คำนำ

หม่อมราชวงศ์ ประพันธ์พงศ์ บุตรีหม่อมเจ้าเปล่ง ชุมแสง ขอให้ข้าพเจ้าช่วยหาเรื่องอันควรแก่ที่จะพิมพ์หนังสือแจก ในการพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้าเปล่งผู้บิดา และแสดงความประสงค์ต่อไปว่า ถ้าได้เรื่องที่เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นทรงพระคุณอยู่เหนือเกล้า ฯ ได้ทรงชุบเลี้ยงหม่อมเจ้าเปล่งผู้บิดามาแต่เล็ก จะได้เป็นการอันได้สนองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โดยทางได้เผยแพร่พระราชนิพนธ์อันเป็นสารประโยชน์ ให้แพร่หลายไปในหมู่สาธุชน กับทั้งได้เป็นการสนองคุณบิดา โดยว่าหนังสือนั้นจะได้เป็นอนุสสรณดำรงอยู่ชั่วกาลนาน คำขออันนี้เป็นบังคับอยู่ในตัวให้ข้าพเจ้าต้องรับช่วย เพราะเหตุว่าหม่อมเจ้าเปล่งเป็นผู้ที่ทำคุณไว้แก่ข้าพเจ้ามากนัก ได้ช่วยรักษาพยาบาลในเมื่อมีการป่วยไข้ขึ้นในบ้านข้าพเจ้า นับตั้งแต่มารดาตลอดลงมาถึงตัวข้าพเจ้าแลบุตรหลาน ข้าพเจ้าจึ่งไปหาเจ้าพนักงานสมุดสำหรับพระนคร ขอให้เขาช่วยค้นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชชกาลที่ ๕ ที่ยังไม่เคยลงพิมพ์และสมควรจะให้พิมพ์ได้ เขาก็รับจะจัดหาให้

หม่อมเจ้าเปล่งเป็นหม่อมเจ้าชั้นใหญ่ ทั้งประพฤติตัวเป็นผู้สงบเสงี่ยม ไม่พอใจจะทำอะไรที่เป็นการผาดโผน เพราะเหตุดั่งนั้นแหละ คงจะมีคนรู้จักท่านน้อย ข้าพเจ้าจึ่งอยากจะแถลงความเป็นไปของท่านให้ทราบทั่วกัน แต่ข้าพเจ้าก็เป็นเด็กกว่าท่านมาก ไม่สามารถจะรู้ความเป็นมาในชั้นต้นของท่านได้ แต่เคราะห์ดี ค้นได้ประวัติของท่าน ซึ่งท่านจดไว้เอง จะจดไว้ทำอะไรไม่ทราบ พิจารณาดูก็รู้สึกเห็นเป็นความลำบาก ในทางที่จะทำตัวให้เป็นคนดีในสมัยโน้น ต้องใช้ความอุตสาหอดทนมาก สมควรที่จะคัดมาไว้ดูกันเปนนิทัศนอุทาหรณ์ แต่ท่านเขียนไว้เป็นท่อน ๆ ไม่ติดต่อกัน จำเป็นที่ข้าพเจ้าต้องแต่งประกอบให้เป็นระเบียบดั่งต่อไปนี้

“หม่อมเจ้าเปล่ง ชุมแสง เป็นโอรสองค์เล็กที่สุดในพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๒ กรมหลวงสรรพศิลปปรีชา (พระองค์เจ้าชุมแสง) และหม่อมสาคร กำเนิดในรัชชกาลที่ ๔ ณวันอังคารเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีมะแม จุลศักราช ๑๒๒๑ ตรงกับวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๒ ที่วังพระบิดาตำบลแพร่งภูธรเดี๋ยวนี้ พอมีชนมายุได้ ๒ ปีกับ ๖ เดือน พระบิดาก็สิ้นพระชนม์ ในขณะนั้นมีหม่อมเจ้าพี่น้องในกรมหมดด้วยกัน ๙ องค์”

“ต่อมาในรัชชกาลที่ ๕ โปรดเกล้า ฯ พระราชทานวังนั้นแกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศรธำรงศักดิ์ หม่อมเจ้าพี่น้องต้องย้ายไปจากวังเดิม หม่อมเจ้าหญิงรัศมีชุมแสง เจ้าพี่องค์ใหญ่ จึ่งพาหม่อมเจ้าเปล่งกับหม่อมมารดาไปตั้งเคหสถานอยู่ใหม่ที่ริมคลองสามเสนฝั่งใต้ ตรงที่เป็นสวนนอกของเจ้าจอมมาดาแส ซึ่งพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชาประทับอยู่เดี๋ยวนี้”

“ชนมายุหม่อมเจ้าเปล่งเพียงย่างเข้า ๕ ปี หม่อมมารดาก็ถึงแก่กรรม ได้อาศัยความอุปถัมภ์บำรุงของเจ้าพี่หญิงองค์ใหญ่ ทรงเลี้ยงดูและสอนหนังสือ พออ่านออกเขียนได้แล้วท่านจึ่งส่งไปศึกษาเพิ่มเติมกับท่านอาจารย์ด้วง ซึ่งอยู่ที่ปากคลองวัดน้อย” เพราะเวลานั้นโรงเรียนยังไม่มี

“ถึงปีมะแม พ.ศ. ๒๔๑๔ มีชนมายุย่างเข้า ๑๓ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชชกาลที่ ๕ โปรดเล้า ๆ ให้มีการโสกันต์เจ้านายที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หม่อมเจ้าเปล่งได้เกศากันต์ในคราวนั้นด้วย ได้พระราชทานเงินทำขวัญ ๑๐ ตำลึง และพระราชทานเบี้ยหวัดขึ้นเป็นปีละ ๑๐ ตำลึง (เดิมได้ตำลึง ๑)

“ครั้นถึงวันเสาร์ เดือนญี่ขึ้น ๕ ค่ำ ปีมะแม จุลศักราช ๑๒๓๓ ตรงกับวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๑๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสอินเดียด้วยเรือชื่อบางกอก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หม่อมเจ้าเปล่งพร้อมด้วยหม่อมเจ้าในกรมอื่นรวม ๑๔ องค์ด้วยกันตามเสด็จไปในเรื่อพระที่นั่งด้วย เมื่อถึงเมืองสิงคโปร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอัษฎงคดทิศรักษา (ตันกิมเจ๋ง) กงซุลสยามประจำเมืองสิงคโปร์เป็นผู้จัดให้เข้าศึกษาวิชาในโรงเรียนที่นั้น แต่ได้ศึกษาอยู่เพียง ๗ เดือนก็โปรดเกล้า ฯ ให้เรียกกลับ ด้วยในปีวอก ด้วยในปีวอก พ.ศ. ๒๔๑๕ ได้ทรงจัดให้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ที่โรงทหารมหาดเล็กริมประตูพิมานไชยศรี ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นที่ทำการกรมพระคลังข้างที่ “สำหรับพระเจ้าน้องยาเธอทรงเล่าเรียน หม่อมเจ้าเปล่งกลับเข้ามาก็โปรดเกล่า ฯ ให้ร่วมเรียนในที่นั้น” เพื่อมิให้ต้องเสียพระราชทรัพย์เป็นสองภาค “เมื่อเป็นเช่นนั้นบ้านอยู่ไกลไม่สดวกแก่การไปมาที่โรงเรียน หม่อมเจ้าหญิงรัศมี เจ้าพี่องค์ใหญ่ จึงพาหม่อมเจ้าเปล่งไปถวายตัวพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดชฝากให้อยู่ที่วัง จะได้ใกล้โรงเรียนไปมาสดวก ภายหลังโรงเรียนเลิกแล้วก็ยังอยู่ที่วังนั้นต่อไปอีกประมาณ ๓ ปี จึงทูลลากลับไปอยู่กับหม่อมเจ้าหญิงรัศมี เจ้าพี่องค์ใหญ่ ที่บ้านริมคลองสามเสนตามเดิม”

“ถึงปีกุน พ.ศ. ๒๔๑๘ หม่อมเจ้าเปล่งมีชนมายุได้ ๑๗ ปี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ให้หม่อมเจ้าเปล่งเป็นนาคหลวงเข้าบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วไปจำพรรษาอยู่ที่วัดโสมนัสวิหาร บำเพ็ญพรตอยู่ ๔ พรรษา ตราบเท่าถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ ชนมายุครบอุปสมบท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หม่อมเจ้าสามเณรเปล่งอุปสมบทเป็นภิกษุ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระวันรัตน (ทัย) วัดโสมนัสวิหารเป็นอุปัชฌาย์ พระพรหมมุนี (เหมือน) วัดบรมนิวาศ กับพระจันทโคจรคุณ (จันท์) วัดมงกุฎกษัตริยารามเป็นคู่สวด แล้วไปจำพรรษาอยู่ณวัดโสมนัสวิหารตามเดิม”

“ในระหว่างที่อุปสมบทอยู่นั้นก็ได้เล่าเรียนทางพระธรรมวินัย ทั้งได้แบ่งเวลาศึกษาทางวิชาแพทย์บ้าง ด้วยปรารถนาจะดำเนินตามรอยพระบาทพระบิดา” ผู้ทรงรอบรู้ในวิชาแพทย์ได้ทรงรับราชการกำกับกรมหมอนวด สนองพระเดชพระคุณมาในรัชชกาลที่ ๔ จนสิ้นพระชนม์ ครั้นหม่อมเจ้าเปล่ง “อุปสมบทเป็นภิกษุอยู่ได้ ๕ พรรษา ก็ลาสิกขาบทกลับไปอยู่ร่วมกับหม่อมเจ้าหญิงรัศมี เจ้าพี่องค์ใหญ่ ที่บ้านริมคลองสามเสนตามเดิม”

พุทธศักราช ๒๔๒๖ เข้าสมัครรับราชการในกรมทหารบกราบที่ ๒ ล้อมวัง (ซึ่งสืบมาเป็นกรมทหารรักษาวังรักษาพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เดี๋ยวนี้) ได้ตำแหน่งประเดิมเป็นว่าที่จ่านายสิบพยาบาล ได้รับพระราชทานเงินเดือนเดือนละ ๑๖ บาท เป็นโอกาศที่ได้พากเพียรสนองพระเดชพระคุณไป ในระหว่าง ๑๖ ปี ได้เลื่อนยศเลื่อนเงินเดือนขึ้นทีละชั้น เพียงได้ว่าที่นายร้อยเอกในกองพยาบาล ได้รับพระราชทานเงินเดือนเดือน ๔๘ บาท

“ในพุทธศักราช ๒๔๔๒ ต้องย้ายจากบ้านริมคลองสามเสนฝั่งใต้ ไปตั้งเคหสถานอยู่ใหม่ใกล้วัดสุวรรณารามในคลองบางกอกน้อย ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องพระราชประสงค์ที่ดินแถวนั้น เพื่อตัดแบ่งพระราชทานเจ้าจอมมารดาฝ่ายใน โปรดเกล้า ฯ ให้ เจ้าพนักงานจัดซื้อ” แม้ต้องย้ายบ้านไปอยู่ไกลก็มิได้ท้อถอย “ทำราชการต่อมาอิก ๗ ปี ได้เลื่อนชั้นเงินเดือนขึ้นไปถึงได้เดือนละ ๑๔๐ บาท มียศเป็นนายร้อยเอก”

ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๔๔๙ ทางกระทรวงวังนั้นหม่อมเจ้าเจียกพนมวัน อธิบดีกรมหมอหลวง ผู้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงชีพิตักษัยลง ทรงพระปริวิตกถึงผู้จะตั้งพระโอสถถวายต่อไป ไม่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยแก่ผู้ที่มิได้ทรงคุ้นเคย จึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้เรียกหม่อมเจ้าเปล่งจากกรมทหารบก เข้าไปรับราชการในกระทรวงวัง ในตำแหน่งจางวางพระโอสถเครื่องต้น กรมหมอหลวง พระราชทานเงินเดือนเดือนละ ๒๐๐ บาท พระราชทานยศเป็นเสวกเอก “ในพุทธศักราช ๒๔๕๕ ได้ย้ายจากบ้านในคลองบางกอกน้อยมาอยู่ถนนบ้านดินสอ” ใกล้เทวสถาน เพื่อเป็นการสดวกที่จะสนองพระเดชพระคุณ รับราชการอยู่ในกระทรวงวังสิ้นเวลา ๑๙ ปี ได้รับพระราชทานเงินเดือนเลื่อนขึ้นเป็นลำดับ จนถึงเดือนละ ๕๐๐ บาท เป็นที่สุด ถึงพุทธศักราช ๒๔๖๘ สิ้นรัชชกาลที่ ๖ จัดเปลี่ยนแปลงราชการในกระทรวงวังใหม่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าเปล่งออกจากหน้าที่ราชการรับพระราชทานเบี้ยบำนาญ รวมเวลารับราชการได้ ๔๒ ปี นอกจากเงินเดือนหรือเบี้ยบำนาญแล้ว ยังได้รับพระราชทานเงินงวดประจำปีในฐานที่เป็นพระราชวงศ์อีกโสดหนึ่ง ตั้งแต่ปีละ ๑๐๐ บาทเลื่อนขึ้นจนถึงปีละ ๔๐๐ บาท และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณแต่ชั้นต่ำเลื่อนขึ้นจนถึงตริตาภรณช้างเผือก ตริตาภรณมงกุฎสยาม กับเหรียญรัตนาภรณ รัชชกาลที่ ๖ ชั้น ๓ เป็นสูงสุด น่าชมความพากเพียรของท่าน ที่อุตส่าห์ทำตัวให้สืบต่อพระบิดาได้ทั้งทางวิชา และฐานะสมดังความปรารถนา เมื่อชราออกพ้นจากราชการแล้วก็อยู่สงบตามฐานคนแก่ แต่ความเมตตากรุณามิได้ย่อหย่อน คงประกอบการทำหยูกยาให้มีไว้เสมอ ได้จำแนกจำหน่ายให้แก่ญาติมิตรและบุคคลที่เคยพึ่งท่านได้พึ่งเสมอมา

อยู่มาถึงวันที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๖ เริ่มประชวรโรคชรา เพื่อนแพทย์หลายนาย มีพระวรสุนทโรสถ หลวงวรลักษณ์นีโรค และหลวงเจริญจิรเวชช ได้ช่วยกันรักษา แต่ว่าเป็นการเหลือมือ อาการมีแต่ทรงกับทรุด ถึงวันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๖ เวลา ๖ นาฬิกา ๓๐ นาที ถึงชีพิตักษัย นับชันษาได้ ๗๔ ปี ยังความเศร้าโศกไว้แก่ญาติมิตรที่สนิททั่วกัน

ท่านมีบุตรบุตรีสืบสกุล ๓ คน คือ อำมาตย์โท พระมนตรีพจนกิจ (หม่อมราชวงศ์ชาย ชุมแสง) กับหม่อมราชวงศ์หญิงประพันธ์พงศ์ ทั้ง ๒ นี้ เกิดด้วยหม่อมวาด ชุมแสง ณอยุธยา (ผู้เป็นเอกภริยา) กับหม่อมราชวงศ์หญิงปลื้ม เสถียรรักษา อันเกิดด้วยหม่อมราชวงศ์หญิงเปลี่ยน มนตรีกุล (ผู้เป็นอนุภริยา) ต่างพร้อมใจช่วยกันจัดการศพรับพระราชทานเพลิงที่สุสานหลวง วัดเทพศิรินทราวาส กำหนดณวันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๗ นี้

หนังสือพระราชกิจรายวันเล่มนี้ เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเจ้าพนักงานหอสมุดสำหรับพระนครเลือกคัดจากต้นฉะบับให้ตามคำขอของข้าพเจ้า เจ้าภาพในการศพได้จัดพิมพ์ขึ้นสำเร็จแล้วด้วยดี โดยเจตนาที่จะจำแนกในวันพระราชทานเพลิงศพ เพื่อเป็นที่ระลึกด้วยกตเวที หากว่ามีญาณวิถีทางใดทางหนึ่ง ซึ่งท่านผู้ล่วงลับไปแล้วจะพึงทราบได้ ก็คงมีใจชื่นชมเป็นอันมาก ท่านผู้ใดได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็ย่อมเป็นเหตุเตือนใจให้ระลึกถึงหม่อมเจ้าเปล่ง ชุมแสง ผู้ล่วงลับไปแล้ว ได้โปรดแผ่เมตตาจิตต์ส่งไปให้เธอได้ประสพสุขในปรโลกโน้นด้วยเทอญ

นริศ

ตำหนักปลายเนิน คลองเตย

วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๔๗๗

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ