๒ แขนมอบถวายทรงธรรม์เทอดหล้า

เดือน ๓ กำลังฤดูร้อนจะย่างถึง หากปีนี้จะเหมือนระกาปีอื่นแล้วเดือน ๓ ก็พ้นหน้านามาเป็นหน้าข้าวหน้าลาน ผืนนาและดินอื่นจะถูกตบแต่งเป็นลานนวดลานซ้อมเพลงพื้นทั้งฉ่อยและเพลงลานจะตั้งวงพร้อมกันเมื่อค่ำ แม่หญิงเจ้าจะห่มผ้าและแพรจีบทัดดอกไม้ หน้าและไรผมกันเกลี้ยงดูสะอาดแล้วย่างเท้าเหยียบวงเพลง พอหยุดเสียงปรบมือแพรเพลาะของอ้ายพ่อเพลงหนุ่มก็ขยายจากเอวขึ้นปละสองไหล่แปล้ปลิวลม แล้วเสียงเพลงลานจะเกริ่นในครู่นั้น เกริ่นจากอ้ายหนุ่มต้นเสียงเป็นทำนองปลอบนังแม่เพลง ให้เจ้าสมัครใจมาร่วมวงแก้เกี้ยวพาราสีกันประสาคนบ้านทุ่งบ้านนา

แต่ว่า เดือน ๓ ในระกานี้หาเป็นเช่นนั้นได้ไม่ สาวซึ่งเคยอยู่เหย้าทำงานแทนที่จะได้ลงมาว่าเพลงลานหรือสมัครแต่เพียงฟังพอเพลิน กลับหายหน้าไปหมด ทุกคนต้องหนีร้อนหากกรรมอื่นใดหนหลังที่เจ้าสร้างไว้ตามมา ทั้งสาวงามและบุตรธิดาที่พ่อแม่ทะนุถนอม ภรรยาที่ผัวหวงแหนเหล่านั้น ก็ถูกพรากไปแล้วตามยถากรรม เมียพรากผัวเพราะพม่าอุ้มขืนใจ หากอ้ายหนุ่มผัวมันจักเห็นอ้ายคู่หมั้นคู่แต่งมันจักมองอยู่ตำตาว่าอีสาวชู้รักกำลังจะถูกพราก ก็จำต้องฝืนกัดฟันทนแล้วก้มหน้าน้ำตานอง จักสู้เล่าก็มีแต่วายชีวิต นอกจากเมินหน้าถอนสะอื้นคิดว่าเป็นเนื้อกรรม และถึงเพลาแล้วที่กรุงศรีอยุธยาจะต้องรุ่มร้อนไปทั่วหย่อมหญ้าเพราะไร้คนดี แล้วต่างก็ก้มหน้าหลีกเร้นเอาชีวิตรอดหนีเข้าป่าดงหมดที่มีสมัครพรรคพวกมากหลายก็คุมกันตั้งเป็นซ่องกองโจรปล้นสะดมเลี้ยงชีวิตไปจนกว่าจะถึงวันตาย หรือศรีอยุธยาจะกลับร่มเย็นดังเมืองสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง

แต่จักเป็นไปได้ด้วยสถานไร เพราะเนเมียวสีหบดีแม่ทัพฝ่ายเหนือได้ยาตราทัพเรือและบุกรุกล้ำมาทางชัยนาท อุทัยธานี และเมืองสิงห์ สรรค์ แล้วเข้าตั้งค่ายใหญ่อยู่ ณ วัดป่าฝ้าย ปากน้ำพระประสบข้างด้านเหนือ บรรจบกับทัพฝ่ายใต้ซึ่งมังมหานรธาแม่ทัพกับติงจาแมงข่อง จอกาโบ งาจุนหวุ่นและจิกแกปลัดเมืองทวาย ซึ่งยกมาทางสุพรรณแล้วตั้งค่ายใหญ่อยู่ที่สีกุก และให้รี้พลรื้ออิฐปูนตามวัดวาอารามโบสถ์วิหารใหญ่น้อยทั้งปวงมาตั้งล้อมเป็นกำแพงบังรั้วระเนียดค่าย แต่แม่ทัพใหญ่ทั้งสองยังหาที่จะคิดหักโหมเข้าตีพระนครชิงเอาไม่ ด้วยเห็นกำลังรี้พลยังน้อยไม่พอแก่การ จึงตั้งประชิดคอยกำลังที่จะยกหนุนมาอีก เป็นแต่แต่งกองโจรออกปล้นสะดมริบทรัพย์ตามแขวงรอบๆ กรุงเท่านั้น และตามอาณัติสัญญาของทัพพม่าที่ตกลงกันไว้นั้นก็มีว่า เมื่อเกลี้ยกล่อมราษฎรยอมเข้าเป็นพวกพม่าก็ให้ชั่วแต่ทำสัตย์สาบานแล้วก็ไม่ทำร้าย เป็นแต่กะเกณฑ์เอาสิ่งของเสบียงอาหารหรือพาหนะเป็นทาสใช้งานตามกำหนด แต่หากเมื่อบ้านใดเรือนใดคิดจะสู้หรือหลบหนี ก็สั่งให้ริบทรัพย์จับตัวทั้งลูกเล็กเด็กแดงส่งเป็นเชลยเมืองพม่าสิ้น ส่วนเหย้าเรือนเคหสถานซึ่งไม่เป็นที่ต้องการนั้น ก็ถูกเผาพินาศไปด้วยฤทธิ์เพลิง

ฝ่ายพระเจ้ากรุงอังวะเมื่อทราบใบบอก จึงตั้งให้แมงกิม้ารหญ่ามาเป็นผู้ใหญ่ปกครองเมือง แล้วกะเกณฑ์ทัพทั้งชาวพม่าและรามัญยกหนุนมาอีก ให้สุรินทจอข่อง มณีจอข่อง มหาจอแทง และอากาปันญีสี่นายถือพลพม่าพันเศษยกมาตั้ง ณ เมืองเมาะตะมะ แล้วเดินทัพผ่านเข้าอุทัยธานี ตั้งค่ายอยู่ ณ แขวงวิเศษไชยชาญ ส่วนพระยาเจ่งตละเกล็บ ตละเสี่ยงนั้นเล่า ก็คุมพลรามัญเมืองเมาะตะมะสองพันเศษ ยกหนุนตามมาทางกาญจนบุรี และทัพเรือหนุนมาตั้งค่ายใหญ่อยู่ยังขนอนหลวงวัดโปรดสัตว์

แล้วความเดือดร้อนก็กลับกระพือให้ร้อนยิ่งขึ้น ตลอดแขวงวิเศษไชยชาญและเมืองสิงห์ทั้งแดนอื่นที่ใกล้เคียง ถูกกองโจรพม่าเข้าห้อมล้อมปล้นริบทรัพย์ แสงเพลิงจับห้องฟ้าทั้งกลางวันกลางคืนไม่ขาด ผู้หญิงถูกอุ้มตัวไป เด็กและคนเฒ่าผู้แก่เสียชีวิต เพราะตรากตรำลำบาก พ่อแม่หาย เชลยก็ถูกต้อนดังควายฝูงส่งไปยังกองคุมครัว แล้วเชลยนั้นก็ต้องละสถานบ้านเกิดเมืองนอนจากบุตรและธิดาไปแล้ว แม้ภรรยาหรือบุตรน้อยไม่หย่านมก็หารู้ว่าอยู่หนไหน นอกจากจะก้มหน้าให้คิดถึงกรรมก่อนตัวเอง แล้วก็เดินหน้าเข้าสู่ทิศกรรมจากศรีอยุธยาไปตายแดนพม่าโน้น

ใครเล่าจักไม่แค้น ทุกบ้านช่องต้องกลืนแค้นไว้ในอกเพราะความจำใจ แต่ความแค้นนั้นกระท้อนขึ้นมาแล้ว แค้นมันมาจุกคอหอยอย่างที่จะกลืนอีกไม่ลงเลย ขอตายเพื่อแค้นนี้ยังดีกว่าอยู่ทนให้เขาข่มเหง ดีกว่าจะรอชีวิตเขาพรากเมียและลูกรักไปจากเหย้า จับดาบเถิด มาร่วมใจกันจับดาบขึ้นสู้มันฟันมัน ถึงจะได้สักแผลเล็กแผลน้อยแล้วตายก็ยังได้แค้นคืน แล้วความคิดขมขื่นใจและเคียดแค้นสาหัสของชาวบ้านแขวงวิเศษไชยชาญ เมืองสิงห์ เมืองสรรค์ ที่เหลือจะทนดูดายให้ข้าศึกข่มเหงอีกต่อไปก็ลุกฮือขึ้นในอกพร้อมกัน ตามบ้านช่องก็ซุบซิบปรึกษาวางอุบาย บ้างจะสู้ดื้อๆ ยอมพลีชีวิต แต่บ้างจะยอมเข้าเกลี้ยกล่อมแล้วลอบฆ่า ครั้นปรึกษากันเป็นที่ตกลงแล้วก็บอกกันทุกบ้านช่องให้เข้ายอมสวามิภักดิ์เป็นพวกพม่า ลวงจะนำเที่ยวค้นทรัพย์ค้นสาวและบุตรธิดาของบ้านอื่น จนพม่าตายใจสนิทจึงจัดคนส่งไปบอกพวกที่ยังหลบซุ่มซ่อนอยู่ตามดงและละแวกบ้านอื่นอีก

ใช่ว่าเมืองไทยจะสิ้นคนดีก็หาไม่ ชายชาติทหารของไทยยังจะพอมีพอหานายแท่นชาวบ้านศรีบัวทอง แขวงเมืองสิงห์ ซึ่งหลบตัวซุ่มอยู่พร้อมด้วยพ้องเพื่อนฝูงอีก ๓ คน ล้วนแต่มีฝีมือเป็นหัวหน้า และชาวพื้นบ้านศรีบัวทองด้วยกัน คือ นายโชติ นายอิน นายเมือง ส่วนพวกชาวบ้านพื้นวิเศษไชยชาญต่างก็บอกเล่าถึงข้อปรึกษาตกลงกับผู้เป็นหัวหน้ามีฝีมือพวกบ้านเดียว คือนายทองแก้ว บ้านโพธิ์ทะเลกับนายดอกไม้ชาวบ้านกรับ เมื่อต่างรู้และหัวใจตรงกันว่าจะขอกอดคอสู้ตายทุกยิบตา ตายไหนตายกัน แล้วพวกชายใจทหารทั้ง ๒ ก็ประชุมศึกษาถึงอุบายที่จะทำกันในวันรุ่งขึ้น

เหนือลำน้ำศรีบัวทองขึ้นไปเป็นดงเปลี่ยวแล้วลับเร้น หากเดินเลาะเพียงชายดงแล้วก็คงเห็นแต่เพียงป่ารกชัฏเปล่าเปลี่ยวเท่านั้น มีกระท่อมบ้านป่า ๓-๔ หลังเพิ่งจะปลูกขึ้น ทุกกระท่อมที่มีผู้อาศัยทั้งชายหญิงไม่น้อยกว่าหลังละ ๔-๕ คน ทั้งมิใช่ชาวป่าบ้านศรีบัวทองเลย ชาวบ้านเหล่านี้เป็นพวกครัวซึ่งต่างอพยพหนีร้อนมาแต่กระทุ่มด่านได้สัก ๓-๔ เดือนนี่เอง ส่วนกระทุ่มด่านผู้เป็นหัวหน้าควบคุมครัวนั้นปลูกเด่นอยู่หลังกลาง

นังผู้หญิงรุ่นสาวที่งามเหมือนดอกไม้ป่ามันนั่งอยู่หน้ากระท่อมหลังกลาง แม้มิ่งไม้ข้างหน้าจะมากมายเป็นดงทึบ แต่ก็ยังได้นั่งหันหน้าไปทางกระทุ่มด่านและบ้านคำหยาดโน้น เจ้าคิดถึงกระท่อมสุขหลังตาล ๕ ต้นที่คำหยาด แล้วหวนคิดถึงเพลาเย็นที่กระทุ่มด่านกลาง ดงโน้นกับดงนี้หากจะมีไม้ไร่เหมือนแต่คนอื่นอยู่ไม่เหมือนกัน แล้วคิดถึงคนไปอีกเรียงตัว พี่เฟื่อง...พี่จวงถูกนายสังข์และหมู่ขาบอุ้มหายหน้าขึ้นม้าไป อ้ายกองโจรออกตามเลยสูญหน้าไปทั้งกอง ป่านฉะนี้อ้ายหัวหน้านั้นจะอยู่หนใดเล่า ตายกลางศึกหรือถูกจับเป็นเชลยก็รู้ไม่ได้ ครั้นแล้วแฟงที่งามดังดอกไม้ประจำไพรก็ซบหน้าสะอื้น เพราะแสงตะวันเย็นทำให้คิดถึงที่กลางดงที่กระทุ่มด่านนัก

ครู่นั้น แฟงเจ้าต้องรีบเช็ดน้ำตาเพราะเสียงเดินออกมาจากในกระท่อม พอเหลียวก็พบกำนันกระทุ่มด่านยืนหน้าตาซีดเชียวบอกไม่สบายใจ

แกนั่งลงใกล้แฟงแล้วถอนใจใหญ่...ถามว่า

“ใจเอ็งมั่นดีล่ะหรือแฟงที่จะทำการนี้ตามคำเขาชวน”

“ชวนอะไร การอะไรกันล่ะลุงกำนัน”

แกร้อง “อ้าว! อีแฟง ก็ที่พวกชาวบ้านเขามาปรึกษาเมื่อคืนว่าจะให้มึงเป็นคนอยู่ล่อตาพม่านั่น เอ็งจะปฏิบัติตามคำนั้นได้แม่นใจเอ็งแล้วรึ”

แฟงตอบขึงขังรับคำ “มันใช่การอะไรยากนักล่ะฉันถึงจะทำไม่ได้”

“ก็ถูกละ” แกว่า “แต่มึงจะดูเขาฆ่ากันได้ต่อหน้าต่อตาเชียวรึวะอีแฟง”

เจ้าดอกไม้ไพรเลยหัวเราะเสียเป็นข้อขบขัน “อย่าว่าแต่เพียงทนดูด้วยตาเลยลุง ถ้าฉันจะช่วยเขาได้มั่งก็นึกอยากจะช่วยเหมือนกัน”

“มึงพล่ามใหญ่เสียแล้วอีแฟง ทำสีปากดี พอเห็นหน้าพม่าเข้ามึงก็จะเตลิดป่าราบไปเท่านั้น”

แฟงมันหัวรั้นใจดื้อไม่ค่อยจะเกรงใคร เมื่อฟังลุงพูดสบประมาทก็ถอนฉุนทันที

“ฉันไม่ขลาดยังกะลุงหรอก ดีเสียอีกล่ะนา ที่ฉันมันเป็นผู้หญิง หาไม่ก็จะไปกะเขาด้วย ไม่ต้องมานั่งเป็นคนล่อตาพม่ายังงี้หรอก ไม่เชื่อก็คอยดูเอาซีว่าฉันจะกลัวมันหรือไม่กลัว พวกเราก็มีคอยอยู่เหลือหลายพอๆ กัน แล้วจะมานั่งกลัวเกรงมันใช่ควร”

กำนันเก่ากระทุ่มด่านครางฮือทั้งๆ ที่แกนึกเคืองคำอีหลานสาวอยู่มาก

“แต่นี่เพลาจวนมันก็ใกล้เข้ามาแล้วอยู่มากนะอีแฟง ข้าว่าเมื่อเอ็งไม่เห็นงามยังไงก็รีบคิดเปิดกันเสียก่อนล่ะดี”

แฟงจ้องลุง “เปิดไปไหน...เปิดไปลำพังเรา ถ้าหากว่าพบพม่าเข้าแล้วจะซ้ำร้ายใหญ่ และพวกที่เขานัดกันมาก็จะหยามหน้าเอาว่าลุงขี้ขลาด เมื่อมันจะตายเสียดงศรีบัวทองนี้ก็ยังจะดีกว่าต้องเดินไปตายเมืองพม่า...ฉันว่างี้ละ”

กำนันเลยจนคำแฟงอีก แกนั่งถอนใจอยู่พักหนึ่งก็พอพวกในกระท่อมพักหลังอื่นพากันมาพร้อม บ้างปรึกษาเป็นทุกข์ แต่ที่เห็นพ้องตามคำแฟงก็มีอยู่มากหลาย จึงทุ่มเถียงกันอยู่

ตะวันเย็นแล้ว แสงแดดที่ส่องไม้ในดงรำไรเมื่อสักครู่หายไปสิ้น

ดงกำลังจะมืดมัวและย่างเข้าหาความสงัด แต่หัวใจเจ้าของกระท่อมพำนักในดงทุกคนกำลังเต้นอยู่ระทึกด้วยเวลานัดใกล้จะถึง เวลาคอยที่จะล้างแค้นให้สาสมใจกำลังจะมาสู่กลางดงสงัดนี้ แล้วต่างก็เตรียมอาวุธซุกซ่อนไว้ในที่ใกล้มือ แต่บ้างก็คิดจะหลีกเลี่ยงเข้าดงทึบต่อไปอีก ส่วนแฟงมันกลับหวนเข้ากระท่อมแต่งตัวสวยมานั่งคอยเวลาสีหน้าเป็นปกติ

ชาวบ้าน ๗-๘ คนเดินรีบร้อนมีอาวุธครบมือทุกคน แม้แฟงเองก็ไม่วายจะหัวใจตื่นครึกโครมเมื่อเห็นคนเหล่านั้นมาถึง

คนหนึ่งพูดกับแฟงว่า “ได้เพลาแล้ว พี่โชติคุมคนมาซุ่มคอยอยู่ปากดงขอให้รีบออกไป เพราะอีกสักครู่พวกเราจะพามันมาค้น ให้ไปเดินอยู่ก่อนชายดงพอล่อตา หาไม่มันจะเกิดระแวงไม่สำเร็จ”

หากใจจะกล้าพูดกับลุงเมื่อแรกแต่ก็ไม่วายที่แฟงจะเกิดใจคอหวั่นไหวตัวสั่นเทิ้ม ทั้งไม่วายนึกไปว่าไฉนเล่าอ้ายกองม้ากระทุ่มด่านโน้นจะได้มาพบกันทันเพลาอันคับขันนี้บ้าง

แต่เมื่อตั้งสติมั่นคงดี แฟงมันก็ย่างจากกระท่อมลงดินเดินตามคนเหล่านั้นมา แฟงมันก็รู้ว่ามันสวยไม่แพ้พี่เฟื่อง และการรักที่จะประดิดประดอยตบแต่งให้งามขึ้นอีกมีประการไรบ้าง เมื่อเดินมาตามทางจึงเลือกได้ดอกไม้ไพรขึ้นแซมผมและทัด อารมณ์มันก็นึกไปว่าถึงจะตายเพราะพี่น้องชาวบ้านศรีบัวทองก็ขอให้ดอกไม้ไพรที่ทัดและแซมมานี้จงเป็นดอกไม้บูชาผีมันเอง แล้วคิดปลื้มเลยไปอีกว่า ดอกไม้ไพรมันก็หอมอยู่ชั่วสาบานสวยอยู่ชั่วแย้ม หาข้ามพ้นวันคืนไปได้ไม่ แต่ชื่อเจ้าจะหอมไปชั่วนาตาปี จะสวยสาวและหอมติดคำคนไปชั่วร้อยชาติ ถ้าหากจะต้องตายไปเพราะการร่วมรักร่วมใจเสียในก่อนค่ำวันนี้

แฟงเจ้าเดินคิดมาตลอดทาง กระทั่งถึงที่ซุ่มของพวกชาวบ้านที่วางไว้เป็นระยะตลอดมาจนปากดง เห็นชายผู้เป็นหัวหน้าคิดทำการนี้ยืนคอยอยู่ก่อน สีหน้าและลักษณะของชายนั้นบอกอยู่ชัดว่าเป็นคนห้าวหาญชาญชัย เพราะหน้าตายิ้มแย้มยินดีมากกว่าที่จะตื่นตระหนกในเมื่อจะต้องทำกิจสำคัญ เพื่อความเจ็บร้อนแทนเพื่อนบ้านพื้นเมืองกันเองที่ถูกข่มเหง เมื่อได้รับคำบอกเล่าว่าผู้ยืนยิ้มละไมในหน้าที่รักเคารพของคนเหล่านั้นว่าเป็นนายโชติคนพื้นบ้านศรีบัวทอง หัวใจแกล้วสมเป็นชายชาติทหาร แฟงก็ยกมือไหว้เป็นการเคารพ

นายโชติรับไหว้เจ้างามที่ทัดดอกไม้ไพรมีเสน่ห์แลนึกชมเชยอยู่ในใจว่ามิเสียแรงเลยที่เจ้าเกิดมาเป็นหญิงสยาม แม้จักเป็นชาวบ้านป่าแต่เจ้างามซึ่งเปรียบด้วยดอกไม้ที่แย้มซุ่มอยู่กลางดงเปลี่ยว ส่วนหัวใจเจ้าเล่ากลับห้าวหาญเกินกว่าความงามเหลือหลาย เมื่อรับไหว้ของแฟงแล้วนายโชติก็กล่าวปราศรัยเพื่อให้แฟงหมดขวยเขินว่า “ขอบใจนักเจ้าเอ๋ย ที่สมัครใจมาร่วมทำการด้วยพวกเราครั้งนี้ เพราะศรีบัวทองกำลังเดือดร้อนไปทั่วบ้านช่องและหย่อมหญ้า ใครอื่นจะช่วยเราอีกไม่ได้เป็นแท้นอกจากพวกเราต้องร่วมใจกันช่วยกันเอง ตัวของฉันนั้นมาตรว่าจะตายเสียเพราะการในก่อนค่ำวันนี้ ก็ยังสุขหัวใจเหลือหลายนักที่จะได้ตายเพราะช่วยพวกกันเอง และเพื่อมิให้ชาติและภาษาอื่นมาหยามได้ว่าเรากลัวตาย ว่าพวกเราชาวสยามขลาดสิ้นดีผิดชายชาติทหาร เพราะเขาก็มาเหยียบถึงบ้านเราแล้วจะให้นิ่งดูหรือหลีกหนีไปไหนได้อีกเล่า? ถึงสาวเจ้าก็เช่นกัน ขอให้คิดปลื้มไว้ในใจเถิดว่าเมื่อตายไปชีวิตหนึ่งเพราะพวกเราทำการพลั้งพลาด แต่เจ้าก็ได้ตายสมยศสมศักดิ์ของผู้หญิงเมืองไทยเยี่ยงก่อนที่เขาประพฤติมาเมื่อศึกเข้าติดเมือง”

ฟังแล้วหัวใจแฟงตื้นตันในน้ำคำของหัวหน้าพวกบ้านศรีบัวทองนัก เออถ้าหากว่าทัพหลวงกรุงหรืออ้ายหนุ่มศรีอยุธยาทั้งหลายมันมีกล้าและห้าวหาญทั้งหัวใจรักบ้านเกิดเมืองนอนเยี่ยงนี้ ศึกพม่าที่ยกประชิดและก่อกรรมทำเข็ญไปทั่วก็คงจะพินาศไปเสียแล้วนาน แฟงมันยืนน้ำตาคลอๆ นึกปลื้มนึกรักไปในเพื่อนร่วมบ้านเกิดเมืองนอนกันเอง แล้วแฟงมันก็กลั้นกลืนความปลื้มนั้น ตอบไปด้วยเสียงสั่นๆ ว่า

“ฉันจะจำคำนี้ไว้ แล้วก็จะขอบอกกันต่อๆ ไป แต่ส่วนตัวของฉันนั้นจักขอถวายชีวิตให้แก่การที่พี่คิดครั้งนี้ เมื่อว่าจะใช้อะไรยิ่งกว่านี้ฉันก็จะขอก้มหน้าปฏิบัติตามทุกสถาน แม้จะต้องตายอยู่ศรีบัวทองก็เต็มใจ”

สิ้นคำของแฟงมัน หัวใจอันแกล้วกล้าของนายโชติยิ่งเดือดพล่านขึ้นทุกขณะ หญิงงามรูปงามใจเยี่ยงนี้ไฉนเล่าจึงมาซุ่มซ่อนอยู่กลางดง แล้วนายโชติก็ถือเอาคำของแฟงนั้นเป็นตัวอย่างพูดปลุกใจชาวบ้านอื่นให้หมดครั่นคร้ามถึงการที่จะทำในก่อนค่ำ และชายฉกรรจ์ ๓๐ กว่าคนที่ยืนรวมอยู่ต่างก็ล้อมหน้าล้อมหลังอีสาวรุ่นงามใจ และรักใคร่แฟงเสมือนพี่น้องลูกหลานที่จะต้องกอดคอร่วมกันตายเพื่อความสุขของศรีบัวทองและไทยที่อยู่หลัง

เมื่อปรึกษานัดแนะกันเรียบร้อย ต่างก็หลบซุ่มซ่อนตัวเป็นหมู่เป็นเหล่าคอยเวลาสำคัญที่จะมาถึง ส่วนแฟงมันก็ไถลเดินกรีดกรายเหมือนลูกสาวบ้านป่าออกมาเดินเล่นเมื่อยามว่างแดดอ่อน ปากเจ้าก็ร้องเพลงไปตามแต่จะนึกได้ ส่วนถ้อยคำรำพันนั้นเป็นความเจ็บช้ำน้ำใจเหลือหลาย รำพันถึงพี่น้องที่หายไปและตายกลางศึกหรือถูกต้อนไปเป็นเชลยแล้วเมืองโน้น

แม้ว่าสำเนียงร้องของแฟงจะยุแหย่หัวใจคนซุ่มให้พล่านเดือดขึ้นทุกขณะ จนต่างสาบานว่าจะสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว จะขอตายก่อนที่จะได้เห็นพม่าอุ้มอีผู้หญิงศรีบัวทองคนนี้ไปอีกก็ตาม แต่เสียงร้องของอีแฟงมีประหม่าสะอื้นแกมไปเพราะกำลังหวนคิดถึงกลางกระทุ่มด่าน และแฟงเองก็หารู้ไม่ว่าทางชายดงถัดไปข้างหลังที่เจ้ากำลังคร่ำครวญอยู่นั้น เสียงร้องได้ยินแต่เพียงแว่วๆ ฟังไม่ได้ศัพท์ไปถึงหมู่คนมากมายซึ่งเดินลับๆ ล่อๆ แฝงใกล้เข้ามา และหาใช่ใครอื่นไม่ แท้นั่นคือพลพม่ากับนาย ๒๐ กว่าคนพร้อมด้วยชาวบ้านศรีบัวทองและโพธิ์ทะเลที่ร่วมคิดอีกมากหลายเดินนำพม่าทำเป็นมาค้นทรัพย์และลูกสาวตามที่พม่าต้องการสัญญาไว้

เสียงเหยียบใบไม้แห้งสวบสาบใกล้ๆ แฟงนึกเฉลียวจึงหันดู ใจเจ้าแทบจะดับวับในครู่นั้น ตะวันยอแสงเย็นขมุกขมัวกับหมู่พม่ามากหลายนั้นเหมือนยุความกลัวเพิ่มขึ้นอีก จึงออกวิ่งเลี้ยวหนีเข้าตามทางที่นายโชติกับพวกชาวบ้านซุ่มซ่อนอยู่

กองโจรทั้ง ๒๐ เศษ ของสุรินทจอข่อง ซึ่งออกเที่ยวค้นหาทรัพย์และเรียกริบลูกสาวตามชาวบ้าน เมื่อเห็นแฟงเดินอยู่ชายดงสมคำพวกชาวบ้านที่เข้าไปเกลี้ยกล่อมและมาค้นต่างก็ยินดี พอเห็นแฟงออกวิ่งก็พากันตะลีตะลานออกวิ่งไล่หาทันเฉลียวที่จะคิดเป็นอย่างอื่นไม่ กระทั่งผ่านมาตามทางเลี้ยวในป่าสุมทุมพุ่มไม้แลเห็นหลังแฟงวิ่งอยู่ไวๆ

ฝ่ายนายโชติซึ่งวางคนรายทางไว้แล้วแต่ปากดง ครั้นเห็นพม่าวิ่งเซอะเซิงหลวมตัวเข้ามาเพราะเห็นแก่จะจับแฟงถ่ายเดียว จึงโดดออกจากที่ซุ่มสกัดหน้า ความเคียดแค้นหนหลังมีอยู่มากในใจ ซ้ำได้ยินสำเนียงแฟงที่เจ้าร่ำรำพันมาแล้วสักครู่ก็เหมือนหนุนน้ำใจให้คุยิ่งขึ้น จึงควงดาบร้องประกาศเป็นสัญญาว่า เอามัน พวกเราเอามัน และในชั่วเวลาพริบตาชาวบ้านที่ซุ่มอยู่ทั้งหมดก็ออกมาพรึ่บพร้อมกันทุกคน

เห็นการกลับกลายไปเช่นนั้น พวกพม่าทั้ง ๒๐ จึงชักดาบออก นายโชติก็มิพักรอจะให้ศัตรูทันตั้งตัวได้ เพราะพวกมึงแท้เทียวที่ทำให้เมืองสิงห์และวิเศษไชยชาญเดือดร้อนแสนสาหัส ลูกพลัดแม่ในกองเพลิง เมียพรากจากผัวเพราะถูกอุ้ม ปู่ย่าและผู้เฒ่าที่เคยเคารพเป็นที่กราบไหว้ก็ถูกมึงดูแคลนหยาบหยาม อย่าอยู่เลย แล้วนายโชติก็มุ่งหน้าเข้าใส่โจนฟันอย่างไม่ลดละ พวกชาวบ้านทั้งที่มากับพม่าและซุ่มอยู่ต่างก็บุกบันชิงกันขึ้นหน้าจะเข้าให้ถึงตัว ที่มีมีดก็ถลันแทงไม้ก็ประเคนกระหน่ำ ดาบทั้งสองมือและเล่มเดียวไล่แล่นเข้าหวดหมดความปรานีปราศรัย ฟันไปแล้วบ่นคำรามไปทั่วตัวคน แฟงเล่ามันก็หวนย้อนกลับมาแล้วกู่ก้องตะโกนหนุนน้ำใจอยู่ไม่ขาดเสียง “พี่เอยจงไว้ฝีมือให้เขาเห็น พี่เอยเมืองเราใช่จะไร้ชายชาติทหาร” แล้วแฟงมันก็ร้องเร่าอยู่รอบๆ น้ำใจชายก็คุขึ้นในหัวอกเหมือนไฟมาล้างดง เห็นผ้าโพกและเครื่องแต่งกายของศัตรู เหมือนเห็นอาหารยามอด เพื่อนมาเยือนเราด้วยเลือดเนื้อและเดือดร้อน ก็ขอเลือดเพื่อนทาดินศรีบัวทองไว้เป็นเครื่องรำลึกสักหน่อยเถอะ

พอตะวันชิงพลบ พม่าก็ชิงลาโลกสิ้นชีวิตพร้อมกับตะวันเย็นหมดทั้งยี่สิบกว่าไม่มีเหลือ ศพก่ายศพ ดินแดงเฉอะแฉะไปด้วยเลือด มื้อนี้เองที่ชาวบ้านไทยมันคายความขมออกมาจากหัวใจ เป็นมื้อแรกที่มันร้องไห้มาแล้วจะค่อน ๓ เดือนเพิ่งได้หัวร่อร่า ผีปู่ ลูกเล็กเด็กแดงทั้งหลายที่เป็นเถ้าถมดินไปมากในเพลิงเจตภูตของแม่ พ่อและลูกสาววิเศษไชยชาญ เมืองสิงห์ทั้งหลายจงมาเถิด มาเย้ยเยาะและคุยอวดเขาเถอะว่าศรีอยุธยามันยังไม่หมดคนสู้ ชายชาตรีจะไร้หรือเมื่อสยามยังไม่สิ้นชาย

แฟงมันพลอยหัวใจเต็มตื้นไปกับนักรบเหล่านั้น เลือดสาดดินหรือซากศพก่ายหาได้ทำให้แฟงมันเกิดเสียวไส้กลัวเกรงไม่ คงออกปากชมเชยฝีมือพวกชายฉกรรจ์ที่มานะสู้ทั่วตัวคน แล้วก็นำไปบ้านป่าอันเป็นกระท่อมทับของลุงและแม่เจ้าเพื่อต้อนรับเลี้ยงดูและปรึกษาการบางอย่าง คงทิ้งศพพม่าให้เป็นผีอยู่เกลื่อนดงข้างหลังเพราะใจโลภ

ล่วงวันมา ทุกบ้านช่องตลอดแขวงศรีบัวทองทั้งบ้านกรับและชาวโพธิ์ทะเลทั้งหลาย หากจะมีดวงหน้าเบิกบานใจ กระหยิ่มด้วยสมแค้นแล้วที่พม่า ๒๐ เศษเป็นผีอยู่กลางดงก็ตาม แต่ทุกคนก็ไม่วายจะคิดว่ากระดูกและซากศพของศัตรูเหล่านั้นจะก่อความเดือดร้อนให้ตัวยิ่งขึ้นอีก ลำพังอยู่เฉยก็ได้รับความทารุณขู่เข็ญจนเหลือจะนิ่งทนทาน แล้วศพที่ถูกฆ่าเหล่านั้นจะก่อแค้นแก่ศัตรูสักเพียงไหนเล่า เมื่อคิดเห็นพร้อมเพรียงกันเช่นนี้จึงให้หัวหน้าทั้ง ๖ คือ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง คนพื้นบ้านศรีบัวทอง กับนายดอกไม้ชาวบ้านกรับและนายทองแก้วฝีมือลือคนพื้นบ้านโพธิ์ทะเลก็หันหน้าเข้าปรึกษาปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันว่า เมื่อกาลล่วงเลยมาถึงเพียงนี้ก็จำต้องสู้จนหมดชีวิต แต่จะต้องเลือกหาตำบลที่มีภูมิสถานเป็นที่เหมาะสะดวกสบายสำหรับจะคิดการใหญ่ แล้วต่างก็ลงเนื้อเห็นต้องกันว่าควรเลือกเอาบ้านระจัน ด้วยเป็นบ้านดอนทางไกลยากที่พม่าข้าศึกจะติดตามไปถึง ทั้งอยู่หว่างแดนวิเศษไชยชาญกับสุพรรณและเมืองสิงห์ติดต่อกัน พร้อมด้วยเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ และพวกราษฎรที่ได้เดือดร้อนก็พากันหนีขึ้นบ้านระจันมากแล้ว ส่วนอีกพวกหนึ่งจัดล้วนแต่ผู้มีหลักฐานพูดจาเป็นผู้ใหญ่ซึ่งจะหนีตามไปภายหลัง ให้แยกขึ้นวัดเขานางบวชแขวงเมืองสุพรรณเพื่ออาราธนาพระอาจารย์ธรรมโชติที่พวกชาวบ้านทั้งหลายตลอดทุกแคว้นเป็นที่เคารพนับถือกัน ว่าท่านพระอาจารย์องค์นี้เป็นผู้มีความรู้และสามารถในวิทยาคมเจนจัดทุกประการ ให้มาสำนัก ณ วัดโพธิ์เก้าต้นในบ้านระจัน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวคุ้มครองชาวบ้านระจันและเหล่าราษฎรที่ออกอาสาศึกคิดการใหญ่ต่อไป

ฟากตะวันออกลำน้ำศรีบัวทองเมื่อพ้นทุ่งและหมู่บ้านอันอ้างว้างว่างเปล่ามาบางแห่งเป็นละเมาะไม้เล็ก แต่บ้างก็เป็นดงทึบทั้งไร่นาสลับซับซ้อนกันตลอดจากต้นมากระทั่งปลายน้ำพ้นบ้านยางทับเฝือกอันจะย่างเข้าเขตบ้านศรีบัวทอง

หากชาวศรีบัวทองทั้งหลายยังมิได้อพยพขึ้นบ้านระจันหมดสิ้นก็จะพากันตระหนกตกใจ จักอุ้มลูกจูงหลานบุตรภรรยาเตลิดเข้าป่าอีก ทรัพย์สมบัติจักฝังดินเป็นทรัพย์เมือง ในเมื่อเห็นม้าหมู่ซึ่งกำลังยกออกจากดงปลายบ้านยางทัพเฝือก โฉมหน้าเข้าเยือนทุ่งศรีบัวทองในยามเช้า เพราะแลไกลๆ กองม้าที่กำลังพ้นดงเหยียบทุ่งนั้นก็ละม้ายกับกองโจรพม่าที่เที่ยวก่อกรรมทำเข็ญ หรือจะยกมาแก้แค้นชาวศรีบัวทองซึ่งฆ่าพวกมันตายเมื่อครึ่งเดือนก่อนนั่นเป็นแน่ จนค่อนทุ่งตกเข้าหมู่บ้านมา เมื่อจะมีชาวศรีบัวทองหลงอยู่แม้สักคนก็จะตระหนักแน่นในใจว่ากองม้าที่พันดงมาเหยียบหมู่บ้านนี้มิใช่พม่าหรือทหารกรุงใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากจะเป็นกองอพยพธรรมดาของเหล่าชายฉกรรจ์ที่ท่องเที่ยวมาอย่างไม่ประหวั่นพรั่นใจกับการที่จะพบกับกองโจรพม่าเลย เพราะจากแขวงกระทุ่มด่านกว่าจะถึงศรีบัวทองกองม้าอพยพนี้ก็ได้พบกับพม่าและห้ำหั่นกันตลอดทางละเอียดมานับด้วย ๗-๘ ครั้ง จนพลที่มีอยู่ร่วม ๕๐ เมื่อแรกยกมาคงเหลือแต่เพียง ๓๐ อันเป็นกองม้าเดิมตั้งแต่มาจากบ้านคำหยาดกับหญิง ๒ คน และทหารกรุงที่สมัครใจอีก ๔-๕ คนเท่านั้น

ท้องฟ้าโปร่งในก่อนสาย และลมหวนมาจากทุ่งจากดงก่อหัวใจให้สดชื่นทั่วตัวคน เจ้าม้าดำสีดอกเลาคงวิ่งย่างสะบัดแผงตามสบายมาตามละแวกบ้าน เจ้าของบนหลังมันหน้าตาบึกบึนทรหด แต่เค้าหนุ่มและไทยแท้ของมันยังบอกว่าเป็นโสดไม่มีห่วง สีหน้ากำลังเบิกบานเมื่อพ้นดงมาออกทุ่งทุกเหย้า และเคหาที่เจ้าคนหนุ่มนำกองผ่านไปเป็นอ้างว้างไร้ผู้คนก็ทำให้มันเหงาหัวใจบ้าง เพราะหวนคิดไปถึงบ้านร้างที่กระทุ่มด่านนัก ป่านนี้ครัวกำนันกระทุ่มด่านจะอพยพไปอยู่หนใด แม่ไปอยู่ไหน? และอีแฟงเล่ามันจะยังหลงอยู่ในศรีบัวทองนี่หรือเตลิดไปหนใดบ้าง รึว่าโจรพม่าจักอุ้มเจ้าไปเป็นเชลยข่มเหงใจเสียแล้ว

มันคิดมาตลอดทางกระทั่งสุดละแวกบ้าน จะหาผู้คนหญิงชายพอถามความสักหน่อยไม่มีจนน่าฉงน ครั้นจะยับยั้งอยู่ศรีบัวทองต่อไปอีกก็เกรงจะช้าไม่ทันการ เพราะคำหลวงพ่อเร้าใจอยู่ไม่หาย บางระจันจะเกิดศึก บางระจันกำลังเดือดร้อนและมันมุ่งมานี่ก็หมายใจจะขึ้นบางระจันให้ทันการ บางระจันเป็นแต่ละแวกบ้านน้อยพม่ายังจะยกเข้าย่ำยีข่มเหง แลศรีบัวทองนี้เล่าก็น่าจะร้างไปเพราะศึกพม่าแน่

ตะวันขึ้นสายไปอีก แดดกล้าในตอนสายทำให้เจ้าคนที่ขี่ม้านำเห็นว่าหากจะขืนนำกองม้าเดินไปตามแนวทุ่งก็จะทำความเหนื่อยอ่อนให้แก่พลมันมาก ทั้งเสบียงอาหารและข้าวปลาก็ยังมิได้พักกิน จึงชักอ้ายเลาเปลี่ยนทางเดินบ่ายหน้าจากหมู่บ้านตัดทุ่งเข้าสู่ดง และตั้งใจว่าเมื่อไพร่พลได้กินอิ่มหนำสำราญและพักผ่อนพอสบายแล้วก็จะมุ่งขึ้นบ้านระจันในค่ำนี้ทีเดียว

เมื่อท้ายเดือน ๓ นับตั้งแต่ชาวบ้านศรีบัวทองและเมืองสิงห์ทั้งแขวงวิเศษไชยชาญ ได้ร่วมใจปรึกษากันลวงพม่าไปค้นเจ้าแฟงลูกสาวในบ้านป่าเปลี่ยวแล้วรุมฆ่าตายทั้งหมด ๒๐ คนเศษ แล้วพากันอพยพหนีขึ้นอยู่บ้านระจันหมด ส่วนที่หนีตามไปในภายหลังได้ตรงไปนิมนต์พระอาจารย์ธรรมโชติ ณ วัดเขานางบวช แขวงเมืองสุพรรณลงมาอยู่ ณ วัดโพธิ์เก้าต้นในบ้านระจัน เพื่อเป็นที่เคารพนับถือคุ้มครองชาวบ้านระจันทั้งหลายที่คิดจะรวบรวมกำลังกันเข้าเป็นหมวดเป็นกองแล้วคอยต่อสู้พม่าที่จะยกมาอีก

ฝ่ายพันเรืองกำนันบ้านระจัน เมื่อเห็นชาวบ้านศรีบัวทองทั้งวิเศษไชยชาญและเมืองสิงห์เมืองสรรค์ต่างพากันอพยพหนีร้อนมาอยู่บ้านระจันในท้องที่แกหมด ซ้ำพระครูธรรมโชติอาจารย์ที่เคารพนับถือของชาวบ้านทุกตำบลก็อยู่ ณ วัดโพธิ์เก้าต้นแล้วเพื่อเป็นที่อุ่นใจของเหล่าราษฎร ส่วนนายแท่น นายโชติ นายเมือง และตัวหัวหน้าแขวงต่างๆ อีก ๓ คน ซึ่งคบคิดกันจะสู้พม่าต่อไปนั้นก็ได้มาปรึกษาหารือกับตัวกำนัน พันเรืองจึงปรึกษาความนี้กับผู้ใหญ่บ้านระจันคือนายทองเหม็นอีกครั้งหนึ่ง และต่างก็เห็นชอบด้วย จึงได้บอกพวกพ้องของตัวที่มีชื่อเสียงและฝีมือดีทั้งสมัครพรรคพวกมาก คือนายทองแสงใหญ่คน ๑ กับนายจันทร์เขียวอันมีสมญาเป็นที่รู้จักกันทั้งละแวกบ้านระจันว่านายจันทร์หนวดเขี้ยวอีกคน ๑ รวมเป็น ๔ คนทั้งพันเรืองกำนันผู้มีอาวุโส

ชั่วตะวันบ่าย พวกหัวหน้าในบ้านระจันทั้ง ๔ คนที่แยกย้ายกันไปตามหมู่บ้านอันเป็นสมัครพรรคพวก ทั้งนักเลงรุ่นฉกรรจ์ใจคอกล้า และได้เล่าสาเหตุต่างๆ ที่คิดกันไว้นั้นตลอดทุกบ้านทุกช่องทั่วแคว้นระจัน ความเจ็บช้ำใจก็กระพือขึ้นอีกครั้งหนึ่งใหญ่หลวง แม้ว่าเหล่านักรบหัวหน้าบ้านทั้งหลายจะเคยเป็นคนต่างถิ่นต่างหน้ากัน แต่หากเมื่ออ้างคำว่าไทย เลือดเนื้อของไทยกำลังตกลงแฉะทาดิน เหย้าเรือนต่างๆ กำลังจะถูกคนอื่นเข้าครองแล้ว ความแตกแยกของหมู่คณะก็กลับกลมเกลียว หัวใจหลายร้อยที่อยู่แยกต่างก็สนิทสนมเป็นน้ำใจเดียว สู้ละต้องสู้ สู้กันจนกว่าบ้านระจันจะหมดเกลี้ยงคนไทยเสียเมื่อไหร่แล้วก็จงเชิญมาครองบ้านระจันเถิด แล้วตัวหัวหน้าจึงกำหนดเอาลานบ้านพันเรืองเป็นที่นัดประชุมพร้อมกันในเพลาเย็นอีกครั้งหนึ่ง

แดดอ่อน ลมตกทุ่งเย็นสบาย ดวงตะวันและแสงแดดกล้าเมื่อเที่ยงและบ่ายลับทิวไม้ไปแล้วครู่ใหญ่ เพลานัดประชุมก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ บนเรือนใหญ่ของพันเรืองกำนันบ้านระจันแออัดด้วยผู้คน ยิ่งตะวันล่วงเย็น ผู้คนและชายฉกรรจ์ก็ยิ่งเพิ่มล้นหลามมาจากทิศต่างๆ มากขึ้น จึงย้ายสำนักประชุมจากบนเรือนมาเป็นลานดิน

ผู้คนมากหลายลานตา ลานนวดลานซ้อมหน้าเรือน หากจะกว้างใหญ่ก็ยังหาพอเพียงแก่ผู้คนไม่ ดินหน้าแล้งทั้งผืนนากำลังป่นปี้ด้วยเท้าย่ำ เจ้าหนุ่มจากเหย้ามาหลายทิศหลายทาง นักเลงและนายช่องสำคัญที่หลบตัวมั่วสุมอยู่ตามที่ต่างๆ ก็มากันพร้อม มีดไม้ทั้งดาบปืนติดมือมาทุกคนไม่ขาด ทุ่งบ้านระจันกำลังเป็นทุ่งที่อึงคะนึง ทุ่งบางระจันกำลังจดจำความแค้นไว้ทั่วยอดหญ้า ทุกกลุ่มและหมู่คนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันทั้งสิ้น อ๋อ สู้ซี ถ้ายังลืมตาอ้าปากอยู่แล้วก็ขอให้ยกกันมาเถิด ศพต่อศพเราก็แลก แต่ที่จะนิ่งให้ฟันเล่นหรือฉุดคร่าข่มเหงลูกเมียและน้องสาวเหมือนก่อนนั้นอย่าหมาย

เมื่อผู้คนมากันพรักพร้อม แม้หญิงงามที่เคยแต่งตัวอยู่เหย้า สาวที่มักตระหนกตกใจในเหตุฆ่าแกงและวิวาทอื่น แต่เมื่อเขาแค้นกันแล้ว เขาจะประชุมแก้แค้นกันในวันนี้ก็ต้องพร้อมใจมา หากเจ้าจะเสียวไส้ในคมดาบขาวมีดและกฤชทั้งแหลนหลาวโตมร แต่เหตุอื่นเจ้ายังพอจะช่วยได้ ครั้นแล้วตัวหัวหน้าทั้ง ๑๐ คน คือที่อพยพมา ๖ คน อีก ๔ คน เป็นพื้นบ้านระจัน จึงแยกกันพูดจาเกลี้ยกล่อมหัวใจไปทุกหมู่ทุกเหล่า

ครกตำข้าวหลายใบคว่ำปากอยู่กลางกลุ่มคน พันเรือง นายจันทร์ ทั้งนายทองเหม็นผู้ใหญ่บ้านและนายทองแสงใหญ่ต่างก็ยืนหยัดอยู่บนครกเด่นอยู่ในกลางฝูงชาวบ้านระจัน ส่วนชาวบ้านอื่นที่อพยพมาทั้งตัวหัวหน้าก็พร้อมเพรียงยืนประชุมกันเป็นหมู่เป็นเหล่า และเสียงจากหัวหน้าทั้งหลายที่ตะโกนอยู่กึกก้องนั้นก็ล้วนแต่ปลุกปลอบชวนให้ความแค้นรำลึกขึ้นในหัวอก จูงใจให้รู้ตัวไว้ทุกๆ คนว่าผู้ชายจะต้องป้องกันหญิง เด็กและคนแก่ทั้งปู่ย่าตาทวดเคยเคารพจะให้ใครมาดูแคลนไม่ได้

เสียงตะโกนนั้นก้องไปอีก บางเสียงของผู้เป็นหัวหน้านั้นสั่น บางเสียงเมื่อตะโกนไปแล้วก็เป็นเสียงร้องไห้ ฟันขบฟันน้ำตานอง...มือตบมืออยู่ฉาดฉาน..ปู่กู..ทั้งย่าและแม่ มันผลักคะมำล้มไป มันเอาตีนเหยียบ กูเคยกราบตีนแม่ แต่ตีนพม่านั้นเขี่ยข้ามแม่ที่กูกราบ ลูกเอ๋ย เจ้ายังมิทันจะหย่านม เพิ่งจะสอนเรียกแม่และขานชื่อพ่อได้แต่เพียงคำ แม่เขาก็จากไป พม่ามันฉุดแม่เอ็งไปเสียแล้ว มึงต้องหย่านมเพราะแม่หาย ถึงจะเรียกอีกสักร้อยคำแม่เจ้าเขาก็หาหวนมาได้ยินไม่ เมีย...เมียเอ๊ยเมื่อค่ำครั้งก่อนเราเคยสบายร่วมเหย้า เมื่อยากไร้ไม่มีหมอนแขนซ้ายและอกพี่เคยเป็นหมอนหนุนก็ยังเกิดสุขเหลือหลาย แต่เดี๋ยวนี้พม่าจักบังคับเจ้าให้แอบอก เจ้าต้องพลัดอกไปบำเรอมันแล้วด้วยฝืนใจ...ใคร...ไทยคนไหนมั่งที่จะนิ่งดูมันมาหยามหน้าเยี่ยงนี้ ลูกสาวและพี่น้องมันก็ริบไปเป็นเมีย ว่ายังไงผู้ชาย จะใช้ผู้หญิงและลูกเมียเข้าแลกพอชีวิตมึงรอดไปงั้นหรือ?

เสียงตะโกนตอบ เสียงสะอื้นเจ็บใจ มีดไม้และดาบชูอยู่ร่อนๆ กูจะตาย กูจะสู้...เจ้าชีวิตไทยต้องเป็นไทย บ้านระจันต้องเป็นของคนระจันทั้งบาง สู้แล้ว ต้องสู้กันแล้ว เมื่อใครไม่สู้ก็หลบไปเสีย หลบไปเชือดคอตายเสียในดงเถอะ

เสียงตะโกนกู่ก้องนั้นยังอึงคะนึงไปอีกนาน กอดคอกันสะอื้น...รักบ้านเกิดเมืองนอน แขนเลือดไหลย้อยเพราะปลายมีดจ้ำ ดาบเฉือนเนื้อให้เลือดมันไหล ร้อยแผลนี่ยังไม่เจ็บเหมือนแผลใจที่ถูกข่มเหง ปากก็พร่าสาบานไม่ขาด บ้างคุกเข่าหันหน้าสู่ทิศกรุง...แล้วกราบลงบนผืนนาบ้านระจันทั้งดาบมีดชูร่อน มือประนมอธิษฐานพลีชีวิตให้แก่ชาติ...สองแขนจะขอทำศึกถวายแผ่นดิน...สองมือจะกำดาบกันประเทศ สองแขนทั้ง ๔๐๐ คน ของบ้านระจันและชาวแขวงอื่นจักเป็นกำแพงเหล็กล้อมชีวิตเด็กชีวิตหญิงและปู่ย่าตาทวด แล้วก็เสียงกึกก้องดังไปอีกตะโกนไปอีกว่าตั้งค่าย...ตั้งค่ายรบกับมัน...เมื่อเสียค่ายก็จะขอเอาค่ายเป็นหลุมผี เอาบ้านระจันนี่แหละเป็นป่าช้าฝังอ้ายนักรบบ้านระจันโดยไม่ยอมถอยหรือทิ้งค่ายเป็นอันขาด

การตระเตรียมตั้งค่ายได้เริ่มกันแต่ค่ำคืนนั้น ไม้ป่าหักราบลงเพราะถูกโค่น อาวุธทุกบ้านช่องรีบเตรียมรีบหาแม้จะเลยค่ำล่วงดึก...กระทั่งสว่างไปแล้ว การตั้งค่าย...การเจ็บใจ และมานะสู้ศึกก็ยังอยู่ในหัวอก และยังฮือยิ่งขึ้น ถ้าหากมิได้ทำศึกแล้วไฟแค้นก็จะต้องเผาอกตัวตายไปเองเป็นแน่แท้

ฝ่ายสุรินทจอข่อง ซึ่งตั้งค่ายมั่นอยู่ทางวิเศษไชยชาญ ครั้นรู้ข่าวว่าพลพม่า ๒๐ เศษ ได้ถูกพวกราษฎรชาวบ้านวางอุบายลวงไปฆ่าตายหมด และเพลานี้พวกราษฎรเหล่านั้นต่างพากันอพยพขึ้นไปตั้งซ่องสุมผู้คนอยู่ที่บ้านระจันมากมาย เกรงจะได้ใจกำเริบ จึงจัดพลประมาณ ๑๐๐ เศษ พร้อมสรรพด้วยเครื่องอาวุธ ให้ยกจากวิเศษไชยชาญเพื่อปราบปรามและจับตัวพันเรืองผู้เป็นกำนันนายบ้านของตำบลนั้นมาด้วย แล้วกองพม่าของสุรินทจอข่องก็เริ่มยกจากวิเศษไชยชาญแต่เพลานั้น

ส่วนทางบ้านระจัน ท้องทุ่งซึ่งแลโล่งเมื่อก่อนและแออัดไปด้วยเหย้าเรือนของผู้หนีร้อน เวลานี้กลับกลายเป็นรั้วระเนียดค่ายแล้วหมด เพราะผู้สมัครใจรบของชาวบ้านระจันและแขวงต่างๆ ได้ช่วยกันหักร้างถางพงเอาไม้ป่ามาปลูกค่ายมั่นล้อมรอบบ้านระจันเป็นสองค่าย แล้วชักปีกกาถึงกันตลอดทั้งค่ายเล็กค่ายใหญ่ ยังขาดอยู่แต่อาวุธปืนสำหรับสู้หนทางไกล จึงปรึกษาพร้อมเพรียงกันว่าจะต้องใช้อาวุธเข้าตะลุมบอนสู้พม่าถึงตัว เผอิญเวลานั้นขุนสรรค์กรมการเมืองสรรค์บุรีซึ่งตั้งใจจะอพยพครัวหนีร้อนขึ้นบ้านเดิมบางแขวงสุพรรณ ครั้นทราบว่าพวกราษฎรบ้านระจันต่างมีใจกล้าหาญ คิดตั้งค่ายจะรับศึกพม่าที่ยกมา ขุนสรรค์เป็นผู้มีผีมือในทางปืนยิงแม่น และด้วยหัวใจอันเจ็บร้อนแทนเพื่อนไทยและห้าวหาญสมชายชาตรี จึงเปลี่ยนจากความคิดเดิมพาครัวย้อนกลับมาเข้าสมทบกับพวกค่ายบ้านระจัน ตัวหัวหน้าทั้งหมดก็แบ่งหน้าที่กันตามถนัด ทั้งขุนสรรค์ด้วยรวมหัวหน้าเป็น ๑๑ คน ตั้งเป็นหมวดเป็นกองเหมือนทัพน้อยๆ ที่ปลงใจพลีชีวิตเข้าอาสาศึก ส่วนนายจันทร์หนวดเขี้ยวนั้นเป็นคนพื้นนักเลงลือของบ้านระจัน ชำนิชำนาญในลู่ทางและภูมิประเทศทั้งทุ่งและป่าดงตลอด จึงได้รับหน้าที่เป็นแม่กองสำหรับคอยออกสอดแนมสืบสวนข่าวพม่าจะยกมาอยู่เสมอมิได้ประมาท ส่วนพระอาจารย์ธรรมโชติ เมื่อเห็นชาวบ้านระจันทุกคนต่างมีมานะใจจะคิดสู้ศึกพม่าเป็นการใหญ่ และหวังเอาท่านเป็นที่พึ่งแล้ว จึงทำพิธีลงประเจียดปลุกเสกเลขยันต์ทั้งตะกรุดพิสมรมงคลหัวแจกจ่ายให้ทั่วตัวคน นักรบบ้านระจันเหล่านั้นก็ยิ่งมีใจเหิมหาญที่จะทำศึกยิ่งขึ้น ต่างก็รอคอยเร่งวันคืนที่จะให้พม่ายกมา เมื่อว่างก็ซักซ้อมฝีมือดาบและเพลงอาวุธให้ชำนิชำนาญแล้วสรวลเสเฮฮากันอยู่ในค่ายอย่างสุขสำราญใจ

กระทั่งรุ่งเช้า เมื่อหุงหาอาหารกินข้าวปลากันเรียบร้อย กองสอดแนมของนายจันทร์หนวดเขี้ยวซึ่งส่งออกไปดูลาดเลาก็รีบกระหืดกระหอบเข้ามาแล้วก็วิ่งตามกันมาเรื่อย ทั้งข่าวความที่มาบอกกับผู้เป็นหัวหน้าก็ถูกต้องตรงกันหมดว่าพม่ายกมาแล้ว พม่ามันยกมามีพลเท้าประมาณสักร้อยเศษ เพิ่งจะพ้นไผ่กอเดียวกำลังมุ่งมาคลองสะตือพักอยู่ฟากโน้น

จึงขุนสรรค์และพันเรืองผู้มีอาวุโสก็จัดแจงเตรียมผู้คนแบ่งหน้าที่กันรักษาค่าย ไม่ทันได้ตกลงกันประการใด นายแท่นหัวหน้าบ้านศรีบัวทองก็ปราดออกอาสารับจะตีทัพพม่าประเดิมศึก ทุกคนไม่มีใครจะเว้นเสียได้ที่เห็นชาวศรีบัวทองซึ่งอพยพมามีความห้าวหาญสมชื่อสมชาย และชาวบ้านระจันทั้งอื่นๆ ก็สมัครใจเอง มีพลอาสามากมายเกินจำนวน นายแท่นจึงกะเอาแต่เพียงที่พอมีกำลังเหนือพม่า แล้วคุมกองรบเหล่านั้นมุ่งตรงไปท้ายค่าย ซึ่งเป็นสำนักพระอาจารย์ธรรมโชติเพื่อขอพรอันเป็นศิริมงคลจะไปศึก

ศาลาใหญ่ ศาลาซึ่งมีลานกว้างขวางดินปนทราย บนศาลามีบาตรน้ำมนต์ ขัน และโอ่งใหญ่ ธูปเทียนปักตามพิธี พระธรรมโชติซึ่งเป็นหลักชัยชาวบ้านระจันเวลานี้กำลังยืนสงบเพ่งเล็งไปในฤกษ์ยามอันเป็นมหามงคลแล้วก็กล่าว ๒-๓ คำว่า “ไปเถิดลูกเอ๋ย พ่อจะคอยดูลูกทุกๆ คนชนะกลับมา”

เสียงโห่เกรียว...เสียงฆ้องซึ่งพันเรืองเป็นผู้บริจาคมาเป็นฆ้องชัยลั่นหุ่มดาบปราดจากฝักทุกเล่ม หลาวแหลนและมีดพร้ากวัดไกว แล้วชายชาตรีก็เดินเป็นขบวนผ่านศาลานั้น น้ำมนต์ก็พรมลงมา...สาดลงมา...เย็นเยียบเข้าหัวใจ น้ำมนต์ซึ่งศักดิ์สิทธิ์ดังน้ำทิพย์ชโลมใจของนักรบทั้งหลาย น้ำมนต์กับน้ำตาปลื้มกำลังไหลพรากบังคับให้ปลงใจพลีชีวิตผ่านไปอีก...หญิงทั้งหลายยืนโบกมืออวยชัยเออ...อีแฟงชาวดงศรีบัวทองมันยืนโปรยไม้ดอกอยู่กับเพื่อนหญิงที่ประตูค่าย มันทักทาย...มันยิ้มแย้ม หัวร่อร่า มันนัดให้กลับมากินข้าวเมื่อชนะศึก

ก่อนเพล แดดค่อยกล้าขึ้นทุกขณะ ฤดูนี้เป็นเดือนแล้งน้ำงวดคลอง นายแท่นคุมพล ๒๐๐ ซึ่งแบ่งแยกเป็นหมวดหมู่ตรงมาฝั่งเหนือน้ำแล้วพักรอเพื่อฟังข่าวศึกเป็นคำแน่ สักครู่ใหญ่กองสืบเหตุของนายจันทร์จึงกลับมาบอกเป็นคำต้องกันว่ากองพม่าข้าศึกซึ่งยกมาตั้งอยู่ฟากน้ำข้างใต้กำลังหยุดพักพลประมาณร้อยเศษ

สมคะเนนัก สมคะเนที่จะได้เข้าประเดิมศึกเอาชนะเป็นฤกษ์แรก สมคะเนที่ดาบจะได้เลือดเช่นไปอวดเพื่อนไทยอยู่ข้างหลังในค่าย นายแท่นที่นำทัพจึงให้แยกออกเป็น ๑ กอง ทั้งระวังหน้าระวังหลัง แล้วยกข้ามน้ำนั้นไป

แม้จะเดินซุ่มสงบเสียงมาตามละเมาะไม้ แต่ความอึกทึกครื้นเครงของหัวใจมีอยู่ทุกตัวตน รุกเข้าไป...ล้อมเข้าไป...ใกล้เข้าไปทุกขณะ ใกล้จนแลเห็นตัวอ๋อ...พม่าก็มีแต่สองมือเหมือนไทยเท่านั้น พม่าก็คงแต่เพียงเดินดินมารบใช่จะเหาะเหินเกินหน้า เหล็กไหลใช่ว่าจะเป็นอาหารการกินต่างข้าวก็เปล่า คนรบคนจักกลัวใคร เขารังแก...อ๋อ...ตามมารังแกถึงบ้านแล้วจะให้ซุกหัวหลบหนีไปไหนๆอีกนอกจากสู้!

พอพร้อมทุกกอง นายแท่นก็ชักดาบควงเป็นคำสั่งแล้วออกวิ่งนำ มาเถิดพี่น้องทั้งหลาย ดาบใครไม่เปื้อนเลือดก็ไม่ใช่ดาบบ้านระจัน ไป ตะลุยเล่มต่อเล่ม ศพต่อศพ แล้วเสียงโห่เกรียวเสียงคำรามศึก เสียงสบถสาบานว่ามื้อนี้ไทยมันจะเป็นเสือ เมื่อไม่รุก ไทยก็จะรุกเข้าจนถึงตัว

ฝ่ายพม่าซึ่งยกมาแต่วิเศษไชยชาญเป็นการเร่งร้อน กำลังนั่งพักไพร่พลเพื่อหายเหนื่อยอ่อน หารู้สึกไม่ว่าตามแนวละเมาะไม้อันให้ร่มให้เงาพักนั้นจักกลายเป็นภัยมาถึงตัวใหญ่หลวงไม่ เมื่อได้ยินเสียงโห่เสียงเกรียวกราวตะโกนกระหายเลือด ต่างก็พากันเรรวนเสียขวัญ กองปืนที่เตรียมมาก็เพิ่งประทับยิงได้นัดเดียวก็ถูกชาวบ้านระจันประชิดเข้าตัวทั้งแทงฟันไม่ยับยั้ง ศพลงก่ายกันแหลกไปในรวดเดียวทั้งกอง ปืนซึ่งเตรียมมาก็หมดประโยชน์ใช้การไม่ได้ เพราะทัพที่ยกมาเข้ารบเป็นอาวุธสั้นถึงตัว มิช้ากองปืนก็แตกยับเยินเสียชีวิตไปอีก

ยัง แม้พลพม่าจะนอนดินไปแล้วมาก เลือดย่ำเป็นเทือก หลุมตีนควายจักเปี่ยมด้วยเลือดสด ทางเกวียนและแอ่งดินจะเลอะเทอะด้วยสีแดงของเลือดพม่าก็ยังหาสมใจไม่ เลือดเท่านี้ยังเพียงน้อยหนึ่งของเลือดสยามที่เสียไป เสียงคำรามยังกระท้อนทุ่ง เสียงกู่มาจากชายดงเหมือนปู่เจ้ารักษาไพรคำรามพึมไปทั้งราวป่า

นายแท่น นายแท่นผู้มีหัวใจเลิศของบ้านระจันยังหาหยุดยั้งไม่ ประเดิมศึก ศึกประเดิมครั้งนี้ต้องเอาชนะเด็ดขาดเป็นปฐมฤกษ์ ลุยไปอีก เลือดกรังด้ามดาบกับอุ้งมือสองแขนแดงฉาน แม้จะหอบอยู่ฮักๆ และเสียงจะแหบแห้งก็ยังกู่ตะโกนไปอีก ให้สมใจเถิด ฟันเสียให้สมแค้น นี่แหละเพราะแค้นของคน นี่ละที่แค้นมันกลืนไม่ลงแล้วก็ต้องคายแค้นให้เห็น ชายชาติทหารจะมีแต่เพียงพม่าที่ยกมารานเท่านั้นหรือไร เห็นไหมเล่าว่าใครแหลก อีกครู่เดียว ทัพพม่านั้นก็แหลกสิ้นทั้งกองละเอียดหมดร้อย เว้นเสียแต่นายใจขลาด ๒-๓ คนที่ควบม้าหนีเอาชีวิตรอดไปเสียทัน เออ ขอให้ผีเฝ้ารักษาดงจงมารับอ้ายเหล่านี้ไปไว้เป็นพวกด้วย

พอตะวันบ่าย แสงอาทิตย์ร้อนเมื่อเที่ยงยังคงร้อนตลบอยู่เหนือทุ่งห้วยไผ่ตลอดมาลำน้ำบ้านระจันและละเมาะไม้ชายทุ่ง เหมือนหนึ่งแสงแดดนั้นจะเผาดินที่แฉะฉ่ำด้วยเลือดพม่าข้าศึกให้แห้งหมดไปโดยเร็ว เสมือนหนึ่งจะเร่งร้อนหัวใจร้อนของนายแท่นและนักรบบ้านระจันให้คุและกระหายศึกหนักขึ้น ทุกคนกำลังเมาไปด้วยกลิ่นเลือด ยิ่งเห็นศพศัตรูดาษกลาดเกลื่อนอยู่นอนดินต่างก็โห่ร้องสำแดงความมีชัย บ้างเข้าเปลี่ยนอาวุธหอกดาบไว้เป็นของคู่มือ บ้างริบปืนผาและอาวุธอื่นไว้เป็นสมบัติ

ทุกคนหน้าตายิ้มแย้มเริงศึก บ้างเช็ดเลือดจากใบดาบให้ซุ่มอยู่ที่ผ้าเคียนเอวเป็นเครื่องเซ่นวัก เป็นเครื่องเชิดหน้าชูตาโอ้อวดสหายซึ่งอยู่หลังในค่าย ครั้นแล้วนายแท่นจึงมีคำสั่งให้เข้าหมวดเข้ากองคุมกันกลับมาทางเดิน ข้ามลำน้ำด้วยหัวใจเบิกบานลำพอง เมื่อผ่านทุ่งก็ร้องรำทำเพลงเสียงสะท้อนก้องทุ่ง หากเข้าแนวไม้เล่าก็สรวลเสสำเริงใจ พวกคอเพลงคอกลอนก็ด้นผูกร้องนำขึ้นเป็นเนื้อความปลุกใจชำนะศึกเป็นข้อความรำพันถึงว่า ศรีอยุธยานั้นจักไม่มีการยุทธ์เพราะคนดีศรีอยุธยายังไม่สิ้น บ้านระจันจะก้มหน้าสู้ศึกจนกว่าจะหมดคนบ้านระจัน แล้วเพลงศึกที่ผูกร้องขึ้นมาชั่วขณะใจนึกนั้นก็ร้องรับกันไปต่อๆ ตลอดกองรบ เสียงกึกก้องสะเทือนทุ่งและละเมาะไม้กระทั่งผ่านไปตามเลียบชายดงทึบ แลเห็นระเนียดค่ายบ้านระจันและโพธิ์ใหญ่อันเป็นที่สังเกต

แดดเดือน ๔ ยังคงจัดจ้าอยู่เหนือทุ่งและผืนนาทั้งหลาย แต่ความร้อนแรงดวงตะวันหาได้ลดความย่อท้อบากบั่นของกองม้าอพยพซึ่งด้นดั้นมาจากศรีบัวทองไม่ กองม้าซึ่งได้ข่าวศึกจากพระภิกษุทหารเก่าบอกเมื่อก่อน ๗ วันว่าบางระจันเกิดศึก ชาวบ้านระจันและแขวงอื่นกำลังตั้งค่ายเตรียมสู้รบรับศึกพม่าที่จะยกมารุกรานข่มเหง แลกองม้านี้ก็เคยประจัญบานหักพม่ามาแล้วอย่างจัดเจนจึงต่างก็มีใจมานะคะนอง มีใจแค้นเดือดไปด้วยกำลังไทยถูกข่มเหง แล้วก็พากันห้ออพยพพลัดดงมาชั่วไม่กี่วัน

ทัพ อ้ายโจรเก่า...ทหารเก่ากรำศึกมาแต่ท้ายปีมะโรงก่อน และรักษาชีวิตรอดมาจนถึงระกาปีนี้ก็เพราะฝีไม้ลายมือชำนาญ มันยืนม้าแฝงตัวอยู่ชายดง กองม้า ๓๐ ทั้งเจ้าเฟื่องและจวงน้องสาวซึ่งพักผ่อนอยู่กลางดงลึกต่างก็พากันมาเมียงมองแฝงอยู่ตามโคนไม้ เมื่อได้ยินเสียงกึกก้องร่าเริงของนักรบบ้านระจันที่เพิ่งผ่านไป เสียงเพลงศึกทุกข้อได้ยินถนัดหู

ทัพมันยืนนิ่งอึ้ง หัวใจตื้นๆ เมื่อรู้ว่าชาวบ้านระจันเพิ่งกลับจากศึก ชาวระจันชนะศึกอย่างน่าปลื้มที่มันได้ยินจากคำของเพลงร้องนั้น เออ...บ้านระจันเอ๋ย มิเสียแรงที่เกิดมาเป็นเพื่อนร่วมชาติ มิเสียแรงที่เอากำเนิดมาเป็นชาย กูบูชามึงแล้วพวกบ้านระจัน แต่แสนเสียดายที่กองม้าบ้านคำหยาดมาไม่ทันเวลา คลาดเพียง ๒-๓ ชั่วโมงเท่านั้นที่กูมาถึงช้า หาไม่ก็จะต้องเอากองม้าเข้าลุยมันตลบมาให้ชาวบ้านระจันบดเสียให้ละเอียด เสียดายนักที่ไม่ได้ร่วมศึกกับพวกระจันที่มีใจเหมือนกู

เสียงเพลงยังก้องไปไกลๆ แว่วไปไกลๆ กระทั่งเงียบสนิทลับหู แต่เพลงศึกเหล่านั้นมันเร้าใจไม่รู้ทาย ปลุกใจสิ้นดี มันเขย่าแค้นเขย่าน้ำตาให้รู้สำนึก เพลงมันจี้หัวใจให้รู้ว่าไทยกำลังบ้านแตกสาแหรกขาด ถ้าไทยไม่สู้ไทยจะต้องเป็นทาสทั้งบ้านเมืองทรัพย์สมบัติและลูกเต้าหลานเหลนจะต้องถูกยื้อไปเป็นของเขา ไทยจะได้ชื่อว่าพวกเชลยศึกแสนอาย...ต้องสู้...ต้องสู้มันจนม้าหมดกอง สู้มันจนดาบหักไม่มีเหลือ...สู้มันถึงแม้จะเหลือแต่สองมือเปล่าก็จะเข้ายื้อดาบเจ้าของฟันมันเอง

เจ้าโจรเก่าที่เปลี่ยนหัวใจไปแล้ว หันสั่งนายสังข์ให้เรียกประชุมคนล้อมวง แล้วหันมาประกาศปรึกษาว่า

“น้องกูทุกคน...เพราะเราช้าอยู่จึงพลาดศึกครั้งนี้ เห็นไหมเล่าว่าเขาชนะกันไปแล้ว กูปลื้มใจแทนจริงๆ”

เงียบฟังกันทุกคน เมื่อไม่มีใครออกความเห็นอีกเจ้าทัพจึงกล่าวความที่คิดไว้ต่อไป

“กูจะเข้าค่ายระจันในก่อนค่ำนี้ กูจะเข้ายอมตัวให้ชาวระจันใช้กูให้ทันศึกคราวหน้า เพราะขืนรอช้าอยู่อีกมันก็จะคลาดไปอีก ใครจะเห็นยังไง?”

หลายคนเห็นตามกัน แล้วทุกๆ คนก็เห็นชอบที่จะรีบเข้าค่ายบ้านระจันให้เร็วที่สุด ด้วยความเร่าร้อนของหัวใจจะทำศึกคราวหน้า แล้วเจ้าตัวนายกองผู้บันลือฝีมือจึงสั่งให้กองม้าเข้าขบวนยกออกจากดงโฉมหน้าเข้าสู่ระเนียดค่ายที่แลอยู่ลิบไรๆ ทั้งหัวใจตื่นและปลื้มที่จะได้เข้ารักษาค่ายเป็นชาวบ้านระจัน

ใกล้เย็น แดดกล้าเพิ่งจะลดแสงอ่อน ลมพัดปลายไม้ทั้งลมทุ่งลมดงกำลังตกพัดหวนมาจากทุกทิศทางเป็นลมข้าวเบาที่จะเก็บเกี่ยวในฤดูนี้หากไม่เกิดศึก แต่เดี๋ยวนี้ทั้งข้าวเบาและข้าวกลางนั้นจะหาแต่เพียงสักกอก็ทั้งยาก

ภายในค่ายบ้านระจันกำลังครึกครื้นสนุกสนาน ภายในค่ายทุกหย่อมหญ้าและลานดิน ทุกกลุ่มคนที่อยู่และเพิ่งชนะศึกกลับมากำลังเลี้ยงกำลังปลื้มกันอยู่เหลือหลาย เข้าหาบมาเป็นแถวเมื่อปลงจากบ่าของสาวชาวค่ายแล้วเจ้าก็ตักแจก เหล้าและสุราบานอื่นเหลือเฟือ วงที่เป็นหัวหน้านั้นต่างก็เลี้ยงและปรนปรือส่งให้นายแท่น ส่วนนักรบชั้นรองๆ ก็กินเลี้ยงกันตามฐานะตามควรมิให้เกิดเมามายเกินขนาด เพราะยังเกรงว่าข้าศึกจะมีหนุนยกมาอีก

ถึงจะมาในหน้าที่เลี้ยงข้าวเลี้ยงอาหาร แฟงมันก็แต่งตัวสวยสะอาด หากนักรบผู้ใดจักมึนเมาเกินเพื่อนหยอกล้อแฟงหรือก้ำเกินไปบ้าง เจ้าดอกไม้ไพรที่มาแต่ดงศรีบัวทองก็มิได้ถือสาคงยิ้มแย้มในถ้อยคำนั้นอยู่เสมอ แฟงมันเป็นที่หวานชุ่มหัวใจและคุ้นเคยของทหารศึกบ้านระจันอยู่ทั่วตัวจนเกือบจะเรียกว่าหัวหน้าของกองผู้หญิงก็ว่าได้

กว่าจะอิ่มหนำสำราญกันก็ได้เพลาเย็น พวกที่รบชนะกลับมาต่างพากันไปกราบไหว้พระอาจารย์ธรรมโชติถวายพรท่าน แล้วต่างคนก็แยกไปพักผ่อนตามเหย้าเล็ก ส่วนเพลาที่มีหน้าที่ประจำก็ตรวจตรารักษาไปตามหน้าที่ของผู้เป็นนายกำหนด กองเลี้ยงผู้หญิงก็พากันกลับบ้านใครบ้านมัน

ที่วงเลี้ยงของหัวหน้า ถึงหากจะอิ่มเสร็จแล้วแต่ยังคงนั่งคุยปรึกษากันถึงศึกต่อไปอีก ด้วยต่างก็แน่ใจว่าทำอย่างไรเสียพม่าก็จะต้องยกทหารมาแก้แค้นปราบปรามเป็นแน่ ระหว่างที่ยังมุ่งหน้าหารือกัน กองสอดแนมของนายจันทร์ได้เข้ามาเสนอบอกความว่า มีกองม้าไทยอพยพมาแต่วิเศษไชยชาญใต้จะขอเข้ามาหาเพื่อสวามิภักดิ์ทำศึก เดี๋ยวนี้กำลังคอยสั่งอยู่นอกระเนียดห่างจากค่ายประมาณร่วมเส้น พันเรืองกับขุนสรรค์จึงสั่งให้เรียกชาวบ้านระจัน ๓๐ คนเท่าจำนวนกองม้าพร้อมสรรพด้วยอาวุธให้ออกไปนำคนเหล่านั้นมาและปลดอาวุธเสียเพราะเกรงจะเป็นอุบายพม่าข้าศึก

ทัพ มันยืนม้าตระหง่านคอยคนที่เข้าไปบอกอยู่ชั่วครู่ สายตามองดูรั้วค่ายเห็นแน่นหนาคงจะคิดกันเป็นการใหญ่แน่ ทั้งชาวบ้านที่ยืนเป็นยามรักษาประตูก็สังเกตท่าทางแข็งขันระมัดระวังกองม้ามันอยู่มาก ก็นึกชมเชยในใจ จนอีกครู่ต่อมาจึงเห็นนักรบในค่ายระจันเดินขบวนกันมามากร่วม ๓๐ เจ้านายกองม้าก็เดาการว่าพวกค่ายบางระจันคงระวังระแวงจึงหันโบกมือสั่งกองม้านั้นให้ทำตาม

“น้องกู ลงคำนับสวามิภักดิ์เขาเถิด แล้วปลดอาวุธวางดินทุกคน” สิ้นคำเจ้าทัพก็ลงจากหลังอ้ายเลานำก่อน แล้วม้าทั้งกองก็เหลือแต่หลังเปล่าเว้นแต่เฟื่องกับจวงซึ่งเป็นหญิงยังคงนั่งอยู่

พอชาวค่ายระจันเดินมาใกล้จะถึง เจ้านายกองชำนาญศึกก็คุกเข่าลง ดาบสะพายหลังสองเล่มปลดวางดินยอมสวามิภักดิ์ให้แก่ชาวค่ายระจัน แล้วดาบก็วางดินไขว้กันเป็นระเบียบไปตลอดทั้งแถว

หัวหน้าชาวค่ายระจันที่คุมคนออกมา คือ นายทองเหม็นผู้ใหญ่บ้าน เมื่อเห็นเจ้านายกองม้าแปลกหน้าประพฤติเช่นนั้นก็พอใจนัก แล้วยืนสังเกตดูท่าทางและชมเชยลักษณะทหารของมัน ก็ให้นึกไปว่าบ้านระจันจะได้คนดีไว้ทำศึก ครั้นแล้วก็สืบเท้าใกล้เข้ามาและย่อตัวลงประคองมันกล่าวว่าเชิญน้องข้าลุกขึ้นเถิด เชื่อแล้วว่าพวกน้องมาด้วยบริสุทธิ์ที่จะคิดช่วยกันทำศึกให้แก่แผ่นดิน หยิบดาบขึ้นสะพายให้สมศักดิ์ทหารของเจ้าเสียเดี๋ยวนี้ แล้วเชิญเข้าพักผ่อนในค่ายเราทุกๆ คน

แล้วนายทองเหม็นก็สั่งชาวค่ายระจันที่มาด้วยให้เข้าประคองคนหลังๆตลอดไปเรียงตัว ทั้งให้มีคนจูงม้าของเฟื่องกับจวงเข้าไปด้วยความเคารพนับถือ

เพียงแต่เห็นเขาต้อนรับนอกค่าย ทัพมันหัวใจตื้นน้ำตาคลอที่ว่ามื้อนี้ไทยมันช่างรักกันนักหนา เมื่อใจมันเป็นทหารตรงกันอยู่เยี่ยงนี้ ศึกอีกสักแปดทิศก็จะผลาญให้มันย่อยยับไปไม่ยาก แล้วก็เดินจูงม้าคู่ไปกับผู้ใหญ่บ้านชาวระจัน เหลียวดูพวกพล เออ...มันกอดคอเดินสนิทสนมเหมือนรักกันมาสักร้อยปีกระทั่งล่วงพ้นประตูค่าย

นายทองเหม็นรีบวิ่งออกหน้าไปยังพันเรือง และคนอื่นๆ แล้วเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตามที่สังเกตเห็น และในชั่วครู่นั้นขุนสรรค์พันเรือง นายแท่น นายโชตินายจันทร์ ทั้งนายเมือง นายดอกไม้ และคนอื่นๆ อีกต่างก็วิ่งกรูกันมาห้อมล้อมมัน สีหน้าแต่ละคนล้วนผูกไมตรีแก่หัวใจมันนัก

นายจันทร์หนวดมีสง่ากล่าวว่า น้องข้าคงจะไม่ใช่คนพื้นบ้านนี้ดอกกระมัง เพราะตามสังเกตเห็นว่าน้องข้าคงจะมาจากไกลและเหนื่อยอ่อน ขุนสรรค์และพันเรืองนั้นมีอาวุโสตรงเข้ากอดมันไว้แล้วพูดเป็นทำนองคล้ายกัน ขอบใจนักเจ้าเอ๋ยที่มาสมัครก่อน และขอให้เจ้าคิดว่าเป็นคนเกิดในพื้นบ้านระจันก็แล้วกัน และคนอื่นๆ ก็กล่าวคำรักต่างๆ อีกมากมาย

ทัพมันปลื้มเป็นที่สุดมองจับหน้าทุกคนแม้ว่าจะเหี้ยมเกรียมเพราะกรำงานแต่ปลื้มอยู่ในหน้าให้นึกรักตลอด

“ฉันเป็นคนพื้นคำหยาดทุกๆ คน และที่มุ่งมานี่ก็ไม่คิดเป็นอื่น นอกจากจะขออาสาทำศึก ขอถวายชีวิตให้แก่แผ่นดินไม่อยากให้ใครมาข่มเหงเท่านั้น” แล้วทัพมันเล่าความตั้งแต่อพยพมากระทั่งคลาดกับชาวค่ายระจันที่กลับจากชนะศึกเพียง ๓-๔ ชั่วโมง

นายแท่นนั้นนึกพอใจมันนัก ส่วนนายโชติซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยกับแฟงมาแล้วดียังยืนตะลึงตะไลดูเฟื่องที่ยืนอยู่เคียงม้า เจ้าเหมือนกับสาวแฟงหญิงชาวดงศรีบัวทองราวกับแกะจากพิมพ์เดียว เมื่อพูดจารับรองกันอยู่อีกครู่หนึ่ง พันเรืองก็สั่งให้คนไปจัดที่พักให้คนเหล่านั้นตามสะดวกสบายทุกประการ

ล่วงวันมาอีก เมื่อข่าวที่โจษกันต่อๆ ไปเป็นกิตติศัพท์แพร่หลายว่าชาวค่ายระจันชนะศึก พวกราษฎรและชายฉกรรจ์ทั้งนายซ่องต่างๆ ที่หลบตัวซุ่มซ่อนอยู่ต่างก็พากันคุมพรรคพวกมาสวามิภักดิ์เข้าค่ายบ้านระจันมากขึ้น กระท่อมและเพิงพักปลูกเรียงรายเป็นขนัด จนได้กำลังคนจะร่วมพันและแบ่งแยกเป็นหมู่เหล่า พวกผู้หญิงก็สมัครมาเป็นกองเลี้ยงอาหารหุงหาเปลี่ยนเวรแบ่งแยกกันไปตามหมวดตามกอง

ฝ่ายสุรินทจอข่อง ครั้นเห็นพม่าตัวนายที่เหลือตาย ๒-๓ คน หนีกลับมาบอกว่า ชาวบ้านระจันได้ซ่องสุมผู้คนไว้มากมายและฆ่าพม่าที่ยกไปร้อยเศษตายหมด ก็ให้นึกหนักใจ ครั้นจะเอากำลังทหารที่มีประจำอยู่ทางวิเศษไชยชาญเข้าปราบปรามก็เกรงจะพ่าย จึงมีใบบอกไปยังแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือที่ปากน้ำพระประสบ แต่เนเมียวสีหบดีนั้นยังคงคิดว่าทัพบ้านระจันนั้นเป็นแต่เพียงพวกนายซ่องนายโจรไม่สำคัญ จึงสั่งให้งาจุนหวุ่น นายทัพคุมพล ๕๐๐ สรรพด้วยเครื่องสาตราวุธและกองม้า ยกจากค่ายปากน้ำพระประสบขึ้นบ้านระจันแต่เพลานั้น

ล่วงเพลาเช้าไปแล้ว ทั้งการซักซ้อมฝีมือและเพลงอาวุธของชาวค่ายระจันจะเลยมากระทั่งได้เพลากินอาหารและล่วงเลยมาอีกถึงเพลาพักผ่อน การสรวลเสเฮฮาในค่ายยังคงมีอยู่ครึกครื้นเช่นเคย บางหมู่บางเหล่าที่เป็นหัวหน้าก็ประชุมถึงอุบายจะทำศึก บ้างเรียกเหล่านักรบที่เพิ่งมาสมัครใหม่แล้วกล่าวคำปลุกใจ และบ้างก็ไปหาพระธรรมโชติอาจารย์ขอประเจียดมงคล ที่เป็นชาวพื้นบ้านมีเหย้าเรือนอยู่ในบ้านระจันมาก่อนก็ยังคงสงบอยู่เหย้าอย่างสบาย

ล่วงสายมาอีก ตะวันสายที่จะร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ชาวค่ายระจันทุกคนก็จะต้องตื่นตระหนกทั้งหญิงชาย เพราะเสียงกลองศึก กลองศึกกำลังรัวเร้ามาจากบ้านพันเรือนแล้วก็รัวรับกันมาอีกเป็นทอดๆ เสียงกลบดังหนึ่งทุ่งบ้านระจันคำราม

ผู้หญิงจากเหย้ามาเป็นแถวทั้งกระเช้าและช่อดอกไม้ในมือผู้ชายดาบขัดหลังและอาวุธอื่น ตามถนนม้าก็ผูกอานพร้อมตัวหัวหน้านับแต่ขุนสรรค์ พันเรือง นายแท่น นายจันทร์และคนอื่นๆ อีก ล้วนแต่ยืนตระหง่านเป็นประธานบนที่สูงหลังครกหรือไม้แคร่และหลังม้ากล่าวประกาศเช่นเคย

ครู่นั้น...กองม้าซึ่งตั้งอยู่ท้ายค่ายห่างพวกนักรบอื่นควบลิ่วมา ผ่านแถวหญิง ผ่านกำนันกระทุ่มด่านและแม่เจ้าจวง กระทั่งถึงผู้เป็นหัวหน้าค่าย อ้ายสีดอกเลาก็ถูกกระชากจนหน้าผก

อ้ายหนุ่มคำหยาดโดดจากหลังอ้ายเลาตรงเข้าหาหัวหน้าซึ่งยืนอยู่เรียงทุกคน

“ข้าขออาสาเข้าตีก่อนเป็นศึกหน้าสิ้นทั้งกองนี้”

หัวหน้าพากันมองมันสิ้น คำอาสาของมันจับใจนักรบไม่รู้หาย หากแต่เจ้าทัพรู้ตัวอยู่ว่ามันเป็นนักรบเพิ่งสมัครเกรงจะยังเป็นที่แคลงใจของเหล่าหัวหน้าและชาวค่ายด้วยกัน จึงพูดดังๆ เพื่อได้ยินกันทั่วเป็นคำมั่นสัญญา

“ข้าขออาสา ถึงจะมีคนพร้อมแล้วกองอื่น แต่กองม้าคำหยาดนี่จะต้องขอผสมไป จะขอตายก่อนที่ชาวค่ายอื่นจะต้องตาย” สิ้นคำก็มีเสียงโห่ร้องอึงคะนึงพอใจ

ครั้นได้พลพร้อมแล้วรวมทั้งกองม้าสมัคร จึงนายเมืองชาวศรีบัวทองและนายดอกไม้ชาวบ้านกรับผู้ยังมิได้ออกรบเลยต่างก็ขันอาสา แล้วคุมนักรบบ้านระจันมาหาพระอาจารย์ธรรมโชติอยู่หน้าศาลาเดิม

กองม้าคำหยาดที่อาสาเป็นศึกหน้ากำลังสงบฟังคำเห็นภิกษุผู้ยืนทั้งชายจีวรปลิวทำให้มันหวนนึกไปถึงคำหยาดคืนฝนตกหนัก นึกไปถึงหลวงพ่อผู้ให้กำเนิดและวิชาทั้งโอวาทต่างๆ กระทั่งมันยกมานี่ หัวใจรักชาติบ้านเกิดคุขึ้นร้อนแรง เมื่อฟังคำพระอาจารย์ธรรมโชติกล่าวว่าพวกเจ้าบัดนี้มากันพร้อมมูลมากหลายครบเป็นกองทหารแล้ว พวกเจ้าจะต้องสู้ศึกมิใช่จะส่วนแค้นถ่ายเดียว แต่จะต้องอาสาสู้เอาชีวิตถวายให้แก่ชาติเลือดเนื้อเจ้าจะต้องถวายแผ่นดินและเจ้าชีวิต แล้วสวัสดีมีชัยก็จะเกิดแก่พวกเจ้า

ทัพและกองม้ามันคุกเข่าลง หันหน้าไปทางเบื้องใต้อันเป็นทิศศรีอยุธยากรุงหลวง แล้วมันก็กล่าวปฏิญาณนำขึ้น

“ข้าจะออกศึกในชั่วครู่นี้ ชีวิตข้า หัวใจข้า ขอมอบให้แก่พื้นแผ่นดินและชาวไทย สองแขนข้าจักขอทำศึกป้องกันค่ายและพี่น้องบ้านระจัน สองแขนข้าขอถวายเจ้าชีวิตแล้วเยี่ยงทหาร”

จบคำ น้ำมนต์ก็พรมลงมาแล้วก็โปรยปลิวไปทั่วกองม้าศึกดังสายฝนเมื่อเดือน ๑๒ แล้วอ้ายสีดอกเลาก็โลดเต้นผกหน้าคะนองยกกองม้านำเป็นขบวนแรก แล้วพลเท้าของนายเมือง นายดอกไม้ก็เดินคุมเป็นกองกลางตาม ผ่านพี่น้องร่วมตายชาวระจัน ผ่านผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยกมือสาธุอวยชัยให้พร ผ่านนักรบร่วมค่ายที่ยืนอิจฉามิได้ออกศึก

แฟงมันยืนกำสวมเสื้อแล้วห่มแพรจีบ ในมือมีดอกไม้ไพรเต็มกระเช้าคอยอยู่ใกล้ประตูค่าย มันโลดเต้นอยู่ในหมู่เพื่อนหญิงด้วยความเริงใจที่เห็นบ้านระจันมีทัพครบขบวนทั้งกองม้า และเห็นกองม้าวิ่งเหยาะมาแต่ไกล ที่เจ้าเห็นเละอ้ายตัวนำก็อดจะคิดไม่ได้ว่าทำไมอ้ายกองม้าบ้านคำหยาดจึงไม่อาสาศึก

ใกล้มาอีก อ้ายม้านำทั้งดีดหน้าดีดหลังและผกโผน แม้จะเป็นกองอาสาใหม่ชาวระจันก็โห่ร้องให้มัน ผู้หญิงขว้างดอกไม้และผ้าแถบ แฟงมันก็เตรียมดอกไม้อยู่แล้วเต็มกำมือ

อ้ายเลาโดดเต้นใกล้จะถึงประตูค่าย หลังมันยังมีดอกไม้พลอยติดมาด้วยเจ้าทัพเล่าก็ปลื้มเหลือ หัวใจตื้นที่ได้ทำศึกไว้ฝีมือ ชักอ้ายเลาผันผวนมาหว่างทางสองฟากเต็มไปด้วยหญิงชายชาวค่าย พอจะถึงประตู อโห เจ้าฟ้าเจ้าสวรรค์อีแฟงของพี่ใช่แล้วหรือไร

พอจ้องสบตา แฟงมันก็สาดดอกไม้หมดกระเช้าลืมคิดว่าขบวนม้ากำลังจะไปศึก วิ่งปราดมายึดอ้ายเลา

“พี่ทัพเรอะ”

“เออ อีแฟง” มันรับทันควัน อ้ายเลายังโลดหวนไปหันมา “เออ แฟงเอ๋ยเรามาร่วมค่ายกันแล้ว มึงอยู่เถิด พี่จะออกศึก”

แฟงมันร้องไห้เพราะแสนดีใจ นึกว่าจะตายสูญหน้าไปแล้วก็กลับมาพบกันอีก มันกลับมาเป็นทัพหน้าของบ้านระจันอย่างชวนให้แฟงปลื้ม

“พี่ต้องชนะกลับ ฉันจะคอย จะดึกดื่นฉันก็จะหุงข้าวคอยพี่กิน” แล้วแฟงก็ถอดแพรห่มผูกคออ้ายเลา พวกผู้หญิงก็สาดดอกไม้ โห่ร้อง บ้างก็หลั่งน้ำตาปลื้มแทน

ทัพก้มลงจับแขนแฟง เนื้อแขนมันจากมือไปหลายเดือนตั้งแต่กระทุ่มด่าน ยังเป็นเนื้ออุ่นของอีแฟงที่คอยมืออยู่อีก เขย่าและบีบเนื้อแน่นให้สัญญา

“ชนะซีวะแฟง ถ้าบ้านระจันมีมึงอยู่คอยแล้วอีกร้อยศึกก็ชนะ แพรผูกคออ้ายเลานี่แหละธงชนะของกู เออ มึงคอยโห่รับกูเถอะ”

มันหักใจเตือนอ้ายเลาออกพ้นประตูค่ายไม่เหลียว ประตูค่ายซึ่งเป็นเส้นบอกเขตว่าพ้นไปตายหรือกลับมาชนะ แต่ต้องชนะ เพราะอีแฟงมันคอยด้วยใจรอนๆ เพราะพบอีแฟงเมื่อครู่ก็ต้องจากอีแฟงไปศึก

งาจุนหวุ่นซึ่งเดินทัพมาแต่ค่ายใหญ่ปากน้ำพระประสบ ยังคงคาดการณ์ล่วงหน้าเป็นประมาทว่า เพียงทัพชาวบ้านซึ่งไม่มีระเบียบและวินัยศึกแลคนสักหยิบมือหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่พบกองม้าหน้าครึ่งร้อยก็จะแตกยับเยินในชั่วพริบตา แต่หาได้คิดเฉลียวแต่สักน้อยหนึ่งไม่ว่าพล ๕๐๐ เศษรวมทั้งกองม้าที่เป็นปีกซึ่งยกมาอย่างประมาทหว่างทุ่งและดงเปลี่ยวสองฟากนั้น ได้ถลำเข้ามาอยู่ระหว่างทางกลางทัพบ้านระจันแล้ว

นายเมืองกับผู้เป็นหัวหน้าอื่นเมื่อเห็นเชิงได้เปรียบเช่นนั้นจึงนัดแนะสัญญาที่จะเข้าตีพร้อมกันทุกด้าน เจ้าทัพมันอาสาจะคุมกองม้าเข้าลุยพลเท้าตลบให้ขาดกลางเสียขบวนก่อนแล้วจึงจะเข้าตีกองม้าที่ยกมาเป็นปีก

ตะวันขึ้นสูงตรงหัว แดดกล้า กลางทุ่งทั้งเงียบเชียบไม่มีวี่แววว่าชาวค่ายระจันจะยกมารับ เป็นเหตุให้งาจุนหวุ่นนอนใจจึงนำทัพเดินเลียบเข้าชายดงหลบแดด

เจ้านายม้าคำหยาดมันซุ่มดูกิริยาอาการของทัพพม่ากระทั่งใกล้จะผ่านให้หลังไปไม่สำนึกตัว บังเหียนก็ผูกหัวอานกระชับแน่นดาบอาทมาตดิ้นรนแล่นปราดจากหลัง แล้วดาบทั้งหลายร่วม ๕๐ ก็คายจากฝักพร้อมกัน

พอขบวนท้ายของข้าศึกผ่านไปอ้ายเลาก็ถูกโกลนเตือนสีข้างแลตบแผงโผนออก ทัพมันห้อจนสุดฝีตีนอ้ายเลาแล่นเข้ากลางหมู่พลเท้าตลบตัดเข้าข้างหลังดาบก็ควงหวดหนเดียวขาดไม่ซ้ำสอง ปากก็กู่ตะโกนสั่งกองม้าคำหยาด

“น้องกูต้องไว้ชื่อ ย่ำให้ละเอียด”

ไม่ทันสั่งเป็นคำสอง ไม่ทันที่พลเท้าของงาจุนหวุ่นจะกลับหน้าสู้ ม้าศึกทั้งกองก็แล่นเข้ารังควานอยู่กลางทัพกองหลังระเนระนาดฝุ่นฟุ้งเพราะฝีเท้าม้าตะลุย เมื่อฝุ่นแล่นฟุ้งไปทิศใดทิศนั้นก็แลเห็นเลือดกองและศพก่าย เมื่อฝุ่นจางแล้วเจ้านายกองนำศึกก็ตะโกนก้องเป็นสัญญานัดเข้าตีพร้อมกัน

“บ้านระจันรบ...รบ” แล้วก็เสียงรบขึ้นพร้อมกัน และต่อไปก็เสียง...บ้านระจัน...บ้านระจัน คำรามไปทุกฝีดาบ

พอเสียงบ้านระจันคำรามขึ้นกลางทัพพม่า นายดอกไม้บ้านกรับซึ่งคุมพลซุ่มสกัดอยู่ในดงไม้หน้าก็ขานรับกระหึ่มขึ้นแล้วแล่นกรูเข้าใส่ ถัดมาก็ทัพนายเมืองที่ผงาดออกจากดงข้างใต้รบตลบเข้าผ่านกลางทัพจะให้ขาดสองซีก เสียงคำปลุกศึกนั้นก้องทุ่งแต่คำว่าบ้านระจัน...บ้านระจัน....บ้านระจัน กระหึ่มทุ่งพร้อมกันหมดสิ้นทุกด้าน

ปีกของงาจุนหวุ่นซึ่งเป็นกองม้าก็เริ่มเข้าตีเพื่อแก้งาจุนหวุ่น ซึ่งติดอยู่ในที่ล้อมออก ชาวค่ายระจันพอถูกกองม้าประชิดเข้ามาก็เสียขบวนล้อมที่จับตัวแม่ทัพและใกล้จะเป็นอันตราย

ม้าค่ายระจันมันลุยขาดมาอยู่จนทัพหน้า พอจะย้อนรังควานอีก ฝุ่นที่จางก็ทำให้ทัพมันเบิ่งตาตะลึงมอง โอ้ ทัพระจันพลเท้ากำลังถูกกองม้า ๕๐ ที่มากกว่าคำหยาดเท่าตัวกำลังจะแบ่งพลจากล้อมนายมันย้อนเข้าหั่นพลเท้าไทย

“สังข์” มันหันเรียกแก่กองไทยเก่า “มึงแบ่ง ๑๐ ม้าเข้าตีอ้ายพวกที่ล้อมนายมันไว้ กูจะลุยอ้าย ๓๐ นี้เอง”

ม้านายสังข์ควบลิ่วไปแล้ว ควบตรงเข้าปะทะซึ่งๆ ที่กองล้อมตัวงาจุนหวุ่น ทัพมันจึงหันมาให้สติพวกอยู่หลังในบังคับ

“เฮ้ย...บังเหียนผูกเอวตายกะม้า กูจะตะลุมบอน”

พอพร้อมในพริบตานั้นมันก็สั่ง “เข้าตีกองม้าตามกูเร็ว”

อ้ายเลาวิ่งเข้าใส่ และม้าแบ่งอีก ๑๕ ตัวตามติด ชาวค่ายระจันกำลังถูกกองม้าข้าศึกโถมร่นมา พอเสียงปลุกขวัญครืนมาข้างหลังกองพม่าก็รวน เสียงม้าชนม้า...เสียงดาบฟาดดาบและดาบกัดเนื้อ คำว่าบ้านระจันดังลั่นฮึกขึ้นทุกที มิช้ากองม้าที่ติดพันกันชุลมุนหมดก็ร่อยหรอลง บ้างหลังเปล่าไม่มีเจ้าของ ลางม้าเหลือแต่เพียงเจ้าของนั่งหัวหาย พอฝุ่นจางอีกครั้ง กองม้าที่คะนองอยู่กลางฝุ่นตะลุมบอนก็แลเห็นจำกันได้เป็นแน่ว่าม้าศึกของบ้านระจัน

ทหารล้อมที่ชิงตัวนายออกมาคงแตกยับเยินเหลือไม่กี่คนพร้อมด้วยงาจุนหวุ่นซึ่งรีบรุดหนีเอาชีวิตรอดกลับไปพร้อมด้วยใจสนเท่ห์ที่เกิดแก่ทัพพม่า ซึ่งไม่คิดว่าชาวค่ายระจันจะเหี้ยมหาญชำนาญศึกทั้งพลม้าและฝีมืออาวุธสั้นของพลเท้าไทย คงทิ้งทหารที่ป่วยหนักและล้มตายให้เกลื่อนดิน เหมือนยุน้ำใจให้ชาวระจันคะนองศึกยิ่งขึ้น

ทุกหัวใจภายในค่าย คงเป็นหัวใจที่คอยอย่างกระตือรือร้นที่จะได้ข่าวศึก บ้างบนบานศาลกล่าว บ้างแหงนสังเกตดวงตะวันที่เพิ่งคล้อยไปด้วยใจร้อน แต่แฟงมันร่าเริงอยู่ตลอดเวลาเพราะเชื่อฝีมืออ้ายกองม้าของคำหยาด

พอตะวันคล้อยมาอีกเลยบ่ายมาจนแดดอ่อน ม้าเร็วก็ล่วงหน้ามาอย่างรีบร้อนบอกข่าวศึกชนะ ในค่ายจึงต่างเตรียมจะรับมิ่งรับขวัญทหารหาญทั้งดอกไม้ช่อและกระเช้าข้าวตอก ตามลานดินก็ตั้งวงอาหารไว้คอยท่า และอีกชั่วครู่เดียวเสียงเพลงศึกก็ลั่นมาจากนอกค่ายไกล กลองชนะและฆ้องชัยในค่ายก็กระหึ่มรับ เสียงโห่และร้องแซ่ซ้องดั่งพายุฝนจักถล่มฟ้า

เหลือที่แฟงมันจะอดใจคอย เสียงโห่ฮึกและร้องเพลงใกล้เข้ามาทุกขณะ ใกล้เข้ามาจนมองจากปากประตูค่ายเห็นกองม้าควบมาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เห็นแพรห่มที่ผูกคอม้าตัวหน้าปลิวสะบัดชายแพรชนะ ม้าและคนขี่มันพาชนะมาให้ชาวค่ายระจันสมกะตั้งใจคอย

แฟงวิ่งตื๋อจากประตูค่าย แล้วเพื่อนหญิงอีกหลายคนก็วิ่งกราวตามไปก็พออ้ายเลามันควบมาถึง

“ทหารกล้าบ้านระจัน” แฟงเจ้าอ้าแขนร้องรับ แล้วแฟงมันก็ถูกแขนยังชุ่มด้วยเลือดโฉบมาจากม้าอุ้มตัวขึ้นติดแผงคออ้ายเลา ชายแพรปลิวยังกรุ่นกลิ่นคาวโลหิต

“ชนะเป็นของมึง แฟง” ทัพมันกระซิบพลางผ่อนฝีตีนอ้ายเลาลง “กูรีบล้างศึกเพราะรู้ว่ามึงคอย ประเดี๋ยวเอ็งต้องป้อนข้าวข้านะแฟงนะ”

แฟงพยักหน้าอิ่มเอิบหัวใจ อ้ายเลาห้อไป แขนทัพมันก็หิ้วเจ้าขึ้นนั่งหลังอ้ายเลา เมื่อพ้นประตูค่ายทั้งข้าวตอกดอกไม้น้ำอบน้ำหอมก็หว่านมา ฆ้องหุ่มจนขนเกรียว และเสียงบ้านระจันเป็นจังหวะกับเสียงฆ้อง กระทั่งแถวนักรบค่ายระจันเดินเข้าค่ายสิ้นขบวน

เย็นนั้น วงอาหารตั้งเรียงราย ผู้หญิงต่างก็จากเหย้ามาเลี้ยงอาหารหมด หญิงลูกอ่อนเจ้าก็อุ้มบุตรน้อยมาหาพ่อที่ชนะศึก อีคนรักคนใคร่ก็มาเยือนรับขวัญกันเป็นคู่ พ่อแม่มาปลื้มใจลูก คนแก่ทั้งผู้เฒ่าทั้งหลายอื่นมาปลุกปลอบน้ำใจมาฝากชีวิตอันจะต้องพึ่งพาความปกป้องจากชายฉกรรจ์ นักรบชาวเมืองสิงห์ สรรค์ทั้งวิเศษไชยชาญและสุพรรณที่ร่วมใจกันสู้ศึกพลีชีวิตให้แก่ชาติแล้วรวมเรียกว่าชาวค่ายบ้านระจัน ฆ้องชัยยังคำรามหุ่ม เพลงชนะศึกยังครื้นเครง แม้ว่าดาบจะคืนฝักแล้วใจยังโลดลำพอง ชายกอดชายที่ร่วมศึกเป็นคู่ๆ ไทยกอดคอไทยน้ำตาหลั่ง ตายเถิด จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ตายแทนไทย บ้านใคร...ใครก็รัก เมื่อชาติอื่นภาษาใดจะเข้ามาครอบงำข่มกันจนถึงบ้านแล้วจะให้หนีไปไหน จะทิ้งเหย้าที่เคยอยู่ทิ้งเมียและลูกสาวให้เข้าครองชมเชย ปู่ย่ากราบไหว้อยู่ทุกวันจะให้ข้ามกรายเหมือนหนึ่งทาสเยี่ยงนั้นหรือ? อย่า...ถ้าบ้านระจันยังเหลือชายอีกเพียงคนแล้วก็....เมินเสียชาติ

ลานดินประชุมพลแลดาษดื่นไปด้วยเหล่าทหารที่ชนะศึก และนักรบประจำค่าย สุราอาหารเพิ่มเติมอยู่บริบูรณ์ไม่ขาด ยามเปลี่ยนยามมากินข้าวหัวหน้าทั้งหลายนับแต่ขุนสรรค์ พันเรือง นายแท่น นายจันทร์ และคนอื่นก็แยกย้ายกันอยู่ประจำทั่วกลุ่มทั่วหมู่เพื่อเป็นที่ปลื้มใจแก่เหล่านักรบ แลพูดจารักใคร่กันเยี่ยงพี่เยี่ยงน้องร่วมตาย บางวงโห่ฮึกเพราะสาวป้อนข้าวและถูกแอบหยอกหอมข้างแก้ม และก็เป็นเยี่ยงนี้แสนที่จะสุขหัวใจกันแทบทุกวง

ท้ายค่ายอันเป็นทางจะเข้าวัดโพธิ์เก้าต้น กองม้าซึ่งปลดอานพักแสนสำราญ อ้ายสีดอกเลากำลังดื่มน้ำและเล็มหญ้าอ่อนอยู่ไม่ห่างม้าสาว เจ้าของมันก็กำลังปลื้มอยู่กลางหมู่สาวๆ ส่วนเฟื่องและจวงเมื่อพบแม่แล้วทั้งลุงกำนันกระทุ่มด่านก็จากเหย้ามาบำเรอทหารอื่นอันเป็นกองม้าคำหยาดทั้งนายสังข์นายขาบสามี แต่แล้วทัพมันตีตัวห่างจากวงสมุนไป ๓-๔ วา ด้วยมีสำรับกับข้าวเป็นพิเศษของเจ้าแฟง เพราะถ้าหากจะร่วมวงอีกถึงเฟื่องกับแฟงมันจะคืนดีกันแล้ว แต่ใจของอ้ายทหารฝีมือลือยังไม่สิ้นกังวล เมื่อก่อนที่บ้านคำหยาดโน้นในครัวไฟแฟงมันถูกเฟื่องค้อน แต่นี่บ้านระจันแฟงมันจะต้องค้อนติงเฟื่องมั่งถ้าหากขืนมาเอียงหน้าป้อนข้าวผิดไปมิใช่ปากนายหมู่ขาบ

นับแต่วันประพฤติร้ายเข้าปล้นทัพที่ทุ่งคำหยาดมาจนบัดนี้ทัพมันเพิ่งจะลิ้มรสเหล้าเต็มอึก ๓-๔ จอกเกลี้ยงหาย และอีก ๔-๕ จอกที่แฟงส่งก็เกลี้ยงไปอีก อีแฟงงามก็เพิ่มงามขึ้น แต่กระดากอายเจ้าเฟื่องหรือสมุนอื่นกลับน้อยลง ปากก็อ้าดั้งลูกนกคอยอาหารป้อน

“ป้อนอีกเถอะวะแฟง...เออ...อ้ายข้าวอ้ายปลานั่นดูแต่พอควรเถอะ ถึงแกล้มก็แต่น้อยและยุติเสียมั่ง เหล้านั้นแหละวะแฟง แก้มแทนแกล้ม ดื่มทีจูบทีเดี๋ยวข้าก็อิ่ม”

“เอ้า! ตะโกนไปเหอะ เขาจะได้มองกันเล่น ไม่อายเรอะ” แฟงมันทำเสียงดุแล้วก็รินเหล้า ตาก็ชำเลืองไปวงใหญ่ “ไปจูบวงโน้นเขาซี”

เฟื่องจับหูฟังอยู่ก่อนร้อน “แนะ! อีแฟง นี่มึงจะไม่สิ้นเรื่องกะกูหรือไง” ขยิบตากับผัวแล้วก็ตอบไปมั่ง “มาพี่ทัพ มาเหอะมาจูบฉัน”

ฤทธิ์เหล้ามึนหน้า ทัพมันก็กลายเป็นคนอารมณ์ดีสนุกสนานจึงตอบไปตามฤทธิ์สนุกครึกครื้นใจว่า “ขออนุญาตขาบมันแล้วรึเฟื่อง”

ขาบก็พลอยสนุก “เชิญเถอะพี่ทัพ เชิญหอมให้หายเหนื่อยตามสบายพี่เถอะ ฉันอนุญาต”

“งั้นก็มา” ทัพกวักมือ “เออน่ะ ถ้าว่าเสร็จศึกรู้ใจกันพรรค์นี้ละก้อข้าก็ชนะทุกวัน รบทุกวันก็ไม่เหนื่อย”

ฮากันครืนใหญ่หมดทุกคน เป็นวันแรกที่ใครๆ ได้เห็นทัพมันสนุกสนานยิ้มแย้มคะนองสาว เป็นมื้อแรกที่อ้ายหนุ่มกล้าศึกมันทำเหมือนเจ้าชู้ถนัดในเชิงสาวเมื่อตะวันตกดิน

เฟื่องก็หาบังอาจจะก้าวมาสมปากพูดไม่ และเสียงฮาทั้งหัวเราะต่อกระซิกนั้นทำให้แฟงมันเพิ่มงามขึ้นอีก ทั้งโทโสกล้าแล้วอายม้วน ขยับตัวจะลุกหนีกลับเหย้า แต่ถูกทัพยึดตัวให้นั่งลงแล้วมันก็เอกเขนกเอนตัวทับตักแฟงรำพันขึ้นค่อยๆ ได้ยินกันแต่เพียงสอง

“แต่ใครมันก็ไม่รักข้าเหมือนแฟง คนคอยก็ไม่มีใครเหมือนแฟงคอยข้า”

แฟงผลักไสด้วยฤทธิ์งอน หัวใจเด็กยังไม่สิ้น พอได้ฟังคำรักก็ทั้งแค้นและน้อยใจ “ฉันไม่ได้รักใคร ไม่คอยใครทั้งนั้น พรุ่งนี้จะออกจากค่ายไปลับหูลับตา”

ทัพนึกว่าแฟงพูดเล่นจึงตอบเย้าเล่น “ไปให้พม่ามันเอาไปแกงเสียงั้นเรอะ”

แฟงกลับคิดไปว่าเป็นคำประชดประชัน จึงตอบหวังให้สมแค้นสะใจ “จะแกงหรือเป็นเมียมันก็ยอม”

“หะ! อีแฟง” ทัพผงะขึ้นทั้งหงายๆ “อย่าว่าแต่พม่าจะอยู่เพียงค่ายวิเศษไชยชาญเลย ถ้าหากมันจะริบตัวมึงไปเป็นลูกเป็นเมียละก้อให้ถอยไปอยู่อังวะโน้น...เฮอะ! ถ้ากูไม่เหยียบไปถึงอังวะก็อย่าลอง”

“จะไปทำไมกัน”

“ชิงมึงมาซีวะ” แฟงแค่นหัวเราะ “เฮอะ! เจ้าคนกล้า อย่าเพิ่งแล่นไปอังวะเลย บ้านระจันนี้ก็จงอยู่คุ้มให้พ้นเดือดร้อนเสียก่อนเหอะ”

หากเป็นปากอื่นพูด ปากก็จะต้องอมเลือดเพราะถูกตบแน่ที่พูดหยามฝีมือ แต่นี่อีแฟง...อีเด็กๆ อยู่เมื่อวานซืนและมันก็สาวเต็มตัวแล้ว ถึงมันจะพูดจาก้าวร้าวก็เพราะฤทธิ์แค้นแสนงอนก็น่าจะคิดอภัยมัน

ทัพจึงทำสรวลเสอารมณ์ดีแล้วโอบคอแฟงมากระซิบให้ฟังที่ใกล้หูว่า “อีแฟง...มึงน่ะพูดจาไม่น่ารักที่ตรงไหนเลย แต่...เฮ้ย! แฟง ทำไมกูถึงรักมึงได้มึงรู้เรืองบ้างไหม? แลต่อๆ ไปกูต้องห้ามขาดไม่ให้มึงพูดว่าจะไปยอมเป็นเมียคนอื่น”

แฟงประหลาด นี่มันพูดเพราะฤทธิ์เมาสุรารึว่าหัวใจแท้มันมีอยู่เช่นนั้นจริง แล้วความคิดก็หวนไปอยู่ศรีบัวทองและกระท่อมหลังตาล ๕ ต้นที่คำหยาด

เสียงฆ้องย่ำขานยามบอกเวลา ตะวันตกดินสนิทบรรดาพวกนักรบและชาวด่านที่นั่งเลี้ยงดูกันต่างก็กลับเหย้าและค่ายพัก บ้างยังนั่งแช่คุยสนุกสนานก็มีอยู่ห่างไกล แต่วงเลี้ยงที่นายสังข์ นายขาบและเจ้าเฟื่องกลับกันทีละคนสองคน ส่วนสมุนและไพร่พลของทัพนั้นรีบลุกจากวงเพื่อทอดหญ้าและสุมไฟให้ม้านอน มิช้าก็เหลือชั่วทัพกับแฟงอยู่ด้วยกันเพียงสองต่อสอง

ทุ่งแจ้งมัวมืดตลอดทุกแห่งสิ้นแล้ว ค่ายม้าซึ่งตั้งอยู่ห่างพลเท้าทางจะไปวัดกำลังก่อไฟเรียงหลายกอง แต่มิไยใครอื่นจะคิดคืนเหย้า มิไยใครจะทุกข์ร้อนหรือกะการศึกสนุกสนาน ทัพมันยังคงปลื้มกระหยิ่มที่อยู่ใกล้แฟง ลืมศึกลืมพม่าที่นอนศพก่ายนับร้อยเพราะฝีมือชาวค่ายระจันสิ้น

แต่อีแฟงมันบ้าเสียแล้ว อีแฟงมันจะบ้าใหญ่ผิดอีแฟงเมื่อก่อน...เมื่อก่อนที่คำหยาดและศรีบัวทอง เมื่อก่อนที่ยังต้องหวงรักไว้ให้อีเฟื่องด้วยหวังบริสุทธิ์ อีแฟงที่ก่อเหตุทำทีจะรัก แต่เมื่อนี้อีเฟื่องก็เป็นอื่นไปแล้วพ้นหัวใจ กังวลก็หวังอยู่เป็นหนักว่าจะได้รักอีแฟงให้สมใจกันแต่เพียงหญิงหนึ่งชายเดียว แต่แฟงก็มาเปลี่ยนเป็นอื่นให้ผิดคาด

“กลับหรือยังล่ะมืดแล้ว ฉันเหนื่อย จะได้ไปนอนพักมั่ง” แฟงเร่งเร้าจะให้กลับและจัดแจงเก็บสำรับกับข้าว

“จะรีบไปไหนเล่าวะแฟง”

“ก็จะอยู่ทำไมอีกล่ะ ใครๆ เขาก็กลับกันหมดแล้ว”

“คุยกันอีกก่อนซีล่ะ คุยกันให้สมกะที่นานๆ ได้พบกัน รึเอ็งเกลียดข้าไม่อยากจะคุยให้รู้ไป”

“เกลียดซี” เจ้าดอกไม้ไพรที่มาจากศรีบัวทองรับ “นี่จนใจอยู่ว่าเป็นทหารค่ายระจันหรอก หาไม่ก็จะไม่ขอพบขอเห็น”

เลยทำให้ทัพแสนจะขำ เพราะอีแฟงโกรธเหมือนแกล้งโกรธไม่มีเรื่อง จึงจับสองแขนรวบดึงมันมา แต่แฟงกระชากกลับ

“พิกล...เล่นอะไรพรรค์นี้ ค่ำมืดไม่มีคนแล้วขืนทำพรรค์นี้ก็เท่ากะแกล้งจะให้คนนินทากันงั้นซี”

“ใครวะมันจะมานินทา...มาเหอะ” แล้วก็คว้าข้อมือรั้งมาอีก ครานี้ถึงแฟงจะดิ้นสะบัดอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อย

“จะงอนไปไหนวะแฟง ข้าไม่เมานาจะบอกให้ แต่ถ้าเอ็งขืนทำดื้อจริตข้าก็จะทำเมาจูบเอ็งล่ะ ใครจะมาทำไม?”

หากทัพเป็นเช่นนี้เสียแล้วแต่เมื่อก่อน แฟงมันจะไม่ปริปากว่าเลย อ้อ...นี่มันสิ้นคิดสิ้นทางแล้วจึงหวนมารักแฟง แลก็ทำด้วยอำนาจถือใจข่มเหงกันเล่น

พอทัพจูบแฟงมันก็ร้องไห้ แฟงไม่ดิ้นรนอีกต่อไปเหมือนคนทอดชีวิตยอมตาย แต่เจ้าทัพก็คงมืดมัวหัวใจสำคัญผิด แล้วจูบซ้ำจูบเติมไม่หยุดหย่อน สติที่เมาอยู่ด้วยน้ำเมาก็เพิ่มความมืดมนหัวใจขึ้นอีกในเรื่องรัก

พอเงยหน้า แสงไฟไกลหลายกองสว่างพอเห็น เสียงสะอื้นที่ได้ยินกะหูทำให้ทัพประหลาดอัศจรรย์ อีแฟงน้ำตานอง อีแฟงน้ำตาไหลล้นหน่วยลงเปียกแก้มแล้วลุกนั่งยกสองมือปิดหน้าร้องไห้โฮ

“เอ๋อ...แฟง มึงบ้าไปรึนั้น” สติกับคำของทัพที่ถามยังคงเป็นสติของน้ำเมา “กูจูบกูรักน่ะมึงมันน่าจะดีใจเบาไปรึ...นี่กลับมาร้องไห้ ชิอีบ้า...มึงบ้าแล้วอีแฟง...บ้าแน่”

“ไม่บ้าหรอก” แฟงตอบทั้งเสียงร้องไห้ “ฉันไม่บ้าแลยังไม่เมาด้วยน้ำเหล้า”

“งั้นร้องไห้ทำไม?”

แฟงเปิดมือขบฟันกรอดแล้วชี้หน้าทัพ “ถ้ายังอยู่ดีๆ แล้วไม่ร้องไห้หรอก แต่เจ็บใจนัก” แล้วฝ่ามือน้อยก็ตบอกมันเอง

“เจ็บใจ...อูวะใครทำไมให้มึง บอกกูทีเรอะ”

“ก็อ้ายใครมันข่มเหงจูบล่ะ เมื่อกี้อ้ายใครที่มันถือว่าเป็นชายอกสามศอกมาทำหยามกันเล่นเมื่อกี้”

ทัพชักลังเล อีแฟงนี่มันจะบ้าพ้นเที่ยงหรือไงแน่ และมันก็ร้องไห้จริงๆจังๆ พูดกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันเป็นจริงเป็นจัง ขึ้นอีขึ้นอ้ายเหมือนคนอื่น “เอ๊ะแน่ะอีแฟงมึง” ทัพยังมีเสียงหัวเราะปนพูด “ก็จะมีใครอีกล่ะเว้ยที่จูบมึงนอกไปจากกู

“ก็นั่นแหละ ร้องไห้ก็เพราะมันดูถูกกันนั่นแหละ”

“อ้าว! นี่ข้าดูถูกเอ็งแล้วเรอะ วะแล้วกัน นี่เอ็งนิ่งให้ข้าจูบก็เพราะเอ็งจะคอยเอาดูถูกจากข้างั้นหรอกรึ อื๋อ นิ่งของมึงนี่ยังกะยาเบื่อยาพิษเทียวเรอะแฟง”

“เปล่า ไม่ใช่จะนิ่งเอาเชิงหรือทำจริต” แฟงว่าใจแค้นก็ยิ่งขึ้นแล้วก็ตอบฉาดฉานให้สมใจ “ไม่ใช่นิ่งจะคอยจูบ ไม่ใช่นิ่งเพราะเต็มใจ แต่ฉันเป็นผู้หญิงยากจะสู้รบตบมือ และฉันก็เป็นผู้หญิงอยู่ในค่ายรบ ตัวของข้าเป็นหญิงที่จะต้องบำเรอใจคนชนะศึก! ทหารกล้าบ้านระจันทุกคนเขามีคุณแก่หญิง คนแก่แลลูกเล็กเด็กแดง เจ้าเหนือหัวและพ่อเมืองก็ยังรักทหารกล้า ข้าก็รักคนสู้ศึก เมื่อต้องการบำเรอแฟงมันก็เต็มใจจะบำเรอสนองคุณเขา แต่พี่ทัพกะข้าเป็นคนกันเอง เรื่องหลังของพี่กับข้าก็มีอยู่เหลือหลาย เมื่อมุ่งมาทำกันพรรค์นี้ถ้าไม่หยามหน้ากันแล้วจะเป็นเรื่องไร”

ทัพร้องอือ ทั้งพูดและท่าทีของแฟงทำให้คืนสติ นี่แฟงมันผิดใคร มันบอกว่าคนเหาะได้ก็ยังไม่สงสัยเหมือนที่อีแฟงมีหัวใจประหลาดไปเช่นนี้

“มึงพูดจริงรึวะแฟง หรือหลอกกูเล่นอย่างมึงเป็นผี”

แฟงแค่นหัวเราะทั้งน้ำตา “อ๋อ จริง คนที่มาร่วมค่ายสู้ศึกระจันแล้วแฟงรักทุกคน เต็มใจบำเรอทุกคนไม่ว่าใคร”

อารมณ์ดีของอ้ายหัวหน้ากองโจรเมื่อก่อนค่อยละลายไปเพราะคำพูดแฟง อารมณ์หวงและเจ็บใจค่อยกรุ่นขึ้นมาเหมือนไฟแรกสุม

ยื่นหน้าถามแฟงว่า “กูก็คนชนะศึก จะจูบอีก”

“อ๋อ เชิญ” แฟงตอบไม่สะทกสะเทิ้น “เมื่อทหารชนะศึกจะประสงค์แล้วก็เชิญ”

ทัพหัวเราะตัวโอน แหงนหน้าไปกลางหาว บนฟ้ามืดดาวสุกยังขึ้นเหนือบ้านระจัน เป็นดาวดวงที่หลวงพ่อชี้ทิศให้มาสู่ค่ายระจันมาเป็นทหารมาสู้ศึกยอมตัวตาย ศึกนอกก็ชนะเมื่อบ่ายและค่ำ นี่มันเป็นศึกในหัวอกแรมปีที่นึกว่าจะชนะ แต่น้อยหรืออีแฟงกลับมาแปรกลศึกให้เป็นพิสดารไป มันดูถูกมันหยาบหยามคิดว่าทหารมาทำศึกเพราะคลั่งผู้หญิง

“มึงจะยอมบำเรอจูบกูอีกงั้นเรอะแฟง” เจ้านายม้าคำหยาดยังฝืนถามให้เป็นหัวเราะ แต่พอแฟงพยักหน้ารับและนองน้ำตาเพิ่มมาอีก สีหน้าทัพก็เปลี่ยน ยิ้มของมันที่เคยเห็นกลับเป็นบึ้งมุทะลุอย่างแฟงไม่เคยเห็น พร้อมกับมือโบกและตอบเสียงก้อง

“อ๋อ...กูไม่ต้องการ ฮะ...ฮะ อีแฟงกูไม่ต้องการหรอก กูมารบไม่ใช่จะมาแลกจูบของมึง แน่ะเฮ้ยอีแฟง ใจรบของตะหารมิใช่จะหวังแลกบำเรอของหญิง หากกูมารบก็เพราะจะกันลูกเล็กเด็กแดงและหญิงสยามศรีอยุธยาให้พ้นข่มเหง...กูมารบให้เจ้าเหนือหัวแลพ่อเมือง มึงเก็บคำไปพูดกะคนอื่นเขาเถอะ อีแฟง...ไป...ไปให้พ้น แล้วเก็บคำกูไปคิด ไปจำใส่ใจมึงไว้ให้ดี...และระวังตัวว่าถ้ากูยกกองออกศึกในมื้อหน้า หากเห็นมึงไปลอยหน้าส่งที่ประตูค่าย กูจะตัดหัวมึงไปโยนให้พ้นเสนียดค่ายระจัน อีแฟงมึงดูถูกกู เพราะใจมึงเองสำคัญผิด กูรักมึงก็จูบมึง แต่...หนอยอีแฟง มึงกลับสำคัญใจไปเสียว่าทหารกล้าเพราะมึงคอยบำเรอ ฮะ! อีแฟง ทหารสู้ศึกมิใช่เพราะทหารมันรักศรีอยุธยาเมืองนอนเอ็งหรอกหรือไร กูอยากรู้ว่าคำที่มึงหมายแน่ก็เผื่อว่าบ้านระจันไม่มีมึงแล้วกูจะหนีศึกงั้นรี ไปให้พ้น”

พอทัพถลันยืน แฟงก็ลุกถอยตัวเนื้อสั่น ไม่นึกไม่คาดว่าจะเป็นเยี่ยงนี้ มันชี้นิ้วไล่หน้าตามุทะลุเหมือนอยู่กลางพลม้า ใจแฟงที่เคยกล้าเคยงอนชนะมันแทบจะหยุดเพราะมันมอง นี่รักเจ้าไม่ชนะมันหรอกหรือ พี่ทัพมันเมาหรือบ้าหรือ

มองมันแลดาบสะพายให้นึกสยองใจ แฟงไม่กลัวตายเพราะมือมันหรอก แต่ตาจ้องของมันนั้นมีอำนาจเหลือจนต้องยกมือประณม

“พี่ทัพเป็นอะไรไป อีแฟงนะ” นังผู้หญิงศรีบัวทองเรียกชื่อมันอี และร้องไห้ดังๆ

“กูไม่เมานะอีแฟง ที่มึงบอกว่ามึงเป็นคนชื่ออีแฟงน่ะนึกว่ากูจะบ้าจูบจำได้งั้นรึ”

แฟงยิ่งร้องไห้เพิ่มโฮๆ ขึ้นอีก “ฉันพูดจริงๆ ฉันพูดดีใช่จะลบหลู่พี่ทัพข้อไรเลย” แล้วเจ้าแฟงก็รำพันด้วยความเสียใจ “ฉันก็หญิงสยามที่หนีภัย เมื่อผู้ชายเข้าสู้ศึกมีคุณแก่เมืองฉันก็รักและเต็มใจปฏิบัติให้ใช้ให้สอย ฉันเป็นหญิงออกศึกมิได้ แต่ก็รักคนใจกล้าชนะศึกจึงสู้ยอมบำเรอใจเขา”

“แต่มึงก็ดูถูกใจ” ทัพยังเน้นคำแค้นออกมาอีก “แก้มสองของมึงนั่นพอกับเลือดเนื้อทหารที่ถวายศึกให้แก่ชาติแล้วงั้นรึถึงได้พูดคำนั้น เหอ เหอที่ตั้งอยู่บนบ่าและหลุดไปแล้วเพราะสู้ศึกนั่นมึงจะเอาไปเทียบให้วิเศษน้อยกว่าราคาแก้มมึงงั้นรึ ไปเสียเถิด กูขอให้มึงหลบไปให้พ้นตากูเดี๋ยวนี้ คนอย่างกูน่ะไม่แพ้งามของมึงหรอก แน่ะ อีแฟง ถ้าทหารคนไหนแพ้งามมีใจห่วง อย่าว่าแต่สู้ศึกทั้งทัพเลยวะ ถึงสู้โจรแต่เพียงมีคนไม่กี่คนก็ต้องแพ้ ขอให้มึงจำอ้ายสังข์กะอ้ายขาบเป็นตัวอย่างเถอะไป มึงกลับไปคิดไปตรองเสียใหม่แล้วค่อยมาสู้หน้ากู”

แม้แฟงจะคร่ำครวญอธิบายความอย่างไร มันก็หายอมฟังเสียงฟังคำน้อยของแฟงไม่ นอกจากกล่าวขับไล่เหมือนเป็นเขาอื่นมิใช่กันเอง มันลืมเหตุหลังในกระท่อมเล็กหลังหมู่ตาล ๕ ต้นที่คำหยาด มันลืมใต้ต้นไม้ในดงเปลี่ยวที่กระทุ่มด่าน ลืมตะวันเย็นและเมฆฝน กระทั่งลำคูกระโดงที่อุ้มอีแฟงขึ้นมาจากหนาวเพราะหนีนายสังข์เมื่อโน้นสิ้น

แฟงชำเลืองหน้ามันชั่วแวบเหมือนหนึ่งจะขอจำหน้าไว้เป็นครูสอนใจอีกแล้วก็หันหลังออกเดิน ห่างไปแต่ชั่วเท้าพาตัวเดิน แต่ใจแฟงยังทิ้งความคร่ำครวญไว้แทบเท้านั้นเอง ทัพเล่า พูดไปแล้วก็หวนนึกได้ว่าโมโหคิดของมันชั่วแล่นคงทำอีแฟงให้ช้ำใจและคุมแค้นไปชั่วปี แล้วก็ยืนดูแฟงเดินก้มหน้าดุ่มจนลับตา แลตัวมันเองก็ออกจากที่ยืนเดินเหงาไปตลอดทาง กระทั่งถึงกองม้าพักซึ่งอยู่ปากทางไปวัด

ฝ่ายค่ายใหญ่ของพม่าซึ่งตั้งอยู่ ณ ตำบลวัดป่าฝ้ายปากน้ำพระประสบ ครั้นเห็นงาจุนหวุ่นแม่ทัพซึ่งคุมพล ๕๐๐ ยกไปปราบปรามชาวค่ายระจันและพ่าย แพ้ยับเยินเหลือทหารกลับมาไม่กี่คน จึงเนเมียวมหาสีหบดีเห็นการผิดคาดไป หากแต่ยังคิดประมาทอยู่เช่นเดิมว่าชาวค่ายระจันทั้งหลายถึงหากจะมีฝีมือเข้มแข็งก็คงเป็นเพียงกองโจรและมีผู้คนมากกว่าตามความคิดเดิม จึงเกณฑ์พลเพิ่มขึ้นอีกรวม ๗๐๐ มากกว่าครั้งก่อนพร้อมสรรพด้วยเครื่องสาตราอาวุธครบมือ แล้วมอบให้เยกินหวุ่นเป็นแม่ทัพยกคุมไปปราบปรามชาวค่ายระจันอีกแต่เพลานั้น

เหตุการณ์ของชาวค่ายภายในบ้านระจันยังคงเป็นไปโดยปกติไม่เปลี่ยนแปร ชาวบ้านชาวดงคงเพิ่มสมัครใหม่มาเรื่อยๆ ที่เป็นชาวค่ายเดิมก็ซักซ้อมฝีมือและเพลงอาวุธไว้เพื่อความชำนิชำนาญ ส่วนตัวหัวหน้าก็คงประชุมปรึกษาคิดการศึกกันอยู่ทุกวันไม่ขาด

เว้นแต่ตลอดกองม้าอาสาที่มาแต่คำหยาด ตลอดหัวใจที่ฝังอยู่ในตัวเจ้าหนุ่มทหารกล้าทุกคน กระทั่งอ้ายตัวนายกองนั่นแหละที่เปลี่ยนเป็นเหงาไปอย่างประหลาด หลายคนพากันซุบซิบไต่ถามถึงกิริยาหงอยบังเกิดขึ้นแก่เจ้าตัวนายกองที่ชนะศึกกลับมา เพราะตั้งแต่พอกินเลี้ยงแล้วคืนนั้นกิริยาของเจ้าคนกล้าบันลือฤทธิ์ที่เคยร่าเริงก็แปรผิดไป ซ้ำแฟงเจ้าก็กลับมาหายหน้าสูญไม่เยี่ยมกรายมาค่ายม้าอีกเลย คงมีแต่เฟื่องและจวงเมียสาวของผู้เป็นหัวหน้านายกองทหารหลวงเมื่อก่อนแต่สองนางเท่านั้นที่เวียนมาเยือนค่ายและถามข่าวทุกข์สุขด้วยความประหลาดใจ

โคนโพธิ์ใหญ่ เมื่อดวงตะวันเที่ยงคล้อยไปแล้ว หากแต่แดดฤดูร้อนยังคงจัดจ้าอยู่อีก ทัพมันนอนคำนึงมือก่ายหน้าผากคิดย้อนไปถึงเหตุที่แล้วล่วงมา บางครั้งก็เสียใจ แต่บางคราวมันก็ดีใจที่ว่ามันเห็นจะสิ้นห่วงใยอื่นในครั้งนี้เอง แล้วก็จะได้ก้มหน้าสู้ศึกมอบชีวิตถวายแก่ชาติ แต่เมื่อคิดๆ อีกรอยเดิมของความคิดก็กลับมาหวนไปถึงอีแฟงอยู่ไม่วาย

จนคนเดินมาหยุดใกล้ๆ จึงรู้สึก ทัพผงะตัวขึ้นนั่งมองใจคอหายคิดว่าเป็นอีแฟง แต่กลับเป็นเจ้าเฟื่องเมียหมู่ขาบที่ชิงรักเก่ามันไปนั่นเอง

“อ้าว เฟื่องเรอะ จะไปไหนด้วยเล่านั้น” ทัพฝืนสีหน้าจะให้เป็นว่ามันก็ยังเหมือนธรรมดาเมื่อก่อน แต่เฟื่องลอบดูอยู่แล้วครู่ใหญ่ย่อมจะแจ้งแก่ใจดี หากแต่ไถลช่วยกลบอายมันไปเสียว่า

“เดินเล่นเรื่อยๆ ก็เลยมาพบพี่ ไม่เห็นไปเรือนมั่งเลย เอ้อเมื่อเช้าเจ้าจวงมาบอกว่าอีแฟงมันเจ็บ”

“ฮึ ว่าไง”

เฟื่องทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ แล้วตอบดังกว่าเดิม “แฟงมันเจ็บเป็นไข้คลุมผ้ามา ๒-๓ คืนแล้ว”

อ้ายคนใจทหารฝืนถามไม่เอารู้เอาชี้ “อ้อ อีแฟงเจ็บเรอะ เอ๊ะก็เห็นมันยังดีๆ อยู่เมื่อวันนั้นนี่น่ะ มากเรอะ”

นังพี่สาวเจ้าแฟงส่ายหน้า “ไม่มีใครรู้มากรู้น้อยของไข้อีแฟงเลย กลางคืนมันเพ้อ กลางวันมันก็ซมไม่พูดจากะใครตลอดเย็น ไม่ไปเยี่ยมมันมั่งเรอะ”

ทัพถอนใจใหญ่ อยากจะบอกความจริงแก่เฟื่องก็คิดอายเจ้านัก แต่ไข้เพ้อของอีแฟงก็คงจะไม่เบาเยี่ยงไข้ธรรมดา แล้วก็ลองนึกไปถึงหน้าอีแฟง นึกจะให้มันเป็นคนหน้าหงอยหรือยิ้มแย้มอย่างเฟื่อง แต่ก็นึกเห็นแต่หน้างอนของอีแฟงอยู่ร่ำไป

คิดแล้วคิดเล่ายังไม่เห็นทางใดดีไปกว่าจะปรับทุกข์กับเฟื่องอีคนที่เคยรักกันเก่าก่อน เผื่อว่ามันจะช่วยทุกข์ได้จึงถามว่า

“เฟื่อง รู้ความเรื่องฉันกับอีแฟงอยู่มั่งหรือเปล่าหรอก”

สมใจเฟื่องที่คิดมาก่อน เพราะถึงหากว่าเฟื่องจะเป็นเมียเขาอื่นไปแล้วแต่รักของเฟื่องยังกตัญญูอยู่แก่มันมาก เพราะมันเป็นคนใจสะอาดในรักมาก่อน หากแต่เจ้าคิดผิดไปเองจึงต้องตกไปเป็นเมียนายขาบ แลก็ควรจะทดแทนบุญคุณที่มันมิได้ถือสาอาฆาตแก่นายขาบสามีเจ้าเหมือนชู้รักทั้งหลายอื่นเขาประพฤติ

เฟื่องก้มหน้าตอบเสียงสั่นด้วยหัวใจนึกสมเพชในรักของมันที่ได้รับทุกข์มาแต่ไหนแต่ไร

“ก็พอจะรู้มั่ง” เฟื่องว่า “ฉันรู้แต่เพียงว่าอีแฟงกับพี่ทัพเคืองกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ทั้งฉันและพี่ขาบก็เลยพลอยทุกข์ไปด้วย”

เมื่อแน่ว่าเฟื่องเจ้ารู้แล้ว ทัพจึงรับผิดเสียว่า “ฉันผิดเองเฟื่อง ฉันมันแรงไปสักหน่อยที่ว่าอีแฟงมัน แต่ก็ไม่คิดจะเอามาเป็นเรื่องนัก เพราะเพลานั้นฉันก็มีเมาอยู่มากๆ”

เฟื่องก็ประหลาดใจที่เจ้าหนุ่มชิ้นเก่ามายอมรับผิดง่ายดาย และก็ยังไม่อยากจะเชื่อให้สนิทว่าทัพมันผิด เพราะเคยเห็นใจมันดีกับแฟงมาแต่ไหนแต่ไร แล้วก็คิดระแวงว่าคงสืบมาจากเรื่องของตัวเจ้าเอง

“มันเรื่องอะไรกันแน่ละพี่ทัพ ขออย่าปิดบังฉันเลย รึว่าอีแฟงมันยังระแวงมาที่ฉันอีก”

“ก็ไม่รู้หัวมัน” ทัพตอบ หัวใจมันเศร้าเมื่อได้ยินถามของเฟื่อง เพราะเมื่อก่อนครั้งยังรักกับเจ้าเฟื่องก็ระแวงไปถึงแฟงจนเตลิดไปถูกฉุดเป็นเมียเขาอื่น และครั้งนี้พอมารักอีน้องสาวเล่า นังแฟงก็กลับจะมาย้อนระแวงไปเจ้าเฟื่องอีก แล้วเจ้าคนกลางมันก็เท่ากับอยู่หว่างเขาควายที่จ้องจะชนกันตลอดชาติ

“ไปเยี่ยมเสียหนก็หายงอน เชื่อฉันเหอะ” เฟื่องแนะขึ้นอย่างรู้ใจหญิง “แต่อันที่แท้น่ะแฟงมันเจ็บจริงนะพี่ทัพ มันบ่นไม่สบายมาตั้งแต่กลับจากเลี้ยงคืนนั้นแล้ว ว่าแต่พี่ทัพอย่าถืองอนขึ้นมามังก็แล้วกัน”

มองหน้าอีชู้เก่า เห็นเจ้ายิ้มแย้มสัพยอกก็พอหายกลุ้มไปชั่วพัก เจ้าเฟื่องมันก็แม้นกับอีแฟงไม่ไกลกัน

“ฉันเคยงอนที่ไหนล่ะเฟื่อง เออเราก็รักกันมาก่อนเฟื่องไม่รู้เรอะว่าฉันง้อเฟื่องมากี่ครั้งกี่หนจนจะนับไม่ได้อยู่แล้ว”

“แต่ขอให้พี่ทัพง้ออีแฟงเหมือนฉันมั่งก็แล้วกัน”

“ง้อซีเฟื่อง เพราะฉันมันผิด แต่อันที่จริงแฟงมันก็ผิดอยู่เหมือนกันนะเฟื่องนะ”

“อ๋อ แน่ละ” เฟื่องพูดหัวเราะ แล้วก็แก้ตัวแทนลูกผู้หญิงด้วยกันต่อไปอีก “สาวรุ่นมันก็เหมือนหญ้าอ่อนที่ไม่รู้ทางลมแล้วพี่ทัพจะไปถือสาอะไร ถึงลมจะแรงแสนแรงมันก็ต้องต้านเพราะมันงอกดินขึ้นมาแล้ว และวัวที่จะเลือกกินหญ้าอ่อนน่ะถึงจะอยู่เหลือไกลแสนลำบากก็ต้องสู้อดสู้ทนเดินไปหาหญ้าใช่มั้ยล่ะ”

“อือ...” ทัพครางหัวเราะๆ “ช่างเปรียบนักแม่คุณของอ้ายขาบ ปากพรรค์นี้นี่ละอ้ายขาบมันถึงแทบจะคลั่งใจตาย ว่าแต่เดี๋ยวนี้น่ะฉันมันแก่ไปเสียแล้วรึเฟื่อง”

“ก็ไม่แก่...แต่ว่าอีแฟงมันเพิ่งรุ่น”

“แล้วเลยเกณฑ์ให้ฉันเป็นวัว?”

เฟื่องได้สติเลยอดขำจะหัวเราะมิได้ เมื่อนัดแนะกันเป็นที่ตกลงว่าจะทำไงก่อนดีแล้ว เฟื่องก็ออกเดินนำเจ้าชิ้นเก่าตรงไปกระท่อมท้ายค่ายใกล้โรงครัวซึ่งน้องสาวยังนอนเป็นไข้อยู่ทั้งใจทั้งกาย

ตั้งแต่จากคำหยาดกระทั่งอยู่ศรีบัวทอง จนบัดนี้แฟงเพิ่งจะล้มเจ็บและก็เป็นเพลาเหมาะที่มีข้อขุ่นเคืองกับเจ้าทหารกล้าด้วย ดังนั้นอาการไข้ของแฟงจึงทำให้เจ้าตัวไม่คิดอยากจะรักษาหรือกินหยูกยาให้หายเลย เจ้านอนคิดนอนแค้นไปในข้อคำต่างๆ ที่ยังติดหูก้องมาแต่คืนนั้น พี่ทัพมันจะหิ้วหัวเจ้าไปทิ้งไปให้พ้นเสนียดค่ายระจัน คำนี้ละที่ทำให้แฟงน้อยใจไม่วาย เพราะแฟงมันก็คิดอยู่ว่าที่ทำไป ประพฤติไปก็หวังจะให้เป็นการดีแก่ชาวค่าย บำรุงหัวใจของทหารค่ายที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อสิ้นศึก หากแต่คำหนักที่กล่าวไปแล้ว พี่ทัพมันหารู้ไม่ว่าเพราะมีแค้นอยู่หลายข้อจึงพาลโกรธ และดูเอาเรอะ เจ้าเจ็บมาตั้งหลายวันจะหามันมีแก่ใจมาเยือนถามข่าวบ้างก็เปล่า จึงทำให้แฟงคิดเลยไปถึงว่า พี่ทัพมันคงเต็มใจจะให้ตายเองโดยไม่ต้องเสียคมดาบศึกของมันจะมาเปื้อนเลือดผู้หญิง แล้วแฟงมันก็เต็มใจจะตายโดยไม่ฟังคำแม่หรือลุง และคนอื่นที่มาเตือนให้กินข้าวปลาอาหารตลอดจนยารักษา

คิดแค้นไปจนเพลินอีกหลายข้อหลายกระทงแล้วก็ต้องนอนร้องไห้ เมื่อหวนคิดถึงบ้านคำหยาดและศรีบัวทอง จนคนกระแอมให้เสียงมาจากข้างหลังจึงรู้สึกหันมาดู

เห็นหน้าพี่สาวทำยิ้มแย้มก็ยังไม่วายจะหมั่นไส้ จึงแกล้งถามไปอย่างเสียไม่ได้ว่า

“อ้อ พี่เฟื่อง มาเยี่ยมฉันรึนั่น”

พี่สาวเดินอมยิ้มมาจนข้างแคร่นอน “ก็มาเยี่ยมซีล่ะเป็นไงมั่งวันนี้”

“จะเป็นไงกะฉัน” แฟงตอบหางเสียงสะบัด “ขอบใจละที่มาเยี่ยม แต่ยังไม่ตายหรอก”

พี่สาวร้อง “อ้าว” แล้วหัวเราะขันใจที่อีแฟงมันยังนึกว่าพูดได้ยินกันแต่เพียงสอง “เอ็งอย่าแขวะข้าซี ข้าไม่ใช่พวกใช่พ้องกะพี่ทัพนี่”

ถูกพี่สาวพูดซึ่งหน้า และพอได้ยินชื่อ อีแฟงมันก็สะอื้นอย่างกลั้นไม่อยู่

“อย่าเรียกชื่อให้ได้ยินหน่อยเลย ถ้าขืนเอาเรื่องเขามาพูดอีกแล้ว ฉันกะพี่ขออย่าได้มาพูดกันจนตาย”

“มึงโกรธหนักถึงงั้นเทียวเรอะ อีแฟง”

“บอกว่าอย่าพูด”

เฟื่องจับมือน้องสาวที่ยกขึ้นโบกห้ามแล้วก้มลงกระซิบว่า “พี่ทัพเขาไม่สบาย เป็นไข้เพราะคิดถึงเอ็งแน่ะแฟง”

“ตายเสียล่ะดี”

“อะแอ้” เฟื่องขัดคอแล้วหัวเราะ “ข้าน่ะไม่ร้องไห้เท่าไหร่หรอกถ้าพี่ทัพตาย ว่าแต่”

“หยุด! พี่เฟื่อง บอกว่าอย่าเอาเรื่องเจ้าคนดีเกินคนพรรค์นั้นมาประสมกะชื่อฉันหน่อยเลย”

แต่เฟื่องยังไม่หยุด “ข้าน่ะไม่ได้ดิบดีอะไรด้วยหรอก พลอยเป็นหนังหน้าไฟไปด้วยงั้นเอง มึงเจ็บกูก็ต้องแล่นไปบอก นี่เขาเจ็บกูก็ต้องย้อนมาทูลมึงอีก นี่ก็สิ้นธุระกูแล้วก็จะได้กลับ”

“เชิญเถอะย่ะ” แฟงเผยอตัวขึ้นตอบ งอนของมันก็คงติดนิสัยอยู่เช่นเดิม “อ้อ นี่ยังคิดถึงคุณรักเก่าเขาอยู่ล่ะซีถึงได้ช่วยวิ่งช่วยเต้น”

เฟื่องหน้าแดง โมโหกรุ่นติดขึ้นมา “แนะ เอ้ อีแฟงนี่ไม่รู้แล้วประเดี๋ยวแม่ตบเสียทั้งเจ็บๆ นี่เอง”

แฟงมันกลับหัวเราะเยาะ จนพี่สาวต้องถอยออกไปด้วยสีหน้างอไม่แพ้แฟง แม้แต่คนที่ย่องสวนทางเข้ามาก็พลอยถูกเจ้าเฟื่องหยิกเป็นการออกตัว

แฟงล้มตัวลงนอนให้หลังเพราะรำคาญอวดดีของพี่สาว แต่พอพี่สาวพ้นไปอยู่ตัวคนเดียวน้ำตาก็ไหลอาบแก้มหัวใจก็โอนอ่อนลง แล้วก็คิดครวญไปว่าพี่ทัพมันล้มไข้เช่นเจ้าเหมือนกันหรือ มันเจ็บมากหรือเจ็บน้อยประการไร แต่คิดแล้วก็สมน้ำหน้า ดีเหมือนกันที่ต่างคนต่างเจ็บ แล้วก็จะได้ต่างคนต่างตายไปพบกันที่เมืองผี

พอชักผ้าคลุมโปงหวังจะร้องไห้ดังพอแก้ทุกข์หัวใจมั่งก็ถูกแขนทับหนักอึ้งและกอดรัดแน่นหนานัก จนนึกขัดใจว่าพี่เฟื่องซึ่งไม่เคยจะถูกโรคลงรอยกันและโกรธอยู่เมื่อกี้ไฉนจึงย้อนมาทำเป็นดีจนผิดสังเกต จึงเลิกผ้าจากคลุมแขนรัดนั้นกดตัวไว้มิให้เหยียดได้ ทั้งแข็งแรงผิดข้อผู้หญิงเช่นพี่เฟื่องให้คิดสงสัย

“ใคร ฮะ” แฟงถามเสียงตื่นใจ เพราะถ้าผิดพี่เฟื่องกอดแล้วเจ้าก็คงเสียทีทหารค่ายระจัน มิใครก็ใครที่จะคิดช้อนรอยมาคนหนึ่ง

แล้วก็ถามไปอีก “ใคร เอ๊ะ ไม่บอกเดี๋ยวร้องนะ”

เสียงตอบ “กูไม่บอก”

พอฟังคำที่ว่าไม่บอกก็สะอื้นติดเพราะจำเสียงได้ นี่รีอ้ายคนเจ็บแกล้งปั้นให้พี่เฟื่องมามุสาเป็นใจ แล้วแฟงมันก็ดิ้นรนทั้งๆ ร้องไห้

“ไปให้พ้น เมื่อเป็นคนดีแล้วขอให้ไปให้พ้น อย่ามาเล่นข่มเหงหัวใจกัน”

ทัพซึ่งย่องสวนทางเฟื่องเข้ามาแล้วโอบกอด เมื่อเห็นแฟงยังคุมแค้นร้องไห้กระซิกจึงจับตัวหันมา

“แฟง...เอ็งจะแค้นไปถึงไหนอีกล่ะวะแฟง ความมันก็แล้วไปแล้ว ข้าเพิ่งรู้ว่าเอ็งเจ็บถึงเลยมาเยี่ยม”

“ไม่ต้องเยี่ยม ฉันจะเป็นจะตายอะไรไม่ใช่เดือดร้อนไปถึงคนอื่น ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้เหอะ ขืนอยู่หน่อยก็จะมาหาความจะฆ่าจะแกงกันอีก ฉันมันคนจังไร เป็นเสนียดของค่ายทหารนี่แล้วจะย้อนมาทำไม?”

ทัพนึกอายแก่ใจที่แฟงรื้อความผิดเมื่อเมาของมันมาพูดอีกแต่ก็น่าเห็นใจมัน

“ขอโทษให้ข้าเถอะวะแฟง ข้าก็เมาอยู่มาก เอ็งจะถือสาอะไรกะคำคนเมาล่ะ”

“เมา...ชะ คนเมาแล้วจะพูดรู้ความงั้นได้เรอะ แน่ะ ขี้อ้ายเลากองอยู่ท้ายค่ายนั่นน่ะกินเข้าไปได้ไหมถ้าว่าเมาจริงเหมือนปากพูด”

ทัพเอาหัวเราะเข้ากลบ “เดี๋ยวนี้ข้ากินไม่ได้ ทว่าข้าจูบเอ็งล่ะก็ได้” ขาดคำมันก็จูบแฟงเสียดื้อๆ

แต่แฟงมันเป็นคนใจเพชร เป็นคนที่ไม่สิ้นสงสัย ในเมื่อข้อสงสัยนั้นยังอยู่ตำตา เป็นคนที่เจ็บแล้วก็จำมาก ติดใจเหมือนงอนของมันเอง จึงสะบัดเต็มแรงแล้วลุกหนี

“แล้วกัน...นี่จะตามล้างตามข่มเหงกันไปถึงไหนอีก ฉันชั่วก็อยู่ตามชั่ว และขอบอกให้รู้เสียว่าฉันไม่ใช่หญิงที่จะให้พี่ทำเล่นเหมือนศาลาพักร้อน เหมือนน้ำบ่อใกล้ทางที่เลือกกินเลือกอาบได้ตามอำเภอใจ” แล้วเจ้าก็ชี้หน้าไล่ “ไปให้พ้นห้องฉันหาไม่จะได้อายทหารชาวค่าย”

“มึงโกรธกูใหญ่อีแฟง” ทัพยังฝืนหัวเราะจะให้สนิท “มึงจะบ้าเสียอีกล่ะซี เรื่องมันแล้วไปแล้วตั้งหลายคืนก็เก็บมาพูด”

“อ๋อ...ไม่บ้า” แฟงว่า “แต่ฉันเจ็บแล้วต้องจำ ฉันไม่ใช่ทหาร...ไม่ใช่ผู้ชายชาตรี แต่เมื่อปากลั่นไปแล้ว...น้ำลายถ่มดินไปแล้วก็ไม่เก็บมาอมให้เสียสัตย์”

หน้าทัพเสียลงไปอีก หัวเราะไม่สนิทเมื่อครู่ก็เพิ่มไม่สนิทยิ่งขึ้น “อ้าวแฟง กูมาเยี่ยมมึงหรอก หาใช่จะมาชวนทะเลาะเบาะแว้งไม่ แล้วเรื่องเท่านั้นมันเป็นไรไปล่ะ”

แฟงลอยหน้าถามย้ำคำ “เป็นไรงั้นรึ...ฮะ...ไม่รู้ ก็ดูถูกกันล่ะซี แน่ะจะบอกให้รู้ ทหารน่ะเขาไม่ประพฤติเยี่ยงนี้ หรอกเว้นเสียว่าคนที่มันคอยถือนิสัยปล้นเขานั่นแหละมันอดทิ้งนิสัยไม่ได้”

สีหน้าทัพเลยเปลี่ยนซีดในทันใด อีแฟงโกรธจริง โกรธจนมันกล้ากล่าวคำดูถูกสบประมาทแล้วรื้อเอาความหลังขึ้นมากล่าว แต่มาคิดอีกทีตัวมันเองก็ละลาบละล้วงเกินผิดไปนัก

“มึงถ้าจะลมเสียแต่เช้าละมัง บ่ายนี้จึงดูดุเกินกูคิดไป...เหอะ เมื่อเอ็งยังเคืองอยู่ข้าก็ขอโทษเสียที ไว้วันหลังหรือมื้อเย็นจะมาเยี่ยมไข้มึงอีก”

“อย่ามาเสียดีกว่า” แฟงโบกมือห้ามขาด “ถ้าพี่ยังคิดจะเป็นคนหรือหัวใจผู้ชายแล้วก็ขออย่าให้มาเลย”

ทัพตะลึง “อ๋า...อีแฟงเอาหนัก” แล้วมันก็คิดน้อยใจขึ้นมามั่ง “กูน่ะยังคิดยังหวังอยู่ว่ามึงจะเป็นคนกันเอง อภัยโทษที่กูเมาผิดไปมั่งถึงได้มาเยี่ยม”

“อย่าเลย” แฟงคงยืนคำเดิม “ลูกผู้ชายขออย่าพูดเป็นคำสองจะเสียสัตย์”

มันพยักหน้า “เออ อีแฟง หน้ากูจะซ่อนไม่ให้มึงเห็นอีก” แล้วมันก็กลับหลังเดินทั้งเสียใจน้อยใจ พอจะพ้นออกประตูเฟื่องซึ่งแอบอยู่ก็หลบแวบ ทัพจึงตรงไปหา

เสียงอึงคะนึงดังรับกันไปตลอดค่าย เสียงกลองรัวเสียงเกราะและฆ้องลั่นมิใช่เกราะหรือฆ้องกลองบอกเพลาย่ำค่ำตะวันตกดินเลย เกราะมันรัวแลกลองลั่นบอกว่าระดมศึกพม่ายกมาอีกหรือ ทัพใหญ่พม่าจะเข้าประชิดบ้านระจันอีกในชั่วเที่ยงนี่อีกหรือไร

ไม่ทันพ้นประตู ทั้งนายขาบและนายสังข์น้องเขยมันก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงกระท่อม

“ศึกอีก พี่ทัพ คนไปลาดตระเวนมาบอกเดี๋ยวนี้เอง ว่ายกมาใกล้จะถึงไผ่กอเดียวอยู่แล้ว”

มันพยักหน้า “อือ แล้วท่านพันเรืองว่าอย่างไร”

“เรียกคนพร้อมสิ้นแล้วจึงลั่นเกราะบอกสัญญาให้ยกออกนี่ฉันจะมายืมอ้ายเลา”

ทัพตกใจ “ฮะ!! แล้วกูล่ะ”

นายขาบตอบหน้าเฉย “พี่ทัพอยู่เหอะ ขอให้ฉันได้ขี่อ้ายเลาแทนสักมื้อ แลคนก็อาสากันพร้อมหมดแล้ว พี่จะได้พักมั่ง”

“เอ๊ กูจะเสียคนไปนะเว้ยอ้ายขาบ กูตั้งใจอยู่เป็นนักแล้วว่าจะไม่ให้คลาดศึกเลยจนมื้อเดียว”

นายสังข์จึงช่วยทัดทานเพราะรู้อยู่ดีว่าเพลานี้พี่ทัพมันยังมีหัวใจกังวลไม่น่าจะไปศึกเพราะเกรงพลาดพลั้ง

“พี่พักเสียก่อนสักมื้อหนึ่งเถิด เพราะท่านพันเรืองกำนันก็ได้ขอให้นิ่งพักไว้อีกเหมือนกัน”

ทัพบ่นเปรยๆ เหมือนพูดกับตัวเอง “เอ๊ะ...ใครก็พากันห้ามปรามกูหมดและนี่คนอาสาเต็มสิ้นแล้วงั้นรึ”

คนทั้งสองพยักหน้ารับและช่วยกันวิงวอนให้มันอยู่ เพื่อได้พักผ่อนเตรียมกำลังไว้ออกศึกมื้อหน้า ส่วนนายขาบก็ขออนุญาตที่จะขี่อ้ายเลาไปทำศึกแทนมัน แลทัพก็จำใจอนุญาตโดยดี

แฟงเจ้าลุกโผเผมาจากที่นอนเพียงผ้าห่มผืนเดียวที่ห่มสะพายทับเสื้อ แล้วก็แล่นออกประตูเหมือนคนสบายไม่เจ็บไข้สิ่งไร ตรงออกจากกระท่อมโดยไม่เหลียวซ้ายแลขวาว่าจะมีเจ้าทัพยืนมองมันอยู่ หรือเฟื่องพี่สาวจะคิดประหลาดหลากใจไปในข้อต่างๆ เจ้าวิ่งมั่งเดินมั่งตรงไปยังลานประชุม ซึ่งมีเหล่าอาสาของค่ายระจันซึ่งกำลังจะยกออกสู้ศึกถวายแผ่นดินเป็นการไว้ชื่อฝากไปชั่วลูกหลาน

พอฆ้องชัยลั่นตามฤกษ์ตามยาม ผู้เป็นหัวหน้าก็สั่งให้ยกขบวนเคลื่อน อ้ายสีดอกเลาม้ารู้ที่เจนศึกเหยียบย่ำมาด้วยความชำนะคะนองใจแต่บ้านคำหยาดก็ผกหน้าผกหลัง แต่อ้ายเลามันก็เหลือรู้ยิ่งม้าศึกทั้งหลายว่าคนถือบังเหียนอยู่บนหลังซึ่งจะไปศึกครั้งนี้หาใช่อ้ายหนุ่มนายเดิมผู้ชำนาญศึกของมันไม่ มันผกแต่เพียงน้อยแล้วก็วิ่งย่างเรียบหัวใจหงอยเหมือนไม่สมัครจะไปเมื่อไร้เจ้าของที่เคยควบ แม้นายขาบที่เคยกรำศึกมาแล้วจนช่ำชองก็ไม่วายจะเหงาหัวใจทั้งๆ ที่ได้ขี่อ้ายสีดอกเลานำ แต่ขาดเจ้าทัพเปรียบเสมือนผืนธงชัยหรือต้นพายุที่เคยพัดไปสารทางทิศใดก็ชนะราบไปทั้งสิ้น แล้วอ้ายเลาก็เต้นผยองปั่นป่วนออกพ้นประตูค่ายนำกองม้าและพลเท้าอื่นจนสิ้นขบวน

ตะวันยอแสงเย็น ทหารค่ายซึ่งชำนะศึกเมื่อก่อนและยับยั้งอยู่ค่ายเพื่อเตรียมต้อนรับเพื่อนกันซึ่งจะกลับจากศึกเป็นการเอิกเกริกทั้งตัวนายผู้เป็นหัวหน้าและพวกพลต่างก็เกร่กราย บ้างชุมนุมกัน บางเหล่าก็ตระเตรียมอาวุธประจำตัวพรักพร้อมที่จะยกสมทบไปหนุนช่วยพวกที่ไปแต่แรกเมื่อค่อนบ่าย หากเห็นผิดเวลากลับหรือได้ข่าวที่ม้าเร็วจะรีบกลับมาบอกประการใด

และในชั่วครู่เพลานั้น ข่าวศึกก็แล่นล่วงหน้ามาก่อนจากทัพที่เพิ่งยกกลับเพราะเยกินหวุ่นพินาศละเอียดไปพร้อมด้วยไพร่พลที่พลอยล้มตายยับเยินไปด้วยร่วม ๗๐๐ แทบไม่เหลือคืนค่ายวิเศษไชยชาญ เพราะฝีมือและน้ำใจของทหารกล้าบ้านระจัน ทหารซึ่งเอากำเนิดมาจากชายชาติชาตรีของชาวบ้านดงศรีบัวทอง เมืองสิงห์ และสุพรรณกับพื้นวิเศษไชยชาญอยุธยา ทหารซึ่งเหลือแค้นทนที่จะนิ่งดูดายให้เขามาย่ำยีข่มเหงจนถึงบ้าน เหยียบย่ำทั้งดินแดนเกียรติยศจนถึงเหย้า เมื่อศรีอยุธยามันยังมีชายก็ย่อมมีชาติทหารหัวใจห้าวที่ยังอิสระไม่ยอมให้ใครดูแคลน

พอเสียงเพลงศึกกระท้อนมา โห่ฮึกก้องใกล้เข้ามาฆ้องค่ายก็ลั่นรับครางสั่นหัวใจเหมือนหนึ่งจะเป็นบรรณาการออกไปรับขวัญทหารหาญ มาเถิดพ่อเอย เชิญเถิดพ่อยอดเมืองของบ้านระจัน เชิญเหยียบคืนค่ายเรา พอเข้าได้ชมฤทธิ์กล้าเจ้าแล้วบ้านระจันก็จะครื้นเครงลือฤทธิ์ไปอีกเพราะเจ้าชั่วฟ้าดินสลาย

ทัพมันนั่งเหงาอยู่คนเดียวด้วยไม่ทันศึกพม่า แต่ศึกอีแฟงทำหัวใจป่วนนัก คิดถึงอีแฟงว่ามันกำลังเจ็บและยังจะต้องตรากตรำทรมานร่างไปรับทหารเลี้ยงดูทหารเมื่อชนะและมื้อนี้ทหารชนะก็มิใช่มัน ทัพมันหาศักดิ์ชนะมิได้เลยในครั้งนี้ พลาดอีแฟงก็มิหนำมาพลาดสัตย์ตั้งในใจที่รับคำหลวงพ่อไว้ว่าอาสาศึกทุกครั้งมิให้คลาด แต่ชนะเป็นของเขาอื่นไปแล้ว ชนะยังติดตัวอ้ายเลาซึ่งเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานที่ไปศึกมากกว่ามันเป็นมื้อแรก แล้วก็หวนคิดถึงอ้ายเลาม้ารู้ เออ! อ้ายเลา มิเสียแรงที่มึงได้เกิดมาคู่บุญกู ใจมึงห้าวผิดม้ารู้ผิดเดรัจฉาน ทั้งวิ่งและรู้เชิงบังเหียนเชิงศึกอย่างกูจะหาอีกไม่ได้

พอเสียงฆ้องชัยลั่น อ้ายนายกองม้าคำหยาดก็เนื้อเต้นรู้สัญญาชนะแล้ว เออ! พี่น้องระจันกูชำนะอีก อ้ายขาบพาอ้ายเลาไปตะลุยแหลกมาอีกแล้วหรือไร

จนเสียงฝีเท้าวิ่งมาหาเมื่อเหลียวก็พบเฟื่อง หือ! อีเฟื่องหน้าตาตื่นแลร้องไห้ อ้าว! นี่เจ้าเฟื่องจะบ้าตามอีแฟงไปอีกคนหรือนั้น เขาชำนะมามันควรจะดีใจรับ มันควรจะโห่และร้องรำทำเพลงให้สำราญชื่นใจเขามั่ง หรือมันอิจฉาแทนพี่ที่มิได้ไปชำนะกับเขา อ๊ะ! อ้ายสังข์ก็วิ่งตื่นมาอีกคนนี่มันอะไรกัน

“พี่ทัพ บ้านระจันชนะอีก” เฟื่องบอกทั้งเสียงมันก็ร้องไห้

“อือ! รู้ล่ะ” ทัพรับคำ “ก็ได้ยินฆ้องลั่นอยู่แทบจะหูอื้อ ก็แล้วทำไมเฟื่องถึงร้องไห้ ดีใจเกินเพราะอ้ายขาบขี่อ้ายเลาไปชนะงั้นเรอะ”

นายสังข์เพิ่งมาถึงและยืนฟังพอได้ช่องจึงตอบแทนเฟื่อง “ชนะสมหน้าเทียวล่ะพี่ ๗๐๐ เป็นศพหมด เหลือเป็นคนกลับไม่เท่าไร ขาบเขาทำไว้สมชื่อทหาร”

“เออน่ะ” ทัพตอบด้วยใจร้อน “แต่มึงก็ร้องไห้อีกคนแล้วเรื่องอะไรกูแปลกใจนัก...มันเรื่องอะไรกัน”

สังข์คุกเข่าลงน้ำตายังหยดดิน “ม้าคำหยาดของพี่ตายหมดกอง ม้าร่วม ๕๐ เหลือแต่เพียง ๖ ทั้งฉัน”

ทัพถลันยืน หัวใจหวิวเหมือนจะพลัดจากยอดไม้สูงแล้วรั้งตัวสังข์ขึ้นยืนจ้องหน้า

“กองม้ากูเสียหมดแล้ว...งั้นรึ จริงรึวะสังข์ อ้ายขาบไปไหนแลอ้ายเลาของกู...”

เฟื่องร้องไห้โฮยกมือปิดหน้าเบือนหนีไม่อยากจะฟังเรื่อง นายสังข์ก็ฝืนตอบไปอย่างยากเย็นเต็มประดา

“ขาบมันลุยเข้ากลางทัพใหญ่เยี่ยงพี่ มันทำชนะให้สมหน้าตะลุยจนสิ้นแรงมัน อ้ายเลาก็ต้องอาวุธสิ้นแรงเหมือนขาบแล้วฟุบไปด้วยกัน เพราะพ่อขาบก็ถูกฟันไปทั้งตัว

ทัพสิ้นแรงจะยืน สิ้นแรงจะฟังข่าวศึกอีกต่อไปก็ทรุดตัวลงนั่ง ขาบเอ๋ยเจ้าเสียชีพไปแล้ว ศึกร้อยพันอื่นเจ้าก็เคยร่วมมากับพี่ เราชนะมาร้อยแดนร่วมกัน เมื่อเหลือบขวาพี่ก็อุ่นใจเพราะอ้ายสังข์อยู่ เมื่อชำเลืองซ้ายหรือเบื้องหลังเจ้าก็ตะลุยตามติดเป็นที่เชื่อฝีมือ โอ้!...ไปสวรรค์เถิดขาบเอ๋ย...มึงไปสวรรค์คอยกูก่อน กูปลื้มใจที่มึงเสียชีวิตสมกับทหารกลางศึก แต่ก็เหลืออาลัยมึงนัก เพราะกูชั่วเองที่มัวหลงเล่ห์ ใฝ่แต่อารมณ์รักมาง้อหญิงจึงหาไปทันได้ตายกะมึงไม่ โอ๋!....ทหารกล้าบ้านระจัน...กองม้ากล้าคำหยาดทั้งอ้ายเลากูนึกถึงอยู่เมื่อครู่นี้เอง กองม้าที่เหยียบสะแกโทรมกู้ชื่อทั้งบ้านเล็กเรือนน้อยมิให้พม่าหยามมาเป็นผีไปแล้ว เชิญเถิดน้องเอ๋ย ไปเข้าแถวคอยกูก่อนอยู่ฟากสวรรค์โน่น

ทัพร้องไห้... ฟันที่กัดอยู่กรอดคำรามทั้งร่ำรำพันแล้วก็ฮึดฮัดทะลึ่งยืน

“สังข์ กูเสียกองม้ามื้อนี้ เหมือนตีนมือกูขาดสิ้นและถึงหากชนะของกูมื้อหน้าจะมีสักเท่าไรก็หมดปลื้ม...กูว้าเหว่นักสังข์เอ๋ย... ว้าเหว่ที่จะต้องจากหลังอ้ายเลามาเดินดินสู้ศึก แต่สังข์เว้ยกูต้องบ้า....กูต้องฟันอย่างบ้าเสียแล้วละเหอะ!...ต่อแต่นี้ไปมึงกับกูต้องละหลังม้า...ต้องเปลี่ยนกองไปอยู่ดาบสองมือพลเท้า เออ!...อ้ายขาบมันตายสมหน้านัก...มันตายแหลกพร้อมอ้ายเลาม้ารักของกู” แล้วหันไปทางเฟื่อง “เฟื่อง ถูกแล้วที่ร้องไห้ให้มัน...ถูกแล้วที่มึงน่าจะร้องไห้ให้ผัวเยี่ยงอ้ายขาบ แต่ร้องไห้นั้นกูให้มึงเลิกคิดว่ามันตาย มึงร้องเพราะปลื้มซีวะเฟื่อง ผัวมึงประเสริฐชาย...อ้ายขาบมันยอดทหาร หากมึงจักเป็นม่ายไร้มัน แต่ฤทธิ์อ้ายขาบที่ฝากไว้บ้านระจันกลางศึกมื้อนี้ยังตกเป็นของมึง อีกร้อยชาติพันปีฤทธิ์อ้ายขาบก็ต้องเป็นผัวมึงแทนตัวมันอยู่”

เฟื่องยิ่งร้องไห้ส่งเสียง เฟื่องยิ่งสะอื้นหัวใจสลด ว้าเหว่เหมือนหนึ่งมาเกิดอยู่คนเดียวในบ้านระจัน ไม่นึกเลยว่ากองม้ากล้าคำหยาดจักเสียชีพหมดแต่เพียงศึกครั้งสอง ทั้งไม่คาดเลยว่านายขาบผัวรักจักด่วนตายเสียแต่ยังหนุ่ม เพลาผัวเพลาเมียซึ่งได้ร่วมกันมาแต่ท้ายเดือน ๑๒ ก็เป็นเวลาเหลือจะน้อยเพียงค่อย ๕ เดือนเท่านั้น ผัวเจ้าก็จากไปและจะไม่หวนกลับมาเยือนเจ้าอีกได้ตลอดชาตินี้ แต่คำปลอบของทัพนั้นก็เหลือปลื้ม ทั้งคิดเสมือนหนึ่งว่านายขาบคงจากไปแต่หน้าและเนื้อตัว ส่วนนามและเกียรติคุณความดียังคงเป็นผัวเจ้าอยู่ตราบที่ยังมีชาวค่ายเรียกขานนามนายขาบทหารกล้านั้นได้ยินชัดหู

ทัพกับสังข์ก็ช่วยกันปลอบโยนชี้แจงจนเฟื่องค่อยหักโศกคลายลงได้ และต่างก็หวนนึกไปถึงหน้าที่อันควรของตนที่จะต้องประพฤติให้ถูกแบบ คือพากันไปต้อนรับชาวค่ายที่ชนะศึกเพิ่งกลับ จึงพากันมุ่งเดินออกจากค่ายม้า และก็แทบจะทุกฝีก้าวที่หัวใจทัพมันสลดหาย เมื่อรู้ว่ากองม้าคำหยาดซึ่งมันจะไปรับนั้นได้พินาศไปแล้วจักไม่เหลือคืนมาอีก

เมื่อค่ำ...ตะวันลับทิวไม้ป่าไปแล้ว ความเงียบและเหงาใจทั้งหลายหาบังเกิดในค่ายระจันไม่ ผู้ชนะศึกคงสนุกสำราญ ประหนึ่งว่าเลือดที่ไหลเพราะดาบฟัน ศพก่ายศพทั้งเพื่อนชาวค่ายและเหล่าพม่าข้าศึกเมื่อดวงตะวันกล้ายังไม่ตกดินที่แล้วมานั้นเป็นเรื่องสนุกสนานคล้ายกับวันเทศกาลงานปีของทุ่งระจันเมื่อก่อน ทั้งร้องทั้งรำ ทั้งเลี้ยงสุราอาหาร ชาวค่ายอาสาที่มาจากดงกับพวกพื้นบ้านทุ่งคงกอดคอกันว่าเพลงเกี่ยวข้าว...ปรบไก่หรือเพลงลานเพลงฉ่อยมีอยู่พร้อมขบวนสาวงามที่อยู่เหย้าก็งามยิ่งขึ้นเมื่อจากเหย้ามาชมกล้าของพี่น้องชาวค่าย ล้วนแต่งตัวประดับประดาเหมือนทุกข์ร้อนเจ้าหามีไม่

เว้นเสียแต่... กองม้าที่แหลกลาญไปแล้วซึ่งเหลืออยู่แต่เพียง ๖ และ ๗ คน ทั้งเจ้าหัวหน้านำที่คลาดศึกครั้งสำคัญจนเสียกองม้าและตัวนายหมู่ขาบพร้อมด้วยอ้ายสีดอกเลาม้ารู้ ส่วนทหารเหลือที่เป็นพื้นคำหยาดระหกระเหินมาด้วยกันเพลานี้เล่าก็มีเพียงเจ้าฟักพี่ชายใหญ่ของเฟื่องแฟงเท่านั้น

แม้กับแกล้มและสุราจักได้ปรนปรือโดยฝีมือเฟื่องหญิงม่ายชู้เก่าและเจ้าจวงประการใดก็ดี หัวใจของทัพมันก็หาได้ครึกครื้นสนุกตามเขาอื่นไปด้วยไม่ มองเจ้าฟักที่เมาหงำจนนั่งตัวโอนและเจ้าเฟื่องแล้วก็อดคิดไปถึงแฟงมันมิได้ อีแฟงหายหน้าไปบำเรอเลี้ยงผู้ชนะอื่นแล้ว และบางครั้งมันก็เดินเฉียดเดินกรายมาแต่แกล้งทำไม่มองก็ยังรักอาลัยมัน แต่เมื่อเห็นสีหน้ามันแล้วก็ให้แค้นไม่หาย ม้าคำหยาดลาญชีพหมดเพราะมันคลาดศึกมัวมาง้ออีแฟง ม้าคำหยาดซึ่งเคยตะลุยหั่นหัวอยู่กลางทัพเป็นที่ขยั้นของข้าศึกจักไม่กลับมาอีก

ไม่มีใครอื่นที่จะรู้ใจทัพมันยามนี้ดีเท่านางผู้หญิงที่ผัวตายกลางศึก เมื่อเห็นสีหน้ามันเหงานักเฟื่องจึงรินเหล้าส่งและรับมาดื่มกับมันคนละครึ่ง เพราะใจเจ้าเองแม้จะหมดกังวลในเรื่องรักเรื่องใคร่แต่ก็เศร้าถึงผัวไม่แพ้มันที่เศร้าด้วยเหตุหลายประการ

ครู่นั้น..เงาตะคุ่มของคนหมู่ก็เดินใกล้เข้ามา เมื่อผ่านกองไฟรายทางทั้งเฟื่องและเจ้าทัพก็ยังพอสังเกตได้ว่ามีม้าจูงมาด้วยพร้อมทั้งคนขี่หมอบ แต่ชักช้าจนทำให้สงสัย กระทั่งใกล้มาจะถึงหญิงที่วิ่งนำม้าและคนอื่นตรงมาคือแฟง

พอถึงพี่สาวก็ร้องไห้บอก “พี่เฟื่องดูเถอะ อ้ายเลาพาศพพี่ขาบคืนมาค่าย”

เฟื่องไม่ถามเลย ลุกร้องไห้โฮวิ่งจากวงปราดไป ทัพก็วิ่งตามติด เพียงชั่ว ๔ วาก็ถึงอ้ายเลาซึ่งเดินซวนจะล้มแล้วก็โผเข้ากอดกายผัวที่หาชีวิตไม่อยู่บนหลังอ้ายเลา

“โอ้...พี่ขาบ..พี่ขาบ” เฟื่องเรียกได้แต่เพียงคำสองก็ล้มลงทั้งคาวเลือดและทุกข์หัวใจเกินการจึงทำให้เฟื่องเป็นลมสิ้นสติ

แม้ทัพจะใจแข็งปานไร มันก็ต้องหลั่งน้ำตาให้ศพหลั่งน้ำตาให้อ้ายเลาคู่ยากที่อุตส่าห์คอยตายคืนมาเห็นหน้ามันแล้วอ้ายเลาก็เซถลาและล้มฮวบลงดินสะเทือน

เมื่ออุ้มศพแยกไปแล้ว อ้ายม้ารู้ก็ยังลืมตากะพริบหอบสั่นหน้าเหมือนเหน็ดเหนื่อยและมองหน้าเจ้าของอย่างรู้ความ

“เลาเอ๋ย” ทัพพูดกับม้าคู่บุญของมันดังหนึ่งอ้ายเลาจักรู้ความฟังคำมันออก “สิ้นมึงแล้วกูจะขอเดินดินรบตลอดชาติ...สิ้นมึงแล้วถึงม้าทั้งหลายอื่นจักมีอานทองกูก็จักไม่ขอขึ้นหลังขี่ เออ!...มึงเอ๋ย...อ้ายเลา”

อ้ายม้าสีดอกเลาคงหูเบิ่ง แต่ตามันหรี่ลงไม่กระสับกระส่าย แผลฉกรรจ์ใต้คอก็ไหลเป็นเลือดลิ่มไม่หยุด แล้วทัพก็รำพันกับม้ารักของมันอีก

“โธ่เอ๋ย...อ้ายเลา มึงอุตส่าห์คอยมาตายต่อหน้ากู โถ...อ้ายเลา สิ้นมึงกูก็เหมือนสิ้นเพื่อนรัก...สิ้นมึงก็เหมือนแรงกูสิ้นไปค่อนตัว ฤทธิ์กูหมดที่จะตะลุยศึกเหมือนก่อนอีก”

อ้ายเลาแหงนหน้าแล้วเสือกหัวมาที่มัน ทัพร้องไห้ดังเพราะอ้ายเลาสิ้นใจ

“มึงสิ้นใจแล้ว กูอยู่คนเดียวแล้ว ไปสวรรค์เถิดนะอ้ายเลา เออ!..ไปสวรรค์คอยกูเถิดจะได้เป็นเพื่อนคนด้วยกันในชาติหน้า” แล้วเจ้าทัพก็ก้มกอดอ้ายเลา และใจคงคิดว่ามันเป็นสัตว์แต่กายส่วนหัวใจอ้ายเลามันน่าจะรู้ภาษาเช่นคนพูดกันได้

เฟื่องนั้นเมื่อฟื้นคืนสติเจ้าก็คร่ำครวญกอดศพผัวรำพันจนชาวค่ายต้องแยกตัวกลับกระท่อม คงเหลือแต่เจ้าหนุ่มฟักพี่ชายใหญ่กับแฟงที่ยืนตะลึงตากันเมื่อเห็นทัพมันหันมายกไหเหล้าดื่มอยู่คนเดียว มันดื่มไม่มองใครชวนใคร ถึงแม้แฟงมันจักยืนมองเปลี่ยนสีหน้าจากที่เคยเคียดแค้นเป็นเขาอื่นมาเป็นกันเอง เจ้านายกองที่ว้าเหว่เพราะสิ้นสมุนกองม้าคำหยาดก็หาคิดจะไยดีในการเอาตาดูหูใส่ของแฟงเจ้าไม่ เหล้าคงเทจากไหกรอกปากเยี่ยงเททิ้ง ส่วนอารมณ์มันเพลานี้ก็คืออยากจะให้เหล้าฆ่าตัวมันเองตามทหารคำหยาดและศพอ้ายเลาที่สิ้นไปแล้วข้างๆ

แฟงจักพูดอย่างไรกับพี่ชายหามีใครรู้ไม่ นอกจากเจ้าฟักตรงไปที่นายม้าของตัวเองแล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าและยกมือไหว้

“กลับนอนหรือยังเล่าพี่ เพราะใครๆ เขากลับกันสิ้นแล้ว”

มันวางไหเหล้าลงตรงหน้า “ช่างหัวมันเถอะวะฟักใครจะอยู่จะไปก็ช่างเขาเถอะ กูจะตายกะอ้ายเลา” แล้วมันก็ยกไหดื่มต่อไปอีก แต่ฟักยุดมือไว้แล้วชำเลืองตาดูน้องสาว และหันมาพูดว่า

“แฟงมันให้พี่กลับนอนแน่ะ”

“ฮึ!...มึงว่าไงนะ”

“แฟงมันอยากให้พี่กลับ”

เจ้านายกองหัวเราะสนั่นตัวโยกไปมา แต่ก็หามองเจ้าแฟงไม่

“มึงบอกเขาเหอะ...บอกอีแฟงมันว่าอย่าย้อนมาไยดีกูอีกเลย กูสิ้นห่วงแล้ว...กูตัดใจห่วงได้ตั้งแต่ได้ข่าวว่าน้องกูตายหมด อ้ายเลามันสิ้นใจต่อหน้ากูก็เหมือนจะด่าและประจานใจชั่วกูเอง และก็อ้ายเรื่องเดี๋ยวโกรธกันเดี๋ยวดีกันนั่นกูยากจะเปลี่ยนใจตามให้ทันได้ มึงไม่ดื่มเป็นเพื่อนกูก่อนเรอะ”

“ไม่ล่ะพี่”

“งั้นกูกินคนเดียว” แล้วมันก็ยกไหสูงกรอกลงปากจนต้องคว่ำไหหมดเกลี้ยง แล้วหงายหลังเงียบไม่พูดหรือลืมตาดูใครอีกเลย มันสิ้นสมประดีไปแล้วหัวใจหลับผลอยไปเหมือนอ้ายเลาม้ารู้ที่เพิ่งสิ้นใจ นอนเคียงอยู่กับมันโดยหารู้หาเห็นไม่ว่านางศัตรูมันมายืนสองมือปิดหน้าร้องไห้อยู่ข้างๆ

ความประมาทและสงสัยใจที่ว่าชาวค่ายระจันจักมีฝีมือเสมอเพียงกองโจรมาจากดอยดงนั้นได้หมดสิ้นไปแล้วจากแม่ทัพใหญ่ฝ่ายพม่า เพราะทั้งงาจุนหวุ่นซึ่งยกไปครั้งแรกและเยกินหวุ่นที่พ่ายแพ้ยับเยินกลับมาครั้งนี้อีกก็ล้วนแต่เป็นนายทหารมีฝีมือเคยศึกมาหลายครั้ง แต่ครั้นจะนิ่งช้าให้เนิ่นนานวันไปเล่าก็เกรงว่าชาวค่ายระจันจะมีกำลังเพิ่มเข้มแข็งยิ่งขึ้นยากแก่การปราบปราม เมื่อได้คิดดังนั้นแล้วแม่ทัพใหญ่จึงกะเกณฑ์ทหารเลือกล้วนแต่มีฝีมือชำนาญศึกและเพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งก่อนเป็นพล ๙๐๐ แล้วมอบให้ติงจาโบนายทหารเอกมีฝีมือเป็นแม่ทัพรีบยกจากค่ายใหญ่ขึ้นประชิดบ้านระจัน หวังจักมิให้ทันได้พักผ่อนหรือเตรียมสู้แต่เพลานั้น

วันจักล่วงหรือคืนจะสิ้นไปแล้วเท่าไร เจ้าหนุ่มคนพื้นบ้านคำหยาดคงนอนนิ่งสลบอยู่บนแคร่ไม้ หารู้กำหนดงานวันและคืนที่ล่วงไปไม่ จนท้ายยามปลายเสียงไก่เปลี่ยวมันขันปลุกแว่วๆ มาจากดงและวัดซึ่งเป็นสำนักพระอาจารย์ธรรมโชติ เจ้าทัพก็พลิกตัวตื่นลืมตาหลากใจเสียเป็นพ้นนักที่มานอนอยู่บนแคร่ไม้ในทับอาศัยของอีแฟง กองไฟที่ลานดินกำลังจะมอดพอให้แสงริบหรี่เห็นผู้คนหลับไหลอยู่สองข้างแคร่ และมันก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าเป็นไข้เพิ่งจะสร่างและหมดเรี่ยวหมดแรงอ่อนหัวใจ อะไรก็นึกไม่ออกลืมไปหมดนอกจากว่าเสียกองม้าคำหยาดเสียนายขาบแลอ้ายเลามาสิ้นใจต่อหน้า แล้วมันก็ยกไหเหล้าดื่ม

อีกครู่ก็ได้เพลาอรุณ ทัพคงนอนนึกย้อนไปในเหตุหลังต่างๆ กระทั่งมีผู้หญิงที่ตื่นก่อนตนลุกมาดู

เสียงพูดดีใจ “ตื่นแล้ว”

ทัพชำเลืองมอง เฟื่องนั้นเองที่ลุกมา สีหน้าดีใจของเฟื่องเจ้าทัพมันคิดไม่ออกว่าเรื่องอะไร

“อะไรล่ะเฟื่อง”

“จะอะไรเสียอีก เป็นทุกข์ร้องไห้กันจะตาย”

“เอ๊ะ! ทำไม”

เฟื่องนั่งลงข้างๆ “พี่ทัพหลับแต่คืนวานจนสว่างไป นี่อีกคืนแล้วรู้มั้ย ผู้คนมาเยี่ยมมากมายทั้งท่านพันเรืองและคนอื่นๆ เอ้อ! สิ้นเคราะห์ล่ะ นี่สักครู่เจ้าจวงกับแม่ก็คงจะตื่นมาหรอก”

มันเกือบไม่เชื่อคำเฟื่องว่าหลับไป ๒ คืน แต่หัวใจละเหี่ย มือสั่น และแขนขาเปลี้ยหมด แม้แต่เสียงขอน้ำกินก็แห้งอยู่ในคอแล้วก็อยากจะนอนหลับตาเฉยๆ ด้วยเพลียหัวใจ

มันนอนหลับตาคอยน้ำหัวใจสั่นริก แต่ไม่อาจหลับลงได้เพราะหวนคิดไปถึงกองม้าศึกที่แหลกลาญ คิดถึงคำหยาดและดงกระทุ่มด่านเปลี่ยว และนายขาบที่ชิงเฟื่องของมันไป แต่แล้วนายขาบก็มาด่วนตายทิ้งเฟื่องให้อยู่ตำตามันอีก ทิ้งเฟื่องให้เป็นม่ายตัวเปล่าเหมือนจะบอกลางทะเลาะไม่รู้จบรู้สิ้นในวันหน้า

ได้ยินฝีเท้าย่องมาใกล้และเลิกผ้าคลุมจับตัวมันเหมือนจะตรวจอาการไข้ จึงถามไปว่า

“หาน้ำมาได้แล้วรึเฟื่อง”

มือนั้นรีบชักหดทันที ทัพจึงลืมตามอง อ้าว! อีแฟง อีคนที่มีอารมณ์เหมือนผีสิง มองไม่ออกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนยากจะคบมันถูก

แฟงที่เพิ่งตื่นและย่องมาคาดว่าทัพเพ้อละเมอจึงหยุดยืนคอยดู แต่พอเจอะตามันลืมต่างคนก็ต่างนิ่งงัน ถึงแฟงจักไม่ปริปากเอ่ยจนคำ แต่ทั้งหน้าและแววตาที่มองของแฟงซ่อนเศร้าไว้ให้คิดนัก และแม้ทัพจะจ้องแฟงแล้วเมินไปอื่นเล่า ก็เหมือนจักเตือนความจำของแฟงให้รำลึกได้ที่มันได้ลั่นไว้เป็นคำหนักอย่างก้องหูว่า กูจะซ่อนหน้ามึงตลอดชาตินี้

เฟื่องกลับมาในมือมีกระบอกน้ำเต็มเปี่ยม เมื่อเห็นน้องสาวยืนอยู่ก่อนจึงส่งให้

“แฟง เอ็งช่วยให้พี่ทัพกินด้วยเหอะ” แฟงตั้งใจจะเฉยเมย แต่เมื่อทัพหันมามองกระบอกน้ำก็เหมือนมันบังคับด้วยอำนาจวาสนา ดลจิตให้รับกระบอกจากพี่สาว ก้าวมาใกล้แล้วคุกเข่าลงมือสั่นน้ำเต้นกระฉอก

“เอ้า น้ำ” แฟงพูดเสียงสั่นไม่ค่อยได้ยิน

ทัพอ้าปากรับ ทุกหยดที่น้ำเย็นล่วงคอชุ่มหัวใจเหมือนเปลื้องผ้าอาบน้ำ เหมือนไฟเผาอกที่ถูกดับด้วยน้ำเย็น แต่ถึงแม้น้ำนี้จักเทจากมืออีแฟงก็หาดับร้อนอื่นของมันได้ไม่

มันดื่มเต็มอิ่ม แล้วพยักหน้าตอบนังคนไม่ถูกกัน “ขอบใจมึง อีแฟง เฟื่องเขาไปไหน”

“ไปหุงข้าว เพราะพี่คงหิว”

“อือ! หิว แต่หนาวเหลือเกินจะเป็นไข้อีก เอ็งให้เฟื่องไปเอาผ้าห่มข้าให้ทีเหอะ”

แฟงฉงน “นี่ก็ผืนหนึ่งแล้วไม่พอรึ ผ้าห่มฉันเอง”

“ข้าห่มมา ๒ ผืนแล้ว เมื่อหมดสติ เดี๋ยวนี้ข้ามีสติก็ขอผ้าห่มผืนของข้าเอง”

แฟงน้ำตาไหลทันใด เจ้าเคยแสนแง่แสนงอน แต่เดี๋ยวนี้งอนเป็นของเจ้าผู้ชายไปแล้ว และเมื่อหวนนึกถึงคำตัวที่ลั่นปากว่ามันเสียหาย แฟงก็เสียดายคำที่กล่าวพลาดไปแล้วนั้น

ชั่วตะวันจะย่างสายและข้าวปลาอาหารยังไม่ทันได้กินกันพร้อม กองลาดตระเวนซุ่มมองซึ่งนายจันทร์หนวดเขี้ยวได้ส่งไปสืบคอยฟังข่าวทัพพม่าก็รีบกลับมาบอกขุนสรรค์และพันเรืองกำนันว่าพบกองพม่าที่ยกล่วงหน้ามาก่อนและยับยั้งคอยกองหลวงใหญ่ที่คะเนจะถึงในก่อนเที่ยงนี้

ความกาหลได้เป็นอยู่ชั่วพักในค่ายระจัน ขณะเมื่อรัวเกราะประชุมพลชาวค่ายทั้งเคยศึกและยังมิเคยต่างขันอาสาจนได้ครบตัว ตั้งแถวเป็นหมวดหมู่ตามที่ขุนสรรค์เป็นผู้จัดขบวน ฆ้องฤกษ์ฆ้องชัยก็ครางบอกกำหนดเวลา แล้วกองอาสารบของบ้านระจันโห่ฮึกอึงคะนึง เคลื่อนทัพเดินผ่านไปทางวัดเพื่อรับศีลพร และน้ำมนต์จากพระอาจารย์ธรรมโชติผู้คอยอยู่บนศาลาลานวัดโพธิ์เก้าต้น

ในทับอาศัยของแฟงยังมีคนมากหลาย ทั้งผู้เป็นหัวหน้าคือนายแท่นชาวศรีบัวทองซึ่งมาเยี่ยมไข้และห้ามปรามมิให้ทัพมันอาสาศึกซึ่งติงจาโบกำลังยกมา

พอเสียงฆ้องชัยลั่น เสียงโห่และเดินขบวนของพลอาสาชาวค่าย เสียงฝีเท้าย่ำดินกระเทือน เพลงศึกที่มันเคยได้ยินเร้าหัวใจ ให้หวนนึกถึงเมื่อมันชนะพร้อมด้วยกองม้าคำหยาดแล้วแสนอาลัยอ้ายเลาเคยสะบัดแผงโผน นึกถึงมื้อที่มันกระทืบโกลนเตือนอ้ายเลาแล่นเข้าประหาร โอ้! ศึกแต่นี้ต่อไปจักไม่เห็นกองม้าบ้านระจันแล้ว อโห ม้าคำหยาดจักไม่มีชื่อเรียกขานอีกแล้ว

พอพลเท้าขบวนข้างซ้ายผ่านทับอาศัยของมัน ก็มีชาวค่ายแต่งตัวครบศึกวิ่งเข้ามา ๒ คน คือผัวเจ้าจวงและพี่อีแฟงกับเจ้าเฟื่องหญิงม่าย

“พี่ทัพ” สังข์พูดเร่งร้อน “ฉันกับเจ้าฟักมาขอคำพรพี่ ฉันกับอ้ายฟักจะจากหลังม้าแล้วอาสาอีก”

ไม่ทันพูดจบ เจ้าคนกล้าศึกก็ลืมอาการไข้ถลันตัวนั่ง “กูไปด้วยสังข์เอ๋ย กูพลาดศึกเพียงมื้อเดียวก็เสียชีวิตน้องกูหมดแล้วมื้อนี้กูก็...”

นายแท่นผู้เป็นหัวหน้าจึงตรงเข้าประคองให้มันนอนแล้วกล่าวปลอบว่าน้องข้าจงยั้งก่อนเถอะ ศึกนี้ยังมิใช่ทัพกล้าแข็งขันอะไรให้เป็นที่หนักใจเลย ทัพใหญ่พม่ายังจะมีมาอีกมาก ขอน้องข้าจงอยู่รักษาตัวก่อน พอให้หายแล้วก็จะได้ร่วมศึกไปในกองของพี่ ก้มหน้าอาสาแผ่นดินรักษาชาติเมืองนอนสืบไป

ทัพมันอยากจะสะอื้นดังเมื่อได้ยินคำปลอบใจของหัวหน้าค่าย ยกมือไหว้นายแท่นและตอบว่า

“ข้าขอบใจในน้ำคำพี่ แต่ข้าจากคำหยาดมาก็หวังมาจะได้ทำศึกทุกครั้ง พ่อข้าเป็นทหาร ตัวข้าก็เป็นทหารเคยศึก หากแต่ที่หลบหลีกมาแล้วเพราะจำเเป็นก็เสมือนหนึ่งเป็นคนคิดไม่รู้คุณแผ่นดิน และน้องข้าที่หอบหิ้วลำบากมาด้วยกันจากคำหยาดก็เสียชีวิตหมดสิ้นแล้วเพราะฝีมือพม่า เพราะข้าคลาดศึกจึงเจ็บใจมันนัก”

นายแท่นก็ปลอบโยนมันต่อไปอีก และให้สัญญาว่าหากถึงศึกมื้อหน้าจักรับตัวมันเข้าร่วมกองรบร่วมใจไปกับนายแท่น แต่เนื่องด้วยศึกพม่าที่ยกมาในเช้านี้เป็นกะทันหัน ไพร่พลในค่ายระจันยังมิได้กินข้าวปลาอาหารกันพร้อม กองผู้หญิงทั้งหลายซึ่งร่วมด้วยเฟื่อง แฟง และเจ้าจวง จึงจำต้องอาสาติดตามไปด้วยเพื่อส่งเสบียงอาหาร

แต่เกิดศึกมา แฟงมันยังไม่เคยไปพ้นค่ายเลย แต่ครั้งนี้มันจะต้องติดตามนักรบชาวค่ายไปด้วย แต่อ้ายนักรบกล้าของบ้านระจันยังนอนไข้อยู่นี่ทั้งคน

เมื่อคนอื่นพรักพร้อมกันแล้วที่จะจากไป แฟงมันก็เกิดได้คิดเหมือนผีของกองม้าคำหยาดจักศักดิ์สิทธิ์ดลใจแฟงให้บอกกล่าวหัวหน้ามัน เจ้าจึงหักใจพูดกับทัพเหมือนปกติเปรยๆ

“พี่ทัพ ฉันจะตามไปส่งข้าวทหารเรา จะกลับเห็นคงเย็นคงมืดแน่”

ทัพพยักหน้า “เออ!” แล้วให้คิดแปลกว่าเหตุไรอีแฟงจึงหวนมาลาเหมือนคนจะไปศึกมั่ง เมื่อจ้องๆ หน้ามันก็ใจหายเกิดห่วงอีแฟงขึ้นอีกคน “มึงไปดีเหอะ ก้มหน้ารับงานฉลองคุณแล้วแต่มึงจะทำได้ แต่อีแฟงมึงต้องระวังตัวหน่อย อย่าชะล่าล้ำศึกเข้าไปอยู่ในทัพ เพราะกูไม่ได้หลั่งน้ำตาอย่างง่ายดาย”

“ฉันจะจำคำพี่และระวังตัว ขอให้พี่หายวันหายคืนอย่างช้าก็คงเป็นเพียงค่ำฉันจะกลับมาส่งข่าว”

เสียงฆ้องลั่นอีก เสียงโห่ เสียงปืนชุดยิงให้ฤกษ์ วัดโพธิ์เก้าต้นกระเทือนด้วยฝีเท้าทหารศึก แม้เสียงพายุร้ายยังต้องเงียบเพราะเสียงทหารโห่และยาตราทัพระจันออกพ้นค่าย แฟงมันก็รีบพ้นประตูทับที่อาศัย และเหลียวมายิ้มจืดๆ เพียงครั้งหนึ่งก็ลับหน้าหาย เสียงฝีเท้ามันวิ่งตึ้กๆ เร่งร้อนแล้วก็เงียบไปอีก

อ้ายคนไข้ยอดทหารก็ลุกโผเผยันตัวนั่งประณมมือสวดมนต์อธิษฐานไปตามข้อคิด บ้านระจันจงชนะเถิด ขอผีม้าคำหยาดของกูจงคืนชีพชั่วขณะเข้าช่วยตะลุยศึกเถิด ผีอ้ายขาบอ้ายเลาจงติดตามอีแฟงอย่าให้มันเตลิดหลงตกเป็นเชลยศึกไปอื่นเลย

แล้วมันก็หลับตานิ่งสงบเหมือนจักส่งหัวใจกล้าออกติดตามชาวค่ายไปทุกฝีก้าว และแสนจะห่วงระวังเจ้าแฟง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ