๓ ดวงใจมอบเมียขวัญแลแม่

ตะวันเมื่อใกล้เที่ยงร้อนจัด และจะเพิ่มร้อนไปอีกกระทั่งบ่าย กอหญ้าเขียวซบยอดและใบสลบทอดดิน ป่าไม้โปร่งชายทุ่งปลิดขั้วปลิดใบลงเกลื่อน และก็จากราวป่ากระทั่งจดทุ่งเวิ้งปลายแขวงวิเศษไชยชาญต่อเมืองสิงห์เล่า ผืนทุ่งและเนื้อนานั้นก็กลาดเกลื่อนด้วยซากมนุษย์ที่ปลิดชีวิตไปแล้วนอนทอดกายเกลื่อนดินเยี่ยงใบไม้ คือเหล่าศพของทหารชาวพม่าผู้เสมือนแขกต่างเมืองมาเยือนศรีอยุธยา

แต่กายที่หาชีวิตไม่แล้วหากแต่มือยังกำดาบมั่น กายที่มีแผลยับไปทั้งตัวของพ่อยอดเมืองนักรบกล้าชาวสิงห์และสรรค์ เจ้าผู้ชายชาตรีชาติทหารสุพรรณและวิเศษไชยชาญ โอ้กองม้าบ้านโพธิ์ทอง คำหยาด ที่สูญชีพไปแล้ว หากแต่ทหารหาญทุกเมืองเหล่านั้นเป็นทัพผสมอันเรียกขานตามนามลือว่านักรบค่ายระจัน ถึงจะหาชีวิตไม่จักนอนอยู่กลางศพพลพม่าซึ่งห้อมล้อมมากกว่า แต่ทุกศพของชาวค่ายระจันที่ลาโลกลาค่ายและบ้านเกิดเมืองนอนไป หน้าศพตายเหล่านั้นก็ยังคงเหลือรอยยิ้มแย้มกระหยิ่มใจฝากให้เห็นว่า เมื่อมิตรต่างเมืองเข้ามาเยือนเราถึงเหย้า บ้านระจันก็ขอเอาศพรับแขก

แดดยิ่งคุหนักไปอีก แดดร้อนเหมือนจะกินเลือด ไอแดดเต้นยิบเป็นตัวตลอดทุ่งกว้างและสุดฟากทุ่ง บนยอดคบไม้สูงชายป่า สองมือกำลังยกป้องแดดกวาดตาไปทั่วทุ่งและราวป่าตะวันออก สีหน้าของคนป้องมือบนยอดคบไม้ขมึงหูคอยสดับเสียงที่จะตามลมมา และหากมีไม้สูงต้นใดก็ต้นนั้นจักไม่ขาดมือป้องอยู่บนคบไม้ ส่วนเสียงคงสงบเงียบเชียบดังหนึ่งทุ่งระจันมีแต่หญ้าและป่าเปลี่ยว

ลมหวนมาจากทุ่งตะวันออก แสงตะวันหลังแนวป่าลิบโน้นสีขุ่นฟุ้งเป็นเกลียวลม แมวมองบนยอดไม้ผึ่งหูเบิ่งตามองเงี่ยหูฟังเสียงลม ตาจ้องสังเกตสีฝุ่นฟุ้งลิบๆ นั้น กองทัพ ใช่แน่ทัพใหญ่กว่าเมื่อก่อนส่งจากปากน้ำพระประสบมาราวีอีก มาข่มเหงบ้านระจันอีก เดี๋ยวเถิดประเดี๋ยวได้รบกัน

ทัพค่ายระจันพร้อมแล้ว กองรบที่แบ่งย่อยออกซุ่มซ่อนตามที่ต่างๆ อิ่มหนำสำราญแล้ว ผู้เป็นหัวหน้าทั้งหลายซึ่งคุมคนแยกกันอยู่เฝ้าคอยข่าวจากกองสืบของนายจันทร์ ส่วนนายอิน นายเมืองนั้นคุมนักรบฉกรรจ์ชาวเมืองสิงห์คอยทีอยู่เป็นปีก ผู้ใหญ่บ้านระจันกับนายทองแสงใหญ่ชาวพื้นบ้านระจันจักเป็นกองรุกไล่ตอบ

แต่หลังเนินดินเตี้ยป่าไม้บัง อันเป็นที่พักแฝงชาวเสบียงส่งข้าวและกองรบน้อยที่มาจากวิเศษไชยชาญ อันมีพลและนายหมู่ม้าคำหยาดที่เหลือตายร่วมผสม กับให้นายทองแก้วชาวโพธิ์ทะเลเข้านำรบเป็นกองล่อ

กระบุงข้าวยังตั้งเรียงราย กองเสบียงหญิงยังหายอมที่จะกลับไม่ ยิ่งเห็นสมรภูมิ และยิ่งรู้ว่ามีศพเกลื่อนอยู่ข้างหน้า นักรบค่ายระจันและกองม้าคำหยาดหมดชีพอยู่แนวป่าโน่น หญิงทั้งหลายก็อยากจะเปลื้องเครื่องแต่งกายหญิงแล้วแต่งเป็นชายจับดาบ เฟื่องเจ้าหวนคิดถึงผัวรักแล้วก็อยากแล่นไปตายเสียศึกนี้ตามผัว เจ้าจวงปลอบใจนายสังข์มิให้ห่วง ปลอบใจให้สู้ศึกไว้ชื่อ แต่เจ้าดอกไม้ไพรศรีบัวทองและบ้านคำหยาดมันหวนคิดถึงอ้ายยอดทหารที่ป่วยอยู่ค่าย แฟงขอรำลึกและอัญเชิญฝีมือมันมาไว้แก่ทหารค่ายระจันที่จะเข้าต่อรบทุกคน

กองสืบวิ่งมาแล้ว แล่นมาเร็วกระหืดกระหอบแล้วรายงานข่าวศึก

“ยกมาแล้วป่าโน้น ผู้คนมากหลาย ฝุ่นฟุ้งหมด”

เมื่อฟังบอก ทุกคนก็ยืนพรึ่บใจเต้นระริก ตาจับตาจักร่วมตาย ผู้เป็นหัวหน้าคือนายทองแก้วจึงถามว่าแล้วท่านผู้ใหญ่บ้านสั่งอย่างไร

“ให้กองวิเศษไชยชาญนี่รีบเข้ารบก่อนอย่าให้ศึกทันล่วงพ้นป่าหมด แล้วชะลอมาทุ่งฟากบ้านระจันและชาวสิงห์”

นายทองแก้วพยักหน้าแล้วหันมายิ้มแย้มกับเพื่อนตายทั้งหลายกล่าวว่า “พี่น้องฉัน พี่น้องไทยทั้งหลายเอ๋ย เราไปร่วมตายกัน เราจะตายก่อนไทยทั้งหลายอื่นตาย เราไปกอดคอกันตายเรียงศพกับชาวค่ายระจันเบื้องหน้าโน้น ไปเถิดฉันจะออกหน้าตายก่อนขอให้ตาม”

ทั้งดาบพร้าและมีดไม้ชูร่อน นายสังข์ที่เป็นแม่กองรบรองลงมาถอดดาบควงแล้วตะโกนดัง

“ขอให้เราตายกันสมทหาร”

แล้วเสียงจากกองเสบียงหญิงก็ตะโกนแหลมมามากหลายพร้อมกัน “ค่ายระจันไปชนะ ไปเถิด ไปชนะ”

สิ้นคำและพร้อมกันแล้ว กองรบน้อยของค่ายระจันก็ยกพรึ่บออกเสียงโห่ เสียงร้องเพลงกึกก้องกระท้อนทุ่งข้ามลงเนินอย่างเปิดเผยมุ่งประจันหน้าโน่น ศึกหน้ากำลังจะพ้นประตูป่าดาหน้าเข้าไปเถิด แล้วจะไปประจัญบาน

ทัพหน้าของติงจาโบซึ่งยกนำมาก่อนอย่างรีบเร่ง หวังจะยึดทุ่งแจ้งเพื่อตั้งทัพให้พร้อมขบวนก่อนแล้วจะยกรบชาวบ้านระจันเป็นศึกกลางแปลง แต่พอออกทิวไม้จะพ้นป่าก็ได้ยินเสียงโห่ฮึกของชาวค่ายก็ตกใจ เพราะกองรบหลังๆ ยังแออัดอยู่ในป่าไม่พ้นมาได้ จึงรีบต้อนพลวิ่งกรูออกทุ่งหวังจะตั้งให้ถูกขบวนทันศึก แต่กองทัพน้อยอันมีพลเพียงหยิบมือของชาวค่ายระจันมุ่งมาเร็ว มุ่งมาหวังตะลุมบอนประจัญบาน ไม่เจียมตัวว่าตัวน้อย แล้วพลพม่าก็ถูกต้อนกรูเข้าใส่อย่างคิดชนะ

ฝ่ายติงจาโบซึ่งคุมทัพใหญ่ยังไม่พ้นป่า ครั้นรู้ว่ากองรบหน้าปะทะกับชาวค่ายระจันแล้วก็ใจร้อน ทั้งเนื่องด้วยติงจาโบเป็นทหารมีฝีมือ และกระหายที่จะแก้มือชาวบ้านระจันซึ่งฆ่าพวกตัวตายไปแล้วมากหลาย จึงเร่งพลและต้อนทัพใหญ่หนุนเนื่องเบียดเสียดกันหวังแต่จะออกให้พ้นป่าโดยเร็ว กองที่เพิ่งพ้นตกทุ่งไม่ทันตั้งตัว เมื่อถูกกองหลังหนุนมาแรงกล้าก็ถลาล้ำ จักถอยเล่าก็ติดกันอึดอัดแต่พวกกัน ข้างหน้าก็ล้มตายลงดังใบไม้ปลิด เสียงคำรามหึ่มข้างหน้าดุหนัก ไทยยิ่งรุกมาหนัก

นายทองแก้วยังคงนำพลเข้าหวดหั่น นายทองแก้วชาติชายโพธิ์ทะเลยังควงดาบเข้าตะลุมบอนไว้ชื่อไทย นายสังข์ที่จากหลังม้าคำหยาดตามติดไม่ทิ้ง เจ้าหนุ่มฟักพี่ชายของเฟื่องแฟงก็ตามคู่กับนายสังข์ไม่มีถอย แต่พอนายทองแก้วเหลือบเห็นเครื่องแต่งกายของพม่าผู้เป็นนายที่ขี่ม้าอยู่กลางพลและรีบร้อนพ้นประตูป่าเข้ามาก็นึกรู้ จึงยกมือเป็นสัญญา ชาวระจันที่ตามหลังหนุนก็รีบถอยรบและถอยลงทุกขณะเหมือนอ่อนแรงจะหลบเข้าป่า ศึกใหญ่ของพม่าที่แม่ทัพคุมเห็นเช่นนั้นก็ต้อนทหารรีบรุกหวังตะลุยฆ่าให้สิ้น

ข้ามเนินเตี้ยเบื้องหน้าของทัพน้อยวิเศษไชยชาญ เมื่อเห็นชาวค่ายรุกกระหน่ำตะลุมบอน หญิงเจ้าก็ชะล่าใจ หญิงเจ้าคิดเหิมอยากจะช่วยชายรบ เฟื่องเจ้าลืมคิดถึงความกลัวอื่นนอกจากว่าผัวเจ้าตายกลางศึกพม่า ก็ขอให้นักรบค่ายระจันจงรบให้หายแค้น ฟันเสียให้สมใจที่มุ่งมาข่มเหง จวงเจ้าก็ปลื้มใจที่ผัวรบอย่างทหารหาญ หญิงอื่นก็ตะโกนหนุนน้ำใจรบของชาวค่ายพี่น้อง แฟงถลาถลำลืมคำเตือนของอ้ายนายกองม้าคำหยาดยอดฝีมือ แต่ละล้วนหมู่หญิงที่หาทราบว่าอุบายศึกเขาจะถอยไม่

แต่พอทัพถอย และยิ่งถอยมาเร็วเพราะศึกพม่ากรูมาดั่งสายน้ำเชี่ยว ทัพล่อที่หลบมาก็ปะทะหลัง หญิงถลาอยู่หว่างทัพแล้ว หญิงล้มลุกคลุกคลานหลบอาวุธที่เขาตะลุมบอน หญิงเจ้าล้มตายลงบ้างทีละคนและร้องส่งเสียงกรีดตามประสาหญิง

เฟื่องแฟงและเจ้าจวงเมียทหารหาญและพี่เจ้าเล่าก็เชื้อชาติทหารอาทมาตกล้า เมื่อถลามาแล้วต่างก็ปลงใจทอดชีวิตให้แก่ชาติ ๓ นางเจ้าจับดาบก้มเก็บดาบที่เจ้าของสิ้นชีวิตแล้วขึ้นถือ ๓ นางเจ้าก็หวนรำลึกถึงผีกองม้าคำหยาด แฟงรำลึกขอถอดฝีมือเจ้ายอดทหารนายกองม้า แล้วก็ลิ่วเข้าร่วมรบกับชายเป็นตะลุมบอนขอฝากชื่อไว้กับหญิงไทยที่อยู่หลัง

เห็นสมอุบายศึก ทัพใหญ่พม่าถลำเฉียดชายทุ่งมาแล้ว และเสบียงหญิงก็ถูกไล่ล้อมปนกับหมู่ชาย นายทองเหม็นผู้ใหญ่บ้านระจันทั้งนายทองแสงใหญ่และนายอินนายเมืองจึงให้สัญญาเข้าตะลุมบอนพร้อมเพรียงกัน ทัพกล้าบ้านระจันหมดทุกกองสิ้น ๗๐๐ ต่างก็โห่ฮึกขึ้นพร้อม ออกตีพร้อมร่วมทุกกองทั้งขนาบและประจันหน้า บ้างที่ซุ่มอยู่ป่าลึกก็ตีย้อนขบวนตลบมาหลังเสียงคำรามจากป่ามาสู่ทุ่ง เสียงโห่เรียกขวัญกึกก้อง แต่ชื่อบางระจันกระท้อนรับอยู่กลางทุ่งศึก หญ้าเขียวแหลกเป็นแปลงดินและเนื้อนาปันละเอียดเป็นฝุ่นฟุ้งฟ้า แดดจัดดังหนึ่งผีทุ่งจักแลบลิ้นเลียเลือดสด ตะวันยิ่งคุร้อน ท้องฟ้าดังแสงเพลิงป่าไหม้เพลิงป่าบ้านระจันยิ่งคุแรงขึ้นในหัวอก มุ่งเข้าผลาญศึกที่หมายมาราวีไหม้พินาศดังหนึ่งกองไม้แห้งมาแหย่เพลิง

มืดสนิท ตะวันล่วงค่ำมาแล้วครู่ใหญ่ ยอดโพธิ์เอนท้ายวัดและทิวไผ่เขียวที่โอนลมเมื่อบ่ายกำลังหลุบใบนอน กองไฟหลายร้อยกำลังคุอยู่รอบค่าย แม้ฟืนสุมทุกดุ้นที่ร้อนแรงอยู่กลางกองเพลิงโชติช่วงก็ยังร้อนเหมือนหัวใจคอยของชาวค่ายที่อยู่หลังทุกคนไม่ พวกไปศึกยังไม่กลับ แม้กองเสบียงหญิงที่น่าจะกลับมาส่งข่าวก่อนก็หาเห็นหน้าสักคนไม่จนเกิดประหลาด เหล่าหัวหน้าที่เหลือก็จับกลุ่มปรึกษาเป็นทุกข์ เพราะศึกไม่เคยคลาดจนล่วงมื้อเย็นเลย พันเรืองกำนันและขุนสรรค์กรมการเมืองจึงคิดจะแต่งทัพยกหนุนไปช่วยอีก แล้วกลองระดมศึกก็โหมขึ้น

ในทับอาศัยของแฟงมืดสนิท เว้นแต่ต่อไปทางกำนันกระทุ่มด่านและครัวที่อพยพมาพร้อมกันอาศัยอยู่ คนที่นอนคลุมผ้าอยู่บนแคร่ไม้ของแฟงยังหลับสนิทอยู่กลางกระท่อมมืด เจ้านายกองม้าคำหยาดที่อยู่คนเดียวไม่ไปศึก ยังคงหลับสบายตั้งแต่เช้าเมื่อชาวค่ายจากไป ครั้นตื่นเมื่อตอนกลางวันยังไม่เห็นใครกลับเจ้าทหารเก่านายกองม้าก็หลับไปอีกกระทั่งเย็นค่ำ

เสียงกลองโหมมาจากบ้านพันเรืองและเสียงโหมรับกันต่อๆ มาอีกสนั่นค่ายทัพก็ผวาตัวตื่น ในทับมืดแสนมืดจนมองฟาง แต่เสียงกลองโหมเร้าใจนัก ศึกมาติดอีกหรือ และคนออกศึกมื้อเช้าทั้งเจ้าเฟื่องแฟงที่ไปส่งเสบียงเมื่อเช้าก็ยังไม่กลับ

กลองยังรัว ทั้งเกราะแลกลองยังรัวรับอยู่อีก คนจะออกอาสาศึกคงยังหาพอไม่ คิดห่วงเฟื่องแฟงและเจ้าจวงที่ตามผัวไปยังไม่กลับ คิดห่วงชาวค่ายที่กลับผิดเวลาศึก แล้วมันก็ถลันยืนเรี่ยวแรงที่อ่อนเพลียเมื่อเช้ากลับหวนมาฮึก ข้อมือมันยังเหนียวแน่นที่จะกำดาบลุยได้อีกตลอดคืน พอเสียงฝีเท้าตึ้กๆ ของชาวค่ายที่รีบวิ่งไปประชุมผ่านหน้ากระท่อม ทัพก็คลำทางมาจนพ้นมืดแล้วเผ่นผางวิ่งย้อนไปค่ายม้า ปลดดาบออกสะพายหลังครบแล้วตรงแน่วไปที่ลานประชุมและมันก็ได้เป็นกองอาสานำทัพสมใจตั้ง แล้วก็เคลื่อนตามฤกษ์ยามออกศึกเมื่อได้ยินเสียงฆ้องชัย

พ้นค่ายมาร่วมครึ่งทาง ดาวข้างแรมขึ้นแต่หัวค่ำ แลอีกชั่วเลี้ยวคุ้งไม้จะถึงเนินดินเตี้ย เสียงอู้มาไกลดังเสียงลม เสียงโห่เอิกเกริกฟังไม่ได้ศัพท์ภาษา นายแท่นจอมทัพจึงสั่งให้กองรบนำแอบขบวนด้วยไม่ไว้ใจ แต่พอใกล้มาอีก เสียงฝีเท้าสะเทือนดินเสียงเพลงศึกสนุกสนานโห่อวยพรแต่บ้านระจัน โห่ถวายชีพให้ชาติและมหากษัตริย์ แน่นัก บ้านระจันชนะอีก เออ เจ้ายอดชายแม่ยอดหญิงที่ติดตามไปศึก และชั่วครู่เดียวทุ่งข้างหน้าก็ดำมืดดังก้อนคลื่นกลิ้งมาใกล้เสียงสนั่นทั่วดินแดน

ทัพหนุนที่ยกตามมาช่วยและสงบอยู่เมื่อได้ยินเสียงถนัดจำได้ต่างลิงโลดด้วยความปลื้ม เสียงเพลงศึกเขย่าไปทุกห้องหัวใจ เนื้อระริกทั่วตัวคน และบ้างมันก็น้ำตานองรับปลื้มของคนชนะ

นายแท่นจึงสั่งให้กองคบที่เตรียมมาหวังจะค้นหาผู้เจ็บป่วยจุดขึ้น คบเพลิงสว่างขึ้นดวงแรกแล้วก็อีกดวงหนึ่งและอีกนับสิบนับร้อยสว่างไสวดังทุ่งเพลิงบ้านระจัน แล้วเพลงชนะก็ตะโกนรับไป ก้องสะท้อนไปรับขวัญทหารกล้า ก้องไปเชื้อเชิญพ่อนักรบให้คืนค่ายนอน

ชั่วครู่เดียว ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างรู้กันว่าเป็นพี่น้องร่วมค่ายและผู้ชนะศึก ครั้นมาถึงผู้กลับกับผู้มารับต่างก็โหร้องแล้วโผเข้าสวมกอด ปากก็ปราศรัยพึมพำ บ้างเรียกหาและถามถึงผู้ที่หายหน้าอื่น

ทัพมันหายอมเข้าขบวนนำกลับไม่ กองเสบียงหญิงยังหายหน้าทั้งนายสังข์และเจ้าฟักกับพลม้าคำหยาดเพื่อนทุกข์อีก ๕ คนที่ผสมทัพก็ยังไม่พบหน้าพบตา ทั้งเจ้าจวงและเฟื่องแฟงก็มาพลอยด้วยอีกเล่า หรือว่าศึกมื้อนี้ หากพม่าจักพ่ายยับเยินแต่กองรบน้อยวิเศษไชยชาญจะพลอยเสียชีวิตมั่ง แล้วพลอยกองเสบียงหญิงถูกต้อนเตลิดไปค่ายใหญ่ปากน้ำพระประสบ แต่ว่าถ้าอี ๓ นางต้องตกเป็นเชลยศึกพม่าไปแล้ว กูก็จักขอทหารแต่เพียงร้อยยกย้อนไปฆ่าเสียให้สิ้น

เจ้าลูกชายทหารอาทมาตที่ยกมาอาสาชาวค่ายระจันมันยืนแอบทางที่นักรบชาวค่ายทั้งสองขบวนสมทบกันเดินทัพกลับ มือชูคบเพลิงสว่าง ตาสอดส่ายเหมือนจะค้นเข็มทองกลางทัพ ขบวนยิ่งผ่านไปมามาก ใจมันก็ยิ่งร้อนมากเหมือนจะหวิวหายไปตามขบวนทัพที่จวนจะสุดขบวนอยู่แล้ว แต่ก็ยังหาเห็นวี่แววว่าจะพบชาวบ้านคำหยาดแม้แต่สักคนไม่ทั้งหญิงชาย แล้วฝืนใจโห่ร้องตอบทั้งแกว่งไกวเพลิงให้แก่ทัพชาวค่ายทุกกอง

ศึกที่เพิ่งเสร็จเมื่อค่ำและชาวบ้านชนะเด็ดขาดเพราะทัพติงจาโบแตกย่อยยับตายเกือบหมดนั้น มีอยู่กองเดียวที่ชาวค่ายระจันเสียชีวิตมากคือชาววิเศษไชยชาญ กองรบน้อยๆ แต่ห้าวหาญเข้าประจันหน้า ส่วนผู้เจ็บป่วยอาการหนักคงถูกใส่แคร่ไม้หามกลับมาสิ้นทุกคนมิได้มีผู้ใดต้องถูกทอดทิ้งไว้เลย ผู้ต้องอาวุธเจ็บป่วยมากหลายคนทั้งหญิงหนึ่งที่ร่อแร่เจ็บหนักและอีกคนก็อาการเจ็บช้ำมากเพราะล้มลงกลางทัพระหว่างถอยจึงถูกเหยียบย่ำ แต่ยังพอจะมีสติพูดจาได้รู้ความกัน เมื่อถัดจากนายทองแก้วผู้เดินนำมา ก็ถึงนายกองสังข์ทหารศรีอยุธยาและมาเป็นชาวม้าคำหยาดเดินเคียงแคร่หาม ๒ คนกับเจ้าหนุ่มฟักกับชาวค่ายอื่นและพลม้าคำหยาดอันเหลือชีวิตมาอีกแต่เพียง ๒ คน แม้ศึกจะชนะนายสังข์ก็ไม่วายสลดทุกข์ร้อนใจ เพราะบนแคร่นอนที่หามตามนั้น เฟื่องเจ้าเจ็บร่อแร่ ส่วนแฟงกับเจ้าจวงภรรยาเล่าก็เจ็บอยู่ไม่น้อย

คบเพลิงที่สว่างอยู่โดดริมทางส่ายไปส่ายมาเห็นคนถือคบแต่เพียงแวบที่คบผ่าน แต่เพราะกองนี้เป็นกองท้าย คนถือคบเพลิงนั้นจึงหยุดส่ายคบแล้วชูสูงเหมือนจะส่องให้ทางและในชั่วครู่ที่แสงคบอยู่นิ่ง หน้าเห็นถนัดของเจ้าคนชูคบนายสังข์ก็จำได้ว่าอ้ายนายม้ายอดฝีมือของวิเศษไชยชาญ ทั้งเจ้าฟักและนายกองสังข์โลดออกจากขบวน ชูมือให้เห็นแล้วนายสังข์ก็ป้องปากตะโกน

“พี่ทัพ ฉันอยู่นี่ บ้านคำหยาดของพี่อยู่นี่”

ขาดคำตะโกน แฟงกับจวงที่นอนมาบนแคร่หามก็ลุกชะเง้อมองร่างเด่นของทหารเก่าเคยศึกที่ยืนชูคบ ทำให้แฟงเจ้าหลั่งน้ำตาทันใด กายตระหง่านยืนหยัดสะพายดาบคู่แต่โดดเดี่ยวชูคบสว่างอยู่แทบราวป่าโน้นเหมือนเจ้าประจำไพร แล้วก็หวนนึกถึงคำห่วงของมันที่พร่ำสั่ง และหากว่าศึกนี่เจ้าป่ามันไปด้วยก็ไหนเลยเล่าที่หญิงอื่นจะได้ลำบากเพราะต้องอาวุธเช่นนี้

เสียงตะโกนและคนโลดออกจากขบวนทัพ ทำให้ทัพเบิ่งตามอง ยิ่งร่างตะคุ่มที่ชะเง้อพ้นแคร่หามนั้นจำได้ว่าเป็นหญิงแล้วเจ้าคนที่ส่องคบหาก็ตะลึง พอสิ้นตะลึงได้สติก็ถลาออกวิ่งสุดฝีเท้า แสงคบคล้อยแลบตามลมผู้ที่มันวิ่งทวนมากระทั่งถึง

นายสังข์โผเข้ากอดคอมัน อยากจะพูดจะกล่าวคำอะไรหากแต่พูดไม่ออก ได้แต่สะอื้นที่ได้กลับมาเห็นหน้ามันอีก

ทัพก็นิ่งงัน ยิ่งตาเหลือบเห็นร่างหญิงนอนโซมเลือดสิ้นสติก็ใจหวิว ศึกก่อนชีวิตผัวเจ้าก็ดับไปแล้ว ศึกนี้เล่าเฟื่องจะต้องตายตามผัวไปอีกหรือ อ้าวแฟง จวง แล้วกันมีรอยเลือดเปรอะด้วยกันทั้งคู่

กองหน้าๆ เดินล่วงเข้าค่ายก็เกือบสิ้นแล้ว และกองล้าที่เป็นชาววิเศษไชยชาญนั้นค่อยเดินค่อยไปเพราะต้องห่วงระวังคนป่วย ส่วนทัพกับสังข์นั้นใจร้อน ที่จะเร่งให้ถึงค่ายเร็วๆ เพื่อจะได้ตรวจดูบาดแผลและอาการของนางสามหญิงที่กล้าศึก กระทั่งเห็นคบชูสว่างส่องทางอยู่ที่ประตูค่ายและร้องโห่รับของชาวบ้านระจัน

ฝ่ายเนเมียวมหาสีหบดี แม่ทัพใหญ่ฝ่ายข้างเหนือ เมื่อแต่งให้ติงจาโบนายทหารมีฝีมือคุมพล ๙๐๐ ยกไปปราบปรามชาวบ้านระจัน ครั้นเห็นทัพติงจาโบแตกยับเยินกลับมาอีกแทบไม่มีพลเหลือ ทั้งได้ทราบจากทหารที่แตกทัพมาว่า ชาวค่ายระจันมีฝีมือเข้มแข็งและน้ำใจกล้าหาญรักใคร่สามัคคีพร้อมเพรียงกันนัก ทั้งกำลังพลก็มีมากเกินกว่าจะเป็นซ่องโจรสามัญ และพลพม่าที่แตกกลับมาต่างก็เข็ดขยาดฝีมือและซุบซิบบอกเล่ากันต่อๆ ไป จึงหามีใครที่จะกล้าอาสายกไปปราบปรามชาวค่ายระจันอีกไม่

เมื่อหยุดอยู่อีก ๒-๓ วันยังหามีผู้หนึ่งผู้ใดไม่ที่จะกล้าอาสา จึงสุรินทจอข่องซึ่งตั้งค่ายมั่นอยู่ทางวิเศษไชยชาญ และเป็นผู้ที่เคยแต่งกองโจรพม่าออกปล้นสะดมชาวบ้านเมื่อก่อน ก็เข้าขันอาสาจะยกทัพไปปราบปรามชาวบ้านระจัน เนเมียวมหาสีหบดีจึงกะเกณฑ์ไพร่พลให้ทุกคนเลือกล้วนตามเหล่าที่ถนัดในประเภทเชิงรบ แล้วจัดสรรขึ้นเป็นกองทัพครบขบวนศึกพร้อมด้วยกองม้า ๖๐ เศษ ทั้งกองปืนและเหล่าพลเดินเท้าอีก ๑,๐๐๐ คนเศษเป็นทัพใหญ่ แล้วยกจากค่ายเคลื่อนทัพโฉมหน้าขึ้นสู่บ้านระจันแต่เพลานั้น

แดดตะวันเย็นร่มไปแล้วค่อนทุ่ง ความร้อนของฤดูแล้งย่างเดือน ๕ เมื่อบ่ายค่อยซาลงเป็นเวลาลมตก ในค่ายรบบ้านระจันต่างก็ครึกครื้นสรวลเสเฮฮากันตลอด บ้างร้องเล่นทั้งเต้นรำตามอัชฌาสัย บ้างย้อนเล่าถึงศึกติงจาโบที่แตกยับเยินไปเมื่อ ๗-๘ วันก่อน และบ้างก็ฝึกซ้อมฝีมืออาวุธทั้งดาบและกระบี่ แต่ส่วนผู้เป็นหัวหน้าก็คอยต้อนรับพวกครัวและเหล่าชายฉกรรจ์ซึ่งมาจากสารทิศต่างๆ และมอบชีวิตเข้าอาสาค่ายระจันอีกมากหลาย

ค่ายม้าคำหยาดซึ่งปลูกเป็นทับชั่วคราวอยู่ต้นทางจะไปวัดเมื่อก่อนเดี๋ยวนี้รื้อร้างสิ้นไปแล้ว นอกจากเสาสะแกที่ปักอยู่โกรงเกรงและแฝกมุงลงกองดิน ก็หามีสิ่งอื่นใดจะสังเกตอีกไม่ว่าตรงนี้เป็นค่ายม้าเก่าของคำหยาดทหารกล้าที่สูญชีพไปแล้วสิ้นทั้งกอง นอกจากเจ้าหนุ่มฉกรรจ์ทั้งฝีไม้ลายมือและน้ำใจเด็ดเดี่ยวสมทหาร และแปรชีวิตจากทหารเก่าศรีอยุธยามาเป็นโจร กระทั่งนำกองม้าบรรลือนามของมันเข้าสวามิภักดิ์ต่อชาวค่ายระจัน จะเว้นเสียมิได้ ทุกๆ เพลาเย็นที่เจ้าทัพจะต้องหวนมาเยือนซากค่าย คิดถึงทหาร คิดถึงหมู่ขาบ ตลอดจนอ้ายเลาม้ารู้คู่ยาก หากม้าโพธิ์ทองคำหยาดยังอยู่แล้ว ไฉนเล่าศึกเมื่อ ๗-๘ วันก่อนผู้หญิงจะถลันไปถูกทำร้าย กองม้าอาทมาตรบมาแต่ทุ่งสะแกโทรมเข้าหักโจรพม่า กระทั่งตัดทัพงาจุนหวุ่นพินาศสิ้น คิดแล้วมันก็น้อยใจตัวเองนักที่ต้องเหลืออยู่ว้าเหว่เฉพาะเจ้าฟักกับนายสังข์และพลม้าเก่าอีกเพียง ๒ ชีวิต

เงาไม้ร่มและหายตามแสงตะวันสิ้น ทัพนั่งตาเหม่อไปทางค่ายม้าเก่าอยู่คนเดียว เมฆลอยกลางฟ้าและใบไม้ไหวเมื่อลมโชยมาชวนให้เศร้าถึงเพื่อนค่ายที่เสียชีวิต เศร้าไปถึงหมู่ขาบแล้วเมียหมู่ขาบชู้เก่ามันเองก็ยังเจ็บหนักอยู่ในกระท่อม เจ้าจวงนั้นกำลังจะหายเพราะมันตกใจมากกว่าจะเจ็บแผลเพียงนิดหนึ่งที่ถูกปลายดาบเฉี่ยวกลางหลังเท่านั้น เออ ก็อีแฟงนี่แหละที่ต้นเหตุต้นความ อีสาวเด็กอยู่เมื่อวานซีนและเดี๋ยวนี้ก็เป็นสาวใหญ่ และยิ่งคิดก็ยิ่งได้ยินแต่เสียงอีแฟงมันพูดอยู่แจ้วๆ เตือนให้รำลึกถึงมันนัก เพราะถึงจะยังไม่ดีกัน แต่ทีท่ามันก็คงจะไม่โกรธมากมายเหมือนเมื่อวันก่อนไปศึกแน่

เสียงสะดุดกองแฝกที่เกลื่อนดินทางค่ายม้าเก่า ทัพมันเหลียวเร็วแล้วเบิ่งตามอง แม่เอย พอกูรำลึกก็แล่นมาดังใจกูหายแล้วอีแฟงของพี่ หากจะซูบผิดตาไปสักนิดสักหน่อยแต่ผิวอ่อนของมันก็ไม่แพ้ใบไม้อ่อนผลิ เออ อีแฟงเดินไม่รู้ตัวว่าพี่แอบมอง มันงามพิกล แต่ถ้ารู้ตัวหรืออยู่ต่อหน้ามันก็เอางอนขึ้นบังจนแทบจะสิ้นสวย แล้วทัพมันรีบแอบโคนไม้และคิดว่าวันนี้จะแอบง้ออีแฟงเพราะไม่มีใครเห็น

แฟงเดินตากลมเย็นมาเรื่อยๆ เพราะเพิ่งจะเสร็จจากอยู่พยาบาลพี่สาว มาถึงค่ายม้าคำหยาดแล้วแทบน้ำตาไหลคิดถึงคนโน้นและคนนี้ สงสารพลม้้าที่เสียชีวิต แล้วก็อดนึกสงสารหน้าอ้ายนายกองม้าที่ยังมีชีวิตอยู่ว้าเหว่มิได้ พอสะดุดกองแฝกก็ได้สติ และแปลกใจว่าอ้ายนายกองม้ามันเคยมาอยู่ทุกเย็นแล้ววันนี้มันหายหน้าไปซ่อนอยู่ไหน แล้วก็มุ่งหน้าเข้าใต้มะกอกใหญ่นั่งลงพัก

ไม่ทันจะถึงอึดใจที่แฟงจ่อมลงนั่ง ไม่ทันจะเอนหลังอิงหรือจะได้นึกอะไรเล่นให้เพลิดเพลิน เสียงผิวปากอยู่ข้างหลังใกล้ๆ เหมือนเจ้าเคยได้ยินอ้ายนายกองม้ามันผิวเรียกอ้ายเลาเมื่อก่อนก็เหลียวหา

สะดุ้งแล้วให้เกิดอายหัวใจเพราะเจ้าของอ้ายเลามันชะโงกมาแทบชิดตัวหัวร่อสีหน้าไม่ค่อยสนิท แต่ก็มีไมตรีอยู่นัก

“แฟง ข้ากำลังนึกถึงเอ็งอยู่เดี๋ยวนี้เทียวละ แผลหายสนิทดีล่ะหรือ”

คนโกรธกันและก็เพิ่งจะได้พูดกันเมื่อเจ้าเจ็บกลับจากศึกครั้งที่แล้ว จึงทำให้แฟงตอบเสียงอ้อมแอ้มไปบ้าง

“ยังไม่หายดี” แฟงตอบเมินๆ “มาแต่เมื่อไร”

“มาคอยแฟงอยู่แต่บ่าย ลมยังไม่ตกซีล่ะ” แล้วทัพมันก็คลานมานั่งชิดใกล้ข้างๆ “เฟื่องมันเป็นไงมั่ง เย็นนี้”

“ยังหนักอยู่เหมือนเก่านั่นแหละ ไข้ก็มาก ทั้งเพ้อหาใครต่อใครสารพัด”

“กรรมแท้ของเฟื่อง แต่ข้าก็เบาใจอยู่อย่างที่แฟงหายดีแล้ว เออแน่ะแฟงข้ามีอะไรจะบอกสักอย่าง แต่ว่า อ้า” หากเจ้าคนพูดจะกล้าศึกมาร้อยแปด แต่ก็หายังชนะใจประหม่าได้ไม่ นอกจากนิ่งอึ้งไม่พูดแล้วก็ได้แต่คว้าไขว่ข้อมือแฟงมายุดอยู่เฉย และทัพก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าแฟงตัวสั่นและถอยหนี

“อย่าสลัดหนีอีแฟง อย่าหนีเลย เพราะเราใช่อื่นใช่ไกลเป็นลูกบ้านคำหยาดหนีร้อนมาด้วยกัน พี่มีเรื่องจะพูดอะไรสักหน่อย”

เมื่อหนีไม่พ้นแฟงก็ได้แต่เบือนหน้า เจ้าเคยพลัดอยู่หว่างศึกที่แล้วยังไม่ตื่นหัวใจเหมือนครั้งนี้ หน้าร้อนผ่าวแล่นตลอดไปถึงมือจนเหงื่อชุ่ม หัวใจก็โอนเอนเหมือนตาลสูงโต้พายุฝน

“จะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ แต่ขอให้พี่ปล่อยมือฉันก่อน”

“ปล่อยมือ เอ๊ะทำไมจะต้องให้พี่ปล่อยมือ”

แฟงเคยแสนแง่แสนงอน แต่มื้อนี้ให้เกิดประหม่าอายเกินกว่าจะคิดงอน หน้าเพิ่งรื้อไข้เห็นเลือดวิ่งขึ้นบ่มผิวเรื่อๆ

“ฉันรำคาญหัวใจ”

ฟังตอบ ทัพหัวร่อร่า รั้งแขนแฟงเอนมาทับตัก

“พี่ก็จับเอ็งแต่เพียงข้อมือแล้วทำไมจะแล่นรำคาญไปถึงหัวใจเล่านั่น แฟงเอ๋ยทุกวันนี้เราก็เห็นหน้ากันแต่เพียงสองเท่านั้นที่รู้เห็นใจกันมาแต่คำหยาด เฟื่องเขาก็เจ็บหนักจะเป็นตายพอกัน พี่จะหันปรับทุกข์ปรึกษาความอะไรกันมั้งเล่าเอ็งก็มาโกรธพี่เสีย ใจคอพี่มันก็เลยปั่นป่วนไม่สบายไปใหญ่”

“ฉันไม่ได้โกรธ” แฟงว่า

“แล้วทำไมเอ็งไม่พูดกับพี่สนิทเหมือนก่อน ฮึ แฟง”

“ไม่รู้ ก็ทีพูดได้พูดเอา จะฆ่าจะแกง นั่น ทำไมไม่เก็บมาพูดมั่ง”

เจ้าคนริเจ้าชู้ฝืนหัวเราะแค้นตัวเอง แต่อีแฟงหลงแค้นก็เพราะหารู้ใจแท้ของชายเมื่อยามที่มุ่งรักไม่ และครั้นจะยิ่งนิ่งงำความไว้เล่าอีแฟงก็คงจะยังไม่สิ้นสงสัย แล้วฟื้นความมาพูดอยู่ร่ำไป

มันอุ้มแฟงที่แอบหน้าลงฟุบตักขึ้นนั่ง แม้จะเมินหนีอย่างไรทัพก็รั้งตัวแล้วจับคางเชยให้หันมาสู้หน้า

“แฟง ความมันก็แล้วไปแล้ว แต่เมื่อเอ็งยังสงสัยใจไม่สิ้นพี่ก็จะบอกให้ฟัง แฟงเอ๋ย ผู้ชายใครอื่นนั่นพี่หารู้ใจเขาไม่ แต่ว่าสำหรับหัวใจแท้พี่เองนั่นเมื่อรักอะไรจะคิดหวังเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแล้วก็ไม่อยากจะให้ใครมากล้ำมากราย ถึงจะพูดจริงพูดเล่นมันก็แสลงใจ เอ็งมาอยู่ค่ายระจัน เอ็งก็เป็นชาวระจัน ถูกละ แต่ว่าเอ็งจะพูดเอารักของเอ็งเที่ยวบำเรอไปพร่ำเพรื่อกะเขาอื่นนั่นแล้ว หัวใจอ้ายคนที่มันคิดจะเป็นเจ้าของและรักเอ็งให้มากๆ จะรักเอ็งคนเดียวก็อยากให้เอ็งรักมันแต่คนเดียวนั้นจะช้ำหัวใจช้ำน้ำคำมึงสักเท่าไร” แม้คำท้ายมันจะพูดทอดเสียงค่อยแต่เน้นถ้อยคำนัก มือยังเชยคางมอง ตาจับตาไม่ใช่พูดเล่น ถ้าแววตามองของทัพใสแจ๋วเหมือนน้ำ แฟงเจ้าจะได้เห็นใสไปถึงน้ำใจของมันที่ขังสะอาดอยู่ภายในมือที่ประหารทัพมาร้อยแดด มือที่ชั่วมันยกโบกสั่งกองม้าคำหยาดให้เข้ารบ ศึกนั้นก็จะเสียขบวนแหลกละเอียด ทัพใหญ่จะสั่นสะเทือนระส่ำระสายในชั่วมือโบก แต่มือศึกมื้อนี้มาเชยคางหญิงแล้วมือก็สั่นเพราะคางที่จับขึ้นเชย

แฟงเคยถูกมันกอด จูบมันก็เคยถือใจดื้อจูบเจ้า แต่เสน่ห์จูบกอดหนโน้นหามีฤทธิ์เหมือนมือที่ชั่วแต่จับคางเชยแล้วจ้องหน้าไม่ แฟงรู้แล้ว หัวใจพี่ทัพมันก็หัวใจชายทั้งหลายทั่วแผ่นดินไม่ผิดกันนัก เพียงแต่แฟงเจ้าพูดว่าจะยอมบำเรอแก่ผู้ชนะศึกอื่นมันก็หึงสา และใจหึงมันรุนแรงเหมือนที่มันปลงใจรักจึงเป็นสาเหตุเกรี้ยวกราดจะฆ่าฟันเพราะพิษหึง

แต่แฟงเสแกล้งทำไม่เข้าใจความ ปัดมือแล้วหลบหน้าหนีซ่อนหัวเราะ

“จะห้ามตรงๆ ก็ไม่ได้ แล้วที่ห้ามพูดนั่นฉันก็ไม่รู้ว่าพี่จะประสงค์อะไร”

“อุบ๋า อีแฟง” ทัพหัวเราะก้ากชอบอกชอบใจ เลยรวบตัวแฟงมาดื้อๆเหมือนยักษ์มารมารักผู้หญิง “เอ้อ พูดมากองสองกองเอ็งก็ว่าไม่รู้ รักมึงซีวะแฟง พี่รักเอ็งตั้งแต่หัวใจข้างในจนกระทั่งออกมาข้างนอกทั่วไปหมดทั้งตัวแน่ะ อีแฟงเงานอนมึงพี่ที่ไม่อยากให้ใครกราย ก็แล้วชื่อแฟงทำไมพี่ถึงจะไม่รักด้วยล่ะ พี่หวงจนกระทั่งชื่อว่าอีแฟงก็ไม่อยากให้ไปติดอยู่กะริมฝีปากอ้ายผู้ชายคนไร รู้ประสงค์หรือยังล่ะ อ้าว ยิ้ม ถ้ารู้แล้วก็ยอมให้ปรับเสียดีๆ”

แฟงดิ้น แต่ไหนเลยจะพ้นสองแขนถวายศึกมันไปพ้นได้ และถ้าขืนดิ้นไปหนักมันก็จะแหนบเนื้อหยิกให้เจ้านิ่งแล้วแฟงก็ถูกจูบเป็นหนักหนา แฟงถูกจูบถ้าเป็นดอกไม้ก็ชอกช้ำตลอดช่อ แต่นี่มันเป็นเนื้อ แม้ผิวเนื้อจะเพียงแดงไม่ฟกช้ำ ส่วนหัวใจเจ้าแฟงสะเทือนไปทั่วและมีรอยยับยิ่งกว่าดอกไม้ที่ถูกปลิดทีละกลีบกระทั่งเกสร

มันยกหน้าจากหน้าแฟง เออ ผีม้าคำหยาดเอ๋ย หากมีชีวิตเหมือนเก่าก่อนก็จักยกมือโบกให้มันโห่กันพร้อมถวายรักแก่อีแฟง เออ เจ้านอนเอนตักหลับตาปรือและลืมมองกะพริบแล้วก็หลับไปอีก กลีบไม้เทียนหรือกุหลาบหอมยังแดงแต่เพียงเรื่อไม่ก่ำเหมือนแก้มเจ้าแฟง น้ำตาก็ดูจะซึมหน่วย

“ร้องไห้อีก แน่ะ อย่าร้องไห้อย่างวันนั้น ไม่เอาน่ะ” ทัพหันกระซิบกระซาบไม่ไว้ใจเกรงจะเหมือนก่อน

แต่แฟงกลับฟุบหน้าแอบสะอื้น และยิ่งสะอื้นถี่รำพันว่า

“ไม่โกรธเลย แต่เรามารักใคร่กันหว่างศึก แล้วพี่จะมาเอาแน่อะไรกะชีวิตว่าจะยืดและอยู่รักกันไปสักกี่มื้อ”

“เท่านั้นหรอกหรือ” ทัพปลอบ ใจค่อยสิ้นทุกข์ที่เกรงแฟงจะโกรธ “ยืดไม่ยืดนั้นมันเป็นวาสนาของทหารแฟงเอ๋ย แม้เราจะได้รักชั่ววันไม่ข้ามคืน แต่เรารักกันจริงๆ มากๆ เหมือนพี่รักแฟงและเอ็งก็รักพี่แล้ว โน่นแน่ะเมืองสวรรค์หรือว่าเมืองนรกก็ช่างมันเถอะ และเมืองผีก็อีกทั้งเมือง เราไปอยู่ด้วยกัน ถ้าพี่ตายก่อนพี่ก็จะนั่งคอยเจ้าที่ประตูเมืองโน้น เมื่อแฟงสิ้นชีวิตเสียก่อนพี่ ถึงหากเจ้าจะต้องไปเกิดอยู่บาดาล เป็นผีสิงเขาหรือเมืองใดใจพี่จะผูกถึงเจ้าเมื่อก่อนจะสิ้นใจ แล้วก็จะด้นดั้นตามหาไปจนพบแฟงแต่เมื่อชีวิตเรายังอยู่ เมื่อศึกมันว่างเราก็จะขอรักขอใคร่ เมื่อศึกเกิดทหารมันก็ต้องสู้จนสิ้นใจทหาร ดีกว่าจะอยู่เป็นแพ้คนเชลยแล้วไหนศัตรูยังจะเข้ามาหยามหน้าก้ำเกินล่วงทั้งรักและดูถูกฝีมือทหารเมืองศรีอยุธยาอีก”

น้ำตาแฟงยิ่งไหลพรากหนักนองย้อยมาสองแก้ม แต่เจ้ายิ้มแย้ม สะอื้นกลับหัวเราะก็ปนกันไป เจ้าปลื้มเหลือหลาย ปลื้มน้ำคำแลน้ำใจกล้าชาติทหาร ปลื้มที่แฟงรักไม่ผิด แม้จะเพียงรักกันได้ชั่วมื้อแล้วต้องตายจาก แต่เจ้ายอดทหารเมืองก็ตกมาเป็นชู้รักของแฟงแล้ว

“พี่ทัพ” เจ้าเรียกเสียงสั่นตื้นหัวใจ “ถึงเราจะต้องติดอยู่ในค่ายระจันทำศึกอีกสักร้อยปีแล้วพี่ทัพชนะกลับทุกครั้ง ฉันก็เต็มใจจะอยู่ลำบากในค่ายนี่กะพี่ ดีกว่าหนีไปสบายในเมืองอย่างเขาอื่น”

ทัพสวมกอด รักอีแฟงเพิ่มขึ้นอีกสัก ๑๐๐ เท่า ขอให้ใจหญิงบ้านระจันและเมืองศรีอยุธยาเหมือนอีแฟงทุกคนเถอะ เพราะถึงจะสิ้นชีวิตชายหมดผู้หญิงเจ้าก็คงออกศึกไม่ทิ้งเมือง

“งั้นซีวะแฟง กูฟังมึงคำนี้แล้วก็อยากจะบ้าออกศึกมันเสียคนเดียว ถูกละ เอ็งกับพี่มันรักกันแต่เพียงสอง แต่เมื่อศึกมันมาติดเราก็ต้องช่วยกันรักเมือง ชื่นใจ อีแฟง มึงรูปสวยนัก แต่ใจมึงสวยเกินรูปไปอีก”

แฟงยิ้มชื่นในน้ำคำมัน หวนนึกถึงความทุกข์ยากหนหลังแต่ครั้งอยู่กระท่อมที่คำหยาดหลังหมู่ตาล เคยจูงอ้ายเลาไปคอยเคยหุงข้าวคอย เมื่ออพยพมากระทุ่มด่านแล้วก็เฝ้าคอยโจรกระทั่งมันมาเข้าค่ายระจัน แล้วก็คอยมันกลับจากศึกงาจุนหวุ่น ก็เพิ่งจะวันนี้เพลานี้เท่านั้นที่เกิดสุขเต็มเปี่ยม ใจก็เข้าใจกันถูก และถึงหากว่าสิ้นชีวิตไปแล้วกับมัน ทั้งคู่ก็จะขออธิษฐานเอามะกอกใหญ่ต้นนี้ซึ่งจะมีอายุยืนเป็นไม้ใหญ่ไปอีกนับร้อยๆ ขวบปีจงเป็นพยานด้วยเถิดว่า ผีอีแฟงและเจ้าทัพมันยังนั่งรักกันอยู่ตราบไม้มะกอกจะโค่น

เจ้าคู่รักคู่ยากทั้งสองคงนั่งรักรำพันกันตามประสาปลื้มที่จะรักกันแต่เพียงสองไม่ห่วงใคร หญิงเจ้าปลื้มในฝีมือชู้ยอดทหารใครๆ ชม ชายชอบหัวใจที่หญิงเจ้ารักกล้าและชื่อเสียงในเชิงศึกและเป็นคู่ทุกข์คู่ยากเห็นใจกันมาเก่าก่อน แต่ทั้งสองก็ไม่วายเศร้าเมื่อนึกถึงว่ายามรักเป็นยามศึกที่จะไม่มีความแน่ของชีวิต

กระทั่งตะวันตกดิน แสงตะวันที่แดงรำไรแฝงอยู่ตามหลืบเมฆจากฟ้าไปหมด ลมสงัด โพธิ์และไม้ใหญ่ในวัดโพธิ์เก้าต้นยืนเหงา กระท่อมทับและโรงนาในระเนียดค่ายทั้งสองมืดมัวลงทุกขณะที่แสงตะวันสิ้นไป ซากค่ายม้าคำหยาดที่เหลือแต่แฝกกองยิ่งเงียบสนิท หากเป็นเมื่อก่อนกองไฟจักก่อเรียงรายทหารจักจับกลุ่มสัพยอกสรวลเสกัน แต่บัดนี้ผีมันคงไปเข้าแถวเรียงหน้าคอยอ้ายนายม้าอยู่ก่อนแล้วที่ขอบฟ้าฟากสวรรค์โน่น

ทัพพยุงเจ้าแฟงชู้รักให้ยืนขึ้นกอดประคองแล้วชี้ให้ชมตะวันตกดิน สาบานว่าจะขอยืนกอดคอกันทั้งชาตินี้ชาติหน้าไม่ห่าง จะกอดคอกันอยู่ร่วมทุกข์เมืองทั้งสวรรค์นรกเมื่อยังเป็นคนแฟงจะคอยเมื่อทัพไปศึก ทัพมันจะรีบล้างศึกเพราะแฟงคอย แล้วทั้งสองก็เดินคลอคู่บ่ายหน้าหนีจากซากค่ายร้างม้าคำหยาดตรงไปยังทับ ไปเยี่ยมเจ้าเฟื่องผู้มีกรรมที่เจ็บร่อแร่จะทิ้งชีวิตตามผัวไปเมืองฟ้า

ดึกสงัดล่วงยามสาม ดาวฤกษ์ลอยดวงเด่นอยู่เหนือค่าย แต่แสงเขียวยิบๆ ของดวงเล็กอยู่หนไกลกำลังหรุบหรู่ พอย่างเข้ายามปลายก็สิ้นแสงหายจากท้องฟ้า และบ้างก็หล่นวูบดังหนึ่งดาวนั้นจักเอากำเนิดมาจุติ

ฆ้องขานยามปลายหุ่มไปเมื่อสักครู่ ยามคงตื่นตาสับเปลี่ยนกันระวังระไวอย่างกวดขัน และในชั่วที่ชาวค่ายระจันยังหลับไหลสนิท ยามที่ประตูค่ายก็นำกองคอยสืบเหตุของนายจันทร์หนวดเขี้ยวซึ่งรีบร้อนจากหนไกลเข้าหาพันเรืองและผู้เป็นหัวหน้าอื่นในเดี๋ยวนั้น

ชั่วครู่ต่อมา ชั่วครู่ที่กองสืบเหตุของนายจันทร์เล่าว่าทัพใหญ่ของข้าศึกกำลังยกมามีพลมากมาย พร้อมสรรพด้วยกองม้ากองปืนทั้งพลเท้าจัดเป็นขบวนทัพใหญ่ล่วงมาแล้วคะเนจะตกคุ้งห้วยไผ่ในเช้าพรุ่งนี้ กลองใหญ่ระดมศึกก็โหมนำขึ้นก่อนแล้วหอกลองเล็กทั่วค่ายยามประจำก็โหมขึ้น เกราะเร้าระรัว ยามไฟก็ซุกฟืนเข้ากองลุกสว่างโพลงตลอดทั้งค่ายน้อยค่ายใหญ่ดังหนึ่งกลางวัน

ค่ายเล็กที่ปลูกโอบต่อค่ายใหญ่เป็นปีกกาไปโน้น และที่ท้ายค่ายอันเป็นทับอาศัยของชาวกระทุ่มด่าน ศรีบัวทองก่อนสว่าง หากเจ้าของทับกระท่อมอาศัยหลังอื่นจะยังคงหลับสนิทใฝ่ฝันและบ้างจะเตรียมตัวตื่นหุงต้มอาหารแล้วบ้าง แต่ที่นอกกระท่อมพื้นดินหญ้าเรียบสะอาดนั้น เจ้าคนหนึ่งซึ่งนั่งเหม่อมองเมฆบนท้องฟ้าและดาวร่วงใกล้สว่าง ลมก่อนเช้ามืดหวนมาจากทุ่งท้ายค่ายใหญ่โน้นทำให้มันใจคอเบิกบานแจ่มใสคิดไปถึงข้างหน้า เมื่อเสร็จศึกแล้วมันจักหวนไปอยู่กระท่อมเตี้ยแคว้นคำหยาดอีก แล้วตาล ๕ ต้นจะเป็นที่สำราญนั่งชมเดือนหงายในวันข้างขึ้นกับเมียสวยย่าง ๑๗ แล้วจักชี้ชวนให้ชมดาวร่วงให้รู้ว่าเทวะท่านจากฟ้ามาจุตินอนในครรภ์เป็นมนุษย์ขอให้เจ้าอธิษฐานรับไว้ แล้วมันก็มองไปที่เหนือหญ้ามีเสื่อปูซึ่งนางผู้หญิงร่างงามที่มันกำลังคิดนั้นนอนตะแคงหลับประณมมือ โถ...แฟงเจ้าอุตส่าห์มานั่งคุยเป็นเพื่อนแล้วก็ล้มตัวหลับไหลสนิท

ถึงจะเป็นคืนหน้าแล้ง น้าค้างเมื่อค่อนดึกก็เป็นละอองชุ่ม แฟงเจ้านอนตากน้ำค้างเย็นแล้วพลิกตัวมือก็ไขว่คว้าเหมือนจะพบผู้ใด แต่แล้วก็ทอดแขนหลับไปอีก แต่เจ้าคนหนุ่มซึ่งนั่งระวังหลับของเจ้านั้นจ้องไม่วางตา แล้วก็ลุกจากที่เพื่อปลุกให้แฟงตื่นเข้ากระท่อม เพราะจะใกล้สว่างในอีกชั่วครู่

มันนั่งลงเคียงคิดจะคอยปลุกมิให้ตกใจ แต่ว่าหลับสนิทนักหน้าตามันบอกสุขมากกว่าเมื่อเย็นเป็นกอง แล้วเจ้าคนที่คลานมาปลุกให้ยั้งมือชะงัก โฉมอีแฟงเมื่อหลับสิ้นจริตแล้วงามยากที่หาคำชม มิ่งขวัญอีแฟงที่เหลิงจากร่างไปชมป่าหรือท่องเที่ยวอยู่หนใดอย่าเพิ่งคืนมาร่างเลย โฉมอีแฟงเหลือจะงามเมื่อหลับแต่แสนที่จะงอนเมื่อตื่น

ทัพมันชะโงกตะลึงเฝ้าโฉมเจ้าแฟงทั้งหลับ รู้จักกันมาและตั้งแต่เกลียดงอนของมันเมื่อเด็กกระทั่งมารักกันเพิ่งเห็นมันหลับสนิทอยูใกล้มื้อนี้เอง แฟงหายใจอ่อนๆ ถ้ามันหลับอยู่กลางแสงเดือนหงายแล้ว เจ้าคนที่เฝ้าจ้องก็คิดว่ามันจะขอชมหน้างามของอีแฟงดีกว่าจะแลชมเดือนกลางหาว

ไม่มีอะไรอีกที่จะคิดไป เพราะแฟงมันก็รับปากอยู่แล้วเมื่อค่ำว่ารักตอบ เมื่อตื่นถึงจะจูบอีแฟงก็อับอายคอยแต่จะเมินหนี เมื่อหลับก็จูบมันเสียอีกเป็นมื้อแรกให้สมกะที่รัก ครั้นแล้วความคิดจะยั้งใจก็หมดสิ้น ความแกล้วกล้าและยอดฝีมือทหารของเจ้านายกองม้าก็แพ้ในรูปที่หลับทอดกายอยู่เหนือเสื่อเล็กพื้นบ้านระจันชั่วขณะนั้น มันก้มลงจูบแฟงทั้งสองแก้ม ถนอมจูบแต่เพียงเบาเกรงจะตกใจแต่แฟงยังไม่ตื่นและแขนกลับไขว่คว้าอีก มันก็อุ้มตัวขึ้นนอนตักแล้วจูบเต็มรักเต็มจมูก

เจ้าศรีค่ายระจันผวาเหมือนเด็กอ่อน ยังคิดว่าหลับอยู่ในกระท่อมข้างแคร่พี่สาว คิดเผลอว่ายังโกรธอยู่กับอ้ายนายกองม้าคำหยาด จึงผลักไสจะซ่อนหน้า หากแต่มันอุ้มขึ้นกอดไว้แนบอกแน่น

“แฟง พี่ปลุกเอ็งไม่ตื่นก็เลยนึกรัก จูบเอ็งเสียทั้งหลับๆ ตื่นแล้วเรอะ เอ้อตื่นเถอะ” เจ้าคนลักจูบเขย่าตัวให้รู้สึก “ตื่นซีแฟง เดี๋ยวก็จะสว่างแล้ว ตื่นเข้าทับเราหนีน้ำค้างดีกว่า”

กว่าแฟงจะรู้สึกตัวก็เสียเปรียบมันไปหลาย ความเลอะเลือนในฝันเมื่อครู่ก็เพิ่งจะคิดออกว่าคืนดีกับพี่ทัพมันแล้วแต่เมื่อเย็นและรับปากฝากรักของมันเมื่อค่ำ แลนี่มันย่องมาจูบเอาเมื่อหลับสนิท จนลืมตาก็แสนจะอับอาย

“ปล่อยนะ” แฟงทำเสียงดุเมื่อเห็นเจ้าคนที่เคยคิดจะเป็นพี่เขยยังกอดนิ่ง “เล่นอะไรพรรค์นี้ก็ไม่รู้ หลอกให้หลับแล้วก็ย่องมา”

ทัพหัวเราะเมื่อเห็นนังศรีค่ายระจันยั้งคำไม่พูด มันจึงพูดต่อ “เออ ย่องมาจูบ เมื่อตื่นข้าก็จูบนักแล้ว แต่ไม่สู้ถนัด และก็กลัวเอ็งจะว่าข้าประจบถึงได้จูบเมื่อตื่น แต่นี่ข้ารักเอ็งจริงๆ ถึงจะหลับข้าก็จูบของข้าหอมหัวใจ แล้วเอ็งจะได้ว่าข้าไม่ประจบเอ็งเมื่อตื่นไงล่ะวะแฟง”

แฟงเคืองที่มันพูดเอาเปรียบเข้ากะตัวมันเองไม่มีแพ้แต่ก็ฟังขำอยู่พิกลแล้วก็เลยแกล้งโห่ให้

“เอ๊ว ขโมย”

มันกลับหัวเราะเยาะ “ขโมยก็หนีซีวะ พอจูบแล้วก็เปิดวิ่งเลย จะมาสู้หน้าจนเจ้าทรัพย์ตื่นเห็นอยู่ว่าไร”

“งั้นก็อ้ายหัวปล้น”

“ปล้นก็ต้องโห่ซีวะ” แล้วทัพมันก็นึกขันตัวเอง พูดทั้งหัวเราะ “แต่ถ้าจะจูบแล้วต้องโห่เสียก่อนอย่างเข้าปล้นละก็อีแฟงเอ๋ย ชาตินี้กูคงไม่ได้จูบใครเพราะมันอึกทึกนัก”

แฟงเลยช่วยมันหัวเราะงอ แล้วหยิกปากหยิกแขน

“อ้อ มิน่าเล่า ชี้ อ้ายฉันไม่รู้มัวแต่งมว่าพี่ทัพเป็นคนเฉยชอบแต่จะซ้อมฝีมือดาบและหัดขี่ม้ารบ อ้อ ยังงี้เอง” แล้วกระซิบข้างหู “ปากมันสำคัญยังงี้นี่ล่ะพี่เฟื่องถึงโดนจูบไปนักต่อนัก”

“เอ๊อะแน่ มึงเห็นกูที่ไหนวะแฟง”

“เฮ่ว ขี้คร้านจะแอบดู ที่คำหยาดน่ะแหละฉันขึ้นเก็บตาลอยู่บนยอดเห็นแอบแม่อยู่ท้ายครัว”

แฟงถูกอุดปาก “เออ หยุด มึงสำคัญ” ทัพเมินหน้าอายความหลัง “มึงแอบดูกูจูบเจ้าเฟื่องแล้วมึงก็เลยรักกู”

“ใครรักใคร”

“เออ กูแพ้วะแฟง” ทัพหัวเราะระอาใจเพราะเจ้าแฟงปั้นสีหน้าโกรธมาอีก “แต่เฟื่องเดี๋ยวนี้ให้กูจูบเปล่าๆ ก็ไม่เอา”

“ทำไม เขาไม่มีแก้มเรอะ สวยก็สวยกว่าฉัน”

“กูกลัวอ้ายขาบมันหักคอ”

“ให้จริงเหอะ” แฟงว่า แต่หางเสียงแฟงบอกว่ายังมีสงสัยแอบอยู่อีก “ฉันกลัวว่าเมื่อหมดที่จะกีดหน้าขวางตาแล้ว ถ่านไฟเก่ามันก็จะคุมาอีกล่ะซี”

“ตายโหง” ทัพพูดดังๆ แล้วนึกรู้ใจเจ้าแฟง จึงพูดขึงขังเป็นจริงกว่าจะพูดเล่น “พี่ไม่งั้นหรอกวะแฟง ก็จริงแหละที่เคยรักมา แต่ถ้าข้าจะคิดทางได้เพราะถ่านมันคุแล้วเมื่อกูพบพม่าล้อมอ้ายขาบที่บ้านพรานใต้โคบึงโน้น เมื่อพม่าแตกหนีกูจะย่ำอ้ายขาบเสียให้แหลกยังไงก็ได้แล้วชิงเจ้าเฟื่องคืนมา แต่กูไม่อยากให้เจ้าเฟื่องเป็นผู้หญิงจำใจ ไม่อยากให้คนที่กูเคยรักมันต้องเลิกกะผัวก้มหน้าเป็นเมียกู และก็แฟงของกูยังอยู่ กูรักอีแฟงดีกว่า ฮิแฟงฮิ”

เจ้าแฟงยิ้มละไมหายหัวใจขุ่นดังปลิดทิ้ง แล้วตบปากมัน “ปากนี่ดีนัก ออเซาะเป็นที่หนึ่ง” แล้วเจ้าแฟงก็ซบหน้าแอบอกมัน เสียงหัวใจมันเต้นตึ้กได้ยินกับหู หัวใจทหารที่กล้าศึกเต้นอยู่ระริกนั้นจะต้องมาอ่อนเปียกอยู่ในกำมืออีแฟง

ทัพมันประจงอุ้มแฟงแล้วยืนขึ้น มันถนอมแฟงนักที่จะมิให้ช้ำชอกเพราะน้ำมืออุ้มหรือกระเทือนตกใจ แหงนมองกลางหาวกว้างโน้นดาวก็จากฟ้าจะหมดอยู่แล้ว พอออกก้าวเดินจะถึงหน้าทับ แสงเพลิงสว่างจากค่ายใหญ่ส่องมาทำให้เกิดประหลาดทั้งคนอุ้มและเจ้าแฟงที่เอนเป็นสุขอยู่ในอ้อมแขน

“อึ๊ พี่ทัพ เพลิง”

“นั้นซี” ทัพมันรับคำเห็นพ้องและกลับตัวหันมองตามแสงเพลิงสว่าง “เหมือนสัญญาณเพลิงศึก”

ขาดคำและใจนึกสังหรณ์ของมัน เสียงกลองโหมเป็นจังหวะสัญญาก็ก้องกระเทือนมา ยามเกราะและกลองประจำก็พากันโหมระดมเร้าใจให้แน่หนักขึ้น

“กลองรบ” แฟงบอกมันเหมือนบอกตัวเอง “สัญญาศึกแน่แล้ว”

“อือ ศึกที่กูตั้งใจคอย อีแฟง ศึกนี้ละกูจะฟันให้ลือกระฉ่อนทั้งบ้านระจัน มึงคอยปลื้มคอยฟังฝีมือชนะของพี่เถอะ” สิ้นคำมันออกวิ่งเหย่าทั้งๆที่อุ้มแฟงมุ่งเข้ากระท่อม

ทุกคนตื่นตากันอยู่พร้อมหมดแม้แต่เฟื่องที่ป่วยมีอาการหนัก ทุกคนตื่นใจที่ข่าวศึกแล่นมากะทันหันก่อนสว่าง มิไยใครมันจะตื่นตระหนกหรือหวาดหวั่นพรั่นในข่าวศึกยกจู่มานี้ ทัพมันคงนั่งปลงอารมณ์อย่างสงบสงัดประเจียดก็คาดแขนมั่น ดาบสองเล่มกำลังยกจบอยู่เหนือหัว อารมณ์ที่เด็ดเดี่ยวอธิษฐานปลงไปเป็นแน่ว่า เราทหารจะออกศึกมื้อหน้านี้ ขอผีรักษาทุกมุมเมือง ทั้งพระผู้ทรงเมืองทั้งหลาย ครูและอาจารย์ที่มอบวิชาและฝีมือดาบ พ่อเฒ่าอาทมาตผู้ใหญ่กำเนิดข้าโน้น ศึกนี้จงแหลกด้วยฝีมือทหารค่ายระจัน ศึกนี้จงวอดด้วยฝีมือดาบของข้า ให้สมลือว่าเป็นทหารระจันเมืองศรีอยุธยา

สิ้นอธิษฐานทัพมันก็ลุกยืนหยัด ดาบคืนลงฝักสะพายหลังแล้วยิ้มกับแฟง

“มึงคอยพี่อีแฟง ทหารหน้าต้องเป็นกูแน่ ทหารหน้าค่ายระจันที่จะเอาชนะมาให้มึงปลื้มต้องเป็นกูที่มึงคอย” แล้วก็พูดกับคนทั้งหลายที่คอยแหงนสดับคำมันอยู่พร้อม “พี่น้องข้าทุกคนขอให้ตัดห่วงในข้า หากมื้อนี้ม้าคำหยาดจักสิ้นชีวิตหมดและข้าต้องรบเดินดินก็ขออย่าให้ใครคิดห่วงข้าให้เป็นกังวลเลย ข้าขอแต่เพียงพรจากพี่จากน้องทุกคนเท่านั้น”

ทั้งแม่และกำนันกระทุ่มด่านที่เพิ่งมาถึงต่างสวมกอดลูบไล้ศีรษะเจ้านักรบกล้า แล้วแม่ก็ให้พรมันว่า

“ทหารกล้าของแม่ ไปดีเถิดลูกเอ๊ย แม่และน้องๆ จะคอยเอ็งชนะกลับ”

หากพรแม่จะเพียงน้อย แต่ก็เป็นน้ำคำที่ตั้งใจแท้ ทั้งดีกว่าใครอื่นจะให้อีก ทัพกราบและรำลึกถึงคุณนั้นเอาปกเกล้าเป็นที่พึ่งคุ้มเกรงรักษามันในกลางศึก วิชาของขลังและฝีมือดาบที่ร่ำเรียนมา ทั้งเลขยันต์และเครื่องประเจียดพิสมรดังจักฟื้นฤทธิ์ซู่ขึ้นหัวใจและซาบซ่านไปตลอด สมที่มันจะเป็นชายชาตรีประหารศึกเมื่อแม่แกให้พรและลูบไล้ด้วยความรักใคร่

จิตมันมั่นคงกำเริบศึกอยู่ทุกขณะ เดินจากแม่และคนอื่นมากระทั่งถึงประตูทับ ฟ้าสางแล้วสนิท กาฝูงมันจากรังไปหาอาหารและเหยื่อมาเลี้ยงลูกอ่อน แต่ตัวมันเองจะจากทับอาศัยไปประกาศฝีมือ ไปสังหารศัตรูที่จะล่วงมาย่ำยีบ้านระจัน มันจากทับจากค่ายไปหวังจักกันลูกเล็กเด็กอ่อนทั้งผู้เฒ่าบรรพบุรุษมิให้ถูกข่มเหงหยาบหยาม บุตรธิดาและลูกสาวชาวบ้านจักมิต้องถูกขืนใจคร่าจากเหย้าเมื่อแผ่นดินระจันยังไม่กลบหน้ามัน

แฟงที่เดินมาส่งถึงประตูทับ หากจะรู้ว่ามันยอดฝีมือก็มิวายจะห่วงกังวลไปในเหตุอื่น เมื่อเรียกให้ทัพเหลียวมาแล้วก็พูดด้วยเสียงตื้นหัวใจรอนๆ

“เสร็จศึกแล้วขอให้พี่รีบกลับ ขอให้พี่คิดมั่งว่าฉันห่วงถึงห่วงที่จะนั่งนับฆ้องคอยโมงให้พี่กลับ แต่หากว่ามื้อสายนี่เขาจะเกณฑ์เสบียงกันอีก แฟงจะหาบข้าวไปให้พี่กิน”

มันยึดข้อมือแฟง ปลื้มน้ำคำเจ้าแทบจะตันใจ มองอีแฟงแล้วก็ฝืนยิ้มฝืนเสียงสั่งว่า

“แฟงเอ๋ย พี่อิ่มแล้ว เพียงคำเดียวที่เอ็งมีแก่ใจพี่ก็อิ่มเหมือนกินข้าวทิพย์ คอยชนะพี่เถอะแฟงเอ๋ย อย่าด่วนไปเกณฑ์กับเขาเลยจะล้มเจ็บอีก พี่จะอดกินทุกมื้อที่เขาหาบไปเลี้ยง พี่จะอดไว้คอยที่จะมากินพร้อมแฟงในทับของเรา เถอะฟ้าสางแล้วพี่จะรีบไปขอให้เอ็งสวดมนต์คอยพี่ก็แล้วกัน”

พอทัพปล่อยมือ สง่ารูปของมันในเชิงศึกมีดาบสะพายครบทั้งทีท่าและใจคิดอื่นของแฟงทำให้เจ้าประณมมือยกไหว้มัน แล้วทัพก็สวมกอดกระชิบใกล้หูเป็นคำท้าย

“แฟง ขอให้หัวใจข้าเป็นผัวเอ็งไปก่อน ขอให้ข้าได้มอบดวงใจข้าไว้กะเอ็งเหมือนผัวที่มันจะจากไปศึก แล้วข้าก็สิ้นห่วง”

แฟงยิ้มอายแล้วกล่าวได้แต่เพียงคำว่า “เชิญเถิดใจของแฟงจะคอยผัว” แล้วก็หวนวิ่งกลับเข้าประตูกระท่อมหัวเราะเสียงแหลมเข้าหัวใจอ้ายคนที่มุ่งไปศึกให้มันเกิดมานะ

เมื่อท้องฟ้าได้อรุณเป็นแสงทอง ตั้งแต่ลานวัดตลอดลามไปท้ายค่ายซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่าง เหล่านักรบกล้าบ้านระจันทั้งที่เคยออกศึกและสมัครใหม่ต่างมาประชุมกันพร้อม ครั้งนี้เป็นศึกใหญ่หลวงครั้ง ๔ ซึ่งผิดกว่าก่อนที่แล้วมามาก เพราะผู้เป็นหัวหน้าชาวค่ายต่างก็ทราบกันว่าพม่าผู้เป็นนายทัพที่ยกมานั้นเป็นนายทหารใหญ่แม่ทัพค่ายวิเศษไชยชาญ ซึ่งเป็นผู้แต่งกองโจรออกปล้นสะดมก่อความเดือดร้อนให้แก่ชาวศรีอยุธยามาแต่ต้น

บนศาลาอันเป็นที่ตรวจและจัดทัพพร้อมเสร็จด้วยพิธีต่างๆ พระอาจารย์ธรรมโชติที่ชาวบ้านนิมนต์มาเป็นผู้คุ้มครองค่ายระจันกำลังยืนสงบดูการจัดทัพของเหล่าหัวหน้าที่จะพร้อมกันออกศึกหมด และคอยฤกษ์ที่จะเคลื่อนทัพชัยบ้านระจันอยู่ทุกขณะที่จะถึง

นายแท่น มีตำแหน่งเป็นแม่ทัพกล้าสำหรับศึกคราวนี้ นายแท่นผู้ต้นคิดตั้งค่ายสู้ศึกเพราะความรักชาติ เป็นคนพื้นศรีบัวทองชาวเมืองสิงห์ยืนสีหน้าอิ่มเอิบอยู่กลางพล ปลื้มหนักหนาที่ไทยมันร่วมรักกันคิดตั้งค่ายและจัดทัพน้อยออกสู้ศึก และทัพของนายแท่นอันจัดเป็นกองหลวงนั้นก็มีนายโชติกับนายเมืองคนพื้นบ้านเดียวกันที่เป็นต้นร่วมคิดรับตำแหน่งนายหมวดคุมเหล่านักรบกล้าแคว้นเมืองสิงห์ แลตามปากคำที่ให้สัญญาไว้กับอ้ายนายกองม้าคำหยาดเล่า พอมันจากเหย้ามาอาสานายแท่นก็รับมันไว้เป็นทหารเอกที่จะติดตามแม่ทัพไปทุกแห่ง และมันก็มีนามว่านายหมู่ทัพนายกองม้าคำหยาดเดิม

กอง ๒ อันเป็นปีกขวานั้น แม่ทัพใหญ่คือนายทองเหม็นผู้ลือฝีมือและเป็นผู้ใหญ่บ้านระจันคุมนักรบฉกาจ เป็นยอดชายล้วนคนพื้นระจันทั้งสิ้น ๒๐๐ คน และให้นายอินชาวศรีบัวทองกับนายทองแสงใหญ่ชาวบ้านระจันเป็นนายหมวดนายพวกที่จะยกไปต่อศึกครั้งนี้

ปีกซ้าย เป็นทัพวิเศษไชยชาญสมทบกับชาวบ้านสุพรรณรวมเป็นคนอีก ๒๐๐ ล้วนแต่ผู้เหี้ยมหาญกล้าศึกคิดถวายชีพแก่แผ่นดิน มีท่านนายพันเรืองกำนันเป็นแม่ทัพส่วนนายทองแก้ว และนายดอกไม้ชาวแขวงวิเศษไชยชาญนั้นเป็นนายหมวดรบพร้อมด้วยนายสังข์ทหารหลวงและเจ้าฟักชาวม้าคำหยาด

นักรบทุกเหล่าทั้ง ๓ กองล้วนร่าเริงคะนองศึกทั้งสิ้น ผู้เป็นหัวหน้าต่างก็กล่าวคำกล่อมใจไปต่างๆ กัน นายแท่นแม่ทัพใหญ่นั้นยืนประกาศอยู่กลางพลอันเป็นกองหลวงว่าเมืองสิงห์ต้องไว้ชื่อ ผู้ชายเมืองสิงห์มันเกิดมาไม่ใช่สำหรับเขาอื่นจะฆ่าข่มเหงลบหน้าปู่ย่าทั้งพ่อแม่ตายายเป็นของเคารพ เด็กแดงผู้เฒ่าผู้แก่และลูกสาวเมืองสิงห์ทั้งหลายจะถูกใครหยามไม่ได้ คนเมืองสิงห์มันจะคอยทำศพอ้ายผู้ชายเมืองสิงห์ที่ตายกลางศึก

ท่านพันเรืองกำนันกับนายทองเหม็นผู้ใหญ่บ้านอันเป็นแม่ทัพทั้งปีกขวาซ้ายนั้นตะโกนว่า พวกบ้านกรับบ้านโพธิ์ทะเลทั้งสุพรรณและวิเศษไชยชาญทั้งหลาย ไทยอื่นต้องเดือดร้อนน้ำตากระเช็น ไทยทั้งตัวนิดตัวหน่อยนอนเบาะไม่เลือกหญิงเลือกชาย แต่เด็กกระทั่งสาวหนุ่มและผู้ชราปู่ทวดทุกคน แผ่นดินกลบหน้าไปแล้วมาก เป็นเชลยเขาเคี่ยวเข็ญใช้งานจนสิ้นแรงตายไปแล้วนับไม่ถ้วน เขาประหารเป็นศพไปแล้วก่ายกอง เรามันอ้ายไทยที่อยู่หลังจะทำกระไร ร้องไห้ขอชีวิตแล้วซุกซ่อนหนีงั้นหรือ เสียน้ำตาเว้ยเฮ้ย ถ้าน้ำตาแค้นละก็ควร ถ้าน้ำตารักกันไปกอดคอตายละก็ควร เกิดเป็นชายเมื่อว่าสิ้นชีวิตเสียเพราะไว้ชื่อชายกลางศึกมันก็สมเกิดเป็นชาย ก็ใครล่ะจะให้มาเหยียบตะโกนท้าถึงเหย้าเรือน ใครล่ะวะจะปล่อยให้หยามกันเล่น ใครจะทนนิ่งดูเขาหักค่ายระจันมาคร่าหญิง มาตบถีบพ่อแม่ทั้งปู่ที่เคารพ ใครวะจะอดใจดูมันขึ้นครองเหย้าครองเมียเป็นเจ้าผัว

สิ้นประกาศจากคำหัวหน้า ลานจัดพลก็สนั่นกัมปนาทเสียงเท้ากระทืบดินสะท้านเพราะเจ็บใจ ดาบและแหลนหลาวทั้งปืนผาที่ยึดมาจากศึกก่อนเมื่อพม่าแพ้ชูร่อนสลอนแล้วตะโกนตอบน้ำคำสู้ตาย ถึงมากกว่าก็ต้องสู้จนขาดใจ ถึงจะเหลือตัวคนเดียวก็จะสู้มันทั้งเหลือคนเดียว

ชาวบ้านก็กู่ก้องตะโกน ชาวค่ายที่มิได้ไปศึกทั้งหญิงชายเมืองทุกแขวงที่ต่างอพยพพากันมาอยู่ร่วมค่ายก็ตะโกนตอบเป็นเสียงใจความเดียว ไปเถิดไปชนะข้าจะคอยปลงศพทหารกล้า กูจะสู้ สู้จนหมดคนเมืองสิงห์ ไปเถิดก้มหน้าสู้มันจนหมดทัพสุพรรณ ชาววิเศษไชยชาญและแขวงอื่นต่างสะอื้นตะโกนเพราะความรักบ้านเกิด เชิญเถิดทหารระจัน หากมึงจะตายเสียแล้วก่อนกูก็จะจดจารึกไว้โคนไม้จะสลักหินและพื้นกระเบื้องฝากแม่ธรณีระจันฝังดินไว้ให้คนอยู่หลังมันรู้ ฝากให้มันร้องไห้ถึงนักรบค่ายระจันตลอดไปชั่วลูกหลานและเมืองระจันจักถล่มไปอยู่ใต้ดินเมื่อกูปลงศพมึงแล้ว ทหารเอยกูจักตายตามมึงไปเมืองผีมื้อหลัง

ครบฤกษ์ พระอาจารย์ธรรมโชติจึงสั่งให้ลั่นฆ้องชัยกองปืนก็ยิงรับถวายฤกษ์ ทหารโห่สามลาแล้วนายแท่นแม่ทัพจึงสั่งให้เคลื่อนพลเมืองสิงห์ ปีกขวาผู้ใหญ่บ้านทองเหม็นก็สั่งทัพชาวระจันให้เคลื่อนตาม วิเศษไชยชาญและชาวสุพรรณที่มาสมทบเป็นปีกซ้ายท่านพันเรืองก็มีคำสั่งให้ยกออก ทั้งกองปืนที่ยึดได้จากพม่าข้าศึกและเตรียมไปหวังคอยยิงกำราบกองม้าศึกพม่าก็ยกนำไปก่อน ผ่านศาลาตรวจพลท่านพระครูธรรมโชติผู้เป็นอาจารย์ชาวค่ายก็ซัดน้ำมนต์มาจากศาลาพร้อมด้วยคำให้ศีลให้พร กระทั่งสิ้นขบวนท้ายกองทัพพ้นออกประตูค่ายไปเป็นเพลาเช้าย่ำรุ่งเศษตามฤกษ์

แสงตะวันเช้าลอยดวงอยู่เหนือทุ่งห้วยไผ่ ลำน้ำสะตือสี่ต้นลดแล้งเหลือตลิ่งสูง ถัดละเมาะไม้ซึ่งขึ้นรถเป็นหย่อมเป็นแห่งรายทางไปข้างทิศบ้านห้วยไผ่ใต้โน้น ทัพใหญ่อันจำนวนพลด้วยพันเพียบทุ่งของสุรินทจอข่องซึ่งคุมเชิงคอยทีศึกอยู่เป็นปีกเป็นกอง ส่วนพลม้าและกองปืนก็ลาดรายไปตามปีกคอยฟังสั่งของนายทัพที่จะให้เข้าโจมตี

แต่ฟากข้างเหนือน้ำโน่น ฟากน้ำอันมีสะตือใหญ่ยืนต้นและบ่อน้ำกลางทุ่งนั้น ทัพบ้านระจันซึ่งประหารศึกพม่าพ่ายมาแล้วเป็นครั้ง ๓ กำลังยกแปรขบวนศึกดาหน้ามาทั้ง ๓ กอง เพียงพลที่เห็นก็เพียงชั่วครึ่งทัพเท่านั้น แต่ก็บังอาจยกมาเข้าประจัญบานอีก เมื่อเห็นเป็นที่แน่ว่าชาวค่ายระจันทำโอหังบังอาจยกมาสู้ทั้งที่น้อยกว่ามาก จึงสุรินทจอข่องซึ่งกั้นร่มระย้ายืนม้าอยู่กลางเพลเยี่ยงแม่ทัพใหญ่ก็สั่งให้กองปืนระดมยิง

พอเสียงปืนเปรี้ยงประดังขึ้นฟากใต้ลำน้ำโน้น เสียงปืนที่ยิงกราดระดมมาก่อนจากฝ่ายพม่าข้าศึกเหมือนหนึ่งเตือนหัวใจรบของชาวค่ายระจันทุกคนให้ได้สำนึกว่า ไทยจักต้องสู้อีกเพื่อไว้ชื่อให้สมทหาร ไทยมันจักไม่ถอยกลับไปให้ยึดผืนดินบ้านระจันได้อีก แม้เพียงชั่วนกเขามันย่าง ไทยมันจะรุกดาเข้าตะลุมบอนให้เห็นฝีมือ จะรุกไปฝากแผลเค้นที่ผีไทยทั้งหลายมันสั่งไว้ก่อนตายให้สมใจ ครั้นแล้วจึงนายแท่นผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ก็สั่งให้กองปืนซึ่งเป็นอาวุธของพม่าเองที่ยึดไว้ได้แต่ศึกครั้งก่อนยิงโต้ตอบ ส่วนกองอื่นก็รุกดาเข้าพร้อม

แต่ลำน้ำคลองสะตือบ้านระจันที่ขวางหน้าดั่งหนึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตรบเส้นเขตที่บอกกำหนดว่าชาวค่ายระจันจักไม่ยอมให้ศึกหากจะใหญ่หลวงสักเพียงใดก็ข้ามมารุกรบมิได้เป็นอันขาด แต่เฝ้ายิงโต้ตอบกันอยู่เช่นนั้นเป็นเพลานานและฝ่ายทัพข้างชาวค่ายล้วนตัวหัวหน้าต่างเห็นกันว่า ปืนที่ยิงโต้ตอบพม่าทั้งกระสุนดินดำที่เตรียมมาร่อยหรอลงและมีน้อยกว่าเพราะเป็นอาวุธเชลยที่ยึดไว้ และหากจะเป็นศึกชนะเด็ดขาดได้ย่อมจะต้องเข้าตะลุมบอนจนถึงตัวเยี่ยงศึกครั้งก่อน

ไม่ทันที่ไทยจะเสียชีวิตเพราะกระสุนปืน แต่เสียงปืนแผดสนั่นอยู่หว่างทุ่งเหนือและใต้คนละฟากคลองนั้นยั่วเย้าหัวใจรบสิ้นดี หัวใจเจ้านายกองม้าที่กระหายศึกมันสิ้นห่วงแล้ว เพราะเจ้าแฟงก็รับปากที่มันมอบหัวใจรักไว้แก่แฟงซึ่งคอยอยู่ค่ายแต่นางเดียว เมื่อมองเห็นพลศึกเป็นเหล่าเป็นกองเอิกเกริกเพียบอยู่ทุ่งเบื้องหน้าโน้นหัวใจมันก็ยิ่งคุพล่านยิ่งหวนคำนึงถึงกองม้าคำหยาดที่ย่อยยับไปแล้วศึกก่อนก็แสนเสียดายนัก หากอ้ายกองม้านั้นชีวิตยังอยู่มาถึงศึกมื้อนี้มันก็จะนำกองข้ามลำน้ำควบเข้าตะลุยกองพม่าเสียให้สิ้น แล้วจะแล่นรังควานให้ทัพใหญ่เป็นอลหม่าน

เมื่อรู้ความปรึกษาที่จะคิดเข้ารบเป็นศึกตะลุมบอนถึงอาวุธสั้นของนายแท่นและแม่กองรบทั้งปีกซ้ายปีกขวาแล้วเจ้าคนบันลือฝีมือชำนาญดาบทั้งหลังม้ารบและเดินดินก็กรากเข้าอาสาเป็นกองหน้า กล่าวแก่นายแท่นว่า

“ท่านผู้เป็นหัวหน้าจงอนุญาตเถอะ ข้าขออาสาจะคุมพลข้ามคลองเข้ารบเป็นศึกประชิดตะลุมบอนก่อนคนอื่น อย่าให้มันทันข้ามมาดูแคลนได้ว่าทัพค่ายระจันใจขลาดไม่กล้าเข้าไปรบก่อน”

นายแท่นมองดูมัน มองดูอ้ายหนุ่มที่นำกองม้าเข้าสวามิภักดิ์เมื่อโน้นกระทั่งเหลือมันตัวคนเดียว ท่วงทีองอาจสมทหารและก็เคยฝากฝีมือรบไว้เมื่อศึกก่อนเป็นที่วางใจนัก มันเป็นยอดทหารทั้งฝีมือและใจรบสมชาย สมที่มันเอากำเนิดมาเป็นชายสยามพลีชีพให้บ้านเกิดเมืองนอนนัก ความปลื้มก็บังเกิดแก่นายแท่นแม่ทัพเหลือหลาย จึงจับไหล่มันด้วยความรักใคร่ยิ่งพี่ยิ่งน้องแล้วตอบว่า ยอดทหารของพี่ ยอดทหารของค่ายระจัน พี่ปลื้มใจนักที่เจ้าคิดถูก ใครเล่าน้องเอ๋ยที่จะอยากให้เขายกข้ามมาก่อนเพียงเขายกเหยียบลานทุ่งห้วยไผ่ข้างใต้นั่นก็เสียหน้าเราอยู่หนัก เมื่อน้องข้าอาสาจะยกข้ามไปประเดิมศึกไว้ชื่อค่ายเราก็เป็นการสมควร ไปเถิดเจ้าไปชนะเถิด พี่จะได้ชมฝีมือและยกหนุนตาม

มันยกมือไหว้รับพรแม่ทัพค่ายระจัน น้ำตาคลอด้วยใจปีติเป็นล้นพ้นที่มันเกิดมาไม่เสียเชื้อวงศ์ทหาร “ท่านเกณฑ์คนให้ข้าสักห้าหกสิบก่อน และพี่น้องที่ไปกับข้าทุกคนจักไม่ตายก่อนข้าได้ สองแขนข้าจักเข้ารังควานทัพโน่นให้อลหม่านอวดฝีมือมัน เมื่อทหารเอกใดอื่นของพม่ามีมาก็จะได้รบกันตัวต่อตัวให้พี่น้องเราชมเล่น”

นายแท่นเข้าสวมกอดเจ้าทหารเอก หัวใจสองดวงซึ่งตรงกันแล้วก็หลั่งน้ำตาคลอ นายแท่นผู้เป็นแม่ทัพก็เฝ้าลูบไล้ให้ศีลพรทั้งกระซิบสั่งเป็นอุบายศึกว่า พี่จะเกณฑ์พลให้เจ้าตามประสงค์ พี่จะประกาศเจ้าเป็นแม่ทัพหน้า เชิญน้องข้าไปสวัสดีเถิด แล้วพี่จะยกตามไปตายร่วมเจ้า

ครั้นแล้ว นายแท่นชาวศรีบัวทองแคว้นเมืองสิงห์ผู้แม่ทัพจึงเกณฑ์ผู้คนตามกำหนด และเมื่อเจ้าคนหนุ่มพื้นคำหยาดที่ขันอาสาชักดาบปราดออกชู จึงจับมือมันแล้วประกาศมันไว้ในตำแหน่งแม่ทัพหน้าว่า พี่น้องข้าทั้งหลาย น้องเราคนนี้ชื่อทัพเป็นนายกองม้าเก่าค่ายระจัน น้องเราคนนี้ข้าเชื่อฝีมือและน้ำใจมันนัก ขอให้พี่น้องร่วมค่ายเราทุกคนรับมันไว้เป็นแม่กองอาสาหน้า มันจะออกวิ่งหน้าเชิญพี่น้องข้ามไปตีศึกทุ่งใต้โน้นประเดิมฝีมือเอาฤกษ์แก่ทัพค่ายระจัน

เหล่าอาสาทั้ง ๖๐ เศษ ล้วนชาวค่ายที่คัดแต่พลดาบสองมือชำนาญรบต่างโห่รับรองเจ้าทหารกล้า ดาบกรากจากฝักควงลิ่วอยู่เหนือหัวเรือนร้อย เพราะบ้างก็เคยเห็นฝีมือแต่ครั้งมันควบอ้ายเลานำกองม้าบ้านโพธิ์ทองคำหยาดเข้าหักทัพงาจุนหวุ่น ลางเหล่าก็ได้พ้นตายจากกองม้าพม่าล้อมเพราะฝีมือมัน ก็เมื่อได้เจ้าคนมีฝีมือกล้าเป็นแม่ทัพนำกระนี้แล้ว กองดาบสองมือของค่ายระจันก็จะติดตามมันไปเอาฤกษ์ชำนะทุกหนแห่ง

ทัพแยกพลทั้ง ๖๐ เศษออกต่างหากจากทัพใหญ่ของนายแท่นยกย้อนไปตามแนวไม้ชายคลอง ซุ่มกำบังตัวไปตามละเมาะไม้เลือกทำเลที่เป็นตอนแคบและตื้นเขิน แล้วให้พลตัดหญ้าไม้และแฝกรกขนมาถมพอเป็นทางข้ามสะดวก กระทั่งกองดาบของมันข้ามพ้นไปแล้วก่อนจึงส่งคนให้ย้อนมาเสนอความนั้นแก่นายแท่นและแม่ทัพทุกเหล่าทุกกอง แล้วจึงรุกตามกันไปซุ่มเตรียมอยู่เงียบเชียบ แล้วกองดาบสองมือซึ่งเปรียบด้วยทัพอาทมาตทหารกล้าก็แปรขบวนถลันออกจากราวป่า ถล้นออกเหยียบทุ่งห้วยไผ่ฟากใต้อย่างทะนงองอาจ เจ้าไพรมันก็รำดาบสองมือควงคล่องเหมือนหนึ่งจะกวักท้าเชิญชวนให้คัดทหารเอกต่างเมืองมาลองฝีมือ

ฟากใต้ทุ่งห้วยไผ่ ทัพเพียบทุ่งตั้งหนึ่งแผ่นดินจะถล่มชั่วยกเท้าย่ำทัพของทหารห้าวต่างเมืองซึ่งยกมาหวังจะเหยียบบ้านระจันให้ล่มราบเป็นหน้ากลองต่างยืนป้องหน้าเขม่นดูชาวค่ายซึ่งมีพลเพียงหยิบมือรำดาบเย้ยอยู่ชายทุ่งไม่สำนึกตัว ครั้นจะสั่งกองปืนยิงก็อยู่คนละทิศละทาง และนักรบชาวค่ายโอหังเหล่านั้นก็รุกใกล้เข้ามา สุรินทจอข่องซึ่งยืนม้าอยู่กลางพลกั้นร่มระย้าตามศักดิ์แม่ทัพให้นึกบัดสีแก่ใจที่ถูกท้าทาย และก็คิดจะใช้พลเข้าเหยียบเสียให้แหลกในชั่วพริบตา จึงสั่งนายทัพนายกองให้เริ่มตีกลองสัญญารบระดมขึ้น ชั่วขาดเสียงกลองนั้นพลศึกทั้งชาวรามัญและพม่าของสุรินทจอข่องซึ่งยกมาแต่เมืองทวาย และได้ใจที่เคยปลอมเป็นกองโจรออกปล้นสะดมชาวบ้านได้เดือดร้อนจนพากันอพยพหนีมาเป็นชาวค่าย จึงแล่นโถมเข้าใส่กรูกันไปตามหมวดตามกอง มุ่งหน้าเข้าฟากทุ่งชายไม้

เสียงกลองรบ เสียงโห่เฮฮึกก้องมาตกฟากทุ่ง เห็นพลศึกที่คะนองใจของทัพอังวะซึ่งยกกรูมาให้นึกหมิ่นหัวใจสิ้นดี มันมือเนื้อเต้นอยู่ระริก ทัพมันยืนแน่นดังเสาหินดูขบวนศึก ดูอุบายที่จะเอาพลน้อยเข้าประเดิมรังควานคอยทัพนายแท่นเมืองสิงห์คอยปีกของวิเศษไชยชาญและทัพสุพรรณ แล้วมันจะฟันต้อนตลบให้ท่านพันเรืองพ่อบ้านระจันที่คุมชาวค่ายพื้นบ้านเป็นปีกซ้ายล้างเสียให้ราบไม่เหลือ

พลดาบทั้งหลายต่างก็ดิ้นรนจะกรากใส่ด้วยใจร้อน แต่อ้ายทหารกล้าที่อาสาเป็นแม่ทัพหน้ามันยังยืนดูเป็นปกติ เพราะรู้เชิงศึกที่จะไม่นำพลแล่นใส่ให้เหน็ดเหนื่อยเสียกำลังวิ่ง มันกลับกวักมือท้าเย้ย กวักเร่งให้วิ่งมาสู้กันเร็วๆ มาเถิดเชิญมาเถิดเพื่อนเอ๋ย หากหัวไม่หล่นเกลื่อน เลือดไม่ท่วมหลังตีนกู รึว่าได้แผลคืนไปค่ายวิเศษไชยชาญโน้น แล้วกูจักวางอาวุธทิ้งให้ตัดหัว

สมคะเนศึกที่กรูมาแทบไม่มีรูปขบวน ที่เหน็ดเหนื่อยก็หอบอยู่หลัง ที่แล่นนำหน้าเพราะจิตผยองลำพองก็มุ่งลิ่วมาก่อนเป็นคนกล้า อ๋อ เพื่อนเมืองอังวะสหายเชื้อหงสาวดีและคนปักษ์เหนือมุ่งมาหักรานกันถึงบ้านแล่นมาเพราะเชื่อกำลังมาก ใช่จะเหี้ยมหาญประการไร โถมมาเร็วเพราะคาดว่าเราจะรบล่อเหมือนกองโจรแล้วหลบเข้าดงหนี ถ้าคิดงั้นละก็แหลก และก็จะต้องแหลกในชั่วกองดาบกูแล่นเข้าหา

มันหันขวับมาทางพลซึ่งกำลังหัวใจคุกระวนกระวายปลายดาบชี้ไปย่านที่ศึกมุ่งมาห่างเพียงเส้น

“รบ ตัตกลางทะลวงให้ถึงอ้ายร่มระย้าที่กั้นโน่น” แล้วยกดาบไหว้ปลงชีวิตให้แก่ชาติถวายให้แก่แผ่นดินในฉับพลันแล้วโบกไปข้างหน้า “สู้มัน บ้านระจันต้องสู้ไว้ฝีมือ” สิ้นคำเจ้านายทัพกล้าก็ออกวิงลิ่ว พลดาบสองมือชำนาญก็โลดตาม

ในชั่ว ๕-๖ ก้าว เสียงตะโกนของเจ้านายม้าคำหยาดก็ลอยมาเรียกขวัญหนุนน้ำใจอีก “ทหารต้องตายกลางศึกอย่างทหาร บ้านระจันมีแต่ดาบให้มันปล้นเอ้า ให้มัน” แล้วเจ้านายกองอาสาก็ถลันเข้าปะทะทัพอย่างองอาจซึ่งหน้า สองคนและ ๓-๔ ที่ขวางล้มเถลือกไถลปลิวชีวิต อีก ๔-๕ ก็เลือดสาดลงนองดิน ในพริบตานั้นพลเท้าดาบสองมือของค่ายระจันก็โจมตีทัพหน้าของสุรินทจอข่องถอยร่นยับเยินขาดเป็นช่องกลาง

เห็นการแปรไปเช่นนั้น สุรินทจอข่องแม่ทัพใหญ่จึงสั่งให้พลประจำกลองตีระดมหนุนน้ำใจและเรียกกำลังพลหนุนมาอีก แต่เสียงห้าวมาจากชายป่า เสียงโห่พ้นดงแล่นมาถึง จอมทัพนายแท่นผู้กล้าก็นำนักรบเมืองสิงห์โลดเข้าพิฆาต ทัพเมืองสิงห์ตะลุยรบมาเหมือนจะฝากชื่อไว้ฝีมือให้เมืองสิงห์มันกระฉ่อนไปชั่วลูกหลานอีกสักร้อยชาติพันปีโน่น พันเรืองแม่ทัพ ทั้งนายดอกไม้บ้านกรับและปีกซ้ายท่านนายทองแก้วคนพื้นโพธิ์ทะเลสองนายหมวดคุมทัพวิเศษไชยชาญสมทบชาวสุพรรณผู้กล้าเข้าหักทัพรามัญวอดพินาศไปทั้งแถบ โอ้ ผู้ใหญ่ทองเหม็นคนพื้นนี้กับนายอิน ทั้งนายทองแสงใหญ่ก็นำคนระจันแท้รบหักละเอียดมาเป็นปีกขวาแล้ว

แต่กองอาสาแรก ดาบสองมือยังคงรบตะลุยหันหวนมันย้อนรบย้อนช่วยไปทุกๆ กอง นายแท่นแม่ทัพซึ่งคุมพลเป็นกองกลางก็ยกหนุนตามทันเพิ่มแรงมาอีก นายโชตินายเมืองเล่าก็หวดประหารไว้ฝีมือฝากชายเมืองสิงห์ ทัพชัยของสุรินทจอข่องอลหม่านเสียแล้ว ถึงจะมีพลพันเศษมากกว่าตั้งครึ่งค่อนและเท่าตัวก็ไม่อาจตั้งติดเป็นขบวน

ห้วยไผ่คงเป็นทุ่งเลือด ห้วยไผ่ยังเป็นทุ่งประจัญบานของทัพต่างเมืองที่ยกมากับชาวค่ายเจ้าของบ้าน แต่เช้ากระทั่งสายและยิ่งสายมาอีก ห้วยไผ่ก็เป็นห้วยเลือด ดินใดเป็นแอ่งลึกดินนั้นก็เลือดเต็มแอ่งแล้วล้นไหลดังแอ่งตื้น หากตรงไหนจักดอนเป็นโขดเล่า โขดนั้นก็มีน้ำเลือดปรี่จะท่วม หญ้ามิชั่วจะแหลกตามศพดิ้น แม้หญ้านั้นจักเขียวอ่อนเพิ่งงอกหรือสีแก่เข้ม แต่หญ้านั้นก็ย้อมด้วยสีเลือดเปลี่ยนให้แดงไปทุกหย่อม

กระทั่งค่อนเพล แดดหน้าแล้งยิ่งร้อนกล้าจัดขึ้น การรบตะลุมบอนด้วยอาวุธสั้นก็ยังคงขับเคี่ยวกันไม่ถอย มีแต่จะเพิ่มหัวใจดุขึ้นทุกขณะ ไทยน้อย แต่ไทยมันกล้าสู้ ไทยสู้เพราะศึกมันถึงเมืองไทยมาแล้ว จะหนีทิ้งเมืองก็ดูกระไร จะหนีทิ้งบ้านก็ยากจะหาที่อยู่อื่น ยากหัวใจชายที่จะอยู่เป็นเชลยให้เขาหยามจึงมีอยู่ประการเดียวที่จะขับศึกนี้ให้เมือง หาไม่ก็ฝากศพไว้ฟากบ้านยังจะดีกว่าอยู่ให้เขาข่มเหงเจ็บใจ ข้าศึกที่ยกมาย่ำยีเล่าหากจะมีพลมากกว่ามาก แต่ก็หวังชนะเพียงไว้ชื่อ ทหารที่กรีฑาทัพมาแล้วก็จะเอาชนะให้ได้ แต่เมื่อไม่ชนะได้ เพราะเจ้าของเมืองมันสู้ทรหดด้วยความรักหวงเมือง มันดุสู้ตายคาสยาม ถึงแม้ทัพใหญ่จักมีพลเพียบทุ่งไม่แตกง่ายดายแต่ก็ย่อยยับเสียรี้พลลงมากกว่าครึ่งก็ให้ระย่อหัวใจ

เสียงกลองศึกฝ่ายพม่าย้อนระดมมาอีก แม้จะแสนเหนื่อยอ่อน สองมือเมื่อยเพราะฟันศึกดั่งฟันหญ้าฟันไม้ นักรบระจันทุกหมวดกองทั่วตัวคนก็ยังมุ่งหวังจะให้ชนะเป็นเด็ดขาดไป จึงสู้มิได้ท้อถอย นายแท่นนั้นคิดจะตัดศึกใหญ่ให้สำเร็จแต่โดยเร็วพลันก่อนที่ทหารระจันจะสิ้นกำลัง เมื่อเสียงกลองรบระดมมาร่มระย้ายังแล่นฉวัดเฉวียนตามตัวแม่ทัพสุรินทจอข่องซึ่งแต่งเครื่องยศอยู่กลางพลก็เกิดความคิดเป็นที่ยินดี จึงกล่าวกับเจ้ากองอาสาหน้าที่ช่วยรบอยู่ใกล้ว่า “น้องข้า โน่น อ้ายร่มระย้ากั้นโน่นแหละที่เราจะต้องรบให้ถึงตัว แล้วชนะก็จะเป็นของบ้านระจัน”

เลือดชุ่มมือมาตั้งแต่เช้าไม่รู้จักสักกี่สิบกี่ร้อยที่มันประหาร เมื่อได้ฟังสั่งของแม่ทัพ เจ้าลูกนายหมู่อาทมาตทหารเก่าก็รอรบจนรวมพลดาบที่มีฝีมือคล่องชำนาญแล้วตั้งต้นนำตะลุยแหลกไปอีก แม้ศึกหนุนพม่าจะเพิ่มโถมมา ก็ต้องแหลกไปเพราะฝีมือและใจมานะ จนกระทั่งเข้าถึงกลางพลกองหลวง

เหล่านายทหารฝีมือเอกของสุรินทจอข่องหาคอยที่จะช้าให้ทหารค่ายรบแหวกมาถึงตัวนายไม่ เมื่อเห็นเจ้าหนุ่มชาวศรีอยุธยาบุกบั่นมาเยี่ยงนั้น ก็ดาหน้ากันออกรบเพื่อกันนาย แต่กองอาสาหน้าก็ประหารลงอย่างย่อยยับเรียงตัว และเจ้ายอดฝีมือก็เข้ารบกับทหารฝีมือเอกที่เหลือตัวต่อตัว นายแท่นก็ไล่รุกเข้ามาทันกลางพล ทั้งฟันแทงนายทัพนายกองพม่าแหลกลาญสิ้นชีพไปเหลือหลายจนระอาฝีมือ และก็ร้องเร่งพลให้ระดมกำลังรุดมาจงหนัก แล้วตะโกนก้องให้สติเจ้าทหารหน้าซึ่งกำลังรบติดพันไปอีกว่า “น้องเอ๋ย ฝีมือดาบเจ้าเป็นเลิศนักแล้ว เป็นขวัญตาไทยแล้วที่ได้ดูเชิงดาบรบของทหารอังวะกับศรีอยุธยาไว้ชื่อกัน”

ทัพมันคงยิ้มร่า มันยิ้มปลื้มหัวใจที่ได้มารำดาบฟันอวดฝีมือต่อหน้าแม่ทัพเมืองโน้น มันได้ฟันกับทหารเอกที่แต่งตัวไว้ยศสมทหาร ไม่ชั่วแต่ฝีมือกระฉ่อนครั้งศึกอ่าวหว้าขาวแต่อย่างเดียว แม้ดาบคู่ที่มันรำร่าทั้งปิดป้องและโต้ตอบไปที่มันกินศึกมาแล้วเท่าไหร่ ตัดเนื้อตัดหัวมาแล้วเกลื่อนดิน เมื่อรับจากมือพ่อที่มอบประสิทธิ์ให้มันก็ฟันชนะจบร้อยแดน ดาบดี ฝีมือดี ใจดีแล้วให้อีก ๑๐๐ เท่าฝีมือนี้ก็ไม่ทาน

ถึงแม้สุรินทจอข่องแม่ทัพใหญ่ก็ตะลึงมองชมเชยฝีมือมันทหารเอกคนท้ายนี้มิใช่ฝีมือจักเลวหลาย ชนะจบมาแล้วตลอดทวาย น่าชมนัก น่าดูนัก ที่สองทหารมันสู้กันและไม่วายหลากใจว่า นักรบชาวบ้านระจันเจนในเชิงดาบรบกระนี้เจียวหรือ แต่ไยเล่าจึงเพียงหลบมาตั้งค่ายไม่เข้าทัพทหาร และชัวครู่ที่เพลินชม ชั่วครู่ที่นักรบระจันมันฟันเป็นทีเล่นคล้ายจะหน่วงอวดฝีมือ และพอครู่ที่มันหัวร่อระเริงใจแล้วกลับรบ เรี่ยวแรงเปลี่ยนเชิงราวกับคนละคนกับเมื่อครู่ที่แล้ว ทหารเอกของสุรินทจอข่องก็หน้าเผือดถอยกรูด และหัวกระเด็นวับปลิวไปอื่น ร่างก็เหมือนไม้ล้มลงเป็นศพนอนดิน

แล้วมันก็มุย่ามหัวใจที่จะเข้าหักร่มระย้านั้นในชั่วเพลาที่คู่ศึกสิ้นชีพ จึงเหลือบตามุ่งไปแม่ทัพใหญ่ที่เต็มยศอยู่ใต้ร่ม เออ ชาวระจันไวแท้ อ้ายนักรบกองดาบสองมือของมันช่างรวดเร็วหนักหนา เร็วเพราะแล่นเข้าถึงตัวขณะแม่ทัพใหญ่ตะลึงมองฝีมือมันจึงถูกรั้งจากหลังม้าแล้วศีรษะก็กระเด็นสิ้นชีพเพลาไล่ๆ กับเจ้าทหารเอกองครักษ์ที่ถูกสังหาร ตายแล้วสุรินทจอข่องถูกนักรบค่ายระจันตัดหัวขาดกระเด็นสิ้นชีพอยู่แล้วกลางพล

เจ้านักรบนายกองอาสาดาบสองมือเห็นเป็นช่องเหมาะที่จะเข้าหักศึกใหญ่ให้ยับเยินเพราะฝ่ายพม่าสิ้นแม่ทัพที่จะบัญชาการศึกอีกต่อไป มันจึงโบกดาบเป็นสัญญาให้นักรบที่อยู่หลังตะลุยตาม จึงตะโกนเพื่อให้รู้พร้อมกันว่า

“รบให้ขาดกลาง ตัดทัพมันให้ทะลุท้ายกองหลังโน่น” แต่พอมันแล่นออกหน้า สองดาบก็ฟาดฟันเรี่ยวแรงดังหนึ่งโคเถื่อนมันบ้าคะนองเขา เนื้อและเลือดข้างหน้ากระจุยไปตามฝีดาบดังพงหญ้ารกที่ขาดปลิวติดเขาโคลำพองที่มุเอาชีวิตเหลียวหานายแท่นผู้แม่ทัพเล่า เออ แม่ทัพระจันเอ๋ย แม่ทัพระจันชาวสิงห์ผู้กล้ากำลังบุกอยู่กลางพลโน้นพม่าห้อมล้อมแต่ไฉนเล่าจักรอด หัวหายแขนขาดและบ้างก็ถูกสะพายแล่งลงเป็นศพนอนดิ้นแล้วก็แตกกระจายทุกๆ หมู่คนที่ล้อม แล้วยอดทหารนายแท่นแม่ทัพก็ตะลุยไป

ชั่วครู่นั้นเสียงแผดเปรี้ยงมาพร้อมๆ ไฟแลบจากกระบอกปืน แล้วอ้ายคนยิงก็หัวหายกระเด็นตามฝีดาบของทหารค่ายระจันอื่น แต่พ่อยอดชายเมืองสิงห์ผู้แม่ทัพ นายแท่นผู้กล้าองอาจต้องปืนนั้นยืนซวนเซแล้วก็ทรุดนั่งลง

ทัพมันจะคลั่งหัวใจตาย แม่ทัพค่ายระจันที่แสนกล้าน่ารักต้องปืนล้มลงต่อหน้า อาการหนักเบาของแม่ทัพก็ยังหาจะรู้กันไม่ ยิ่งเสียงเฮครึกครื้นขึ้นทางหมู่พลพม่าซึ่งมุ่งจะเข้าล้อมซ้ำเดิมหรือจับนายแท่นด้วยแล้ว หัวใจมันแทบจะทะลักออกมาเป็นเลือดมันยอมไม่ได้ มันจะยอมให้แม่ทัพซึ่งเปรียบด้วยพ่อเมืองระจันยามศึกถูกจับมิได้ อย่าว่าแต่จะเอาตัวกันไปทั้งเป็นมีชีวิตเลยถึงศพก็มิยอมที่จะให้เอาไปเป็นเชลยดูแคลนกันเล่นเมื่อตาย

มันแกว่งดาบสองมืออยู่ลิ่วๆ เหน็ดเหนื่อยที่รบกันมาแต่เช้ากระทั่งจนเที่ยงเหือดหายสิ้นแล้ว ตะโกนบอกดังจะปรารถนาให้เสียงตะโกนนั้นสะเทือนได้ยินกันทั่วทัพ

“บ้านระจันถวายชีวิต ชิงพ่อแท่นโน่น ถ้าพ่อแท่นต้องตายอ้ายคนระจันจะตายให้หมดไม่กลับค่าย” แล้วเจ้าทหารฝีมือลือของนายแท่นก็ปราดไปอีกรวดเร็ว ฟันสุดฝีมือของขบวนดาบที่ร่ำเรียนมา หมู่ข้างหน้าก็ขาดกลาง หมวดศึกข้างหน้าก็ถอยพ่ายยับเยิน พลสองมือชำนาญดาบของมันก็เล่นทะลวงตามแล้วโถมจู่โจมเข้าหักพลดาบสองมือพม่าที่กำลังจะห้ำหั่นทหารระจันที่สู้ล้อมตัวนายแท่น แต่ไทยยามศึกมันองอาจสมชายนัก นายโชตินายเมืองผู้คุมทหารสู้กันแม่ทัพนั้นสมชื่อชายเมืองสิงห์ยืนสู้เหมือนจะบอกว่าจะยืนตายล้อมนายแท่นไว้ พอทัพมันแล่นตามไปพร้อมด้วยพลค่ายทั้งพลดั้งและดาบสองมือ ข้าศึกก็แหลกอยู่กลางศึกขนาบไม่คืนชีวิตจนคนเดียว แล้วก็เข้าช่วยกันอุ้มแม่ทัพผู้กล้าซึ่งต้องปืนที่เข่าล้มลงแต่ที่ยังจะมุทะลุ พอเห็นร่างและสีหน้ายิ้มของแม่ทัพระจันผู้ต้องปืนหัวใจบ้าก็บังเกิดมุทะลุขึ้น บ้างสะอื้นถี่กัดฟันทนแค้นนั้นแล้วก็ไล่ล้างศึกอีกต่อไป

จนตะวันเที่ยง แม้ทัพพม่าจะเสียชีวิตสุรินทจอข่องไปแล้วทั้งไพร่พลกองหน้าและกองหลวงจะแตกย่อยยับสักเพียงไร ชาวค่ายระจันก็หาอาจตีให้แตกละเอียดในเพลานั้นได้ไม่ เพราะนายแท่นถึงหากไม่ตายก็ต้องปืนล้มกลางสนาม เมื่อทหารค่ายระจันช่วยกันอุ้มถอยข้ามคลองกลับไปแล้ว จึงให้ขุนสรรค์ฝีมือนายกองปืนเป็นแม่ทัพใหญ่บัญชาการแทนตัวต่อไป ส่วนการรบยังติดพันขับเคี่ยวกันจนเหนื่อยอ่อน จึงขุนสรรค์แม่ทัพใหญ่เห็นว่าชาวค่ายระจันเหนื่อยหนักเพราะพม่ากองหลังยังไม่แตก เกรงจะพลาดพลั้งศึกลง ก็สั่งให้รอรบเพื่อถอยไปพักผ่อน แต่ฝ่ายพม่าก็เช่นกัน เพราะยิ่งสู้ก็ยิ่งตายจนจะเสียกองหลวงหมด เมื่อเห็นไทยรอรบไม่รุกล้ำมาอีกก็ถอยห่างออกไปตั้งมั่นอยู่ ทัพระจันก็ข้ามคลองได้หมดทุกหมวดทุกกอง

ตะวันพ้นปลายไม้แล้วแดดกล้าเมื่อเที่ยงกำลังจะคล้อยดวงไปหนตะวันตก ฟากเหนือลำน้ำสะตือ ๔ ต้นตามแนวละเมาะไม้ หากจะเงียบเชียบ แต่ทุกร่มเงาไม้ใหญ่ทุกพุ่มทุกเชิงที่ใบหนายังเพียบด้วยทหารค่ายระจันที่พักรบ และกำลังกินข้าวปลาอาหารของกองเสบียงหญิงชาวค่ายที่เกณฑ์กันติดตามออกมาเลี้ยง

พุ่มไม้หนึ่งถัดท้ายกองเสบียงไม่ไกล หากทหารอื่นทั้งทัพสิงห์ สุพรรณและวิเศษไชยชาญ ตลอดจนชาวค่ายทุกคนจะกำลังกินข้าวปลาอาหารอยู่ใกล้ๆ บ้างเชื้อเชิญบ้างหัวร่อร่ากินข้าวป้อนของแม่งามกองเสบียงระจัน ทุกคนลืมเหนื่อย ทุกคนหัวเราะต่อกระซิกบอกกับแม่หญิงนั้นว่าชนะซีล่ะน้องเอ๋ย ดูดาบที่มันนอนในฝักนี่เถิดว่ามันกินไม่รู้กี่สิบศพ บ้างก็กระซิบอวดว่าเจ้าอย่าเพิ่งกลับเลยเจ้าคอยแอบดูฝีมือรบพี่ในบ่ายนี่มั่งแล้วจะปลื้มใจตาย แล้วก็จับมือถือแขนหัวเราะก๊ากเหมือนหนึ่งศึกมื้อนี้มันแสนสนุก

แต่อีกทหารหนึ่งที่นั่งกอดเข่าดูเขากินเขาหยอกกัน แม้จะได้รับ ใครเชิญมันก็บอกปัดเสียว่าอิ่มหนำสำราญแล้ว เพราะนึกถึงคำหลังและคนหลังที่ในค่าย คำหลังที่ว่าพี่จะกลับมากินข้าวพร้อมแฟง และคนหลังก็ที่ลักจูบมันทั้งหลับๆเมื่อคืนก่อนสว่างมาศึก ถึงอีแฟงจะยังเป็นเขาอื่นน้องแม่เฟื่อง แต่หัวใจก็มอบมันแล้วเหมือนว่าเมียรักที่อยู่ค่ายคอยผัว

ที่จริงเจ้านายกองม้านั้นแสนหิว แต่หากจะเสียสัตย์เสียวาจาเห็นแก่ข้าวมื้อเดียวก็อายหัวใจตัวเองนัก และเมื่อเกิดอิ่มแล้วกลับไปค่ายเล่า กลับไปกินไม่ลง ปล่อยให้ข้าวแฟงมันเป็นเย็นเหมือนที่คำหาเมื่อมันหุงข้าวคอย แฟงก็จะเสียน้ำใจเง้างอนอีก แล้วมันก็เมินไปอื่นไม่อยากจะมองใครกิน

ทัพแหงนมองร่มไม้ข้างบน แม้หว่างศึกและใต้ร่มไม้นี้เพียบไปด้วยนักรบระจันทุกปีกทุกกอง กาเหว่าป่าที่จับอยู่ปลายไม้มันก็ยังส่งเสียงร้องไม่ตกอกตกใจ ทั้งกิ้งโครงและปรอดมันก็หาเอาใจใส่กับคนศึกข้างล่างไม่ คงพลอดกับตัวเมียไปตามประสามันเหมือนอ้ายหนุ่มอื่นที่ทำปากกล้ากับหญิงเสบียง

ลมโชยมาเรื่อย แต่กลิ่นลมหอมนั้นทัพเกิดประหลาดใจนัก กลิ่นเนื้อกลิ่นแป้งร่ำเหมือนแป้งหอมที่แก้มอีแฟงเมื่อคืนไม่มีผิดจึงเหลียวหา อุแม่เอ๋ย ทหารศึกมันแทบจะตัวลอย ทหารศึกมันอยากจะเนรมิตป่าละเมาะนี้ให้เป็นห้องหับอยู่ด้วยกันแต่เพียงสอง

“อุบ๋า แฟง” แล้วก็หยุดแขนนั่ง “นี่ยังไงถึงตามออกมากะเขาอีก”

สาวบ้านคำหยาดน้ำตาคลอเหลือปลื้ม เพราะเจ้าเดินหาจนแทบจะจบทัพหมดและใจหายที่ไม่เห็นหน้ามัน คิดว่าจะสูญชื่อเสียแล้วกลางศึก และห่อข้าวพิเศษจะเป็นเย็นบูดเน่าไปเหมือนซากทหารกล้าที่เสียชีวิต

“ตามหาพี่จนอ่อนใจ คาดว่าอยู่ทัพวิเศษไชยชาญกองโน้นและพี่สังข์” เจ้าว่า แล้วก็รีบแก้ห่อข้าวมือไม้สั่นแต่ยังสองจิตสองใจ “กินแล้วรึยัง ถึงกินแล้วก็ต้องกินอีก”

ถ้าเป็นป่าเปลี่ยวก็จะกอดอีแฟงให้สมใจ ชำเลืองรอบๆ ก็เห็นแต่คนจ้องมองยิ้มพยักทั้งใกล้ไกล เลยพูดแต่เพียงพอได้ยิน

“ยังหรอกแฟง เลี่ยงมานั่งนี่เพราะหลบหน้าไม่อยากจะกินข้าวของใคร เพราะจะรอไปกินกะเมียพี่ในกระท่อม” แล้วยิ้มกับแฟง จ้องตามัน มันก็อายหลบหน้าบ่มเลือดรับแสงแดดส่องจากเงาปลายไม้

“แฟง พี่จะกินข้าวทิพย์นี้ออกศึกไปเอาชนะอีก ป้อนสักคำหนึ่งปะไรมือนางฟ้าไหนมันหุง มือนั้นก็ต้องป้อนพี่ถึงจะกิน”

แฟงก็เหลืออาย แต่ปลื้มอื่นๆ มันลบอายหมด ทั้งกองเสบียงเพื่อนหญิงเขาก็ปฏิบัติกันหลายต่อหลาย จึงฝืนหยิบข้าวนั้นปั้นจะป้อน

“เอ้า อ้าปาก จะได้หยุดสาละวอนเสียที รึมืออื่นเขาจะป้อนอิ่มแล้วก็ไม่รู้”

ทัพหัวเราะ อ้าปากรับข้าวจากมือที่สั่นของแฟงเคี้ยวกลืนเอร็ดอร่อย

“โอ๊ยแฟง ถ้ามืออื่นมันป้อนไว้ละก็ ข้าวทุกเม็ดที่กินน่ะขอให้มันเกิดฝีทุกเม็ดข้าวไปเถอะ เอ้า”

แฟงยิ้ม เพราะมันสาบานแน่นหนานัก “ปากพูดกะฝีมือรบน่ะฉันดูมันจะพอๆ กันอยู่แล้ว เอ้า ป้อนพอเป็นพิธีแล้วก็กินเอาเองเหอะ ผู้คนออกแยะจะมาเอาหน้าออกขายเขาเสียเพลานี้เปล่าๆ” แล้วก็ส่งชามข้าวให้

ทัพรับชามข้าวอย่างว่าง่าย ข้าวยังอุ่นๆ เหมือนเนื้อแฟงเมื่อเกิดอาย แต่ละคำที่ตักกินก็หายหิวไปทุกคำสมกะเป็นมืออีแฟงหุงตั้งใจให้เป็นข้าวทิพย์กินไปชนะศึก

แฟงก็นั่งจ้องแทบจะทุกคำที่มันเปิบ มันกินน่าปลื้มสมกะที่ตั้งใจหุงมาให้กิน ทัพก็ก้มหน้าก้มตาเปิบเอากินเอากระทั่งอิ่ม

มันยกชามข้าวคว่ำปากลงชูให้ดูแล้วยิ้มละไม

“หมดแล้วแฟง ถึงมาศึกข้าก็รู้ว่าเพิ่งกินข้าวอร่อยวันนี้เอง รสมือพิเศษมึงทำเป็นเลิศวะแฟง”

ฟังแล้วชื่นอกชื่นใจจนต้องอมยิ้ม แต่ก็ต้องออกตัวติดดักคอมันไว้เสียก่อนว่า

“อย่ายอเลย มื้อรักถึงข้าวเปล่าก็แสนอร่อยหวานมันเหมือนข้าวเนรมิต แต่ก็จะต้องมีสักวันหนึ่งหรอกที่ข้าวเปลือกนาอื่นมันจะต้องอร่อยกว่าข้าวหุงที่มีกับมีแกล้มพร้อม” แล้วเจ้าก็รับรวบชามห่อผ้าต่างหากอย่างเดิม และขยับจะลุกกลับไปเข้าร่วมกับกองเสบียงหญิง เพราะคนที่กินข้าวอิ่มสุดท้ายหมดก็เหมือนจะเป็นเจ้าทัพที่ต้องเที่ยวตามหา

เสียงกลองเป็นจังหวะประโคมแว่วๆ มาแต่ฟากทุ่งไกลข้างหน้าโน้น แต่หาใช่กลองศึกดังเคยได้ยินไม่ และชั่วครู่นั้นกองสืบเหตุศึกก็มาแจ้งแก่ท่านขุนสรรค์ผู้แม่ทัพใหม่แทนตัวนายแท่นว่าพวกทหารพม่าหาได้ตั้งเป็นขบวนรบไม่ มัวแต่สาละวนหุงหาอาหารและบ้างก็ขุดหลุมจะฝังศพสุรินทจอข่อง แม่ทัพค่ายระจันจึงมีคำสั่งให้นักรบชาวค่ายทุกหมวดกองทั้งปีกซ้ายปีกขวารีบยกพลข้ามคลองแฝงไปตามแนวไม้ เมื่อพอเห็นตัวก็ให้แล่นเข้าโจมตีพร้อมกันโดยเร็ว

ตะวันเย็น เมื่อเห็นชาวค่ายระจันที่ยกถอยหายลับไปในป่าแต่ก่อนบ่ายกระทั่งบัดนี้ก็หามีวี่แววว่าจะยกมาตีสำทับซ้ำเติมอีกไม่ พลพม่าที่อิดโรยจึงต่างหุงหาอาหารที่สุกบ้างยังไม่สุกบ้าง แต่ที่ได้กินแล้วนั้นน้อยคน เพราะส่วนมากก็มัวห่วงจะฝังศพสุรินทจอข่อง และบ้างก็มัวร้องไห้ร่ำรักรำพันและพวกพิธีก็ตีกลองประโคมหาได้ระแวงถึงภัยอื่น

จนแดดร่มทุ่งไปแล้ว แดดกล้าที่เสียเลือดสดอยู่เมื่อเที่ยงกลางวันพ้นทิวไม้เหลือแต่แสงอ่อนเป็นเพลาเย็น ทัพพม่าที่ยังเหลือเป็นกองหลังและมัวกระทำกิจอื่นปะปนกันไม่เป็นกระบวนศึกก็ต้องแตกตื่น บ้างคว้าอาวุธ บ้างจะหลบเอาตัวรอด เพราะเสียงโห่เอิกเกริกโกลาหลสนั่นทุ่งมาอีก และข้างหน้าโน้นทุ่งสะเทื้อนด้วยเสียงฝีเท้าวิ่ง ทัพของชาวค่ายไทยทั้ง ๓ กองเมื่อเช้ากำลังแล่นดาหน้าเข้ามาอีก รวดเร็วจนยากจะกลับตัวคิดจับอาวุธคุมกันเข้าสู้

และมิทันที่นายทัพนายกองที่กำลังมุ่งแต่ธุระฝังศพสุรินทจอข่องจะได้สั่งประการใด ปีกขวาซึ่งยังเพิ่งจะหุงข้าวสุกไม่ทันกินก็ถูกตะลุมบอนแตกกระจัดกระจาย ทั้งกองหลังและปีกซ้ายที่จัดขึ้นใหม่ภายหลังก็ถูกรบรุกเป็นศึกกระหนาบแทบไม่รู้ใครเป็นใคร ทั้งกำลังวังชาก็แข็งขันผิดกับเมื่อบ่ายมาก กระทั่งลุยตลบเข้ามาเป็นตะลุมบอน แล้วคนก็ล้มเหมือนไม้ขอนที่ถูกฟันทิ้งอยู่เกลื่อนดิน และยิ่งเย็นมาหนักจนตะวันชิงพลบผู้คนก็ยิ่งเพิ่มล้มตายหนัก จนฝ่ายหนึ่งที่เป็นข้าศึกต่างเมืองต้องพ่ายแพ้ย่อยยับหนีกระเจิงเข้าป่า ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งอันเป็นเจ้าของบ้านหากจะมีล้มตายและเจ็บบ้างก็มิได้ลดละ คงตามไปรบประชิดไปกระทั่งเวลาชิงพลบตะวันต่ำตกดินจึงพากันคืนมาค่าย

ฝ่ายพม่าทางค่ายวิเศษไชยชาญและค่ายใหญ่ปากน้ำพระประสบตั้งแต่ให้สุรินทจอข่องยกพลไปปราบปรามชาวค่ายระจันเป็นศึกครั้ง ๔ และก็พ่ายแพ้ยับเยินกลับมาและตัวสุรินทจอข่องแม่ทัพเองก็เสียชีวิตกลางศึก และรี้พลพม่าที่ยกไปก็พากันล้มตายมากมายเกือบ ๙๐๐ ที่เหลือรอดและเจ็บป่วยกลับมาเพียงประมาณสัก ๓๐๐ จึงพากันเข็ดขยาดฝีมือไทยชาวค่ายระจันยิ่งนัก แต่ยับยั้งกะเกณฑ์กันอยู่นานประมาณสิบเอ็ดสิบสองวัน แม่ทัพใหญ่จึงแต่งตั้งให้แยจออากาซึ่งเป็นนายทัพเรือยกหนุนมาตั้งอยู่ ณ แขวงนนทบุรี เป็นนายทัพยกไปปราบปรามชาวค่ายระจัน พร้อมด้วยเกณฑ์รี้พลแบ่งทหารไปหมดทุกๆ ค่ายเพิ่มมากกว่าเก่าเป็นคน ๑,๐๐๐ เศษและจัดเป็นขบวนทัพพร้อมด้วยเครื่องสาตราวุธทั้งทหารกองม้าดีกว่าก่อน ยกไปปราบปรามชาวค่ายระจัน ก็แตกพ่ายยับเยินกลับมาอีกเป็นครั้งที่ ๕

กลางเดือน ๖ ความร้อนทั่วสารทิศท้ายฤดูแล้งต่างค่อยเบาบางลงถึงหากศึกจะยังคงยกมาติดพัน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไปอีก จึงหาทำให้ชาวค่ายบังเกิดทุกข์ร้อนกันแต่ประการไรไม่ คงเฝ้าสรวลเสร่าเริงกลับฝึกซ้อมฝีมือและขบวนรบให้เข้มแข็งมากขึ้นอีก

เพลาเช้าเลยอรุณ เมื่อกองไฟของยามค่ายมอดแล้วสนิทตะเกียงน้ำมันซึ่งตามไว้ในทับกระท่อมดับสิ้นแสงแล้วเพราะตะวันขึ้น ลานหญ้าที่เพิ่งงอกอ่อนๆเพราะได้ฝนย่างฤดูก็แลพรึ่บไปด้วยนักรบชาวค่ายที่กำลังฝึกซ้อมเพลงดาบและใช้อาวุธอื่นเพื่อเตรียมไว้รับศึก

ลานดาบสองมือกำลังจดกันเป็นคู่ๆ บ้างเพิ่งจะลองร่ายรำชอบสวยในทีท่า บ้างซ้อมไม้รบและไม้ตายทั้งจะเรียนให้ลึกซึ้งเป็นยอดฝีมือที่จะเข้าตะลุยศึกสู้คนมาก เพราะวิชาดาบสองมือเหมาะแก่ขบวนรบของชาวค่ายที่รักสู้ตะลุมบอนเป็นศึกกลางแปลง และผู้ฝึกที่ไว้ฝีมือให้ชาวค่ายเห็นประจักษ์ตามาแล้วมันก็เจนจบในวิชานี้จนเป็นที่เคารพเชื่อถือนัก

เจ้านายทหารใหญ่บันลือฝีมือ ซึ่งเพิ่งพักซ้อมให้แก่ทหารม้าเก่าคำหยาดที่เหลือชีวิตอีกเพียงสองเป็นเครื่องระลึกเตือนใจหลังมันคือน้องเขยกับเจ้าหนุ่มพี่อีแฟง

มันยืนหอบเหงื่อเป็นมัน หากแผลกลางศึกจะมีติดตัวบ้างเป็นรอยดาบพม่า แต่แผลนั้นช่างเพิ่มสวยเพิ่มกล้าแก่เจ้าครูดาบสมทหารยิ่งขึ้น มันยิ้มแย้มพอใจที่เจ้าเพื่อนสมุนคำหยาดของมันที่หยุดซ้อมจัดเจนขึ้นสมกะตั้งใจสอน

“พอใช้” มันออกปากชมทั้งคู่ “เออ ปัญญาให้มันไวทันใจกูงั้นเถอะวะฟัก เจ้าสังข์ก็เหมือนกัน เมื่อว่าศึกจริงให้มันคล่องยังงี้แล้ว หากจะ ๓ คนพลัดอยู่กลางศึกเถอะวะถึงจะเสียชีวิตกันก็ต้องวอดมันเป็นร้อยๆ เชียวละมึง”

นายสังข์ยิ้มแย้มพอใจนัก หันมาดูคู่ซ้อมที่ฝีมือปานๆ กันด้วยใจรักเยี่ยงน้องสุดท้องที่เหลือชีวิตเห็นหน้ากันอยู่แต่เพียงสาม

“ฟักมันก็คล่องน้อยไปเมื่อไหร่ตั้งแต่กลับศึกที่แล้วมันแข็งมือขึ้นอีกมาก”

พี่เจ้าแฟงกลับออกตัวว่า “ฉันก็เหลือระวังตัวนักเมื่อพี่สังข์ฟัน เพราะดาบซ้อมมันก็ดาบคมที่ไปศึก ถ้าพลาดพลั้งก็เจ็บน้อยอยู่เมื่อไหร่”

ทัพหัวเราะก๊ากชอบใจ “อะไรวะอ้ายฟัก กูดูมึงไม่สิ้นกลัวสักที กรำศึกกะกูมาก็นัก ตั้งแต่เป็นโจรสู้กะทหาร” แล้วก็มองดูหน้านายสังข์ทหารเก่าเพิ่งนึกได้ “เอ้อ กูพาสู้กะกองอ้ายสังข์กระทั่งมาอยู่ร่วมกันเป็นกองม้ารบพม่าบนม้าจนม้าหมดมาเดินดิน และทุกวันนี้ก็เหลือเห็นหน้ากันแต่เพียง ๓ คนเท่านั้น อ้ายฟักก็ไม่วายจะบ่นกลัวดาบคมอยู่นั่น”

ฟักอาย แต่แก้ไปอีก “ก็จริงนี่นาพี่ อ้ายซ้อมกันเองฉันมันไม่หมดกลัวเลย แต่ถ้าศึกจริงแล้วหัวใจมันลืมหมด”

“เออ ดีล่ะ” ทัพพยักหน้า “อีแฟงกูก็หัดให้มันแล้วถึงจะไม่คล่องมันก็ไม่บ่นว่ากลัวดาบคมเหมือนมึงเหอะ วันหลังกูจะหนุนอีแฟงให้ซ้อมกะมึง”

“อย่าช่วยกันซีล่ะ” ฟักมันพูดเป็นนัย “ถ้าว่าไม่ช่วยกันละก้อ ลำพังอีแฟงฉันจะเอามือเปล่าตบมันก็พอ”

นายสังข์สอดว่า “อ๊ะ เอ็งอย่าไปดูถูกมันล่ะ ชั่วดีมันก็เคยพลัดออกศึกถือดาบฟันผู้ชายมาแล้วนะเว้ยฟัก แลอีกประการฝีมือที่เอ็งได้จากพี่ทัพน่ะเขาจะบอกไม้เป็นไม้ตายให้เอ็งจริงเหมือนเจ้าแฟงรึวะ”

“จังไรทั้งคู่” ทัพพูดทั้งหัวเราะอายๆ ที่ถูกขับถูกล้อ “นี่หากว่าเหลือมึงแต่เพียงสอง ทว่าอ้ายม้าคำหยาดอยู่กันพร้อมคงร่วมหัวแหย่กูทุกวัน” แล้วก็โบกมือไล่ตะเพิดหมด “ไป อ้ายเวรไปทั้งคู่ล่ะ เดี๋ยวสายแดดแข็ง อ้ายพวกโน้นก็เลยไม่ได้หัดได้ซ้อมกันกี่คู่กี่คน มึงช่วยไปหัดแทนกูทีเหอะทั้งคู่ล่ะ”

เจ้าฟักขบขันใหญ่ “อ้าว แล้วพี่ล่ะ”

“กูจะกลับ”

นายสังข์รับคำ “อ้อ” แล้วชวนพี่ชายเจ้าแฟง “ไปเถอะวะฟัก พี่ทัพจะรีบสอนศิษย์อื่น”

ทัพก้มหยิบดาบ “อ้ายสองคนนี่ปากดีนัก เอ้ารบกะกูปิดให้ดีนามึง” แล้วก็ไล่ฟันแต่เพียงหยอกเย้าเจ้าสองคู่ทุกข์คู่ยากจนเตลิดหนีไปฝึกทหารหมด

มันหวนจะคืนกระท่อม คืนไปหาแฟงที่มันจะขอให้นายค่ายของมันทุกคนรดน้ำให้เป็นเมียในข้างแรมแก่ๆ ท้ายเดือน ๖ นี้ อีกไม่กี่วัน เมื่อเยี่ยมเยือนหยอกแฟงพอหายเหนื่อยแล้วก็จะคืนไปทับมันอยู่ปรนนิบัติแม่

แต่โฉมอีแฟงเยี่ยมให้เห็นอยู่โน่นแล้ว แฟงมันยืนแข่งงามกับแสงตะวันอ่อนและกวักไม้กวักมือ แล้วทัพก็โลดเต้นไปหา

“เรียกกินข้าวรึ” เจ้าคนชำนาญดาบฝีมือครูระเริงหัวใจแต่สีหน้าแฟงเหงานักจนผิดคาด

“กินอะไรล่ะแต่หัวมืด เร็วเถอะพี่ ไปเร็วเหอะ พี่เฟื่องเต็มทีแล้ว”

“ฮะ” ทัพชะโงกถาม “เฟื่องเต็มทีงั้นรึ”

แฟงพยักหน้าแล้วร้องไห้ “ใครๆ เขาอยู่กันพร้อมหมดแหละ พี่เฟื่องให้ฉันมาเรียกพี่ แล้วพี่ฟักกับนายกองเล่า”

“อยู่โน่น” ทัพชี้ “กำลังฝึกทหารอยู่โน่น เดี๋ยวข้าจะตะโกนเอง” แล้วมันก็ป้องปากตะโกนและคว้ามือแฟงออกวิ่งรวดเดียวถึง

เฟื่องกำลังหอบ เฟื่องเจ้ามีสติรู้ตัวดีว่าชีวิตจะไม่ยืดไป อีกชีวิตจะต้องจากร่างและพี่น้องอำลาค่ายตามผัวแน่เพราะพิษแผลยังยับอยู่ทั้งตัวเมื่อศึกหนโน้นกำเริบ รอบแคร่มีแต่ญาติที่ร่วมทุกข์กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นคร่ำครวญ พอคนบอกว่าเจ้าทัพมาถึงและเหลือบเห็นหน้าเจ้าก็พยักหน้าให้เข้ามาใกล้ทั้งทัพและแฟง

“ฉันตายแน่พี่ทัพ” เฟื่องพูดเมื่อเห็นชู้เก่ามานั่งเคียง “ฉันคงไม่อยู่ไปถึงเย็น ก็อยากจะลาพี่เสียก่อนฉันสิ้นสติพูดไม่ได้”

ถึงจะสังหารศึกมาร้อยแดนก็ไม่วายเศร้าใจ เฟื่องเคยเป็นทั้งคนรักคนใคร่และก็เป็นเมียของอ้ายเพื่อนที่รักร่วมชีวิต ทั้งซับซ้อนเป็นพี่แฟงและน้องอ้ายฟักทหารคำหยาดที่อยู่ว้าเหว่ร่วมกัน

มันคงปลอบหวังให้สติเฟื่องดี “อย่าเพิ่งท้อใจซีเฟื่องยังไม่หนักหนาอะไรนักหรอก”

เจ้าส่ายหน้า “ฉันรู้ตัวของฉันแล้ว เมื่อค่อนสว่างนี่ฝันร้ายนัก” แล้วเฟื่องก็ร้องไห้ “ฉันฝันเห็นพี่ขาบขี่อ้ายเลามายืนเรียกอ้อนวอนฉันที่ประตูกระท่อมทั้งอ้าแขนรับ พี่ขาบบอกว่าขี่อ้ายเลาไปช่วยพี่ทุกๆ ศึก”

ทัพขนลุกเกรียว แล้วซบหน้าร้องไห้ ทหารมันร้องไห้เพราะผีทหารที่ห่วงมันทั้งอ้ายเลาม้ารัก ขาบเอ๋ย ผีมึงยังอุตส่าห์ตามกูไปศึก ตามมารับเมียไม่ยอมผุดเกิดเพราะห่วงค่าย

แฟงต้องร้องไห้อีก เมื่อเห็นน้ำตานักรบที่จะคิดอยู่ร่วมผัวร่วมเมียตามสัญญา

“ยังอีกพี่ทัพ” คนเจ็บหนักเล่าฝันต่อไปอีก “ถึงฝันจะจริงเท็จอย่างไรก็ไม่สิ้นห่วงไปได้ เรารักกันแต่คลาดกันทั้งบุญคุณอื่นใดฉันมิได้ทำตอบพี่เลยและจะต้องกวนใจพี่อีก”

“บอกพี่เถอะเฟื่อง” เจ้านายกองม้าจับมือมากำไว้ให้หายหวาด “บอกพี่คำว่าเฟื่องห่วงอะไร จะสั่งจะกวนอะไรธุระนั้นพี่จะรับเอง”

เฟื่องปลิดมือจากที่ทัพกุมแล้วประณมไหว้

“ขอบใจพี่นัก ถึงฉันตาย แต่ถ้าสิ้นห่วงหัวใจมันก็ไปสวรรค์ ฉันจะคอยเกิดเป็นน้องร่วมท้องพี่อย่างแม่จวงชาติหน้าโน้น ฉันห่วงแม่กับลุง ฉันห่วงแฟงห่วงที่อีแฟงมันจะดื้อให้พี่ร้อนใจ”

“เอ๋เฟื่อง ข้อเหล่านี้จะกังวลไปไยเล่า ทุกคนที่เราอพยพหอบหิ้วกันมาแต่คำหยาดและกระทุ่มด่าน พี่ก็รักเหมือนพ่อแม่และเกิดร่วมท้องกัน แฟงน่ะเจ้าก็รู้ความแล้วว่ามันหมั้นกะพี่”

คนเจ็บลูบหัวน้องสาว “แฟง พี่ก็จะลาตาย เอ็งอยู่หลังก็ทำคุณแทนพี่ไป เอ็งต่างหน้าพี่นะแฟง ข้าดีใจที่พี่ทัพไม่ได้เมียอื่น ข้าหมดเศร้าหัวใจแล้วที่พี่ทัพจะเป็นคนหมดทุกข์เพราะเอ็งแทนตัวพี่ แต่ศึกยังไม่สิ้น เอ็งจำไว้ เอ็งอย่าดื้อทะเลาะกวนหัวใจคนไปศึกให้หมุ่นหมอง คนไปศึกมันต้องมีปลื้มก็ชนะง่าย”

แฟงยิ่งร้องไห้คร่ำครวญหนัก แต่ครั้นจะรับปากกับพี่สาวให้ตรงกับใจจริงก็นึกละอาย ทั้งทัพและคนอื่นๆ ก็ได้แต่นิ่งเช็ดน้ำตา

แต่เฟื่องเจ้ายังกระสับกระส่าย ยังพูดไปอีกเหมือนคนเพ้อพิษไข้ “ฝากด้วยนะพี่ทัพ ฝากแม่และแฟงด้วย อย่าทิ้งมันเมื่อเสียค่าย”

“ฮะ เฟื่อง” ทัพร้องค้าน “ค่ายระจันไม่มีเสีย ไทยต้องชนะทุกครั้งซีล่ะ”

“ฉันก็ไม่รู้” แล้วเฟื่องก็พูดเรื่อยเปื่อยไปอีก “เมื่อใกล้รุ่งฉันฝันเห็นไฟลุกค่ายหมด เห็นศพระจันเกลื่อนดิน เห็นแม่ เห็นอีแฟง และคนอื่นหนีไฟแล้วกระท่อมเราก็ไหม้หมด” แล้วเฟื่องก็หยุดพูด หยุดหอบเพราะสิ้นแรง แต่คนอื่นๆ แม้เจ้าทัพที่หัวใจเป็นยอดทหารก็ไม่วายจะเกิดหวาดในคำฝันนั้น

เฟื่องไม่พูดอะไรอีกเลย แต่เฟื่องหอบถี่นัก ทั้งโบกไม้โบกมือพูดเพ้อกับนายขาบเหมือนชีวิตของผัวเจ้ายังอยู่เป็นคน พอได้สติเพราะทัพเรียกเฟื่องก็ยิ้มละไม

“จูบฉันเถอะพี่ทัพ พี่ขาบเขาก็ยืนยิ้มจะคอยพี่จูบเพราะเคยพูดเย้าอีแฟงไว้เมื่อเสร็จศึกหนก่อน จูบซี แฟงด้วยเอ็งจูบข้าเสียที”

เจ้าสองราที่จะร่วมผัวร่วมเมียต่างก็จ้องหน้ากัน แฟงพยักหน้าและหยิกเตือน ทัพมันน้ำตาไหลพรากก้มลงจูบเฟื่อง แต่จูบของมันมิได้หอมหวนเป็นชู้สาวเหมือนที่คำหยาด เป็นแต่จูบหนท้ายที่จะสั่งแก้มเฟื่องผู้ลาไปเมืองผี

“นึกถึงพระนะเฟื่องนะ” ทัพให้สติอยู่ใกล้หู “อย่าห่วงพี่หรือใครเลย ค่ายระจันไม่แตกหรอก ฝีมือพี่เฟื่องก็เคยรู้ พี่จะทำบุญให้เฟื่องทุกวัน โน่น เฟื่องเมืองสวรรค์นะ เมืองสวรรค์มันสวยมีประตูทองเปิดคอยเฟื่อง” เจ้าครูฝึกดาบพลอยพูดเพ้อเจ้อไปกับคนเจ็บหนักและรั้งแฟงมาใกล้ทั้งกำนันกระทุ่มด่านและแม่เจ้าเฟื่องอีก

ทุกคนเงียบกริบ เจ้าฟักยืนดูน้องสาวมันน้ำตาไหล เฟื่องหายใจอ่อนลงทุกขณะ แล้วเหลือกตามองเป็นฝ้าขาว ทุกคนที่ล้อมดูก็ได้แต่เช็ดน้ำตา อีกครู่หนึ่งเฟื่องก็ผงะขาดใจเพราะพิษแผลมือข้าศึกต่อหน้าพี่น้องและชู้รักเก่า ตายังลืม

เสียงร้องไห้โฮพร้อมกันหมด ทัพเอามือลูบหน้าผากจะให้ตาหลับแล้วรำพัน

“โธ่เอ๋ยเฟื่อง เจ้ายังห่วง เจ้าตายมีห่วง ไปสวรรค์เถิดเฟื่อง” แล้วก็ชักผ้าห่มคลุมหน้าเฟื่องที่จะไม่ได้อยู่เห็นกันอีกต่อไปตลอดชีพ แลหันประคองแฟงที่หน้าตาคล้ายพี่สาวผู้ไปสวรรค์แล้วออกเดินจากแคร่ ออกพ้นกระท่อมให้สิ้นเศร้า และหน้าแฟงเท่านั้นที่จะอยู่เป็นเพื่อนทุกข์เมื่อคิดถึงอยากเห็นหน้าเฟื่องในมื้อหน้าโน้น

เมื่อแยจออากา ซึ่งคุมทัพเพิ่มพลมากมาย ๑,๐๐๐ เศษ ไปปราบปรามชาวค่ายระจันและแตกกลับมาเพราะเสียรี้พลตายเกือบหมดแล้ว ก็หามีผู้หนึ่งผู้ใดในทัพพม่าจะกล้าอาสาไปต่อรบอีก กระทั่งมีนายทหารใหญ่เป็นปลัดทัพเมืองทวายเมื่อก่อน ขันอาสาจะยกไปรบ แต่พวกพลสมัครนั้นต้องคัดเลือกล้วนแต่ทหารฝีมือเอกทั้งสิ้นเป็นคนร้อยเศษ และคิดจะรบเป็นกองล่อกองโจรพอดูกำลังค่ายระจัน เมื่อพลอาสาที่คัดได้ล้วนทหารฝีมือเป็นเยี่ยมพรักพร้อมแล้วจิกแกปลัดเมืองทวายผู้ได้แต่งตั้งเป็นแม่ทัพเพราะชำนาญศึกฝีมือดีก็ยกจากค่าย มุ่งขึ้นหนเฉียงตะวันออกเพื่อกำราบชาวค่ายระจันอีกเป็นคำรบ ๖

หลายวันที่เฟื่องหญิงชาวคำหยาดสิ้นชีวิตลาโลกไปแล้ว ผีเฟื่องก็ฝังหลุมอยู่เคียงกับนายขาบผัวรักซึ่งย้อนมาตายค่ายเหมือนหนึ่งจะรู้ความไกลว่าเฟื่องเจ้าจะตามมาอยู่ร่วมอีกเมืองผี และจะอยู่คอยชาวค่ายอื่นหรือเข้าฝันบอกเหตุดีลางร้ายแก่พี่น้องร่วมค่ายต่อไป

ท้ายวัดโพธิ์เก้าต้น พงไม้รกที่ถูกถางเตียนเพราะสองหลุมฝังและมีเชิงไม้คลุมร่มอยู่เบื้องบน ดอกไม้หอมทั้งธูปเทียนเก่าใหม่ปักอยู่ข้างหลุมเกลื่อนล ไม้ไร่ทั่วบริเวณนั้นก็ซบใบเหงาเมื่อตะวันใกล้เย็นเยี่ยงไว้อาลัยเจ้าสองรักสองราที่สงบอยู่ใต้หลุมคู่นั้นแล้ว

เบื้องหน้าหลุมศพนั้น ชายหญิงมันยืนสวมมงคลกอดคอกันเศร้า และหากจะเป็นหว่างเพลาไว้ทุกข์ หญิงเจ้าก็แต่งกายงามด้วยผ้าสีและทัดดอกไม้ไหมงามสีส้ม ผูกมือทำขวัญและมงคลขาวสวมหัวเยี่ยงเดียวกับเจ้าผู้หนุ่มที่ยืนตระหง่านนุ่งแพรเพลาะ ในมือถือธูปเทียนและดอกไม้

เจ้าหนุ่มประคองกายหญิงที่มีความหวาดหวั่นและโศกเศร้าให้เดินมาใกล้หลุมศพแล้วพากันคุกเข่าลง

“บอกกล่าวให้ผีเฟื่องรู้เสียเถิด” เจ้าผู้ชายพูดปลอบแล้วเช็ดน้ำตาให้ “จุดธูปเทียนบอกเขาให้รู้ว่าแฟงเป็นคู่แต่งของพี่แล้วเราจะรักใคร่กันแต่เพียงสองและขอเอาผีเฟื่องกับขาบมันเป็นพยานให้อยู่รักษาสุขของเราทุกๆ มื้อ”

น้ำตานองหน้าเจ้าแฟง หวนนึกถึงคำพี่สาวเมื่อก่อนตายให้เจ้ารู้รักฝากใจกับพี่ทัพมัน และก็เพิ่งจะผูกข้อไม้ข้อมือรดน้ำสิ้นพิธีจากเรื่องเรือนพ้นมาเมื่อครู่นี้เอง

“ฉันก็ตั้งใจอยู่เช่นนั้น” แฟงว่า “ตั้งใจที่จะบอกกล่าวทั้งขอขมาและคิดอยากจะทำบุญไปให้พี่เฟื่องด้วยก็จนใจนัก”

“นั้นซี แฟงเอ๋ย บุญทานเวลานี้จะทำที่ใดสะดวกเล่า ทั้งบ้านระจันนี่ก็มีสงฆ์แต่เพียงท่านอาจารย์ธรรมโชติองค์เดียวเท่านั้น และเราก็มาได้กันเสียหว่างศึกก็จนใจพี่นัก เถอะเมื่อเรารักใคร่กันหรือคิดจะทำบุญให้แก่เฟื่องจะเป็นไร มีธูปเทียนและดอกไม้นี่แหละเราตั้งจิตมุ่งถวายพระท่านเป็นเครื่องบูชาให้แก่เฟื่อง กุศลนั้นก็คงจะเกิดเหมือนได้ทำบุญตักบาตร” แล้วเจ้าทหารกล้าก็จุดเทียนปักแล้วแบ่งธูปให้แก่แฟงที่จะตกเป็นเมียรักมันตลอดไป

ทั้งธูปเทียนที่ปักคู่และควันขึ้นกรุ่นอยู่เหนือหลุมศพ แฟงเจ้านั่งราบประณมมืออธิษฐานน้ำตาไหลพรากสองแก้ม นอกจากจะขอขมาโทษผีพี่แล้วแฟงเจ้าก็วิงวอนขอให้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ใต้หลุมนั้นจงผูกมัดใจอ้ายทหารกล้าอย่าให้มันริเจ้าชู้มากรักจนหัวใจแปรเป็นอื่นเลย

แต่เจ้าบ่าวที่จะเป็นเจ้าผัวครองเหย้าเล่า มันนั่งยองๆ เมื่อตบหลุมเรียกวิญญาณเฟื่องกับขาบแล้วตามพิธี ก็ประณมมืออธิษฐานบอกกล่าวให้แฟงได้ยินดังพูดกับเฟื่องผู้มีชีวิตฟังคำเมื่อก่อน

“เฟื่องเอ๋ย หากกายเฟื่องจะเป็นผีไปแล้วก็ให้มิ่งขวัญที่เป็นวิญญาณเหลือเฝ้าหลุมของเฟื่องจงฟังสัญญาที่รับคำไว้นั้น แฟงมันเป็นคู่แต่งของพี่แล้วเมื่อครู่ พี่จะรักมันให้มากเหมือนเมื่อพี่รักเฟื่องหนหลัง และขอให้เฟื่องทั้งผีเจ้าขาบจงเป็นพยานจงคุ้มรักพี่กับแฟงให้ตลอด จงคุ้มค่ายคุ้มทหารระจันอย่าให้รู้พ่าย ขอให้ค่ายระจันจงชำนะและได้ยกขึ้นตีศึกที่ล้อมกรุงหลวงถวายคุณแก่แผ่นดิน”

สิ้นอธิษฐาน ควันธูปและเปลวเพลิงเทียนนั้นก็ย้อนปั่นป่วนตามฤทธิ์ลมดังหนึ่งวิญญาณเจ้าเฟื่องมารับรู้ และยินดีในงานมงคลบ่าวสาวของคนที่เจ้าเคยรัก ทัพมันเห็นให้นึกอัศจรรย์ขนเกรียว จึงประคองแฟงให้ยืนและกล่าวอำลาผีแล้วมันก็ชวนเจ้างามที่จะอยู่ร่วมเหย้าเป็นเมียรักตลอดไป

“กลับเถอะรึแฟง กลับไปไหว้ขอพรท่านแม่ทัพนายแท่นที่เจ็บอยู่ก่อน แล้วจะได้ไปพักเหนื่อยกระท่อมเรา”

แฟงพยักหน้า “ก็ดี เพราะพี่ก็เหน็ดเหนื่อยอยู่มากตั้งแต่เช้า จะได้พักเอนหลังมั่ง”

“อ๋อ พี่รึ” ทัพประคองแล้วจับหน้าเชยขึ้น “พี่รึจะรู้เหนื่อยเมื่ออยู่กะแฟง เออ แฟงเอ๋ยเราก็เห็นแต่เพียงเจ้ากับพี่เท่านั้น” แล้วก็รั้งเจ้ามากอดจูบ แล้วก็กระซิบว่า “ต้องจูบให้เฟื่องเขาเห็นเสียหน่อย”

“แผลงมนุษย์แท้ ช่างไม่อายกะผีเสียมั่งเลย” แล้วแฟงก็หยิกข่วน แต่ทัพกลับหัวเราะเพื่อชวนให้แฟงสนุกหายเศร้า

“อายอะไร พี่จูบเฟื่อง เอ็งก็ปีนตาลต้นสูงแอบดู แล้วนี่ถึงคราวเอ็งมั่งมันก็ต้องให้เขารู้เขาเห็นถึงจะถูกธรรมเนียมไม่เอาเปรียบ”

แฟงอาย สะบัดผลุนผลันแล้วออกวิ่งหนี เจ้าทัพที่จะครองเป็นผัวก็กวดไม่ลดละ แต่อีแฟงมันวิ่งเปรียวราวกระต่ายป่า มันวิ่งออกท้ายวัดเห็นมงคลหัวไวๆแล้วแถมตะโกนมาว่า

“ถ้าพี่กวดไม่ทันก็อย่าไปรบกะพม่าเลย แลคืนนี้ก็จงนอนเฝ้าประตูคนเดียวนอกกระท่อมเถอะ ฉันหาเปิดรับไม่”

มันตะโกนไปว่า “อุบ๋า แฟง ถ้าแกล้งกันถึงงั้นล่ะก็ย้อนมาฟันเอาสักร้อยแผลยังจะดีเสียกว่า อ๋อ คิดว่าจะหนีพ้นมืองั้นรึ” แล้วก็กวดตามติดๆ เข้ามาและตะโกนสำทับมาอีกว่า “อย่าหนีเลย แน่ะเฮ้ยแฟง ข้าให้เอ็งเนรมิตมีปีกบินได้ด้วยเอ้า ถ้าข้าจับเอ็งจูบไม่ได้ละก็คืนนี้จะนอนเฝ้ากระท่อมคนเดียว”

แล้วมันก็กระชั้นเข้ามาจนแฟงเหนื่อยต้องหยุดให้มันจับอุ้มจูบจนหนำใจมัน แต่แฟงก็ไม่ต้องเดินดินกลับกระท่อมเมื่อพลบค่ำ

รุ่งสว่าง นกดงมันจากรังไปแล้วเพื่อหากินหนอื่น แต่ชาวค่ายที่เป็นเหล่ารบกำลังฝึกซ้อมประลองฝีมือกันเช่นเคย ทุกลานดินทุกหย่อมหญ้าสนามฝึกทั้งดาบสองมือและโล่ดั้งต่างซ้อมต่างหัดเป็นคู่ๆ

แต่เจ้าหนุ่มฝีมือครูมิได้ลงสนามฝึกเช่นวันเคยครั้งก่อน หากมันจะตื่นเช้าและแต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จ แต่ครั้นแล้วก็หวนเข้ากระท่อมมิมีแก่ใจที่จะออกฝึกฝีมือทหาร เฝ้ามองเฝ้าแลเมียสาวที่รีบตื่นก่อนไม่ทันสว่างแล้วก็คอยหลบหลีกซ่อนหน้าไม่ยอมพบหรือพูดจาด้วยซึ่งหน้า ไม่เหมือนอีแฟงเมื่อวันวานเลย

แฟงยืนเยี่ยมหน้าต่างหันหน้าหนีเจ้าผัวรัก ความอายไม่ผิดคู่ผัวคู่เมียอื่นใดที่มีอยู่มากสถานไรเมื่อเพิ่งแต่งแฟงก็มีอยู่มากสถานนั้น จึงต้องรีบหนีตื่นก่อนแล้วก็หลบเลี่ยงหน้ามันอยู่ตลอดเวลา

ใครมายืนหายใจรดอุ่นๆ อยู่ข้างหลัง แฟงไม่กล้าจะเหลียวเพราะรู้อยู่ดีแล้วก็ได้ยินออเซาะมา

“แฟง พี่จะไปฝึกทหารไม่เห็นพูดด้วยสักคำ”

“ก็ไปล่ะซี” แฟงพูดไม่เหลียวดู

มันชิดมาอีก ชิดมาจนจมูกชนแก้ม “จะอายเหนียมอะไรกันล่ะนะแฟง เอ็งก็เป็นเมียพี่ ผู้หลักผู้ใหญ่รู้เห็น”

แฟงตวาดหัวเราะปนมา “ก็ใครว่าอะไรล่ะนะ ไปก็ไปเหอะ”

“อ้าว รึเคืองว่าวิ่งหนีเมื่อวานไม่พ้น และข้าไม่นอนเฝ้ากระท่อมบุกรุกเข้ามาหา เฮอะ”

เอ๊า ยั่วไม่สิ้นเลย ตั้งแต่หัวมืดมาแล้ว

ทัพปลื้มอกปลื้มใจ แล้วก็รวบเมียมากอด “แฟงอยู่คอยพี่นะ ไปเดี๋ยวเดียวชั่วบอกให้อ้ายสังข์มันหัดแทนเท่านั้น”

“ม่ายละ ขืนรีบกลับ หน่อยฉันก็ถูกล้อจนพบหน้าใครไม่ได้หรอก ไปเหอะ ไปทำงานให้สิ้นหน้าที่เสียก่อนจะหุงข้าวไว้ให้”

“ไม่กินละข้าว เมื่อกลับขอให้ได้จูบอีกก็แล้วกัน”

“อิ่มเรอะ”

“อือ ไม่เชื่อก็ทุบหม้อข้าวทิ้งเป็นพยานก่อนก็ได้”

“ย่ะ ฉันจะได้พลอยหิวไปด้วย”

มันหัวเราะคิดตลกคะนอง หัวใจไม่ได้คิดอะไรห่างออกถึงประตูกระท่อมเลย ดวงใจมันคงวนเวียนอยู่ตามร่างงามของอีแฟงเท่านั้น แล้วก็กอดเจ้ากลม แกล้งเถลไถลไม่พูดถึงงานฝึกทหารอีก

จนสายแดดกล้า พวกทหารฝึกฝีมือพากันกลับพักผ่อนคืนเหย้าหมด แต่บรรดาพลทั้งค่ายเล็กค่ายใหญ่ยังหามีผู้ใดรู้ความแท้ไม่ว่ากองสืบเหตุได้นำข่าวศึกแล่นขึ้นรายงานแล้วต่อพันเรือง กระทั่งกลองและเกราะรบระดมศึกรัวขึ้นแล้วผู้คนก็วิ่งกันสับสนอลหม่านตรงไปเรือนกำนัน

ทัพมันกำลังพลอดเพลินกับเมียสาว แฟงก็เพิ่งจะสร่างอายพอเข้าหน้าผัวที่มันเฝ้าล้อเลียนได้ติดอยู่สักครู่ เสียงเกราะแว่วๆ และกลองโหมระดมมาเป็นจังหวะบอกศึก มันตะลึงงัน รบอีก รักอีแฟงแต่งเป็นเมียชั่วข้ามคืนมันจะต้องทิ้งให้แฟงอยู่เหย้าไปรบอีก มิทันจะได้พูดขานประการใด นายสังข์กับฟักก็วิ่งเข้ามา

“พี่ทัพ วิเศษมั้ยล่ะเรา” นายสังข์ตบมืออยู่ฉาดฉานหน้าตายิ้มแย้ม “พม่ามันจะมาวินาศอีกกระมังถึงยกมาแต่เพียงร้อยล้วนพลดาบสองมือสิ้น แลท่านพันเรืองจะตั้งพี่เป็นแม่ทัพ แล้วเอาพลสองมือของเรารบอวดผีมือมัน”

“อ๋า” ทัพถลันยืน “พม่ายกมาแต่ทหารดาบสองมือแต่เพียงร้อยงั้นรึแล้วกูเป็นแม่ทัพ บ๋าอ้ายสังข์เอ๋ย” แล้วมันกลับหันกอดแฟงด้วยใจเผลอร้อง “อ้าวเหอะ เหมือนกันแน่ะเจ้าแฟง เฮ้ยอ้ายสังข์ กูจะฟันให้กระฉ่อนทั้งระจันอวดมือทหารศรีอยุธยาให้มันเห็น แน่ะเว้ย เฮ้ยสังข์ ทหารหัดเราน่ะมันอ่อนแต่เพียงมือพวกเราหรอกวะ เหอะ ถ้ากูเป็นแม่ทัพแล้วมาสู้กันแต่เชิงฝีมือดาบละกูให้มันสองร้อย จะฟันไม่ให้เหลือไปถึงมื้อเย็นเลย”

ทั้งนายสังข์และแฟงที่ฟังมันพูดแต่ผู้เดียว สังข์ปลื้มแต่แฟงถึงจะเชื่อไว้ใจฝีมือก็อาลัยนัก

มันแต่งตัวครบศึก ครบเยี่ยงชายชาตรีชาญสนาม แล้วปลงอารมณ์คาดประเจียดสะพายดาบดูฤกษ์ยามตามพิธีตำรับทั้งลมจันทร์ลมสูรย์

มันตบมือฉาดใหญ่ ตบมือที่แฟงก็ไม่คิดว่าหัวใจมันจะเป็นเช่นนั้น แต่เจ้าผัวมันกลับปลื้มเห็นไปศึกเป็นสนุกสนาน

“เหมาะวะสังข์ เหมาะที่ทหารระจันจะได้สู้กะพม่าเป็นคู่ๆ เหอะมึงไปก่อน ไปเกณฑ์ทหารดาบเอาครบแต่เพียงร้อยแล้วล่วงหน้าไปเรือนท่านกำนันก่อนทั้งอ้ายฟักด้วย”

นายสังข์พอรู้ใจ จะยิ้มซึ่งหน้าก็เกรงแฟงจะอับอาย จึงรีบหันกลับออกกระท่อมไปก่อน แต่ทัพหาคิดจะเอาใจใส่ไม่ มันหวนกลับเข้าหาเมียมัน

“แฟงเอ็งจำคำเฟื่องเขาได้อยู่ไหม”

แฟงฝืนที่จะยิ้มมิให้เป็นลางห่วงแก่ผัวเจ้าแล้วสั่นหน้านึกไม่ออก “ไม่ได้หรอกพี่ มัวแต่ร้องไห้เลยไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร”

“อ้าว มานี่ซีล่ะ” มันรั้งตัวให้แฟงมาแนบอก “คำเฟื่องก็คือให้เอ็งระวังใจผัวเมื่อไปศึก อย่าให้หมองซีล่ะ”

แฟงรู้ทัน แต่เจ้าก็ระลึกถึงคำพี่ได้มั่งเมื่อก่อนตายจึงซุกหน้าลงแอบมัน

“พี่ไปศึกเถิด แฟงจะคอยพี่ แฟงจะคอยชนะคอยปลื้ม”

ทัพรัดแน่นหนักมือขึ้น เมียมันจะมีแต่คนเดียวแท้ทั้งเมืองคนเมืองผีคืออีแฟงนางเดียว จูบกอดแล้วก็ประคองเจ้าเดินมาที่ประตูกระท่อม

“แฟงอยู่ดีเถิดนะ แฟงเอ๋ย เอ็งปลื้มเสียให้มากๆ เหอะ ผัวแฟงมันใช่จะไปศึกเยี่ยงทหารเลวไร้ฝีมือ แต่ผัวแฟงมันจะเป็นแม่ทัพไปล้างศึกเอาชนะมาให้เมีย ค่ายระจันมันจะโห่รับพี่เมื่อเสร็จศึกกลับ แล้วเอ็งก็จะต้องมีหน้าเพราะผัวมันชนะ”

แฟงประณมมือฟังแล้วก็ไหว้ “คุณพระจงคุ้มพี่ไปตลอดศึก”

ทัพเข้าสวมกอดอีกแล้วก็ตัดใจหันหลังให้เจ้า หันหลังเดินแล้วก็เหลียวมาดูโบกมือให้แฟง ส่วนหัวใจแท้มันนั้นหากเมียมันหูทิพย์ก็จักได้ยินถนัดทุกก้าวที่มันเดินท่องจากไปว่า หัวใจพี่ยังหลับเคลิ้มเหมือนอยู่กับแฟงเมื่อคืน ดวงใจมอบเมียขวัญกว่าจะเสร็จศึกกลับมารักกันอีก

แฟงคุกเข่าลงหน้ากระท่อมแลมันจนลับตา แล้วก็ตั้งใจอธิษฐานถึงผีเฟื่องให้อยู่คุ้มรักผีนายขาบพี่เขยและกองม้าคำหยาดจงติดตามมันไปหักศึกด้วยเถิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ