำไปกับทุ่งมืด เสียงฆ้องขานยามของทหารดังแว่วตามด่านรายทาง เสียงฆ้องนั้นเหมือนจะเตือนแค้นให้คุขึ้นในหัวใจโจร พลเพียง ๑๐ ที่ตามมันมานี่เจ้าทัพคิดว่าถึงแม้จะพบกองอ้ายขาบที่ประพฤติผิดระเบียบจะคุมกันมาสักร้อยและเมื่อมีอีเฟื่องมันอยู่กลางทัพนับร้อยนั้น ก็จะลุยเข้าไปให้ถึงเฟื่อง หากจะถูกหาว่าเป็นคนคิดขบถแผ่นดินก็จะขอก้มหน้ายอมไปตามคำหา

ทัพห้ออ้ายเลานำพลหลีกด่านรายทางมาอย่างสะดวกสบาย ผืนทุ่งและนาทั้งละเมาะไม้หรือดงทึบตลอดแขวงวิเศษไชยชาญทุกกระผีกมือมันรู้และเจนทางหมด ส่วนนายสังข์ที่คุมกองไปนั้นเดินเลียบตามด่านไปด้วยเกิดไม่ไว้ใจที่มีพลเพียง ๓๐ จึงแวะเกณฑ์เพิ่มตามด่านเล็กรายทาง จึงสวนกับกองของเจ้าทัพที่ยกหลีกด่านมาตามดงไม้

เห็นแสงไฟอยู่ลิบๆ อันเป็นที่พำนักของแม่กองตั้งอยู่ หากว่าใจร้อนหรือจะเชื่อฝีมือประการใดก็ดี แต่นิสัยชำนะและมั่นในตำรับตำราของเสือบ้านคำหยาดที่ถ่ายความรู้จากพ่อยังมีอยู่ มันสั่งให้กองม้าหยุดเพื่อดูลาดเลาและฤกษ์ พระจันทร์เสี้ยวตกไปแล้วนาน ดาวไถขึ้นขวางฟ้าเหนือคลองท้ายด่านเพิ่มขึ้นครบดวง

อีกชั่วครู่ เมื่อท้องฟ้ามืดสนิทก็ยิ่งเห็นดาวดวงต่างเด่นแสง มันแหงนหน้าจับท้องฟ้า เมื่อดูแน่แล้วไม่ผิดจึงเตือนอ้ายเลาออกวิ่งทแยงตามทิศของหมู่ดาวที่มีอำนาจพอเป็นพิธี แล้วจึงควบนำตรงเข้าหาทหารด่าน

เฟื่องนั่งประคองแม่ซึ่งเพิ่งจะฟื้นสติอยู่หว่างกลางทหาร ๕-๖ คน ใจเฟื่องไม่วายคิดว่าป่านนี้แม่กองถึงไหนแล้วและพี่ทัพมันอยู่หนไหน จะไปถึงบ้านแล้วหรือยัง แลหากว่ามันจะไปถึงคงจะครวญไม่น้อยในเมื่อเห็นกระท่อมว่าง ตาล ๕ ต้นจักยืนรับหน้ามันแทนเจ้าแลคนอื่นที่หายไป

ทหารด่าน เมื่อนายกองพ้นไปต่างก็ล้มตัวหลับด้วยความเหนื่อยอ่อน คงเหลือแต่ยามประตูและนั่งเฝ้ากองไฟอยู่นอกเขตจากล้อมและที่รอบตัวเฟื่องกับแม่เจ้าเพียง ๔-๕ คน เฟื่องนั้นคิดไปต่างๆ นานา หนักเข้าก็ปิดหน้าร้องไห้เพราะไม่รู้จะทำประการใดดีกว่า จนทหารล้อมก็ไม่วายจะเกิดสงสารสังเวช

เสียงอึกทึกข้างนอก เสียงโห่เสียงกระทืบโกลนร้องเร่งเป็นคำขาด

“ตามกู ตามมาเร็ว ตะลุย”

ทหารล้อมลุกตึงตังอกสั่นขวัญหาย บ้างโดดคว้าอาวุธยืนบ้างปลุกคนหลับตื่นงัวเงียไม่รู้เรื่อง ครู่นั้นจากล้อมแถบนอกก็พังลงด้วยกองม้าและดาบฟันแหวกมาเป็นช่อง แล้วอ้ายคนนำควงดาบสองมือตรงมาถึง

“วางดาบทุกคน ถ้าใครขืนจับดาบจะเอาม้าลุยฆ่าให้หมด” หันสั่งอีก “อ้ายเสือเตรียม ใครไม่เชื่อลุยเดี๋ยวนี้”

“พี่ทัพ” เฟื่องร้องไห้เพราะความดีใจลุกวิ่งไปที่ข้างอ้ายเลา

ทหารล้อมตะลึงพรึงเพริด ตัวนาย ๒-๓ คนรู้จักมันดีด้วยเคยเป็นทหารเก่า แลอ้ายพวกม้าพลของมันนั่นก็ใช่ใครอื่นเลย แท้ก็ทหารที่ลือว่าเสียทัพแหลกไปแล้วนั้นเอง ทหารด่านหากจะมีมากตัวกว่าก็เป็นพวกพลเดินเท้า อาวุธก็ปลดเพื่อพักผ่อนเพิ่งจะหลับไปสักครู่นี่เอง

“สั่งไว้ถึงอ้ายสังข์ด้วย” ทัพพูดกับตัวนายผู้อยู่คุมด่านในเมื่อมันบังคับให้ปลดอาวุธสิ้นแล้วทุกคน

“บอกมันเถอะว่า เรามาครั้งนี้ใช่สู้รบตบมือกับข้าแผ่นดินก็เปล่า แต่อ้ายขาบชิงพี่น้องของฉันมาทำเหนืออำนาจผิดวิสัยเท่านี้แหละ เมื่อคืนตัวให้ดีๆ ฉันก็จะขอลาไปก่อน”

เห็นพวกด่านเฉยไม่สมัครจะขัดขวาง มันก็พยักหน้าสั่งพลให้อุ้มนางเฟี้ยมขึ้นม้า ส่วนเฟื่องมันอุ้มมานั่งอยู่ร่วมหลังอ้ายเลา แล้วกล่าวขอโทษอำลาทหารด่านที่ยืนจับหมู่กันตามสั่ง มันก็ควบน่าออกลิ่วทิ้งด่านจากล้อมไปโดยเร็ว

ย่างยามสอง แม้หนทางจะมืดและลื่นเลอะไปด้วยโคลนตม แต่แสงดาวขึ้นเต็มเกลื่อนฟ้ายังส่องแสงยิบๆ พอเห็นทาง เห็นตาล ๕ ต้น ซึ่งยืนเหงาอยู่เฉพาะเพื่อนตาล กระท่อมพักหลังหมู่ตาลเล่ากลับอ้างว้างว้าเหว่ตั้งแต่หัวค่ำ จนกระทั่งนายสังข์ซึ่งรวบรวมทหารรายทางมาได้ร่วม ๕๐ แล้ว คุมค้นกระท่อมจนเป็นที่มั่นใจแล้วว่าจะมีแฟงหรือชีวิตอื่นใดจะแฝงซ่อนตามทหารค้นอยู่อีกไม่ได้ ก็คุมพลสงบอยู่เพื่อคอยดักจับเจ้าทัพนายโจร

กระทั่งล่วงยามสองไปอีกครู่ เสียงฝีเท้าม้าควบและม้าส่งเสียงร้องอยู่ชายป่าจึงส่งคนไปดู และเมื่อม้าเร็วกลับมาบอกว่ากองม้าราว ๑๐ กว่าคนควบผ่านไป นายกองก็นึกรู้ว่าหาใช่ใครอื่นไม่ ต้องเป็นอ้ายทัพแน่ ทั้งเมื่อรู้จำนวนพลว่ามีเพียง ๑๐ น้อยกว่าหลายเท่าก็เกิดยินดีที่จะแก้หน้าให้สมแค้น จึงแบ่งกองคนละครึ่งกับนายหมู่ขาบยกเป็นสองปีกแยกกันไปห่างๆ พอได้ยินสัญญาแล้วก็สั่งควบตาม

ที่จริง เจ้าทัพมิได้นอนใจที่จะรีบไปให้ถึงกองนายเคลิ้ม หากแต่กำลังม้าเริ่มจะอิดโรยเพราะต้องควบตลอดมาตั้งแต่หัวค่ำจนป่านนี้จึงจำต้องวิ่งผ่อนกำลัง เว้นแต่เมื่อผ่านทุ่งโล่งหรือนาคอน เมื่อเข้าแนวป่าหรือละเมาะไม้ พอมีเงามืดในดงบังก็วิ่งเหยาะตามสบาย

เฟื่องนั่งไขว้อยู่บนหลังอ้ายเลาตรงหน้า หัวใจยังเต้นตื่นกลัวภัย เพิ่งจะเบาบางลงก็ต่อเมื่อรู้ว่าหนีพ้นมาแล้วไกล และเมื่อม้าวิ่งมาตามราวป่า ผ่านตาล ๕ ต้นซึ่งเจ้าเคยอาศัยอยู่ในกระท่อมที่แอบอยู่หลังตาลก็หวนนึกถึงอีแฟง แล้วก็ทราบจากทัพว่าแฟงมันพ้นภัยไปคอยอยู่ก่อนแล้ว

แต่ทัพมันเพลิน ถึงจะเพิ่งพ้นด่านพ้นเหตุร้ายใหญ่มาเมื่อครู่หยกๆ มันก็แสนเพลิดเพลินหัวใจ ปล่อยบังเหียนอ้ายเลาให้เฟื่องถือ ส่วนมือว่างมันเองนั้นกอดเฟื่องไว้กระชับวิ่งย่างหรือเรียบแล่นอย่างไรก็แล้วแต่อ้ายเลามัน แลหากว่าเฟื่องจะรำคาญอยู่มั่งก็มิกล้าปริปากห้าม ด้วยเกรงจะได้ยินถึงหูพวกพลอื่นๆ

พอถึงปากดงอันเป็นต้นทางที่จะไปกองคอยของเจ้าเคลิ้ม เสียงสนั่นพื้นดินกระเทือนก็ดังไล่หลังมาไม่ห่าง เมื่อเหลียวก็เห็นกองม้าแยกเป็นปีกควบดาหน้ากันมา

“กองอ้ายสังข์แน่” มันชักม้าหมุนกลับพูดกับพวกพลสมุน “ไม่สู้หน่วงไว้แล้วต้องถูกจับหมด ว่าไง”

เสียงร้อง “แล้วแต่พี่” ทุกคน

“เอาละ” มันว่า แล้วเรียกม้า ๓ ตัวเข้ามา “เอ็งพาน้องกับอาควบไปบอกอ้ายเอิบเดี๋ยวนี้ ให้รีบขึ้นทุ่งหัวเสือก่อนอย่าคอยเลย เมื่อพรุ่งนี้ข้ายังไปไม่ถึงก็ให้มันนำครัวเข้าดงเปิดกระทุ่มด่านไปเถอะ ไม่ต้องถาม เร็ว” ขาดคำ มันก็อุ้มเฟื่องกับแม่เจ้าส่งขึ้นม้าควบเข้าดงไปโดยเร็ว

เหลืออีก ๘ ม้าทั้งตัวมันเอง คะเนคนที่ยกมาข้างหน้าทั้งสองปีกเห็นมากมายหลายสิบ แต่ความเซอะของอ้ายสังข์ที่มันแยกกันมาทำให้พลน้อยกำลังกันเปล่าๆ นึกอีกทีเจ้าสังข์คงจะคิดย้อนรอยล้อมมันมั่งอย่างที่เจ้าสังข์ถูกมาเมื่อค่ำ

หนทางอื่นใดจะหลีกเลี่ยงอีกไม่มี หากควบเตลิดตามทางเล่า ก็เหมือนจะนำทหารไปจับครัวมัน ถ้าออกทุ่ง อ้ายม้าทั้ง ๘ นี่ก็แหลกหมด มีอยู่ทางเดียวที่มันจะต้องเสียคำสัญญาที่ให้ไว้ต่อหน้าหลวงพ่อ มันจะต้องก้มหน้าเป็นคนคดสู้ทหารกรุงพอเอาตัวรอดไปพลางก่อน

ดาบคู่บนหลังที่รับช่วงมาจากพ่อมัน ดาบที่เคยตะลุมบอนมาแล้วแต่ครั้งศึกอ่าวหว้าขาวก็แล่นจากหลัง บังเหียนอ้ายเลาคล้องอานแล้วหันสั่งสมุน

“เฮ้ย! ดาบ ม้าเราน้อยต้องควบเข้าชนมันดื้อๆ แล้วหลบเข้าดง อย่าทันให้อ้ายปีกชายทุ่งโน่นยกมาช่วย ตามกู” สิ้นคำก็เตือนอ้ายเลาโผนไปข้างหน้า ดาบควบปรือเหนือหัวนำแน่วตรงเข้าใส่กองม้าที่ตามมาตามแนวไม้ชายดง

เป็นกองของนายหมู่ขาบซึ่งมีทหารเพียงยี่สิบ เพราะกองทหารที่นายสังข์คุมมายังอยู่ฟากทุ่งโน่น เมื่อเร่งฝีเท้าม้าตามมานั้น ใจนายขาบหามาด้วยไม่เพราะนึกขยั้นดาบสองมือ ทั้งบ้านคำหยาดใครเล่าจักไม่ลือว่าอ้ายทัพเป็นเอก และครู่นั้นแทนที่จะเห็นมันควบหนีตามนึก กลับควบลิ่วตรงมา และม้ามิได้เรียงหน้านอกจากตามกันมาเป็นควบนำ

อีก ๔-๕ วาก็ได้ยินเสียงเร่งและร้องปลุกขวัญ กระทั้งโผนม้าตรงปะทะ “อ้ายเสือลุย ตะลุย” แล้วเท้ากระทืบโกลนอ้ายเลาเผ่นเต็มเหยียดเข้าชนม้านายขาบแถวเรียงตัวมันเองเซหันข้าง

“หลีก กูชีวิตเดียวใครจะแลก หลีก หาไม่ฟันละเอียดหมดทั้งกอง” มันควบไปร้องไป ดาบสองเล่มแทบไม่มีเวลาปิด มีแต่ฟันทะลุหลีกมาเป็นช่องเพราะกองของนายหมู่ที่กำลังควบไปเต็มฝีเท้ายั้งไม่ทัน เมื่อถูกสวนทางก็เสียขบวนไม่ทันตั้งตัวได้ นายขาบเองก็หันๆ รีๆ ไม่ชำนาญ แม้จะเป็นนายหมู่ในกองสามเหล่ามาก่อน แต่ก็เป็นพลเดินหาเคยขึ้นหลังม้ารบไม่

มันยังตะลุยย้อนขึ้นย้อนลงอย่างสนุกมือมัน ยิ่งฟันยิ่งย่ำใจ บ้าเลือดเมื่อได้เห็นหน้าอ้ายขาบ อ้ายขาบทีเดียวที่ทำทารุณหนักไม่คิดว่าเป็นกันเอง จึงต้องควบม้าตะลุยหาตัวมัน แม้พลอ้ายขาบจะ ๒๐ ก็ร่อยหรอไปแล้วมาก มืดก็แสนมืดหารู้ใครเป็นใครไม่ กระทั่งกองใหญ่ของนายสังข์ควบตกจะถึงฟากทุ่ง อ้ายเสือบ้านคำหยาดจึงเหอ้ายเลาแล้วกู่เป็นสัญญาให้พลมันตามควบย้อนลงทางใต้ ลวงกองนายสังข์ให้สำคัญผิด

ใกล้สว่าง ไก่ป่าขันเสียงแจ้ว ดาวที่เกลื่อนเมื่อกลางดึกตกจากฟ้าไปหมด หากใครจักนอนสนิทหลับไหลด้วยแสนเหนื่อยก็ตาม แต่แฟงมันยังนั่งกอดเข่าอยู่โคนไม้ใหญ่ พลที่เป็นยามวางไว้ปากทางเดินถือดาบกลับไปกลับมาสองคน เมื่อเมื่อยหรือหนาวหนักก็ลงนั่งผิงไฟง่วงโงกไปบ้าง กระทั่งฟ้าสางได้อรุณ

เคลิ้มและเจ้าเอิบตื่นก่อน แล้วก็ตื่นตามกันทุกๆ คน เจ้าจวงกับแม่บนบานศาลกล่าวพระภูมิเจ้าที่และเทวารักษาป่า เฟื่องเอาแต่ร้องไห้เพราะสว่างแล้วเจ้าทัพมันก็ยังไม่มาถึง จนใครๆ คิดไปว่ามันคงเสียกองม้าตายไปหรือถูกจับเชลยแล้วเป็นแน่

มีเคลิ้มคนเดียวที่มั่นใจว่าทัพไม่ตายและไม่ถูกจับด้วย เคยมั่นในฝีมือมันมานักต่อนัก ศึก ๕ ปีก่อนหากมันจะยังหนุ่มเยาว์วัยนักก็ยังหักออกจากล้อมเอาตัวรอตได้ สำมะหาอะไรกับการเพียงนี้ เมื่อคอยเวลาอยู่อีกครู่หนึ่งพอตะวันขึ้นจัดดงไม้กระจ่างแลทั่วพุ่มพงทั้งเชิงเถาวัลย์แล้ว นายเคลิ้มจึงพูดกับมารดาเจ้าทัพว่า

“อย่าห่วงเขาเลย เชื่อฉันเถอะ เราล่วงหน้ากันไปกระทุ่มด่านก่อนจะดีกว่า ด้วยทางยังอีกไกลนัก พี่ทัพน่ะทำไงเสียเขาต้องเอาตัวรอดได้ หากแต่จะมีจำเป็นอะไรจึงช้าอยู่เท่านั้น”

ทุกคนสั่นหัวไม่เห็นตาม แฟงมันค้อนปราดๆ แล้วพูดใส่หน้าเอาตรงๆ

“เมื่อใครขี้ขลาดก็หนีไปก่อนละซี พี่ทัพต้องยอมเป็นคนคดแผ่นดินหันสู้หน่วงไว้ไม่เพราะพวกเราเรอะ”

นายเคลิ้มฉุนอยู่เหมือนกัน หากแต่เห็นแฟงมันยังเป็นเด็กเพิ่งจะรุ่นสาวขาดคิดขาดอ่าน แต่เฟื่องค้อนน้องสาวและแฟงมันก็กำลังจะค้อนเฟื่อง เลยค้อนเจอกันเข้า

“ค้อนอะไรอีแฟง”

“แนะ ก็ใครค้อนใครล่ะ”

เฟื่องลุกขึ้นชี้หน้า “เอ๋ อีแฟง”

ไม่ทันได้ตบกัน นายเคลิ้มก็ตะลีตะลานให้คนขึ้นม้าเตรียมอาวุธคอยที ผู้หญิงหลบซ่อนอยู่ตามพงไม้หมด

เสียงม้าวิ่งมาเหยาะๆ เสียงลุยน้ำฝนที่ขังตามแอ่งทุกคนใจเต้นระทึกด้วยเกรงจะเป็นทหารหลวงหรือกองโจรอื่น ต่างซุ่มเขม้นตามองไปทางหัวเลี้ยว

ม้าโผล่นำหน้าเป็นอ้ายสีดอกเลา แล้วก็เสียงโห่เกรียวต้อนรับมันด้วยความดีใจ แฟงวิ่งออกจากซุ้มเถาวัลย์เรียกชื่อมันก่อนโดยหมดความเกรงใจพี่สาว แต่สีหน้าอ้ายทัพมันเศร้านักเมื่อเร่งม้ามาถึง และมีตามมาอีก ๔ ตัว

ลงจากหลังอ้ายเลา ทักทายทั่วกันด้วยความดีใจ แล้วมันก็เอยขึ้นเสียงเครือ

“เคลิ้ม น้องเราตายไป ๓ คนแล้ว”

เจ้าเคลิ้มหน้าสลดมองพวกที่เหลือและเจ้าทัพ มือเลือดยังเพิ่งจะหมาดไม่แห้ง คงฟันกันละเอียดมาแล้วเป็นแน่

“ตาย” เขาถามได้คำเดียว

ทัพพยักหน้า “ฮือ! มันมืดไม่รู้ใครเป็นใครก็เหลือจะช่วยพอเข้าลุยกองอ้ายขาบครู่เดียวแตกหมด แต่ เออเคลิ้มเอ๋ยกูเสียใจนัก เสียใจของกูมันหลายสถาน น้องกูตาย แต่มือกูเปื้อนเลือดคนไทยด้วยกัน กูเป็นคนคดแผ่นดินเสียแล้ว”

“ทำไงได้ล่ะพี่ หากไม่ทำเช่นนั้นอ้ายสังข์มันก็จับไปฟันตายหมด”

“อือ แต่กูมันเลวหลายนักไม่เอาแต่พอควร เมื่อลุยแล้วก็มุใหญ่แทบจะแหลกไม่เหลือ เออ ใครๆ เป็นพยานกูเถอะวะให้พระธรณีสูบกูเสียกลางดงนี้แหละ หากว่ากูคิดจะคดแผ่นดินเพียงครู่หายใจออกเท่านั้นก็ขอให้กูมีอันเป็นหรือธรณีสูบชั่วลมหายใจเข้าเถอะ กูสงสารอ้ายคนเคราะห์มันจริง พ่อแม่มันก็หารู้หนเหนือหนใต้ไม่ว่าลูกมันตายเพราะมือกูแท้ แล้วกูก็ถูกแช่งถูกด่าทั้งแผ่นดิน เสียชื่อไปถึงหลวงพ่อที่แกเคยเป็นทหารสร้างดีมาไว้”

เคลิ้มและใครๆ พลอยหน้าจ๋อยหมดเสียง เจ้าทัพก็บ่นพึมพำอยู่คนเดียวแล้วจึงชักดาบออก ใบดาบสีแดงตลอดเล่มเหนียวหนับ มันเลือกได้ต้นกร่างใหญ่สูงลิ่วแล้วจึงเอาดาบฟันเปลือกบากถึงเนื้อไม้ เลือดที่มือมันทั้งสองป้ายเช็ดที่รอยบากใบดาบทั้งสองก็เช็ดสะอาดด้วยเนื้อไม้นั้น อ้าย ๔ คนหรือก็ทำตามโดยไม่มีใครรู้ความหมาย

ทัพยืนดูสีแดงเพิ่งจะหมาดของเลือดที่เช็ดแล้วก็หวนนึกสงสารซากศพที่นอนดิน ๗-๘ คนแลเจ็บอีกมาก แล้วเรียกพลให้มายืนอยู่โคนไม้นั้น

“น้องกู มึงเป็นพยานด้วยกันทุกๆ คนเถอะ กูทำผิดเพราะรักชีวิตพวกเราเหล่านี้เท่านั้น แต่” มันชี้มือไปที่รอยไม้ “นั้นมันเป็นเลือดข้าแผ่นดิน เลือดทหารที่กูไม่ยอมให้เปื้อนมืออ้ายโจรอย่างกู กูไม่รู้จะแก้ตัวขอขมาโทษกะใคร กูต้องพึ่งต้นไม้นี้ กูขอเชิญผีเจ้าของเลือดมันมาเป็นเทวดาอยู่นี้ กูจะคุกเข่ากราบขอขมาไปถึงผีที่นอนดินอยู่บ้านคำหยาดโน่น และขอให้น้องกู ๓ ศพที่นอนตายกลางรบนั่นขึ้นสวรรค์เถิด” สิ้นคำมันจึงคุกเข่าลง พลทั้งหมดก็ทำตามมัน

ทัพอธิษฐานนิ่งนาน หัวใจเงียบสนิทหวนไปบ้านคำหยาดหวนไปยังศพที่มันกำลังรำลึกขอขมาโทษ เพราะอ้ายสังข์และอ้ายขาบแท้ที่เห็นแก่สุขข้างตัวคนเดียว จึงพลอยให้ข้าแผ่นดินต้องมายับเพราะหันสู้กันเอง ทหารและน้องกูมึงจักชื่อเรียงเสียงไรก็แล้วแต่ ชีวิตมึงดับไปแล้วอยู่หนไหน แต่เลือดมึงจะติดไม้กร่างนี่อยู่ให้คนบูชาตลอดชีวิตไม้ แล้วมันลุกโซเซหักกิ่งไม้ปักโคนต้นเป็นการคำนับ และก็ได้ผ้าห่มอีแฟงมันอุทิศให้เป็นผ้าห่มไม้กร่างเทพารักษ์นั้นต่อไป

พลเหลือ ๓๐ ถ้วนพอดี เมื่อเตรียมกองพร้อมเพรียงกันเรียบร้อย เจ้าทัพก็นำพลออกเดินด้วยหัวใจยังสลดรำลึกไปถึงคนเสียชีวิต เมื่อเหลียวดูแพรห่มที่อีแฟงติดตัวอยู่แต่ผืนเดียวก็ปลิวลมว่อน ผีคงรับขมาเข้าสิงแพรอีแฟงให้ปลิวส่งมันเหมือนธงชนะในศึกหน้า

ครั้นแล้ว กองม้าโจรที่หนีร้อนมาจากบ้านคำหยาดเมื่อคืน ก็โฉมหน้าลัดลงที่แยกขึ้นกระทุ่มด่านแต่เพลานั้น

เดือน ๑๒ ฤดูฝนสิ้นไปแล้ว ท้องฟ้าและกลางหาวสะอาดเป็นเมฆบางเพียงไกลๆ เมื่อฤดูก่อนหนาวเย็นด้วยน้ำฟ้า แต่ฤดูนี้ลมหนาวพัดเย็นจับหัวใจ ผืนนาลุ่มน้ำหลากเจิ่งมาแต่เหนือท่วมลำบากไปทุกแห่ง หากเป็นปีอื่นแล้วผืนนาเหล่านี้จะเต็มไปด้วยข้าวกำลังงามรวง สาวเจ้าจักสวมงอบลงทุ่ง หนุ่มมันจักด้อมคอยพบสาวเมื่อย่างลงนา แต่เงียบเสียแล้วเพราะระกาปีนี้มันวุ่นวายหนัก ข้าวที่แก่เกี่ยวทันก็ดีไป ที่ล้าเรื่อยจักต้องถูกทิ้งทิ้งเสียเปล่า ด้วยเกรงจะเป็นเสบียงแก่พม่าข้าศึกที่กำลังเคลื่อนมาจากเหนือ ส่วนหนใต้นั้นก็ยกทัพเรือใหญ่ประชิดเข้ามาจนแขวงนนท์

ครั้นตะวันสาย ลมที่พัดหนาวแลหมอกน้ำค้างเมื่อเช้ามืดค่อยเบาบางลงเรือนหลังใหญ่ซึ่งรวมกันอยู่หลายครัวในกระทุ่มด่านเกือบจะสุดแขวงวิเศษไชยชาญ ผู้เป็นพ่อบ้านของเรือนหลังนี้มีตำแหน่งเป็นนายบ้าน ผู้คนนับถืออยู่มากหลาย และนับตั้งแต่น้องสาวกับลูกหลานเพื่อนบ้านอพยพครัวหนีร้อนมาแต่บ้านคำหยาดเมื่อ ๓ เดือนก่อนมาร่วมอาศัยอยู่ด้วยแล้ว แม้หากว่ากำนันพันผู้เป็นพ่อเรือนและนายแขวงของบ้านนี้จักเป็นผู้มีคนรู้จักและนับถือเพียงไรก็หาเกิดความสบายใจด้วยไม่ เพราะเป็นครัวที่หนีมาอย่างไม่พ้นผิด ยิ่งรู้ว่าหลานสาวและเพื่อนอาศัยเป็นที่ต้องการของนายกองซึ่งคุมพลออกมาต้อนครัวหนีศึกพม่าอยู่เนืองๆ กำนันก็เกิดทุกข์ใจไปต่างๆ เกรงจะมีผิดที่อ้ายกองม้าโจรซึ่งหลบหน้าไปแล้วตั้งค่อน ๓ เดือนเกิดสู้รบกับทหารหลวงเป็นคนคดต่อแผ่นดิน

แทบทุกวัน ในเมื่อตื่นกันพร้อมก็มักจะพากันนั่งจับกลุ่มปรึกษาข้อทุกข์ร้อนเหล่านี้ เพราะขืนอยู่ในกระทุ่มด่านต่อไปก็คงจะเป็นมื้อหนึ่งที่ถูกจับกุม แต่หากจะหนีย้ายตำบลไปเสียเล่าเสียงลือทั้งวิเศษไชยชาญก็ว่ามีกองโจรของข้าศึกคอยซุ่มดักจับไปเป็นเชลยอยู่แทบทุกวัน อ้ายกองม้า ๓๐ ถ้วนที่ทิ้งความเดือดร้อนไว้ให้ก็พากันหายเงียบไม่ได้ข่าว

แฟงมันลงมานั่งผิงแดดอยู่ข้างล่าง หาร่วมเข้าวงปรึกษากับใครด้วยไม่ แฟงมันไม่ถูกกับใครเสียเลยเว้นแต่เจ้าจวงน้องสาวอ้ายพ่อกองที่ยกออกเที่ยวทำโจรกรรมตามสถานที่ต่างๆ จนกระฉ่อนไปเท่านั้น

แฟงนั่งคิดเผลอไปตามอารมณ์รุ่นของมันว่า หากไม่เกิดศึกเสือเหนือใต้ ไม่เกิดเดือดร้อนด้วยข้อใด ป่านนี้พี่เฟื่องกับพี่ทัพเขาก็คงจะร่วมรักกัน เขาคงจะเป็นคู่หมั้นคู่แต่งกันไปแล้วสมหน้า แล้วแฟงเองถึงหากว่าจะตกเป็นน้องเมียก็คงจะได้เกิดทะเลาะกับพี่สาวทุกวัน มิอะไรก็อะไร ตาล ๕ ต้นจะเป็นที่นั่งร้องไห้ของมันทุกๆ เพลาเย็น

ม้าควบมาข้างนอกตัวเดียว เมื่อถึงนาลุ่มก็ลุยน้ำแล้วขึ้นดอนควบอีกตรงเข้ามา แฟงถลันยืนนึกแน่ว่าวันนี้เป็นวันเคราะห์ที่จะต้องถูกจับอีก คนของแม่กองคงจะรู้เบาะแสแล้วมุ่งมาเป็นแน่ แต่ที่แฟงยืนแข็งใจดูอยู่ก็เพราะม้าที่ควบมานั้นคนขี่แต่งตัวเหมือนชาวพื้นบ้าน

ใกล้เข้ามากระทั่งถึง แฟงเจ้าดีใจนักแทบจะโผเข้าหา ลืม ลืมนึกถึงข้อที่เคยเกิดทะเลาะกัน

“พี่เคลิ้ม เออ ทำไมมาคนเดียว พี่ทัพอยู่ไหน?”

นายเคลิ้มกำลังหอบ ได้แต่ชี้มือไปในดงไม้ทึบที่ควบมาโน้น

“อยู่ในดง” แล้วจูงม้าไปผูก “ขึ้นพูดกันบนเรือนเถอะ ท่านกำนันอยู่ไหม?”

“อยู่” แฟงตอบสั้นๆ แล้วก็วิ่งนำขึ้นเรือนตึงตังจนคนอื่นพากันตกใจหมด

เคลิ้มยกมือไหว้ท่านกำนันแล้วก็เริ่มเล่าความ

“พี่ทัพมาถึงแล้วยังซุ่มอยู่ในดง ให้ฉันล่วงหน้ามาบอกก่อน สักครู่จะตามมา”

ทุกคนดีใจต่างอ้าปากตะลึงฟัง กำนันกระทุ่มด่านจึงถามด้วยใจยังหวาดว่า

“มีข่าวดีหรือร้ายมาด้วย”

นายเคลิ้มอึกอักอยู่ครู่ “ก็ดีมั่งร้ายมั่ง”

“อะไรดี”

“สมบัติ” นายเคลิ้มตอบตรงๆ “สมบัติของพวกที่ถูกปล้น”

กำนันหน้าสลดรีบบอกปัดทันที “โอ๊ย เอาไปอื่นเถอะจะพากันเดือดร้อนอีกทั้งครัว”

นายเคลิ้มโบกมือ “ไม่ใช่ท่านกำนัน ไม่ใช่ปล้นเขามา หากแต่ว่าสมบัตินั่นพม่ามันปล้นจากสะแกโทรม พอข้ามพ้นฟากน้ำขึ้นตลิ่งเราเลยเอาม้าตะลุยแย่งมันมาอีก แล้วจะคืนให้ใครที่ไหน?”

“ฮือ” กำนันครางกับตัวเอง คนอื่นตะลึง โจรมันย้อนโจรชะล่านักหนา แฟงดีใจน้ำตาคลอหน่วยที่เสือบ้านคำหยาดมันไม่ผิด

ครู่นั้น เสียงม้าหมู่ ๗-๘ ตัวก็ห้อมาหยุด เรือนไหวเมื่อมันเผ่นขึ้นมาข้างหลังมีพวกพลสะพายย่ามและหิ้วของพะรุงพะรัง

“พี่ทัพ”

“แฟงมันเรียกก่อนคนอื่น

“เออ อีแฟง แม่เฟื่อง โอ้แม่” ทัพตรงเข้ากราบแม่ก่อนใครแล้วก็ไหว้ท่านกำนัน

“อาคงรู้เรื่องจากอ้ายเคลิ้มมันแล้ว?”

กำนันพยักหน้าจับตามองดูห่อข้าวของและย่ามสมบัติ เมื่อทัพสั่งให้แก้ทุกคนก็แลลานตา ทั้งขันทั้งพานล้วนแต่เครื่องเงินและถมอย่างดี ทองหยองและสร้อยสายใหญ่ ทั้งตัวเงินและสมบัติอื่นรวมกว่า ๑๐ ชั่ง

มันชี้ไปที่ของ “ฉันขอมอบให้อากำนันทั้งหมดเป็นค่าเลี้ยงค่าดูแม่และอีจวง ทั้งอีเฟื่องอีแฟงด้วย แล้วแต่ใครจะเลือกเอาเถอะ ทุกวันนี้ทรัพย์เมืองก็นับวันจะจมสูญดินไปอยู่เมืองอื่นฉันก็ต้องแย่งมันไว้”

ถึงจะเป็นเวลาคับขันในยามศึก แต่สมบัติแลทองหยองก็ยังต้องรักต้องอยากได้ทุกคน กำนันกระทุ่มด่านมองตาเจ้าทัพเห็นยิ้มเต็มใจมอบ แกจึงพูดเป็นกลางว่า

“เอ็งควรจะเอาไว้มั่ง น้องนุ่งมันมีจะให้แต่ง”

มันทั้งสั่นหัวและโบกมือ “ม่ายเลย กำลังนี้จะแต่งอะไรกันที่ฉันมอบให้ก็เพื่อว่าไว้แลกเป็นเสบียงในยามขัด ลำพังฉันน่ะจะเอาอีกสัก ๑๐ เท่านี้ก็ไม่ยากถึงข้ามคืนหรอกอา”

กำนันกระทุ่มด่านทำเหมือนไม่สู้ไยดีในสมบัตินั้นเท่าไร และก็ไถลถามถึงธุระที่มันมา

“แล้วเอ็งมีข่าวสำคัญอะไรอีกเล่าที่มุ่งมานี่น่ะ”

“ก็มี และจะมาเยี่ยมด้วย” ทัพว่า “เวลานี้ทั้งวิเศษไชยชาญไม่อยู่กันเป็นปกติสุขได้ เพราะฉันเห็นมาเที่ยวนี้แหละ ทางแถบแม่น้ำแขวงอ้อมกรุงโน้นยิ่งกำลังเดือดร้อนหนัก พม่าเข้าปล้นทุกวัน และไหนยังจะโจรกันเองก็เหลือหลาย มากก๊กมากหมู่จนไม่รู้เขารู้เรา แลนี่มันก็ชิดกระทุ่มด่านขึ้นมาทุกที ฉันจึงนึกอยากจะขยับขยายไปอยู่ที่อื่น หากลำพังฉันอยู่ด้วยก็คงจะไม่สู้กระไรนัก แต่ครั้นฉันจะอยู่อ้ายสังข์ก็จะคุมคนมาล้อมเรือนจับแล้วจะพลอยกันเดือดร้อนเพราะฉันอีก จะสู้มันก็ได้หรอก แต่ว่าข่าวลือมันจะกลายเป็นฉันคดแผ่นดิน จึงจนใจนัก”

พากันวิตกทั่วตัวคน แต่ไม่มีใครนึกถึงข้อจะถามนอกจากตัวกำนันเจ้าบ้าน

“อะไร เอ็งว่าศึกน่ะรึมันใกล้มาถึงเพียงนั้น เดี๋ยวนี้มันตั้งอยู่ที่ไหนมั่ง”

“ทัพใหญ่กำลังมาจากเหนือและใต้แล้วแยกมาตั้งที่ด่านอุทัยก็มี ในกรุงแต่งทัพออกสู้คราวไรก็เสียผู้คนยับเยินมาทุกที แต่วิเศษไชยชาญยังมีโจรพม่ามันปล้นจับเชลยระหว่างทางมาตั้งแต่บ้านบึง อู่ตะเภา แล้วข้ามน้ำมาสะแกโทรมถึงทุ่งน้อยแล้ว”

“ฮ่ะ! ถึงทุ่งน้อยแล้ว” กำนันตกใจ “ถึงทุ่งน้อยแล้วมันก็ใกล้ชั่วทางข้ามคืนเท่านั้นซีล่ะ”

ทัพพยักหน้ารับ พวกผู้หญิงหน้าซีดตรงข้ามกับเมื่อเห็นทองสมบัติ เสียงถามให้แซดว่าแล้วเราจะทำไงกันดี หรือจะคิดหวนเข้าอยู่ในกรุงพอมีผู้คนได้เป็นเพื่อนอุ่นใจ

ทัพยังไม่เห็นควร อ้างว่าทางกระทุ่มด่านจะพ้นสบายกว่าจะย้อนไปกรุง เพราะจะต้องถูกโจรพม่าดักจับได้กลางทาง และออกความคิดให้อพยพกันขึ้นทุ่งสมิงเป็นพ้นภัยแน่ เพราะไม่ใช่ทางเดินทัพ อีกประการก็มีดงพอมันจะคุมอยู่ได้ ด้วยไกลเกินกว่าที่ทหารกรุงจะไปถึงเพราะเกรงพม่าอยู่เหมือนกัน

กำนันกระทุ่มด่านขอผัดตรองชั่วคืน พอได้เรียกลูกบ้านชอบพอเป็นกันเองมาปรึกษา เมื่อไปกันมากๆ จะได้เป็นเพื่อนอุ่นใจและมีกำลังแข็งแรงดี เจ้าทัพก็เห็นงามเป็นอันตกลง แล้วขอให้พวกบ้านจัดหุงข้าวปลาอาหารไปส่งกองม้าที่ในดง เพราะจะนำมากินข้าวนี่กลัวจะเป็นการเอิกเกริก แล้วทัพก็คุมพลลากลับไปโดยไม่มีเวลาที่จะเล้าโลมเฟื่องและล้อเลียนอีแฟงมันอีกเลย

เจ้าโจรพ้นเรือนไปแล้ว กำนันก็สั่งให้เริ่มหุงหาและให้คนลอบไปเที่ยวบอกลูกบ้านที่ชอบพอเป็นการลับมาปรึกษาถึงเรื่องที่ทัพมันบอกไว้ ในครัวนั้นพวกผู้หญิงทั้งเรือนและมีสาวๆ เพื่อนบ้านใกล้เคียงมาช่วยอีก ๓-๔ คน เพราะต้องเลี้ยงคนนับเป็นสิบๆ

แฟงเข้าใครไม่ค่อยได้ ยิ่งเจ้าพี่ทัพเหยียบถึงฟากเรือนวันนี้ สีหน้าพี่เฟื่องมันงอและค้อนจัดขึ้นจึงทำให้แฟงออกจะรู้ใจพี่สาว และแทนที่จะเข้าช่วยในครัว แฟงกลับหวนไปอาบน้ำแต่งตัวประดิดประดอย มิคำนึงว่าใครจะมองหรือเรียกช่วยแฟงก็ทำเฉยเมยไม่ได้ยิน

กระทั่งใกล้บ่าย กับข้าวกับปลาก็ใกล้จะเสร็จเรียบร้อย ทั้งจวงและเฟื่องยังอาบน้ำแต่งตัว แต่แฟงมันกลับลงเรือนไปก่อนคนเดียวโดยใครหารู้ไม่ เดินหลีกจากนาลุ่มขึ้นมาดอนแล้วเลาะเลียบชายนา ยิ่งใกล้ดงเห็นปากทางลิบๆแฟงก็ยิ่งเร่งฝีเท้าเดิน แล้วเป็นวิ่งมั่งเดินมั่ง กระทั่งสุดท้ายแฟงมันก็ห้อตื่อจนถึงปากดง

พวกพลของทัพยังเหลือครบทั้ง ๓๐ มิได้มีใครเสียชีวิตไปอีกเลย กำลังพักผ่อนคอยอาหารและแก้เครื่องอานให้ม้าได้พักผ่อนเล็มหญ้าบ้าง ส่วนเจ้าทัพกับเคลิ้มและเอิบที่เป็นนายกองกำลังนั่งล้อมวงปรึกษาที่จะคิดการต่อไป

ทัพนั่งราบกับพื้น เอาปลายมีดพกขีดดินเป็นเส้นแยกหลายเส้นแล้วชี้ให้คนเหล่านั้นดู

“เห็นมั้ยล่ะเคลิ้ม ที่เราจะขึ้นทุ่งสมิงไปทางหนองกระทุ่มด่านแน่ะ เอ็งต้องคิดว่าหน้านี้มันหน้าฤดูน้ำ ถึงจะเป็นทางลัดก็แสนลำบากนัก ข้าน่ะว่าตัดขึ้นจิกโพรงไปเข้าดงเลยถึงมันจะอ้อมหลายคืนหน่อยก็ไม่สู้กระไร อีกประการเราไปทางดงก็มิดชิดดี ถึงหากจะพบกับทัพหรือโจรอื่นมากกว่าก็คงจะไม่ชำนาญสู้เราได้”

“ก็แล้วแต่พี่จะเห็นงาม” เคลิ้มว่า ส่วนเอิบทำทีท่าเลิ่กลั่ก เพราะเสียงฝีเท้าวิ่ง ทัพเงยหน้ามองตามและเกือบจะถลันยืนอยู่แล้ว แฟงมันก็เลี้ยวคุ้งไม้มา

เมื่อถึง แฟงหัวเราะทั้งหอบๆ อย่างสนุกสนาน

“หาเสียแย่ หากได้ยินเสียงม้าร้องถึงได้วิ่งตามเสียงมา กลัวเสือเหมือนจะตาย”

ทัพประหลาดใจ “เอ็งมาคนเดียวงั้นรึแฟง?”

“ประเดี๋ยวพี่เฟื่องก็คงมา”

“ไม่ใช่” ทัพถอนฉุนที่อีแฟงตอบเกะกะ “ข้าถามว่าเอ็งวิ่งมาคนเดียวเท่านั้นรึ”

แฟงพยักหน้ารับ แล้วนั่งลงตรงหน้า “ตัวคนเดียวก็มาคนเดียว อย่าร้อนใจไปนักเลย เดี๋ยวก็มีคนมาป้อนข้าวหรอก” แฟงพูดพลางชำเลืองดูเจ้าเอิบกับนายเคลิ้ม แล้วค้อนให้เฉยๆ จนต้องเลี่ยงไปเพราะเข็ดฝีปาก

“ถามจริงๆ เถอะวะแฟง ถ้ากูจะอยู่ทะเลาะกับมึง ๓ วัน ๓ คืน เอามั้ยล่ะ” เจ้าหนุ่มที่จะเป็นพี่เขยถามแฟงครึ่งฉิวครึ่งขำ เพราะไม่ว่ามันจะพูดอะไรก็ดูไม่ค่อยจะเข้าหู แต่แปลบกินใจทุกครั้ง

ทัพจ้องหน้าเหมือนอย่างที่เคยจ้องมันมาแล้วเมื่อหนหลัง แต่ว่า เอ๋ อีแฟงมันคลาดตามาชั่วไม่ถึง ๓ เดือนเท่านั้นก็ผิดตาไปถนัด น้ำนวลมันดีขึ้นมากเนื้อก็บ่มเหลืองละเอียดราวใบไม้อ่อน อ้าว เอ๊ อีแฟงกลับอายหันหน้าม้วน

“แฟง เอ็งเป็นสาวเป็นนางแล้ววิ่งมาคนเดียวงี้น่ะไม่กลัวหรอกรึ” เสียงถามของทัพมันก็มีปร่าๆ ผิดไป

“กลัวใคร พี่ก็อยู่นี่แล้วจะปล่อยดูดายให้คนมันฉุดฉันก็ตามทีซี”

“ฮือ กูพูดกับมึงคราวไรจนคำพูดทุกที แล้วทำไมต้องเสือกนังหันข้างให้ด้วยเล่านั่น”

แฟงเลยหันหลังให้เลย เพราะถามนั้นเหมือนแทงถูกใจ ทัพจึงลุกอ้อมไปนั่งตรงหน้า เออแน่ หน้ำมันแดงเรื่อๆ แล้วเอามือปิดหน้า เสียงคิกๆ จะเป็นหัวเราะหรือร้องไห้ฟังไม่ได้ศัพท์ จึงเอื้อมมือจับข้อมือมันเปิด แต่แฟงก็รั้งไว้เมื่อเห็นจะแพ้กำลังก็เปิดออก แล้วตรงเข้าทุบเจ้าคนที่จะมาเกี่ยวดองเป็นพี่เขย

ระหว่างทัพหัวร่อร่ายกมือปิดป้อง สีหน้าแฟงก็เปลี่ยนเป็นเขียว ง้างมือตะลึงมองไปคุ้งไม้ปากทาง ทัพเหลียวตามผีทะเล เจ้าเฟื่องที่หาบกระบุงข้าวยืนชะงักตะลึงดู ทั้งจวงและหญิงเพื่อนบ้านที่หาบตามก็อยู่ในกิริยาเดียวกัน นั่นเฟื่องมันกำลังคิดอะไรของมันนั้น หรือว่าอีแฟงหนีงานหนักไม่ยอมหาบข้าวแล้วเปิดมาก่อน

เมื่อทำกลบเกลื่อนวางสีหน้าใหม่แล้ว ทัพก็วิ่งตรงมารับหาบ แต่เฟื่องยึดไว้ไม่ยอมให้

“ไปหยอกกันเถอะ”

“เอ๊ะ! เอ๊ะ! แม่เฟื่อง”

เฟื่องเมินหน้า น้ำตาซึมจนเหลือฝืนก็ไหลออกมาเอง “อย่าแก้ตัวเลย ตำตาหลายหนมาแล้ว ไปเถอะไปให้อีแฟงมันปั้นข้าวไว้ป้อนให้” แล้วก็หลีกเดินหาบกระบุงข้าวสุกอย่างไม่รู้สึกหนักสักนิดเดียวมาวางที่โคนไม้ จวงและหญิงอื่นๆ ก็นิ่งอึ้งพากันติดตามมาเป็นแถว

แฟงมันยืนโดดเดี่ยวเข้าหน้าใครไม่ติด พวกพลก็เด็ดใบไม้มาปูเรียง แฟงยืนอิงโคนไม้ดูพี่สาวตักข้าวจากกระบุงแจกรายตัวทีละคนจนครบ ๓๐ จวงกับเพื่อนเอากับวางตามห่อข้าวที่เฟื่องตักไว้

ทัพนิ่งอั้นยืนอยู่อีกทางหนึ่งคนเดียว ศึกทั้งร้อยมันผลาญแหลกในชั่วครู่ปลิดหัวพม่าที่สะแกโทรม ๑๐ กว่าหัวในพริบตา แต่อีแฟงมาปลิดรักมันจากเจ้าเฟื่องเสียแล้ว ศึกภายในหนักหนาเกินที่มันจะเอาชนะได้เสียเป็นแท้นักแล้ว

พอแจกข้าวหมดกระบุง เฟื่องก็คว้าหาบใส่บ่าเดินก้มหน้าก้มตาจะผ่านเจ้าทัพ

มันยึดกระบุงหลังไว้ “แม่เฟื่อง อะไรกันอีกล่ะนี่?”

เฟื่องหันมาน้ำตานอง เมื่อเห็นเพื่อนสาวชะงักอยู่ห่างๆ เพราะไม่มีใครจะกล้าพูดว่าอะไร จึงพูดให้ทัพรู้สึกนึก

“ในครัวไฟที่คำหยาดไม่พอใจ อุตส่าห์มาถึงตงกระทุ่มด่านก็เชิญกันซี จะป้อนข้าวหรือว่าป้อนน้ำก็สุดแล้วแต่”

“แม่เฟื่องจะเขวไปใหญ่”

“ไม่เขว เมื่อก่อนพ่อทัพคิดจะเป็นพี่เขยอีแฟง แต่เห็นจะกลัวแก่จึงจะเข้ามาเป็นน้องเขย ฉันก็สมัครเหมือนกัน”

“อ้าว” ทัพหน้าสลดเสียใจ เฟื่องมันเปลี่ยนคำเร็ว มาเรียกพ่อทัพแทนพี่ “ตรึกตรองเสียใหม่เถอะแม่เฟื่อง อีแฟงมันน้องเฟื่อง ฉันก็รักมันเหมือนน้องฉันแล้วจะให้ฉันเปลี่ยนไปยังไง”

“ก็เปลี่ยนไปรักมันชี อีแฟงมันเป็นสาวมีผัวได้แล้ว”

“โอยตาย ทำไมพูดให้มันเสียงั้นเล่า?”

“ไม่เสียหรอก คนอยากมีผัวฉันไม่เห็นข้อเสียตรงไหน แต่จำไว้นะว่าฉันจะกลับคำหยาด ฉันจะไปตายของฉันคนเดียวที่คำหยาด ไม่ต้องติดตาม” แล้วกระชากกระบุงจนหลุดจากมือทัพออกเดินไม่เหลียวหลังแล เพื่อนอื่นก็เดินก้มหน้าตาม บ้างนึกละอายแทน แต่บ้างก็สงสารหน้าอยู่ในใจคิด

แฟงยืนแอบหน้าร้องไห้คนเดียวอยู่โคนไม้ สงสารอกพี่เฟื่อง และหน้าพี่ทัพแล้วหวนคิดสงสารตัวเอง เหตุนอกก็เดือดร้อนจนต้องหนีมา แต่ในหัวอกเวลานี้สุมร้อนยิ่งกว่ากองไฟใหญ่และข้อเดือดร้อนอื่น เจ้าก็คิดหักใจว่าเมื่อกลับไปก็จะงอนง้อขอโทษพี่สาวและให้คำสัญญาเพราะเห็นแก่หน้าพี่ทัพมัน

พลอื่นๆ อิ่มข้าวแล้วต่างก็เลี่ยงหน้าไปหมด บ้างลงบึงอาบน้ำหรือหลับนอนตามโคนไม้ใหญ่ลับตา เจ้าหัวโจรที่มันยืนเศร้า ข้าวปลาของมันยังกองอยู่อีก แม้เจ้าฟักก็หลบหน้าเปิดไป

ทัพยืนแลใบไม้ปูและมีข้าวสองกองทั้งกับแกล้มฝีมือเฟื่อง มันตักข้าวยังทิ้งไว้ แต่มันตักไว้สองกองเป็นปริศนากินใจนัก

แฟงเดินมาหา แฟงก็ร้องไห้เหมือนเฟื่อง เมื่อเช็ดน้ำตาแล้วแฟงก็พูดหงอยๆ หมดแง่หมดงอน

“พี่ทัพ ฉันคงบาปมากมายนัก”

“อะไรอีกล่ะอีแฟง” ทัพถามดุๆ กำลังอารมณ์ไม่ดี “กูไม่โทษมึงหรอกอีแฟง หากแต่มันกรรมของกู”

แฟงเห็นสีหน้าและน้ำเสียงก็พอรู้หัวใจว่าพี่ทัพเคืองเกิดน้อยใจ ร้องไห้ดังเหมือนเมื่อแฟงยังเป็นเด็กอยู่คำหยาดก่อนโน้น

“ฉันมันประพฤติผิด แต่ใครจะคิดยังไงฉันก็ขอให้คิดไปเถอะ ฉันจะกลับไปบ้านขอโทษพี่เฟื่อง แล้วต่อไปพี่อย่ามาพูดกับฉันอีกเลย ฉันโตป่านนี้แล้วก็พอรู้ว่าพี่เฟื่องเขาหึงฉัน ถ้าพี่เฟื่องเขาขึ้นทุ่งสมิงฉันก็จะอาศัยเขาอยู่ที่กระทุ่มด่านนี่แหละ” แล้วแฟงก็เดินจะกลับ

ทัพได้สติโดดเข้ารั้งข้อมือ เออ แฟงมันไม่เคยเป็นคนคิดถูกอย่างนี้เลย สงสารมันนัก สงสารน้ำคำน้ำใจมันที่นึกปรานีพี่สาว

“อย่าเพิ่งอีแฟง มึงจะเดินร้องไห้กลับคนเดียวไงได้ เห็นมั้ยเย็นแล้ว เวลาเย็นโจรอื่นมันชุกชุมนักจะเกิดลำบาก”

“ไม่ลำบากหรอก ฉันไปตายกับโจรคนเดียว ข้างหลังก็ได้สบายอีกหลายคน”

“ไม่ได้ กูยอมให้ไปไม่ได้ แน่ะ อีแฟงดื้อ แน่ะอีแฟงสู้พี่รึ”

แฟงดิ้นไม่คิดชีวิต ทั้งต่อยทั้งกัดและทุบตีมัน

“ปล่อย เดี๋ยวเขามาเห็นเข้าอีก”

“ใครเห็นช่างหัวมัน”

“แล้วทัพก็จับแขนรวบ แต่อีแฟงมันแข็งร่วมๆ ผู้ชายจนต้องถึงเข้าปล้ำกอดตัวมันไว้ไม่ยอมปล่อย แต่ผีพม่าที่ถูกฟันมาสิงใจหรือ นี่กอดอีแฟงกลางดงเปลี่ยวกอดไม่ให้มันดิ้นหนีไป แล้วหัวใจอีแฟงที่เต้นริกประทับอก นี่มันรู้ไหมว่าใจเสือใจโจรประหารศึกมันเปลี่ยนแล้ว รักอีเฟื่องตั้งแต่กลับจากศึกครั้งก่อนจนจะเข้า ๖ ปีไม่เคยกอดมันเลย จนอีแฟงเป็นสาวแล้วมากอดอีแฟง

ตะวันจะย่างเข้าเย็น ตะวันยังรู้จักเปลี่ยนจากบ่ายมาหาเย็น หัวใจคนที่อยู่ใต้แสงตะวันก็เปลี่ยนแปรไปตาม ทัพมันยังคงกอดอีแฟงอยู่ กอดแน่น แน่นจนแฟงถอนสะอื้นแล้วก็คลายแล้วรัดแน่นอีก หน้าเฟื่องมันเป็นยังไงเวลานี้ก็เกือบลืม ใจฝังลงไปในหัวใจอีแฟง นางไม้ผีทุ่งและผีดงทั้งรุกขเทวดา ถ้าใจแยกใจจากอีแฟงแล้วก็ขอให้ตายกลางศึกในคราวหน้าจะดีกว่า จึงคลายแขนจะเชยคางเช็ดน้ำตามัน อ๋า อีแฟงกลับหลับตาสิ้นสติไปแล้ว

วางแฟงลงโคนไม้ เอาผ้าไปชุบน้ำมาจากบึงบิดพอหมาดก็เช็ดหน้ามัน พัดและนวดอยู่ชั่วครู่แฟงก็ลืมตามอง

“แม่คุณ คงเป็นลม”

แฟงลุกนั่งไม่มองแล้วยกมือปิดหน้าร้องไห้อีก ใจเสียที่จะต้องเสียสัตย์เสียสัญญาที่จะไปรับคำพี่สาว ถูกกอดถูกรัดทั้งๆ ที่ใจเจ้าแฟงกำลังคิดตัดให้เป็นอื่น แต่หัวใจนั้นแทบจะแตกหลายเสี่ยงทะลักเป็นเลือด ใจนั้นถูกบีบอยู่หว่างกลางของพี่สาว และพี่ทัพที่ตัดไปไม่ลงในชั่วขณะกอด

นายเคลิ้มเดินมากับคนอื่นๆ เพราะรู้จากทัพเมื่อไปเอาน้ำที่บึงว่าแฟงเป็นลมจึงพากันกลับมา ทัพจึงสั่งผูกอานและเตรียมม้า ๕-๖ ตัวเพื่อไปส่งเจ้าแฟงแต่ตัวมันเองเหลือที่จะกลับไปอีก เพราะจะนอนคิดศึกใหญ่ในหัวใจ

ตะวันเย็น นายสังข์คุมทหารจำนวนมากมาตั้งเป็นกองด่านอยู่ริมน้ำบ้านบึงเพื่อรับครัวและคุมไปส่งกรุง เพราะข่าวกองโจรพม่าที่คุมกันออกไปปล้นหมู่บ้านเมื่อวานซืน แล้วก็คุมทหารเที่ยวป่าวร้องให้ครัวต่างๆ ไปอาศัยอยู่ในด่านที่ไม่สมัครต่างก็หนีเข้าป่า บ้างก็ต้องใช้อำนาจต้อน แต่ศพพม่าที่นอนเรียงรายอยู่แทบฟากน้ำนั้นยังทำให้นายสังข์ไม่วายประหลาดว่าเพราะฝีมือใคร เพราะหากจะสู้กับกองทหารแล้วนายสังข์ก็จะต้องรู้

เย็นนี้ กองตระเวนที่นายสังข์คุมมีพลร่วม ๕๐ ขึ้นมากระทุ่มด่าน เมื่อแรกจะตีฆ้องร้องป่าว แต่คิดเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะชาวบ้านพากันหลบหนีเข้าดงหมด จึงพากันคุมมาเงียบๆ

ชาวบ้านหาบคอนเป็นแถวไป ๕-๖ คนกลางทุ่งข้างหน้ากำลังจะเข้าหมู่บ้าน เมื่อป้องหน้าสังเกตก็รู้ว่าชาวบ้านที่คอนหาบเหล่านั้นเป็นหญิงทั้งสิ้น จึงให้ม้าคอยอยู่ ส่วนนายกองกับพลอีก ๑๐ คนก็ควบลิ่วตรงไปหวังจะถามและบอกความให้รู้

เฟื่องเหลียวดู แต่กำลังแค้นก็คิดว่าเป็นกองม้าเจ้าทัพจะตามมาบ้านจึงรีบเดินไม่เหลียวหลังอีก กระทั่งกองม้าตามมาทันกลางทุ่งแล้วเข้าล้อม

ทั้งนายกองและนายหมู่ขาบโจนจากหลังม้ารวดเร็วเมื่อจำได้ สองหัวใจของสองหนุ่มแม่กองและนายหมู่ทั้งรักทั้งแค้น เมื่อเห็นหน้าจวงกับเฟื่อง

“อ้อ แม่เฟื่อง ชะ” นายขาบพูดแล้วโดดเข้ายึดหาบลืมนึกถึงหน้าที่อื่นนอกจากรักกับแค้น

แม่กองนั้นทำอารมณ์เย็นมองหน้าจวงและหัวเราะเยาะ “พ้นฉันไปไหมล่ะจวง คนเราไม่รักสบายก็ดีแล้ว”

หญิงอีก ๔-๕ คนที่มาด้วยต่างไม่รู้เรื่องก็ร้องเอะอะตกใจ แต่ก็ต้องเงียบลงเพราะคำสั่งของแม่กอง และด้วยความลนลานของหมู่ขาบและนายสังข์นั้นเองจึงลืมนึกถึงว่ากระบุงข้าวของหมู่หญิงนั้นขนไปให้ใคร นอกจากสั่งคนให้อุ้มเฟื่องกับจวงขึ้นม้า อ้างว่าเป็นเชลยและพวกพี่น้องของอ้ายทัพขบถที่ฆ่าทหารหลวง แล้วก็คุมกลับไปด่านอย่างรีบร้อน

พลบไปเมื่อสักครู่ ในดงแสนมืด เสียงยุงป่าร้องหึ่ง เรไรมันหริ่งมาจากคบไม้ นางเก้งและกวางเถื่อนที่มากินน้ำบึงซุบซิบใกล้ๆ เสียงตีชุดเหล็กไฟแสงไฟแลบเป็นประกายเพื่อก่อสุมกันยุงให้ม้า

ทัพมันนอนอยู่มืดๆ ห่างพวกพล ตรึกตรองไปถึงความที่เกิดเมื่อเย็นอย่างไม่น่าจะเกิด กลุ้มแสนกลุ้ม ป่านนี้เฟื่องคงร้องไห้ไม่หยุด และอีแฟงคงจะร้องไห้ยิ่งกว่าเฟื่องมาก เฟื่องมันน่ารัก แฟงมันน่าสงสาร แต่เมื่อคิดๆ แล้วมันก็อยากตายไปเสียก่อนคนเดียวให้เฟื่องแฟงมันอยู่ค้ำฟ้าคอยคนอื่น

ยิ่งตรองยิ่งหนักใจ ศึกสัก ๕๐๐ ก็จะตัดกลางได้ไม่ยาก แต่อีเฟื่องอีแฟงเพียงสองนี้หนักใจยิ่งกว่าศึกใหญ่ จะมัดใครกันแฟงหรือเฟื่อง อย่าเลย เอาดาบแทงอกควักหัวใจกูเสียเองจะดีกว่า

มันคิดวนเวียนอยู่พักใหญ่ เสียงฝีเท้าม้าวิ่งไกลๆ ก็นึกรู้ว่าเจ้าเคลิ้มคงกลับจากส่งแฟง และมันก็กระหายฟังความจากที่เจ้าเคลิ้มมาบอก

เจ้าเคลิ้มควบจนเลยมันนั่งไปราวกับหนีใครมา ต่อเมื่อเรียกจึงหวนกลับ

“วะ มึงควบยังกะหนีพม่าเทียวละ”

เคลิ้มหอบฮักๆ “ความใหญ่เสียอีกแล้วพี่ทัพ”

“ฮะ อะไร?”

“เกิดความ”

“ทำไม เฟื่องกะอีแฟงทะเลาะกันงั้นรึ”

“เปล่าๆ” เคลิ้มโบกมือ “อ้ายสังข์คุมคนมาพบแม่เฟื่อง เมื่อกลับจากส่งข้าวพวกเรา เลยรั้งตัวไปหมดทั้งเจ้าจวงด้วย”

“หา มึงว่าเฟื่องกับอีจวงถูกจับงั้นเรอะ ใครบอก”

“พวกผู้หญิงที่กลับไปพร้อมนั่นแหละ”

มันร้อง “อ้าว” แล้วลืมข้ออื่นๆ สิ้น สั่งเจ้าเคลิ้ม “ผูกม้าเร็ว ใครหลับทิ้งมันไว้นี่”

กองไฟทุกกองที่ก่อเลยงดหมด ม้าผูกอานพร้อมในชั่วอึดใจ อ้ายเลาผกหน้าผกหลังคล้ายจะรู้ว่าออกศึก

เสียงตะโกนสั่งที่คนทั้งกองจะต้องเชื่อ “ควบจนกว่าจะทันทัพอ้ายสังข์ เมื่อใครไม่เห็นสมควรก็อย่าตาม ทิ้งกูให้เป็นขบถคนเดียวเถอะเจ็บใจนัก” แล้วอ้ายเลาก็โจนออกไม่รั้งรอใคร แต่อ้ายกองโจรก็ห้อติดตามมาทั้งกอง ควบเขยิบฝีเท้าเร็วขึ้นทุกขณะ กระทั่งพ้นดงแล้วมันก็หวนนึกเป็นห่วงแม่และคนอื่นๆ ที่บ้านกำนัน จึงมุ่งม้าแวะเข้าหมู่บ้าน

คนทั้งเรือนกำลังนั่งเป็นทุกข์ กำนันกระทุ่มด่านตกใจไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ พอเจ้าทัพย่างขึ้นเรือนก็เห็นแม่ร้องไห้โฮใหญ่แล้วรำพันถึงเจ้าจวง อีแฟงมันคงเป็นอีแฟงที่นั่งเฉยเมยชำเลืองตามอง เห็นหน้าอีแฟงแล้วก็นึกถึงเฟื่องที่เคราะห์ร้าย เพราะห่วงเอาข้าวไปส่ง และอีแฟงก่อเรื่องจึงรีบกลับมาให้อ้ายสังข์จับกลางทาง

ทัพตรงเข้าปลอบแม่ก่อนจะพูดกับใครอื่น “คอยฉันก่อนถึงอย่างไรฉันคงทันทัพอ้ายสังข์ในค่อนคืนนี้แล้วจะย่ำเสียให้แหลก เมื่อไม่ได้อีจวงกับเฟื่องคืนมาแล้วก็เป็นอันว่าสิ้นวาสนาฉัน”

แม่เจ้าทัพอยากจะห้าม แต่ความอาลัยในลูกสาวแกมีอยู่มากจึงได้กล่าวแต่เป็นคำกลางๆ

“ระวังหน่อยลูกเอ๋ย ดูการควรไม่ควรเสียก่อน อย่าด่วนหักโหมด้วยฤทธิ์โทโสจะเสียการ เออ ขอให้เอ็งชนะเถอะ”

ทัพกราบรับพร แล้วแบ่งพลไว้ ๕ คน ให้อยู่เป็นเพื่อน และอ้ายคนทั้ง ๕ นี้มันสู้ตายเมื่อมีโจรหรือกองหลวงคุมมาจับแล้วก็ลงเรือนไป

พอนั่งหลังอ้ายเลา เหลียวเห็นแฟงมันมาชะแง้หน้ามองที่ประตูตะคุ่มๆ เลยคิดไปถึงในดงเมื่อบ่าย ในดงที่เฟื่องจากมาแล้วก็จากไปลับหน้า ในดงที่เปลี่ยนใจมันให้รวนเรแล้วกระสันใจถึงดงไม้เปลี่ยวที่กอดอีแฟงมัน

เหลียวแลเหมือนจะสั่งว่า อยู่ก่อนเถิดแฟงเอ๋ย ถ้าวาสนายังอยู่พี่ก็คงได้กลับพร้อมด้วยเจ้าเฟื่อง อีจวง แต่เมื่อเข้าตาร้ายเอ็งจะเห็นพี่แต่มื้อนี้เท่านั้น แล้วก็เตือนอ้ายเลาเผ่นโผนนำกองม้าออก กองม้าซึ่งประจัญศึกและลุยละเอียดมาแล้วตลอดแดนฝ่าทุ่งมืดย้อนตลบโฉมหน้าไปทางสะแกโทรม ซึ่งทัพมันเข้าใจว่านายสังข์จะนำกองไป

จนใกล้สว่างของคืนนั้น กองม้าตระเวนของนายสิงข์จึงมาถึงด่านพัก สังข์และนายขาบไม่ไยดีกับเสียงคร่ำครวญ หรืออ้อนวอนต่างๆ นานาของจวงกับเฟื่องอีกเลย เพราะคิดไม่ไว้ใจอยู่เสมอว่าสองหญิงนี้ถึงจะอย่างไรก็มีกองม้าที่ลืออำนาจคอยติดตามช่วยเหลือเสมอ หากชักช้าอยู่ก็คงจะเสียทีถูกชิงไปอีก และเหตุสำคัญที่ทำให้นายกองเกิดประหวั่นพรั่นใจก็ด้วยศพพม่าซึ่งนอนเรียงรายอยู่แถบสะแกโทรม เพราะถ้าหากกองโจรพม่าจะถูกตีย่อยยับด้วยฝีมือทหารกรุงแล้ว นายสังข์จะต้องรู้และเป็นผู้นำกอง แต่นายสังข์เพิ่งยกมาถึง ฉะนั้นก็ไม่มีใครอื่นที่จะห้าวหาญเข้าหักกองพม่า มีแต่จะหลีกหนีไป นอกจากกองโจรอ้ายทัพ

ครัวทั้งหมดที่ต้อนมาได้รวมคนเกือบร้อย บ้างร้องไห้ บ้างดีใจที่จะได้เข้าอยู่กรุงนอนตาหลับ เมื่อจัดแจงทหารคุมเรียบร้อยก็ยับยั้งอยู่ คอยสว่างจึงจะยกกองเป็นการสะดวก เฟื่องกับจวงทอดอาลัยในชีวิตของตน ปรับทุกข์กันจนไม่รู้จะปรับอย่างไร เพราะถึงหากทัพมันจะยกมาทันก็เหลือช่วย กองม้าคุมและพลเท้าของพ่อสังข์มีนับร้อยๆ ถ้าเจ้าทัพมาก็คงละเอียดกลับไปเท่านั้น

สว่าง เมื่อพวกครัวและทหารหุงหากินเรียบร้อยแล้ว นายกองก็แบ่งทหารอยู่ด่านไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อคอยรับครัวและคุมหมู่บ้าน ส่วนครึ่งเหลือนายสังข์กับหมู่ขาบเป็นผู้ควบคุมแบ่งเป็นปีกเดินล้อมครัวยกไปแต่เพลาเช้าพร้อมด้วยเฟื่องและจวง ข้ามลำน้ำบ้านบึง ริ้วกระโดง ผ่านไปตามด่านซึ่งวางทหารรายทางไว้แต่เมื่อยกมา

ล่วงเดือนอ้าย และพ้นมากระทั่งเดือนยี่ย่างข้างแรม วิเศษไชยชาญและแขวงอื่นรอบกรุงกำลังเป็นเมืองหนาว ถึงฟ้าจะโปร่งและห้วงหาวหมดเมฆแต่ทว่าทุ่งและผืนนามีหมอกจัด ความหนาวของฤดูกาลก็เป็นธรรมดา แต่วิเศษไชยชาญและแขวงอื่นเวลานี้กำลังหนาวคศึกมาตั้งแต่ท้ายเดือนอ้าย ป้อมรอบกรุงเอาปืนใหญ่ขึ้นประจำ แล้วตั้งพิธีบวงสรวงเทพารักษ์ เพราะหัวเมืองทั้งปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือเวลานี้เสียแก่พม่าข้าศึกไปหมดสิ้นแล้ว วัดวาอารามกระทั่งโบสถ์และวิหารน้อยใหญ่ ถูกรื้ออิฐไปก่อกำแพงล้อมเป็นค่ายใหญ่ของพม่า ด่านทางอุทัยละเอียดไปด้วยทัพพม่าเดิน แล้วตั้งค่ายอยู่ประจำแขวงวิเศษไชยชาญ

หลังคาเรือนและกระท่อมทับโรงนามอดเป็นเถ้าถ่านลงกองดินนับไม่ถ้วน ทุกหย่อมหญ้าระส่ำระสาย ศพตายในเพลิงศพนอนกลางดินเมื่อถูกโจรพม่าปล้น เด็กอ่อนตายเพราะแม่เด็กมันตายไปก่อน ผู้เฒ่าหรือชายฉกรรจ์ทั้งหลาย ดาบพม่าปลิดชีวิตไปแล้วนับไม่ได้ แต่ผู้หญิงถูกปล้นริบตัว ลูกสาวและบุตรธิดาใครอื่นต้องจากเหย้าด้วยมือโจรอุ้มขึ้นนั่งม้าไปส่งยังค่ายใหญ่ วิเศษไชยชาญกำลังจะเป็นเมืองร้าง กระท่อมและโรงเรือนถูกเผาพินาศทุกวัน หากไม่เผาเรือนและกระท่อมนั้นก็ร้างเจ้าของ ด้วยผู้คนอพยพพากันหนีร้อนขึ้นอยู่บ้านบางระจันแทบหมดสิ้น

ด้วยความปลื้มที่จะได้สุขของนายกองกับหมู่ขาบ ด้วยฤทธิ์น้ำเมาที่นายกองดื่มให้ใจกล้าและครึกครื้น เมื่อแบ่งทหารและคุมครัวมาครึ่งหนึ่งแล้วก็แบ่งอีกครึ่งหนึ่งให้คุมต่อไปเพื่อข้ามน้ำส่งเข้ากรุง แต่เฟื่องกับจวงต้องยับยั้งอยู่ก่อนเพราะราชการของนายกองและหมู่ขาบคู่ใจ ซึ่งจะต้องคอยรับแล้วส่งครัวเข้าเมืองจนกว่าจะมีคำสั่งเรียก

ตั้งแต่ท้ายเดือน ๑๒ กระทั่งเดือนยี่เกือบจะครบ ๒ เดือน บ้านพรานหากจะตกอยู่ในเขตแขวงที่พึงสยองด้วยข่าวศึกโจรพม่า ซึ่งเมื่อแรกก็เข้าปล้นค้นทรัพย์แต่เพลากลางคืน เดี๋ยวนี้โจรนั้นหาเลือกว่ากลางคืนหรือกลางวันไม่ แต่การที่นายกองสังข์กับหมู่ขาบต้องจำใจอยู่บ้านพรานกับเฟื่องและจวงต่อมาจนจะย่าง ๒ เดือน ก็เพราะกำลังทหารที่แยกไว้นั้นต่างพากันหนีหายหมดด้วยไม่มีนายคุมและเกรงภัยจากกำลังของกองโจรพม่า คอยกำลังเพิ่มจากกรุงเล่าก็เงียบหายหมด เพราะประตูกรุงเวลานี้ปิดสนิทห้ามผู้คนเข้าออก ส่วนพลซึ่งเหลืออยู่แต่เพียงน้อยก็จำอยู่กับนายสังข์ต่อไปด้วยความยากแค้นกันดาร และต้องออกลาดตระเวนหาอาหารตามหมู่บ้านมาสู่กันกินแทบทุกวัน ฝ่ายจวงกับเฟื่องก็คร่ำครวญถึงกระทุ่มด่านโน้นอยู่ไม่วาย

ในดงท้ายบ้านโคบึง ถัดบ้านพรานลงมาชั่วข้ามทุ่งทางทิศใต้ โคบึงเป็นบ้านร้างเช่นเดียวกับแขวงอื่นในวิเศษไชยชาญ และเป็นที่สะดวกสบายของกองโจรเมื่อชิงทรัพย์และผู้คนแล้วก็หลบเข้าดงหาไม่ก็ข้ามน้ำย้อนใต้ลงมาอีกเพื่อเข้าหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยฉกชิงทรัพย์สมบัติต่อไป

ตะวันใกล้เย็น กองม้าที่มีพลมากเกิน ๔๐ เป็นที่ครั่นคร้ามกันทั้งโคบึงตลอดไปจนลำน้ำบ้านกรดข้างใต้และบ้านยางแขวงตะวันตก แต่กองม้าโจรเหล่านี้หากจะเป็นที่หวาดกลัวแก่ชาวบ้าน เมื่อก่อนเพราะสำคัญผิด แต่เมื่อนี้แล้ว ก็เป็นเครื่องอุ่นใจแก่ชาวบ้านที่หนีซุกหนีซ่อนเพราะเกรงโจรพม่า

ม้านำสีประหลาดของกองม้าคืออ้ายสีดอกเลา บนหลังของอ้ายเลาเป็นอ้ายโจรหนุ่มพื้นบ้านคำหยาด และเลื่องลือไปทั่วทิศว่าเป็นโจรที่ชอบหักทัพโจรพม่าและทหารกรุงที่ประพฤติเลวหลาย แต่เจ้าหนุ่มพวกพื้นบ้านตลอดทางที่มันพักมา เมื่อรู้ความจริงแน่ก็พากันเข้ายอมสวามิภักดิ์เป็นพวกรวมทั้งกองม้าเดิมของมันร่วม ๕๐ คน

ทัพขี่อ้ายเลาเหยาะย่างมาตามลำน้ำ หัวใจมันเศร้านักเมื่อเห็นหมู่บ้านและกระท่อมทับลงกองเป็นเถ้าถ่าน เพราะฝีมือโจรข้าศึก มันมาไม่ทัน ถ้าหากมันมาทันแล้วถึงตัวจะตายโจรพม่าก็จะต้องละเอียดกลับไป เลือดจะไหลแทนน้ำในคลอง นึกแล้วก็อนาถไปถึงกระทุ่มด่าน กระทุ่มด่านซึ่งจากมาแต่ท้ายเดือน ๑๒ แล้วมิได้ย่างไปอีกเลยเพราะจะเสียคำชายที่ลั่นไว้ว่า หากไม่มีอีจวงเจ้าเฟื่องมันก็จะไม่คืนกระทุ่มด่านเป็นอันขาด ถึงหากใจมันจะรอนๆ คิดถึงแฟง หวนห่วงไปถึงแม่ แต่อีจวงกับเฟื่องยังระเหระหน เมื่อไม่พบแล้วก็ต้องค้นตะลุยเรื่อยมา เสบียงที่ถูกพม่าแย่งก็ถูกมันแย่งต่อมาอีก หากแต่ชาวบ้านสำคัญผิดก็พากันเลื่องลือมันผิดไป

เกินโคบึงมาแล้ว ไกลจนล้ำเข้าทุ่งบ้านพราน บ้านพรานก็เงียบเหงาเหมือนบ้านพรานป่าเพราะคนร้างไปมาก ยิ่งตะวันเย็นกระท่อมและเรือนร้างของบ้านพรานก็เหงาเงียบจนเกิดเหงาหัวใจ แต่ถ้าหากบ้านพรานนี่มีเฟื่องของพี่หลงอยู่แล้ว หากจะแสนเหงาก็สุขหัวใจเหลือหลาย

แสงเพลิงจับท้องฟ้าข้างหน้า ควันกลุ่มพุ่งขึ้นราวกับเมฆฝน มันชะงักม้าดูชะงักม้ามองจนแน่ใจว่าหมู่บ้านนั้นคงจะถูกเผา หมู่บ้านนั้นคงจะถูกปล้นเมื่อตะวันเย็นด้วยความชะล่ากำเริบของโจร

ม้า ๕๐ แยกออกเป็นขบวนชั่วมันโบกมือสั่งเจ้าเคลิ้มเจ้าเอิบ

“บ้านพรานถูกเผา” มันชี้นิ้ว “ตามกูเร็ว”

ขาดคำเสียงโกลนแล้วฝีเท้าควบก็สนั่นทั้งทุ่งบ้านพรานดินและหย่อมหญ้าสดในฤดูหนาวก็ป่นไปด้วยฝีเท้าม้าห้อเหยียดโฉมหน้าเข้าทิศที่แสงเพลิงขึ้น

ตำแหน่งแห่งหนที่พม่าเพิ่งรู้เบาะแสว่ายังมีชาวบ้านอาศัยชั่วคราว คือบ้านพราน ฉะนั้นกองโจรพม่าซึ่งยับยั้งอยู่ตามดงและหมู่บ้านร้างใกล้เคียงจึงคุมกันมาปล้นโดยชะล่าใจ

หมู่บ้านกว่า ๑๐ หลัง ทางตะวันออกกำลังรุ่งโรจน์ด้วยแสงเพลิงอลหม่านด้วยผู้คนหนีย้อนมาทางด้านซึ่งนายกองพักอยู่ด้วยหวังพึ่งกำลังทหาร เด็กอ่อนและคนเฒ่าผู้แก่พลัดอยู่ในกระท่อมพระเพลิง เมื่อพ้นมาก็ถูกจับ ที่รุ่นฉกรรจ์ก็คุมกันมานะสู้เพื่อรอดชีวิต แต่ไม่มีใครค่อยจะรอดได้กี่คน เพราะโจรล้อมหลายกอง

นายสังข์คุมทหารเหลือซึ่งเพียงครึ่งโจรพม่า หัวใจรวนเรด้วยห่วงเหย้าและหมู่บ้านทางแถบตะวันตกนี้ แต่แสงเพลิงและเสียงร้องนั้นเหลือจะดูดาย ทั้งหมู่ขาบเล่าหากจะใจชั่วเมื่อก่อน แต่ไทยทั้งหลายกำลังจะถูกเพลิงคลอก ผู้หญิงจะถูกอุ้มขึ้นม้าไปอีก ทรัพย์และกระท่อมจะเป็นเถ้าถมดินให้เกิดอนาถ

ไม่ทันได้ยกไปเพราะรีรอด้วยกำลังน้อย เสียงโห่สำเนียงและภาษาแปร่งของโจร ๓-๔ กองร่วมร้อยก็โฉมหน้าเข้ามาทั้งพลเดินและพลม้ากำลังมุ่งหน้ามาบ้านพรานตะวันตก

เฟื่องสั่นทั้งหมด จวงแทบจะสิ้นสติเพราะเสียงโห่และโจรที่มาใกล้แล้วทุกขณะ ทหารหลวงทุกคน ๓๐ กว่าชักดาบตามคำสั่ง ม้าเหลือเพียง ๑๐ ตัวนอกนั้นเป็นพลเท้าสิ้น พร้อมด้วยชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านอีกไม่กี่คนแล้วที่วิ่งเข้าสู้อย่างจนตรอก และ ๓-๔ ชีวิตแรกก็ฟุบลงด้วยดาบพม่าปลิดและกองม้าก็โถมมา

อ้ายเลาเจนศึกห้อเหยียด แม้อ้ายเลาจะห้อถึงปานนั้นเล่าก็ยังช้ากว่าหัวใจอ้ายทัพ ยิ่งเห็นกองม้าและพลเท้าพม่ามุ่งเข้าบ้านตะวันตก...กำลังสู้กันชุลมุนคนล้มตายไปเพราะม้า ลุยรายเป็นช่องๆ หมู่บ้านกำลังถูกพม่ากระจายปีกล้อม หัวใจกูจะแตกแล้วอ้ายเลา...เอ๋ย มึงห้อไม่ทันใจเลย บ้านพรานมิใช่บ้านสำหรับเขาอื่นจะเข้าย่ำ แต่ที่บ้านพรานมันคุมคนเข้าสู้นับว่ามันใจทหาร แข็งใจไว้เถิดอ้ายชาวบ้านพราน แข็งใจคอยกูชั่วอ้ายเลาแล่นไปอีกเพียงเส้นกว่าเท่านั้น

ไฟติดเรืองขึ้นอีกหลังหนึ่งแล้ว มีดไม้ของชาวบ้านพรานลงนอนดินอยู่ในกำมือของเจ้าของมันแล้ว แต่ก็ได้เลือดติดก็สมใจละที่จะตาย

อ้ายเลาแล่นปราดมาใกล้ ทัพเบิ่งตามอง โถ ทหารหลวง...ทหารกรุงระเนระนาด ที่เหลือก็อ่อนเปลี้ยเต็มทน ถึงจำได้ว่าอ้ายสังข์ศัตรูทั้งอ้ายขาบ แต่สังข์เอ๋ย...กูจะต้องตายด้วยมึง อีกสิบชีวิตของอีเฟื่องกูก็ไม่รักเท่าชีวิตมึงที่สู้มันเพราะรักชื่อทหาร ศพทหารเกลื่อนนั้นแหละกูรักยิ่งชีพกูอีก

ใกล้เข้ามาอีกเพียง ๕-๖ วา บังเหียนอ้ายเลาก็คล้องหัวอาน หัวใจครางกระหึ่ม ดาบแล่นจากสองไหล่ควงวับแล้วส่งเสียงตะโกนด้วยหัวใจบ้าสั่งกองโจร

“รบ” ขาดคำมันก็ลุยอ้ายเลาเข้ากลางพลเท้าพม่า เตือนอ้ายเลาโผนเข้าเหยียบ สองดาบเด็ดเป็นหัวๆ เกลื่อนทาง กองม้านายเคลิ้มที่เป็นปีกก็ตะลุยย้อนเข้าหากองนายเอิบ ควบเข้าชน และออกสกัดกั้นทหารที่อ่อนแรง แต่อ้ายทัพยังมุ่งตะลุยเข้าหากองม้าพม่าที่กำลังล้อมเจ้าสังข์

“รบมันอ้ายสังข์” เสียงตะโกนซึ่งนายสังข์เกือบจะหลงลืมไปแล้วว่าเป็นใคร แล้วก็เสียงตะโกนอีก “แข็งใจไว้อ้ายสังข์กูมาช่วยมึง อ้ายทัพมาช่วยมึง”

เพียงได้ยินชื่อ แขนที่เมื่อยล้าและอ่อนแรงของนายสังข์ก็กลับฟันโหดร้ายขึ้น อยากจะหันดูหน้ามันพอชื่นใจแต่กำลังรบติดพัน แต่ในชั่วใจนึกอ้ายเลาก็แล่นขึ้นหน้านายสังข์ ม้าที่ควบลุยตามอ้ายเลาก็มาเป็นหาง ล้วนแต่ดาบสองมือ แล้วเสียงครวญครางที่ฟังภาษาไม่ออกก็เพิ่มขึ้น ศพนอนดิ้นก็มากขึ้น ที่ขาดใจอยู่แทบหลังม้ามันก็มากหลาย เออ ละเอียดไปแล้วกองหนึ่ง

พอห้ออ้ายเลากลับ นายสังข์ก็ชี้มือไปเรือนใหญ่ข้างท้ายซึ่งไฟกำลังจะติดถึง

“พ่อทัพ เฟื่องมันอยู่บนเรือนทั้งจวงด้วย”

มันใจหายเมื่อได้ยินชื่อเฟื่อง ใจหายว่าเฟื่องจะถูกพม่าอุ้ม แล้วก็ควบอ้ายเลาออกนำตรงไปแสวงกลิ่นเลือดข้างหน้า กองเจ้าเคลิ้มเจ้าเอิบก็ค่อยเบาแรงลงเพราะตะลุยพวกพลเดินเท้า

เฟื่องหลับหูหลับตา จวงประนมมือสั่น ใบดาบแดงเลือดของพม่าที่ถือตรงมาหาเจ้าแล้วก็คว้าข้อมือฉุด แต่ในชั่วฉุดนั้นแหละอ้ายโจรที่หายหน้าไปแต่วันโกรธกันในดงมันก็โดดขึ้นเรือนพร้อมด้วยนายสังข์

แล้วดาบสองมือก็ฟันกันเป็นประกาย แต่ฝีมือของพม่ากองโจรคงเป็นแต่เพียงฝีมือที่พอจะฟันกับมือพล แล้วมือเยี่ยมของอ้ายลูกชายนายทหารอาทมาตก็ปลิดชีวิตเสียในชั่วแล่น แล้วก็โดดชิงปลิดเสียอีกศพหนึ่งที่กำลังรุกไล่นายกองสังข์มา

“โธ่เอ๋ย พี่ทัพ” จวงและเฟื่องวิ่งโผเข้าหา

“เออ ลงเรือนเร็วเถอะ ไฟติดมาแล้ว” ขาดคำมันก็พยักหน้าให้นายสังข์คุมระวังหลังสองหญิงตามมันมา อุ้มขึ้นนั่งหลังม้าแล้วส่งให้ทหารกรุงล้อมไว้

แค้นมันยังไม่สิ้น พลเท้าของโจรต่างภาษาที่แตกพ่ายไป เพราะกองม้าอ้ายเอิบยังไม่สมใจมัน แล้วก็ควบอ้ายเลาแล่นไปอีก

“อย่าให้เหลือกลับ” มันร้องสั่ง “ย่ำไปเถอะอ้ายเคลิ้ม เพราะถ้าเรามาไม่ทันมันก็ย่ำบ้านพรานแหลกเหมือนกัน ตลบลงลำน้ำเลย นั่น” มันขี่นำลุยไม่ลดละ ลุยไปเพราะว่ามึงลุยมาก่อน กองเจ้าเอิบก็ต้องมาแต่หนเหนือ อ้ายเคลิ้มบีบไปจากข้างใต้ แล้วอ้ายโจรที่กำลังบ้ากลิ่นเลือดก็ตะลุยให้ขาดกลางย้อนไปย้อนมา สมใจ มึงจะต้องเน่าอยู่ตลอดลำน้ำนี้ แล้วไปเกิดพร้อมกับเพื่อนบ้านพรานและลูกเด็กเล็กแดงซึ่งตายในเพลิงแล้วก็ไปรบกับทหารกรุงที่มึงฟันตายในเมืองผีให้ลับตากู

เดือน ๓ ข้างขึ้น แม้จันทร์กลางคืนจะทรงกลดอยู่เหนือกระทุ่มด่านจับหลังคาเรือน และกระท่อมหมู่บ้านน่าสำราญ แต่คนที่จักอยู่เฝ้าชมจันทร์ในกระทุ่มด่านหามีไม่ คงทิ้งให้กระท่อมและทุ่งรกนั้นอ้างว้างอยู่กับจันทร์ต่อไป ชาวกระทุ่มด่านไปไหนเสียเล่า อพยพหนีภัยขึ้นบ้านระจันสิ้นแล้ว แม้แต่ครอบครัวของกำนันกระทุ่มด่านทุกคนก็พลอยหายหน้าไป หากจะมีผู้เฝ้าชมจันทร์อยู่ ก็คือกองม้าใหญ่ที่ประหารกองโจรพม่าแหลกละเอียดไปที่บ้านพรานท้าย เดือนยี่เท่านั้นที่ยกมาตั้งกองอยู่ชายดงพร้อมด้วยทหารกรุงเหลือตาย ๗-๘ คน กับเจ้าเฟื่องและจวงน้องสาว เจ้าคนหนุ่มที่นำกองคืนมากระทุ่มด่านอย่างองอาจ และตั้งมั่นอยู่ใกล้วัดร้างเพื่อสืบหาถึงครัวของกำนันต่อไป

นายสังข์แม่กองทหารเหลือตายพร้อมด้วยหมู่ขาบนั่งกอดเข่าแหงนดูจันทร์ หญิงสองคนคือเฟื่องกับจวงนั่งอยู่ห่าง ต่างคนต่างคิดไปในเหตุหลังแล้วหมู่ขาบก็ร้องไห้ ทำไมหมู่ขาบทหารเคยศึกจึงร้องไห้ง่ายดายเล่า ในเมื่อเห็นเจ้าทัพที่ตนเคยตามค้นตัวเดินตรงมาหา

ทัพมันเดินหน้าเศร้า ยิ่งเหลือบเห็นสองหญิงแล้ว หญิงหนึ่งก็ทำให้มันยิ่งเศร้าหนัก

“พี่ทัพมา!” หมู่ขาบพูดเสียงยังบอกว่าร้องไห้ “นั่งก่อนเถอะพี่ทัพ”

มันนั่งลงอย่างสติเผลอลอย “ทำไมหรือขาบ?”

“มีเรื่องจะพูดให้พี่เข้าใจสักหน่อย” หมู่ขาบซึ่งบัดนี้ได้น้อมใจสวามิภักดิ์เรียกมันว่าพี่แล้วด้วยความเต็มใจทั้งนายกองสังข์ด้วย “ฉันยังเสียใจไม่หายถึงแม้ว่าพี่ทัพจะไม่ถือโทษเรื่องเฟื่อง แต่ฉันก็ยังไม่หมดที่จะเสียใจ”

“แล้วไปแล้ววะขาบ ข้าก็รู้ว่าเอ็งรักเฟื่องสนิทสนมดีก็ถูกละ ผู้ชายกับผู้หญิงเมื่อมันอยู่ร่วมกัน ๒ เดือนก็จะพ้นกันไปได้ยังไง ข้าก็เสียดาย แต่เมื่อเอ็งรักเฟื่องที่ข้ารัก ข้าก็สิ้นจะเสียดายเพราะมีคนรักมันแทนเท่าๆ กะข้า แต่ขาบเอ๋ยเราจะต้องร่วมชีวิตกันต่อไป เอ็งจะเอาผู้หญิงขึ้นมากังวลใจทำไมเล่า ถ้าข้าจะหาผู้หญิงเดี๋ยวนี้แล้วปล้นเอาสักร้อยอย่างพม่าก็ได้ง่ายๆ แต่ข้าจะหาเพื่อนตายหาเพื่อนร่วมชีวิตไว้เป็นสติกำลังที่จะรักษาชื่อของเรา รักษากระทุ่มด่านมิให้ใครมาเหยียดได้นี่ข้าหายากนัก ข้าพูดเท่านี้เอ็งคงจะเชื่อข้าและเลิกคิดอ้ายความที่แล้วมาแล้วเสียเดี๋ยวนี้ เฟื่องมันเป็นน้องสาวข้าเหมือนอีจวง และเอ็งก็เป็นน้องข้าที่จะต้องร่วมกอดคอกันตายในศึกไม่รู้ว่าจะเป็นมื้อใด ถ้าใจข้าเท็จไม่ตรงปากพูดแล้วให้ข้าดับไปตามเดือนในค่อนรุ่งนี้เถอะวะขาบ ถึงเจ้าสังข์ก็เหมือนกัน”

เสียงสะอื้นมาจากนายสังข์ นายขาบ ร้องไห้ดังจนหญิงทั้งสองลุกมาเพราะไม่รู้ความ แล้วหมู่ขาบก็รั้งเฟื่องเมียรักลงกราบมันขอขมา ทัพมันลูบหัวเฟื่องพูดไม่ออก มือสั่นริกๆ เมื่อลูบหัวเฟื่องกับขาบ เงาไม้ข้างหน้าก็ทำให้มันคิดเคลิ้มเหมือนเงาตาล ๕ ต้นแขวงคำหยาดเมื่อ ๙ เดือนหนหลังโน้น

เมื่อจวงกับสังข์มันนั่งคู่กันอยู่ทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งขาบกับเฟื่อง มันชมจันทร์ปรับทุกข์กัน เจ้าคนทุกข์หัวใจพลอยปลื้มไปแทนเขา ขอให้มันอยู่รัก อยู่ใคร่กันยืดเยื้อไปเถอะ...กูจะทำศึก

แล้วมันก็กลับไปนอนเดียวอยู่ใต้เงาไม้ มันนอนก่ายหน้าผากคิดไปจนค่อนดึก พระจันทร์ลับดวงสิ้นแสงไปพร้อมกับมันที่หลับไปกับความคิด

สว่าง ไม้หมู่ในดงที่มืดครึ้มก็ได้แสงตะวันส่องไม่ทันสาย ข้าวปลาอาหารก็พร้อมอยู่โคนไม้ที่เจ้าทัพนั่ง ฝีมือกับข้าวป่าของเฟื่องยังไม่ทิ้งรส อ้ายสังข์คงชอบฝีมืออีจวงอยู่เหมือนกัน แต่ดูจะสุขหัวใจมากกว่าเจ้าเฟื่อง เฟื่องมันคอยจะหลบหน้าไม่มองให้จังเลย แต่อีเฟื่องมันเป็นน้องสนิทอยู่ในหัวใจเสียแล้ว ก็เลยยุให้มันจุ๋งจิ๋งกับเจ้าขาบ แล้วพูดจาขับล้อม้าแล่นอย่างนึกเอ็นดูเหมือนอีจวง

กินข้าวเสร็จนั่งพักอยู่สักครู่ตั้งใจว่าพอหายอิ่มจะออกซ้อมม้าให้พวกพลที่ยังไม่ชำนาญ จะถอดฝีมือดาบให้เจ้าสังข์เจ้าขาบ และอ้ายฟักไว้เป็นกำลังสู้ศึก ก็พอดีทหารของเจ้าสังข์เข้ามาบอกว่า มีภิกษุชราในวัดร้างอยากจะพบมันแลมาคอยอยู่แล้ว

“ไปนิมนต์ท่านมาเถิด” ทัพสั่งและตั้งตาคอยด้วยประหลาดใจ ชั่วประเดี๋ยวเดียวทหารก็นำภิกษุนั้นมา

มันเบิ่งตาโพลงและโผเข้ากราบเท้าท่าน

“หลวงพ่อ”

“เออ” ภิกษุเที่ยงซึ่งจาริกมาลูบศีรษะ หัวใจตื้นที่เห็นอ้ายทัพยังมีชีวิต

“ไปมายังไงหลวงพ่อถึงมานี่ นิมนต์นั่งก่อนเถิด”

ภิกษุเที่ยงนั่งลงบนผ้าปูซึ่งทัพจัดให้ แล้วก็เริ่มเล่าตั้งแต่ท่านรู้ว่าเจ้าทัพเข้าปล้นกองนายขาบฟันทหารตาย ส่วนท่านเกรงผิดก็เลยหลีกตามมากระทุ่มด่านแต่ไม่พบใครเสียแล้ว

พอรู้ความ ทัพก็นำขาบและสังข์เข้าขอขมาท่าน ทั้งเหล่าความให้ฟังทุกประการ นายทหารอาทมาตเก่าปลื้มเป็นล้นพ้นที่ทราบความดังนั้น แต่ก็ยังไม่ไว้ใจอ้ายลูกหนุ่มมุทะลุนัก จึงว่า

“ทัพ พ่อรู้ตั้งแต่แรกเอ็งยกมาถึงและข่าวเลื่องลืออื่นจึงอยากจะขออะไรเอ็งสักอย่าง”

“อะไรล่ะ หลวงพ่อ”

“หัวใจเอ็ง” ท่านว่าแล้วมองหน้าเลิ่กลั่กของลูกชาย

“หัวใจ เอ๊ะ ฉันยังไม่รู้ความเลยหลวงพ่อ”

“รู้ซี พ่อจะบอก เอ็งมุทะลุหนักทัพเอ๋ย เอ็งมุทะลุจนเกือบจะเป็นคนคดแผ่นดินอยู่แล้ว ขอให้เอ็งถวายแก่พ่อเสียเถิด ขอให้ใจมุทะลุของเอ็งถวายพระเสียเถิด เอ็งผิดมามากแล้ว เพราะฉะนั้นผิดของเอ็งที่จะประพฤติอีกข้างหนึ่งก็ขอให้ถวายพระถวายพ่อเสีย”

ทัพค่อยได้สำนึกตัวในหนหลังที่ก่อผิดไว้ มันปล้นเมื่อมันยากแค้น มันสู้เมื่อทหารไม่เปิดทางให้มัน แต่วันนี้จะถวายหลวงพ่อ และถวายแก่พระอันเป็นหลักชัยของศาสนานับถือ

มันสั่งให้เตรียมพลพร้อมหมด พอตะวันสายก็ตามหลวงพ่อตรงไปยังวัดร้างที่ท่านเพิ่งจาริกมาจำพรรษา

พระพุทธรูปในโบสถ์ร้างเป็นพยานอยู่ตรงหน้า ภิกษุเที่ยงผู้เห็นโลกมาแล้วตลอดเลยเบื่อหน่ายในทางโลก หากเกียรติยศทหารของท่านมีสิงใจอยู่ แม้ท่านจะไม่เกี่ยวข้องกับโลกก็จริง ท่านจะช่วยเหลือทดแทนคุณแผ่นดินไม่ไหวก็จริง แต่เหล่ากองทหารของกองอาทมาตยังเหลืออยู่คืออ้ายทัพ

ทัพจุดธูปเทียนซึ่งบิดาหาสำรองไว้แต่แรกมาอยู่ ถัดไปล้วนนายหมู่ นายกองอีก ๖ คนทั้งหมู่ขาบนั่งกันเป็นแถว ภิกษุเที่ยงยืนมองมันถมึงทึงเพื่อฟังสัญญาณนั้น

แล้วทัพก็เริ่มสาบานต่อหน้าพระพุทธรูปประธาน ต่อหน้าหลวงพ่อผู้ให้กำเนิดมาเป็นผู้ชาย ผู้ให้กำเนิดให้ฝีไม้ลายมือจนกระฉ่อน ด้วยเสียงดังก้องโบสถ์

“ข้าขอสาบานต่อหน้าพระพุทธรูป ต่อหน้าหลวงพ่อ ความผิดหนหลังซึ่งประพฤติมาแล้ว ปล้นสะดมทรัพย์อื่นและเสบียงอาหารเป็นข้อผิดทั้งหลายแหล่ ข้าขอเลิก ขอถวายพระผู้นิพพานไปแล้ว ทั้งพระธรรมและสงฆ์ที่เป็นพยานอยู่ ต่อหน้านี้ ข้ามิใช่คนคดแผ่นดิน ข้าจักอาสาแผ่นดินจนตัวตายเพราะรักเหล่ากองทหาร หากข้าเสียสัตย์ เสียคำสาบานวันนี้ ก็ขอให้มีอันเป็นไปเถิด”

ภิกษุชราค่อยยิ้ม ฟังถนัด ทุกคำของมันตื่นหัวใจ แล้วความที่ท่านคิดไว้ว่าจะบอกมันเมื่อสัญญาเรียบร้อยก็เร้าใจท่านยิ่งขึ้น

“ดีละ ลูกเอ๋ย คำสาบานของเอ็งถูกใจพ่อนัก มึงสมเป็นลูกทหารแท้ๆ แล้วอ้ายทัพ กูขอเกิดร่วมมึงเป็นพ่อลูกกันไปทุกชาติ ฟัง”

เสียงเตือนสุดท้ายของท่านทำให้เงียบเสียงพึมพำลงไปอีก โบสถ์กำลังสงัด หัวใจทุกคนของผู้ที่เข้ามาสาบานกำลังสงบ

“ฟัง ทุกคนเถอะลูกเอ๋ย พวกเจ้าผิดมามากแล้ว เกิดเป็นคนต้องแก้ตัวในผิดนั้น พวกเจ้ากำลังจะได้ช่องแก้ตัวให้พ้นผิด จงก้มหน้าสนองพระเดชพระคุณแผ่นดินที่เจ้าละเมิดมาแล้วเถอะ บางระจันเหนือโน่นเกิดศึกแล้ว” ท่านชี้มือขึ้นทิศเหนือแล้ว พูดเสียงดังขึ้นอีก เป็นเสียงของนายหมู่อาทมาตที่ฟังแล้วแสยงขนเมื่อก่อน

“บางระจันกำลังเกิดศึก พวกบ้านระจันเป็นแต่ชาวบ้าน แต่พวกบ้านระจันมันไม่ยอมให้ฝ่าตีนพม่าเข้าเหยียบบ้านระจัน หญ้าบ้านระจันไม่ใช่สำหรับช้างศึกหรือม้าพม่าจะมากิน แล้วพวกของมึงเป็นอะไร?”

อ้ายทัพตะโกนก้องโบสถ์

“ตะหาร” แล้วก็เสียงทหารคำรามไปทั่วโบสถ์ร้าง

“เออ” นายหมู่อาทมาตตะโกนถูกใจ เมื่อโบกมือให้สงบเสียงแล้วก็กล่าวต่อไปอีก

“ยกขึ้นบ้านระจันวันนี้ และขอให้จำคำไว้ คนล่าทัพมาอับอายชั่วลูกชั่วหลาน แต่คนตายกลางทัพ มึงได้ยินไหม...คนตายกลางทัพ...ลูกหลานที่ฟังเขาเล่าก็ปลื้มจนวันตายเพราะมึง...ไปเถิด”

หัวใจสะอื้นไปทุกๆ คน สะอื้นที่จะได้แก้ตัวหาความดี ตื่นเต้นไปด้วยจะได้....ฝากชื่อไว้มิให้ลูกหลานมันอับอาย...เมื่อเล่าถึงศึกปีระกานี้

หน้าโบสถ์ พอตะวันบ่ายพระอาทิตย์เมื่อเที่ยงข้ามหัวไปแล้วนาน กองม้าที่จะเข้าอาสาสู้ศึกประชิดบ้านระจันก็ยืนเป็นระเบียบ หัวชุ่มด้วยน้ำพรทั่วตัวคน หน้าเจิมแป้งทั้งประเจียดและของขลัง ทุกความคิดและทุกหัวใจกำลังร่ำร้องสาบานว่า...หลุมตายอยู่ที่บ้านระจัน

พอแดดอ่อน ภิกษุผู้เปลี่ยนใจโจรให้เป็นทหารก็ให้ศีลให้พรทั่วตัวคนแม้เฟื่องกับจวงมันเป็นหญิง มันก็สมัครจะไปศึกบ้านระจัน มันคิดว่าเมื่อช่วยอื่นมิได้ก็จะปลอบทหารเจ็บ จะเช็ดเลือดและป้อนข้าวพยาบาลปฏิบัติเสมอหน้ากันทุกๆ คน

เมื่อฤกษ์งามยามดีมาถึง นายทหารอาทมาตก็เตือนลูกชายให้เคลื่อนทัพทันฤกษ์ แล้วอ้ายหนุ่มก็ประกาศก้องเปลี่ยนนามกองโจรของมันเองเป็นกองอาสา แม้จะไม่ขลังในวิทยาคมพอจะนำทัพได้อย่างอาทมาต แต่หัวใจและฝีมือนั้นพร้อมเพรียงที่จะเป็นกองอาทมาตของบางระจัน

พอสิ้นเสียงโห่เกรียว อ้ายเลาก็นำกองอาสาใหม่ออกเสียงโกลน เสียงจามและสะบัดแผงของม้าศึก เสียงสรวลเฮฮาคะนองใจและผีเท้าม้าที่เหยาะย่างอึงคะนึง พอพ้นท้ายวัดออกทุ่งแล้วเลือดในอกที่ปุดเพราะเจ็บร้อนเมื่อบางระจันถูกข่มเหง เจ็บใจเพราะศรีอยุธยากำลังถูกทหารอื่นหยาม ก็โฉมหน้าขึ้นจิกโพรงบ้านเหนือ แล้วบ่ายขึ้นสู่ทิศ “บางระจัน”

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ