รายงานปราบเงี้ยว

  ๏ รำพันพจน์บทกลอนสุนทรแถลง
เหตุที่พรากจากเคหากิจจาแจง ไว้ให้แจ้งจำตริปฏิทิน
วันที่หกสิงหาคมาหยิบ ร้อยยี่สิบเอ็ดยกศกโกสินทร์
มีรับสั่งสมเด็จพระจอมนรินทร์ ที่บางปะอินอาสน์เอกภิเษกทรง
ให้ท่านนายพลโททพารหน้า เจ้าพระยาสุรศักดิ์โดยประสงค์
เป็นแม่ทัพรับการราญณรงค์ ปราบเงี้ยวดงโจรดอนที่จรมา
ประมาณสี่ร้อยคนปล้นเมืองแพร่ แตกแล้วแน่ในข่าวที่กล่าวหา
พวกข้าหลวงจัดการงานพารา มันจับฆ่าฟันเล่นไม่เป็นอัน
กำลังพลรณรงค์จะยงยุทธ เครื่องอาวุธสารพัดได้จัดสรรพ์
กรมยุทธนาหาไว้ให้ครบครัน อย่าช้าวันเร็วไวรีบไปรบ
ท่านแม่ทัพรับสั่งไม่กังขา มาเรียกหาทหารเก่าเข้าบรรจบ
ได้สิบนายชายชาญในการรบ เข้าสมทบกองทัพไปรับการ
ตัวเรานั้นท่านสั่งเป็นคลังทัพ เงินตรารับเบิกจ่ายนายทหาร
ทั้งเสื้อผ้าอาวุธยุทธการ ให้แดดาลดวงจิตคิดพะวัง
ด้วยร่างกายเกินหนุ่มเนื้อนุ่มนิ่ม เหมือนกล้วยริมสุกรุมในตุ่มขัง
ทั้งเหนื่อยหอบบอบชำสิ้นกำลัง จะประทังทานไม่รอดตลอดคราว
และบุตรหลานคลานนั่งกำลังรัก ยายก็มักเรอรากอ้าปากหาว
ประเดี๋ยวเมื่อยประเจ็บเป็นเหน็บพราว มีเรื่องราวรุงรังดูลังเล
เมื่อหนุ่มสาวคราวฮ่อก็อนาถ ต้องนิราศแรมร้างไปห่างเห
กำลังอยู่ชูชมสมคะเน ก็ร้องเร่รักชมพนมไพร
ต้องแบกรักหนักอุราพาไปทัพ เป็นสองกลับกลืนรักแทบตักษัย
มาสามซ้ำจำจรให้อ่อนใจ ความอาลัยลึกยิ่งกว่าสิ่งรัก
แต่รักอื่นชื่นชุ่มเมื่อหนุ่มสาว เป็นครั้งคราวยังวิตกเพียงอกหัก
ครั้งนี้หน่วงห่วงหลังรุงรังนัก ให้พะวักพะวงใจอาลัยลาน
จะสั่งยายก็จะยาวสาวถึงลูก เป็นห่วงผูกพันคอต่อไปหลาน
ลงนิ่งอึ้งคะนึงคิดกิจการ รีบเขียนบาญชีพลันดังบัญชา
เบิกข้าวของกองขนไปจนหมด เอาใส่รถรีบตรงไปลงท่า
บรรทุกเรือรีบรัดจัดนาวา ที่ศาลาแดงเสร็จสำเร็จพลัน
วันที่หกสิงหาเวลาบ่าย แม่ทัพหมายมุ่งกิจคิดกระสัน
สั่งให้ออกนาวาจากท่าพลัน ส่วนตัวท่านขึ้นรถไฟครรไลลาน
เฝ้าประณตบทเรศเกศโกสินทร์ ที่บางปะอินทิพย์อาสน์ราชฐาน
ท่านนายกองนายทัพที่รับการ ออกจากบ้านพร้อมหน้ามาลงเรือ
พอน้ำขึ้นรีบคํ้าละล่ำละลัก เรือก็หนักน้ำก็น้อยอร่อยเหลือ
บอกขวาซ้ายให้สำเนียงจนเสียงเครือ นึกน่าเบื่อใจจรนั่งอ่อนใจ
แปดทุ่มถึงเรือกลกมลมุ่ง ปากคลองผดุงลอยลำแม่น้ำไหล
ผูกพ่วงเสร็จสั่งบอกออกเรือไฟ แล่นครรไลลอยคว้างมากลางชล
ระยะย่านบ้านเรือนมีเกลื่อนกลาด เรื่องนิราศพูดเล่นไม่เป็นผล
ชายกับหญิงจริงในใจของตน จะนั่งบ่นบ้าให้ผู้ใดฟัง
เก็บรักซ้อนซ่อนกลไว้ต้นรัก แม้นพูดนักเขาจะว่าเป็นบ้าหลัง
พวกที่มาทั้งสิ้นได้ยินฟัง เขาจะลังเลใจอาลัยเมีย
อันมนุษย์สุดคิดแต่จิตหมาย ทุกข์สุขหายเพราะตัดสลัดเสีย
ตัวจะไปใจจะรออยู่คลอเคลีย ละห้อยละเหี่ยเห็นผิดความคิดไป
พอรุ่งสายสุริยาห้าโมงเหมาะ ก็ถึงเกาะบางปะอินกระสินธุ์ใส
เข้าจอดเลียบเทียบท่าชลาลัย ต่างตั้งใจจะเข้าเฝ้าทูลลา
แต่ฝ่ายท่านแม่ทัพได้รับสั่ง เห็นมาพรั่งพร้อมกันก็หรรษา
จึงแจ้งความตามรับสั่งไม่รั้งรา เรื่องทูลลาโปรดประสาทพระราชทาน
อนุญาตอย่าให้ช้าเวลาเฝ้า ได้ข่าวเล่าลือว่าศึกมันฮึกหาญ
จะเสียเวลาช้าวันไม่ทันการ แม่ทัพท่านลงนาวาก็คลาไคล
พฤหัสบดิ์สัตโนสโมสร ชุลีกรขึ้นประนมบังคมไหว้
ขอพระเดชากั้นสรรพภัย ศัตรูประลัยลาญกลัวให้ทั่วทิศ
เรือไฟพ่วงล่วงพาหน้าที่นั่ง แลสะพรั่งพร้อมพรักอกนิษฐ์
คอยแวดล้อมจอมนราสวามิตร มิได้คิดเหนื่อยยากลำบากกาย
ออกหัวเกาะกลับลำล่องน้ำรี่ เข้าแควสีกุกไปดังใจหมาย
ริมฝั่งชลคนดูอยู่เรียงราย มีตัวนายกำนันนำร่องน้ำเดิน
บางทีผิดติดตื้นในพื้นน้ำ ต้องเข็นคํ้าเต้นโลดบนโขดเขิน
พวกผู้ใหญ่บ้านนั่งบนฝั่งเนิน ร้องเรียกเกริ่นกรูตามลำน้ำมา
ช่วยจับฉุดยุดถือเฮฮือลาก ก็หลุดจากชายหาดดังปรารถนา
ออกแล่นลิ่วฉิวไปในคงคา เปิดหลอดจ้าจักรจ้ำน้ำเป็นฟอง
บนตลิ่งเขียนฉลากถากไม้ปัก บอกที่พักจัดจ่ายรายสิ่งของ
เจ้าหน้าที่มีอยู่เป็นหมู่มอง ช้าวสารกองฟืนรายชายชลา
ฝ่ายพระสงฆ์ทรงสิกขาทุกอาวาส ก็ฟังสาธยายมนต์บ่นคาถา
เสียงสนั่นยันโตโพธิยา ค่อยเป็นผาสรรพสดับพร
ถึงวัดเกษไชโยชโลจักร เจ้าหยุดพักภิญโญสโมสร
ขึ้นนมัสการดานจิตคิดอาวรณ์ ท่านแต่ก่อนสร้างไว้ก็ใหญ่โต
เขาลือข่าวกล่าวคุณบุญฤทธิ์ ใครตั้งจิตบำราศทุกข์ได้สุโข
อธิษฐานกล่าวขอหลวงพ่อโต ถึงเป็นโรคาก็หายสบายบาล
จบเจ๊กจ้อยพลอยไหว้ให้เจ้าหลง มีเฮียกงอาศัยในวิหาร
โต๊ะจีนวางตั้งป้ายไม้กระดาน วัดเป็นศาลเจ้าแทรกดูแปลกใจ
ไม้ไผ่รากถากปรับประกับหมาย ไว้เสี่ยงทายเจาะจงแก้สงสัย
อันหนึ่งหงายอันหนึ่งคว่ำจงจำใจ ว่าเจ้าได้รับธุระไม่ละเลย
แม้คว่ำทั้งสองอันนั้นบังคับ เจ้าไม่รับบนเบือนจึงเชือนเฉย
สองอันหกตกหงายภิปรายเปรย ว่าเจ้าเย้ยหยอกเยาะหัวเราะรับ
ไม้ติ้วเสี่ยงทายลั่นครั้นตกออก เฮียกงบอกตัวยี่ชี้กำกับ
จะดีร้ายถ่ายเทคะเนนับ พอได้รับเฟื้องสลึงพึ่งพระคุณ
ฝ่ายท่านเจ้าอธิการชาญคาถา ปลุกเสกผ้าเหลืองไว้ให้อุดหนุน
เป็นเชือกเกลียวเหนียวจิตคิดการุญ ช่วยค้ำจุนปลุกใจให้ไปรบ
มาให้ท่านแม่ทัพสำหรับทหาร เป็นเครื่องตัานต่อตีไม่หนีหลบ
สารพันสรรพภัยคุ้มได้ครบ ท่านเคารพรับไว้แจกไพร่พล
แล้ววันทาลาสงฆ์ลงจากวัด โดยรีบรัดเร็วไปไม่ขัดสน
เปิดหลอดลั่นสนั่น่ไปในสายชล ทุกตำบลบ้านเมืองเนืองคำนับ
มีเป็ดไก่หมูปลาเอามาให้ ขนส่งใส่เรือร่ำเป็นลำดับ
รวยเสบียงเลี้ยงท้องทั่วกองทัพ ไม่รอรับเลยไปเสียหลายเมือง
แต่เช้าจรผ่อนค่ำจะร่ำจด เห็นไม่หมดคำกล่าวในราวเรื่อง
จะพูดนักชักหาเวลาเปลือง มีแต่เรื่องครวญใคร่ในอุรา ๚ะ
๏ ถึงเมืองพิษณุโลกเป็นโชคหยุด ไหว้พระพุทธชินราชดังปรารถนา
เป็นเมืองมณฑลใหญ่ในอุตรา ท่านพูดจาไต่ถามความที่เป็น
ท่านผู้รั้งที่รักษามาคำนับ ได้ทราบศัพท์เล่าความไปตามเข็ญ
ชาวเมืองเหนือเหลือร้อนไม่ผ่อนเย็น บ้างตื่นเต้นตกใจร้องไห้โฮ
พวกพ่อค้าร้านใหญ่ในเมืองเหนือ เก็บลงเรือข้าวของกองอักโข
คิดจะหนีไปอยู่ที่ปากน้ำโพ ดูเรโรรวนรนทุกคนไป
พอได้ข่าวว่าใต้เท้าเป็นแม่ทัพ จะมารับรบสู้จึงอยู่ได้
คอยถามหาว่าจะมาสักเมื่อไร เขาตั้งใจคอยดูอยู่ทุกวัน
เมื่อก่อนนี้สี่วันนั้นเขาว่า ใต้เท้ามาถึงนครสวรรค์
ดูเริงรื่นชื่นบานสำราญครัน เห็นจะบรรเทาร้อนนอนสบาย
แล้วเอาผ้าประเจียดขาวยาวสักศอก กระซิบบอกชัดชี้ดีใจหาย
คนในเมืองมุงชิงทั้งหญิงชาย ผ้าขาวขายดีครันทุกวันมา
อันเหตุนี้มีเมื่อเสด็จประพาส หล่อรูปพระชินราชดังปรารถนา
นิมนต์ไปไว้ที่อยุธยา ท่านที่มารู้วิธีพูดชี้แจง
บอกให้ดูประตูโบสถ์แล้วโปรดเล่า ว่าอกเลาลายสลักประจักษ์แจ้ง
รูปปราสาทสรรค์สร้างอย่าคลางแคลง ที่กลางแว้งงวงเลขาอุณาโลม
เป็นเครื่องกันปืนไฟได้ทุกสิ่ง ต่างเห็นจริงจับใจวิไลโฉม
ต่างนับถือลือพิลึกกันครึกโครม มโนโน้มหน่วงเนื่องเป็นเครื่องราง
เอาหมึกทาลวดลายระบายอาบ ผ้าขาวทาบถอดชัดไม่ขัดขวาง
ลายขนดหมดละไมไม่ระคาง เป็นเยี่ยงอย่างนับถือเลื่องลือมา
การครั้งนี้มีพระอนุญาต โปรดพระราชทานให้ทำไว้ท่า
แจกแม่ทัพนายทหารที่ท่านมา ปราบปัจจามิตรให้บรรลัยลาญ
ครั้นรุ่งแจ้งแสงสีสุริเยศ ออกนาเวศวิ่งไวด้วยใจหาญ
ถึงอุตรดิตถ์แดนท่าชลาธาร จอดขนานหน้าลาดเชิงหาดทราย
หลวงวิเศษภูธรขจรจัด เป็นปลัดเมืองมั่นสำคัญหมาย
หลวงอุดรดิตถาภิบาลก็ชาญชาย ตำแหน่งนายอำเภอใหญ่ในอุดร
พลกำลังพรั่งพร้อมน้อมคำนับ มาคอยรับเรียงหน้าท่าสลอน
เชิญแม่ทัพขึ้นท่าลีลาจร ให้พักผ่อนเรือนบ้านสำราญดี
เรือนสองชั้นปั้นหยาทั้งใหญ่กว้าง ยี่ห้อห้างอากรเตงกิมเส้งหลี
นายทหารที่มาบรรดามี ขึ้นพักที่ห้างใหญ่ได้ทุกคน
เมื่อจัดทัพคับคั่งตั้งจะยก ขึ้นเดินบกต่อไปเข้าไพรสณฑ์
ขุนพิพิธโกษากรแกร้อนรน มาสองคนกับพระกันทะคีรี
เข้าเรียนแม่ทัพใหญ่เรื่องอ้ายเงี้ยว ดูหน้าเซียวเศร้าสลดไม่สดสี
ด้วยทุกข์ร้อนจรมาหลายราตรี จวนชีวีวอดวายเพราะอ้ายโจร
มันจับได้ไทยฆ่าไม่ปราศรัย ลาวเป็นใจองอาจทำผาดโผน
ทรยศคดเคี้ยวกับเงี้ยวโจร น้ำใจโอนเอนไปเสียใจจริง
แม่ทัพนั่งฟังความตามที่เล่า ก็เห็นเค้าเงื่อนยุ่งเกิดสุงสิง
ให้เงินหนุนจุนกำลังไม่ชังชิง ได้ซื้อสิ่งเสื้อผ้าแล้วลาไป
ครั้นรุ่งเช้าช้างม้ามาเสร็จสรรพ ก็เดินทัพตัดตรงไม่สงสัย
ข้ามทุ่งนาป่าละเมาะเป็นเกาะไป ผลไม้หมากพลูเป็นหมู่มี
เป็นบ้านเถื่อนเรือนทุ่งพุงดำล้วน ทำเรือกสวนไร่นาประสาประสี
เห็นทัพเดินเมินหน้าไม่พาที บ้างหลีกลี้หลบหน้าเข้าป่าดง
พระสุริเยนเบนเบือนจะเลื่อนลับ ให้วาบวับว้าจิตพิศวง
เสียงจังหรีดกรีดกรุ่มในพุ่มพง พาจิตวงเวียนหวนรัญจวนใจ
จังหรีดร้องเรียกคู่คูออกเพรียก เราจะเรียกร้องกล่าวสาวที่ไหน
พบพวกลาวสาวแซ่พอแลไป ไม่อาลัยหลบหนีเสียทีเดียว
เดินรำพึงพอถึงระยะย่าน วัดบ้านด่านดวงจิตคิดเฉลียว
เข้าหยุดทัพสับสนผู้คนเกรียว แม้พบเงี้ยวเข้าที่นี่จะดีครัน
ได้รบสู้ดูดีเป็นทีแรก เหมือนรับแขกเมืองเล่นจะเห็นขัน
แต่ที่ไหนจะได้พบประสบกัน เขารบมันแตกไปเสียไกลแล้ว
จนพลบค่ำย่ำฆ้องกองทหาร เข้าจัดการยามยืนถือปืนแซ่ว
ใครออกเข้าเจ้าหน้าที่ดูวี่แวว รุ่งเช้าแล้วลีลาเข้าป่าไป
ลงตามห้วยกรวยกรอกเป็นซอกเผิน บ้างเป็นเกริ่นโกรกลำเนาเขาไศล
ฝนฝอยพร่ำน้ำนองในท้องไพร บ้างครรไลลื่นล้มลงตมเลน
ระยะทางกลางป่าจะว่าด้วย ทั้งลำห้วยละหานยาวเป็นกราวเขน
ว่าง่ายยากหากจะจัดให้ชัดเจน เกรงจะเกณฑ์กะพจน์ว่าปดลวง
แม้นเดินทางหน้าแล้งดินแห้งมาก มักอดอยากน้ำท่าในป่าหลวง
ทั้งร้อนรุ่มกลุ้มกลัดอึดอัดทรวง ใบไม้ร่วงหล่นแจ้งแสงตะวัน
แม้นหน้าหนาวก้าวย่างทางพนัส จะเลาะลัดหลีกไปเข้าไพรสัณฑ์
ยังดีกว่าหน้าร้อนจรอรัญ ที่ลุ่มหลั่นน้ำเหลือพอเจือใจ
ม้าเดินป่าหน้าฝนล้นกระสินธุ์ ที่ดอนดินแผ่นพื้นลื่นไถล
ภูเขาเขินเนินลำราบเป็นคราบไคล ที่ลุ่มไหลเลนตมเป็นหล่มลุย
ทั้งเปื้อนเปรอะเกรอะกรำแสนลำบาก ร่านริ้นทากเถื่อนมีตามขี้ขุย
มันกัดกินเลือดล้วนอ้วนปุกปุย ไม่แกล้งคุยคิดหลอกบอกจริงจริง
สัตว์พวกหนึ่งตัวลายร้ายสาหัส ตรงเข้ากัดเอาสดสดเลือดหยดติ๋ง
จะปิดเป่าเท่าไรไม่ไหวติง มันกัดนิ่งแนบตัวไม่กลัวตาย
แม้นโคต่างตามตอนล้อมเป็นกลุ่ม เข้ากัดรุมราวีไม่หนีหาย
ตามซอกหูจู่จรเข้าซ่อนกาย ต้องแสงสายสุริย์ศรีจึงหนีไป
ลงที่เรียบรีบย่างขับช้างปร๋อ ถึงบางอ้ออาทิตย์มืดไศล
เห็นค่ายตั้งรั้งรับกองทัพชัย หยุดอาศัยสำนักพักพลา
เป็นปากทางที่ตรอกเข้าซอกห้วย น้ำระรวยไหลรินจากหินผา
เป็นคันเขาเว้าเวิ้งเชิงชลา ที่พระยาพิไชยตั้งไว้รบ
ว่าอ้ายโจรจ้วงจาบรำดาบแต้ ร้องวัดแลไล่ฟันประจันจบ
พระยาพิไชยไล่พลเข้ารณรบ ยิงบัดซบสิ้นชีวิตด้วยพิษปืน
อ้ายชล่าโปชายเป็นนายทัพ ก็หนีกลับเข้าป่าไม่ฝ่าฝืน
พระยาพิไชยได้ท่าขึ้นมายืน ต้อนพลครื้นครึกรุกบุกไปตาม
ถึงตำบลบ้านอยู่ได้รู้แน่ ตรงเข้าแพร่พร้อมพรักพักสนาม
ตั้งมันอยู่ดูแลกระแสความ ยังไม่ปรามปราบได้ทำใจเย็น
พักพอแจ้งจรเข้าหว่างเขาเขียว เห็นอ้ายเงี้ยวตายหมกริมรกเหม็น
อ้ายโจรดงหลงจิตมาคิดเป็น ขบถเล่นล้มตายน่าอายแทน
เห็นเขาพรึงขึงขึ้นที่มั่นหมาย มาตั้งค่ายทำคึกสู้ศึกแสน
เป็นกองการด่านดักมากักแดน เหมือนตั๊กแตนตอมเพลิงระเริงลาน
ได้กลิ่นควันหันหน้าเข้าป่าหนี เป็นค่ายผีหลอกลาวชาวไพรศาล
ด้วยขลาดเขลาเง่าโง่โมหะการ หยิ่งทะยานยกหัวว่าตัวดี
เช่นแย้ป่าหากินในถิ่นรก หัวปะหงกทำสง่าน่าบัดสี
เสียงกรากแกรกแหวกวิ่งเป็นสิงคลี เห็นรูมีมุดหัวด้วยกลัวตาย
คะนึงพลางย่างเดินขึ้นเนินผา อังศุมาลีแจ้งส่องแสงฉาย
หนทางยาวก้าวชันย่างยันกาย หยุดกระหายหอบราคอยหาแรง
พอลมชื่นฝืนฝ่าขึ้นหน้าเขา เลาะลำเนาเนินคิดในจิตแหนง
หนทางแคบแอบเคียงเอียงตะแคง ด้วยเหวแซงเห็นซึ้งตะลึงแล
ดูเวิ้งวุ้งคุ้งโค้งเป็นวงวก เครือเขารกเรอะระเห็นกระแส
ละลิ่วลึกนึกกลัวมัวมองแล ระวังแต่ตัวจะตกที่รกรุม
พิรุณโรยโปรยแประลงแฉะเฉอะ หนทางเลอะเลนตมเป็นหล่มหลุม
ค่อยย่างยันมั่นก้าวไม้เท้ากุม เดินสามขุมค่อยไปมิได้เร็ว
พอมาพบนายขุนผลาญทหารหน้า บอกว่าม้าตกไปอยู่ในเหว
ติดรกร้างค้างอยู่ดูเต็มเลว เรียกคนเร็วรวมกันช่วยมันที
แลดูม้ามุ่นหมกติดรกร้าง ตะแคงค้างอยู่นิ่งไม่ติงหนี
เอาเชือกเกลียวเหนี่ยวกายาตัวพาชี จึงพ้นที่เหวห้วยไม่ม้วยมรณ์
ถึงทางลัดตัดข้ามลงตามช่อง ค่อยย่างย่องเหยียบลื่นพื้นสิงขร
ลงถึงเกริ่นเนินทางที่กลางดอน เห็นไม้ขอนสักเกลื่อนริมเถื่อนทาง
บ้างยืนตายต้นแห้งส่องแสงฉาน รอยเขากานก่นตัดไม่ขัดขวาง
ที่พึ่งรุ่นดรุณวัยเป็นไม้นาง แลสล้างสูงละลิ่วเป็นนิ้วมือ
บ้างงอกงามตามพื้นดูชื่นชุ่ม แลเป็นพุ่มเด่นเดี่ยวใบเขียวปื๋อ
วายุโบกโยกไหวใบกระพือ ดังฮือฮือหวนหันสนั่นดง
ที่ป่าแดงดูสะพรั่งเต็มรังร่ม ต้นเกลากลมเรียงระดะดูระหง
เป็นทิวแถวแนวไม้ที่ในดง สุดจะจงเจาะจำเฝ้ารำพัน
ที่หุบห้วยกรวยโกรกชะโงกผา ต้นกล้วยป่าขึ้นไสวชักใบสั้น
ดูอวบอ้วนนวลศรีฉวีวรรณ ขึ้นประชันชูต้นบนคีรี
ข้างเอนค้อมน้อมหนักอลักเอลื่อ ด้วยตกเครือถ่วงทับไม่นับหวี
ยังยาวยานก้านขั้วติดหัวปลี แม้นลมมีมาพัดก็กวัดไกว
ต้นกระเทือนเขยื้อนยอดตลอดก้าน เหมือนนมยานอยู่ในอกยกไม่ไหว
ต้องเหวี่ยงวัดฟัดช้ำระกำใจ พินิจใคร่ครวญมาน่ารำคาญ
อีกไม้ปาล์มแลเป็นเห็นหลายสิ่ง เรียกหมากลิงจั่นออกดอกประสาน
มะพร้าวเต่าตาวต้นยลละลาน ปุ่มเป้งก้านใบงามอร่ามตา
มีต้นเฟิร์มแฝงสอดชูยอดเฟือย ขึ้นพาดเลื้อยเลาะแลงแซงพฤกษา
ต้นเอื้องออกดอกดวงพวงพกา เป็นระย้าย้อยยลวิมลมอง
ชมพฤกษาพาเพลินเหมือนเดินเที่ยว แม้นอ้ายเงี้ยวโจรยังมาตั้งซ่อง
แอบยิงชิงสู้ดูทำนอง เรามัวมองไม้จะพาเสียท่าทาง
รู้สึกใจไคลคลาขับม้าแล่น บนพื้นแผ่นพสุธาในป่ากว้าง
พระสุริยงเย็นพยับลับนภางค์ ก็ถึงบางแม่พวกสะดวกดาย
เห็นเรือนบ้านชานชลาน่าฉงน ไฉนคนผู้ร้างไปห่างหาย
ถามคนนำทางเล่าเค้าภิปราย ว่าบ้านอ้ายปะกาหม่องเป็นซ่องโจร
พวกขายค้ามาไปใจถวิล ไม่ดูหมิ่นองอาจทำผาดโผน
มิหาไม่ให้บูชาหัวหน้าโจร จึงไม่โดนตีปล้นคนไปมา
อ้ายหัวโจกโจรลือชื่อนายซ่อง ปะกาหม่องอยู่เฝ้าเป็นเจ้าป่า
เจ้าเมืองแพร่เลี้ยงไว้ใช้ต่างตา ดูช้างม้าวัวควายไม่หายเลย
ทางบ่อแก้วอีกตำบลคนอักโข ชะลาโปชายลือชื่อเฉลย
หัวหน้าเงี้ยวเที่ยวปล้นเป็นคนเคย แม้นออกเอ่ยชื่อกลัวหนังหัวพอง
การครั้งนี้นี่ใครที่ไหนปล้น อ้ายสองคนนี่แหละเข้าเป็นเจ้าของ
เหมือนเงาะป่ามาบังรูปสังข์ทอง เขาโห่ร้องรุกร้นปล้นนคร
ได้ฟังเล่าเศร้าจิตคิดพระเดช บำรุงประเทศราชรักษ์ศักดิ์นุสรณ์
ให้เพิ่มพูนตระกูลพาสถาพร มาตัดรอนร้างพระบารมี
ไหนจะฝืนยืนยงดำรงยศ คงจะลดเลื่อนเยื้องไปเมืองผี
ตระกูลวงศ์พงศาพวกกาลี คงจะลี้ลับหายละลายลาน
คิดแล้วเมื่อยเหนื่อยอ่อนลงนอนแผ่ เขาเป่าแตรเร่งรุกปลุกทหาร
ด้วยจวนแจ้งแสงศรีรวีวาร ต่างลนลานเลิกรื้อเสียงอื้ออึง
เก็บข้าวของกองลำดับดูสับสน พวกคนขนของหาวหุงข้าวนึ่ง
ควาญช้างผูกช้างเรียงเสียงเอ็ดอึง กระดิ่งกระดึงดังปนอลเวง
คนเลี้ยงม้าจูงม้ามาแออัด บ้างโขกกัดกันโลดกระโดดเหย็ง
เข้าระเบียบเรียบยืนเสียงครื้นเครง เป่าแตรเพลงเดินหน้าให้คลาไคล
ดำเนินทัพขับม้ามาบอหึง ถึงบ้านพึ่งพักแดดแผดไถง
มีเรือกสวนไร่นาประสาใจ เป็นชายไพรแพร่ดอนนครคัน
เห็นพระราชวงศ์จำนงสนอง ถือไหทองใส่บุปผามาเชิญขวัญ
กับเทียนเงินเทียนทองของสำคัญ อภิวันท์แม่ทัพคำนับเรียน
ว่าองค์ท้าวเจ้าพาราจะมารับ ยังยั้งยับอยู่ที่ทางหว่างเสถียร
ท่านแม่ทัพสดับคำที่ร่ำเรียน ไม่ผัดเพี้ยนพูดว่าเชิญมาพบ
ราชวงศ์วันทาขับม้าแต้ เชิญเจ้าแพร่พร้อมหน้ามาประสบ
ต่างทักถามตามไมตรีที่คำรพ เจ้าแพร่นบนอบเชิญให้เดินไป
พักศาลาพร้อมพรั่งได้นั่งเล่น บ้านสุเมนถิ่นที่มีอาศัย
ท่านแม่ทัพรับวาจาแล้วลาไป กองทัพไคลคลาตามออกหลามทาง
ถนนใหญ่มูลดินทางลิ้นลาด สามวาพาดทุ่งทำเลคะเนกว้าง
ยาวสักสามร้อยเส้นเป็นหนทาง ดูสำอางเอี่ยมเมืองรุ่งเรืองดี
ที่ละมานเหมืองน้ำลำละหาน มีตะพานข้ามสิ้นถิ่นวิถี
ทั้งช้างม้ามาไปได้ด้วยดี ขับพาชีฉิวเฉื่อยระเรื่อยมา
ถึงสุเม่นเห็นโรงตำรวจตั้ง ผู้คนคั่งคับอยู่ดูรักษา
ถือหลาวยืนขึ้นคำนับกองทัพมา ประมาณห้าร้อยคนพลหัวเมือง
พระสุริยงส่งแสงออกแรงเร้า ถูกแดดเผาแผดกล้าจนหน้าเหลือง
เข้าพักร้อนผ่อนใจให้ประเทือง เจ้าแพร่เยื้องยาตรเดินเชิญแม่ทัพ
ขึ้นโรงตำรวจภูธรพักผ่อนเหนื่อย พระพายเฉื่อยชื่นอุรังแทบนั่งหลับ
ขุนนางลาวเจ้าแพร่กับแม่ทัพ ท่วงทีรับรองกันเป็นชั้นเชิง
ดูกระดากปากใจในจริต จะคาดคิดเงื่อนเงาเหมือนว่าวเหลิง
ไม่ย้ายยักชักชื่นให้รื่นเริง ต่างละเลิงลมอึ้งตะลึงแล
พอกองหลังประดังหน้ามาจะหยุด บอกให้รุดรีบเนื่องเข้าเมืองแพร่
เจ้าพาราลาพลันไม่ผันแปร กลับเข้าแพร่ก่อนหน้าไม่ช้าเชือน
พอลมดีแดดชอุ่มคลุ้มพยับ ท่านแม่ทัพขึ้นม้ารีบคลาเคลื่อน
พวกนายทัพขับพาชีเร่งตีเตือน สุธาสะเทือนฝุ่นฟุ้งตามทุ่งทาง
มาพบพระยาศรีสุริยราช ที่ห้องกาดโดยกิจไม่คิดหมาง
มารอรับรวมคนอยู่ต้นทาง ชี้กระจ่างแจ้งเรื่องในเมืองลาว
แล้วนำทัพขับม้าลีลาลิ่ว เป็นแถวทิวเดินทางมากลางหาว
แผ่นดินดังดุจเกราะเขาเคาะกราว ด้วยฝีเท้าม้าลั่นสนั่นเวียง
พอถึงทางสามแพร่งตำแหน่งเลี้ยว มีวัดเงี้ยวอยู่ข้างทางเฉวียง
เห็นภิกษุจุจองมามองเมียง ไม่ส่งเสียงสวดให้เป็นไชโย
หรือเป็นใจด้วยอ้ายเงี้ยวพวกขบถ ลืมเพศพรตพรหมจรรย์ขันอักโข
นับถือชาติขาดธรรมสัมพุทโธ จริงไม่โมทนารับกองทัพเดิน
ธรรมการเล่าก็เฉยชั่งเลยละ ไม่สั่งพระสงฆ์บ้างทำห่างเหิน
ทั้งเจ้านายฝ่ายขุนนางก็หมางเมิน สติเพลินเผลอเลี้ยวเป็นเงี้ยวไป
เห็นบ้านเรือนโรงร้างข้างถนน ไม่มีคนขายค้าอยู่อาศัย
ล้วนบ้านเงี้ยวเปลี่ยวเปล่าน่าเศร้าใจ มันหนีไปป่ากลัวตัวจะตาย
พลเมืองมีบ้างแอบข้างฝา เยี่ยมแต่หน้าแลดูเป็นหมู่หมาย
ถือว่าการโจรกรรมไม่กล้ำกลาย จึงไม่หน่ายแหนงหนีไปทีเดียว
ขับอาชาคลาไคลวิ่งไววู่ เข้าประตูชัยเพ่งเหลือบเล็งเหลียว
เสียงคนผู้ฉู่ฉาวอยู่กราวเกรียว หมายว่าเงี้ยวแลไปเป็นไทยเรา
ก็ตรงเข้าเค้าสนามตามกระสัน เป็นค่ายมั่นมูลมองเก็บของเข้า
ทหารยามยืนรอบขอบลำเนา ก็ตั้งเป้าปึงวางอยู่กลางเมือง
สงบทัพยับยั้งตั้งสืบสาว ไม่ได้ข่าวจริงประจักษ์เลยสักเรี่อง
ถามเจ้านายฝ่ายลาวพวกชาวเมือง ก็พูดเยื้องย้อนยอกไม่บอกจริง
จนไทยเราเหล่าข้าหลวงกระทรวงตั้ง ที่ตัวยังเหลือตายทั้งชายหญิง
มาเล่าความตามเข็ญเป็นจริง เรื่องเงี้ยวชิงฉกค้นปล้นนคร
กรกฎาคมศกท่านหยิบ ยกร้อยยี่สิบใส่ใช้อักษร
วันที่ยี่สิบห้าทิวากร เกีอบจะจรแจ่มแจ้งแสงอุทัย
เสียงปืนปึงตึงมาก้องกาหล ยิงโรงพลตำรวจรบสบสมัย
แล้วสามารถอาจองทะนงใจ ยิงโรงไปรษณีย์ไม่รีรอ
ขึ้นทำลายเครื่องสายโทรเลข เสียงโปกเปกปืนยิงคนวิ่งสอ
ร้องวัดแล่แร่ใส่เจียวใจคอ รำดาบก้อก๋ารี่เข้าตึไทย
ขึ้นบนเค้าสนามได้ไล่สังหาร กระทุ้งบานประตูหักไม่พักไข
หีบกำปั่นลั่นกุญแจแร่เข้าไป คัดง้างได้เงินทองของทั้งปวง
เก้าอี้โต๊ะตู้ใช้ใส่หนังสือ มันเลิกรื้อทิ้งกองล้วนของหลวง
เครื่องแบบอย่างทางการงานกระทรวง เข้าจวบจ้วงทลายยับทั้งสับฟัน
บ้างเกรียวกรูพรูพร้อมเข้าล้อมบ้าน ไล่จับท่านข้าหลวงล่วงถลัน
ต่างหลบหลีกปลีกตัวด้วยกลัวมัน เที่ยวแตกสันซ่อนซุ่มประชุมชน
รวมห้านายหนีร้อนเที่ยวซ่อนซุ่ม ตรงเข้าซุ้มคิดสู้ดูสักหน
ยืมอาวุธยุทธนาถลาจน ได้สักคนละบอกจะออกรบ
เจ้าแพร่ว่าหามีปืนจะให้ ทั้งกลัวอ้ายเงี้ยวปล้นผจญจบ
ก็กลับออกนอกซุ้มเที่ยวซุ่มซบ ต่างเลี่ยงหลบหลีกแยกแตกกันไป
ข้าหลวงเล่ายังไม่ไหวใจแต่เหตุ ด้วยจิตเจตนาตรงไม่สงสัย
ว่าโจรปล้นค้นทรัพย์จะกลับไป คงจับได้ตัวดังตั้งกมล
เที่ยวเกณฑ์ลาวชาวพาราให้มาจับ มันก็กลับเข้าเกลียวกับเงี้ยวปล้น
ต้องหนีร้อนซ่อนป่าเข้าตาจน ทรพลอดอยากลำบากกาย
บ้างแปลงเพศโกนผมประสมซุ่ม ผ้าเหลืองคลุมห่อสกลกมลหมาย
เป็นรูปเถรเณรตามความอุบาย ได้รอดตายด้วยวิชารักษาตัว
บ้างหนีร่นพ้นไปทำใจฝ่อ กลับผูกคอตายที่ป่าดูน่าหัว
ไปตีตนด่วนตายด้วยรายกลัว ให้ผียั่วหยันเล่นไม่เห็นดี
บ้างซุ่มรกหมกป่าลาวมาเห็น มันจับเป็นมัดไปมิให้หนี
ส่งให้เงี้ยวพวกมันด้วยทันที ล้างชีวีวายวางลงกลางคัน
พวกผู้หญิงภรรยามาด้วยผัว ตกใจกลัวโจรหนีไม่มีขวัญ
หอบลูกเต้าเข้าป่าพนาวัน เที่ยวด้นดั้นดงดอนไปซ่อนตน
มันพบจับสับฆ่าไม่ปราศรัย บ้างเอาไปบูชาสถาผล
คราววิบากจากผัวของตัวตน ต้องนิ่งทนทรกรรมด้วยจำใจ
ส่วนตัวอ้ายปะกาหม่องจองหองเหลือ ฉวยเอาเสื้อยศพระยาหยิบมาใส่
กระบี่หมวกยอดทองผ่องอำไพ เต็มยศใหญ่ติดตราทำท่าทาง
นั่งเก้าอี้ชี้ขาดประกาศยศ บ้านเมืองหมดเป็นของมันมาขันจ้าง
ให้หาท้าวเจ้าพุงดำไม่อำพราง ทั้งขุนนางในพารามาประชุม
กระทำสัตย์ลัญญากันคล้าคล่ำ แล้วกินน้ำนึกปองตั้งซ่องสุม
หัวหน้าสองกองทัพกำกับคุม พวกลาวซุ่มส่งลำเลียงเสบียงไป
ปะกาหม่องนายทัพกำกับอ้าง ตีลำปางเปิดด่านเป็นการใหญ่
แตกแล้วตีลำพูนหนุนเข้าไป ยึดเชียงใหม่มั่นตั้งกำลังพล
อ้ายชะล่าโปชายไปฝ่ายหนึ่ง อยู่เขาพรึงพร้อมพรั่งฟังนุสนธิ์
ไม่มีทัพรับรบประจบจน ตีตำบลท่าอิฐมันคิดการ
ปะกาหม่องเมื่อไปมันได้เงี้ยว สามร้อยเชี่ยวชาญแรงกำแหงหาญ
ลาวขมุมาประดนเป็นคนงาน หาบข้าวสารส่งเสบียงไปเลี้ยงกัน
ถึงวัดป่ารวกปองเข้ามองมุ่ง พอใกล้รุ่งสุริย์ใสเสียงไก่ขัน
ตีฆ้องหึ่งฮึกโหมเข้าโรมรัน มันจะฟันฟาดไทยให้เป็นบอน
พวกลำปางตั้งค่ายคอยหมายมุ่ง เอาไม้ซุงซ้อนรองไว้สองท่อน
มีช่องปืนยืนยิงไม่นิ่งนอน กัปตันยอนเซลสู้อยู่บังคับ
พลภูธรเทียบนึ่งระวังที่ ยี่สิบสี่คนรบไม่หลบหลับ
ยิงอ้ายเงี้ยวแตกอพยพยับ ที่ตายนับสามสิบพอดิบดี
ที่เจ็บป่วยต้องปืนวิ่งตื่นแต่ มาเมืองแพร่พร้อมใจเข้าไหว้ผี
ปีศาจหลอนสอนว่าอย่าช้าที กองทัพมีมาใกล้จงไปพลัน
มันเชื่อผีหนีพล่านทิ้งบ้านเสีย พาลูกเมียมุ่นไปอยู่ไพรสัณฑ์
ที่ยังอยู่สู้หน้าจะว่ากัน ก็พวกมันหมดสิ้นไม่หมิ่นแคลน
ทางเขาพรึงพรั่งพรูไปสู้รบ พอกระทบปืนยิงก็วิ่งแล่น
แตกกระจายหายซ่อนเข้าดอนแดน บ้างขืนแค่นเข้าซ่อนนอนอยู่เรือน
ไม่เกล้าผมโพกผ้ารักษาหัว มาแปลงตัวปลอมอยู่กับหมู่เพื่อน
ดูหัวโล้นโกนแลเที่ยวแชเชือน เป็นทิดเถื่อนสึกมาแต่ป่าโจร
เมื่อทัพไทยไล่เงี้ยวกราวเกรียวแตก มีทูตแขกโพกหัวเปลี่ยนตัวโขน
ถือสารทูลเศียรร้องก้องตะโกน มิใช่โจรจะมารับกองทัพไทย
ท่านนายทัพรับสารอ่านความว่า เจ้าพาราแพร่รอนสุนทรไข
ขอให้ทัพยับยั้งตั้งอยู่ไพร จัดคนให้เรียบจะรับกองทัพมา
ทูตแขกกลับฉับพลันรุ่งวันใหม่ ฝรั่งไปห้ามทัพเข้ารับว่า
จะระงับดับเหตุเจตนา แม้นเข้ามาลาวจะแหลกแตกกระเจิง
เขาจะจัดแจงระเบียบให้เรียบร้อย หาไม่จะพลอยนังนุงเกิดยุ่งเหยิง
พดชี้แจงแจ้งใจให้บันเทิง จนระเริงหลงช้าเวลาเย็น
จะขอผ่อนนอนอาศัยที่ค่ายมั่น ราวกับฉันญาติกาได้มาเห็น
พระยาพิไชยใจร้อนไม่ผ่อนเย็น เดินทัพเป็นกระบวนตามกันหลามมา
เจ้านครร้อนใจดังไฟจุด ให้ราชบุตรออกตามไปห้ามว่า
ให้พักทัพยับยั้งตั้งโยธา ท่านพระยาพิไชยก็ไม่ฟัง
ยกทัพด่วนเดินทางกลางทุ่งท่า พบพระวาสุเทพได้โดยใจหวัง
เข้ารวมรอมพร้อมพหลพลกำลัง จะเข้ายังแพร่นครด้วยร้อนใจ
ฝ่ายพระเสนาราชก็คลาดแคล้ว จากบ่อแก้วกะวันทันสมัย
พอประสบพบหน้าพระยาพิไชย ก็รีบไคลคลาทัพลำดับมา
อายเงี้ยวโจรดีใจจะได้รบ เที่ยวเดินทบทวนกรอทำก้อก๋า
คนลาวแลแน่ใจในสัญญา ดูเงี้ยวฆ่าไทยเล่นเคยเห็นมือ
มันเลือกเล่นปัศตันท่าขันขึง นกสับตึงตื่นชิงกันวิ่งตื้อ
บ้างแหกรั่วหัวร่อแต่พอครือ บ้างวิ่งตื้อดันหมกเข้ารกไป
พินิจดูเหมือนหมู่สุนัขเฝ้า นั่งหอนเห่าตองแห้งแกว่งไหวไหว
พอลมจัดพัดฮือกระพือใบ ก็ตกใจโจรวิ่งเป็นสิงคลี
พระยาพิไชยไคลคลาเช้ามาถึง ตั้งค่ายขึงคอยศึกไม่นึกหนี
ไม่เห็นอ้ายเหล่าร้ายในบุรี พักโยธียับยั้งคอยฟังการ
ด้วยเดชะพระอำนาจราชฤทธิ์ อ้ายพวกคิดขบถยับดับสังขาร
แตกกระจายหายรุดจนสุดปราณ เที่ยวหนีซ่านซ่อนหน้าอยู่ป่าดง
ได้ฟังเล่าเศร้าในฤทัยเสียว น้อยหรือเงี้ยวโจรจิตคิดประสงค์
ตั้งตัวเองเก่งกาจทำอาจอง พุงดำพงศ์พายุ่งด้วยพุงแดง
มาคิดใหญ่ใฝ่ฝันจะปั้นยศ บ้านเมืองหมดเป็นของมันดูขันแข็ง
อ้ายจิ้งจอกเห็นดอกทองกวาวแดง คิดจะแย่งนึกว่าเหยื่อเนื้อเป็นพวง
มานั่งเฝ้าเห่าโหกกระโชกหอน พอแดดร้อนร่มกายก็หายหวง
น้ำลายหยดหมดเปล่าเที่ยวเห่าลวง หนีเข้าห้วงหุบเขาลำเนาเนิน
หรือหิ่งห้อยห้วยน้ำลำไศล ว่าก้นใสส่องกระสินธุ์เที่ยวบินเหิน
แมลงลาวชาวนิคมอารมณ์เพลิน ว่าจำเริญฤทธิไกรไหว้วันทา
เห็นแวววาวพราวพรอยย้อยอยู่นิด ลืมอาทิตย์ที่ส่องห้องเวหา
ลืมดวงจันทร์วันเพ็ญเด่นนภา ลืมโยธาหาญล้างจะวางวาย
น่าสงสารภรรยาท่านข้าหลวง มาต้องบ่วงโจรไพรน่าใจหาย
แสนระกำลำบากยับยากกาย ด้วยผู้ร้ายรุกร้นเข้าปล้นชิง
พยายามตามผัวตัวม้วยมอด ที่ยังรอดก็วิตกโอ้อกหญิง
ถึงคนอื่นหมื่นแสนแม้นจะอิง เข้าพึ่งพิงพัวพันไม่มั่นใจ
อันนารีที่เป็นหม้ายชายจะรัก ก็พอพักผ่อนแดดแผดไถง
พอหายร้อนผ่อนรักหักครรไล ยิ่งจะได้ทุกข์ทับอัประมาณ
แม้นแก่เฒ่าเศร้าศรีไม่มีแสง จนเหี่ยวแห้งหายระเหยเลยสงสาร
ได้สวดมนต์ภาวนารักษาการ หมายวิมานเมืองแมนแดนอมร
คะนีงคิดจิตใจให้ไหววับ ท่านแม่ทัพทอดในฤทัยถอน
ด้วยการุญจุนประชานรากร ที่เดือดร้อนระงับเข็ญให้เย็นยืน
ทั้งหญิงชายรายตัวได้ทั่วหน้า ให้เงินตราเป็นประโยชน์ไม่โหดหืน
ช่วยอุดหนุนจุนจำพอกล้ำกลืน จะได้ชื่นชูพระเดชปกเกศไป
แต่เรื่องเงี้ยวเกี่ยวกลคนบังคับ ครั้นจะจับกุมลงยังสงสัย
พออังกฤษเขาให้มิสเตอร์ไล เป็นที่ไวกงสุลมาจุนเจือ
จับเงี้ยวที่มีชื่อลงมือปล้น ได้หลายคนมอบไมตรีอารีเหลือ
หีบที่นอนหมอนตกครกกะเบือ กับทั้งเสื้อยศด้วยช่วยเอามา
ให้แม่ทัพรับชำระช่วยสะสาง ไม่ขัดขวางข้อคดีชี้ปรึกษา
ใครทำผิดติดคอกนอกศาลา ไม่แฉะช้าช่วยจริงทุกสิ่งอัน
พอได้รับโทรเลขเอกสาร ข้าหลวงน่านนครอักษรสรรพ์
ว่าผู้ร้ายรายปล้นคนสำคัญ หนีด้นดั้นดงดาลข้ามด่านมา
เข้าช่องแคบรกชัฏสงัดเงียบ ทางสบเอียบแอบเดินตามเนินผา
พวกด่านดักกักไว้มิให้มา ทั้งช้างม้าอัดแออยู่แจจน
ทั้งเงี้ยวลาวชาวขมุมิใช่น้อย นับได้ร้อยเก้าสิบห้าอย่าฉงน
มีช้างม้าพาหนะเข้าปะปน รวมระคนคั่งคับจับไว้คอย
แม่ทัพฟังสั่งตำรวจภูธรเรียบ ไปสบเอียบเร็วพ่ออย่าท้อถอย
คุมพวกที่หนีหน้าเข้าป่าดอย มาถ้อมถ้อยความดูได้รู้การ
ตำรวจภูธรรับบังคับใช้ ก็รีบไปเร็วพลันโดยบรรหาร
คุมเงี้ยวง้าวลาวมาไม่ช้าการ ขมุม่านมีปนระคนกัน
จึงสั่งให้พนักงานการไต่สวน สอบสำนวนเนื้อความตามกระสัน
จดชาติชื่อถือนายหมายสำคัญ เข้ามาพันพัวพืชชักยืดโยง
ขมุหมายนายหวังฝรั่งเศส อังกฤษเพศเงี้ยวพม่าดูอ้าโถง
ล้วนสัตย์ซื่อถือจิตไม่คิดโกง อยู่ป่าโป่งลากชักไม้สักซุง
แต่ลาวกล่าวรับบังคับสยาม เข้าเป็นสามก๊กใส่กันใหญ่ยุ่ง
ว่าบ้านเมืองเคืองเข็ญเป็นนังนุง ตื่นสะดุ้งเหตุนี้จึงหนีไป
ฟังถ้อยคำอำญวนสำนวนแหนง เหมือนเงินแดงถูกันขึ้นมันใส
แต่เปลี่ยนผลัดลัทธิศิวิไล ถึงจะได้แดงดำก็ทำเนา
ต้องกลืนกล้ำคํ้าจุนทั้งคุณโทษ จนมีโจทย์ยืนยันว่ากันเข้า
ชี้หลักฐานพยานยันไม่ดันเดา จึงได้เค้าข้อความตามที่เป็น
ขุนนางหนึ่งหน้าที่มีบังคับ สำหรับรับมาดหมายจ่ายทุกเส้น
คำหาชี้คดีชัดจัดประเด็น ถือลายเซ็นสั่งบังคับไปลับแล
ให้เกณฑ์บ่าวลาวพลันมาบรรจบ ได้ช่วยรบรับสู้อยู่เมืองแพร่
ถามไม่รับกลับเกลื่อนพูดเชือนแช ทำอ้อแอ้อุบอิบต้องจับจำ
มันจนจิตบิดเบือนกลบเงื่อนสาย ผูกคอตายล่วงลับไม่สับสำ
สิ้นเค้ามูลสูญด้วนสำนวนคำ ต้องนิ่งกล้ำกลืนกลมอารมณ์รึง
ส่วนเจ้าแพร่แดดาลรำคาญขุ่น ให้หมกมุ่นหมองช้ำดูอํ้าอึ้ง
เหมือนเพลิงสุมรุมเร้าเป็นเถ้ารึง ก็ลั่นตึงออกตัวกลัวชีวี
โทษที่ทำกรรมก่อข้ออุบาทว์ ก็ปลาตหลบหน้าเข้าป่าหนี
ทิ้งสมบัติวัตถาบรรดามี ทั้งบุตรีบุตราไม่อาลัย
จึงทรงพระกรุณาให้ปรากฏ ถอดศักดิ์ยศเจ้าลงคงเป็นไพร่
เรียกว่าน้อยเทพวงศ์คงชื่อไป แม้นจับได้ตัวล้างให้วางวาย
จึงแต่งคนด้นเดินเนินพนัส ก้าวสกัดทางทิศตามจิตหมาย
กองหนึ่งแปลงแต่งปนสกลกาย ดังเช่นนายร้อยเงี้ยวออกเที่ยวดง
โพกหัวหูดูยืนถีอปืนแบก แลแลก็แปลกตามความประสงค์
ใครไม่ตั้งสังเกตโดยเจตจง ก็คงหลงแลเหลียวว่าเงี้ยวจร
มาคำนับแม่ทัพสั่งให้ทั้งจิต อุตส่าห์ติดตามรีบโดยถีบถอน
แม้นประสบพบแจ้งแห่งสุนทร ค่อยผันผ่อนพูดรับเอากลับมา
ถ้าดึงดันขันข้อจะต่อต้าน จงประหารให้ยับดับสังขาร์
เอาแต่หัวตัวมันฟันให้กา ยี่สิบห้าชั่งจะให้ในรางวัล
พวกเงี้ยวแปลงแจ้งจบเคารพรับ แล้วคำนับลาไปเข้าไพรสัณฑ์
เที่ยวสืบเสาะเลาะลัดสกัดกัน จนสิ้นคันเขตแคว้นแดนบุรี
ไม่ประสบพบเห็นเป็นแต่ข่าว ครั้นจะกล่าวกลอนเฝือเหมือนเชื่อผี
ว่าแลบลิ้นปลิ้นตาทำกาลี เอาเป็นหนีพ้นไปไม่ได้ตัว
แต่เหตุผลปล้นสาวกันยาวยืด ดูยังมืดเหมือนเวลาฟ้าสลัว
ไม่แจ่มแจ้งแฝงฝ้านัยน์ตามัว ความดีชั่วชอบผิดบังปิดคลุม
การชำระสะสางอย่างเดี๋ยวนี้ ไม่เฆี่ยนตีต้องเล่นเป็นสุขุม
อ้ายโจราลาลับต้องจับกุม โจรีรุมถามปลอบเพราะชอบเย็น
เหมือนหุ่นยนต์กลไกพอไขจักร ก็เชิดชักชี้ช่องให้มองเห็น
ทั๊งสามนางต่างแตกแยกประเด็น ก็ได้เช่นเชิงชนกลอุบาย
แล้วสอบสวนทวนถามตามประสงค์ ราชวงศ์กลบเกลื่อนปิดเงื่อนสาย
ครั้นได้ดินระเบิดมาดูน่าอาย ความที่ร้ายอื้อฉาวขึ้นกราวเกรียว
รู้สึกโทษโสตสุดทุจริต กินยาพิษล่วงลับโดยฉับเฉียว
เมืองชื่นเมียหมุนไปเป็นใจเดียว มิได้เหลียวแลลูกผูกอาลัย
กลืนยาตายตามผัวระรัวดิ้น พากันสิ้นสูญภพสบสมัย
ด้วยอำนาจอาชญามหาภัย ลงโทษให้เห็นวิบัติเป็นอัศจรรย์
แต่พวกที่มีพยานศาลไต่สวน ได้สำนวนแน่จิตไม่ผิดผัน
โทษเบาหนักจักแจกแยกรำพัน ที่มหันตโทษหมายวายชีวัง
ตัดสินลงโทษตายทั้งชายหญิง มันแย่งชิงปล้นฆ่าเหมือนว่าหวัง
บ้างเข้าเกลียวเงี้ยวด้วยช่วยกำลัง จับไทยรั้งรัดมือผูกถือมา
ให้โจรล้างวางวายอายอดสู ทั้งอิตู้ตัวอุบาทว์ชาติยักษา
ฆ่าลูกเด็กเล็กชำแหละแหวะอุรา แล้วควักคว้าไส้ตับมาสับฟัน
นั่งตัดรอนทอนเล่นเป็นชิ้นชิ้น ใจทมิฬเหมือนยักษ์มักกะสัน
บ้างอยากกินสินบนซนบอกมัน รวมด้วยกันแปดคนต้องทนตาย
วันประหารชีวิตคิดถวิล ตามตัดสินสั่งบอกให้ออกหมาย
ท่านนายทัพกับทหารที่ชาญชาย ก็สั่งนายพะทำมะรงให้ล่งตัว
เขาเปิดคอกออกมานับหน้าถ้วน แล้วตัดตรวนตรีงออกนั่งกลอกหัว
มัดมือไร้ให้เดินไม่เมินมัว บอกเตรียมตัวทหารยืนถือปืนเรียง
ให้อ้ายเงี้ยวเกี่ยวข้องที่ต้องหา ออกนำหน้าผ่านยามไปตามเสียง
ทหารล้อมพร้อมพรูเป็นคู่เคียง กระเวนเวียงวนออกนอกประตู
ซึ่งมีนามตามตำบลดลสถาน ประตูมารท้ายเมืองคันเหืองหู
เป็นป่าช้าหน้าสยองไปมองดู ขนลุกซู่ซ่าเงียบยะเยียบเย็น
นักโทษถึงจึงผู้คุมเข้ากลุ้มกลัด เข้าผูกมัดอ้ายเจ้ากรรมที่ทำเข็ญ
ยีนกอดหลักหักชีวิตปลิดทั้งเป็น ผ้าผูกเม้นมิดหน้าคอยท่าปืน
ทหารเข้าแถวเรียงเคียงประทับ ดูเป็นตับเต็มศรัทธาไม่ฝ่าฝัน
นายร้อยสั่งฟังระยะจังหวะปืน ถ้าเยียดยืนมือชี้สามทียิง
เวลานี่นท่านผู้พิพากษา พระจรรยายกกล้องมาส่องนิ่ง
ถ่ายรูปมัดชัดเจนแลเห็นจริง พอแล้วยิงปืนปังไม่รั้งรา
เลิยงนกสับฉับเฉาะดังเผลาะแผละ เลือดไหลแซะโทรมชักพยักหน้า
บ้างกระดิกระริกรัวทั่วกายา บ้างแหงนหน้านิ่งพับเหมือนหลับไป
ทหารรบสงบปืนยืนระกะ บอกคุณพระถ่ายฝีอีกทีใหม่
เก็บกล้องพลันหันหน้ารีบคลาไคล แล้วบอกให้พะทำมะรงที่คงคุม
แกมัดหลุดฉุดใส่ในที่ฝัง เรียงกันทั้งแปดศพแล้วกลบหลุม
ต่างก็กลับฉับไวไปประชุม อยู่ที่คุ้มคอยเหตุสังเกตการณ์
ที่ไม่ล้างวางโทษโปรดรับสั่ง ให้จำขังคุกไว้ไม่ประหาร
มีกำหนดกฎหมายบอกรายงาน ให้ทหารคุมส่งลงไปกรุง
รวมสิบหกคนกล่าวทั้งลาวเงี้ยว เป็นพวกเดียวส่งไปดูใหญ่ยุ่ง
มีเงี้ยวลาวกราวกรูมาดูมุง ก็เดินรุงรังตามกันหลามไป
เมื่อกำลังไต่ถามความผู้ร้าย ก็จัดจ่ายทหารเดินเนินไคล
เที่ยวสืบสาวข่าวปล้นคนจัญไร อยู่ที่ไหนแน่จับส่งกลับมา
เมืองสองสั่งตั้งมั่นให้ขันแข็ง เป็นคานแขวงแพร่เก่าเข้ารักษา
แล้วปลูกฉางวางเสบียงเลี้ยงพลา คนไปมามุ่งหมายดูร้ายดี
แล้วแจกจ่ายหมายชี้คดีขาน ให้แก่บ้านทราบเหตุพิเศษศรี
ว่าบ้านเมืองเคืองแค้นแสนทวี เกิดฆ่าตีปล้นได้ด้วยใช้ปืน
จงบอกกล่าวชาวนิคามตามประกาศ ปีสินาทล่งโสตอย่าโหดหืน
แม้นปิดงำอำกันใครยันยืน ว่ามีปืนโจทย์จับจะปรับทัณฑ์
เมื่อส่งมาถ้ามีที่ขัดข้อง ยื่นคำร้องเรียนความตามกระสัน
มีม้าช้างต่างค้าสารพัน ขอปืนกันโจรกรรมประจำตน
ได้ตรวจดูรู้ชัดไม่ขัดขืน จะให้คืนไปรักษาสถาผล
มีหนังสือถือสำหรับไว้กับตน เป็นสิ้นมลทินที่ราคีคาว
แล้วสั่งหมายจ่ายพลันอนันต์เนื่อง ห้าหัวเมืองในมณฑลนุสนธิ์สาว
รวมกันหมดจดเรื่องก็เมืองลาว ให้บอกกล่าวเก็บอาวุธยุทธนา
อยู่ในแคว้นแดนดินถิ่นเมืองไหน ก็รีบให้เก็บกักเอารักษา
ให้ถูกทางอย่างชี้คดีมา ส่งสาราแนะนำให้ทำการ
ในเมืองแพร่แก่บ้านไม่ขานขืน ได้เก็บปืนส่งพลันดังบรรหาร
ในเจ็ดวันพันเศษสังเกตการณ์ ระยะย่านเดียวดูพึ่งจู่จร
ข้าหลวงน่านขานโทรศัพท์เล่า ว่าเงี้ยวเข้าปล้นชานด่านขนอน
เผาเมืองงาวกล่าวว่าจะมารอน รบนครน่านแน่ไม่แปรปรวน
ท่านแม่ทัพรับข่าวที่กล่าวว่า โจรจะมาปล้นน่านทำหาญหวน
แยกทหารรานณรงค์คงจำนวน กองพันด่วนโดยไวไปสมทบ
ตำรวจภูธรเพิ่มเติมไปด้วย จะได้ช่วยอุดหนุนเข้าจุนจบ
ก็ไปทันวันจดกำหนดครบ อ้ายเงี้ยวหลบหลีกหน้าเข้าป่าไป
กองสืบสอดลอดลัดสงัดเงียบ ถึงสบเอียบแอบป่าซุ่มอาศัย
ตั้งค่ายช่องป้องกันสรรพภัย มิไว้ใจโจรจรจะซ้อนกล
พฤศจิกายนดิถีที่สิบห้า ดึกเวลาเจ็ดทุ่มทั้งคลุ้มฝน
อ้ายโจรป่ากล้าหาญมารานรณ เข้ายิงปล้นปลุกทัพแล้วกลับไป
เหมือนปีศาจราชทูตพวกภูตผี หลอกแล้วหนีขึ้นเขินเนินไศล
ออกโจมจับรับรบไม่พบใคร ทั้งมองไม่เห็นหนสถลทาง
ครั้นรุ่งแจ้งแสงศรีสุริเยศ ได้ทราบเหตุผลชัดไม่ขัดขวาง
อ้ายโจรตั้งค่ายมั่นออกกั้นกาง ละแวกหว่างเขาเวียงเมืองเชียงคำ
พลเมืองมีกำหนดจะจดชื่อ เงี้ยวลาวลื้อเหลือนับอยู่สับสำ
ส่งเสบียงเลี้ยงผีที่กระทำ เข้าช่วยคํ้าจุนเจือด้วยเชื่อใจ
ว่าเงี้ยวดีมีวิชาล้วนกล้ากลั้น คงกระพันปืนยาจะหาไหน
จึงยอมตัวกลัวดีพวกผีไพร ให้มันใช้เช่นข้าชั่งสาธารณ์
จึงเร่งเดินโดยไวจะใคร่พบ ได้ต่อรบเหล่าร้ายทลายผลาญ
ให้สิ้นสูญกุลวงศ์พวกพงศ์พาล เข้าไพรสาณฑ์สืบค้นดั้นด้นเดิน
ถึงดอยปูม่อมเขม้นเห็นค่ายเงี้ยว ทหารเกรียวกรูยิงวิ่งตะเพิ่น
เห็นเลือดหยดรดทางอยู่กลางเนิน ตัวมันเหินหายหน้าเข้าป่าไป
เอาเพลิงเข้าเผาค่ายทลายยับ แล้วเดินทัพเข้าทางหว่างไศล
ระยะย่านบ้านดงตามพงไพร พบก็ไถ่ถามข่าวเรื่องราวโจร
ทราบว่ามันกันกางอยู่ข้างหน้า ที่ท่าฟ้าองอาจทำผาดโผน
พลภูธรจรจบเข้ารบโจร ยอนเซนโดนปืนถอยด้วยน้อยตัว
ร้อยเอกบุตรรุดรับขับทหาร ออกต่อต้านเงี้ยวบุกเที่ยวซุกหัว
มันหนีออกนอกค่ายด้วยใจกลัว ไปนอนตัวสั่นสะดุ้งอยู่มุ้งลาว
ทหารไล่ไปค้นถึงก้นถุง เข้าเปิดมุ้งมองเงี้ยวแยกเขี้ยวขาว
ก็ยิงดับกับที่เป็นผีลาว บ้างออกก้าวสกัดไล่เข้าในดง
เห็นสิ้นทางทวนทบตลบเลี้ยว เผาค่ายเงี้ยวไหม้กระจุยเป็นผุยผง
อ้ายเงี้ยวแตกแหลกเลี่ยนไม่เวียนวง ก็ยกกรงกรูไปค่ายเชียงคำ
แล้วลาวเอาข่าวเงี้ยวมาเที่ยวบอก ว่ามันออกตั้งรับอยู่สับสำ
ที่ช่องแคบแอบเขาเข้าประจำ แม้นถลำเลยเข้ามันเอาตาย
บ้านตำบลยลเหตุเป็นเขตขั้น เรียกผีปันน้ำลือเป็นชื่อหมาย
เอาหินก้อนซ้อนกันป้องกันกาย ทำป้อมค่ายขึ้นล้อมพร้อมกำลัง
ยินดีครันมันอยู่คอยสู้รบ จะได้พบพักตร์สมอารมณ์หวัง
พยายามตามมาพะว้าพะวัง เป็นหลายครั้งแล้วไม่เห็นใจจริง
เคยแต่รบหลบหน้าเข้าป่าหาย เห็นแต่ค่ายเงียบจี๋เป็นผีสิง
ครั้งนี้เอาเข้าเป็นค่ายไม่ไหวติง คงไม่ทิ้งถิ่นอยู่สู้กับเรา
แม้นลิเคอเข้ายิงจะนิ่งซ่อน ไปถูกก้อนหินตั้งบนหลังเขา
มันจะได้ใจจู่มาดูเบา แกล้วยั่วเย้ายิงเล่นเหมือนเป็นมา
เราตั้งมั่นรังรารอช้าไว้ ขอปืนใหญ่ยิงเปิดระเบิดผา
จึงจะได้เห็นมันเป็นขวัญตา พูดปรึกษาเสร็จถือหนังสือจร
ท่านแม่ทัพรับสารอ่านแล้วให้ ส่งปืนใหญ่เร็วรีบโดยถีบถอน
ก็ได้ดังหวังว่าไม่อาวรณ์ จึงรีบร้อนเร็วทัพเข้ารับรบ
ถึงผีปันน้ำชะแง้เหลือบแลเหลียว ไม่เห็นเงี้ยวง้าวมีมันหนีหลบ
ทิ้งค่ายเปล่าเหงาฉงนคนบัดซบ อพยพยกหนีไม่รีรอ
ก็เดินทัพขับขันถลันล้ำ เข้าเชียงคำข่าวว่ามันมาป๋อ
อยู่เชียงของจองจัดคนอัดออ ขมุฮ้อลื้อคละเข้าปะปน
พลกำลังตั้งพันล้วนกลั่นกล้า ได้ทิ้งอาวุธวิเศษชี้เหตุผล
เป็นเงื่อนงำลำดับสัปดน หยิบเอาต้นต่อปลายระคายคาว
ที่ไหนคันมันคุ้ยกระจุยจ้าน ให้รำคาญเคืองหูขึ้นฉู่ฉาว
ลงเล่นลิ้นสิ้นไฟอาศัยดาว แสงจันทร์เจ้าจ้าทัพคงลับแล
ทหารตั้งฟังสำนวนสืบสวนสาว ก็ได้ข่าวมั่นเหมาะรู้เบาะแส
ว่ารวมรอมพร้อมเพรียงอยู่เวียงแก ทหารแร่รุกไล่เข้าไปยิง
หนีไม่ทันหันสู้สักครู่พัก เหมือนสุนัขจนตรอกเที่ยวออกวิ่ง
ไม่เห็นช่องต้องยืนให้ปืนยิง จนนอนกลิ้งเกลื่อนตายลงหลายคน
ก็ตื่นแตกแหกค่ายกระจายออก ไม่มีกรอกเกรียวไปเข้าไพรสณฑ์
ครั้นหมดถิ่นสิ้นท่าเข้าตาจน กลับเดินวนเวียนทวนสวนเข้ามา
จับได้สองคนถามนามแลชื่อ มันไม่อือเออออกบอกภาษา
เป็นเงี้ยวลื้อหรือขมุพวภกุลา เป็นคนข้าเขตไหนมิได้ความ
สืบคนนอกบอกว่าจำหน้าแน่ หนีจากแพร่มาปล้นคนซำสาม
จะขังไว้ไต่สวนสำนวนนาม ถ้าผลีผลามผลุนหนีจากที่ไป
ข้ามของเข้าเขตปนคนฝรั่ง จะต่อตั้งลุกลามเกิดความใหญ่
เขาจะร้องฟ้องขานทหารไทย ว่าจับได้โจรปล่อยเป็นถ้อยความ
จึงฆ่าเสียให้สิ้นมลทินที ทำกาลีเบียดเบียนเป็นเสี้ยนหนาม
ให้สิ้นโทษโสตสุขทุกนิคาม ให้มันขามเข็ดจิตที่คิดปอง
จึงสงบจบโจรที่โลนลุก มันเที่ยวซุกซ่อนตนกมลหมอง
ตั้งจัดการด่านตรวจเป็นหมวดกอง ตามหุบห้องห้วยเขาลำเนาไพร
กองทัพค้างหว่างอยู่เที่ยวดูบ้าน ตามเรือนร้านโรงรีที่อาศัย
บ้างมุงหญ้าคาแฝกซอกแซกไป บางบ้านไม้สักมุงไม่รุงรัง
ทำเป็นเกล็ดแลละม้ายคล้ายกระเบื้อง ดูรุ่งเรืองเรือนบ้านนอกชานตั้ง
บ้างทำใหม่ใหญ่ยาวราวกับวัง ทาสีปลั่งแปลกตาสง่างาม
ถนนใหม่ใหญ่แยกเป็นแฉกตัด ในจังหวัดเวิ้งเว้าเค้าสนาม
เขาจัดแจงแต่งไว้มิใช่ทราม แลอร่ามรั่วสีตีลูกตรง
กำแพงดินเด่นโดดเป็นโขดขั้น เหมือนเขาคันขึงตั้งดังประสงค์
พรรณไม้ใบชอุ่มเป็นพุ่มพง ขึ้นเป็นดงดาษดื่นพื้นนคร
แล้วออกนอกพาราเวลาร่ม ในน้ำยมยลสาวลาวสลอน
ยืนยกอกรอราในสาคร บ้างลงช้อนกุ้งปลาตามวาริน
ที่ลงน้ำชำระสริร่าง ไม่ระคางขายหน้ารักผ้าซิ่น
กลัวเสียศรีปี้ป่นเป็นมลทิน ใครจะยินดีดูอดสูเอง
ชายก็เป็นเช่นกันดูขันขำ ล้วนพุงดำโดดเล่นลงเต้นเหย็ง
แลดูเพื่อนเหมือนดังนุ่งกางเกง ดูโตงเตงตามกันช่างขันจริง
ได้ถามซักสักดำทำไฉน ว่าสักไว้อวดลาวสาวผู้หญิง
เขาเห็นดำน้ำใจไม่ประวิง เป็นสิ้นสิ่งสงสัยที่ในตัว
ว่าใจกล้าสามารถองอาจนัก ควรจะรักร่วมใจไว้เป็นผัว
แม้นพุงขาวลาวสันไม่พันพัว เขายิ้มยั่วเย้ยเยาะหัวเราะเกรียว
แต่จะเชื่อเหลือจำในคำกล่าว เห็นพุงขาวมาทั้งสิ้นกินข้าวเหนียว
จึงตริตรึกนึกกริ่งจริงจริงเจียว ไม่พูดเลี้ยวเล่นลิ้นให้กินใจ
แต่การสักสู้ทนเป็นพ้นคิด ถึงชีวิตจะวิบัติปัดไถม
ก็สู้ทนพระกรรมทำกันไป ยังสงสัยสิ้นที่จะชี้แจง
เหมือนเจาะหูดูกว้างเอาต่างใส่ ทองคำใบแผ่แบนเป็นแผ่นแผง
ถือว่างามความควรชวนระแวง สุดจะแจ้งจัดเค้าเล่านิทาน
คิดฉงนจนใจครรไลลับ ก็เดินกลับเข้าประเทศเขตสถาน
เที่ยวดูกาดตลาดของที่ต้องการ เขาออกร้านเรียงวางกลางชลา
พริกมะเขือเนื้อส้มขนมขาย ผักหญ้ารายเรียงมัดช่างจัดหา
มีกล้วยอ้อยกลอยเกล็ดเมล็ดงา อ้างปลาร้าเรียงตั้งเที่ยวนั่งมอง
แม้นจะซื้อสิ่งใดไม่เลือกหน้า บอกราคานั่นหมายรายสิ่งของ
ถ้าต่อน้อยถอยมาแล้วอย่าปอง ไม่ได้ของกินละอย่าทะนง
ที่เจ้าชู้กรูเกรียวพูดเกี้ยวสาว ก็ว่ากล่าวข้อความตามประสงค์
เสียงฮาเฮเสสรวลนวลอนงค์ เที่ยวเดินวงเวียนรอทำกรอกราย
ทั้งหนุ่มสาวสวยสมห่มผ้าสี สูบบุหรี่อมเมี่ยงมองเมียงหมาย
ดูตุ่ยแก้มแย้มยิ้มพะพริ้มพราย นุ่งซิ่นลายเหลืองรอบแต่ขอบดำ
เดินยกเท้าก้าวย่างทางถนน ดูกรอมส้นสวยตาออกคล้าคล่ำ
เสียสิ่งเดียวเยี่ยวไม่นั่งหล่อนช่างทำ เห็นให้รำคาญตาทำท่าทาง
ล้วนเกล้าผมคมสันเป็นมันมุ่น งามละมุนเมาลีด้วยหวีสาง
เข็มทองกลัดขัดทำดูสำอาง ดอกไม้ต่างสีเสียบดูเรียบราย
ลานทองคำทำต่างอย่างทองม้วน ใส่ประต่วนดีดูอุดหูหาย
เป็นตุ้มถ่วงหน่วงยานสงสาวกาย แต่เขาหมายมุ่งความว่างามดา
สไบหุ้มปทุมถันนั้นก็ใช้ แต่มันไม่มิดดวงพวงบุหงา
ให้เด่นดอกออกทางเป็นช้างงา ไม่แกล้งว่ากล่าวความตามที่เป็น
พระสุริยงยอแสงแฝงบรรพต ตลาดหมดมองไปมิได้เห็น
ดูเงียบเหงาเปล่าว่างน้ำค้างเย็น แลดูเป็นหมอกมัวไปทั่วทิศ
ให้เหน็บหนาวร้าวรัวจนตัวสั่น เมื่อหม่นหมองกมลนั่งจนจิต
บางเป็นไข้ไอละอองด้วยต้องพิษ หมอตรวจฤทธิ์โรครู้ดูอาการ
ว่ารุมร้าวหนาวใจเป็นไข้จับ ทำให้ตับบวมได้ในสังขาร
แม้นขืนอยู่สู้เย็นไม่เป็นการ ให้คืนบ้านแบกตับกลับลงไป
บ้างร้อนตัวกลัวเขาลำเนาห้วย เฝ้าบอกป่วยป้องกันน่าหมั่นไส้
เป็นโรคบิดติดอกน่าตกใจ หรือเป็นไข้แตงโมจึงโลเล
โรคนี้หายาให้ไม่ชนะ เพราะผีกะกินพุงจึงยุ่งเก๋
เล่นขี้ปดหมดอายทำถ่ายเท เป็นเจ้าเล่ห์เล่นลิ้นได้ยินยล
ธรรมเนียมข้าราชการมางานทัพ จะยากยับยุคเข็ญเป็นกุศล
แม้นเปล่าปลอดรอดกายไม่วายชนม์ ก็คงพ้นทุกข์ไปได้สักวัน
จึงสู้ตนจนจริงทำนิ่งขรึม คิดกระหึมนึกในใจกระสัน
เที่ยวยลสาวลาวแพร่แลอนันต์ ให้กระสันเสียวจิตคิดถึงเรือน
ทั้งร่างกายเกิดมาเวลาบ่าย จะมาฝ่ายฝันชมสมสงวน
เขาจะว่าบ้าจริตผิดกระบวน จึงคิดหวนหันร้างห่างนิยม
คนแก่กายหมายสาวคราวกำดัด มักอุปัทว์เหตุรับมาทับถม
ที่ติเล่าเขาก็ชังไม่ฟังลม เราจะล้มลงด้วยรักนั้นหนักกาย
ถ้าจะได้ด้วยวิบัติเขาขัดสน เหมือนซื้อคนแพงค่าราคาขาย
เป็นไฝปานรานร้าวคาวระคาย มักทำร้ายร้อนรุ่มให้กลุ้มใจ
แต่คราวจนทนไปไม่กระดาก นั่งกินหมากเมี่ยงลาวคราวสมัย
เสียแรงมาท่าเฉยละเลยไป แล้วก็ไม่รู้ชัดกระจัดจริง
พูดอือเออเพ้อพยักได้พักผ่อน พอแก้ร้อนเรื่องเจ้าชู้เกี้ยวผู้หญิง
ครั้นหนาวหนักหักใจไม่ประวิง กลับมานิ่งนอนตรมอารมณ์รึง
ที่หนุ่มหนุ่มนายทหารนั้นชาญเชี่ยว ท่านไปเกี้ยวสาวสันนั้นบหึง
ก็รักใคร่ได้เฝ้าอยู่เคล้าคลึง เหมือนแมงผึ้งภู่ฟอนเกสรลาว
พอได้กลิ่นกระถินเถื่อนก็เลื่อนลับ ไปเที่ยวจับเจาะตามดอกสามหาว
ชอบโลมลิ้มชมชืดไม่ยืดยาว จนออกฉาวฉ่าดังแทบทั้งเมือง
นิสัยชาวลาวดื้อถือเนื้อหนัง ไม่เปื่อยพังหมดสิ้นได้ยินเรื่อง
แมงภู่ไปผึ้งมาพาประเทือง ไม่คิดเคืองขุ่นข้องหมองกระมล
ทั้งทหารคนใช้ก็ได้สิ้น เลยหากินเก็บรักษ์เป็นภักษ์ผล
ความคิดลาวคราวทัพถึงอับจน เนื้อหนังป่นเปื่อยไปทั้งไทยลาว
ท่านคิดเห็นเป็นภัยฤทัยเศร้า จะเปื่อยเน่าเหม็นกลุ้มทั้งหนุ่มสาว
ทั้งโรงรักษาศรีราคีคาว ไม่แกล้งกล่าวกลอนรับลำดับมา
พนักงานท่านก็เด็ดช่างเล็ดลอด เที่ยวสืบสอดรู้ตัวจนทั่วหน้า
จับตัวได้ให้หมอไม่รอรา ตรวจโรคกาเมมัวจนทั่วกาย
แม้เห็นแผลแน่ตาเอายาล้าง ให้นอนค้างรักษากว่าจะหาย
จ้างคนอยู่ดูมิให้ใครใกล้กราย กลัวโรคร้ายราคินไม่สิ้นคาว
รายหนึ่งเหมาะเกาะมาน่าสงสาร เมียทหารแตรยังกำลังสาว
ผัวมาง้อขอโทษโปรดสักคราว อย่าให้ฉาวฉ่าเป็นเช่นคนจร
ได้ขอสู่อยู่เย็นไม่เป็นหวัด ช่วยโปรดสัตว์สุโขสโมสร
ท่านไม่ฟังขังไว้มิให้จร เจ้าผัวร้อนรนใจอาลัยเมีย
แม่ยายเล่าก็เฝ้ามาบอกว่า ลูกสาวข้าเจ้าดีไม่มีเสีย
คนอื่นไกลมิได้มาปัวเปีย พี่งเป็นเมียทหารพลนี้คนเดียว
ท่านก็ว่าข้ารับแม่ทัพสั่ง แม้ไม่ฟังรอท่าช้าประเดี๋ยว
ได้อยู่สุขสนุกยิ่งจริงจริงเจียว มาขืนเขี้ยวขัดข้องไม่ต้องการ
เจ้าผัวทุกข์ชุกเฉินเที่ยวเดินหา พูดปรึกษามูลนายฝ่ายทหาร
ก็คิดเห็นเป็นอุบายตามรายงาน แต่เป็นการคราวเคราะห์จำเพาะดี
หาไม่จะต้องหมองหมายทนอายอวด ให้หมอตรวจดวงชาตาดูราศี
หมอมาเห็นเอ็นดูรู้วิธี ว่าไม่มีโรคากลับมาเรือน
เรื่องโรคาพยาธิจะริร่ำ ท่านคิดบำรุงให้ใครจะเหมือน
จัดหัวหน้าพยาบาลการแม่เรือน ชักชวนเพื่อนภรรยาข้าแผ่นดิน
พูดชี้แจงแจ้งประจักษ์เป็นศักดิ์ศรี ล้วนสตรีตรองตรึกนึกถวิล
เห็นโยธาพหลพลแผ่นดิน เป็นมลทินทรมาให้อาวรณ์
จะปราบอ้ายทรยศขบถเงี้ยว ไข้มาเขี้ยวขับระดมเอาล้มขอน
เสียเวลาช้าการเรื่องราญรอน ควรผันผ่อนเภทภัยให้กำลัง
เราเป็นหญิงจริงจิตจะคิดหมาย แข่งขันชายสู้ศึกเหมือนนึกหวัง
หาความชอบตอบพระคุณกรุณัง ก็ขัดทั้งแรงปัญญาดูน่าอาย
เทวดาฟ้าดินในถิ่นเถื่อน จะแย้มเยื้อนเย้ยเหล่าเราทั้งหลาย
ว่าสตรีมีร่างสำอางกาย กินแรงชายชอบเฝ้าแต่เหย้าเรือน
เมื่อนึกมาว่าเราเล่าก็จิต ควรจะคิดถึงบุรุษมนุษย์เพื่อน
เขาป่วยไข้ได้ยากจากบ้านเรือน เราคิดเอื้อนอวยผลให้ยลยิน
ช่วยอุดหนุนจุนเจือเมื่อเจ็บไข้ เหมือนเราได้รับอาสามาทั้งสิ้น
ให้แรงพลรณราญการแผ่นดิน นับเป็นชิ้นชอบปองสนองคุณ
ต่างเห็นพร้อมยอมตนปรนนิบัติ จึงได้จัดทำนอนที่แลหมอนหนุน
บอกเฉลี่ยเรี่ยรายให้ทำบุญ ได้เงินทุนทำของที่ต้องการ
คนเจ็บไข้เหมือนได้อยู่บ้านช่อง ไม่ขัดข้องข้าวปลากระยาหาร
มีคนอยู่ดูรักษาพยาบาล สำเร็จการเกื้อกูลประมูลความ
แล้วตีสายถวายสมเด็จพระ บรมราชินีศรีสยาม
ขอพระราชานุญาตประกาศนาม ตั้งเป็นง่ามแง่สภาอุณาโลม
โปรดประทานโทรเลขภิเษกศรี พระเสาวนีย์ทะนุช่วยอำนวยโฉม
มีต้นทุนหนุนอุดไม่ทรุดโทรม ทรงพระโสมนัสรับประคับประคอง
เงินเรี่ยได้ที่แพร่แลสังเกต สองพันเศษบาทได้บ้างให้ของ
มีเสื่ออ่อนหมอนม้าผ้าปูรอง ที่ขัดข้องเข้าช่วยเอาด้วยแรง
โมทนาสถาผลกุศลช่วย ทั้งไข้ป่วยสิ้นไปอย่าได้แหนง
ทานมัยให้ผลดลแสดง ประจักษ์แจ้งใจมั่นเป็นสัญญา
ทำฉันใดให้กับท่านนั้นแลผล เกิดเป็นต้นลำชาติศาสนา
เหมือนชาวไร่ได้พันธุ์เม็ดธัญญา ก็อุตสาหะปลูกทำนั้นร่ำไป
ข้าวก็งอกออกงามตามระบอบ ได้ผลกอบกองกูลประมูลให้
เพราะเพียรกิจคิดเมตตาศรัทธาใจ เป็นนิสัยแสวงผลดลฤดี
สามัญชนผลได้เป็นชัยยะ เหมือนองค์พระมุนินทร์ชินศรี
ทานเป็นทางสร้างพระบารมี นับได้สี่อสงไขยกำไรรวย
ได้ถึงแสนมหากัลป์ท่านกำหนด เป็นแบบบทของมนุษย์นั้นสุดสวย
แม้นสิ่งใดใจประสงค์อย่างงงวย ให้ได้ด้วยโดยสวัสดิ์พิพัฒน์พร
กองทัพตั้งฟังข่าวลาวแลเงี้ยว ฟังมันเที่ยวขู่ตะคอกทำหลอกหลอน
ตั้งสอดแส่แหย่ลาวชาวนคร ให้สยอนสยดใจไม่เสบย
จึงเรียกพลทหารใหม่ในเมืองเหนือ ขึ้นมาเกื้อหนุนไว้มิใช่เฉย
หัตถ์ท่าปืนครื้นครึกให้คึกเคย ได้เปิดเผยแผ่อำนาจราชการ
พวกชาวเมืองมองเห็นทุกเย็นเช้า ค่อยบรรเทาทุกข์ใจปราศรัยสาร
ได้เคยคุ้นสุนทรสพจมาน ทั้งโรงร้านขายซื้อกันอื้ออึง
ข้างฝ่ายพระยาพิไชยได้รับสั่ง เป็นผู้รั้งแพร่พาราขึ้นมาถึง
จัดระเบียบเทียบทำโดยคำนึง ตั้งเป็นหนึ่งแน่ลงจำนงนาม
ที่ศาลาว่าการท่านเปลี่ยนใทม่ โปรดให้ใช้ชื่อเอาเป็นเค้าสนาม
เสนาหกยกแยกจำแนกนาน ท่านจัดตามบทแบบดูแยบคาย
มหาดไทยหน้าที่มีระบอบ การโต้ตอบรับส่งจำนงหมาย
เก็บหนังสือถือทะเบียนเพียรภิปราย สืบข่าวร้ายดีได้อยู่ในมือ
ทั้งการวัดจัดสร้างทางกุศล อีกฝึกฝนเล่าเรียนเขียนหนังสือ
เรื่องไข้เจ็บเก็บรักษาเพื่อหารือ จัดยกรื้อฤกษ์งานการพิธี
การรับรองปองส่งคงธุระ พาหนะจัดจ่ายไม่หน่ายหนี
จัดแคว้นแขวงแบ่งหมู่ดูวิธี ตามพื้นที่ประเทศสถานแลภารโรง
ยุติธรรมจำจดบทปัญหา พิพากษาเสร็จชี้คดีโผง
แล้ววางบทกฎพิกัดไว้ตัดโกง ทั้งปรุโปร่งปรีชาปรึกษาความ
ตำแหน่งนาค้าขายทั้งฝ่ายเมือง นาสวนเรื่องแดนดินถิ่นสยาม
ชนสามัญอันมีในนิคาม เก็บเงินตามบาญชีเหมือนที่ดิน
ทั้งอากรผูกขาดอาชญาบัตร ใครฆ่าสัตว์พาหนะโดยถวิล
สุกรด้วยช่วยเอามาฆ่าให้กิน รวมทั้งสิ้นนาตำแหน่งแจ้งกระจาย
เสนาคลังตั้งกำปั่นรายวันจด เงินทั้งหมดแม่นมั่นสำคัญหมาย
งบประมาณการจรผ่อนต้นปลาย จะเบิกจ่ายสิ้นยังคลังจัดแจง
ตำแหน่งนายฝ่ายทหารการต่อสู้ ตำรวจภูธรฮึกดูคึกแข็ง
คอยป้องกันอันตรายเหตุร้ายแรง ปราบโจรแย่งชิงปล้นให้ป่นไป
ท่านฝึกหัดจัดเช่นเป็นทหาร ตั้งกองด่านดูแลคอยแก้ไข
เครื่องศัสตราอาวุธยุทธไกร ตกแต่งไว้สำหรับรับณรงค์
มีที่พักหลักฐานการรักษา เป็นสง่างามเมืองเรืองระหง
ทุกตำแหน่งแห่งพักก็ชักธง เป็นมิ่งมงคลคุ้มประชุมชน
เสนาวังตั้งแต่งตำแหน่งว่า การโยธาก่อสร้างทางถนน
ช่วยซ่อมแซมแต้มแต่งแห่งตำบล นับเป็นต้นที่อาศัยไปรษณีย์
ทั้งตึกกว้านบ้านถิ่นที่ดินหลวง เป็นผู้หวงห้ามรักษาทุกหน้าที่
ความสะอาดกวาดเป่าเถ้าธุลี ทั้งเรือนผีเขื่อนขอบรอบกำแพง
การปกครองท้องที่ชี้เสนอ นายอำเภอเปลี่ยนไปใช้ว่าแขวง
แล้วเรียกแคว้นแทนกำนันรำพันแจง แก่บ้านแย้งยกผู้ใหญ่ใช้กันมา
ท่านกำหนดจดความตามหน้าที่ ผิดชอบมีในตำแหน่งแขวงรักษา
ต้องรับทุกข์สุขสมภิรมยา คิดตรวจตราป้องกันทุกวันคืน
แม้มีเหตุเภทพาลการจิกจุก จะเป็นทุกข์มีโทษอย่าโหดหืน
รีบระงับดับเข็ญให้เย็นยืน เมื่อสุดฝืนฝ่าต้องมาร้องเรียน
ประชากรร้อนรุกร้องทุกข์ราษฎร์ ขออำนาจแผ่นดินถิ่นเสถียร
ป้องกันภัยให้พ้นไม่วนเวียน ต้องพากเพียรเป็นธุระอย่าละเลย
แล้วมั่นหมายนายแขวนเป็นแก่นสาร กับแก่บ้านตักเตือนอย่าเชือนเฉย
หมั่นพูดจาการุญให้คุ้นเคย ได้เปิดเผยเหตุผลตามกลการ
หรือแคว้นกับแก่บ้านพาลเกะกะ เป็นธุระห้ามหักสมัครสมาน
ความเห็นแยกแตกต่างหนทางการ พูดคัดค้านขุ่นเคืองด้วยเรื่องไร
ควรกลบเกลื่อนเตือนตอบชอบแลผิด โดยน้ำจิตกรุณาอัชฌาสัย
เอาแต่การงานเสร็จสำเร็จไป อย่าปล่อยให้เถียงทุ่มประชุมชน
อนึ่งต้องตรวจกะระยะย่าน ตำบลบ้านหนึ่งนะเดือนละหน
เมื่อทางไกลไปยากลำบากตน เวลาฝนฟ้าก็จำต้องทำเนา
ถ้าเกิดโจรปล้นชิงยิงฟันฆ่า ถึงในป่าทุ่งเถินแลเนินเขา
ต้องรีบไปให้เห็นเป็นสำเนา สืบสวนเอาตัวตนคนกระทำ
ถ้าหนีพ้นให้พลภูธรช่วย ข้ามเขาห้วยง่ายยากถลากถลำ
มีแดดฝนดลเวลาทารกรรม ถือน้ำจิตจองสนองคุณ
พะทำมะรงเรือนขังสั่งเข้าออก คุกเรียกคอกบังคับสนับสนุน
ก็ฝึกหัดจัดทำได้คํ้าจุน ชุลมุนหมายการไม่คร้านกาย
การปกครองจองจำจะร่ำจด ก็ตามบทแบบมีเป็นที่หมาย
ได้แนะนำจำจดบทธิบาย ตั้งจัดจ่ายพนักงานทำการไป
แต่อย่าดื้อถือมั่นต้องหันเห เหมือนชเลคลื่นลั่นอยู่หวั่นไหว
จะเดินเรือเหลือยากลำบากใจ ถ้าแม้นไม่ระวังล่มลงจมชล
เช่นกองทัพยับยั้งมาตั้งรบ ต้องสมทบคั่งคับอยู่สับสน
ระวังผิดกิจกรรมเป็นทำวน เรื่องแบกขนรุงรังของทั้งปวง
คิดเฉลี่ยเกลี่ยไกล่ไปทุกแห่ง ให้นายแขวงระดมงานเป็นการหลวง
เกณฑ์ช้างม้าพาหนคนทั้งปวง ให้รับช่วงช่วยทำขนลำเลียง
ทั้งเงินตราผ้าเสื้อเกลือข้าวสาร ส่งทหารให้พออย่าต่อเถียง
เป็นการใหญ่ในยุบลขนเสบียง จัดจ่ายเลี้ยงเหลือล้นการปรนปรือ
แต่การเมืองเรื่องคลังนั่งวินิจ ดีดลูกคิดเขี่ยคุ้ยทั้งกุยตือ
เงินงวดเตือนเลือนมาได้หารือ จนยกรื้อเรื่องสัญญาขึ้นว่ากัน
สารบบงบประมาณการศกนี้ เรื่องภาษีสอบคิดเห็นผิดผัน
เงินยังตกบกพร่องเกี่ยวข้องกัน หลายเดือนวันว่างลงไม่ส่งเลย
จึงหาตัวอากรมาเจ้าภาษี มาพูดชี้แจงเตือนก็เชือนเฉย
เงินจันอับทับถมจะล้มเลย หรือจึงเฉยเชือนค้างวางอารมณ์
อากรมาว่าได้ทำเป็นคำร้อง ยื่นขัดข้องหลายฉบับขอรับผม
ลายเซ็นมาว่าไรขอให้ชม จะให้ล้มหรือให้ลุกไม่ทุกข์ใจ
พนักงานท่านก็ว่าจีนมาดื้อ ให้ลงชื่อผัดส่งสิ้นสงสัย
จีนมาทำผ่อนผัดอึดอัดใจ ร้องทุกข์ไม่ทราบเรื่องไปเมืองจีน
ภรรยาอยู่หลังระวังจัด ถึงวันผัดไปรับส่งทรัพย์สิน
ไม่ขอร้องข้องขัดพูดปัดปีน เป็นเมียจีนเจ้าภาษีใจดีครัน
เรื่องสุรายาฝิ่นสิ้นทั้งสอง เป็นของเจ้าเดียวทำเป็นล่ำสัน
ก็ตักเตือนเอื้อนงอกบอกสำคัญ ให้ต้มกลั่นขายทำอย่าอำพราง
อากรร้องข้องขัดให้ตัดสิน ด้วยยาฝิ่นเสียหายหลายกระถาง
ขาดทุนยับคับใจให้ระคาง คนก็ร้างเร่พรากออกจากเวียง
ถึงขายก็น้อยคงถอยถด จะขอลดเงินให้พิไรเถียง
ลงนิ่งอั้นตันใจในสำเนียง มีคนเลี่ยงลอยหน้าขึ้นมามอง
เข้าซื้อขอต่อว่าราคาให้ เป็นกำไรอากรเก่าผู้เจ้าของ
หมื่นสองพันมั่นคงก็ลงคลอง เรื่องที่ร้องของหายละลายลาน
แต่อากรสุรายังว่ากล่าว ยื่นเรื่องราวร่ำไรพูดไขขาน
ว่าบ้านเมืองเคืองเข็ญไม่เป็นการ พูดคัดค้านข้องเกี่ยวด้วยเงี้ยวโจร
มันปล้นข้าหลวงตายลงหลายแหลก ผู้คนแตกตื่นฉาวเป็นกราวโขน
เป็นของหลวงช่วงชิงอ้ายลิงโลน จึงกระโจนจู่ค้นปล้นสุรา
ทั้งเททุบยุบย่อยต่อยโอ่งอ่าง กระทะกระถางแตกแตนแค้นหนักหนา
ที่ชอบริบหยิบเอาไปไม่เมตตา แต่ตัวข้าพเจ้าหนีหลบลี้ไป
ด้วยความกลัวตัวสั่นไม่ผันผิน ฉวยเอาซิ่นพันพุงนุ่งไปได้
ใครแลมาว่าสาวลาวครรไล ครั้นเข้าใกล้ลูกเด็กว่าเจ๊กปลอม
คิดดูของเสียหายแต่ปลายเหตุ เจ็ดพันเศษสืบส่อให้หล่อหลอม
ขอลดลาภาษีประนีประนอม จะได้ซ่อมแซมเพิ่มเติมให้ทัน
พนักงานท่านไม่ผ่อนพูดตอนตัด ให้ทำผัดต้มต่อเป็นข้อขัน
ทำหนังสือถือสัญญาสิบห้าวัน ไม่ต้มกลั่นแกล้งนิ่งประวิงความ
จะประชุมเชิญพ่อค้าพร้อมหน้านั่ง ขายเลหลังทอดวางกลางสนาม
เงินหลวงขาดพลาดพลั้งไม่ฟังความ ต้องส่งตามตัวกดกำหนดคลัง
นายอากรร้อนรนไม่ทนดื้อ กลัวถูกรื้อร้องเร่บอกเลหลัง
เก็บของเข้าเอามาละล้าละลัง จัดแจงตั้งเตาต้มขรมเรือน
ทำรู้มากบากบิดคิดจะล้วง ลดเงินหลวงเอากำไรใครจะเหมือน
กำไรฝิ่นกินเปล่าเก็บเข้าเรือน ยังจะเลื่อนเล็มเอาเงินเหล้าเติม
เรื่องรุงรังฟังนานรำคาญหู จะว่าจู้จี้กล่าวพูดสาวเสริม
เพราะเว้นว่างทางวุ่นจึงจุณเจิม เหมือนเรื่องเพิ่มตลกผัดพอจัดการ
ถึงวันที่ยี่สิบสองคอยมองหา เดือนมกราคมต่อข้อบรรหาร
ประชุมพร้อมน้อมประณตบทมาลย์ ให้ฟังอ่านโทรเลขเอกอดุล
ว่าทรงพระกรุณาแก่ข้าเฝ้า ได้โปรดเกล้าตัดสินให้สิ้นสูญ
ขุนนางลาวชาวแพร่แลตระกูล ตามมูลมีโทษที่โปรดมา
ไม่กล่าวชื่อรื้อชี้แต่ที่ผิด ให้ตั้งจิตจำจดบทปรึกษา
เหตุอ้ายเงี้ยวเคี้ยวคดขบถมา ท้าวพระยาลาวช่วยเข้าด้วยมัน
ธรรมดาข้าราชการหมาย ปราบผู้ร้ายระงับเหตุในเขตขันธ์
ได้เลื่องชื่อลือตระกูลไม่สูญพันธุ์ จึงนับชั้นชอบใหญ่ในแผ่นดิน
ไม่ช่วยแล้วกลับชื่นเข้ากลืนกล้ำ ไปถือน้ำทำสัตย์สะบัดศีล
ทรยศขบถใหญ่ในแผ่นดิน ตั้งเที่ยวลิ้นลาดตระเวนเกณฑ์เสบียง
ให้กำลังเหล่าร้ายหมายชนะ เป็นอิสรภาพฉาวในลาวเฉียง
ตัวเป็นไทยใจฟุ้งมามุ่งเมียง เข้าใกล้เคียงลาวปลื้มแล้วลืมไทย
ตั้งสตรีทารกเมื่อตกทุกข์ ฉุกละหุกเหตุวิบัติปัดไถม
ไม่อุดหนุนจุนเจือสิ้นเยื่อใย ทิ้งชาติไทยที่เกิดกำเนิดกาย
ได้โปรดถามตามต่อข้อนุสนธิ์ ทำทัณฑ์บนบอกประมูลทูลถวาย
ว่าความจริงสิ่งสรรพบรรยาย ครั้นมาภายหลังปดปรากฏความ
รวมห้าข้อทรยศบทท่านสรรพ์ เป็นมหันตโทษใหญ่ในสยาม
แต่หากพระกรุณาพยายาม เห็นว่าหนามเสี้ยนเท่าตัวเหาเล็น
ใช่หัวหน้าฝ่าฝืนสวรรค์นิเวศ เป็นต้นเหตุฮึกหาญทำการเข็ญ
พลอยกำเริบเติบตามความที่เป็น วิ่งโลดเต้นตามไปอาศัยเกวียน
ถึงมาดแม้นแก้ตัวกลัวผู้ร้าย จะฆ่าตายต้องสัญญาเป็นพาเหียร
ไม่ลบล้างทางบทกฎมณเฑียร ท่านว่าเสี้ยนหนามยกตั้งกกกอ
ควรต้องริบราชบาตรขาดถิ่นที่ ประหารชีวิตเชื้อไม่เหลือหลอ
หากเมียมีชี้ช่วยมาอวยออ แจ้งจริงต่อตามเหตุเจตนา
ผู้ร้ายรู้อยู่ไหนบอกให้ทั่ว ขอโทษผัวมุ่งมาดปรารถนา
จึงโปรดงดบทริบหยิบชีวา ให้เป็นข้าบำเหน็จตอบความชอบเมีย
แต่เปลื้องปลดยศศักดิ์อัครฐาน ที่ประทานถอดออกใส่คอกเสีย
เจ็ดปีโปรดโทษที่ชั่วทำปัวเปีย เพราะคนเหี้ยให้ผลดลบันดาล
ทั้งลาวไทยได้โปรดโทษทั้งนี้ นับได้สี่คนคดบทบรรหาร
อีกสิบลาวคราวเข็ญที่เป็นพาล หรือกิ่งก้านกาฝากโปรดภาคทัณฑ์
กับพระวิไชยราชาเมตตาจิต ช่วยปกปิดไทยซ่อนคิดผ่อนผัน
ถึงถือน้ำทำสัญญาพูดจากัน ว่าไม่มั่นจุนเจือพอเชื่อฟัง
โปรดให้รับราชการบ้านเมืองเลี้ยง ได้เป็นเยี่ยงอย่างไว้เหมือนใจหวัง
ทรงอุดหนุนจุนใจให้กำลัง เมตตาตั้งเต็มสุดสมุหทัย
ควรจำเค้าเร่าผู้รองสนองนาถ ซึ่งรับราชการคิดวินิจฉัย
เป็นเรือน้อยห้อยลำกำปั่นไป ตรึกตรองให้เห็นการงานทั่งปวง
มักพูดบ่นสนทนาว่านายใช้ จะเสียได้ตามทำนองเป็นของหลวง
ความระคนปนยืดเป็นพืชพวง อย่าคิดล่วงเลยละเมอทำเผลอเพลิน
ท่านใช้ชอบกิจนริศราช จงมุ่งมาดหมายทางอย่าห่างเหิน
แม้นทำผิดคิดหมายตะกายเกิน ถ้าได้เดินตรวนยังประทังกาย
แม้นลงบทอัยการประทานโทษ ฆ่าทั้งโคตรญาติริบแล้วฉิบหาย
ไม่หลอเหลือเชื้อชาติอุบาทว์ชาย แจ้งกระจายประจำลือชื่อประจาน
เราเป็นข้าราชกิจคิดประหวัด สัญญาบัตรบุระจำเป็นคำขาน
ท่านย่นย่อข้อทบงบประมาณ เป็นคำค้านข้อบัญชาไว้หารือ
ว่าเว้นการควรเว้นเป็นแก่นสาร ประพฤติการควรประพฤติจงยึดถือ
ท่านผู้ใหญ่ใช้รับบังคับคือ ชอบแล้วหรือเร่งทำอย่าร่ำไร
พระกรุณาภาษิตจงคิดรักษ์ ได้เป็นภักษ์ผลสุขทุกข์กษัย
หมั่นรำลึกนึกจำนงถึงธงชัย ที่โปรดให้อนุญาตพระราชทาน
เป็นต้นตั้งหวังจิตสถิตเสถียร กฎมณเฑียรสาขามหาศาล
กิ่งกำหนดบทพระอัยการ อีกใบก้านกฎหมายกระจายแจง
บำรุงรักฟักฟุมเป็นพุ่มฉัตร คงผลิผลัดดอกช่อลออแสง
หอมระรื่นชื่นเฉื่อยระเรื่อยแรง ไม่เหี่ยวแห้งงอกงามอร่ามเรือง
ผู้ใดอ่านวานอย่าว่าฉันแส่ พูดอ้อแอ้อวดรู้คันหูเหือง
กลอนเจ้ากรรมนำไปให้เขาเคือง มาพูดเรื่องสอนสั่งรุงรังจริง
เคยได้ยินนินทามาเป็นนิตย์ สุภาษิตคำกลอนที่สอนหญิง
ว่าขอดค่อนสอดสอนพูดค้อนติง จบสิ้นสิ่งกราบบาทาพระสามี
เพราะฉะนั้นฉันกลัวชักรั้วปิด ระวังอิฐแอบฝาหันหน้าหนี
จิ้งจกเจาะเกาะถํ้าจำคดี ทักขึ้นทีเดียวเคืองเรื่องนิทาน
มัวพูดเจิ่นเพลินออกไปนอกเรื่อง การบ้านเมืองมากมายหลายสถาน
เขาไม่หามาให้สอนกลอนนิทาน ขี้เกียจอ่านรุงรังนั่งตะบอย
พอได้ข่าวข้าหลวงใหญ่เชียงใหม่ว่า อ้ายหัวหน้าผู้รายคิดมาติดสอย
เดี๋ยวนี้เจ้าเมืองเลนเห็นร่องรอย ว่านายร้อยคนหนึ่งลือชื่อโปมอง
เป็นหัวหน้าตีปล้นซุกซนใหญ่ บังอาจใจแย่งชิงหยิ่งจองหอง
อพยพหลบไปดังใจปอง มีลูกน้องบ่าวนายหลายสิบคน
เขาจับไว้ให้เราเข้าไปรับ เอาตัวกลับมาถามตามนุสนธิ์
จะควรสถานใดในใจจน ขอเรียนปรนนิบัติมาได้ปรานี
แม้ทัพตอบชอบชี้เป็นที่หวัง คอยคำสั่งกรุงเทพเถิดประเสริฐศรี
การมาไปในจังหวัดปัถพี ไม่เห็นมีขัดขวางหนทางการ
ข้างฝ่ายเมืองเชียงคำนำนิเทศ ฝรั่งเศสสั่งหมายกระจายสาร
วันสิบเอ็ดเสร็จขาดราชการ แต่เดือนขานคำฝรั่งซังวิเย
ศักราชพับเก้าร้อยกับสาม ได้ข้อความแม่นมั่นไม่หันเห
ชื่อเดิมบอกออกให้ผู้ใหญ่เร สุรังสิปริเออเสนอนาม
สำเร็จราชการใหญ่ในเขตขันธ์ เมืองเวียงจันท์จดแว่นแคว้นสยาม
เหตุอ้ายเงี้ยวเที่ยวกวนทำลวนลาม แล้วหนีข้ามของไปอาศัยแดน
เข้าเห็นเหตุเขตแคว้นแดนทั้งสอง จะมัวหมองไมตรีอารีแสน
จึงคิดคัดจัดให้ไม่ดูแคลน ประกาศแคว้นแขวงว่าอาญาวาง
ข้อหนึ่งเงี้ยวเที่ยวอยู่เป็นหมู่หมาย ดินฝั่งซ้ายของจำเป็นคำอ้าง
ให้เก็บอาวุธกองเป็นของกลาง อย่าให้ค้างเกินกว่าสิบห้าวัน
ข้อสองฝืนขืนแข็งแห่งบังคับ แล้วจะปรับโทษตัวชั่วมหันต์
ปืนจะเอาเข้าคลังไม่ฟังกัน ตั้งแต่วันกำหนดที่จดมา
ข้อสามห้ามเงี้ยวว่ามาอาศัย แล้วมิให้กลับหลังมาฝั่งขวา
ชักชวนคนปล้นตีทำบีฑา เข้าเป็นข้าศึกรับกองทัพไทย
ข้อสี่ทรัพย์สมบัติสัตว์ทั้งผอง เอาข้าวของคืนคงไปส่งให้
แม้นดึงดื้อถือพาลสันดานใจ กักขังไว้ปกครองเป็นของตน
ข้อห้ารู้ผู้ใดไม่ฟังห้าม ทำลวนลามขัดแข็งแห่งนุสนธิ์
ศาลชำระจะจริงสิ่งยุบล จะต้องทนโทษรับปรับประจาน
ข้อหกเงี้ยวเที่ยวมาอยู่อาศัย ทั้งเก่าใหม่จำจดบทบรรหาร
ให้ยำเยงเกรงประกาศราชการ ทั้งแก่บ้านขุนนางลาวท้าวพระยา
เมื่อทราบความตามคดีที่จัดสรร ก็เป็นฉันท์ไมตรีดีนักหนา
ผิดกับข่าวกล่าวขวัญจำนรรจา ที่บอกว่าโจรังตั้งประชุม
อยู่เชียงของปองรับสัประยุทธ์ ได้อาวุธมูลมองตั้งซ่องสุม
จะรบรับทัพไทยไล่ตะลุม ฟังออกกลุ้มกล่าวกันน่าพรั่นใจ
แต่ก็ข้ามน้ำของไปซ่องสุม อาศัยพุ่มพึ่งเงาเขาไคล
แล้วขนลุกรุกร้าวให้หนาวใจ บ้างกลับไพล่ผลุนมาตั้งหากิน
อยู่เมืองแพร่แซ่ซ้องทุกห้องหับ บ้างขอรับหนังสือว่าถือศีล
กลับว่าเงี้ยวปล้นคนทมิฬ ไม่มิถิ่นฐานอยู่เที่ยวจู่จร
ทั้งงมโง่โมหามาคิดหมาย เป็นบ้าตายตามจริตจิตสังหรณ์
ให้บ้านเมืองเคืองเข็ญเป็นนิวรณ์ พากันร้อนรนใจดูไม่ควร
เป็นการโจษจอแจที่แพร่พร้อง เงี้ยวเป็นสองพวกไปน่าใคร่สรวล
จะเท็จจริงกริ่งใจนึกใคร่ครวญ ก็เศษส่วนทรยศขบถตาม
ต้นมันเน่าเถารกเขายกออก กลับมีดอกผลดื่นพื้นสนาม
จะเกลียดชังตั้งหน้าพยายาม ผีเรือนหยามหยาบจะตีเอาผีไพร
ก็ป่วยการงานเฝ้านั่งเป่าปัด ข้าวสารซัดสาดป่าที่อาศัย
ให้วินาศขาดเชื้อสิ้นเยื่อใย ก็เห็นไม่ต้องการสงสารคน
ถ้าเถาทึ้งดึงตอยังรอระ แม้นพบปะปัดออกทั้งดอกผล
ไม่ควรนิ่งทิ้งไว้ในตำบล ให้มันสนสื่อสารรำคาญเคือง
เช่นหนานจันทิมาก็น่าผลาญ เป็นแก่บ้านอุตริมาริเรื่อง
เมื่ออ้ายเงี้ยวเที่ยวไล่ไทยที่เมือง มันเข้าเยื้องยักเล่นเป็นอุบาย
พลภูธรจรจนสองคนหนี มาถึงที่หนานจันก็มั่นหมาย
เข้าพึ่งพักรักษ์ตัวเพราะกลัวตาย มันพาผายผันผ่อนเที่ยวซ่อนตน
แล้วบอกเงี้ยวเกรียวกรูพรูเข้าจับ ฆ่าตายกับที่ลุอกุศล
เป็นเวรซัดมัดมาทำหน้าจน แต่มีการกลเล่ห์ประเว่ประวิง
อาญาทัพจับได้ต้องไปศาล ให้ว่าขานรังรุงดูสุงสิง
จนสืบสวนทวนพยานข้อค้านติง ได้ความจริงจังสมกลมเข้ามา
จำเลยมีที่พักล่านักแน่ ได้เห็นแก่จักษุไม่มุสา
เป็นห้าปากมากล้ำเกินตำรา ข้อที่ห้าเห็นผิดพินิจดู
โจทยก็ยันขันข้อเข้าต่อต้าน สืบพยานแปดปากก็มากหู
จะหนักเบาเอามาขึ้นตราชู จำเลยอยู่ข้างจะหนักที่พักโต
โจทย์ถึงมากปากก็เป็นแต่เห็นเขา ก็ยังเบากว่าสำนักนั้นอักโข
หากได้อิงสิงขรเข้าก้อนโต จึงได้โย้ยวนยกกระดกมา
ตัดสินลงโทษตามความมหันต์ ว่าหนานจันใจชั่วตัวอาสา
ต้องด้วยบทกฎหมายวายชีวา มีโทษาหนักล้ำเหลือรำพัน
พระธรณีหนาแน่นนั้นแสนโยชน์ ไม่ลงโทษคนคดบทท่านสรรค์
ตัดสินเสร็จเด็ดลงปลงชีวัน อ้ายหนานจันทิมาชีวาวาย
กุมภาพันธ์ที่ห้าเวลาเช้า สี่โมงเอาตัวออกจากคอกผาย
ถึงหลักมัดจัดแจงตกแต่งกาย เสร็จแล้วฝ่ายทหารยิงลงพิงพับ
ขอเติมต่อข้อความตามช้างต้น อีกสองคนเด้วยมาช่วยจับ
จำขังคอกบอกบาญชีสามปีนับ เป็นเสร็จสรรพสิ้นไปได้อีกตอน
ฟังข่าวโจรโยนยาวที่สาวเสาะ เป็นแต่เลาะเลียบเดินเนินสิงขร
ไม่ซ่องสุมคุมหมู่เที่ยวจู่จร หลบหลีกซ่อนตัวตนเป็นคนดี
ท่านนายกองนายทัพกำกับด่าน ครั้นอยู่นานเนาในไพรพฤกษี
ก็ไข้เจ็บเหน็บหนาวร้าวฤดี บ้างว่าผีโป่งป่ามารังแก
รู้วิธีวีมีเวทวิเศษไล่ มาขับไข้พร่ำพรูแล้วขู่แหว
บ้างอ่านมนต์บ่นเบื่อจนเหลือแล พวกผีแพ้ก็เบาบรรเทาไป
บ้างว่าถิ่นดินฟ้าแลอากาศ กระทำธาตุวิบัติปัดไถม
ให้ร้อนร้าวหนาวรุ่มกลุ้มหัวใจ จึงเป็นไข้เจ็บกันอนันต์นอง
บ้างว่าไข้ในดงพงพนัส แม้นป่าชัฏชุ่มเย็นเห็นสยอง
ภูผาห้อมล้อมหลั่นอนันต์นอง มาปิดช่องลมไม่ให้รำเพย
กลางวันแดดแผดร้อนพอผ่อนร้าง หยาดน้ำค้างพรมดินกลิ่นระเหย
ละอองพิษฤทธิ์ร้ายขึ้นชายเชย ไม่เลื่อนเลยลอยอบตลบดง
กลิ่นมากลั้วตัวต้องของเน่าบูด นาสาสูดสูบริดต้องพิษสง
จึงเกิดโรคโศกร้างอยู่กลางดง ตั้งจิตจงพูดจ้อพวกหมอปลอม

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ